"ชีวิต คือ สิ่งที่เกิดขึ้ น 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วน
90 เปอร์เซ็นต์เป็นวิธีที่เราตอบสนองของมัน"
the
power
of positive
thinking พลัง
แห่ง
การ คิดบวก
รศ.วิทยากร เชียงกุูล
ชีวิตจะมีความสุขหากเราทำสิ่งนี้...
-การเห็นคุณค่าของตัวเอง-
การเห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการอยู่รอดเเละ
พัฒนาตัวเองทางด้านจิตใจ เมื่อเราเห็นคุณค่าของตนเอง เราก็จะ
เข้าใจและยอมรับในตนเอง คาดหมายในตัวเองอย่างมีเหตุผล(ไม่มาก
หรือน้อยจนเกินไป) เราตั้งเป้าหมายที่เราพอทำได้ เราก็จะมีเเนวโน้ม
ที่จะมองตัวเองเราเองว่าเป็นคนดีโดยพื้นฐาน ถ้าหากเราทำผิพลาด
เราก็จะสามารถให้อภัยตัวเองได้(ไม่โทษตัวเอง เเบบไม่โลกในแง่ลบ
มากเกินไป)
-การลงแรง-
ในกระบวนต่อสู้ชีวิต เราทำผิดพลาดหลายอย่างและพบกับความเจ็บ
ปวด บ่อยตรั้งที่เรารู้สึกกลัว ทั้งต่ออันตรายจริงๆ และความกลัวเเบ
เลือนรางต่อชีวิตที่ไม่เคยมีหลักประกันอย่างแท้จริง ทีสูญเสียและเจ็บ
ปวดอาจตบให้เราล้มคว่ำเมื่อไหร่ก็ได้ ในดารดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้
มีความเจ็บปวด ความทุกข์หลายเเบบ แม้กระนั้นเราก็ดำเนินชีวติของ
เราต่อไป แสวงหาสิ่งหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายเเละจิตใจเท่าที่เราจะหาได้
สุดท้ายการดำเนินชีวิตต่อไปก็คือกุญแจในท่ามกลางความเจ็บปวด
ทั้งหลายทั้งที่ผ่านมาและที่จะเกิดขึ้นต่อไป ถ้าหากเราตระหนักถึงสิ่งนี้
เราก็จะรู้สึกถึงการต่อสู้จริงๆ และเราก็จะเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
เห็นคุณค่าของพลังงานแห่งชีวิตที่คงทำให้เราพยายามดำเนินชีวิตต่อ
ไป เราจะสําเร็จมากน้อยแค่ไหนไม่ใช่เรื่องสําคัญ สิ่งที่สำคัญอย่าง
แท้จริงมีเพียงสิ่งเดียวคือการลงแรง (Effort)
-การยอมรับ-
การยอรับคือ การยอมรับว่าสิ่งที่เราทำในชีวิตเพื่อการอยู่รอด
ของตัวเรานั้นไม่มีสิ่งใดที่จะนับว่าเลว/ผิดพลาดได้ แต่ละแนวทาง
อาจจะก่อให้เกิดผลมากหรือน้อยต่างกัน เจ็บปวดหรือไม่เจ็บปวด
แม้ว่าเราจะทำผิดพลาด เราก็ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว
ความผิดพลาดและความเจ็บปวดที่ตามมาจะช่วยสอนเรา เป็นไป
ได้ที่เราจะยอมรับทุกสิ่งที่เราทำโด
ยไม่ต้องพิพากษาตนเอง เพราะ
ว่าทุกวินาทีในชีวิตเราได้เข้าร่วมผูกพันกับการต่อสู้เพื่อความอยู่
รอดในชีวิตที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
-การให้อภัย-
เราสามารถให้อภัยและปล่อยวางความล้มเหลวหรือความผิดพลาด
ของเราได้ เพราะเราได้จ่ายหรือได้รับผลจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว เป็น
เรื่องธรรมดาที่มนุษย์เราไม่ได้รู้วิธีที่ดีที่สุด (ในการใช้ชีวิตแก้ปัญหา
ฯลฯ ) เสมอไป และถึงแม้ว่าเราอาจจะรู้ในบางเรื่อง แต่เราอาจไม่มี
แหล่งทรัพยากรที่จะทำตามวิธีนั้น คุณค่าของเราจึงอยู่ที่ว่าเราเกิดมา
ณ ที่นี้ และเรายังดำเนินชีวิตได้ต่อไปในท่ามกลางความยากลำบาก
ของการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิต
-เมตตาต่อคนอื่น-
เราควรมีเมตตาทั้งต่อคนอื่นและต่อตัวเราเอง (เข้าใจ, ยอมรับ, ให้
อภัย) ด้วย จึงจะสมดุล โดยธรรมชาติ การมีเมตตาต่อคนอื่นจะช่วย
ให้เรารู้สึกเมตตาต่อตัวเราเองได้ง่ายขึ้นด้วย ในทางกลับกันการมี
เมตตาต่อตัวเองก็จะช่วยให้เราเข้าใจ, ยอมรับให้อภัยคนอื่นได้ง่าย
ขึ้นด้วยเช่นกัน
การที่จะเข้าใจความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น อยู่ที่การ
ฟังอย่างเอาใจใส่ตั้งคำถามเพื่อจะได้เข้าใจชัดเจนขึ้น ฟังแบบใจเป็น
กลางโดยอย่ารีบเอาค่านิยมของเราไปตัดสินพิพากษาคนอื่นและ
พยายามใช้จินตนาการที่จะเข้าใจมุมมอง, ความเห็น,อารมณ์, แรง
จูงใจ และสถานการณ์ของคนอื่นเหมือนกับการสมมติว่าถ้าเราเป็น
ตัวเขาเอง (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) การฝึกฟังคนอื่นอย่างพยายาม
เข้าใจพยายามยอมรับนี้จะช่วยให้เราพัฒนาความเมตตาต่อคนอื่น
ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คนส่วนใหญ่แสวงหาความพอใจและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดโยการ
ทําสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดในช่วงเวลานั้นซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรา
อย่างมากมายอะไร ชีวิตของคเราก็คือสิ่งที่เราเป็นฝ่ายเลือก เรา
สามารถที่จะยอมรับสภาพความเป็นจริง ให้อภัย และดำเนินชีวิต
ของเราเราต่อไปได้
หากเราสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ ชีวิตของเราก็จะมีความสุขมากขึ้น...
ความสำเร็จอาจนำความสุขมาให้ แต่ในทางกลับกัน การทำ
อะไรบางอย่างมีความสุขจะช่วยให้ประสบความสำเร็จ มิต่าง
จากความคิดเเง่ลบไม่ใช่อาการของโรคซึมเศร้า หากคือ
สาเหตุของโรคซึมเศร้า และความสุขนั้นไม่ได้ขึ้นกับการ
ควบคุมปัจจัยภายนอก แต่คือการประสานกลมกลืนภายใน
ตัวเรา ด้วยความคิดบวกและคิดอย่างสร้างสรรค์ เพียงแค่
เปลี่ยนหลักคิด ทุกคนก็จะพบหนทางแสวงหาความสุขของ
ชีวิตได้
the
power
of positive
thinking
รศ.วิทยากร เชียงกูล