The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธเจ้าสอนอะไร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sompoi Wiangkosai, 2021-09-25 22:44:47

พระพุทธเจ้าสอนอะไร

พระพุทธเจ้าสอนอะไร

คาํ นํา

ชาวพทุ ธส่วนใหญ่แมจ้ ะนบั ถือพทุ ธศาสนา แตก่ น็ บั ถือตามๆกนั มาต้งั แต่โบราณ คือนบั ถือตามพอ่ แมห่ รือ
บรรพบุรุษ ไม่ไดน้ บั ถือเพราะเขา้ ใจในหลกั คาํ สอนของพระพุทธเจา้ อยา่ งแทจ้ ริง ซ่ึงจากการนบั ถือตามๆกนั มาน้ีเอง ที่
ทาํ ใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงคาํ สอนของพระพุทธเจา้ ใหเ้ ป็นไปตามความเช่ือและความเขา้ ใจของผสู้ อนบา้ ง หรือตาม
ความเชื่อของสังคมบา้ ง จนทาํ ใหผ้ ทู้ ี่สนใจจะมาศึกษาพทุ ธศาสนา อยา่ งเช่น ชาวต่างชาติหรือแมแ้ ตช่ าวพทุ ธเองก็ตาม
เกิดความสับสน เพราะไม่รู้วา่ คาํ สอนใดคือคาํ สอนท่ีแทจ้ ริงของพระพุทธเจา้ และคาํ สอนใดไม่ใช่คาํ สอนท่ีแทจ้ ริงของ
พระพทุ ธเจา้ ถา้ จะใหไ้ ปศึกษาจากพระไตรปิ ฎกเอาเองกศ็ ึกษาไมไ่ หว เพราะมีเน้ือหามากมาย รวมท้งั ภาษาท่ีใช้ กอ็ า่ น
แลว้ เขา้ ใจยาก ซ่ึงจากเหตุน้ีเองจึงไดเ้ กิดการนาํ เอาหลกั คาํ สอนที่แทจ้ ริงของพระพุทธเจา้ มาสรุปไวโ้ ดยใชภ้ าษาง่ายๆอยู่
ในหนงั สือ “พระพทุ ธเจา้ สอนอะไร?” เล่มน้ี เพื่อใหผ้ ทู้ ่ีสนใจจะไดใ้ ชเ้ ป็นคู่มือในการศึกษา เพ่ือใหร้ ู้และเขา้ ใจวา่
แทจ้ ริงแลว้ พระพทุ ธเจา้ สอนอะไร?

จึงฝากใหผ้ ทู้ ี่สนใจท้งั หลาย ไดช้ ่วยกนั ศึกษาหลกั คาํ สอนของพระพุทธเจา้ น้ีใหเ้ ขา้ ใจ และนาํ เอาไปปฏิบตั ิ
เพอ่ื ใหเ้ ป็นประโยชน์แก่ชีวติ และถา้ ใครเห็นวา่ หนงั สือน้ีจะเป็นประโยชน์ตอ่ เพ่ือนมนุษย์ ก็ขอใหช้ ่วยกนั เผยแพร่ต่อไป
เพ่อื ช่วยใหเ้ ขาไดร้ ับประโยชนจ์ ากคาํ สอนของพระพุทธเจา้ รวมท้งั ช่วยใหโ้ ลกมีสนั ติภาพ ตามเจตนารมณ์ของ
พระพุทธเจา้ กนั ต่อไป

