หน่วยที่ 6 การบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
สาระสำคัญ ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการจากการขายสินค้าหรือบริการและมูล ค่าที่เพิ่มขึ้นของการผลิต เมื่อมีการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทนระบบภาษีการค้าเพื่อเป็นการขจัดภาษี ซ้ำซ้อน แต่มีปัญหาในการนำมาบันทึกบัญชีของผู้ประกอบการ เพราะขาดความรู้ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น จึงต้องทำความเข้าใจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการที่ยกเว้นภาษี ฐานภาษีการจดทะเบียน อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การคำนวณและการบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อประโยชน์ของกิจการต่อไป สาระการเรียนรู้ 1. ผู้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7. กำหนดเวลาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 8. สถานที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 3. กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 9. อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 4. ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 10. การคำนวณและการบันทึกบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม 5. ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม 11. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระ 6. วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม 12. ใบกำกับภาษี สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเรื่องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ความ รับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 2. คำนวณและบันทึกภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักการบันทึกบัญชี 3. ออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าตามรายการ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายหน้าที่ของผู้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 2. อธิบายผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 3. บอกกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 4. อธิบายความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 5. อธิบายฐานภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 6. อธิบายวิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 7. กำหนดเวลาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 8. บอกสถานที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 9. อธิบายอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 10. คำนวณและบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 11. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 12. อธิบายและวิเคราะห์ใบกำกับภาษีได้
1. ผู้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี (2) ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้มีการดำเนินการ และ เตรียมการประกอบกิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้า หรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน ก่อสร้างอาคารสำนักงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักร (3) ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ โดยมี ตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร ให้ตัวแทนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการจดทะเบียน ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (2) ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย (3) ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร (4) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการใน ราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในประกาศอธิบดี กรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ( ฉบับที่ 43) ฯ ลงวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2536 (5) ผู้ประกอบการอื่นตามที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร 2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ผู้ประกอบการ คือ บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขาย สินค้าหรือให้บริการทางธุรกิจในราชอาณาจักร (2) ผู้นำเข้า คือ ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่น ซึ่งนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าเพื่อการใดๆ และให้หมายความรวมถึงการน าสินค้าที่ต้องเสียอากร ขาเข้าหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ตามกฎหมายว่า ด้วยศุลกากรออกจากเขตปลอดอากร โดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย (3) ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ (3.1) กรณีที่ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็น ปกติธุระโดยมีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ตัวแทน (3.2) กรณีที่มีการควบกิจการเข้ากัน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้ที่ควบเข้ากัน และผู้ประกอบการใหม่ (3.3) กรณีโอนกิจการ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้โอนและผู้รับโอน (4) ในกรณีที่มีการควบกิจการเข้ากัน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่ ผู้ที่ควบเจากันและผู้ประกอบ กิจการใหม่ (5) ในกรณีโอนกิจกร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้โอนและผู้รับโอน
3. กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ธุรกิจที่ขายสินค้า - การขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี - การขายพืชผลทางการเกษตรภายในราชอาณาจักร เช่น ข้าว ข้าวโพด ปอ มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ เป็นต้น (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป .28/2535ฯ) - การขายสัตว์ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่ชีวิตภายในราชอาณาจักร เช่น โค กระบือ ไก่หรือเนื้อสัตว์ กุ้ง ปลา เป็นต้น (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.29/2535ฯ) - การขายปุ๋ย - การขายปลาป่น อาหารสัตว์ - การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุงรักษาป้องกัน ทำลายหรือกำจัดศัตรูหรือ โรคของพืชและสัตว์ - การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน - การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หัก รายจ่าย - การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น - การบริจาคสินค้าให้แก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือให้แก่องค์การหรือสถาน สาธารณกุศล หรือสถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด - การขายบุหรี่ซิกาแรต ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ขายเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่โรงงาน ยาสูบ กระทรวงการคลัง - การขายสลากกินแบ่งของรัฐบาล สลากออมสินของรัฐบาล และสลากบำรุงสภา-กาชาดไทย - การขายแสตมป์ไปรษณีย์ แสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาล องค์การของรัฐบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เฉพาะที่ยังไม่ได้ใช้ในราคาที่ไม่เกินมูลค่าที่ตราไว้ (2) ธุรกิจการนำเข้า - การนำเข้าสินค้าตาม 2. ถึง 7. - การนำเข้าสินค้าสำหรับสถานศึกษาและหน่วยงานที่มีหน้าที่และวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและวิจัย (3) ธุรกิจการให้บริการ - การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วย สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
- การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำหรือทางอากาศ อย่างไรก็ดี หากเป็น การให้บริการขนส่งโดยอากาศยาน และการให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ ผู้ประกอบการมีสิทธิเลือก เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ - การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศทางบกและทางเรือซึ่งมิใช่เรือเดินทะเล - การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทางราชการและเอกชน - การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ - การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น - การให้บริการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ - การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ - การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ในสาขาและลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดี กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี - การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการตามที่ กรมสรรพากรกำหนด คือ ต้องเป็นการวิจัยหรือบริการทางวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์และสาขาสังคมศาสตร์ แต่ต้องมิใช่เป็นการกระทำในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นคณะบุคคลที่มิใช่ นิติบุคคล หรือมูลนิธิ - การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน - การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ - การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบริการที่เป็นการพาณิชย์ของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นการหารายได้ หรือผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม - การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หัก รายจ่าย - การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่ง ไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น - การให้บริการสื่อสารทางวิทยุ เกี่ยวกับการบินระหว่างประเทศ เฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดบริการดังกล่าวจากรัฐบาล - การให้บริการสีข้าว 4. ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) กรณีการขายสินค้า (1.1) การขายสินค้าโดยทั่วไป : เกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ เว้นแต่มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้น ก่อน ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นทันที ตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ นั่นคือ โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า รับชำระ ราคาสินค้าทั้งหมด ออกใบกำกับภาษี
(1.2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระ : เกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคา ค่างวดแต่ละงวด เว้นแต่มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อน ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นทันที ตามส่วนของการ กระทำนั้น ๆ นั่นคือ รับชำระราคาสินค้า ออกใบกำกับภาษี (1.3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว : เกิดขึ้นเมื่อตัวแทน ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว เว้นแต่มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อน ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นทันที ตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ นั่นคือ ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น (1.4) การขายสินค้าโดยการส่งออก : ความรับผิดเกิดขึ้นตามแต่ละเหตุการณ์ดังนี้ (1) การส่งออกโดยทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มี ผู้ค้ำประกันขาออก เว้นแต่กรณีไม่ต้องเสียอากรขาออก ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายศุลกากร (2) การส่งออกในกรณีนำสินค้าเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก เฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขา ออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขต อุตสาหกรรมส่งออก (3) การส่งออก ซึ่งสินค้าอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน ตามกฎหมายศุลกากร ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อ นำสินค้าออกจากคลังสินค้า (2) กรณีการให้บริการ (2.1) การให้บริการทั่วไป : เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ เว้นแต่ได้มีการออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้า หรือได้ใช้บริการ ก่อนได้รับชำระค่าบริการ ก็ให้ถือว่าเกิดขึ้นแล้วตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ (2.2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ : เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระ ราคาค่าบริการตามส่วนบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่ก่อนได้รับชำระค่าบริการได้มีการออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้ บริการ ก็ให้ถือว่าเกิดขึ้นแล้วตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ (2.3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร : เกิดขึ้นเมื่อมีการ ชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วนแล้วแต่กรณี (3) กรณีการนำเข้าสินค้า (3.1) การนำเข้าทั่วไป : เกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำ ประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือยกเว้นอากรขาเข้า (3.2) นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก แล้วนำสินค้าออกจากเขตอุตสาหกรรม ส่งออก (เข้ามาในประเทศ) โดยมิใช่เพื่อการส่งออก (ไปต่างประเทศ) : เกิดขึ้นในวันที่นำสินค้านั้นออกจากเขต อุตสาหกรรมโดยมิใช่เพื่อส่งออก
