The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by beam.maliwan3, 2019-06-19 23:06:49

Unit 2

Unit 2

บทที่ 2 ครูคัธรยี า มะลวิ ัลย์
แผนกวิชาสตั วศาสตร์
อิทธิพลของ วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีฉะเชงิ เทรา
สงิ่ แวดล้อม
ในการเลี้ยงสตั ว์

อทิ ธพิ ลของส่งิ แวดล้อมในฟาร์มสัตว์เลี้ยง 10

บทที่ 2

อิทธพิ ลของสง่ิ แวดลอ้ มในการเล้ยี งสัตว์

หวั ขอ้ เรื่อง
1. ขอบเขตของส่ิงแวดล้อมในการเลย้ี งสัตว์
2. ปจั จัยของส่งิ แวดล้อมท่ีมีอิทธิพลตอ่ การเล้ียงสัตว์
3. อทิ ธิพลของสภาพแวดล้อมทีเ่ กย่ี วข้องกับการเลี้ยงสัตว์

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้(นาทาง)
1. เพอ่ื ใหม้ ีความรูแ้ ละเข้าใจเก่ียวกับขอบเขตของสิ่งแวดลอ้ มในการเลีย้ งสตั ว์
2. เพื่อใหม้ คี วามรู้และเขา้ ใจเก่ยี วกบั ปจั จัยของสง่ิ แวดล้อมท่ีมอี ทิ ธพิ ลต่อการเลย้ี งสัตว์
3. เพ่ือใหม้ คี วามรู้และเขา้ ใจเกีย่ วกับอทิ ธิพลของสภาพแวดลอ้ มที่เกีย่ วข้องกบั การเล้ยี งสัตว์

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้(ปลายทาง)
1. อธิบายความหมายและความสาคญั ของสิ่งแวดลอ้ มได้
2. บอกปัจจยั ของสงิ่ แวดลอ้ มทมี่ ีอทิ ธพิ ลต่อการเลยี้ งสัตว์ได้
3. อธบิ ายอทิ ธิพลของสภาพแวดลอ้ มทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การเลย้ี งสัตว์ได้

เน้อื หาการสอน

สิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงสัตว์ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ หรือปัจจัยต่าง ๆ รอบตัวสัตว์โดยจะอยู่ใกล้
หรืออยู่ไกลจากตัวเราก็ได้ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แตส่ ิ่งนั้นสามารถสง่ ผลกระทบมาถงึ ตัวสัตว์ได้ ทม่ี ีผลกระทบตอ่ ชวี ิตความเป็นอยู่ การเจริญเตบิ โตและ
การให้ผลผลิต ตลอดจนสุขอนามัยของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ส่ิงแวดล้อมยังมีผลต่อท่ีสาคัญต่อสุขภาพ
และสวัสดิภาพของสัตว์ ซ่ึงปัจจัยแวดล้อมดังกล่าวอาจเป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติหรือเกิดจาก
การจัดการของมนุษย์หรือเป็นส่ิงที่มนุษย์สร้างขึ้นมาก็ได้ เช่น อุณหภูมิ ความช้ืน ลม โรงเรือนท่ีอยู่
อาศัย อาหารและน้า โรคและศัตรู สภาพการจัดการ การตลาด เป็นต้น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยง
สัตวจ์ ึงครอบคลมุ ถึงทกุ ส่ิงทุกอยา่ งทีเ่ กีย่ วข้องกบั สตั ว์ ยกเว้นตัวสตั วห์ รอื สง่ิ ท่มี ีอยูใ่ นตัวสัตว์

สงิ่ แวดล้อมนับว่ามีอิทธิพลต่อสุขภาพและความสมบูรณ์ของสัตว์เป็นมาก หากสัตว์ถูกเลี้ยงดู
ในส่ิงแวดล้อมที่ดีกจ็ ะทาใหส้ ัตว์น้นั มีสขุ ภาพแข็งแรง โตเรว็ และใหผ้ ลผลติ ได้ตามทีเ่ ราต้องการ ในทาง
ตรงกันข้ามถ้าหากสัตว์ถูกเล้ียงดูในส่ิงแวดล้อมท่ีไม่ดีก็จะมีผลกระทบถึงสุขภาพและการเจริญเติบโต
ของสัตว์ได้ ส่ิงแวดล้อมดังกล่าวนับรวมตั้งแต่ลักษณะดินฟ้าอากาศ น้า อาหาร โรงเรือน และการ
จดั การภายในฟาร์ม บางครั้งการจัดการไม่ถูกต้องเก่ียวกับสง่ิ แวดล้อมก็เป็นสาเหตุทาให้เกิดผลเสียต่อ
สขุ ภาพของสัตว์

อิทธิพลของสงิ่ แวดล้อมในฟาร์มสตั วเ์ ล้ยี ง 11

1. ขอบเขตของส่ิงแวดลอ้ มในการเล้ยี งสัตว์

เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นสัตว์โม่สามารถดารงชีวิตอยู่ตามลาพังเฉพาะตนเองหรือในกลุ่ม
ของตนเองจาเป็นต้องอาศัยและอยรู่ ว่ มกนั กับปัจจยั อนื่ ๆ ในสิ่งแวดล้อม ไม่วา่ ระบบการเลยี้ งสัตว์จะมี
การพัฒนาวิธีการเล้ียงแบบต่าง ๆ เช่น การเล้ียงแบบปล่อยอิสระ การเลี้ยงแบบขังกรง การเล้ียง
ภายในโรงเรือนที่ควบคุมแสง อุณหภูมิ ความช้ืน และการระบายอากาศหรือที่เรียกว่า โรงเรือนอีแวป
(evaporative cooling system) เป็นต้น สัตว์เล้ียงเหล่านี้ยังจาเป็นท่ีต้องอาศัยและพึ่งพาปัจจัย
ต่าง ๆ จากส่ิงแวดล้อมซ่ึงสามารถจาแนกขอบเขตของส่ิงแวดล้อมท่ีมีบทบาทและความสาคัญต่อสัตว์
เลย้ี งออกเปน็ 4 กลมุ่ ใหญ่ ๆ ดังนี้

1) ส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ ช่วงแสง ความช้ืนในอากาศ ความเร็วของลม
การระบาย อากาศ ฝุ่นละอองในอากาศ ความบริสุทธิ์ของอากาศ โรงเรือน พ้ืนท่ีอยู่อาศัย แหล่ง
อาหาร เป็นตน้

2) ส่ิงแวดล้อมทางชีวภาพ ได้แก่ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น จุลินทรีย์ พืช สัตว์ และคน รวมท้ัง
ผลผลิตจากส่ิงมีชีวิตเหล่าน้ีด้วย เช่น พืชอาหารสัตว์ สารพิษจากจุลินทรีย์ สารพิษในพืชอาหารสัตว์
มลู สัตว์และส่ิงขับถา่ ยจากส่งิ มีชวี ิต เป็นตน้

3) ส่ิงแวดล้อมทางสังคม เป็นสิ่งท่ีเกิดจากปฏิกิริยาสัมพันธ์ของสัตว์เลี้ยงกับส่ิงต่าง ๆ ใน
สังคมน้ัน ซ่ึงอาจเป็นสัตว์เล้ียงภายในคอกหรือฟาร์มเดียวกันหรือท่ีอยู่ในรัศมีที่ส่งผลกระทบต่อความ
เป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงน้ัน ทั้งนี้ผลของปฏิกิริยาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น สัตว์จะแสดงออกมาทาง
พฤติกรรมและอารมณ์ เช่น พฤติกรรมการกินอาหาร พฤติกรรมการเลือกคู่ผสมพันธุ์ พฤติกรรมการ
จัดลาดับช้ันทางสังคม เป็นต้น ท้ังนี้พฤติกรรมต่าง ๆของ สัตว์อาจมีการถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม
การคดั เลอื ก หรืออาจเกิดมาจากกระบวนการเรยี นรู้ ประสบการณท์ างธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม

4) สิง่ แวดลอ้ มทางการจัดการ เนื่องจากมนษุ ยเ์ ป็นผู้นาสัตวม์ าเลี้ยง โดยได้จัดหาและจัดการ
ปัจจัยต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมของสัตว์ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมทางการจัดการจึงครอบคลุมถึงกระบวนการ
ต่าง ๆ ท่ีเกิดจากการจัดการของสังคมมนุษย์และผู้เล้ียงสัตว์ เช่น การดูแลสัตว์ การจัดการด้านส่ิง
ขับถา่ ยและของเหลือท้งั จากสตั ว์ การตลาด กฎระเบียบและมาตรการต่าง ๆ ในการเลย้ี งสัตว์ เปน็ ต้น

