การพฒั นาบุคลิกภาพ
นางสาวศศปิ าง ชุมภูสืบ
เลขท่ี ๒๐ สบจ.๖๓.๑
สาขาวิชาการจดั การสานักงาน
รายงานน้ีเปน็ ส่วนหนึ่งของรายวชิ า ๓๐๒๑๖ - ๒๐๐๓โปรแกรมสาเรจ็ รปู ใน
งานสานักงาน
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน แผนกวิชาการจัดการสานักงาน
คณะบริหารธุรกิจ
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลาปาง
ภาคการศึกษาท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
การพฒั นาบุคลิกภาพ
นางสาวศศปิ าง ชุมภูสืบ
เลขท่ี ๒๐ สบจ.๖๓.๑
สาขาวิชาการจดั การสานักงาน
รายงานน้ีเปน็ ส่วนหนึ่งของรายวชิ า ๓๐๒๑๖ - ๒๐๐๓โปรแกรมสาเรจ็ รปู ใน
งานสานักงาน
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน แผนกวิชาการจัดการสานักงาน
คณะบริหารธุรกิจ
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลาปาง
ภาคการศึกษาท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
การพฒั นาบุคลิกภาพ
นางสาวศศปิ าง ชุมภูสืบ
เลขท่ี ๒๐ สบจ.๖๓.๑
สาขาวิชาการจดั การสานักงาน
รายงานน้ีเปน็ ส่วนหนึ่งของรายวชิ า ๓๐๒๑๖ - ๒๐๐๓โปรแกรมสาเรจ็ รปู ใน
งานสานักงาน
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน แผนกวิชาการจัดการสานักงาน
คณะบริหารธุรกิจ
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลาปาง
ภาคการศึกษาท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
ก
คานา
รายงานเล่มนเ้ี ปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวชิ า ๓๐๒๑๖ - ๒๐๐๓ โปรแกรมสาเร็จรปู ในงาน
สานกั งาน ซงึ่ ไดร้ ับมอบหมายจากครปู รยี า ปันธิยะ ใหศ้ ึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรอื่ ง การพฒั นา
บุคลกิ ภาพ โดยมเี นอื้ หาสาระรายงานเลม่ นีป้ ระกอบด้วย ขอบข่ายของบุคลิกภาพ, หลกั การท่ัวไป
เพ่อื การพัฒนาบุคลิกภาพ,การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพในงานเลขานกุ าร และการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพเพอ่ื การ
เสริมสรา้ งลักษณะความเปน็ ผ้นู า
ผู้จดั ทา ไดท้ าการศึกษา ค้นควา้ และเรียบเรียง เปน็ รายงานฉบับสมบรู ณ์ เพอ่ื ใหผ้ ู้ทสี่ นใจ
ศกึ ษาการพัฒนาบุคลิกภาพ เพม่ิ เตมิ จากรายงานเลม่ นี้
ผู้จัดทา หวงั เป็นอยา่ งย่ิงวา่ ผอู้ ่าน ผ้ทู ส่ี นใจจะได้นับประโยชน์ และนาไปประยกุ ตใ์ ช้ใน
ชีวติ ประจาวันได้
นางสาวศศปิ าง ชุมภสู ืบ
สบจ.63.1 เลขที่ 20
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน
สารบญั ข
เรื่อง หนา้
ขอบข่ายของบุคลกิ ภาพ 1
ความหมายของบุคลกิ ภาพ 1
ความสาคัญของบุคลกิ ภาพ 2
มาตรการตรวจสอบบคุ ลกิ ภาพ 3
หลกั เบอ้ื งต้นในการปรับปรุงบคุ ลกิ ภาพเพ่ือการพฒั นา 5
6
หลกั การทวั่ ไปเพ่อื การพัฒนาบุคลิกภาพ 7
บุคลิกภาพของคนในองค์กร 8
บคุ ลกิ ภาพบอกนสิ ยั 9
บคุ ลกิ ภาพเบอื้ งต้นทด่ี ี 9
10
การพฒั นาบุคลิกภาพในงานเลขานกุ าร 12
นิสัยในการปฏิบัติงานของเลขานุการ 13
พฤตกิ รรมท่ีไม่ควรแสดงออก หรอื กิริยาท่าทางท่ีควรสารวมไมใ่ ห้ปรากฏ 15
16
บุคลกิ ภาพข้นั พ้ืนฐานท่ีควรปรบั ปรงุ
การพัฒนาบุคลกิ ภาพเพ่อื เสริมสรา้ งลกั ษณะการเป็นผูน้ า
สรา้ งภาพพจนท์ ดี่ ใี ห้ปรากฏ
ค
สารบัญภาพ
ภาพที่ หน้า
ก1
ข2
ค3
ง4
จ6
ฉ7
ช8
ซ9
ฌ 10
ญ 11
ฎ 12
ฏ 14
ฐ 14
ฑ 15
ฒ 16
ณ 16
1
บทท่ี ๑
การพฒั นาบุคลิกภาพ
ก
เนื้อหา
๓.๑ ขอบขา่ ยของบุคลิกภาพ
๓.๑.๑ ความหมายของบคุ ลกิ ภาพ
บุคลกิ ภาพ (Personality) หมายถงึ ลกั ษณะอนั เป็นของจาเพาะแตล่ ะบุคคล ซึ่งแสดงออก
ทางท่าทางความรสู้ ึกนึกคดิ ความเฉลยี วฉลาด ตลอดจนกริ ยิ ามารยาท ลกั ษณะอปุ นสิ ัย
บคุ ลกิ ลกั ษณะของคน แบ่งออกเปน็ 4 พวกใหญ่ ๆ ดงั น้ี
1.) พวกชอบตดิ ตาม (Extrovert)
2.) พวกชอบเห็นแก่ตัว (Introvert)
3.) พวกชอบก้าวรา้ ว (Psychopathic Personality)
4.) พวกโรคจิต (Paranoid)
บุคลกิ ภาพในความหมายจากหนงั สือบญั ญัติศัพทว์ ชิ าการศึกษา จะหมายถงึ ผลรวมของ
พันธกุ รรมและประสบการณท์ งั้ หมดของบคุ คล
Morgan ใหค้ วามหมายของบคุ ลิกภาพ หมายถงึ คุณสมบตั ร และคณุ ลักษณะเดน่ ของบคุ คล
รวมท้ังการปรบั ตัวของบุคคลต่อสง่ิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ
ในความหมายของบุคลิกภาพจากหลาย ๆ ด้านน้ี คนไทยถือว่าบุคลิกภาพเปน็ เครอื่ งทานาย
สมรรถภาพ และความสามารถทางบุคคล โดยยอมรบั เอาลกั ษณะเดน่ เปน็ บคุ ลิกภาพของคนน้ัน
สิ่งทจ่ี าเป็นประกอบเป็นบคุ ลิกภาพ
2