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชงั ชลบุรี

๓ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๖๐

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาค ๑ อมตะธรรม

พทุ ธะ – ผู้รู้ ผู้ต่ืน ผ้เู บิกบาน

คาํ วา่ พทุ ธะ แปลวา่ รู้, ต่ืน, เบกิ บาน ซ่ึงคาํ วา่ รู้ กห็ มายถึง รู้แจง้ ชีวติ , ส่วนคาํ วา่ ตื่น กห็ มายถึง ต่ืนจากความไม่
รู้ (หรือหายโง่), ส่วนคาํ วา่ เบิกบาน ก็หมายถึง ความสดชื่น หรือความไม่มีทุกข์ ซ่ึงถา้ ใครเป็นผทู้ ี่ รู้ และต่ืน รวมท้งั เบิก
บาน กจ็ ะเรียกวา่ เป็น “พุทธะ” ส่วนคาํ วา่ พระพุทธเจ้า เป็นคาํ ท่ีเราใชเ้ รียกผทู้ ี่เป็นพุทธะคนแรกและเป็นศาสดาที่ให้
กาํ เนิดพทุ ธศาสนาข้ึนมา โดยคาํ วา่ พระพุทธเจา้ กห็ มายถึง ผู้รู้สูงสุด ซ่ึงพระพุทธเจา้ น้นั ตามประวตั ิศาสตร์ เดิมทา่ นเป็น
เจา้ ชายของเมืองเลก็ ๆเมืองหน่ึงของอินเดียเมื่อสมยั ๒,๕๐๐ กวา่ ปี มาแลว้ นามวา่ เจา้ ชายสิทธตั ถะ ซ่ึงพระองคก์ ็ทรงเป็น
ผทู้ ่ีมีความสุขอยา่ งเพยี บพร้อมทุกอยา่ งอยแู่ ลว้ แตจ่ ากการท่ีพระองคท์ รงไดเ้ รียนรู้ในวชิ าการต่างๆของสมยั น้นั มาอยา่ ง
มากมาย จึงทาํ ใหพ้ ระองคท์ รงเป็นผทู้ ี่มองเห็นชีวติ ตา่ งไปจากคนอ่ืน คือคนทวั่ ไปจะมองโลกวา่ น่าอยแู่ ละมีแต่ความสุข
แลว้ ก็ลุ่มหลงติดใจกนั อยู่ แตพ่ ระองคก์ ลบั ทรงมองเห็นวา่ “โลกน้ันมีภยั อนั ใหญ่หลวงรอเราทุกคนอยู่ เพราะเราทุกคน
จะต้องพบกบั ความแก่ ความเจ็บ และความตาย รวมท้งั ต้องพบกบั ความพลดั พรากจากบุคคลหรือส่ิงอนั เป็ นทร่ี ักไป

และการทต่ี ้องประสบกบั บุคคลหรือส่ิงทน่ี ่าเกลยี ดหรือกลวั รวมท้งั ต้องพบกบั ความผดิ หวงั อย่างแน่นอนในอนาคต
ซึ่งเม่อื ภัยอนั ใหญ่หลวงมาถงึ เราทกุ คนกต็ ้องพบกบั ความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างทส่ี ุด”

เมื่อทรงเห็นดงั น้ีแลว้ จึงทรงเกิดความสังเวชใจข้ึนมาวา่ “ มันจะมีประโยชน์อะไรกบั การทเี่ รามีความสุขทแ่ี ม้จะ
มากมายและยาวนานสักเท่าใดกต็ าม แต่สุดท้ายกต็ ้องมาพบกบั ภัยทน่ี ่าสะพรึงกลวั นี”้ ซ่ึงจากการท่ีพระองคท์ รง
มองเห็นโทษและภยั จากการติดใจลุ่มหลงในความสุขของโลกที่ตามมาดว้ ยความทุกขน์ ้ีเอง ทท่ี าํ ให้พระองค์ทรงเกดิ
ความเบอ่ื หน่ายในความสุขท้งั หลายของโลก ทไ่ี ม่เทยี่ งแท้ถาวรและมคี วามทุกข์ทน่ี ่ากลวั อย่างยงิ่ ตามมา ดงั น้นั จึงทาํ ให้
พระองคท์ รงเสด็จเขา้ ป่ า แลว้ อธิฐานบวชดว้ ยพระองคเ์ อง เพือ่ คน้ หา อมตะธรรม ที่หมายถึง หลกั ปฏิบตั ิเพอื่ ความหลดุ
พ้นจากความทกุ ข์อย่างยง่ั ยนื ถาวร ตามที่มีฤๅษี โยคี ในยคุ น้นั ไดป้ ฏิบตั ิกนั อยกู่ ่อนแลว้