(3.3) การนำเข้ากรณีตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร : เกิดขึ้นเมื่อทางการได้ขายทอดตลาดหรือ ขายโดยวิธีอื่น เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพันตามวิธีที่กำหนดใน กฎหมายว่าด้วยศุลกากร (3.4) การนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยพิกัด อัตราศุลกากร : เกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร (4) กรณีพิเศษตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (4.1) ขายกระแสไฟฟ้า น้ำประปา หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน : เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคา สินค้าหรือได้มีการออกใบกำกับภาษี ก่อนได้รับชำระราคาสินค้าแล้วแต่กรณี เกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำ นั้น ๆ (4.2) ขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สัมปทาน ค่า สิทธิ หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน : เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า เว้นแต่กรณีได้มีการกระทำ ต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อน คือ โอนกรรมสิทธิ์สินค้า หรือออกใบกำกับภาษี (4.3) ขายสินค้าหรือบริการด้วยเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งชำระราคาด้วยการหยอดเหรียญ บัตร หรือวิธีการใน ทำนองเดียวกัน : เกิดขึ้นเมื่อได้นำเงิน เหรียญ บัตร หรือสิ่งอื่นใดออกจากเครื่องอัตโนมัติ (4.4) ขายสินค้าโดยการชำระราคาด้วยการใช้บัตรเครดิตหรือทำนองเดียวกัน : เกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีได้มีการกระทำต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อน คือ โอนกรรมสิทธิ์สินค้า ออกหลักฐานการใช้บัตรเครดิต หรือ ออกใบกำกับภาษี (4.5) ให้บริการโดยการชำระราคาด้วยการใช้บัตรเครดิตหรือทำนองเดียวกัน : เกิดขึ้นเมื่อมีการออก หลักฐานการใช้บัตรเครดิต เว้นแต่มีการออกใบกำกับภาษีก่อนออกหลักฐานการใช้บัตรเครดิต (4.6) ขายสินค้าตามสัญญาจะขายสินค้า : เกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีได้มีการกระทำต่อไปนี้ เกิดขึ้นก่อน คือ โอนกรรมสิทธิ์สินค้า รับชำระราคาสินค้า หรือออกใบกำกับภาษี (4.7) ผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้มิใช่เพื่อประกอบกิจการโดยตรง : เกิดขึ้นเมื่อนำไปใช้หรือส่งมอบ สินค้าให้บุคคลอื่นเพื่อใช้ (4.8) สินค้าขาดจากรายสินค้าและวัตถุดิบ : เกิดขึ้นเมื่อมีการตรวจพบ (4.9) ผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบการ : เกิดขึ้นเมื่อ เลิกประกอบกิจการหรือแจ้งเลิกประกอบกิจการ เว้นแต่กรณีได้รับอนุญาตให้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้หรือ ใบลดหนี้ต่อไป เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหยุดประกอบกิจการ ให้เกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้าหรือโอนกรรมสิทธิ์ ชำระราคา ออกใบกำกับภาษี แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อน (4.10) ผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและ/หรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันที่ ได้รับคำสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้รับแจ้งการเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี:เกิดขึ้น เมื่อส่งมอบสินค้าหรือโอนกรรมสิทธิ์ชำระราคา ออกใบกำกับภาษี แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อน
5. ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิด คำนวณได้เป็นเงิน มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หัก ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการโดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการ หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ทั้งนี้เว้นแต่ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนใน การขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา ๘๖/ ๖ หรือมาตรา ๘๖/๗ ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะไม่แสดงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวให้เห็นชัดแจ้งไว้ใน ใบกำกับภาษีอย่างย่อก็ได้ (2) ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุนตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (3) ภาษีขาย (4) ค่าตอบแทนที่มีลักษณะ และเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี 6. วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถกระทำได้ 2 ช่องทาง ดังนี้ (1) ยื่นแบบคำขอผ่านทางอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th (2) ยื่นแบบคำขอด้วยกระดาษ ณ หน่วยจดทะเบียนที่ตั้งสถานประกอบการ เอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.สำเนาบัตรประชาชน ผู้จัดการ หรือหุ้นส่วน 2.สำเนาทะเบียนบ้าน ผู้จัดการ หรือหุ้นส่วน 3.แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ 4.หนังสือจดทะเบียนบริษัท 5.หลักฐานการตั้งสถานประกอบการ และแผนที่ของสถานประกอบการ คำแนะนำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทางอินเทอร์เน็ต ผู้มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียน 1. ผู้ประกอบการฯ ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ 1.1 ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี 1.2 ผู้ประกอบการซึ่งมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้เตรียมการเพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือ ให้บริการ ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ก่อสร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร 1.3 ผู้ส่งออกซึ่งประสงค์ที่จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