2. ปจั จยั ของสิง่ แวดล้อมที่มอี ทิ ธิพลตอ่ การเลย้ี งสตั ว์

การประกอบการเลี้ยงสัตว์ได้มีการกระจายไปตามพื้นทต่ี ่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งแตล่ ะแหลง่ ก็มี
ความแตก ต่างของส่ิงแวดล้อม ทาให้เกษตรกรอาจต้องจัดการและจัดหาให้ส่ิงแวดล้อมของสัตว์นั้นมี
สภาพเหมาะสมต่อ ความเป็นอยู่ของสัตว์ สาหรับสภาพท่ัวไปของส่ิงแวดล้อมท่ีสาคัญของสัตว์เลี้ยงที่
จะกล่าวถึงในทีน่ ี้ได้แบ่งเป็น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยด้านสภาพภูมิประเทศ และปัจจัยด้าน
การจดั การเล้ยี งดู

อทิ ธิพลของสงิ่ แวดล้อมในฟารม์ สตั ว์เลย้ี ง 12

1) ปจั จยั ด้านสภาพภูมอิ ากาศ

สภาพภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการเลีย้ งสัตว์ ได้แก่ อุณหภมู ิและความชื้นของอากาศ ลมและ
การระบายอากาศ แสงสว่างและปริมาณนา้ ฝน

(1) อุณหภูมิและความชื้นอากาศ อุณหภูมิของอากาศมีผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานและ
ความต้องการ พลังงานความร้อนของร่างกายซ่ึงจะส่งผลกระทบต่อเน่ืองถึงปริมาณอาหารที่สัตว์กิน
เพ่ือใช้ในการสร้างพลังงาน โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม เช่น สุกร สัตว์ปีก โคและกระบือ เป็น
สัตว์เลือดอุ่นที่มีอุณหภูมิร่างกายคงท่ี (homeotherms) ท่ีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ
อุณหภูมิแวดล้อมภายนอกได้ (ตารางที่ 2.1) ดังน้ันร่างกายจึงมีการควบคุมรักษาอุณหภูมิภายในให้
คงท่ี โดยอาศยั กระบวนการถา่ ยเทความร้อนของร่างกาย (thermoregulation)

ตารางที่ 2.1 อณุ หภูมริ า่ งกาย ชพี จรและอัตราการหายใจของสัตวเ์ ลยี้ ง

ชนดิ อณุ หภูมริ ่างกาย ชพี จร (ครง้ั /นาท)ี อตั ราการหายใจ (คร้งั /นาที)
โค 101.5 ° F (38.6 ° C) 00 20
สุกร 102.5 ° F (39.2 ° C)
แกะ 102.5 ° F (39.2 ° C) 100 - 00 18 - 8
แพะ 102.5 ° F (39.2 ° C) 00 - 00 20 - 12
สตั ว์ปีก 106.0 ° F (41.1 ° C) 00 - 00 20 - 12
ที่มา : ศิรลิ กั ษณ์ (2543) 350 - 250 21 - 11

สัตว์ท่ีเล้ียงอยู่ในสภาพอุณหภูมิท่ีเหมาะสมจะมีความเป็นอยู่และสุขอนามัยท่ีดี สภาพ
อณุ หภูมิท่ีเหมาะ สมยังช่วยทาให้การใช้อาหารและการให้ผลผลิตของสัตวม์ ีประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึนด้วย
อุณหภูมิแวดล้อมท่ีเหมาะสมต่อความเป็นอยู่ของสัตว์โดยทั่วไป (thermoneutral zone) มีค่าอยู่ใน
ข่วง 15-3 องศาเซลเซียส สาหรับลูกสัตว์แรกเกิดถึงอายุประมาณ 3 สัปดาห์จะมีความต้องการ
อุณหภูมิแวดล้อมสูงกว่าสัตว์ท่ีโตแล้วและระดับของอุณหภูมิจะค่อยลดลงเมื่อลูกสัตว์มีอายุมากขึ้น
ดังน้ันผู้เล้ียงสัตว์จาเป็นต้องจัดและปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อลูกสัตว์แรกเกิด เช่น อุณหภูมิที่
ลูกสุกรต้องการมีค่าประมาณ 34 ° C ( 03.2 ° F) ส่วนลูกไก่ประมาณ 35 ° C ( 05 ° F) เป็นต้น
ผ้เู ลี้ยงสตั ว์อาจจะต้องปรับลดอุณหภูมิลงมาประมาณ 2.8 ° C (5 ° F) ในแต่ละสัปดาห์และต้องอาศัย
การสังเกตสภาพความเป็นอยู่ของลูกสัตว์ประกอบการปรับอุณหภูมิน้ีด้วย ทั้งนี้วิธีการเพิ่มอุณหภูมิ
สามารถทาได้โดยการใช้ไฟกก การใช้วสั ดุรองพ้ืนคอก เปน็ ต้น ซ่งึ ในทางปฏบิ ัติอาจใช้หลอดไฟฟ้าแบบ
กลมขนาด 20-25 วตั ต์ เปน็ แหล่งใหค้ วามรอ้ นแทนไฟกกได้

อทิ ธพิ ลของสิง่ แวดล้อมในฟารม์ สัตวเ์ ลย้ี ง 13

การพิจารณาจัดการด้านอุณหภูมขิ องอากาศน้ันจาเป็นต้องคานึงถงึ ความชื้นของอากาศควบคู่
ไปด้วย โดย ท่ัวไปความช้ืนของอากาศควรมีค่าความช้ืนสัมพัทธ์ประมาณร้อยละ 00-05 ถ้าในอากาศ
มีความช้ืนสูงจะทาให้การนาพาความร้อนจากร่างกายไปสู่อากาศแวดล้อมเกิดข้ึนได้ยาก การระบาย
ความร้อนของสัตว์ก็จะเป็นไปได้ช้า สัตว์จะรู้สึกอึดอัด ไม่สุขสบาย หายใจที่แสดงอาการหอบ ไม่
เคล่อื นไหว ไมก่ ินอาหารและสัตว์อาจถึงตายได้ สตั ว์ท่อี ย่ภู ายใต้สภาพอากาศร้อนจดั และมีความช้ืนสูง
จะมีสภาพร่างกายเลวลงกว่าสัตว์ที่อยู่ภายใต้ สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งหรือมีความชื้นต่า เพราะ
การระเหยของน้าเกิดขึ้นได้เร็วในสภาพอากาศท่ีมีความช้ืนต่า น่ันหมายถึงการระบายความร้อนออก
จากร่างกายสัตว์ก็เป็นไปได้ดกี ว่า ดังน้ันในสภาพอากาศรอ้ นชื้นของประเทศไทย เกษตรกรผู้เล้ียงสัตว์
จาเป็นต้องช่วยปรบั สภาพแวดลอมดงั กลา่ วเพื่อให้สตั วม์ คี วามเปน็ อยทู่ สี่ ขุ สบาย

(2) ลมและการระบายอากาศ ลมช่วยทาให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศและการถ่ายเท
ระบายอากาศ ลม จะพัดนาพาอากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวสัตว์ซึ่งมักมีอุณหภูมิสูงกว่าออกไป แล้วอากาศ
แวดล้อมท่ีอยู่ห่างออกไปซึ่งเย็น กว่าก็จะเข้ามาแทนท่ี ลมยังช่วยให้การระเหยของน้าเกิดได้เร็วขึ้น
เช่น ในสภาพอากาศร้อนหากมีลมเบา ๆ พัดผ่านจะทาให้เหงื่อที่ถูกขับออกมาระเหยเร็วข้ึน เกิด
ความรู้สึกเยน็ ขนึ้ และสบายตวั มากขน้ึ พร้อมกนั น้ลี มยงั ชว่ ยในการระบายกา๊ ชต่าง ๆ ทเ่ี กิดจากของเสีย
ที่สะสมภายในโรงเรือนหรือคอกสัตว์หรือจากการขับถ่ายของสัตว์เลี้ยง เช่น ก๊าชแอมโมเนีย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าชไฮโดรเจนซัลไฟด์ และก๊าซมีเทน ตลอดจนช่วยพัดพาฝุ่น ละอองและ
จลุ ินทรยี ์ออกไปหรือเข้ามาในโรงเรือน เป็นต้น