ก .การปรากฏกาย (Appearance) เปน็ การแสดงถงึ ด้านการแต่งกาย และพฤตกิ รรมทางกายภาพ
ข. การสอื่ สาร (Communication) คอื การพดู การฟงั การเขยี น การคิด และการควบคมุ อารมณ์
ค. สญั ญาณกาย (Body Language) คือการแสดงออกทางสีหนา้ สายตา ท่าทาง และระยะหา่ ง
ง. มารยาททางสังคม (Social Manner) คือกิรยิ าวาจาทถี่ ูกตอ้ งของคนในสงั คมนั้น ๆ
3.1.2 ความสาคญั ของบุคลกิ ภาพ
ข
บุคลิกภาพมคี วามสาคญั ต่อการดารงชวี ติ ในสงั คมท่ดี าเนินอยู่ทุกวันเปนู อย่างมาก โดย
พิจารณาไดจ้ ากประเด็นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1) ความมนั่ ใจ ตอ้ งมน่ั ใจในการแดงออก ทาใหก้ ล้าทจี่ ะแดง เพราะคนอน่ื ทพี่ บเหน็ จะให้
ความสนใจ และเชือ่ มน่ั และเปน็ โอกาสทจี่ ะประสบความสาเรจ็ มากขน้ึ
2) การหมายพฤติกรรม หากทราบวา่ บคุ คลนน้ั มบี ุคลกิ ภาพเช่นไร จะทาใหส้ ามารถทานายได้
วา่ สถานการณเ์ ช่นน้ี คนนน้ั จะแสดงพฤติกรรมอย่างไร
3) การยอมรับความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล การท่ีบอกวา่ คนหนง่ึ แตกต่างจากอกี คนหน่ึงได้
นั้น ก็ตอ้ งอาศัยการสังเกตดพู ฤตกิ รรมที่เกดิ ขนึ้ เปน็ ประจาสมา่ เสมอ และจะสามารทาใหร้ ู้วธิ ีการ
ปรบั ตวั เขา้ กับคนเหล่านัน้ กอ่ ใหเ้ กิดความสมั พนั ธอ์ นั ดตี ่อไป
4) การตระหนกั ในเอกลกั ษณ์ของบคุ คล บคุ ลิกภาพทาให้คนมีลักษณะเฉพาะตัวที่เปน็ ของ
ตนเอง เปน็ แบบให้กบั คนอนื่ ดว้ ย เช่น ความมเี มตตา ซ่อื สัตย์ เปน็ ต้น
5) การปรับตวั ใหเ้ ข้ากบั คนอนื่ การทีท่ ราบถงึ บคุ ลกิ ภาพของคนอ่ืนนนั้ ของคนอ่ืนนั้น ทาให้
หรบั ตัวเข้ากับเขาได้งา่ ยขน้ึ แกป้ ัญหาได้ และยงั ช่วยให้ปรบั ตวั ได้ทนั กับสถานการณไ์ ด้ดว้ ย
3
6) ความสาเรจ็ บคุ คลทม่ี บี ุคลกิ ภาพดีมกั ไดเ้ ปรียบคนอ่นื เสมอ และเปน็ พ้ืนฐานแหง่ ความ
เชือ่ ถือแก่ผู้พบเหน็ ช่วยให้การทางานสาเรจ็ งา่ ยขน้ึ เพราะจะได้รับความรว่ มมอื และความสะดวกใน
การตดิ ต่อ
7) การยอมรบั ของกลมุ่ บุคลกิ ภาพที่ดีย่อมเป็นทีย่ อมรบั ของคนทั่วไป ยินดีให้ความรว่ มมอื
และก่อใหเ้ กิดความมนั่ คงทางจิตใจ
3.1.3 มาตรการในการตรวจสอบบคุ ลกิ ภาพ
ค
เม่อื ไดศ้ ึกษาถงึ บุคลิกภาพว่ามสี ว่ นสาคัญต่อเลขานุการ และตอ้ งรจู้ กั ตรวจสอบบคุ ลกิ ภาพ
ของตนเองและผู้อ่ืน เพ่อื จะชว่ ยพฒั นาบคุ ลกิ ภาพตัวเองใหม้ บี ุคลกิ ภาพดีข้นึ เพ่ือนาไปประกอบการ
ตัดสนิ ใจในการทางานตามตาแหน่งทก่ี าหนดไว้ มาตรการท่ีใชม้ หี ลายชนิด เพ่ือซึ่งอาจเลือกใชต้ าม
ความเหมาะสม ทส่ี าคญั ได้แก่
1).Personality Inventory เปน็ แบบทดสอบบคุ ลิกภาพโดยตรง ลักษณะแนะคาถามหลาย
ๆ ข้อครอบคลมุ ในหลายเน้อื หา เชน่ สุขภาพ อาการผิดปกตทิ ี่มีสาเหจ็ จากจิตใจ ทัศนคติตา่ ง ๆ เรอ่ื ง
เพศ อาชพี การเมอื ง และสังคม สถานภาพทางครอบครวั ฯลฯ
2).Projective แบบที่ 2 น้ี ม่งุ ให้ผูถ้ ูกทดสอบแสดงความรูส้ กึ นึกคดิ ออกมาโดยทางออ้ ม สรา้ ง
จินตนาการหรอื ความคิดฝัน เพ่อื จะหาคาตอบเกย่ี วกบั บคุ ลกิ ภาพ
3) Rating Scaies ใช้สงั เกตพฤตกิ รรมของผทู้ ี่ต้องการจะทดสอบ และใหค้ ะแนนหรือประเมนิ
ค่าวา่ บุคคลนั้นแสดงพฤตกิ รรมออกมาในระดับใด พฤติกรรมท่ีจะประเมินค่าน้ัน จะแบ่งเป็นหลาย
ระดบั ให้คะแนนตามลาดบั มากน้อย อาจเร่มิ ต้นจากไม่ยอมรว่ มมือเลย ใหค้ วามรว่ มมือปานกลาง
ให้ความร่วมมืออยา่ งเตม็ ที่ ฯลฯ หรอื แล้วแตจ่ ะเหน็ เหมาะสม ข้อสาคัญทคี่ วรระวงั อยู่ที่ความลาเอียง
ของผู้ประเมิน ซ่งึ จะตอ้ งมเี กณฑท์ ่ีแนน่ อนไว้ในใจ จะเอนเอียงไมไ่ ด้
4
4) Interviwe วธิ สี มั ภาษณ์น้เี ป็นวิธเี กา่ แตใ่ ชก้ ันมานานช้านานในการสารวจบุคลิกภาพ ในการ
พจิ ารณาตงั บุคคลเพือ่ วตั ถุประสงคน์ านาชนิด มกั ใช้วิธกี ารสัมภาษณต์ อ้ งการจะทราบส่งิ ใด ผสู้ ัมภาษณ์ก็
จะตั้งคาถามและสงั เกต สิ่งทผ่ี สู้ ะมภาษณ์ จะต้องยดึ ถือกค็ ือ ความยุตธิ รรมในใจน่นั เอง ขอ้ แนะนามีดังน้ี
ก. Be a Stage-setter ผู้สัมภาษณ์ต้องกาหนดขั้นตอนของการสัมภาษณ์ ให้เหมาะสม
กาหนด
เรอื่ งราวทต่ี อ้ งการทราบไว้ใหพ้ ร้อม และสมั ภาษณ์ให้เปน็ ไปตามชั้นตอนนัน้
ข. Be a Starter ผูส้ ัมภาษณ์ต้องเปน็ ผู้เรมิ่ ตน้ เพ่ือสรา้ งแนวในการณ์สัมภาษณใ์ ห้ตรง
ประเดน็ และสมั ภาษณก์ บั ขนั้ ตอนท่ีกาหนดไวแ้ ลว้
ค. Be a Helmsman จะต้องคอยนาให้ผถู้ กู สมั ภาษณ์เดินตามแนวทีก่ าหนดไมใ่ ห้ออก
นอกลนุ้ อกทางพยายามหาคาตอบให้ได้ตามทต่ี ้ังเปาู หมายเอาไวแ้ ละพยายามให้
กะทัดรดั ตรงไปตรงมา