ในยคุ น้นั มีเจา้ ลทั ธิที่มีชื่อเสียงหลายคน ท่ีสอนเรื่องความหลุดพน้ จากความทุกข์ โดยเจา้ ชายสิทธิถะก็ไดเ้ ขา้ ไป
ศึกษาและทดลองปฏิบตั ิตามที่เจา้ ลทั ธิเหล่าน้นั สอนอยา่ งจริงจงั ซ่ึงกม็ ีท้งั การทรมานร่างกายอยา่ งแสนสาหสั และการ
ฝึกจิตใหม้ ีสมาธิสูงๆ แตก่ ็ทรงพบวา่ ไมส่ ามารถทาํ ใหห้ ลุดพน้ จากความทุกขไ์ ดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง ดงั น้นั พระองคจ์ ึงทรง
ลม้ เลิกวธิ ีการเก่าๆน้นั เสีย แล้วหันมาใช้วธิ ีการพจิ ารณาหาค้นหาต้นเหตุ ทที่ าํ ให้จิตของพระองค์เกดิ ความทกุ ข์ขึน้ มา
จึงทาํ ให้พระองค์ทรงตรัสรู้ (ค้นพบ) อมตะธรรมด้วยพระองค์เอง โดยทไ่ี ม่ได้มใี ครสอน และพระองคก์ ็ทรงเรียกตวั เอง
วา่ เป็น พุทธะ คือเป็น ผรู้ ู้ ผตู้ ่ืน ผเู้ บิกบาน และเมื่อพระองคท์ รงตรัสรู้แลว้ ก็ไดน้ าํ อมตะธรรมน้ีมาสอนแก่ผทู้ ่ีสนใจ จน
มีผนู้ บั ถือมากมาย ซ่ึงตอ่ มาเม่ือพระองคท์ รงปรินิพพานไปแลว้ ก็ไดม้ ีผนู้ าํ เอาคาํ สอนของพระองคน์ ้ี มารวบรวมไวใ้ ห้
คนรุ่นหลงั ท่ีสนใจไดศ้ ึกษา จนเกิดเป็นศาสนาท่ีเรียกวา่ พุทธศาสนาสืบทอดมาจนถึงปัจจุบนั (แตเ่ ราก็ตอ้ งเขา้ ใจวา่ เมื่อ
พระพทุ ธองคท์ รงปรินิพพานไปแลว้ คาํ สอนเร่ืองความหลุดพน้ จากความทุกขข์ องพระองค์ กไ็ ดถ้ ูกตีความใหผ้ ดิ เพ้ยี น
ไปตามความเชื่อของสงั คมยคุ น้นั ที่อยากจะมีอตั ตาหรือตวั ตน จนทาํ ใหค้ าํ สอนของพระองค์ กลายเป็นคาํ สอนท่ี
นาํ มาใชด้ บั ทุกขข์ องจิตใจในปัจจุบนั ไมไ่ ด้ อยา่ งเช่นท่ีกาํ ลงั เป็นอยใู่ นปัจจุบนั )

อมตะธรรม

อมตะธรรมท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงคน้ พบดว้ ยพระองคเ์ องน้นั กค็ ือ อริยสัจ ๔ ที่แปลวา่ ความจริงอนั ประเสริฐ ๔
ประการ โดยอริยสัจ ๔ น้นั ก็ไดแ้ ก่

