คำนำ
ตามที่ ก.ค.ศ. ได้กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาตนเองและวิชาชีพครู (ว22/2560) เม่ือวันที่
5 กรกฎาคม 2560 ข้อ 1. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี
โดยให้ประเมินตนเองตามแบบ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด พร้อมทั้งจัดทาแผนการพัฒนาตนเองเป็นรายปี ตามแบบที่ส่วน
ราชการกาหนด และเข้ารับการพัฒนาตามแผนอย่างเป็นระบบ และต่อเน่ือง ในการนี้ กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จึงได้ดาเนินการให้ข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ทาการประเมินตนเอง พร้อมทั้งจัดทาแผนพัฒนาตนเอง ที่แสดงถึงความต้องการ
ในการพัฒนาตนเองเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่เพม่ิ
สูงขนึ้
บัดนี้ การสารวจความต้องการพัฒนาตนเองได้เสร็จส้ินแล้ว กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงได้
สรุป ผลความต้องการพัฒนาตนเองของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพ่ือตรวจสอบว่าหลักสูตรใด
ท่ีมีจานวนความต้องการเข้ารับการอบรมจากมากไปหาน้อย เพ่ือพิจารณาความเหมาะสมในการกาหนดหลักสูตร
การอบรมตอ่ ไป
กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
สำรบัญ
เรอ่ื ง หน้ำ
คำนำ ก
สำรบญั ข
หลักการและเหตผุ ล 1
วตั ถปุ ระสงค์ของการจดั ทา ID Plan 2
ขอบข่ายในการพัฒนา 2
กลุ่มเปา้ หมาย 4
ผลการดาเนนิ การ 4
สรปุ ผลความตอ้ งการในการพัฒนาตนเอง 5
วธิ ีการดาเนนิ การในขั้นตอนต่อไป 7
-1-
หลกั กำรและเหตผุ ล
Individual Development Plan (ID Plan) คืออะไร สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา ได้ให้ความหมายของ Individual Development Plan (ID Plan) หมายถึงการพัฒนาบุคลากร
โดยยึดหลักการประเมินสมรรถนะ (Competency Based Approach) จะทาให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรู้จุดเด่น
จุดด้อยของความสามารถในการ ปฏิบัติงานของตน และสามารถพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการจาเป็น
ของหน่วยงาน และของ ตนเองอย่างแท้จริง อีกทั้งจะทาให้การพัฒนาครูดาเนินไปอย่างประหยัด และสอดคล้อง
กับนโยบายของ รัฐบาล การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษามุ่งเน้นให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานตาแหน่ง
และ มาตรฐานวิชาชีพ ทงั้ สมรรถนะหลัก (Core Competency) สมรรถนะการปฏิบัติงานในหน้าที่ หรือ สมรรถนะ
ประจาสายงาน (Functional Competency) และสมรรถนะเฉพาะตามกล่มุ สาระ (Specification Competency)
ตามที่ ก.ค.ศ.กาหนด โดยยึดหลักการประเมินสมรรถนะ (Competency Based Approach) เพราะจะทาให้
ผู้ปฏิบัติงานสามารถรู้จุดเด่น จุดด้อยของความสามารถในการปฏิบัติงาน ของตน และสามารถพัฒนาตนเอง
ให้สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นของตนเอง และหน่วยงาน ระบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบนั ได้มุ่งเน้นให้ครู และบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาตนเองตามแนวทางดังกล่าว
โดยเร่ิมต้นจากการประเมินสมรรถนะ การ จัดทาแผนพัฒนาตนเอง และดาเนินการพัฒนาตามแผนพัฒนาตนเอง