ง. Be a Good Listener ให้ความสนใจกับคาตอบของผู้สมั ภาษณ์ รับฟงั คาตอบและ
ปญั หาด้วยใจเปน็ กลางทาตัวเป็นผฟู้ ังท่ดี ี และหาทางสรุปคาตอบตามอนวที่ต้องการ
จ. Be an Explorer ทาตนเป็นนักสารวจ ค้นควา้ หาข้อเทจ็ จริงจากคาตอบของผู้ถูก
สมั ภาษณ์ พยายามหาทางตัดคาตอบที่คดิ ว่าไมใ่ หป้ ระโยชนอ์ อกไป ประมวลไวแ้ ต่
ขอ้ มูฃทเี่ ชอ่ื แนไ่ ด้วา่ เป็นความจรงิ
ฉ. Be a Salesman พยายามชี้ใหเ้ ห็นเปูาหมายของการสมั ภาษณ์ ผู้สัมภาษณค์ วรทาตวั
คลา้ ย ๆ กับพนกั งานขายคือบอกถงึ ลักษณะของงานและบคุ ลกิ ภาพอันพงึ ประสงค์ทผ่ี ู้
ถูกสัมภาษณค์ วรจะมี
ช. Be a Diplomat ผู้สมั ภาษณืควรทาตนเปน็ นกั การทูต คือชกั ถามผ้สู มั ภาษณใ์ ห้ตอบ
คาถามในบางลักษณะท่ีผถู้ ูกสมั ภาษณ์ไมอ่ ยากเปดิ เผย แตเ่ ป็นเรอ่ื งที่ผู้สัมภาษณ์
ต้องการจะทราบพยายามให้เขาพูดออกมาหรือแสดงกริ ิยาทา่ ที
ซ. Be a Clock-Watcher กาหนดเวลาสัมภาษณ์ไว้ให้พอเหมาะอย่าให้มากหรือน้อย
เกินไปโดยอาศัยข้ันตอนท่กี าหนดไว้เป็นเกณ์กาหนดเวลา และพยายามรักษาเวลาให้
เปน็ ไปตามน้ัน
ฌ. Be Yourself เป็นตวั ของตัวเอง ไม่ควรเลียนแบบคนอน่ื หรอื ตัดสินการสมั ภาษณ์ตาม
ความเห็นคนอื่น ควรพจิ ารณาจากความร้สู ึกของตนเอง พยายามทาตนเป็นกนั เองกบั ผู้
ถูกสมั ภาษณ์ใหเ้ ขาเกิดความรู้สกึ สบายใจเหมอื นการคุยปกติ
ญ. Be a Judge ตง้ั อยู่ในความยุตธิ รรม พยายามค้นหาความจรงิ แล้วช่างนา้ หนกั คาตอบ
หรอื ความจริงเหลา่ น้ันดว้ ยความเปน็ ธรรม ถา้ มกี ารเปรียบเทียบระหว่างผู้ถูกสัมภาษณ์
หลายคนผูส้ ัมภาษณ์จะตอ้ งมีจิตใจแน่วแน่ไมโ่ อนเอนไปดา้ นใดดา้ นหน่ึงอยา่ ให้เกดิ
5
Halo effect คอื แนวโน้มในการตดั สินบุคคลโดยแฟนเพยี งเห็นหน้าตาทา่ ทางเทา่ น้ัน
3.1.4 หลักเบอื้ งต้นในการปรับปรงุ บคุ ลกิ ภาพเพ่อื การพฒั นา
ง
Adier เสนอแนะหลกั เบ้อื งต้นในการปรับปรุงบุคลิกภาพเพ่ือการพัฒนาไวด้ ังน้ี
1.) พยายามตัดคาว่า “ไม่” ออกไปจากการกระทาพฤติกรรมและคาพูดจะต้องแสดงให้
เหน็ ว่าตนเองสามารถจะ “ทาได้” และพยายามทาแต่สิ่งที่ดีเท่านั้นคาว่า “สิ่งที่ดี” ในที่นี้ก็หมายถึง
ความเห็น โดยเฉลี่ยของบุคคลท่ัวไปวา่ “ดี” นั่นเองฝึกใหเ้ ปน็ นิสยั จนกระทง่ั “ทาได”้ ดว้ ยไมฝ่ นื
2.) มั่นใจตนเองและมีจินตนาการพี่จะเป็นแนวในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวโน้มของ
สงั คมและพยายามกาหนดจดุ ยนื ของตัวเองไว้ในใจหาทางฟนั ฝาุ อปุ สรรคใหไ้ ปถงึ จดุ กาหนดของตนเอง
ในทางทีถ่ กู ต้อง
3.) ไมเ่ ปน็ ผทู้ ่ีหยุดน่งิ อยกู่ บั พ่ีใหท้ ุกสง่ิ ทกุ อย่างเคลอื่ นไหวเสมอหาทางเปลี่ยนแปลงตนเอง
ให้ไปสู่บุคลิกภาพที่น่าจะเป็นการเปล่ียนแปลงอาจเกิดขึ้นได้จากการสังเกต การจดจา การ
เปรียบเทยี บแนะนาสงิ่ ท่ดี มี าเปน็ หลกั ในการที่จะเปลย่ี นแปลงตนเองไปสู่จุดน้ันให้ใหไ้ ด้
4.) สรา้ งศรทั ธาให้เกิดกับตนเอง ด้วยถือว่าตนเองก็เป็นบุคคลท่ีมีความสามารถไม่แพ้คน
อน่ื ไม่ดถู กู ตนเอง ถือวา่ เมื่อคนอ่นื ทาได้เราก็ตอ้ งทาได้ ตรวจสอบผลการกระทาของตนเองอยู่บ่อย ๆ
เพอ่ื แกไ้ ขขอ้ บกพร่องตา่ ง ๆ ให้การกระทาคราวตอ่ ไปอยู่ในสภาพทีเ่ หมาะสม
5.) พยายามเป็นบุคคลท่ีร่าเริงแจ่มใสในอารมณ์ทาตัวเป็นคนย้ิมง่ายและย้ิมได้ในทุก
สถานะภาพ การฝกึ ใหเ้ ป็นผรู้ า่ เรงิ ชืน่ บานตลอดเวลาน้นั แรก ๆ อาจทาใหย้ ากแตถ่ า้ ฝกึ ฝนเป็นประจา
กจ็ ะมที างประสบความสาเรจ็ ได้
6
3.2 หลกั การท่ัวไปเพือ่ การพัฒนาบุคลิกภาพ
จ
บคุ ลิกภาพเป็นเร่ืองเฉพาะตวั ของแตล่ ะคนซ่ึงบุคลกิ ภาพทีม่ เี สนห่ ์ใครชอบใครเห็นจงึ เป็นยอด
ปรารถนาของทกุ คนบางคนแม่เหน็ แคค่ รัง้ เดยี วกอ็ ยากคบหาสมาคมหรอื พดู จาด้วยเพราะชอบพาทาง
หนา้ ตา การยิม้ การพูดจา ความเพ่ืออาทรตอ่ กัน ทกุ หนว่ ยงานตา่ ง ปรารถนาทจ่ี ะไดค้ นดี คนเกง่ มา
ทางาน เพอื่ ใหล้ ูกคา้ ประทับใจและเข้ากบั ผูร้ ่วมงานคนอื่นได้ รวมทงั้ กลา้ ทจ่ี ะช่วยคิด ช่วยสรา้ งสรรค์
ส่งิ ใหมห่ รอื ทาประโยชน์ใหห้ รือสามารถประเมินสถานการณเ์ ขา้ ใจปัญหา และแกป้ ัญหาไดอ้ ย่าง
เหมาะสม
หากพูดถงึ บุคลกิ ภาพจะนกึ ภาพออกว่า ใครเปน็ ใคร เพราะเปน็ แบบแผนเฉพาะตวั ของแตล่ ะ
คน บคุ ลกิ ภาพจึงเป็นภาพรวมทัง้ หมดของบุคคลหนึ่งทแี่ ตกต่างไปจากคนอนื่ บุคลิกภาพจงึ เกิดจาก
“ภายนอก”เชน่ จรงิ ใจ การมจี ติ ใจดี มคี วามซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ความมีน้าใจ มคี ณุ ธรรม มีค่านยิ มทด่ี ี
บคุ ลิกภาพภายนอกและภายใน จะกลายเปน็ บุคลกิ ภาพทง้ั หมดท่บี คุ คล คนนัน้ แสดงออก นน้ั