๑. ทุกข์ คือ ความจริงเร่ืองความทุกข์
๒. สมุทยั คือ ความจริงเร่ืองสาเหตุของความทุกข์
๓. นิโรธ คือ ความจริงเรื่องความไม่มีทุกข์ และเมื่อจิตไมม่ ีทุกขม์ นั ก็จะนิพพาน (สงบเยน็ )
๔. มรรค หรือ อริยมรรค คือ ความจริงเรื่องการปฏิบตั ิเพอื่ ความไม่มีทุกข์ (หรือการดบั ทุกข)์

อริยสจั ๔ น้ีสรุปแลว้ กค็ ือ คําสอนเรื่องการปฏิบตั เิ พอื่ ความไม่มที กุ ข์ของจิตใจในปัจจุบนั ซ่ึงหลกั อริยสจั ๔ น้ี
เป็นเร่ืองเร่งด่วนท่ีสุดที่เราจะตอ้ งรีบศึกษาใหเ้ ขา้ ใจก่อนท่ีจะไปศึกษาเร่ืองอ่ืน เพราะเป็นเรื่องท่ีสาํ คญั ที่สุด คอื เรา
จะต้องรู้จักวธิ ีการดับทุกข์ให้ได้ก่อน จึงค่อยไปศึกษาเร่ืองอนื่ ถา้ เราหลงไปศึกษาเรื่องอ่ืนก่อนโดยท่ียงั ไม่รู้จกั วธิ ีการดบั
ทุกข์ เราก็จะยงั คงมีความทุกขอ์ ยตู่ ่อไปตลอดเวลาท่ีศึกษาน้นั แตถ่ า้ เรามาศึกษาเร่ืองการดบั ทุกขก์ ่อน แมภ้ ายหลงั เราจะ
ศึกษาหรือไม่ศึกษาเรื่องอื่น รวมท้งั จะดาํ เนินชีวติ อยตู่ ่อไป เราก็จะไม่มีความทุกขห์ รือมีนอ้ ยที่สุดได้ ถา้ มีการปฏิบตั ิ
ตามหลกั อริยมรรคอยา่ งจริงจงั

ความทกุ ข์คือความเศร้าโศกเสียใจ

ความทุกขต์ ามหลกั อริยสจั ๔ น้นั ถา้ จะใหอ้ ธิบายอยา่ งละเอียดกจ็ ะแยกได้ ๒ อยา่ ง คือ ทกุ ข์ซ่อนเร้น กบั ทุกข์
เปิ ดเผย โดยความทุกขซ์ ่อนเร้นน้นั เป็นความทุกขท์ ่ีเห็นไดย้ าก ตอ้ งสังเกตจึงจะพบ คือเป็ นความรู้สึกหนัก-เหนื่อยใจ
หรือความเร่าร้อนใจ ความกระวนกระวายใจ หรือความทจี่ ิตไม่สงบ ไม่เป็ นปกติ ทเี่ กดิ ขนึ้ มาจากความพอใจหรือยนิ ดี
เมอื่ เราได้ความสุขตามทอี่ ยากจะได้ (คือมนั เกิดข้ึนมาพร้อมกบั รอยยมิ้ และเสียงหวั เราะ) ซ่ึงความทุกขซ์ ่อนเร้นน้ีมนั ไม่
รุนแรง จึงไมจ่ ดั วา่ เป็นภยั อนั ใหญห่ ลวง และทุกคนกช็ อบความสุข จึงไม่รู้สึกวา่ มนั มีความทุกขซ์ ่อนอยดู่ ว้ ย

