The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เป็นการเรียนการสอนเกี่ยวกับองค์ประกอบศิลป์สำหรับงานคอมพิวเตอร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

องค์ประกอบศิลป์สำหรับงานคอมพิวเตอร์

เป็นการเรียนการสอนเกี่ยวกับองค์ประกอบศิลป์สำหรับงานคอมพิวเตอร์

Keywords: องค์ประกอบศิลป์สำหรับงานคอมพิวเตอร์

Art Elements for Computer Works องค์ปค์ ระกอบศิล ศิ ป์ สำ หรับรั งานคอมพิว พิ เตอร์


หน่วยการเรียนรู้ที่1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับองค์ประกอบศิลป์ การเรียนรู้ด้านศิลปะจำ เป็นต้องมีความรู้ความเข้าในและคำ นึงถึงความ สำ คัญขององค์ประกอบศิลป์ตลอดจนความหมายของศิลปะและประเภทของ ศิลปะ เพื่อให้เห็นถึงคุณค่า ความหมาย เรื่องราว และความสวยงามของงาน ศิลปะ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาและพัฒนาการมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 1.ความหมายขององค์ประกอบศิลป์ องค์ประกอบศิลป์ หมายถึง ศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกความคิดหรือความงามซึ่ง ประกอบด้วยส่วนที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่วนที่เป็นการแสดงออกอันเป็นผลที่เกิดจากโครงสร้างทางวัตถุ (ชลูด นิ่มเสมอ,2541) องค์ประกอบศิลป์ หมายถึง องค์ประกอบในงานศิลปะเป็นการจัดเรียงขององค์ประกอบภาพโดยใช้หลักการและเทคนิคที่หลากหลายมักใช้อธิบายการออกแบบโดยรวมของภาพวาด(Dan Scott,2017) องค์ประกอบศิลป์ หมายถึง ลักษณะที่ประกอบขึ้นเป็นรูปวาดหรือภาพวาด ตัวอย่างของสิ่งเหล่านี้ให้แก่รูปร่างของวัตถุ เป็นรูปวาดเห็นภาพวาด ขนาดของวัตถุ เส้นบอกทิศทาง สัดส่วน น้ำ หนักสี และพื้นผิว สรุป องค์ประกอบศิลป์ หมายถึง การนำ จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง ขนาด สัดส่วน แสงเงา สี ช่องว่าง และลักษณะผิวมา ประยุกต์หรือจัดรวมเข้าด้วยกันตามสัดส่วนหรือขนาดรูปร่าง โดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดผลงานที่มีเรื่องราว คุณค่า และความสวยงาม ดูน่าสนใจ 2.ความสำ คัญขององค์ประกอบศิลป์ งานศิลปะ ถือเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ต้องใช้ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและองค์ประกอบศิลป์พื้นฐานเพื่อสร้างผลงานออกมาได้อย่างมีคุณค่า ความหมายและความงามเป็นที่น่าสนใจแก่ผู้พบเห็น หาก สร้างสรรค์ผลงานโดยขาดองค์ประกอบศิลป์ ผลงานนั้นอาจดูด้อยค่า ไม่สื่อความหมาย หรือดึงดูดความน่าสนใจ ดัง นั้น การให้ความสำ คัญขององค์ประกอบศิลป์ เปรียบเสมือนแก่นแท้ในการพัฒนาผลงานศิลปะที่ดูมีชีวิตชีวา ควรค่าแก่ความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือองค์ประกอบศิลป์ยุคสมัยใดก็ตาม ยังคงไว้ให้สื่อความหมาย เรื่องราว ความงดงามและความอัจฉริยะในความคิดและจินตนาการของผู้สร้างสรรค์เสมอมา -1-