ในสภาพการเลี้ยงสตั ว์ของประเทศไทยที่อยภู่ ายใต้ภูมอิ ากาศรอ้ นชื้นและมีการเล้ียงสัตว์อยา่ ง
หนาแน่น การระบายอากาศท่ีดีเป็นปัจจัยสาคัญท่ีช่วยในการลดความร้อนภายในโรงเรือนและใช้ใน
การควบคุมความชื้น ภายในโรงเรือน สัตว์ที่เล้ียงอยู่ในสภาพอากาศอับช้ืนนอกจากจะมีความเป็นอยู่
ไม่สขุ สบาย อาจเปน็ โรคระบบทางเดนิ หายใจได้งา่ ยและยังมีผลทาใหเ้ กิดโรคระบบทางเดินอาหารดัวย
เช่นกัน อย่างไรก็ดีบริเวณท่ีกระแสลมแรงหรือมีลมโกรกควรสร้างสิ่งกาบังลมให้แก่สัตว์ เพราะไม่เช่น
นั่นสัตว์จะมีการสูญเสียความร้อนของร่างกายมากเกินไป สัตว์อาจเป็นไข้และมีปัญหาด้านสุขภาพได้
การจัดการด้านการระบายอากาศที่เหมาะสมควรต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อัตราความเร็วของ
ลม ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิภายในและภายนอกโรงเรือน ลักษณะของโรงเรือนและความหนาแน่น
ของสตั ว์ภายในโรงเรือนดวั ย

(3) แสงสว่างและช่วงแสง แสงแดดมีความสาคัญต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของ
สัตว์ ผิวหนัง ของสัตว์สามารถสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดซึ่งร่างกายนาไปใช้ในการเจริญเติบโต
ของกระดกู สัตว์เล้ียงที่ไม่ได้รับแสงแดดมักพบว่ามีอาการของโรคกระดกู ออ่ น ความเข้มและความยาว
ของช่วงแสงยังกระตุ้นการทางานของต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior pituitary gland) ให้หล่ัง
ฮอร์โมนกระตุ้นอวัยวะท่ีเก่ียวข้องกับระบบสืบพันธ์ุทางาน เช่น การเจริญพันธ์ุ การหล่ังฮอร์โมน
กระตุ้นการตกไข่ เป็นต้น ดังนั้นการจัดการด้านการให้ แสงสาหรับสัตว์ในระยะก่อนและระหว่างการ

อทิ ธิพลของสิ่งแวดลอ้ มในฟารม์ สัตว์เลยี้ ง 14

ให้ผลผลิต จึงเป็นสง่ิ สาคัญท่ไี ด้มีการนามาปรบั ใช้ในการเลยี้ งสัตว์ นอกจากนี้ยังมกี ารศึกษาพบว่า สัตว์
ท่ีเลี้ยงอยู่ภายในโรงเรือนท่ีมืดและขาดแสงสว่าง หรือได้รับช่วงแสงและความเข้มของแสงมากเกินไป
มักจะเกิดปัญหาความเครียดของฝูงสัตว์ (social stress) เช่นเดียวกับสัตว์ที่เล้ียงอย่างหนาแน่น มัก
เกิดปัญหาความเครียดในวันท่ีมีช่วงแสงสั้นหรือมีช่วงกลางวันสนกว่ากลางคืน ดังน้ันภายใน โรงเรือน
เล้ยี งสตั ว์ตอ้ งมกี ารจัดแสงสว่างใหเ้ หมาะสมตอ่ ความเปน็ อยขู่ องสตั ว์

(4) ปริมาณน้าฝน ปริมาณน้าฝนนอกจากจะมีความสัมพันธ์กับความชื้นและอุณหภูมิของ
อากาศแล้ว ยังมสี ว่ นสาคัญต่อปริมาณน้าทก่ี ักเก็บในแหล่งน้าท่ใี ช้เล้ียงสัตว์ ปีใดทม่ี ีปริมาณฝนตกน้อย
เกษตรกรมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้าสาหรับเล้ียงสัตว์โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน นอกจากน้ี
ภาวะฝนแล้งยังเป็นปญั หาตอ่ การขาดแคลนอาหารจากแหล่งธรรมชาติ เพราะนา้ เปน็ ปจั จัยสาคัญของ
ชีวิต โดยทั่วไปสัตว์เล้ียงที่อาศัยอาหารหลักจากแหล่งอาหารธรรมชาติมักได้รับอาหารไม่เพียงพอ
ในช่วงหน้าแล้ง เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนท่ีมีอาหารธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์ก็จะมีการเจริญเติบโตสร้างน้าหนัก
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีการเจริญเติบโตทดแทน (compensatory growth) ในทานองเดียวกัน
สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็จะเจริญเติบโตดีในช่วงฤดูฝนอันอุดมสมบูรณ์ ดังน้ันจึงพบเสมอว่าการเจริญแพร่
ระบาดของโรคและพยาธิซึ่งเปน็ ปญั หาสาคญั ของสตั วเ์ ลยี้ งในฟาร์มก็มักเกด็ ในชว่ งฤดูฝนเชน่ กัน

2) ปัจจยั ด้านสภาพภูมปิ ระเทศ

สภาพภูมิประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ ทาเลที่ตั้ง โรงเรือนและขนาดพื้นท่ีอยู่
อาศยั ของสัตว์

(1) พื้นท่ีท่ีต้ังของฟารม์ การเลือกทาเลที่ต้งั ของฟารม์ ต้องพิจารณาถึงลกั ษณะและขนาดของ
พ้ืนท่ี ความห่างไกลจากชุมชน แหล่งตลาดสินค้าเกษตร การคมนาคมและขนส่งผลผลิต ตลอดจน
ความสะดวกในการตดิ ต่อ และรับบริการตา่ ง ๆ ประวัตแิ ละความชกุ ชุมของโรคระบาดและศัตรูสัตว์ใน
พนื้ ท่ีบรเิ วณนัน้ เปน็ ตน้ พนื้ ท่ที ตี่ ้ังของฟารม์ ไมค่ วรเป็นท่ีต่า มีนา้ ท่วมขังหรือมีประวัตเิ ปน็ พื้นท่นี ้าทว่ ม
ถึง เพราะจะเป็นปัญหาต่อการระบายน้า และการจัดการในอนาคต หากเล้ียงสัตว์ประเภทโคและ
กระบือซึ่งต้องอาศัยเนื้อท่ีในการปลูกพืชอาหารสัตว์ ตลอดจนแหล่งน้าเพ่ือใช้เล้ียงสัตว์ได้ตลอดทั้งปี
อาจต้องพิจารณาถงึ ความอดุ มสมบรู ณข์ องต้นน้าและแหลง่ นา้ ด้วย

เน่ืองจากการย้ายฟาร์มไม่สามารถทาได้ง่าย ดังนั้นการเลือกทาเลที่ต้ังของฟาร์มจาเป็นที่ต้อง
พจิ ารณา อย่างรอบคอบถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ เชน่ เงินลงทุน โอกาสในการขยายขนาดฟารม์ ใน
อนาคต ผลทางดา้ นสังคมและชมุ ชน ตลอดจนกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง เป็นต้น หากทาเลท่ตี ้ังของฟาร์มที่
มีปัญหาข้อจากัดบางประการท่ีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรมีการเตรียมการหรือศึกษาวางแผนหา
ลู่ทางแก้ไขปัญหาล่วงหน้าก่อนไม่เช่นนั้นข้อจากัดดังกล่าวอาจเป็นปัญหาท่ีไม่สามารถแก้ไขได้และจะ
ส่งผลกระทบต่อการดาเนินธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ในอนาคตได้ ซ่ึงอาจทาให้เกษตรกรต้องขายฟาร์มหรือ
เลกิ กจิ การการเล้ยี งสัตว์