แบบฯ ที่ใช้ได้แก่ แบบภ.พ.01 คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร 2. ผู้ประกอบการที่ได้รับการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กำหนดในมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร และประสงค์ขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ 2.1 ผู้ประกอบการขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการ ตามมาตรา 81(1) (ก) ถึง (ฉ) 2.2 ผู้ประกอบการที่มีรายรับไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี แบบฯ ที่ใช้ได้แก่ (1) แบบ ภ.พ.01.1 คำขอแจ้งใช้สิทธิ์เพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร (2) แบบภ.พ.01 คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร สามารถยื่นจดทะเบียนได้ในวันเดียวกันกับวันที่ยื่นแบบภ.พ.01.1ยื่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ยื่น ภ.พ. 01.1 การให้บริการ 1. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง 2. ยื่นคำขอในเวลาที่กฏหมายกำหนด โดยไม่ต้องแนบเอกสารหลักฐาน 3. ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร - บุคคลธรรมดาที่ยังไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ให้ระบุเลขประจำตัวประชาชน ระบบฯ จะออกเลข ประจำตัวผู้เสียภาษีอากรให้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี - นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย (ไม่รวมนิติบุคคลที่เกิดจากการควบกิจการ) ที่ยังไม่มีเลขประจำตัวผู้ เสียภาษีอากร ให้ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีพร้อมกับการยื่นคำขอจดทะเบียน 7. กำหนดเวลาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดเวลาการจดทะเบียน 1. ผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เป็นปกติธุระ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีรายรับเกิน 2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีแผนงานที่ สามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้มีการดำเนินการ และเตรียมการประกอบ กิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้า หรือรับบริการที่อยู่ใน บังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน ก่อสร้าง อาคารสำนักงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักร ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนด 6 เดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ เว้นแต่ มีสัญญาหรือหลักฐานจะดำเนินการ ก่อสร้าง ภายในเวลาที่เหมาะสม 3. ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือ ให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ โดยมีตัวแทนอยู่ใน ราชอาณาจักร ให้ตัวแทนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการจดทะเบียน
8. สถานที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.01 ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ 1. กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือ สำนักงาน สรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่ สถานประกอบการตั้งอยู่ 2. กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา(อำเภอ) ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และกรณีสถานประกอบการตั้งในท้องที่อำเภอหรือกิ่งอำเภอตั้งใหม่ที่ กรมสรรพากรมิได้จัดอัตรากำลังไว้ ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา(อำเภอ) ที่เคยควบคุมพื้นที่เดิมของ อำเภอหรือกิ่งอำเภอตั้งใหม่นั้น - กรณีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือ สำนักงาน สรรพากรพื้นที่สาขา ในท้องที่ที่สถานประกอบการอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียว 3. กรณีสถานประกอบการที่อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ให้ยื่น ณ สำนักบริหาร ภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือจะยื่นผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถาน ประกอบการตั้งอยู่ก็ได้ การยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 1. ยื่นรายการข้อมูลตามแบบ ภ.พ. 36 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไชต์ของกรมสรรพากร http://www.rd.go.th 2. ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีความประสงค์จะยื่นแบบแสดงรายการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องยื่น แบบแสดงรายการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่ออธิบดีกรมสรรพากรและต้องได้รับ อนุมัติแล้ว 3. การยื่นแบบแสดงรายการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน หรือนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบกำหนด 30 วันที่รับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่เว้น วันหยุดราชการ กรณีวันสุดท้ายของการยื่นแบบแสดงรายการตรงกับวันหยุดราชการ ให้ยื่นได้ภายในวัน ทำ การถัดไปและให้ยื่นแบบแสดงรายการได้ภายในเวลา 22.00 นาฬิกาของแต่ละวัน 4. ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม การ นำส่งเงินภาษีต้องใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 5. เจ้าหน้าที่รับชำระเงินภาษีอากร ทำหน้าที่เพื่อชำระเงินภาษี 6. การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์ เมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมสรรพากรและได้รับใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากร ตามจำนวนเงิน ซึ่งเจ้าหน้าที่รับชำระเงินภาษีอากร ได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว
9. อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราภาษี เงื่อนไข 1.ร้อยละ 7 (ตามปร ะ ม ว ล รัษฎากรมีอัตราเดียว คือ ร้อย ละ 10 ยังไม่รวมภาษีส่วน ท้องถิ่น) ใช้ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีขายสินค้าหรือให้บริการทั่วไป โดย ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะอยู่ในอัตรานี้ 2.ร้อยละ 0 (มีผลเท่ากับต้องเสีย ภาษีขาย และยัง ได้รับคืนภาษี ซื้อ) ใช้สำหรับการประกอบการ ตามเงื่อนไข ดังนี้ (ก)การส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการจดทะเบียน (ข)การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นใน ต่างประเทศ (ค)การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศ ยานหรือเรือเดินทะเลที่ กระทำโดยนิติบุคคล (ง) ขายสินค้าหรือให้บริการแก่ส่วนราชการหรือ รัฐวิสาหกิจตามโครงการ เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ (จ) ขายสินค้าหรือให้บริการกับองค์การสหประชาชาติทบวงการชำนัญ พิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ สถาน กงสุล (ฉ) ขายสินค้าหรือให้บริการที่ก่อให้เกิดสินค้าที่มีรูปร่างหรือให้บริการที่ไม่ ก่อให้เกิดสินค้าที่มีรูปร่างใน เขตปลอดอากร 10. การคำนวณและการบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อ (Input Tax) หมายถึง