จนมีสมรรถนะตามความต้องการของ หน่วยงาน เพ่ือให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถดาเนินการ
พัฒนาตนเองตามระบบการพัฒนาครูและ บุคลากรทางการศึกษาได้อย่างถูกต้องตามกระบวนการ สามารถพัฒนา
สมรรถนะของตนเองเพ่ิมข้ึน และ ส่งผลต่อผู้เรียนท่ีรับผิดชอบ (สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา. 2551) ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของงานข้ึนอยู่กับคุณภาพของคนหรือบุคคล ในการปฏิบัติงาน
ถ้าบุคคลใด เป็นบุคคลท่ีมีคุณภาพหรือทางการ(วิชาการ)จะเรียกว่า มีสมรรถนะ (Competency) (ความสามารถ
ของบุคคลในทุกๆ ด้านทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะ คุณธรรมท่ีจาเป็น
ต่อการ ปฏิบัติงานให้บรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพ) ท่ีสูง ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ปัจจุบันในวงราชการก็ได้นาสมรรถนะเป็นตัวช้ีวัดความสามารถของบุคคล ซ่ึงสมรรถนะโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น
2 สมรรถนะ คือ สมรรถนะหลัก (Core Competency) หมายถึง สมรรถนะที่ทุกคนต้องมีหรือปฏิบัติได้
เป็นคุณลักษณะร่วมกันของบุคคลทุกตาแหน่ง ตัวอย่าง สมรรถนะหลักของครูและบุคลากรทางการศึกษา
ประกอบด้วย การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การพัฒนาตนเอง การทางานเป็นทีม และสมรรถนะประจาสายงาน
(Functional Competency) เป็นสมรรถนะท่ีกาหนดเฉพาะ สาหรับแต่ละตาแหน่ง เพ่ือให้บุคคลท่ีดารงตาแหน่ง
นั้น แสดงพฤติกรรมท่ีเหมาะสมกับหน้าที่และสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีย่ิงข้ึน ตัวอย่าง สมรรถนะประจาสายงาน
ของครูประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียน การบริหารจัดการช้ันเรียน การวิเคราะห์ สังเคราะห์และ
การวิจัย การสร้างความร่วมมือกับชุมชน ตัวอย่าง สมรรถนะหลักของบุคลากรทางการศึกษา ประก อบด้วย
การวิเคราะห์สังเคราะห์และการวิจัย การ ส่ือสารและการจูงใจ การพัฒนาศักยภาพบุคคล การมีวิสัยทัศน์
สาหรับการพัฒนาบุคคลในอดีตท่ีผ่านมา เป็นการพัฒนาแบบเหมารวมหรือยกเข่ง หมายความว่า เมื่อเร่ืองใด
ที่หน่วยงานต้องการพัฒนา ก็จะพัฒนาแบบปูพรมคือพัฒนาทุกคนไม่รู้ว่ามีความรู้หรอื ไม่มี ต้องการ หรือไม่ต้องการ
เป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหา แต่จะพัฒนาหมด สิ่งท่ีเป็นปัญหาของการพัฒนารูปแบบนี้ก็คือ ความไม่คุ้มค่า
คือ ผู้เข้าร่วมพัฒนาจะสนใจเฉพาะบุคคลที่ต้องการ อยากรู้ อยากทราบเท่าน้ัน สาหรับกลุ่มคนท่ีเหลือ
เปน็ กลุ่มบุคคลทไี่ มต่ ้องการ ก็จะไม่ให้ความสาคัญ ไม่สนใจ ทาให้เป็นอุปสรรคในการพฒั นา ทางแก้ท่ีคิดว่า
-2-
น่าจะเป็นไปได้คือ การพัฒนาบุคคลตามแผนพัฒนาตนเองรายบุคคล(Individual Development Plan: ID PLAN)
โดยจะต้องผ่านกระบวนการประเมินสมรรถนะ ท่ีประกอบด้วย การประเมินตนเอง ร่วมกับ เพื่อนร่วมงานหรือ
ผบู้ ังคับบญั ชาร่วมประเมิน นาผลสรปุ ผล วา่ สมรรถนะใดทีจ่ าเป็นต้องพฒั นาและสมรรถนะ ใดทไี่ มจ่ าเปน็ ต้องพัฒนา
ต่อจากนั้นนามาจัดอันดับสมรรถนะที่จาเป็นต้องพัฒนา พร้อมให้เหตุผลประกอบ ว่า การพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว
จะส่งผลตอ่ อะไร ตอ่ ใคร เช่น จะสง่ ผลต่อคุณภาพของนักเรยี น หน่วยงาน ชุมชน วงการวชิ าชพี หรอื ตนเอง เปน็ ต้น
หลักการจัดอันดับความสาคัญ สมรรถนะที่จาเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาของ ครู คือ ส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน
เป็นหลัก สาหรับต่อตนเองควรเป็นอันดับสุดท้าย จากน้ันนาไปสู่การเขียนแผนพัฒนาตนเองรายบุคคล โดยให้
นาเสนอรูปแบบ วธิ กี ารพัฒนาในแตล่ ะ สมรรถนะ หลาย ๆ รปู แบบเพ่อื เป็นทางเลือกในการพฒั นา พรอ้ มกบั กาหนด
ช่วงระยะเวลาท่ีจะพัฒนา (เริ่มต้นและสิ้นสุด) และหน่วยงานหรือองค์กรท่ีจะขอรับการสนับสนุนในการพัฒนา
ซึ่งจะเห็นว่าการพัฒนา โดยใช้ID-PLAN จะเป็นการพัฒนาท่ีสนองตอบความต้องการแต่ละบุคคล สนองความสนใจ
ในรูปแบบวิธีการ พัฒนา ก็จะส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าท่ีที่มีประสิทธิภาพต่อไป และจะเป็นการพัฒนา
ท่ีต่อเน่ืองจนทาให้การปฏิบัติหน้าที่มีความสมบูรณ์มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นข้าราชการที่ดีต่อไป
(ยนื ยง ราชวงษ์, 2551)
วัตถุประสงค์ของกำรจดั ทำ ID Plan
1. เพอ่ื สารวจความต้องการ จาเป็นในการพัฒนาตนเองของข้าราชการครู และบคุ ลากรทางการศึกษา
2. เพอ่ื พฒั นาศักยภาพขา้ ราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในการปฏิบัตงิ าน ให้มปี ระสทิ ธิภาพ
มากยิ่งขึ้น
3. เพือ่ ยกระดับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของผเู้ รียนให้สูงข้ึน
ขอบข่ำยในกำรพฒั นำ
ด้านสมรรถนะหลัก มีการพฒั นาตนเองใน 4 ดา้ น คือ
1. การมุง่ ผลสัมฤทธ์ิ ไดแ้ ก่
1.1 ความสามารถในการวางแผนการปฏิบตั งิ าน
1.2 ความสามารถในการปฏิบตั งิ าน
1.3 ผลการปฏบิ ตั ิงาน
2. การบริการทีด่ ี ได้แก่
2.1 ความสามารถในการสร้างระบบการใหบ้ รกิ าร
2.2 ความสามารถในการให้บรกิ าร
3. การพฒั นาตนเอง ไดแ้ ก่
3.1 ความสามารถในการพัฒนาตนเอง
3.2 ความสามารถในการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
3.3 ความสามารถในการใชภ้ าษาอังกฤษเพ่ือการแสวงหาความรู้
3.4 ความสามารถในการติดตามความเคล่ือนไหวทางวิชาการและวิชาชพี
3.5 ความสามารถในการประมวลความรู้และนาความรไู้ ปใช้
-3-
4. การทางานเป็นทีม ไดแ้ ก่
4.1 ความสามารถในการวางแผนเพือ่ การปฏิบัตงิ านเป็นทีม
4.2 ความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกนั
ด้านสมรรถนะประจาสายงาน มกี ารพัฒนาตนเองใน 5 ด้าน คือ
1. การจดั การเรียนรู้
1.1 ความสามารถในการสรา้ งและพฒั นาหลกั สตู ร
1.2 ความสามารถในเนอ้ื หาสาระท่สี อน
1.3 ความสามารถในการจัดกระบวนการเรยี นร้ทู ่เี น้นผ้เู รียนเปน็ สาคัญ
1.4 ความสามารถในการใช้และพฒั นานวตั กรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการ จดั การเรียนรู้
1.5 ความสามารถในการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
2. การพฒั นาผเู้ รียน
2.1 ความสามารถในการปลูกฝังคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
2.2 ความสามารถในการพัฒนาทกั ษะชีวติ สุขภาพกายและสุขภาพจติ
2.3 ความสามารถในการปลูกฝังความเป็นประชาธปิ ไตย
2.4 ความสามารถในการปลุกฝงั ความเปน็ ไทย
2.5 ความสามารถในการจัดระบบดแู ลและชว่ ยเหลอื ผู้เรียน