อทิ ธพิ ลของส่งิ แวดล้อมในฟารม์ สตั ว์เลีย้ ง 15

(2) โรงเรือนและขนาดพ้ืนที่อยู่อาศัยของสัตว์ นอกจากพ้ืนที่ที่ตั้งของฟาร์มแล้วโรงเรือนก็
นับเป็นส่ิงแวดล้อมท่ีมีบทบาทสาคัญต่อความเป็นอยู่ของสัตว์ ช่วยป้องก้นอันตรายจากผู้รุกล้าหรือ
ศัตรูสัตว์ ป้องกันแสงแดด ฝน และภัยธรรมชาติต่าง ๆ ตลอดจนช่วยเพ่ิมความสะดวกในการจัดการ
เลี้ยงดูแลสัตว์ โรงเรือนท่ีดีจะช่วยทาให้สัตว์ มีความเป็นอยู่สุขสบาย การกาหนดขนาดและลักษณะ
ของโรงเรือน ตลอดจนอุปกรณท์ ี่ใช้ในการก่อสร้างต้องพจิ ารณาถึงจานวน ชนิดและประเภทของสตั ว์ท่ี
เล้ียง สภาพแวดล้อมทั่วไปของพ้ืนที่ เช่น ทิศทางของแสงแดด ความสูงต่าของพ้ืนที่ ฯลฯ ตลอดจน
ต้นทุนทใ่ี ชใ้ นการก่อสร้างด้วย

นอกจากโรงเรือนแลว้ ยังอาจมกี ารกั้นคอกหรือกรงสาหรับกกั ขงั สตั ว์แบบรายตัวหรือเป็นกลุ่ม
เกษตรกร ต้องพิจารณาถึงขนาดพ้ืนท่ีอยู่อาศัย ขนาดพ้ืนที่ของรางน้าและรางอาหารให้เหมาะสมกับ
ความต้องการของสัตว์แต่ละชนิดและอายุสัตว์ด้วย สาหรับส่ิงก่อสร้างอ่ืนภายในฟาร์มท่ีจาเป็นเพื่อ
อานวยความสะดวกในการจัดการ และการเล้ียงดู เช่น ร้ัว ถนน เสาไฟฟ้า บ่อน้า บ่อกาจัดน้าเสีย
มูลสัตว์และของเหลอื ทง้ั จากสัตว์ ช่องทางระบายน้า ท่ีเผาขยะ เป็นตน้

3) ปัจจัยด้านการจัดการเลย้ี งดู

สาหรับปัจจัยด้านการจัดการน้ันได้รวมถึงคนซึ่งเป็นผู้ท่ีนาสัตว์มาเล้ียง ตลอดจนการจัดการ
ตา่ งๆ ท่ีเก่ยี ว กับการเลี้ยงดู ในท่นี ั้นจงึ ไดจ้ าแนกปัจจัยดา้ นการจดั การออกเป็น 3 กล่มุ คือ คน อาหาร
และนา้ และการสขุ าภิบาล

(1) คน คนมบี ทบาทสาคัญตอ่ สัตว์ทง้ั เป็นปัจจัยดา้ นชีวภาพด้วยตนเองแล้ว พฤติกรรมของคน
ที่มีต่อสัตว์ ยังเป็นปัจจัยสาคัญท่ีมีผลกระทบต่อสงแวดล้อมทางสังคมของสัตว์เลี้ยง พฤตกรรมการ
เล้ียงดูสัตว์ท่ีแสดงออก ทางการสัมผัส การใช้เสียง การดูแล ฯลฯ จะมีบทบาทสาคัญต่อสุขภาพสัตว์
ทั้งทางดา้ นร่างกายและจิตใจ ตลอดจนสวสั ดิภาพของสัตวด์ ้วย มรี ายงานว่าสุกรท่ีไดร้ ับการปฏิบัตดิ ้วย
ความนุ่มนวล เช่น ผู้เล้ียงเกาบริเวณหัวสุกร สุกรจะแสดงพฤติกรรมท่ีดี เช่น มีอาการสงบและไม่ต่ืน
ตกใจ นอกจากนั้นยังมีสถิติของการเล้ียงลูกมีชีวิตและการ เจริญเติบโตของลูกจะสูงกว่าสุกรที่ได้รับ
การปฏิบัติอย่างไม่น่ิมนวลดังเช่น มีการตบบริเวณไหล่และหัวของสุกร ดังน้ันนอกจากความรู้สึกและ
ประสบการณ์ของผูเ้ ล้ียงสัตวแ์ ลว้ พฤติกรรมการปฏิบัติดแู ลสตั วท์ ดี่ ีก็มีความสาคญั ตอ่ สตั ว์เล้ยี ง

(2) อาหารและน้า อาหารและน้าเปน็ ปัจจัยสาคญั ตอ่ การดารงชีวิตและการสร้างผลผลิตตา่ งๆ
ของสัตว์ อาหารท่ีสัตว์กินเข้าไปจะถูกใช้ไปเพื่อกิจกรรมที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต เช่น การหายใจ
การทางานของกล้ามเนื้อ การหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น อาหารที่เหลือใชจ้ ากกิจกรรมเพ่ือการดารง
ชีพจะถูกนาไปใช้ในการสร้างผลผลิต ดังนั้นหากสัตว์ได้รับอาหารไม่เพียงพอ ก็จะมีผลต่อการ
เจริญเติบโตและการสร้างผลผลิตต่าง ๆ หากขาดอาหาร เป็นเวลานานสัตว์จะชะงักการเจริญเติบโต
และร่างกายอาจมีการสลายกล้ามเนื้อเพื่อนามาใช้สร้างเป็นพลังงานสาหรับการดารงชีวิต เนื่องจาก
ต้นทุนการผลติ ประมาณร้อยละ 00-10 เป็นต้นทุนค่าอาหาร ดงั น้ันประสิทธภิ าพการดาเนินธุรกิจการ
เลย้ี งสตั ว์ส่วนใหญ่จึงม่งุ ไปทีค่ วามพยายามลดตน้ ทุนคา่ อาหารสตั ว์ หากเกษตรกรรู้จกั เลือกและจัดการ

อทิ ธิพลของส่งิ แวดล้อมในฟารม์ สัตวเ์ ล้ยี ง 10

ให้อาหารสัตว์อย่างเหมาะสมต่อความต้องการของสัตว์ นอกจากจะช่วยให้สัตว์มีการเจริญเติบโตและ
สร้างผลผลิตไตต้ ามขีดความสามารถทางพนั ธุกรรมแล้ว ยงั เป็นการลดตน้ ทนุ ด้านการผลติ ดว้ ย

สาหรับน้าก็เป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญต่อชีวิต หากขาดน้าสัตว์จะลดการกินอาหารหรือหยุด
กินอาหารได้ การให้น้าแก่สัตว์เลี้ยงจะให้อย่างเต็มที่ไม่จากัดและต้องเป็นน้าที่สะอาด ปราศจาก
ส่งิ เจือปนหรือสาพิษปนเป้ือน ซ่งึ เกษตรกรจาเป็นต้องให้ความเอาใจใส่ระวังเป็นพิเศษสาหรับแหล่งน้า
ทีอ่ ยู่ใกล้กบั โรงงานอุตสาหกรรมหรือใกล้พนื้ ทีเ่ พาะปลกู ทม่ี ีการใช้สารเคมีกาจดั ศตั รูพชื

(3) การสุขาภิบาล เป็นการดูแลรักษาความสะอาดต้านส่ิงแวดล้อมและสัตว์เลี้ยงให้มีความ
เหมาะสม ถกู สุขลักษณะเพอ่ื ช่วยให้สัตว์มีสุขอนามัยท่แี ข็งแรงและสมบูรณ์ การสุขาภิบาลที่ดีจะช่วย
ป้องกันและควบคุมโรค และช่วยลดความสูญเสียท่ีจะเกิดกับสัตว์เลี้ยงได้ เพราะหากสัตว์มีสุขภาพ
อ่อนแอ จะมีโอกาสเป็นโรคได้ง่าย ซึ่งเมื่อเกิดโรคแล้วย่อมทาให้เกิดความเสียหายทั้งค่าใช้จ่าย
ประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการสูญเสียสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้โรคบางชนิดไม่สามารถรักษาได้ต้อง
กาจดั และทาลายสตั ว์เลีย้ งท้ังฟารม์

ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องมีการจัดการบาบัดส่ิงขับถ่ายและของเหลือทิ้งจากการเลี้ยงสัตว์อย่างถูก
สุขลักษณะ ถ้ามี การกาจัดและบาบัดไม่ดี ก็จะเป็นแหล่งของโรค แมลง และกลิ่นเน่าเสียต่าง ๆ ฯลฯ
อันเป็นสาเหตุก่อปัญหาแก่สัตว์เลี้ยงและสร้างปัญหามลภาวะส่ิงแวดล้อมของฟาร์มและชุมชน ดังนั้น
ส่ิงขับถ่ายและเหลือท้ิงเหล่าน้ี หากมีการจัดการบาบัดและนากลับมาใช้ประโยชน์ก็จะเป็นการเสริม
รายไดใ้ ห้แก่ฟาร์ม

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมท้ังด้านภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และการจัดการเล้ียงดูมีผลกระทบต่อการ
ดารงชีวิต การให้ผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนสุขอนามัยและสวัสดิภาพของสัตว์เลี้ยง
โดยตรงแล้ว ยังมีผลกระทบทางอ้อมต่อสัตว์เลี้ยง เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารสัตว์
คณุ ภาพของอาหารสัตว์ การแพรร่ ะบาดของโรคสัตว์ และต้นทนุ การผลติ เปน็ ตน้

3. อิทธพิ ลของสภาพแวดลอ้ มท่เี กีย่ วข้องกับการเลย้ี งสัตว์

สภาพแวดล้อมมีบทบาทและความสาคัญต่อการเล้ียงสัตว์มาก ทั้งน้ีเพราะเม่ือคนนาสัตว์ มา
เลี้ยงก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของสัตว์ จากสภาพธรรมชาติมาอยู่ในสภาพท่ีคนจัดให้
การท่ีสัตว์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิดจากเดิมอาจจะเกิดผลได้ท้ังผลดีและผลเสีย ผลดีก็ได้แก่ การจัด
สัตว์ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกว่าเดิม กล่าวคือ มีโรงเรือนคุ้มแดดคุ้มฝน อากาศไม่ร้อนจัด หนาวจัด
มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ในแง่ผลเสียก็ได้แก่ การนาสัตว์มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สุขสบาย
เหมือนเดิม เช่น เอาวัวที่เลี้ยงในอากาศเย็นมาเล้ียงในสถานท่ีที่มีอากาศรอ้ น ซ่ึงจะทาให้ได้ผลผลิตต่า
เปน็ ต้น ซ่ึงสภาพแวดลอ้ มทเ่ี กีย่ วของกับการเล้ยี งสัตว์มีดงั นี้

3.1 อิทธพิ ลของดนิ ฟ้าอากาศตอ่ การเล้ยี งสตั ว์

อทิ ธิพลของสิง่ แวดลอ้ มในฟาร์มสตั วเ์ ล้ยี ง 11

ดนิ ฟ้าอากาศในที่นีห้ มายถึง สภาพของอุณหภมู ิ ความช้ืน ปริมาณฝนตก กระแสลม แสงแดด
ความกดดันและประจุไฟฟ้าในอากาศ และแสงสว่าง สภาพภูมิอากาศจะผันแปรไม่แน่นอน
เนื่องมาจากที่ต้ัง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะดิน กระแสน้าในมหาสมุทร ตลอดจนพืชพรรณต่างๆ
เป็นต้น สาหรับประเทศไทยซ่ึงอยู่ในเขตร้อนชื้นนั้น อุณหภูมิที่สูงและความช้ืนมีอิทธิพลอย่างมากต่อ
ความเป็นอยขู่ องสัตว์ โดยอทิ ธิพลดังกลา่ วแยกได้ 2 ประการ คือ

ก. อิทธิพลโดยตรงต่อตัวสัตว์ เช่น ทาให้สัตว์มีรูปร่างเล็ก และมีลักษณะรูปร่างไม่
คอ่ ยแตกตา่ งกนั มากนัก เหตนุ จ้ี งึ ทาให้พนั ธ์ุสตั ว์ในเขตรอ้ นมไี มม่ ากเหมือนในเขตอบอนุ่

ข. อิทธิพลโดยอ้อม เป็นอิทธิพลที่มีต่อส่ิงแวดล้อมของสัตว์ เช่น อิทธิพลต่อการ
เพาะปลูกพชื ทใ่ี ชเ้ ลีย้ งสัตว์ อิทธิพลต่อการเจริญของเช้ือโรคและพยาธิทมี่ ผี ลต่อสขุ ภาพสตั ว์

(1) อุณหภูมิ โดยทั่วไปอุณหภูมิระหว่าง 70 - 75 ° F เป็นอุณหภูมิที่มนุษย์อยู่อย่างสุขสบาย
ท่ีสุด ถ้าอุณหภูมิต่ากว่าน้ีถือได้ว่าหนาว และสูงกว่าน้ีถือว่าร้อนเกินไป ซ่ึงเป็นท่ีน่าสังเกตว่าสัตว์เลี้ยง
ทวั่ ไปกส็ ามารถที่จะอยู่ไดอ้ ย่างปกติสุขในอุณหภูมิทม่ี ีขนาดใกล้เคียงกับที่มนุษย์ต้องการ การวดั ความ
สบายของสัตว์ต้องคานึงถึงความแตกต่างของอุณหภูมิของอากาศกับอุณหภูมิของร่างกาย ถ้าอุณหภูมิ
ของอากาศต่ากว่าอุณหภูมิของร่างกายมาก ความร้อนทีเ่ กดิ ขึ้นในร่างกาย ก็ระบายออกได้รวดเร็ว แต่
ถ้าความร้อนของร่างกายระบายออกเร็วกว่าความร้อนท่ีเกิดข้ึนภายในร่างกาย สัตว์ก็รู้สึกหนาว ถ้า
ความร้อนในร่างกายระบายสอู่ ากาศช้า เพราะอุณหภูมขิ องอากาศสูง สัตวจ์ ะ รสู้ ึกร้อน อากาศทัง้ รอ้ น
และหนาวจนเกินไปจะทาให้สตั ว์ไม่สบาย เป็นไขไ้ ด้ สาเหตุท่ีสตั ว์เป็นไข้ ก็เพราะถ้าอุณหภมู ิในอากาศ
ตา่ ลง ร่างกายก็จะต้องเร่งผลิตพลังงานความร้อนออกมาให้พอท่ีจะรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติ
และในทานองกลับกัน ถ้าอุณหภูมิในอากาศสูงข้ึนสัตว์ก็จะเร่งถ่ายเทความร้อนท่ีเกินพอออกจาก
รา่ งกาย มิฉะนั้นอุณหภูมิของร่างกายจะสูงขน้ึ และสัตวม์ ีอาการเป็นไข้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปอุณหภูมิ
ของอากาศในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์เฉล่ียระหว่าง 25 - 28 ° C อากาศในภาคเหนือจะเย็นกว่าภาค
กลางเล็กน้อย สาห รับอากาศในภ าคใต้ค่อน ข้างสบายสม่าเสมอตลอดปี ส่วนในภ าค
ตะวันออกเฉียงเหนือฤดูร้อนอากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิค่อนข้างสูง ในสัตว์แต่ละชนิดอุณหภูมิของ
อากาศที่สัตว์อยู่อย่างสบายจะแตกต่างกันออกไป เช่น โคในเขตร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วง
15 - 27 ° C สุกรจะมีอัตราการเจริญเติบโตดีท่ีสุดเมื่อเลี้ยงในอุณหภูมิของอากาศประมาณ 24 ° C
เป็นต้น แตโ่ ดยเฉล่ยี อณุ หภมู ิของอากาศทเี่ หมาะสมแก่การเจรญิ เติบโตของสตั วท์ ั่ว ๆ ไป คอื ประมาณ
25 ° C โดยมีช่วงอุณหภูมิระหว่าง 15 - 35 ° C ดังน้ันหากอุณหภูมิของอากาศรอบ ๆ ตัวสัตว์สูงหรือ
ต่ากว่าอุณหภูมิของอากาศท่ีเหมาะสมต่อสัตว์แต่ละชนิด จะมีผลทาให้ประสิทธิภาพในการผลิตของ
สัตว์ เช่น อัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช้อาหาร ผลผลิตไข่หรือน้านมต่าลง นอกจากนั้น
ในสภาพอณุ หภูมิสงู จะมผี ลกระทบทางอ้อม โดยเป็นสาเหตใุ ห้อาหารสัตวเ์ สอ่ื มคณุ ภาพหรอื เสยี หายได้
เช่น วิตามนิ บางชนดิ สลายตัว เปน็ ต้น