และให้หมายความรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้เสียเมื่อนำเข้า สินค้า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้เสียเมื่อรับโอนสินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมาย ว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ภาษีขาย (Output Tax) หมายถึง ในกรณีที่เป็นการขายสินค้า ทั้งนี้ให้รวมถึงการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่า ประการใดๆ เว้นแต่นำไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรง หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและ วัตถุดิบ และมีสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการจากรายงานสินค้าและ วัตถุดิบ ณ วันเลิกประกอบกิจการ หรือวันที่ได้รับแจ้งคำสั่งถอน หรือวันที่ได้รับแจ้งการเพิกถอนทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวอย่างที่ 1 บริษัท ทรัพย์กานดา จำกัด ขายสินค้าเป็นเงินสด เมื่อ 1 มกราคม 25x1 จำนวน 100,000 บาท และต่อมาวันที่ 15 ได้ซื้อสินค้าเป็นเงินสดอีก 600,000 บาท บริษัทเรียกเก็บและจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มใน อัตรา 7%
การคำนวณและการบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ ภาษีซื้อต้องห้าม หมายถึง ภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำไปหักออกจากภาษีขาย ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ ภาษีที่ต้องชำระในแต่ละเดือน ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องนำภาษีขายและภาษีซื้อมา คำนวณหักลบกัน โดยภาษีซื้อและภาษีขายต้องเป็นรายการค้าที่เกิดขึ้นในเดือนเดียวกัน 1. การคำนวณและการบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราร้อยละ 7 1.1 ถ้าภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ตัวอย่างที่ 2 บริษัท ยางยนต์ จำกัด ขายสินค้าเป็นเงินสด 600,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันไป 30,000 บาท และซื้อสินค้าเป็นเงินสดอีก 200,000 บาท การคำนวณเป็นดังนี้ 1 ม.ค. x1 เดบิต เงินสด 107,000.- เครดิต ขายสินค้า 100,000.- ภาษีขาย (100,000 x 7%) 7,000.- ขายสินค้าเป็ นเงินสด 15 ม.ค. x1 เดบิต ซ้ือสินคา้ 600,000.- ภาษีซ้ือ(600,000x 7%) 42,000.- เครดิต เงินสด 642,000.- ซ้ือสินคา้เป็นเงินสด ภาษีที่ต้องช าระ = ภาษีขาย – ภาษีซ้ือ ภาษีขาย = 600,000 x 7% = 42,000.- ภาษีซ้ือ = (200,000 x7%) + (30,000 x 7%) = = 14,000 + 2,100 = 16,100.- ภาษีที่ต้องช าระ = 42,000 -16,100 = 25,900.- ขายสินค้าเป็ นเงินสด
การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ 1.2 ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ตัวอย่างที่ 3 บริษัท สยาม จำกัด ขายสินค้าเป็นเงินสด 100,000 บาท จ่ายค่าเช่าอาคาร 20,000 บาท และซื้อสินค้าเป็นเงินสด 300,000 บาท การคำนวณเป็นดังนี้ เดบิต ซ้ือสินคา้ 200,000.- ค่าประกันภัย 30,000.- ภาษีซ้ือ 16,100.- เครดิต เงินสด 246,100.- บนัทึกซ้ือสินคา้และจ่ายค่าเบ้ียประกนัภยั เดบิต เงินสด 642,000.- เครดิต ขายสินค้า 600,000.- ภาษีขาย 42,000.- บันทึกขายสินค้าเป็ นเงินสด เดบิต ภาษีขาย 42,000.- เครดิต ภาษีซ้ือ 16,100.- เจา้หน้ีสรรพากร 25,900.- บนัทึกโอนปิดภาษีซ้ือและภาษีขายเพื่อนา ส่งกรมสรรพากรโดยโอนเขา้เจา้หน้ีสรรพากร เดบิต เจา้หน้ีสรรพากร 25,900.- เครดิต เงินสด 25,900.- บนัทึกการชา ระภาษีมูลค่าเพิ่มใหก้รมสรรพากร ภาษีขาย = 100,000 x 7% = 7,000.- = (300,000 x7%) + (20,000 x 7%) = = 21,000 + 1,400 = 22,400.- ภาษีที่ต้องขอคืน = 22,400 -7,000 = (15,400.-) ขายสินค้าเป็ นเงินสด
การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ 2. การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราร้อยละ 0 ตัวอย่างที่ 4 บริษัท มานี จำกัด ซื้อสินค้าเป็นเงินสด 250,000 บาท จ่ายค่าใช้จ่ายในการจ้างคนงาน 3,000 บาท และขายสินค้าส่งออกต่างประเทศอีก 600,000 บาท การคำนวณเป็นดังนี้ เดบิต ซ้ือสินคา้ 300,000.- ค่าเช่าอาคาร 20,000.- ภาษีซ้ือ 22,400.- เครดิต เงินสด 342,400.- บนัทึกซ้ือสินคา้และค่าเช่าอาคาร เดบิต เงินสด 107,000.- เครดิต ขายสินค้า 100,000.- ภาษีขาย 7,000.- บันทึกการขายสินค้า เดบิต ภาษีขาย 70,000.- ลูกหน้ีกรมสรรพากร 15,400.- เครดิต ภาษีซ้ือ 22,400.- บนัทึกโอนปิดภาษีซ้ือและภาษีขายเพื่อนา ส่งกรมสรรพากรโดยโอนเขา้ลูกหน้ีสรรพากร เดบิต เงินสด 15,400.- เครดิต ลูกหน้ีสรรพากร 15,400.- บันทึกการขอคืนภาษีเป็ นเงินสด ภาษีขาย = 600,000 x 0% = 0.- ภาษีซ้ือ = (250,000 x7%) + (3,000 x 7%) = = 17,500 + 210 = 17,710.- ภาษีที่ต้องขอคืน = 0 -17,710 = (17,710) ขายสินค้าเป็ นเงินสด ภาษีขาย = 600,000 x 7% = 42,000.- ภาษีซ้ือ = (200,000 x7%) + (30,000 x 7%) = = 14,000 + 2,100 = 16,100.- ภาษีที่ต้องช าระ = 42,000 -16,100 = 25900.-
การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ ภาษีซื้อต้องห้าม 1. ภาษีซื้อสำหรับค่ารับรอง เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหารค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทํานองเดียวกัน รวมทั้งค่าสิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรอง หรือรับบริการหรือที่ให้บุคคลอื่น 2. ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน เช่น ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้า หรือการรับบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วย พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตร - บังคับเฉพาะรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง 3. ภาษีซื้อตามใบกํากับภาษีอย่างย่อ เช่น ซื้ออาหารสำหรับพนักงานจาก 7-11 และได้ใบกำกับภาษี อย่างย่อมา 4. ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น กิจการยังไม่ได้จด Vat เพราะยังไม่เข้าเงื่อนไข แต่ได้ไปซื้อคอมพิวเตอร์มาจากร้านค้าที่จด Vat 5. ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคาร หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อนํามาใช้ในกิจการของตนเอง ซึ่ง เป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต่อมาผู้ประกอบการได้ขายหรือให้เช่าอาคาร เดบิต ซ้ือสินคา้ 250,000.- ค่าจ้างแรงงาน 3,000.- ภาษีซ้ือ 17,710.- เครดิต เงินสด 270,710.- บนัทึกซ้ือสินคา้ ค่าจ้างแรงงานและภาษีซ้ือ เดบิต เงินสด 600,000.- เครดิต ขายสินค้า 600,000.- บันทึกการขายสินค้าส่งออก เดบิต ลูกหน้ีกรมสรรพากร 17,710.- เครดิต ภาษีซ้ือ 17,710.- บนัทึกโอนปิดภาษีซ้ือและภาษีขายเพื่อนา ส่งกรมสรรพากรโดยโอนเขา้ลูกหน้ีสรรพากร เดบิต เงินสด 17,710.- เครดิต ลูกหน้ีสรรพากร 17,710.- บันทึกการขอคืนภาษีเป็ นเงินสด