3. การบริหารจัดการช้ันเรยี น
3.1 ความสามารถในการจดั บรรยากาศการเรียนรู้
3.2 ความสามารถในการจดั ทาขอ้ มลู สารสนเทศและเอกสารฯ
3.3 ความสามารถในการกากับดูแลชัน้ เรยี น
4. การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และการวิจัย
4.1 ความสามารถในการวเิ คราะห์
4.2 ความสามารถในการสงั เคราะห์
4.3 ความสามารถในการเขยี นเอกสารทางวชิ าการ
4.4 ความสามารถในการวจิ ัย
5. การสร้างความร่วมมอื กับชุมชน
5.1 ความสามารถในการนาชุมชนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมสถานศึกษา
5.2 ความสามารถในการเข้าร่วมกจิ กรรมของชมุ ชน
นอกจากน้ี จะต้องมีการพฒั นาดา้ นคณุ ลกั ษณะที่จาเป็นในการพฒั นาวิชาชพี คือ ด้านวินยั คณุ ธรรม
จริยธรรม และจรรยาบรรณในวชิ าชพี ได้แก่
1. การมวี ินยั
2. การประพฤติ ปฏิบตั ติ นเป็นแบบอยา่ งทดี่ ี
3. การดารงชีวติ อยา่ งเหมาะสม
4. ความรักและศรัทธาในวิชาชีพครู
5. ความรบั ผิดชอบในวิชาชีพ
-4-
กลมุ่ เปำ้ หมำย
ข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาในสงั กัดสานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษา
ศรสี ะเกษ เขต 3
ผลกำรดำเนินกำร 198 โรงเรยี น
จานวนผ้ตู อบแบบประเมินตนเอง 179 คน
179 คน
1. ประเภทผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา 100
จานวนสถานศกึ ษาในสังกดั
จานวนผู้บรหิ ารสถานศึกษาในสงั กัด
จานวนผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาที่ประเมนิ ตนเอง
คิดเปน็ ร้อยละผ้ตู อบแบบประเมินตนเอง
2. ประเภทครผู ้ปู ฏบิ ตั กิ ารสอน 198 โรงเรยี น
1729
จานวนโรงเรยี นในสังกดั 1729
จานวนข้าราชการครใู นสังกัด 100
จานวนขา้ ราชการครทู ่ตี อบแบบประเมินตนเอง
คิดเปน็ ร้อยละผู้ตอบแบบประเมินตนเอง
3. ประเภทบคุ ลากรผสู้ นับสนุนการจดั การเรยี นการสอน 198 โรงเรียน
จานวนโรงเรียนในสงั กดั 181
จานวนบคุ ลากรผู้สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน 181
จานวนบุคลากรผู้สนบั สนุนการจัดการเรียนการสอนทต่ี อบแบบประเมนิ 100
ตนเอง
คิดเปน็ รอ้ ยละผตู้ อบแบบประเมนิ ตนเอง 198 โรงเรยี น
67
4. ประเภทบุคลากรในสานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา 67
จานวนโรงเรียนในสงั กัด 100
จานวนบุคลากรในสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษา
จานวนบคุ ลากรในสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาท่ีตอบแบบประเมินตนเอง
คดิ เปน็ ร้อยละผตู้ อบแบบประเมนิ ตนเอง
-5-
สรุปผลควำมต้องกำรในกำรพฒั นำตนเอง
1.ประเภทผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
ลำดับ หัวข้อทตี่ ้องกำรพัฒนำ จำนวน คดิ เปน็
ที่ (คน) ร้อยละ
1 ผูน้ ายุคใหม่ 4.0 27 15.08
2 การบริหารการเปลีย่ นแปลง 25 13.96
3 ผู้นาทางวชิ าการ 24 13.04
23 12.84
4 การบริหารสถานศึกษาความรู้ กฎหมาย ระเบยี บ ท่เี กย่ี วกับ
การบริหารงานในสถานศึกษา
5 การบริหารงานชุมชนและเครือข่าย 20 11.17
6 อ่ืนๆ 60 33.51
รวม 179 100.00
หมำยเหตุ : อื่นๆ หมายถึงหัวขอ้ ความตอ้ งการอบรมที่มีจานวนคนตอ้ งการพฒั นาตนเอง
นอ้ ยกวา่ 20 คน
2.ประเภทครผู ู้ปฏบิ ัติการสอน
ลำดับ หัวข้อท่ตี ้องกำรพัฒนำ จำนวน คดิ เป็น