ส่วนความทุกขเ์ ปิ ดเผยน้นั เป็น ความทุกข์ทร่ี ุนแรงทเ่ี ห็นได้ง่าย โดยความทุกขเ์ ปิ ดเผยน้ีก็สรุปอยทู่ ี่ ความเศร้า
โศก (หรือความเสียใจ) แต่กม็ ีชื่อเรียกแตกต่างกนั ออกไป เช่น ความคบั แค้นใจ ความตรอมใจ ความแห้งเหี่ยวใจ
ความเครียด และความไม่สบายใจ เป็ นต้น ทเี่ กดิ ขึน้ มาจากความไม่พอใจหรือความยนิ ร้ายต่อภาวะทไ่ี ม่น่ายนิ ดขี อง
ชีวติ (คือมนั เกิดข้ึนมาพร้อมกบั น้าํ ตาและเสียงร้องไห)้ ซ่ึงภาวะท่ีไมน่ ่ายนิ ดีของชีวติ น้นั กส็ รุปอยทู่ ี่ ความแก่ ความเจบ็
ความป่ วย และความตายของร่างกาย รวมท้งั ความพลดั พรากจากบุคคลหรือส่ิงอนั เป็นท่ีรัก ความที่ตอ้ งประสบกบั
บุคคลหรือส่ิงท่ีน่าเกลียดหรือน่ากลวั และความผดิ หวงั ซึ่งความทุกข์เปิ ดเผยนีเ้ อง ทจ่ี ัดว่าเป็ นภัยอนั ใหญ่หลวงของเรา
ทกุ คน ที่เราไมอ่ ยากใหม้ นั เกิดข้ึนกบั จิตใจของเราและของคนท่ีเรารัก

ทกุ ข์เกดิ จากอปุ าทาน

อุปาทาน แปลวา่ ความยดึ มั่นถือม่นั (เรียกส้นั ๆวา่ ความยดึ ถือ) ซ่ึงกห็ มายถึง อาการของจิตทเี่ ข้าไปแบกหรือ
หามเอาสิ่งใดส่ิงหนึ่ง มาไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ โดยความยดึ ถือน้ีกส็ รุปอยทู่ ี่ ความยดึ ถือ “ในร่างกายและจิตใจ
ทส่ี มมติเรียกกนั ว่าเป็ นตัวเรานี้” วา่ มนั เป็น “ตัวเรา” และเม่ือมีความยดึ ถือวา่ มีตวั เราเกิดข้ึนมาแลว้ กจ็ ะมีความยดึ ถือใน
ส่ิงต่างๆท่ีเกี่ยวของกบั ตวั เรา เช่น พอ่ แม่ พ่ี นอ้ ง สามีหรือภรรยา ลูก ญาติ เพ่อื น รวมท้งั ทรัพยส์ ินเงินทอง กบั สิ่งของ
ตา่ งๆ และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นตน้ วา่ มนั เป็น “ของเรา” ตามมาดว้ ยเสมอ อยา่ งท่ีเรามกั เรียกรวมๆกนั วา่ “ตวั เรา-ของ
เรา”

เมื่อพจิ ารณาใหด้ ีเราก็จะพบวา่ ในขณะที่จิตของเรากาํ ลงั เกิดความทุกข์ (เปิ ดเผย) อยนู่ ้นั จิตของเราจะเกดิ ความ
ยดึ ถอื ว่ามี “ตัวเรา” ทเี่ ป็ นผ้ทู มี่ ีภาวะทไี่ ม่น่าพงึ พอใจเกดิ ขึน้ อยู่ด้วยเสมอ ซ่ึงภาวะที่ไมน่ ่าพึงพอใจน้นั กไ็ ดแ้ ก่ “การทมี่ ี
ร่างกายแก่ หรือมีร่างกายเจ็บ หรือมรี ่างกายป่ วย หรือมรี ่างกายพกิ าร หรือมีร่างกายไม่หล่อไม่สวย หรือมีร่างกายท่ี
กาํ ลงั จะตาย หรือมีตวั เราทเ่ี ป็ นผ้ทู ก่ี าํ ลงั พลดั พรากจากบุคคลหรือสิ่งอนั เป็ นทร่ี ักอยู่ หรือมตี วั เราทเี่ ป็ นผ้ทู ก่ี าํ ลงั ประสบ
กบั บุคคลหรือส่ิงทน่ี ่าเกลยี ดน่ากลวั อยู่ หรือมตี ัวเราทกี่ าํ ลงั ผดิ หวงั อยู่” ซ่ึงน่ีก็สรุปไดว้ า่ ความทกุ ข์ท้งั หมดของชีวติ เรา
น้ัน มนั เกดิ ขนึ้ มาจาก “ความยดึ ถือว่ามีตวั เรา ” นนั่ เอง ดงั น้นั ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ เราสามารถ “ปล่อยวางความยดึ ถือ
ว่ามีตัวเรา” น้ีเสียได้ ความทุกขท์ ้งั หลายก็จะไม่เกิดข้ึน เพราะจิตไมไ่ ปยดึ ถือเอาภาวะท่ีไมน่ ่าพึงพอใจของธรรมชาติ
เหล่าน้นั วา่ เป็น “ตวั เรา-ของเรา” ดว้ ยความโง่อยา่ งสูงสุดของจิต