3.ความหมายของศิลปะ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ได้นิยามว่า “ศิลปะ ” คือฝีมือเครื่องในการเรียนฝีมือทางการช่างการแสดงถึงอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์เห็น พจนานุกรมสอบศิลปะฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2530 ได้นิยามว่า “ศิลปะ ” คือ ผลแห่งพลังความคิด สร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆให้ปรากฏขึ้นสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความ สะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี หรือความเชื่อในลัทธิศาสนา และกล่าวว่าศิลปะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ วิจิตรศิลป์(Fine Art) กับประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) พจนานุกรมศิลปะ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2554 ได้นิยามว่า “ศิลปะ คือ เรื่องวิธีการแสดงของซึ่ง อารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ อย่างเสียง เส้น สี ผิว รูปทรง เป็นต้น เช่น วิจิตรศิลป์ ศิลปะ การดนตรี ศิลปะการวาดภาพ ศิลปะการละคร” สรุปศิลปะคือการสร้างสรรค์ที่แสดงออกทางอารมณ์และทักษะของมนุษย์แต่ละคน ให้ประจักษ์ด้วยองค์ประกอบต่างๆ โดยนำ เส้น สี ผิว รูปทรง และลักษณะผิว มาประยุกต์หรือจัดรวมเข้าด้วยกันเพื่อต่อให้เกิดสุนทรียภาพในด้านต่างๆ แสดงได้ดังภาพที่1.1และภาพที่1.2 ภาพที่1.1 วิจิตศิลป์(Fine Art) ภาพที่1.2 ประยุกต์ศิลป์(Applied Art) -2-


4.ประเภทของศิลปะ ศิลปะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือวิจิตรศิลป์(Fine Art)และประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) ซึ่งในแต่ละประเภทแบ่งได้หลายแขนงหรือหลายแนวทาง ดังนี้ 4.1 วิจิตรศิลป์(Fine Art) หรือชื่อเดิมเรียกว่า ประณีตศิลป์ หมายถึง งานศิลปะที่มีการเน้นคุณค่าที่ ความงาม ความพึงพอใจ มากกว่าการนำ ไปใช้ประโยชน์ บางครั้งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปะบริสุทธิ์ (Pure Art) รวมค่าใช้จ่ายเพราะเป็นผลงานที่สร้างสรรค์มาตามอารมณ์ของศิลปิน โดยมิได้หวังผล ตอบแทนในรูปทรงงานตราหรือค่าตอบแทนใดๆ เน้นความประณีต ของการสร้างสรรค์ผลงานออกมา ให้ดูวิจิตร แปลก ประหลาด และน่าพิศวง ซึ่งงานด้านวิจิตรศิลป์แบ่งออกได้ที่หมายแขนงด้วยกัน ดังนี้ 1.จิตกรรม (Painting) คือ ผลงานทางศิลปะที่ใช้วิธีการเขียนภาพลงบนวัสดุที่แตกต่างกันออกไป เช่น กระดาษไม้ ผ้า ผนัง โดยใช้สีเป็นองค์ประกอบหลักที่ใช้ ซึ่งอาจเป็นสีโปสเตอร์(poster color) สี ฝุ่น(tempera) สีชอล์ค(pastel color) ดินสอสี(crayon) สีเทียน (oil pastel color)สีอะคริลิค(acrylic color) สีน้ำ มัน(oil color) โดยผลงานสามารถแสดงออกมาได้หลายแบบ เช่นภาพเหมือน(portrait) ภาพ สัตว์(animal) ภูมิภาพ(landscape) ภาพทะเล(seascape)ภาพหุ่นนิ่ง(still life)ภาพ ประกอบ(illustration) ภาพการใช้ชีวิตประจำ วัน (pictures of daily life) แสดงได้ดังภาพที่1.3 ภาพที่1.3ภูมิภาพ(landscape) -3-