กเ็ กิดจากการขัดเกลา หรือการอบรมสง่ั สอนตง้ั แตเ่ ล็ก และคนทส่ี าคัญคนแรก คือพ่อแม่ ผู้ปกครอง
ตัวแทนทกั ไป คอื โรงเรียน เพื่อนบ้าน เพือ่ นเล่น วัดวาอาราม กลมุ่ อาชีพ สอื่ มวลชน ฯลฯ ที่จะชว่ ย
อบรมสงั่ สอนขดั เกลาหล่อหลอมบุคลกิ ภาพของบคุ คล
คนแต่ละคนจึงมบี ุคลกิ ภาพต่างกนั จากหลาย ๆ ปัจจยั ตามทกี่ ลา่ วมา จึงต้องใจกว้างอย่ามี
อคติ หรอื ไมย่ อมรับกัน โดยเฉพาะในหน่วยงานตา่ ง ๆ เปน็ ทีร่ วมของบุคลิกภาพหลายรปู แบบ มีทา่ ที
ความเชอ่ื พฤตกิ รรมอุดมการณ์ทต่ี ่างกนั ไม่นอ้ ย
การทางานจึงต้องยอมรบั ว่าเขาอาจไมเ่ หมอื นเรา เราจงึ ไมเ่ หมือนเขา แตเ่ ราก็อย่กู นั ได้ ถ้าเรา
ไมถ่ อื “เขา” ถือ “เรา” และตอ้ งระลึกเสมอวา่ คนเราเปล่ียนแปลงได้ตามกาลเวลา สถานที่ อายุ ที่
เปลยี่ นแปลงไปโดยอยา่ ด่วนสรปุ งา่ ย ๆ จากบุคลกิ ภาพแคท่ เี่ ห็น หรอื ได้ยนิ มา แต่ตอ้ งให้โอกาสทจ่ี ะ
ทาความเข้าใจกนั ใหถ้ อ่ งแท้
7
ต่อไปนเี้ ปน็ กรณีไว้ศึกษาลักษณะของคนอ่ืนไว้บา้ ง อาจจะทาให้การทางาน ทางานได้ง่ายและ
เข้าใจกันได้งา่ ยขน้ึ
3.2.1 บคุ ลกิ ภาพของคนในองคก์ ร
1) คนพดู ตรงไปตรงมา เปน็ พวกไม่ดัดจรติ ไม่มีอะไรมาปดิ บงั ซอื่ สตั ย์ พวกนจี้ ะทา
จรงิ จังมคี วามจริงใจสูง อาจจะพดู ไมเ่ พราะไพเราะ แตม่ ีจติ ใจท่ดี ี
2) คนเสียสละ เกิดอะไรข้นึ จะรบั ผดิ ชอบ และอาจจะรับอะไรเรว็ ไป จนบางครงั้ เป็นผลเสียแก่
ตวั เองคนประเภทน้ี ทางานดว้ ยกส็ บายใจ ไม่เอาเปรยี บใคร มีแตใ่ หม้ ากกวา่ เรา
3) คนหนา้ ตาย เก็บกด อาจจะด่าอะไรนายลบั หลงั เรา จงึ เปน็ คนน่ากลัวทีจ่ ะทางานดว้ ย
4) คนไม่กลา้ ขัดใจใคร มาเซน็ ดว้ ยเกือบจะทกุ เรื่อง เวลาทางานกับพวกนี้ จะตอ้ งกลา้ แสดง
ความคดิ เห็นเพื่อเขาจะไดส้ บายใจ
5) คนพูดมาก เรมิ่ นมุ่ นวล ใชค้ าพดู ซ้า ๆ จึงควรใสใ่ จ หรอื พยายามเข้าใจวา่ เขาตอ้ งการพดู
เรื่องอะไร หากอยากใหง้ านสาเรจ็ ก็ตอ้ งบอกเปูาหมายเพอ่ื เขาจะไดท้ าได้
6) คนมองโลกในแงร่ ้าย มักจะชอบคา้ นอยเู่ รื่อย อาจจะมเี หตผุ ลหรือไม่มีเหตผุ ล ใครทางาน
ด้วยอาจหมดกาลงั ใจ แตก่ ็ตอ้ งทาใจด้วยการใหอ้ ภัย
7) คนชอบทาลาย พวกนี้อยากเห็นความเสียหายของผอู้ ื่น เช่น แกล้งขโมยเอกสารบา้ ง หรอื
รับโทรศพั ทก์ ็ไม่บอก เปน็ ตน้ หากทางานดว้ ยตอ้ งยอมรบั วา่ เขาอาจร้ายไดท้ กุ เมอื่ เป็นหน้าทข่ี องนาย
ตอ้ งคาดโทษเขาหากทาใหบ้ ริษทั เสียหาย
8) คนไม่พดู ไมแ่ สดง จะเก็บเงนิ เกบ็ ฟันไมพ่ ูดอะไร ไมช่ อบยงุ่ กบั ใคร ไม่อยากเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ ง
ด้วยเขา้ ทานองขอปลอดภยั ไว้กอ่ น งานจะไมก่ า้ วหน้าเท่าที่ควร เพราะไมก่ ลา้ ทง้ั ติและชม ทาให้ไม่มี
ความคดิ ริเรม่ิ หรอื กนิ ปรับปรงุ อะไร ถอื วา่ การไมพ่ ูดไมม่ ีเรอ่ื งราวกบั ใครคอื การไมม่ ีความผดิ งานจะ
ไดผ้ ลก็คอื มอบงานให้ทาพร้อมกบั บอกรายละเอยี ดวา่ ตอ้ งรายงานกลบั มาเรื่องอะไรบา้ ง พรอ้ มกบั วัน
เวลาท่ีตอ้ งทาใหเ้ สรจ็
ฉ
8
3.2.2 บคุ ลกิ ภาพบอกนสิ ัย
บางคนเช่อื วา่ หน้าตาจะบอกวา่ ใครดใี ครเลวซึ่งถา้ นายคดิ แบบนีค้ งตอ้ งรบั คนจากรูปร่าง
หน้าตาเป็นหลกั สว่ นใครจะเช่ือรปู หนา้ หรอื โหวงเฮ้ง กแ็ ล้วแตค่ วามเชอื่ แต่ละคน
1) หนา้ สามเหล่ยี ม หนา้ ผากกว้าง เป็นคนฉลาดหลักแหลม คิดว่าตัวเองเก่ง จงึ ชอบเอาตัวเอง
เป็นหลกั แต่ในขณะเดียวกนั ก็เป็นคนออ่ นไหวงา่ ย ใครยแุ หยใ่ ส่ร้ายปาู ยสี พวกเชอื่ เอาง่าย ๆ จงึ เปน็
คนทีค่ บยากและเขา้ กบั คนยาก เพราะไมร่ ูจ้ ะเอาอยา่ งไร หลายคนจึงถูกมองว่า เป็นพวกฉลาดแกมโกง
พวกนจี้ ะเปน็ นกั วทิ ยาศาสตร์ ศลิ ปิน พยายามใหท้ างานด้วยตอ้ งอยา่ พูดอะไรใหก้ ระทบกระเทือนใจ
และถ้าได้เป็นหัวหน้าการงานจะสาเรจ็ ได้ง่าย
2) หน้าตงึ สามเหล่ียม พวกนีข้ ายกบั พวกแรก จะต่างกนั ตรงไม่อดทนเทา่ พวกแรก และชอบ
หนีปญั หามากกว่าสกู้ บั ปญั หา เพราะออ่ นไหว เกนิ ไปจนไม่อยากมีจติ ใจท่จี ะยอมรบั ปัญหาท่ีอาจเกดิ
ได้โดยไมค่ าดฝนั ตอ้ งระวงั ท่ีจะทางานด้วยและควรใหท้ างานท่ีมชี ว่ งระยะเวลาสนั้ ๆ
3) หนา้ สามเหลีย่ มจตั รุ สั เปน็ พวกอดทน มมี านะ มีความพยายาม มคี วามขยันจงึ มักจะได้
เป็นผู้นาเพราะกล้าทจ่ี ะทาทกุ อย่างที่ขวางหน้า จะเสยี ตรงใจรอ้ น อารมณ์ร้อน ขี้โมโหแต่หายเรว็ ถา้
ร้จู ักเอาเขามาใช้งานงานไม่เสีย
4) หนา้ กลม เปน็ คนสภุ าพ นมุ่ นวล ชอบความสงบ ไม่อยากมเี รอื่ งกนั จงึ ชอบมชี ีวิตแบบ