หรืออสังหาริมทรัพย์นั้น หรือนําไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 3 ปีนับแต่เดือนภาษี ที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ 6. ภาษีซื้อตามใบกํากับภาษีแบบเต็มรูปที่มีข้อบกพร่อง ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร เช่น - มีรายการในใบกํากับภาษีไม่ได้พิมพ์ หรือไม่ได้จัดทําขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ในกรณีจัดทําใบกําากับภาษี ด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ - มีข้อความอื่นที่อธิบดีกําหนดในใบกํากับภาษีที่ไม่ได้จัดทําขึ้นด้วยวิธีการตามประกาศอธิบดี กรมสรรพากร - มีรายการในใบกํากับภาษีเป็นสําเนา (Copy) แต่ไม่รวมถึงใบกําากับภาษีที่จัดทํารวมกับเอกสารทางการ ค้าอื่นซึ่งมีจํานวนหลายฉบับ และใบกํากับภาษีมีรายการในใบกํากับภาษีเป็นสําเนามีข้อความว่า “เอกสาร ออกเป็นชุด” ปรากฏอยู่ด้วย 7. ภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยเป็นของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้คํานวณตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร– การเฉลี่ยภาษีซื้อ ใน กิจการ ที่มีรายการขาย / บริการ ทั้งที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ที่ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 8. ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มนําไปใช้ หรือจะใช้ในการประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มใช้สิทธิเลือก ไม่นําภาษีซื้อ ทั้งหมดไปหักในการคํานวณ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ90 ของรายได้ ของกิจการทั้งหมด หลักการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นดังนี้ รายการ การบันทึกบัญชี 1. เมื่อซื้อสินค้าเป็นเงินสด ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ซื้อสินค้า XX ภาษีซื้อ XX เงินสด XX 2. เมื่อส่งคืนสินค้าจากการซื้อเงินสด ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เงินสด XX ส่งคืนสินค้า XX ภาษีซื้อ XX 3. เมื่อซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ซื้อสินค้า XX ภาษีซื้อ XX เจ้าหนี้ XX 4. เมื่อส่งคืนสินค้าจากการซื้อเงินเชื่อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เจ้าหนี้ XX ส่งคืนสินค้า xx ภาษีซื้อ XX
5. เมื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ XX เงินสด XX 6. เมื่อชำระหนี้และได้ส่วนลด เจ้าหนี้ XX เงินสด XX ส่วนลดรับ XX 7. เมื่อจ่ายค่าขนส่งเข้า ค่าขนส่งเข้า XX เงินสด XX 8. เมื่อขายสินค้าเป็นเงินสด ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เงินสด XX ขายสินค้า XX ภาษีขาย XX 9. เมื่อรับคืนสินค้าเป็นเงินสด ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รับคืนสินค้า XX ภาษีขาย XX เงินสด XX 10. เมื่อรับคืนสินค้าเป็นเงินเชื่อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รับคืนสินค้า XX ภาษีขาย XX ลูกหนี้ XX 11. เมื่อรับชำระหนี้จากลูกหนี้ เงินสด XX ลูกหนี้ XX 12. เมื่อรับชำระหนี้และให้ส่วนลด เงินสด XX ส่วนลดจ่าย XX ลูกหนี้ XX 13. เมื่อจ่ายค่าขนส่งออก ค่าขนส่งออก XX เงินสด XX 14. เมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ / สินทรัพย์ที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และเครดิตภาษีซื้อได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ/สินทรัพย์ XX ภาษีซื้อ XX เงินสด XX 15. เมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ / สินทรัพย์ที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ/สินทรัพย์ XX (รวมภาษีแล้ว) เงินสด 16. เมื่อปิดบัญชีภาษีซื้อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม XX ภาษีซื้อ XX 17. เมื่อปิดบัญชีภาษีขาย ภาษีขาย XX
ภาษีมูลค่าเพิ่ม XX 18. เมื่อปิดบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม – กรณีภาษีซื้อ < ภาษีขาย (ชำระเพิ่มเติม) ภาษีมูลค่าเพิ่ม XX เจ้าหนี้ – กรมสรพากร XX 19. เมื่อปิดบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม –กรณีภาษีซื้อ > ภาษีขาย (ขอคืนเป็นเงินสด) ลูกหนี้ – กรมสรรพากร XX ภาษีมูลค่าเพิ่ม XX 20. เมื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เจ้าหนี้ – กรมสรรพากร XX เงินสด XX 21. เมื่อได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินสด XX ลูกหนี้ – กรมสรรพากร XX 11. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 1. ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 (ปัจจุบัน อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง เหลืออัตราร้อยละ 7.0 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 440) พ.ศ. 2548 มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550) หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 โดยคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขาย หักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการดังกล่าวจะประกอบการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล องค์การของรัฐบาลหรือนิติบุคคล ในรูปแบบใดก็ตาม 2. แบบแสดงรายการที่ใช้ (1) แบบ ภ.พ.01 แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (2) แบบ ภ.พ.02 แบบคำขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน (3) แบบ ภ.พ.02.1 แบบคำขอยกเลิกการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน (4) แบบ ภ.พ.04 แบบคำขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (5) แบบ ภ.พ.08 แบบคำขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (6) แบบ ภ.พ.09 แบบคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (7) แบบ ภ.พ. 30 ใช้สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม จากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี กรณีเดือนภาษีใดมีจำนวนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ผู้ประกอบการจะได้รับคืนภาษี และสามารถใช้แบบ ภ.พ. 30 นี้เป็นคำขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (8) แบบ ภ.พ.30.2 แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีปรับปรุงภาษีซื้อที่เฉลี่ยตามส่วน ของรายได้ (9) แบบ ภ.พ.30.3 แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีปรับปรุงภาษีซื้อที่เฉลี่ยตามส่วน ของการใช้ พื้นที่อาคาร