2.ประติมากรรม (Sculpture) คือ ผลงานศิลปะที่ใช้วิธีการสร้างเป็นรูปทรงสามมิติ ซึ่งประกอบ ด้วยรูปทรง ทางด้านกว้าง ยาว และลึก หรือใช้วิธีการแกะสลัก การปั้น การหล่อ การทุบ การตี การเคาะ โดยการนำ วัสดุ ได้แก่ ดิน ขี้ผึ้ง สบู่ ไม้ หิน ปูนปลาสเตอร์ โลหะต่างๆ มาสร้างสรรค์ ชิ้นงาน ซึ่งงานประติมากรรมแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 2.1ประติมากรรมนูนต่ำ (Base-Relief) คือ ผลงานศิลปะที่มีลักษณะเป็นเส้นร่องหรือแอ่งลึก หรือนูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย สามารถมองเห็นจากด้านหน้าได้เพียงด้านเดียว เช่น เหรียญ กษาปณ์ ศิลาจาลึก พระพิมพ์ กำ แพงสูงนูนต่ำ งานแกะสลัก แสดงได้ดังภาพที่1.4 ภาพที่1.4ประติมากรรมนูนต่ำ (Base-Relief) 2.2 ประติมากรรมนูนสูง(High-Relief) คือ ผลงานศิลปะที่มีลักษณะนูนขึ้นมาจากผิวพื้น มากกว่าแบบนูนต่ำ สามารถมองเห็นด้านข้างของงานได้พอสมควร เช่น รูปแกะสลักต่างๆ พี่ ปรากฏให้เห็นได้ตามประสาท โบสถ์ วิหาร มัสยิด ตามวัฒนธรรมโบราณขอม กรีก โรมัน หรือ อียิปต์ แสดงได้ดังภาพที่1.5 ภาพที่1.5ประติมากรรมนูนสูง(High-Relief) -4-


2.3 ประติมากรรมลอยตัว (Round-Ralief) คือ ผลงานศิลปะที่มีลักษณะลอยตัวสามารถ มองเห็นได้รอบด้าน มีทั้งศิลปะที่เหมือนรูปจริงหรือดัดแปลงจากตามธรรมชาติ เช่น รุปหล่อ รูปเหมือน รุปปั้น แสดงได้ดังภาพที่1.6 ภาพที่1.6ประติมากรรมลอยตัว(Round-Relief) 3.สถาปัตยกรรม (Architecture) คือ ผลงานศิลปะที่ใช้กระบวนการออกแบบก่อน-หลัง จากนั้น นำ มาจัดสร้าง เช่น บ้าน อาคาร สำ นักงาน ตึก ศาสนถาน เป็นต้น โดยคำ นึงถึงรูปแบบและพื้นที่ การใช้สอย ความสะดวกสบาย ความเหมาะสม ความมั่นคงแข็งแรง ความโอ่อ่า ความวิจิตร ความ สวยงาม ดูน่าเยี่ยมชม บ่งบอกถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของศิลปะผู้ ออกแบบ แสดงได้ดังภาพที่1.7 ภาพที่1.7สถาปัตยกรรม(Architercture) -5-


4.ภาพพิมพ์ (Printmaking)คือ ผลงานศิลปะที่มีลักษณะเป็น 2 มิติบนพื้นระนาบ มิติบนพื้น ระนาบมี มีลักษณะคล้ายกับงานจิตรกรรม ต่างกันตรงที่ต้องออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานบนแม่ พิมพ์ก่อนแล้วจึงนำ ไปพิมพ์ลงบนแผ่นภาพ การพิมพ์ภาพมีเทคนิคที่ใช้หลายวิธีเช่นการพิมพ์ ตะแกรงไหม (silk screen) ถ้าพิมพ์กัดกรด(etching) ภาพพิมพ์สเตนซิล(stencil) ภาพพิมพ์ แกะไม้(woodcut) แสดงได้ดังภาพที่ 1.8 ภาพที่1.8 ภาพพิมพ์ (Printmaking) 5.สื่อประสม (Mixed Media)คือ ผลงานศิลปะที่ผสมผสานระหว่างงานจิตรกรรม ประติมากรรมภาพพิมพ์ โดยรวมเทคนิคหรือวิธีต่างๆ รวมเข้าด้วยกัน โดยสื่อผสมอาจมี ลักษณะแบบ 2 มิติหรือแบบ 3 มิติก็ได้ แสดงได้ดังภาพที่ 1.9 ภาพที่1.9สื่อประสม(Mized Media) -6-