สบายไมเ่ รอื่ งมาก ไมช่ อบทาอะไรแบบพธิ ีรตี รอง จะเอาวา่ เปน็ คนมคี วามรอบครอบ คิดอะไรไดด้ ี แต่
ไมม่ ่นั ใจตัวเองเทา่ ไหรท่ าให้การงานไม่ได้ดีเทา่ ทีค่ วร ถ้าไมม่ ีการติดตามผลงาน
5) หนา้ รปู ไข่ เปน็ ใบหนา้ ทีป่ ระสบความสาเรจ็ สงู เพราะฉลาดเป็นคนนมุ่ นวล รอบครอบ
ขยนั มีมานะอดทน และถ้าทาอะไร จะทาจนกว่าจะสาเรจ็ การงานจึงก้าวหน้า เพราะพวกหน้ารปู ไข่
เชอื่ ว่า อปุ สรรคคอื พลงั นายมลี กู น้องแบบนี้ นายสบายใจ งานไปไดด้ แี ละมคี วามสาเรจ็
ช3.2.3 บคุ ลิกภาพเบอ้ื งตน้ ทด่ี ี
1) ยิ้มแย้มแจม่ ใส
2) กิริยาทา่ ทางเหมาะสม
3) แต่งกายสะอาด
4) มองโลกในแง่ดี
5) ปรับตวั ไดต้ ามสถานการณ์ ช
6) มีความกระตือรือร้น
7) รจู้ กั ยกยอ่ งชมเชยผอู้ ่ืน
8) สรา้ งกาลงั ใจให้แกต่ นเอง
9) เปลย่ี นความเคยชินที่ทาใหเ้ สยี บคุ ลกิ ภาพ
9
10) หมั่นปรับปรงุ และพฒั นาตนเองอยเู่ สมอ
3.2.4 บคุ ลกิ ภาพทเ่ี ลขานุการควรมี
1)คล่องแคล่วว่องไว
2) ยิ้มแย้มแจม่ ใส
3) ความเชอื่ ม่นั ในตนเอง
4) ความฉลาด ไหวพรบิ
5) ความซือ่ สัตย์ รกั ษาความลบั
6) ความเปน็ ผ้ใู หญ่
7) แต่งกายเหมาะสม ซ
8) รจู้ ักมารยาททถ่ี กู ต้อง
9) มีศิลปะในการพดู
10) ความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์
3.3 การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพในงานเลขานุการ
บุคลิกภาพแต่ละคนย่อมแตกตา่ งกนั ตามธรรมชาติ มีบา้ งบางคนท่บี ุคลกิ ภาพตามธรรมชาติ
เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั การเปน็ เลขานกุ ารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ บางคนกไ็ ม่คอ่ ยจะลงเท่าใดนกั แต่
บุคลิกภาพสามารถจะพฒั นาได้โดยความพยายามของบคุ คลนั้นเองทมี่ ่งุ มั่นปรบั ปรงุ ใหด้ ขี ้ึนและตรง
กับตาแหนง่ ท่ที าโดยอาศยั หลกั ท่กี ล่าวมาแล้ว
เลขานกุ ารควรปรับปรุงบคุ ลกิ ภาพดา้ นใดบา้ ง บคุ ลกิ ภาพลักษณะนิสัยเชน่ ใดให้เปน็ ที่พงึ
ประสงคห์ รอื ต้องเปลยี่ นแปลง เพ่อื ใหก้ ารทางานสาเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค์ ขอใหพ้ จิ ารณาจาก
ขอ้ เสนอแนะตอ่ ไปน้ี
3.3.1 นสิ ยั ในการปฏิบตั งิ านทค่ี วรพิจารณา
1.) โรคปฏิเสธคนอน่ื ไมเ่ ปน็ บางเรอ่ื งทมี่ ีผูข้ อร้องให้ชว่ ย ถา้ เหน็ วา่ ไม่มีความสาคัญหรอื จาเป็น
ควรบอกปดั และขอร้องให้ไปตดิ ตอ่ ผอู้ ่ืน
2.) โรคแกร่ ายละเอียด งานบางอยา่ งต้องการความกะทัดรัด มแี ต่สาระสาคัญกไ็ มค่ วรทจี่ ะ
เพ่ิมเตมิ รายการไมเ่ ป็นผลดี
3.) โรคลงั เล ควรเป็นผตู้ ัดสินใจโดยรวดเร็ว และถกู ต้อง แตด่ ้วยความรอบคอบ การกลัวจน
ไม่กล้าทาอะไรนัน้ ไมเ่ ปน็ หุน่ ดี
4.) โรคทางานทกุ อย่างที่ขวางหนา้ งานใดทพ่ี อจะแบง่ ใหผ้ ู้นอ้ ย หรอื ลูกนอ้ งไปทาบ้าง ก็จะ
เปน็ การแบ่งเบาภาระหรอื โลกทางานจบั จด ทางานน้ันนดิ ทางานน้ีหน่อย แต่ละงานกไ็ มจ่ บส้นิ ไม่
สาเร็จเป็นช้ินเป็นอัน
10
5.) โรคผดั วันประกนั พร่งุ งานทุกชนดิ ที่เปน็ งานสาคัญตอ้ งปฏิบตั เิ ต็มท่ี ทนั ที เปน็ ไปตาม
ขั้นตอนไม่ควรเลอื กวา่ งานนีย้ ากเอาไว้วนั พรงุ่ นี้ทากไ็ ด้
3.2 นสิ ัยในการปฏบิ ตั งิ านของเลขานกุ าร
ฌ
1) เข้ากบั บคุ คลอ่ืนได้ทกุ โอกาส ขอ้ นถ้ี ือเปน็ จดุ สาคญั ทสี่ ดุ ในบรรดานสิ ัยการทางานของ
เลขานุการเพราเลขาฯอยทู่ ่ามกลางบลุ คนมากมาย ฉะน้นั การเขา้ กับคนอื่นได้ จงึ เป็นสงิ่ ท่ีควรแกก่ าร
ยกย่องชมเชยเลขานุการจะตอ้ งเข้ากบั เพ่อื นร่วมงานทุกคนได้
2) เมอื่ มีการปฏเิ สธ จะตอ้ งปฏิเสธอยา่ งนมุ่ นวลในการท่ีจะให้ขอ้ สนเทศแกบ่ คุ คลอน่ื ๆ ใน
กรณีท่ีบุคคลอน่ื สอบถามถงึ การตัดสนิ ใจของผบู้ ังคับบัญชา ในงานบางอยา่ งซง่ึ เป็นความลับเฉพาะ
เลขานกุ าลไมอ่ ยใู่ นฐานะทจี่ ะเปดิ เผยได้ จาเป็นทจ่ี ะต้องหาทางหลกี เล่ยี งการตอบคาถามใหแ้ นบเนยี น
เหมาะสม อยา่ ใหผ้ บู้ รหิ ารอื่นหรอื เพอื่ นรว่ มงานทถ่ี ามปญั หาเกิดอารมณข์ นุ เคืองได้ เลขานุการอาจ
ตอบวา่ "เร่ืองน้ีไมท่ ราบรายละเอยี ดลกึ ซงึ้ เกรงว่าจะตอบผดิ พลาดไปจากเจตนารมณ์ของผู้บงั คับบญั ชา
โดยตรง จะเกดิ ผลเสยี ได้ เมอ่ื ไดร้ ับรายละเอียดในเรือ่ งนแ้ี ลว้ จะเรยี นใหท้ ราบ" ดังนี้เป็นตน้
3) ทางานโดยต้ังใจให้มผี ลผลิต ปกตแิ ลว้ นายจา้ งจะจา้ งคา่ จา้ งตอบแทนให้แก่ผลงานท่ีทา
ฉะน้นั จึงตอ้ งแสดงผลงานให้ชดั แจง้ ต้งั ไจทางานให้ได้รบั ผลเป็นทพ่ี อใจ โดยใชเ้ วลาน้อยคุณภาพสงู
งานถกู ต้องและประหยัดวสั ดุ งานทีเ่ ลขานุการทาจะตอ้ งอาศยั วธิ ีการทางานที่ดี ต้องตัดสินใจให้
รอบคอบและทาอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพมุ่งสเู่ ปูาหมายอนั เปน็ ผลผลิตของงาน
วิธที ่ีดีท่ีสุดในการทางานคอื
ก. ศกึ ษางานท่ที า แยกยอ่ ยออกไปเป็นส่วน ๆ เปน็ ชนั้ เปน็ ตน้
ข. จดั ขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ให้เป็นไปตามลาดบั กอ่ นหลงั
ค. จดั หาวัสดุ เครอื่ งมอื เคร่ืองใช้เกย่ี วกบั งานท่ที านัน้ ให้เปน็ ที่พอใจของผทู้ างานใหม้ ากทส่ี ดุ
และจาแนกวสั ดุ เคร่อื งมอื เครอื่ งใชเ้ หลา่ นน้ั ไวต้ ามลาดบั ข้ันตอนของงาน
11
4) ทางานด้วยความระมดั ระวังและไว้ใจได้ ถ้าเลขานกุ ารเปน็ บคุ ลดเี ชื่อถือและไว้วางใจได้
จะทาใหน้ ายจา้ งขายกงั วล หลังจากสง่ั งาน หรือแนะนางานเสรจ็ ก็จะไปทาธรุ ะอยา่ งอืน่ โดยมอบ
หนา้ ท่ีในการดาเนนิ งาน เรื่องนน้ั ใหเ้ ลขานกุ าร และไม่ต้องคอยห่วงใยงานนนั้ อกี เพ่อื สร้างความ
เชื่อถือไวว้ างใจใหก้ ับผู้บงั คบั บัญชาเมอื่ นายจ้างแนะนาหรอื ส่ังงาน เลขานุการต้องต้ังไจฟังอย่างจดจ่อ
แนใ่ จวา่ เขา้ ใจในคาสงั่ หรอื คาแนะนานั้น ต้องทราบว่าจะทาอะไร แลว้ ดาเนินการตามน้นั อยา่ ให้
บกพรอ่ ง ทาใหเ้ สรจ็ ตามเวลาและมปี ระสทิ ธภิ าพ
5) รู้เทคนคิ ในการบรหิ ารเวลา การบรหิ ารเวลาทมี่ ปี ระสิทธภิ าพน้ันตอ้ งเปลย่ี นแปลง
พฤติกรรมอย่างมากและควรปรบั นสิ ัยตัวเองทลี ะเรอ่ื ง เปลี่ยนไปจนกระทง่ั กลายเป็นนสิ ยั ใหมใ่ นดา้ น
การควบคุมการใชเ้ วลา "เราเทา่ นนั้ จะเอาชนะใจของเราเองได้"
ฉะนั้น กอ่ นการปฏบิ ัตงิ านแต่ละเรอื่ งตอ้ งพจิ ารณาว่าจะนาเทคนคิ ใดมาใชใ้ นการปฏบิ ตั ิ
เพื่อใหง้ านน้นั บรรลผุ ลอย่างมีประสิทธภิ าพ ควรยดึ ถือหลกั ปฏิบตั ดิ ังน้ี
ก. จัดลาดบั ความสาคญั ของงานก่อน-หลงั
ข. งานใดทีย่ งั มขี อ้ มลู ไมเ่ พียงพอควรแสวงหาขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ
ค. แบง่ งานที่ทาออกเป็นชว่ ง ๆ คอื
- ขั้นเตรียมการหรอื วางแผน
- ขั้นปฏิบตั งิ าน
- ข้นั ตรวจงาน
ง. ทางานด้วยความกระตือรือร้น
จ. มสี มาธิในการทางาน ญ
ฉ. อปุ กรณท์ ีใ่ ชบ้ อ่ ยควรวางไว้ใกล้มือ
อานวยความสะดวกทนั ทแี ละตลอดเวลา
เวลาเปน็ สง่ิ มคี า่ ยง่ิ ในชวี ิตการทางาน ถา้ ปลอ่ ย
เวลาใหส้ ญู เปลา่ กเ็ ทา่ กับทาให้เวลาเสียไปโดยใชเ่ หตุ ฉะน้นั จงึ ไม่ควรผดั วันประกันพรงุ่ ในการทางาน
ดังคาพงั เพยที่กล่าวไวว้ ่า “เวลาและวารีไมเ่ คยคอยใคร เวลาทีล่ ่วงไปๆบัดนเี้ ราทาอะไรอยู่”
ปรัชญาในการใชเ้ วลาของเลขานกุ าร
จงใชเ้ วลาเพอ่ื ทางาน เพราะนน่ั คอื ราคาของความสาเรจ็
จงใชเ้ วลาเพอ่ื นึกคิด เพราะนน่ั คอื ทม่ี าของอานาจ
จงใช้เวลาเพอ่ื เล่น เพราะน่ันเป็นเคล็ดลบั ของความกระฉับกระเฉง
จงใชเ้ วลาเพอื่ การอา่ น เพราะน่นั คอื ฐานของความรู้
จงใชเ้ วลาเพื่อพบเพอ่ื น เพราะน่ันเป็นถนนสคู่ วามสาเรจ็
12
จงใชเ้ วลาเพ่ือหัวเราะ เพราะนน่ั คอื ดนตรปี ระจาใจ
3.3.3 พฤตกิ รรมที่ไม่ควรแสดงออก หรอื กิรยิ าทา่ ทางที่ควรสารวมไมใ่ ห้ปรากฏ
ขณะทางานหรอื อยู่ร่วมกบั คนอน่ื
1) หยบิ ของใชข้ องผู้อน่ื โดยไมข่ ออนญุ าต เมอ่ื ผูอ้ นื่ ทวงกลบั แสดงสหี น้าไม่พอใจ
2) ชอบแสดงสหี นา้ ไมเ่ ป็นมติ รกบั บุคคลทัว่ ไป ทั้ง ๆ ท่ยี งั ไมพ่ ดู จาอะไรกันหรอื ลงมือทางาน
รว่ มกัน
3) แคะ ตดั ตะไบเลบ็ มือเลบ็ เท้า ดดู รมิ ฝปี ากดัง ๆ ไอ หรอื จาโดยไมใ่ ช้ผ้าปดิ ปาก ทาเสยี ง
ฮมึ ในลาคอ ครวญเพลง ผวิ ปาก พูดกบั ตัวเองดังๆ วพิ ากษว์ ิจารณ์คนอน่ื อยา่ งเสยี หายโดย
ไมเ่ กรงใจ ย่วั ยุแหยใ่ หค้ นอืน่ โกรธ
4) กัดเลบ็ แทะดนิ สอ หรือแกะเกาตามเนอ้ื ตัวขยุกขยิก ขบเคยี้ วของกนิ ขณะทางานไมย่ อม
ใหป้ ากอย่นู ิ่งๆ และชวนบคุ คลอน่ื รว่ มรบั ประทานด้วย
5) ตบแต่งทรงผม หวีผมบ่อย ๆ ขณะทางาน เกาศรี ษะ นว้ิ แยงรูจมูกแคะหูขณะทางาน เปน็
กิริยาท่ีไม่สภุ าพ
6) หรี่ตา ดงึ จมูก จับใบหู ชาเลอื งด้วยหางตา รปู คาง ทาหนา้ บดิ เบ้ยี ว แสดงกิริยาล้อเลยี น
บคุ คลอน่ื ในขณะทางาน
7) พูดสอด เสยี ดสี บคุ คลอื่น ไม่นง่ั ประจาทท่ี างานของตน ชอบไปยุ่งกบั ผัวคนอ่ืนในขณะที่
เขาทางาน เกลียดการกีดขวางทางเดิน ยืนคา้ ศรี ษะคนอน่ื
8) ใช้เท้าเคาะจังหวะทาใหเ้ กิดเสียงขณะทางาน แมแ้ ตข่ นาดรบั ฟงั คาสง่ั จากผู้บงั คบั บญั ชา ก็
มกั จะกระดิกเทา้ ตลอดเวลา เป็นการกระทาท่ีไมส่ ภุ าพ
9) กระชากกระดาษออกจากเครอ่ื งพมิ พ์ดดี ขยาๆ ปาท้งิ ขวา้ งปาสมดุ หนงั สอื ดนิ สอ
ปากกา หรือโยนโครมครามใหเ้ กดิ เสยี งดังเวลาทไี่ มส่ บอารมณ์ หรอื ไม่พอใจใครขนึ้ มา