(10) แบบใบขนสินค้าขาเข้า ใช้สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นผู้นำเข้า ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม ผู้นำเข้าต้องชำระภาษีพร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่า ด้วยศุลกากร (11) แบบ ภ.พ.36 ใช้สำหรับผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีดังต่อไปนี้ (ก) ผู้จ่ายเงินที่จ่ายค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ - ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว หรือ - ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร (ข) ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วในอัตราร้อยละ 0 ได้แก่ การรับโอนสินค้าหรือรับโอนสิทธิในบริการ ที่ได้มีการขายหรือให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ ทบวง การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล ทั้งนี้เฉพาะ การขายสินค้าหรือการให้บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (ค) ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน 12. ใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ เป็นเอกสารที่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ผู้ขายที่จด VAT) ต้องออกให้ผู้ซื้อ สินค้า หรือผู้รับบริการ (ผู้ซื้อ) เพื่อแสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งฝั่งผู้ซื้อก็ จะนำเอกสารนี้ไปใช้เป็นภาษีซื้อ ส่วนผู้ขายเองก็เป็นหลักฐานในการทำภาษีขาย ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี 1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ 2. ผู้ขายทอดตลาดที่มิใช่ส่วนราชการ ซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยให้ ผู้ขายทอดตลาดออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนเจ้าของทรัพย์สิน (มาตรา 86/3 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.87/2542) 3. ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนในราชอาณาจักร โดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขาย และได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (มาตรา 86 วรรคสี่) 4. ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักร ตัวแทน จะออก ใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้ต่อเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียน นอกราชอาณาจักร ได้ยื่นคำขออนุมัติตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (มาตรา 86/2) 5. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการใน ราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว โดยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรม-สรรพากรกำหนด (มาตรา 85/3 และมาตรา 86 วรรคสอง)
6. ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเลิกประกอบกิจการหรือ อธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ถูกขีดชื่อ ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะหยุดประกอบกิจการ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากร กำหนด (มาตรา 86/11) 7. ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ได้แจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและ ได้รับอนุมัติให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี (มาตรา 82/3) ประเภทของใบกำกับภาษี 1. ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบนั้นจะต้องมีรายการต่างๆ ที่ปรากฏใน เอกสาร ดังนี้ 1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องปรากฏอย่างชัดเจน 2. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขาย และสำนักงานของผู้ขาย (ถ้ามี) 4. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อ และสำนักงานของผู้ซื้อ (ถ้ามี) 5. เลขที่ เล่มที่(ถ้ามี) ของใบกำกับ 6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี 7. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และราคาของสินค้าหรือบริการ 8. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยให้แยกออกจากราคาสินค้าหรือบริการให้ชัดแจ้ง เล่มที่ 001 บริษัท ภาษีไทย จ ากัด เลขที่ 03003 101/21 ถนนลาดพร้าว เขตจอมพล กรุงเทพฯ 10900 โทร 0-2939-3829 เลขประจ าตัวผู้เสียภาษีอากร 4 10548783 3 ใบเสร็จรับเงิน / ใบก ากับภาษี วันที่ 1 มกราคม 25x1 ชื่อผูซ้้ือ ร้านไทยนครภัณฑ์ ที่อยู่ 99/1 ถ.ติวานนท์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร 0-2583-2191 จ ำนวน รำยกำร รำคำต่อหน่วย จ ำนวนเงิน 1 อัน พัดลม 1,300 - 1,300 - 1 อัน อะไหล่ RAM 40 GB 2,700 - 2,700 - 2 อัน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 2,500 - 5,000 - หกพันห้าร้อยบาทถ้วน ............................................ ผู้รับเงิน รวมเงิน 9,000 - VAT 7% 630 - รวมท้งัสิ้น 9,630 -
2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คือ เอกสารที่ร้านค้ากิจการประเภท “ค้าปลีก” ที่ขายสินค้าและบริการที่มี ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกให้กับลูกค้าทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าหรือบริการ เอาไว้เป็นหลักฐานแสดงมูลค้าสินค้า และบริการนั้น ๆ ในแต่ละครั้ง ซึ่งถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา จะต้องมีรายได้ เกิน 1.8 ล้าน บาทต่อปี จึงจะสามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้จะต้องมีรายการต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสาร ดังนี้ 1. ชื่อ หรือชื่อย่อ และเลข 13 หลักของผู้ออกใบกำกับ 2. คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” 3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี 4. ชื่อ ชนิด ประเภทสินค้า และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ (ออกเป็นรหัสได้) 5. วันที่ออกใบกำกับภาษี 6. ข้อความที่ระบุในใบกำกับภาษีอย่างย่อว่ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว (VAT Included) 7. ข้อความอื่น ๆ ที่สรรพากรกำหนด ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบรับเงิน / ใบก ำกับภำษีอย่ำงย่อ เล่มที่ เลขที่ วันที่ รายการ จ านวน ราคาต่อหน่วย จ านวนเงิน รวมภำษีมูลค่ำเพิ่ม ผู้รับเงิน............................................................ บริษัท ไทยการค้า จ ากัด 250-230 เขตจอมพล แขวงเสนานิคม กรุ งเทพฯ 10900 โทร 0-2345-8521-5 เลขประจ าตัวผู้เสียภาษี 3 11025984 2
3. เอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี 3.1 ใบเพิ่มหนี้ ถือเป็นใบกำกับภาษีชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ประกอบการจะออกเพื่อเพิ่มหนี้ให้กับลูกค้า โดย จะออกให้เมื่อลูกค้าได้รับสินค้าและบริการแล้ว แต่มีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอีก หรือมีการ ปรับปรุงราคาสินค้า โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. คำว่า “ใบเพิ่มหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบเพิ่มหนี้ และ ในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบเพิ่มหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้ 5. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี มูลค่าของสินค้าหรือ บริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสอง และจำนวนภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มสำหรับส่วนต่างนั้น 6. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้ 7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด เล่มที่ 001 บริษัท ภาษีไทย จ ากัด เลขที่ 03209 101/21 ถนนลาดพร้าว เขตจอมพล กรุงเทพฯ 10900 โทร 0-2939-3829 เลขประจ าตัวผู้เสียภาษีอากร 4 10548783 3 ใบเสร็จรับเงิน / ใบก ากับภาษี ชื่อผูซ้้ือ ร้านจงกล วันที่ 1 มกราคม 25x1 ที่อยู่ 222/1 ถ.รามค าแหง กรุงเทพฯ 10140 อ้างถึงใบก ากับสินค้าเลขที่03016 บริษทัไดเ้ดบิตบญัชีของท่านตามรายการต่อไปน้ี จ ำนวน รำยกำร รำคำต่อหน่วย จ ำนวนเงิน 2 เกา้อ้ีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์6,800 - 13,600 - สี่ร้อยยี่สิบแปดบำทถ้วน รวมมูลค่าสินค้าตามใบก ากับภาษี 1 13,600 - มูลค่าที่ถูกต้อง 2 14,000 - ผลต่าง 2 - 1 3 400 - ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 4 28 - รวม 3+ 4 5 428 - เหตุผลในการเพิ่มหน้ี คิดราคาสินค้าผิดไปเครื่องละ 200 บาท
3.2 ใบลดหนี้คือ เอกสารที่ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้อง คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลง มีรายละเอียดดังนี้ 1. คำว่า “ใบลดหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่ประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้ และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบลดหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลข ประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย 3. ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. วัน เดือน ปีที่ออกใบลดหนี้ 5. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี มูลค่าของสินค้าหรือ บริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสอง และจำนวนภาษีที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้น 6. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้ 7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด เล่มที่ 001 บริษัท ภาษีไทย จ ากัด เลขที่ 03209 101/21 ถนนลาดพร้าว เขตจอมพล กรุงเทพฯ 10900 โทร 0-2939-3829 เลขประจ าตัวผู้เสียภาษีอากร 4 10548783 3 ใบลดหน้ี ชื่อผูซ้้ือ ร้านจงกล วันที่ 1 มกราคม 25x1 ที่อยู่ 222/1 ถ.รามค าแหง กรุงเทพฯ 10140 บริษทัไดเ้ครดิตบญัชีของท่านตามรายการต่อไปน้ี จ ำนวน รำยกำร รำคำต่อหน่วย จ ำนวนเงิน 2 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 90,000 - 180,000 - หนึ่งหมื่นเจ็ดร้อยบำทถ้วน รวมมูลค่าสินค้าตามใบก ากับภาษี 1 180,000 - มูลค่าที่ถูกต้อง 2 170,000 - ผลต่าง 2 - 1 3 10,000 - ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 4 700 - รวม 3+ 4 5 10,700 - เหตุผลในการเพิ่มหน้ี คิดราคาสินค้าสูงไปเครื่องละ 5,000 บาท ผู้รับมอบอ านาจ..........................................................
การเก็บรักษาใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐาน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้ผู้ประกอบการ “ต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี” นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ใบกำกับ และเอกสารหลักฐานอื่น ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อต้องเก็บ ดังนี้ –แยกเป็นรายเดือนภาษีที่ลงรายการในรายงานภาษีซื้อ – เรียงลำดับใบกำกับภาษีที่ได้รับ – เลขที่กำกับใบสำคัญดังกล่าวเรียงขึ้นใหม่ทางด้านบนขวาของใบสำคัญนั้นๆ การจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขายและรายงานสินค้า และวัตถุดิบ 1. รายงานภาษีซื้อ เป็นรายงานที่กิจการจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดรายการภาษีซื้อ แสดงมูลค่าสินค้า หรือบริการและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจด ทะเบียนอื่น โดยรายงานภาษีซื้อต้องมีรายการและข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนใดให้บันทึกเป็นรายการภาษีซื้อในเดือนนั้น โดยพิจารณาจากวันที่ที่ปรากฏใน ใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนอื่น แต่ถ้าหากภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้นๆ ไม่ได้นำไป ลงในรายงานภาษีของเดือนนั้น เนื่องจากมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธิ์นำไปลงรายงานภาษีซื้อของ เดือนหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี 2. รายงานภาษีขาย เป็นรายงานที่กิจการจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดรายการภาษีขาย แสดงมูลค่า สินค้าหรือบริการและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษีจากการขายสินค้า หรือให้บริการ โดยรายงานภาษีขายต้องมีรายการและข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนใดกิจการต้องบันทึกรายการตามหลักฐานสำเนาใบกำกับภาษีขายที่ออกให้ลูกค้า ในเดือนนั้น โดยพิจารณาจากวันที่ที่ปรากฏในสำเนาใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ แบบของรายงานภาษีขายมีลักษณะคล้ายบัญชีแยกประเภทร้านจากการประกอบกิจการตามกฎหมายว่า ด้วยการบัญชี และมีช่อง “จำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม” เพิ่มขึ้นมา 3. รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คือรายงานประเภทหนึ่งที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการขายสินค้ามีหน้าที่จัดทำ (มาตรา 87) ซึ่งมีการกำหนดรูปแบบให้เป็นไป ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งบางธุรกิจอาจจะใช้โปรแกรมบัญชีที่มีการจัดทำระบบสินค้าคงเหลือนี้ในตัวได้เลย ช่วยให้จัดการสต็อกถูกต้อง ตั้งแต่สินค้าจริง ยอดขาย สต็อกการ์ด รายงานต่างๆ