ที่ (คน) รอ้ ยละ
1 สมรรถนะหลัก 5 สมรรถนะ และสมรรถนะประจาสายงาน 112 6.48
5 สมรรถนะ
2 การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21 100 5.78
3 การออกแบการเรยี นรู้ 95 5.49
4 การแก้ปัญหาผเู้ รยี น 93 5.38
5 การใชส้ อื่ เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ 84 4.86
6 การจัดการชั้นเรียน 74 4.28
7 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 70 4.05
8 การเปน็ ครใู นศตวรรษที่ 21 65 3.76
9 การพฒั นาหลักสูตร 60 3.47
10 STEM Education สเตม็ ศึกษา 55 3.18
11 จิตวิทยาการแนะแนว/จิตวทิ ยาการจัดการเรียนรู้ 53 3.07
-6-
ลำดับ หัวข้อทต่ี ้องกำรพัฒนำ จำนวน คดิ เปน็
ท่ี (คน) รอ้ ยละ
12 สมรรถนะหลัก 5 สมรรถนะ 45 2.60
13 พืน้ ฐานการใชเ้ ทคโนโลยสี าหรับครู 44 2.54
14 ครูไทย 4.0 สกู้ ารเรียนรู้ตามแนว Active Learning 42 2.43
15 การวิจยั ในชัน้ เรียน 40 2.31
16 การพฒั นาชุมชนการเรียนรู้ PLC 38 2.20
17 เทคนคิ และวิธีการสอนสมยั ใหม่ 35 2.02
30 1.74
18 การออกแบบและการสรา้ งส่ือเทคโนโลยีสาหรับห้องเรยี น
อจั ฉรยิ ะ
19 เจาะลึกการทาข้อตกลงพัฒนางาน (ว.PA) ฉบับคุณครู 29 1.68
20 ห้องเรียนแหง่ อนาคต 24 1.39
21 การจัดการเรยี นการสอนแบบโครงงาน 22 1.27
22 การใช้ Zoom เพ่ือการสอนออนไลน์ 21 1.21
23 อ่นื ๆ 498 28.80
รวม 1729 100.00
หมำยเหตุ : อื่นๆ หมายถึงหวั ขอ้ ความตอ้ งการอบรมท่ีมีจานวนคนต้องการพฒั นาตนเอง
นอ้ ยกวา่ 20 คน
3. ประเภทบคุ ลากรผสู้ นบั สนุนการจัดการเรียนการสอน
ลำดับ หัวข้อที่ต้องกำรพัฒนำ จำนวน คิดเปน็
ท่ี (คน) ร้อยละ
25 13.81
1 การเขียนหนังสือราชการ
23 12.70
2 การบรหิ าร และการจดั เกบ็ เอกสารในรปู แบบดจิ ิทลั ตาม
มาตรฐานสากล E-Document Management
3 ก้าวสคู่ วามสาเร็จในงานธุรการ 22 12.15
4 ธรุ การมอื อาชพี 4.0 21 11.60
5 การพฒั นาสื่อการเรียนการสอนด้วย Infographic 20 11.04
6 สอ่ื ICT งา่ ยๆ ดว้ ย google sheet 20 11.04
7 อนื่ ๆ 50 27.62
รวม 181 100.00
หมำยเหตุ : อ่ืนๆ หมายถึงหัวขอ้ ความต้องการอบรมท่ีมจี านวนคนตอ้ งการพฒั นาตนเองนอ้ ยกวา่ 20 คน
-7-
4. ประเภทบคุ ลากรในสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ลำดบั หวั ข้อท่ตี ้องกำรพัฒนำ จำนวน คดิ เปน็
ท่ี (คน) รอ้ ยละ
12 17.91
1 ทกั ษะดจิ ทิ ัล 10 14.92
9 13.43
2 Google Tool เพือ่ การพัฒนางาน
5 7.46
3 วินัย จริยธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชพี
31 46.26
4 ความม่นั คงปลอดภัยบนอินเทอร์เนต็ และการปฏบิ ัติตนสาหรบั 67 100.00
ขา้ ราชการยุคดจิ ิทัล
5 อื่นๆ
รวม
หมำยเหตุ : อ่นื ๆ หมายถงึ หัวข้อความต้องการอบรมที่มีจานวนคนตอ้ งการพัฒนาตนเอง
นอ้ ยกว่า 5 คน
วธิ ีกำรดำเนนิ กำรในลำดับถดั ไป
1. แตง่ ตั้งคณะทางาน
2. ประชุมเพือ่ ศกึ ษาความเป็นไปได้ในการจัดหลกั สูตรการอบรม
3. จัดทาโครงการ และเสนอขออนุมัตโิ ครงการ
4. ประสานงานหนว่ ยงานที่เก่ยี วขอ้ ง
5. กาหนดวนั อบรม
6. เชิญข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับการอบรม
7. ดาเนนิ การอบรม
8. ประเมินผล สรปุ และรายงานผล
..................................................................