อทิ ธิพลของส่ิงแวดลอ้ มในฟารม์ สตั วเ์ ลย้ี ง 18

(2) อากาศร้อน อุณหภมู ิท่ีไมก่ ระทบกระเทือนตอ่ กลไกควบคุมอุณหภูมขิ องร่างกาย สตั ว์ใน
เขตรอ้ นและเขตอบอ่นุ จะมชี ่วงอณุ หภูมทิ ่สี ตั วอ์ ยูไ่ ด้อยา่ งสบายคือ ชว่ งอณุ หภมู ิดังกลา่ วแตกตา่ งกนั
ตวั อย่างความแตกตา่ งในโคแสดงไวใ้ นตารางที่ 2.2

ตารางที่ 2.2 ความแตกต่างของช่วงอุณหภมู ิทอ่ี ยู่อยา่ งสบายของโคในเขตร้อนและเขตอบอนุ่

อณุ หภูมิในระดบั ตา่ งๆ โคในเขตอบอุน่ โคในเขตร้อน
อณุ หภมู ิทโี่ คอยอู่ ย่างสบาย - 1 ถึง 10 °c 10 ถึง 21 °c
อุณหภูมิทีก่ ลไกควบคมุ ความร้อนเรม่ิ ทางาน
อณุ หภมู ทิ ี่กลไกควบคมุ ความร้อนเร่มิ เสยี หน้าท่ี 16 °c 27 °c
27 °c 35 °c

1. กลไกควบคุมความร้อนจะถูกกระตุ้นให้ทางาน สัตว์จะหายใจเร็วข้ึนเพื่อระบายความร้อน
ออกจากร่างกาย

2. เมอ่ื อากาศร้อนจัดเกินไป กลไกควบคุมความรอ้ นไมส่ ามารถทาหน้าที่ได้ สตั วจ์ ะมีอุณหภูมิ
ของร่างกายสูงข้ึน สัตว์จะกินอาหารน้อยลง กินน้ามากข้ึน ผลผลิตน้านมลดลงสัตว์มักแสดงอาการ
หอบหายใจแรงและเรว็

ผลเสยี ของความรอ้ นในโคนม
1. โคจะกินอาหารน้อยลง เน่ืองจากร่างกายต้องการลดความร้อนที่เกิดจากขบวนการหมัก

ย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร ผลที่ตามมาก็คือโคจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการให้ผลผลิต
นา้ นม

2. ผลผลิตน้านมลดลง พบวา่ โคท่คี ลอดลูกในฤดหู นาวจะใหผ้ ลผลติ น้านมมากว่าโคท่ีคลอดลูก
ในฤดรู อ้ น

3. ประสิทธิภาพในระบบสืบพันธุ์ลดลงในโคพ่อพันธ์ุมีผลต่อขบวนการผลิตอสุจิ ทาให้ความ
เข้มข้นของตัวอสุจิในน้าเชื้อลดลง ความสมบูรณ์แข็งแรงของตัวอสุจิน้อยลง เปอร์เซ็นต์การตายและ
ความผิดปกติของอสุจิเพม่ิ ข้ึน และความกาหนัดลดลง ในโคแม่พันธุอ์ ิทธพิ ลของความร้อนมผี ลต่อการ
ทางานของรงั ไข่ ทาให้ไม่มกี ารตกไข่ ไม่แสดงอาการเปน็ สดั หรือเป็นสัดเงียบ ทาให้พลาดโอกาสในการ
ผสมพันธุ์ นอกจากนี้ยังทาให้อัตราการผสมติดต่า อัตราการตายของตัวอ่อนสูง รวมทั้งการพัฒนาของ
ตัวอ่อนช้ากว่าปกติ ในโคเนื้อและโคขุนนอจากจะมีปัญหาคล้ายกับในโคนมดังท่ไี ด้กล่าวมาแล้วนั้น ยัง
พบว่าความร้อนมีผลต่อการเจริญเติบโต และเพิ่มน้าหนักของโคอีกด้วย ทั้งน้ีเน่ืองจากโคกินอาหาร
ลดลงนัน่ เอง

ผลเสียของความรอ้ นในสกุ ร

อทิ ธิพลของส่ิงแวดลอ้ มในฟาร์มสตั ว์เลยี้ ง 10

1. ในสกุ รขุน พบว่าในชว่ งอากาศร้อน สุกรจะกนิ อาหารข้นได้นอ้ ยลง ทาให้อัตราการ
เจรญิ เตบิ โตชะงัก

2. ในสุกรพอ่ พนั ธอุ์ ิทธิพลจากความร้อนมีผลต่อประสทิ ธภิ าพการสบื พันธ์ุ และมผี ลตอ่
ขบวนการผลติ อสุจิ พบวา่ ความเข้มขน้ ของตวั อสุจลิ ดลง ความสมบูรณ์แขง็ แรงของอสจุ ลิ ดลง จานวน
อสุจิทีผ่ ดิ ปกตจิ ะเพิม่ ขึน้ นอกจากนี้ยงั มผี ลตอ่ การผลิตฮอรโ์ มนเทสโตสเตอโรน สง่ ผลให้ขบวนการผลติ
อสจุ ไิ มส่ มบูรณ์และอสจุ ิท่ีไดเ้ ปน็ อสจุ ิทไี่ มโ่ ตเตม็ วัยคือเป็น immature sperm แลยังทาให้พฤตกิ รรม
ของพ่อสกุ รในการขึ้นผสมพนั ธ์ลุ ดลงดว้ ย

3. ในแมพ่ นั ธ์ุ อิทธิพลจากความร้อนต่อประสิทธิภาพการสบื พนั ธ์ุ มดี งั นี้
- สุกรเขา้ สู่ระยะเจรญิ พันธชุ์ า้ กว่าปกติ
- วงจรการเปน็ สดั ยาวนานข้นึ แตร่ ะยะการเปน็ สัดจะสัน้ ลง ความสนใจทางเพศและ

อาการเปน็ สัดจะลดลง หรอื เป็นสัดเงยี บ
- อตั ราการตกไขล่ ดลง
- อตั ราการผสมตดิ ตา่ รวมท้ังอัตราการคลอดลูกตา่ ด้วย
- จานวนสุกรกลับสัดหลังผสมเพ่ิมข้นึ
- ในช่วงแรกของการตง้ั ท้อง หากแม่สุกรเกิดความเครียดเนื่องจากความร้อนในระยะ

1-2 วนั หลงั ผสมจะทาใหอ้ ตั ราการเกดิ ปฏิสนธิลดลง และทาให้อัตราการตายของตวั อ่อนเพิม่ ขน้ึ
- ในชว่ งกลางของการต้ังท้อง แมส่ ุกรจะทนต่อความเครยี ดจากความร้อนได้มากขน้ึ
- ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนคลอด หากสุกรเกิดความเครียดจากความร้อน แม่สุกรมัก

คลอดยาก อัตราการตายของลูกขณะคลอดสูงขึ้น ลูกท่ีเกิดจะมีน้าหนักแรกคลอดต่า นอกจากนี้
ขณะท่ีเกิดความเครียด ระบบภูมิคุ้มกันของแม่จะลดลง ทาให้ Antibody ที่มีในน้านมเหลืองต่าลง
สง่ ผลทาให้ลกู สกุ รออ่ นแอติดโรคงา่ ย

- ในระยะเล้ียงลูก อิทธิพลจากความร้อนทาให้แม่สุกรกินอาหารน้อยลง การพัฒนา
ของต่อมน้านมและการสร้างน้านมจึงไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทาให้การเพิ่มน้าหนักของลูกสุกรก่อนหย่านม
ตา่