6.ภาพภ่าย (Photography)คือ ผลงานศิลปะที่ใช้เทคนิคและวิธีการที่แปลกกว่า ภาพถ่ายปกติโดยจุดประสงค์ของผู้ถ่าย คือ ต้องการทำ ให้ผู้ชมเกิดความคิดสร้างสรรค์ ช่วยสร้างเสริมสติปัญญา ไม่เน้นภาพอนาจาร แสดงได้ดังภาพที่1.10 ภาพที่1.10 ภาพภ่าย(Photography) 7.วรรณกรรม (Literature) คือ ผลงานที่แสดงออกถึงศิลปะในการใช้ภาษา มา เกี่ยวข้องกับงานประพันธ์ต่างๆ ทั้งรูปแบบร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยการเรียบเรียง ถ้อยคำ เป็นบทประพันธ์ที่สละสลวย สามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดของผู้ ประพันธ์ หรืออาจแสดงออกด้วยการเล่าเรื่องในแบบพรรณนาโวหารถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ได้ แสดงได้ดังภาพที่ 1.11 ภาพที่1.11วรรณกรรม(Literature) -7-


8.ดุริยางคศิลป์ (Art of Playing Music)คือ ผลงานศิลปะที่ใช้วิธีเรียบเรียงตัวโน๊ตที่มี ระดับเสียงสูง-ต่ำ ให้เป็นบทเพลง โดยใช้ความรู้สึกและจินตนาการของผู้ประพันธ์ สร้างสรรค์เป็นชิ้นงานผสมผสานผ่านเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ เพื่อให้เกิดความไพเราะใน ปัจจุบันดนตรีมีหลากหลายภาษาเช่น ดนตรีคลาสสิค ดนตรีแจ๊ส การประพันธ์ดนตรี ละคร เพลง ดนตรีสมัยนิยม ดนตรีไทยดนตรีตะวันออก และดนตรีพื้นบ้าน แสดงได้ดังภาพที่1.12 ภาพที่1.12ดุริยางศิลป์(Art of Piaying Music) 9.นาฏศิลป์ (Dancing Art) คือ ผลงานศิลปะที่แสดงออกทางลีลา ท่วงท่า การร่ายรำ ที่ สวยงามโดยมีจุดมุ่งหมาย วิธีการเล่าเรื่องราวโดยใช้ตัวละคร แสดงได้ดังภาพที่1.13 ภาพที่1.13นาฏศิลป์(Dancing Art) -8-


4.2 ประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) คือ ผลงานศิลปะที่มีจุดมุ่งหมายด้านประโยชน์ใช้สอย หรือสนองต่อความต้องการทางร่างกายของมนุษย์มากกว่า ส่วนด้านความงามเป็นเรื่องอันดับรอง โดยงานประยุกต์ศิลป์แบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้ 1.พาณิชยศิลป์(Commercial Art) คือ ผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อประโยชน์ทาง ด้านการค้า ด้านธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร เช่น ภาพโฆษณา โปสเตอร์ ประชาสัมพันธ์ ปกหนังสือ ปกซีดีเพลง การตกแต่งหน้าร้านค้า โชว์รูม และอินโฟการฟิก แสดงได้ดังภาพที่ 1.14 ภาพที่1.14 พาณิชยศิลป์ (Commercial Art) -9-