อปุ าทานเกดิ จากตณั หา

เม่ืออุปาทานหมายถึง อาการของจิตท่ีเขา้ ไปแบกหรือหาม เอาสิ่งใดสิ่งหน่ึงมาไวด้ ว้ ยความรักหรือความพอใจ
ดงั น้ันถ้าเราไม่เกดิ ความรักหรือความพอใจในส่ิงใด เรากจ็ ะไม่เกดิ ความยดึ ถอื หรืออปุ าทานในสิ่งน้ัน และเรากจ็ ะไม่เกดิ

ความทกุ ข์เพราะสิ่งน้ัน ดงั น้นั เราจึงตอ้ งมาศึกษาที่จุดน้ี คือเรื่องความรักหรือความพอใจ วา่ มนั คืออะไร? เกิดจากอะไร?
และจะทาํ ใหม้ นั ไม่เกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร? โดยความรักหรือความพอใจน้ี ก็คือสิ่งท่ีเรียกวา่ กเิ ลส ท่ีแปลวา่ ส่ิงเศร้าหมอง
หรือ ส่ิงทท่ี าํ ให้จิตเศร้าหมอง ซ่ึงสรุปได้ ๓ อาการ อนั ไดแ้ ก่

๑. อยากเอาเข้ามา ซ่ึงกส็ รุปอยทู่ ่ี ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ท่ีจาํ แนกไดเ้ ป็นความรัก ชอบ พอใจ ติดใจ
เป็นตน้ ซ่ึงเราจะเรียกวา่ ความยนิ ดี หรือ ความพอใจ ซ่ึงจดั เป็นกิเลสประเภทบวก

๒. อยากผลกั ออกไป ซ่ึงกส็ รุปอยทู่ ่ี ความไมอ่ ยากได้ ไม่อยากมี ไมอ่ ยากเป็น ซ่ึงจาํ แนกไดเ้ ป็นความโกรธ
เกลียด กลวั เบ่ือ อบั อาย หรือความอยากหนี อยากทาํ ลาย เป็นตน้ ซ่ึงเราจะเรียกวา่ ความยนิ ร้าย หรือ ความไม่พอใจ ซ่ึง
จดั เป็นกิเลสประเภทลบ

๓. ลงั เลใจ คือยงั ไมร่ ู้วา่ จะเอาเขา้ มาหรือผลกั ออกไป หรือท่ีเรียกวา่ ความไม่แน่ใจ ซ่ึงจดั เป็นกิเลสประเภท
กลางๆ