- สภาพอากาศร้อนอาจเป็นสาเหตุ ทาให้สุกรติดโรคได้ง่าย โดยเฉพาะการติดเชื้อใน
ระบบทางเดนิ หายใจ เนอ่ื งจากสุกรตอ้ งเพมิ่ การระบายความร้อนด้วยการอ้าปากหายใจ ทาให้โอกาส
ที่เชื้อโรคจะผ่านเข้าไปยังอวัยวะในระบบทางเดินหายใจสูงข้ึน นอกจากน้ีอากาศท่ีร้อนจัดอาจ
ทาให้สุกรเกิดอาการฮีทสโตรคได้ โดยเฉพาะในสุกรท้องแก่ท่ีกินอาหารข้นในปริมาณมาก
สกุ รจะมีอาการหอบ อ้าปากหายใจ น้าลายไหล มไี ขส้ งู และอาจชอ๊ คตายได้

ผลเสียของความร้อนในไก่
1. กินอาหารนอ้ ยลง ทาให้อตั ราการเจริญเติบโตลดลง
2. อัตราการผสมติดต่า

อิทธพิ ลของสงิ่ แวดล้อมในฟารม์ สัตวเ์ ลี้ยง 20

3. เปอร์เซน็ ตไ์ ขล่ ดลง ขนาดไขเ่ ล็กลง รวมท้ังเปลอื กไข่จะบางลง
4. คุณภาพซาเลวลง
5. อัตราการตายเพม่ิ ข้นึ
0. มกั พบปัญหาการจิกกันของไกใ่ นฝงู
1. ภูมิต้านทานโรคลดลงในช่วงที่ไก่เครียด ทาให้ไก่ติดโรคได้ง่ายเช่น โรคนิวคาสเซิล, หวัด
และหวดั หน้าบวม เป็นต้น

(3) แสงแดด แสงแดดที่กอ่ ให้เกดิ ปญั หาในสตั ว์ซ่ึงจะทาให้สัตว์เกิดอันตรายตอ่ สตั ว์โดยตรงคอื
ทาให้เกดิ อาการไหม้เกรียมของผวิ หนัง เน่ืองจากรงั สีอลุ ตร้าไวโอเลท็ หรือในกรณีท่สี ัมผัสกับแสงแดด
เปน็ เวลานานอาจเปน็ สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนงั ได้

อาการไหม้เกรียมของผิวหนังมักพบบริเวณลาตัวท่ีถูกแสงแดดโดยตรง และเป็นบริเวณที่มี
ขนน้อยเช่น หลังใบหู เต้านม หัวนม และรอบดวงตา ในสุกรมักพบอาการเยื่อบุตาอักเสบ ในโคนมมัก
พบการอกั เสบทห่ี ัวนม เมือ่ ใกล้หายจะมอี าการคนั และหนงั ลอก

การป้องกันทาได้โดยอย่าปลอ่ ยให้สัตวถ์ กู แสงแดดจดั ๆ เปน็ เวลานาน ควรจัดหารม่ เงาหรอื
เพิงใหส้ ัตว์

(4) แสงสว่าง แสงสวา่ งจากธรรมชาติคือ แสงอาทิตย์ หรือแสงสวา่ งจากหลอดไฟทต่ี ดิ ตงั้ ใน
โรงเรอื น ผลของแสงสว่างตอ่ รา่ งกาย ไดแ้ ก่

1. ทาใหร้ ะดับฮโี มโกลบินในกระแสโลหติ สูงขึ้น
2. เพิ่มการกาจดั คารบ์ อนิค แอซดิ ของร่างกาย
3. ทาให้อัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกายสูงขึน้
4. กระตุ้นให้สัตว์เข้าสู่วัยหนุ่ม-สาวเร็วข้ึน และการกระตุ้นโดยแสงสว่างในไก่จะทา
ให้ไก่ไข่เร็วขึน้ แตไ่ ข่ท่ไี ด้อาจจะมขี นาดเล็ก
5. ช่วงเวลาแสงสว่างที่ต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืนในประเทศเขตอบอุ่น
และเขตหนาว มีผลต่อฤดูการผสมพันธุ์ในสัตว์บางชนิดเช่น แพะ-แกะ และสัตว์ป่า แต่ในประเทศเขต
ร้อนช่วงกลางวันและกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนักและไม่มีอิทธิพลต่อฤดูผสมพันธ์ุของสัตว์ แต่ฤดู
ผสมพนั ธุข์ องสัตว์บางชนดิ โดยเฉพาะสัตวป์ ่าจะข้นึ อยูก่ ับความอดุ มสมบรู ณข์ องอาหารเป็นหลัก
0. แสงสวา่ งอาจมผี ลทาให้เกิดการระคายเคืองตาจนถงึ ขั้นตาบอดได้
1 แสงสว่างมผี ลทาใหโ้ ปรตีนในลกู ตาตกตะกอนเกิดเปน็ ตอ้ ได้

3.2 อิทธพิ ลของความชน้ื ในฤดฝู น
ฤดูฝนเปน็ ช่วงเวลาที่มอี ากาศแปรปรวนตลอดเวลา อุณหภูมิในกลางวันและกลางคนื มีความ
แตกต่างกันมากกว่าในฤดูอ่ืน ในวันท่ีมีอากาศร้อนและขณะท่ีฝนตกจะทาให้ความช้ืนสัมพัทธ์ใน

อิทธิพลของส่งิ แวดล้อมในฟารม์ สตั วเ์ ล้ยี ง 21

บรรยากาศสูง สัตว์จะมีปัญหาในการระบายความร้อนออกจากร่างกายในโคนม พบว่าอัตราการผสม
ตดิ ตา่ สดุ ในฤดฝู น โดยมอี ตั ราการผสมติดจะสงู สดุ ในฤดหู นาว

นอกจากปัญหาในการระบายความร้อนของสัตว์ในฤดูฝนแล้ว สภาพคอกท่ีแฉะและสกปรก
ตลอดเวลาทาให้สตั ว์อ่อนแอและติดโรคง่าย ประกอบกับการเพ่ิมจานวนของเชื้อโรคในสภาพอากาศท่ี
ชน้ื สูงข้ึนด้วย สตั วท์ ่ีเลีย้ งรวมกันในคอก เม่ือรู้สึกหนาวเย็นจากฝนที่สาดเข้ามากม็ ักเบียดชิดกันเพื่อหา
ความอบอนุ่ โอกาสทีเ่ ชอ้ื โรคแพร่จากสัตวป์ ว่ ยไปยงั สัตว์ตวั อื่นกง็ า่ ยขน้ึ

นอกจากนี้ความอับชื้นของบรรยากาศทาให้วัตถุดิบอาหารสัตว์เกิดเชื้อราได้ง่าย เชื้อราบาง
ชนิดเพียงแต่ทาให้อาหารสัตว์ด้อยลง แต่สาหรับเชื้อราบางชนิดเป็นอันตรายก่อให้เกิดโรคในสัตว์ได้
เชื้อราบางชนิดยังสามารถสร้างสารพิษที่ทาลายสุขภาพของสัตว์โดยตรง เช่น สารอัฟลาท๊อกซินสร้าง
จากเชือ้ รา Aspergillus flavus

ในการป้องกนั ดา้ นสุขภาพ ควรเริม่ ตั้งแต่การแก้ไขข้อบกพรอ่ งด้านการจดั การทางสุขาภบิ าล
ได้แก่การจดั การโรงเรอื น พ้ืนคอก การระบายอากาศ คณุ ภาพอาหาร และทาวคั ซีนให้เหมาะสม เมอื่ มี
การเปล่ียนแปลงของสภาพอากาศ ก็ควรมารแก้ไขตามสภาวะท่ีเปลี่ยนไป เช่น ติดตั้งผ้าใบ หรือฉาก
เพื่อป้องกันฝนสาด แต่ถ้าในเวลากลางวันเม่ือฝนไม่ตกแล้ว ควรม้วนเก็บผ้าใบ เพื่อการระบายอากาศ
ภายนคอกดขี น้ึ การใหค้ วามอบอุ่นแก่ลกู สกุ รก่อหยา่ นมจะทาใหล้ กู สกุ รแข็งแรง

เมื่อพบว่าเร่ิมมีสุกรแสดงอาการป่วย ต้องรีบแยกออกโดยทันที แล้วทาการรักษาเป็นรายตัว
ส่วนสุกรท่ีเหลืออาจใช้ยาปฏิชีวนะผสมในอาหารหรือน้าดื่มเพื่อป้องกันการระบาดของโรค
ผปู้ ฏิบัติงานในฟาร์มก็ต้องระวังไมให้ตัวเองเป็นพาหะแพร่เช้ือจากสัตว์ป่วยไปยังสัตว์ดี ซ่ึงทางท่ีจะนา
โรคไดง้ ่ายคอื เชอ้ื โรคทีต่ ดิ ไปกบั รองเทา้