10) หน้าไหว้หลงั หลอก ต่อหน้าผบู้ ังคับบัญชาเรยี บร้อย ลบั หลงั หลกุ หลกิ เปน็ ลงิ หลอกเจ้า ไม่
สารวมเลียนกริ ยิ าทา่ ทางผบู้ งั คบั บญั ชาในแง่ตลกขบขัน
ฎ
13
3.3.4 บคุ ลกิ ภาพขน้ั พน้ื ฐานท่คี วรปรบั ปรุง
เพราะบคุ ลกิ ภาพตามธรรมชาตไิ ม่เหมอื นกัน จงึ ขอเสนอแนะให้ปรบั ปรงุ บคุ ลกิ ภาพข้นั
พ้ืนฐานในด้านตา่ ง ๆ ตอ่ ไปน้ี เพอื่ ผทู้ มี่ ีอย่แู ลว้ จะได้ดีข้ึน ผทู้ ยี่ ังขาดอยู่จะได้มบี คุ ลกิ ภาพอันพงึ
ประสงค์ เลอื กปรบั ปรุงขอ้ ทม่ี ่ันใจว่าจะทาได้ก่อนแล้วให้ฟังแนน่ อยู่ในนสิ ัยของตน
1) ความวอ่ งไว (Alertness) จะต้องปรับตนใหเ้ ปน็ บคุ คลทท่ี นั ตอ่ เหตุการณป์ จั จบุ ันรอบด้าน
รับผดิ ชอบตอ่ งานทไ่ี ด้รับมอบหมายและสาเรจ็ ทนั เวลา เคลอื่ นไหวรวดเร็ว เสรจ็ งานชิ้นแรกแลว้ รบี ทา
ช้นิ ต่อไปทนั ทรี ะมัดระวงั และแก้ไขขอ้ ผิดพลาด ปฏบิ ตั ิภารกจิ ประจาวนั ใหท้ ันตามสง่ั หรือตามที่
ผบู้ ังคบั บญั ชามอบหมาย
2) ความไวว้ างใจได้ (Dependability) ในกรณีทไี่ ดร้ ับมอบหมายให้ปฏิบัตหิ น้าทไ่ี ม่ว่าจะเป็น
เรอื่ งใดก็ตาม จะต้องดาเนนิ งานตามสง่ั คาแนะนา คาชีแ้ จงให้ถูกต้องเตม็ ตามขน้ั ตอน และใหผ้ ลงาน
ออกมาอยา่ งมีประสิทธิภาพ
3) ความ คดิ รเิ รม่ิ (Initiative) งานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายใหท้ าโดยผู้สง่ั งานมิไดอ้ ธบิ ายรายละเอยี ด
เลขานุการจะต้องพ่ึงตนเองโดยหาวธิ ีการทางานนั้นใหเ้ สร็จดว้ ยตนเอง โดยไม่จาเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งไป
ปรึกษาหรอื หารอื ใครอื่นเว้นแต่จะเป็นเรอ่ื งเกินความสามารถของตนจรงิ ๆ อาจทาได้โดยประมวลเอา
วิธีการตา่ ง ๆ ท่เี คยปฏิบตั มิ าดดั แปลงแก้ไขใหเ้ ขา้ กบั งานท่ีไดร้ บั มอบหมายนน้ั
4) ความถูกต้อง (Accuracy) งานดา้ นชว เลขพมิ พ์ดีด คานวณ การเลอื กคา การสะกด
การนั ต์ การใช้เครอ่ื งหมายวรรคตอน ไวยากรณ์ การออกเสยี ง ฯลฯ ตลอดจนการคดั ลอกข้อความ
ชอ่ื ทอ่ี ย่ผู ู้ทต่ี ิดต่อ จาเปน็ อย่างยิ่งทจี่ ะตอ้ งใหถ้ กู ตอ้ งตง้ั แตว่ าระแรก ไมว่ ่าจะใชส้ งิ่ ดังกล่าวมานน้ั ใน
กรณีใด ๆ ก็ตามระมัดระวังอยา่ ใหผ้ ดิ พลาดได้
5) ความเรว็ (Speed) เม่ือลงมอื ทางานจะต้องขยันมัน ใหร้ วดเรว็ และรูปหน้าไปอยา่ งไม่
หยดุ ยงั้ และไมค่ วรจะใหเ้ สยี เวลาไปเลยแมแ้ ตน่ าที การหยุดบา้ งทาบ้างจะสง่ ผลใหท้ างด้านลบ ผทู้ างานเรว็
เลยเรอ่ื ย ๆ ไมห่ ยุดยั้งเปน็ ผทู้ ่ไี ดเ้ ปรียบดว้ ยประการทงั้ ปวง
6) ความเป็นระเบียบ (Orderliness) เครื่องใชใ้ นสานักงาน อุปกรณ์วสั ดสุ นิ้ เปลือง เอกสาร
ในการปฏิบัตงิ าน และสง่ิ อนื่ ภายในท่ีทางาน จะต้องจดั เกบ็ ใหเ้ ปน็ ที่เปน็ ทาง ใหม้ ีระบบในการจดั ที่
สอดคลอ้ งกบั งานแตล่ ะประเภท อย่าใหก้ ระจดั กระจาย จะตอ้ งสะดวก ง่าย รวดเรว็ ในการทจี่ ะ
นามาใช้
7) ความสะอาด (Neatness) ไม่เพียงแต่รา่ งกาย ควรแต่งตวั ของเลขานกุ ารเทา่ นั้นทจี่ ะตอ้ ง
สะอาดผลการปฏบิ ัตทิ กุ ประเภทจะตอ้ งใหส้ ะอาเรยี บรอ้ ยด้วย เชน่ งานถอดขอ้ ความชวเลย งานพมิ พด์ ีด
(ถ้ามีการลบ) การวางรปู แบบจดหมาย การแกไ้ ขขอ้ ความ การเกบ็ เขา้ แฟมู หรือการจัดเอกสาร
14
8) ความจา (Memory) เร่ืองที่สาคญั ๆ เกย่ี วกบั การปฏิบัตงิ านจะตอ้ งจาให้ข้ึนใจ
ช่อื ผู้บงั คบั บญั ชาหรอื บุคลากรระดบั บรหิ าร หมายเลขโทรศพั ทข์ องท่านเหลา่ นั้น (ถา้ ทาได)้
รายละเอยี ดเก่ียวกบั แตล่ ะคนโดยยอ่ พอจะชแ้ี จงให้บคุ ลากรทราบเมอ่ื จาเป็นและการ จากระบวนการ
ทางานทัง้ หลายทเ่ี ปน็ งานในหนา้ ทเ่ี พอ่ื จะไดแ้ นใ่ จว่าการทางานแต่ละอย่างจะไมม่ กี ารผิดพลาด
9) การปรบั ตัวเอง (Adaptability) ในสภาวะแวดล้อมทแ่ี ตกตา่ งไปเลขานกุ ารอาจไมค่ ้นุ เคย
จะตอ้ งพยายามปรบั ตวั ใหเ้ ข้ากบั สิ่งตา่ ง ๆ หรอื ปรบั ตัวให้เขา้ กบั บคุ คลอ่นื ในสานักงาน โดยเคยชินเดมิ
ท่มี ีอาจทาใหเ้ ปน็ อปุ สรรคของการทางาน เปน็ เรอื่ งเฉพาะตวั ที่เลขานุการจะต้องสงั เกตและหาทางให้
พฤตกิ รรมของตนสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์รอบรอบ ๆ ตวั ในทท่ี างานซงึ่ จะทาใหง้ านในหน้าทส่ี าเรจ็
สมบรู ณ์และไดผ้ ลดี
ฏ
ฐ
15
3.4 การพฒั นาบคุ ลิกภาพเพอ่ื เสริมสร้างลกั ษณะความเป็นผู้นา
ฑ
บุคลิกภาพเป็นคนลกั ษณะทางกาย ทางจิตใจ แล้วความรสู้ ึกนกึ คิดทีส่ ะทอ้ นออกมาใหผ้ ู้อื่น
เหน็ และเกดิ ความประทบั ใจมากนอ้ ยเพียงใดนัน่ เอง บคุ ลกิ ภาพเป็นสเี ฉพาะตวั ไมซ่ ้าแบบกนั ตาม