กิเลสท่ีทาํ ใหเ้ กิดความทุกขน์ ้นั กค็ ือ ความยนิ ดี หรือ ความพอใจ (ท่ีทาํ ใหเ้ กิดความทุกขซ์ ่อนเร้น) และ ความ
ยนิ ร้าย หรือ ความไม่พอใจ (ที่ทาํ ใหเ้ กิดทุกขเ์ ปิ ดเผย) ซ่ึง ความพอใจและไม่พอใจ ของกิเลสน้ีเองที่เรียกวา่ ตณั หา ที่
แปลวา่ ความอยาก คือเป็น ความอยากเอาเข้ามาและอยากผลกั ออกไป ซ่ึงเม่ือความอยากเกิดข้ึน มนั ก็ทาํ ใหจ้ ิตเกิด
อุปาทาน คือเกดิ ความยดึ ถือว่ามตี วั เรา ทเี่ ป็ นผู้มคี วามอยากขนึ้ มาทนั ทพี ร้อมความทุกข์ (คือท้งั ทุกขซ์ ่อนเร้นและทุกข์
เปิ ดเผย) ส่วนความลงั เลใจไม่จดั วา่ เป็นตณั หาเพราะยงั ไมท่ าํ ใหเ้ กิดความทุกข์

กเิ ลสตณั หาเกดิ มาจากความเข้าใจว่ามอี ตั ตา

การที่จิตของเราเกิดความรักหรือความพอใจในส่ิงใดน้นั ก็เป็นเพราะ จิตของเรามนั มีความเขา้ ใจ (หรือ
ความเห็น) วา่ “สิ่งทเ่ี ราไปรักหรือพอใจน้ันมนั เป็ นตัวตนของมันเองจริงๆ (อตั ตา) ซึ่งตวั ตนนีจ้ ะเป็ นส่ิงทเ่ี ทย่ี งแท้ถาวร
(นิจจัง) และตวั ตนนีจ้ ะมแี ต่ความสุข (สุขงั ) ซ่ึงเม่ือจิตมีความเขา้ ใจดงั น้ี มนั จึงไดเ้ กิดความรักหรือความพอใจข้ึนมา
เพราะมนั เขา้ ใจวา่ เมื่อรักหรือพอใจในส่ิงทเี่ ป็ นตัวตนทเี่ ทยี่ งและมีแต่ความสุขนีแ้ ล้ว มันกจ็ ะมแี ต่ความสุขอย่างนี้
ตลอดไปโดยไม่มปี ัญหาหรือความทุกข์ใดๆตามมา ซ่ึงส่ิงที่จิตเขา้ ใจวา่ เป็นอตั ตาน้นั ก็สรุปอยทู่ ี่ ร่างกายและจิตใจที่
สมมติเรียกวา่ เป็น “ตวั เรา” น้ี และส่ิงตา่ งๆที่เก่ียวขอ้ งกบั ตวั เรา เช่น พอ่ แม่ พี่ นอ้ ง ญาติ สามีหรือภรรยา ลูก เพือ่ น คน
รู้จกั และทรัพยส์ มบตั ิ รวมท้งั สิ่งของเคร่ืองใชท้ ้งั หลาย และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นตน้ ที่สมมติเรียกวา่ เป็น “ของเรา”

ต้องเข้าใจคําว่าอตั ตาก่อน

คาํ วา่ อตั ตา เป็นภาษาบาลีแปลวา่ ตน หรือ ตัวตน หรือ ตนเอง ซ่ึงหมายถึง ความเป็ นตัวตนของตนเอง หรือ
ความเป็ นตัวตนทแี่ ท้จริง โดยสิ่งที่เป็นอตั ตาน้นั จะมีลกั ษณะ ๓ ประการ คือ

๑. ไม่ต้องอาศัยส่ิงอนื่ ใดมาปรุงแต่ง (คาํ วา่ ปรุงแตง่ หมายถึงการกระทาํ โดยธรรมชาติ) คือมนั จะมีตวั ตนเฉพาะ
เป็นของมนั เองโดยท่ีไม่ตอ้ งอาศยั ส่ิงอ่ืนใดมาเป็นเหตุและปัจจยั ในการปรุงแต่งใหม้ นั เกิดข้ึนมาและต้งั อยู่