ในไก่ นอกจากโรคระบาดร้ายแรงเช่น นิวคาสเซิล หวัด หวัดหน้าบวม และกล่องเสียงและ
หลอดลมอักเสบท่ีต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนแล้ว โรคบิดในก็เป็นโรคท่ีมักระบาดในหน้าฝน
และให้เช้ือบิดเพิ่มจานวนอย่างรวดเร็ว นอกจากน้ีการเกิดเช้ือราในอาหารท่ีมีความช้ืนสูง ก็ทาให้ติด
เชื้อราไดง้ ่ายโดยเฉพาะเช้ือรา Aspergillus ซ่งึ ทาให้ไกป่ ่วยและอัตราการตายสูง ดังน้ันในช่วงหน้าฝน
จงึ ควรป้องกันให้ฝนสาดเข้าไปในโรงเรือน รวมท้งั โรงเก็บอาหาร และควรกลบั หรือเปลยี่ นวตั ถรุ องพ้ืน
ให้บ่อยข้ึน การใช้ยาป้องกันแก่จะช่วยลดปัญหาน้ีได้ หม่ันทาความสะอาดท่อให้น้าไก่เพื่อป้องกันการ
หมกั หมม ของเชือ้ โรค และปอ้ งกนั ผลเสยี ที่จะมีต่อวคั ซนี ท่ีผสมในน้า

3.3 อิทธพิ ลของส่ิงแวดลอ้ มทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ความเครยี ดต่อสตั ว์
ส่งิ แวดลอ้ มใด ๆ กต็ ามทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความเครยี ดต่อสัตว์ รวมทง้ั อิทธิพลของส่งิ แวดลอ้ มต่าง ๆ ท่ี

ไดก้ ล่าวมาแลว้ มผี ลต่อสุขภาพสัตวท์ ้งั สิน้ ความเสยี หายที่เกดิ จากความเครียดจะมาก - น้อยขึน้ อยู่กับ
สัตวเ์ อง อายุ เพศ พันธ์ุสัตว์ ความคุ้นเคยต่อสาเหตุของความเครียด และสภาพอาหารทไ่ี ด้รับ เป็นต้น
และผลเสียดังกล่าวมีความรุนแรงต้ังแต่สัตว์เริ่มรู้สึกไม่สบาย จนถึงขั้นทาให้สัตว์ตายได้ ปัจจัยของ
สง่ิ แวดล้อมทกี่ อ่ ให้ความเครียดแกส่ ัตวแ์ บ่งออกเปน็ 4 กลุม่ ใหญ่ ๆ คือ

อทิ ธิพลของสง่ิ แวดลอ้ มในฟารม์ สัตวเ์ ล้ียง 22

1. ปจั จยั ทางฟิสิกส์ เช่น อณุ หภูมิ ความช้นื ลม แสงแดด ความสว่าง และฝน เป็นต้น
2. ปัจจัยเคมี เชน่ ปรมิ าณ O2, CO2, SO2, NH3 และกลิ่น เปน็ ต้น
3. ปจั จยั ทางชีววิทยา เชน่ ความหนาแน่นของฝูงสตั ว์ ความกลัว ภาวะจากการป่วย และ
พาราไซท์ เป็นตน้
4. ปจั จัยทางอ้อม เช่น อาหาร นา้ ดมื่ สภาพโรงเรือน เป็นตน้

นอกจากนี้การจัดการภายในฟาร์มก็เป็นสาเหตุของความเครียดได้ เช่น การจับสัตว์
การขนสง่ สตั ว์ การทาวคั ซนี และเสียงท่ีทาใหส้ ตั ว์ตกใจ เป็นต้น

1) ผลของความเครียดตอ่ สุขภาพสัตว์
1. ทาให้ระบบภมู ิคมุ้ กนั ของร่างกายมปี ระสิทธิภาพตา่ ลง และสตั ว์ติดโรคไดง้ า่ ย
2. อตั ราการเจริญเติบโตหยดุ ชะงัก
3. ผลผลิตนา้ นม และไข่ลดลง
4. อัตราการตายแบบฉบั พลันในฝงู สัตว์เพมิ่ ขน้ึ
5. ประสิทธิภาพของระบบสบื พนั ธล์ุ ดลง เชน่ อตั ราการผสมติดตา่ อตั ราการตาย

ของตัวอ่อนสูง และสัตว์ไมแ่ สดงอาการเป็นสัดตามปกติ เปน็ ต้น
2) วิธีการลดความเครียดใหส้ ัตว์
1. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมต่าง ๆใหเ้ หมาะตอ่ ความเป็นอยขู่ องสัตว์
2. ดแู ลให้สตั ว์ได้รบั อาหารอย่างมคี ณุ ค่าและปรมิ าณท่ีเหมาะสม
3. ปอ้ งกันความเครยี ดที่เกิดจากการเปล่ยี นแปลงของสภาพอากาศ
4. จดั หาน้าด่ืมให้พอเพยี ง และเสริมไวตามินใหแ้ ก่สตั ว์
5. พยายามอย่ใู กลช้ ิดและปฏิบัติต่อสัตว์อย่างนมุ่ นวล

อทิ ธพิ ลของสง่ิ แวดลอ้ มในฟาร์มสัตวเ์ ล้ยี ง 23

เอกสารอ้างองิ

เกษม จันทรแ์ กว้ . 2541. การจดั การส่ิงแวดล้อมแบบผสมผสาน. พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.

เกษม จนั ทร์แก้ว. 2553 .วทิ ยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พมิ พ์ครง้ั ที่ 8. กรงุ เทพฯ :
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.

จกั รกรศิ น์ เน่อื งจานง. 2550. สขุ ศาสตรป์ ศุสตั ว์. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2 กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

ธวัชชัย ศุภดิษฐ์. 2551. การจดั การอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มในภาคปศสุ ตั ว์. พิมพ์คร้ังท่ี 2.
กรงุ เทพมหานคร

นิภาดา สองเมอื งสุข. 2548. การจดั การสง่ิ แวดล้อมในฟารม์ สัตวเ์ ลยี้ ง. แพร่.
แผนกวชิ าสตั วศาสตร์ วทิ ยาลัยเกษตรและเทคโนโลยแี พร่. เอกสารคาสอน.

แผนกเศรษฐกจิ การเกษตร .2548. การเล้ยี งไก่ไข่ในระบบโรงเรอื นแบบปดิ . กรงุ เทพฯ :
กองวิชาการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. (อดั สาเนา)

พรสวรรค์ ดิษยบุตร. 2544 .ชวี ิตกบั สิง่ แวดลอ้ ม. [ออนไลน์]. สบื คน้ ได้จาก :
http://www.tistr.or.th/t/publication/index.asp. 20 เมษายน 2552.

ภาณี คสู วุ รรณ์ และศจีพร สมบรู ณ์ทรัพย์ .2540 .ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม .กรงุ เทพฯ :
เอมพันธ์ จากดั .

รงุ่ นภา รตั นราชชาตกิ ุล. 2544. “การจัดการของเสยี ในฟาร์มสกุ ร” วารสารสัตวแพทย์.
11 (2): 40-47.

ศิริลกั ษณ์ วงสพ์ เิ ชษฐ. 2543. “ส่ิงแวดล้อมกับสุขอนามัยของสตั วเ์ ลี้ยง”. วทิ ยาศาสตร์สุขภาพสตั ว์.
นนทบรุ ี : มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. หนา้ 30-85.

สกี ุน นชุ ชา. มปป. การจัดการสงิ่ แวดล้อมในฟาร์มสตั วเ์ ลยี้ ง. ตรัง. แผนกวชิ าสัตวศาสตร์
วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีแพร่. เอกสารคาสอน. [ออนไลน์]. สืบค้นได้จาก :
www.seekun.net/e-env-all.htm. 20 เมษายน 2553.

สรสิชฐ์ ชานาญแทน. มปป. การจดั การสง่ิ แวดล้อมในฟารม์ สตั วเ์ ลี้ยง. เชียงใหม่.
แผนกวชิ าสตั วศาสตร์ วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม่. เอกสารคาสอน.


Click to View FlipBook Version