กรรมพันุธ์และการอบรม และสภาพส่ิงแวดลอ้ มเปน็ สงิ่ มีค่า ซึง่ เงินไม่สามารถจะซอื้ ได้ แตท่ กุ คน
สามารถปลกู ฝงั ใหม้ ีขนึ้ ในตวั ได้ ไมม่ ใี ครมาเปล่ยี นบคุ ลกิ ของเราได้นอกจากตัวเอง เราอาจปรบั ปรงุ
หรอื เสรมิ สรา้ งบุคลกิ ของเราไดใ้ หด้ ีขึ้นได้ โดยการสังเกตศกึ ษา และประสบการณแ์ ละนามาปรับให้
เหมาะสมกับตัวเรา และฝึกฝนใหเ้ คยชนิ จนเป็นนสิ ัย สามารถปฏิบตั ิได้โดยอัตโนมัติ บคุ ลกิ ทดี่ เี หล่าน้นั
จะเปน็ สงิ่ ท่ีตดิ ตวั เราตลอดไป
บคุ ลิกลักษณะ คอื ลักษณะภายนอกของบคุ คลทจ่ี ะสร้างความประทับใจในเบอื้ งต้น ใหบ้ ัง
เกิดผลต่อไป บคุ คลจะตอ้ งมีทว่ งทา่ ต้องตาใจบคุ คลอน่ื ซึง่ ประกอบด้วยรอยยมิ้ ทอี่ บอุน่ จิตวิทยาดี
อารมณค์ งท่ี คาพูดทจ่ี รงิ ใจ การยืน การเดิน การน่งั การวางทา่ ทป่ี ระสมประสานกบั ภาพหนา้ ตาของ
คุณ การฝกึ ปรอื มารยาทใหด้ เู ป็นธรรมชาติมจร คอยสงั เกตบุคคลอน่ื ทม่ี บี ุคลกิ ดี แล้วเธอจาทาตาม
16
3.4.1 สรา้ ง ภาพพจทด่ี ีให้ปรากฏ
1) การแต่งตัว ไม่ซอมซอ่ แต่กไ็ ม่รหู้ ราจนเกนิ ไป
2) ซุ่มเสยี ง การกระต้นุ ให้คุณฟัง จะตอ้ งมจี งั หวะจะโคน บทสนทนาจะต้องรจู้ กั ใช้คาพูดท่ีมี
พลังและเหมาะแก่การเข้าใจง่าย มเี หตผุ ล การหาเหตแุ ละผลควรจะอา่ นให้มาก ศกึ ษาใหม้ าก เพื่อ
การณม์ องการไกล และไหวตวั เรว็ ต่อสถานการณ์
3) ไหวพรบิ ทจ่ี ะโต้ตอบ ขณะทน่ี ั่งสนทนา อยา่ น่งั ฟงั เพยี งอย่างเดยี ว ต้องรจู้ ักสอดแทรก
คาพูดทค่ี อยตามใหค้ สู่ นทนาเกดิ ความเปน็ กนั เอง
4) ทาความเคารพหรอื รับวา่ อย่างมีจงั หวะจะโคน
5) ไม่ควรสูบบหุ ร่ีต่อหนา้ ผู้อ่นื
6) มคี วามเช่อื ม่นั ในตนเอง
7) การยมิ้ แย้มแจ่มใส
8) การมีศิลปะชกั จงู ใจ
9) เขา้ ใจคาอธิบายได้เรว็
10) มมี นุษย์สมั พนั ธ์ดี
ณ
ฒ
บรรณานกุ รม
กฤษณเนตร พันชุมโพ.. การจัดการสานกั งาน. เอกสารประกอบการสมั มนา เรอ่ื ง การจดั สานักงาน
อย่างมี ประสทิ ธิภาพ. บรษิ ทั การจดั การธุรกจิ , 2539.
เธยี รชัย เอย่ี มวรเมธ. พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย (ฉบับใหม่). พมิ พค์ ร้งั ที่ 3 กรงุ ทพฯ อกั ษรพทิ ยา, 2536.
นโปเลย่ี น ฮิลล.์ GROW RICH WITH PEACHE OF MIND. แปลโดย ถรึ นันท์ อนวชั ศริ ิวงศ์
และอภไิ ท สกลฤกษ.์
เนตรพ์ ณั ณา ยาวิราช. งานสานกั งาน. กรุงเทพฯ : มณฑลการพิมพ์, 2540.
ปราณี พรรณวเิ ซยี ร, หลกั การจัดการ. กรงุ เทพฯ : สุวรรณสานการพมิ พ์, 2528.
ปรารมภ์ นพคณุ . เทคนิคงานเลขานุการ. กรงุ ทพฯ : สานักพิมพ์สถาบนั ราขภฏั สวนดสุ ิต, 2540.
พงศ์ สุวรรฌธาดา. การเลขานุการ. กรงุ เทพฯ : บญุ เลิศการพมิ พ์, 2538.
เพญ็ พรรณ วสิ ทุ ธิ ณ อยุธย. เอกสารประกอบการสมั มนา "มาดใหม่ของเลขานกุ ารบรหิ ารและผชู้ ว่ ยผู้
บรหิ าร". 19-20 มิถุนายน 2541 โรงแรมแลนมารค. กรุงเทพฯ : 2541.
ไมตรึ ทองประวตั ิและเสถียภาพ พันไพโรจ กาอย่างไรจงึ จะเปน็ หวั หน้างานทีล่ กู น้องยอมรบั และบรษิ ัท
มอบความไวว้ างใจ. กรงุ เทพฯ : ธรรมนติ ,ิ 2539,
ภรณี วนิ ฉิ ยั กุล ขอบข่ายงานในหน้ที่และความรบั ผดิ ชอบของเลขานุการ. 9-1 กุมภาพันธ์ 2541. โรงแรม
ชาลนิ ่า กรงุ เทพฯ : 2541.
ลเู ธอร์ เจ ไขวทิ . บริหารเวลาอย่างเตม็ คุณดา. แปลโดย ปรีดา ล้ิมดวิล. กรงุ เทพฯ : เอช. เอ็น กรุ๊ป, 2537.
ระเดน่ ทกั ษณา. คดิ และเขียน. พมิ พ์ครงั้ ท่ี 2 กรงุ เทพฯ : แสงเทยี น, 2541.
ระเบยี บสานกั นายกรัฐมนตรี "ว่าดว้ ยงานสารบรรณ" พ.ศ. 2536.
ศริ ิรัต เสรตี นแ์ ละสมชาย หิรัญกิตติ. การบรหิ ารสานกั งานแบบใหม่. ดวงกมลสมัย, 2538.
สร้างศกั ยภาพ สรา้ งอนาคต. กรุงเทพฯ : ขา้ วฟาุ ง, 2534.
สพุ ตั รา สุภาพ. เอกสารอบรมเทคนคิ การบรหิ ารงานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพยุคใหม.่ 29 มีนาคม 2539.
กรงุ เทพฯ : สดาบันธรรมนติ ,ิ 2536.
อษุ ณีย์ ตลุ าบดี สูค่ วามสาเรจ็ ของเลขานุการมอื อาชพี . พิมพค์ ร้งั ที่ 2 กรงุ เทพฯ : ธรมนิต,ิ 2536.
Littlefield. C.L. and Other Management of Office Operation. "Prectice Hall of India." 1981, 204 p.
John Harison. "Secretarial Duties." Eighth Edition, London Pitman Publishing. 1988.
Lu. Brown Gavnu "Secreterial office Proceduces" McGraw-Hill International Editions, 1995.
ครูปรียา ปนั ธิยะ
ครทู ปี่ รกึ ษา สมดุ อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ครทู ่ีปรกึ ษา
นางสาวศศปิ าง ชมุ ภูสืบ
สบจ.63.1 เลขที่ 20
สาขาวชิ าการจัดการสานกั งาน
คณะบรหิ ารธรุ กจิ