2. มัณฑนศิลป์ (Decorative Art) คือ ผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับการตกแต่งทั้งภายใน และภายนอกอาคาร หรือสถานที่ให้เกิดความสวยงามควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอย โดย งานด้านมัณฑนศิลป์ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม พอช่วยส่งเสริมให้ด้านนี้ มีคุณค่าและความสวยงาม ดูน่าอยู่มากขึ้น แบ่งเป็น งานตกแต่งภายใน ได้แก่ การเลือก ใช้สีเครื่องเรือน การตกแต่งภายในอาคาร สำ นักงาน โรงแรม ห้องประชุมหรือสัมมนา ส่วนงานตกแต่งภายนอก ได้แก่ งานตกแต่งสวนหย่อม น้ำ ตก น้ำ พุ บ่อปลา สนามหญ้า ทำ ให้สภาพแวดล้อมโดยรอบมีคุณค่า ดูสวยงาม และสมบูรณ์ แสดงได้ดังภาพที่1.15และภาพที่1.16 ภาพที่1.15 งานตกแต่งภายใน(lnterior Design) ภาพที่1.16 งานตกแต่งภายนอก (Exterior Design)3.ศิลปะหัตกรรม (Art and Crafts) คือ ผลงานศิลปะที่ใช้มือสร้างขึ้นมา โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อการใช้สอย การประกอบพิธีกรรมตามประเพณีหรือการละเล่นพื้นบ้าน จะ ถูกสร้างขึ้นตาตามจำ นวนและความต้องการตามกลุ่มที่ใช้เท่านั้น โดยลักษณะและรูปทรงจะ แตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่มีใช้อยู่และความพึงพอใจของผู้ประดิษฐ์ ในแต่ละท้องถิ่นจึง ก่อให้เกิดความใช้เครื่องมือช่วยเสริมงานบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่จะใช้มือเป็นงานหลัก มีวิธี เรียกงานที่พบตามท้องถิ่นชนบทแตกต่างกันออกไปเช่นศิลปะพื้นบ้าน แสดงได้ดังภาพ ที่1.17 -10-


ภาพที่1.17 ศิลปหัตกรรม(Art and Crafts) (Folk Art) ซึ่งจะพบเห็นทั้งในรูปของจิตรกรรม ประติมากรรม เป็นส่วนใหญ่ งานแต่ลชิ้นมีคุณค่าควรแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้ให้เยาวชนรุ่นหลัง ทั้งยังบ่งบอกถึงภูมิปัญญศิลปะและวัฒนธรรมพื้นบ้าน แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม 4.อุตสาหกรรมศิลป์ (lndusrrial Art) คือผลงานศิลปะที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองควาต้องการของมนุษย์ และสังคมยุคใหม่ให้คุณค่าประโยชน์ใช้สอยและความงามควบคู่กันจึงเป็นวิธีการเป็นผล การออกแบบ ผลิตภัณฑ์ (Product Design) ให้สามารถผลิตออกมาได้เป็นจำ นวนมากๆ และมีลักษณะเหมือนกันทุก ชิ้น เพราะใช้เครื่องจักรกลช่วยในการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องสุขภัณฑ์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า ภาชนะ อุปกรณ์ใช้สอยชนิดต่างๆ แสดงได้ดังภาพที่1.18 ภาพที่1.18 อุตสาหกรรมศิลป์(lndustrial Art) -11-


สรุป องค์ประกอบศิลป์ คือ การประยุกต์หรือจัดรวมจุด เส้นรูปร่างรูปทรงขนาด สัดส่วนแสงเงาสีเข้ด้วยกัน ตามสัดส่วนหรือขนาดรูปร่าง โดยอาศัยความคิด สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดผลงานที่มีเรื่องราวคุณค่า แล้วความสวยงาม ความ ประณีต ดูน่าสนใจ ส่วนงานศิลปะ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วิจิตร ศิลป์(Fine Art)และประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) ซึ่งในแต่ละประเภทแบ่ง ได้หลายแขนงหรือหลายแนวทาง โดยสามารถจัดกลุ่มงานศิลปะประเภทที่ เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพพิมพ์ สื่อประสม และ ศิลปะภาพถ่าย เป็นศิลปะที่มนุษย์สามารถรับรู้และชื่นชมได้โดยใช้ประสาท สัมผัสทางสายตา หรือเรียกรวมศิลปะทั้ง 6 ประเภทนี้ว่า ทัศนศิลป์(Visual Art) และจัดเป็นกลุ่มงานศิลปะประเภทที่เป็นงานวรรณกรรม ดุริยางคศิลป์ และนาฏศิลป์ เป็นศิลปะที่มนุษย์ สามารถรับรู้และชื่นชมได้โดยใช้ประสาท สัมผัสทางหูและทางสายตาไปพร้อมกัน หรือเรียกรวมศิลปหัตถกรรมประเภท นี้ว่า โสตทัศนศิลป์ (Audiovisual Art) -12-


Click to View FlipBook Version