๒. นิจจัง คือ มนั จะต้งั อยู่หรือดาํ รงอย่ใู นลกั ษณะหรือภาวะเช่นเดิมตลอดไป โดยที่จะไม่แตกสลาย (ใชก้ บั
วตั ถุ) หรือดบั หายไป (ใชก้ บั จิตหรือความรู้สึก) อยา่ งเดด็ ขาด (ที่เรียกวา่ นิรันดร หรือ อมตะ) ไม่วา่ จะมีอะไรมาทาํ ลาย
หรือไม่วา่ กาลเวลาจะผา่ นพน้ ไปสกั เท่าไรก็ตาม

๓. สุขงั คือ มนั จะต้ังอยู่อย่างสุขสบาย เพราะเมื่อไมม่ ีส่ิงใดจะมาทาํ ลายใหม้ นั เปล่ียนแปลงหรือแตกดบั ได้
ดงั น้นั มนั จึงดาํ รงอยหู่ รือต้งั อยอู่ ยา่ งไม่มีปัญหาใดๆท่ีจะทาํ ใหเ้ ดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ ดงั น้นั มนั จึงต้งั อยอู่ ยา่ งสุขสบาย
ตลอดเวลา

ในสมยั พุทธกาลน้นั เป็นยคุ ท่ีผคู้ นส่วนมากจะมีความเช่ือวา่ จิตใจ (หรือวญิ ญาณ) ของส่ิงทม่ี ชี ีวติ ท้งั หลายนี้
เป็ นอตั ตา คอื มันสามารถทจี่ ะออกจากร่างกายทต่ี ายไปแล้วเพอ่ื ไปเกดิ ยงั ร่างกายใหม่ๆได้เร่ือยไป ซ่ึงจากความเช่ือน้ีเอง
ท่ีทาํ ใหเ้ กิดความเชื่อเร่ืองการเวยี นวา่ ยตายเกิด เรื่องนรก สวรรค์ เรื่องเทวดา นางฟ้ า ผี ปี ศาจ และเร่ืองการเกิดใหม่เพอื่
มารับผลจากการกระทาํ ของตนเองท่ีทาํ ไวเ้ ม่ือชาติก่อน (เรื่องกรรม) เป็นตน้ ข้ึนมา ซ่ึงความเช่ือน้ีเองท่ีภายหลงั ท่ี
พระพุทธเจา้ ไดป้ รินิพพานไปแลว้ ไมน่ าน ก็ไดผ้ สมหรือปลอมปนเขา้ มาอยใู่ นคาํ สอนของพทุ ธศาสนา จนทาํ ใหค้ วามรู้
เรื่องอนตั ตา ที่เป็นหวั ใจของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจา้ ถูกเขา้ ใจผดิ วา่ เป็นอตั ตาไปโดยไม่รู้ตวั จนทาํ ใหห้ ลกั อริยสัจ
๔ ของพระพทุ ธเจา้ กลายเป็นหลกั การปฏิบตั ิเพอื่ ท่ีตายแลว้ จะไดไ้ มต่ อ้ งกลบั มาเกิดอีกใหเ้ ป็นทุกข์ อยา่ งเช่นที่คนท่ีนบั
ถือพทุ ธศาสนาส่วนมาก กาํ ลงั เช่ือกนั อยใู่ นปัจจุบนั

ความเข้าใจว่ามอี ตั ตามาจากความรู้สึกว่ามีตัวเรา

สาเหตุที่ทาํ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจวา่ จิตใจของเราน้ีเป็นอตั ตาน้นั ก็เป็นเพราะ “ เราทุกคนต่างกม็ ีความรู้สึกว่ามีตัวเรา
อยู่จริงๆมายนื ยนั ” คือในเมื่อเราก็มีความรู้สึกวา่ มีตวั เราอยจู่ ริงๆขณะน้ี จึงไดเ้ กิดความเขา้ ใจข้ึนมาวา่ มนั มีตวั เราอยู่
จริงๆ ซึ่งน่ีเองทท่ี าํ ให้ไม่มใี ครยอมรับว่า “มันไม่มตี ัวเราอย่จู ริง” เพราะมันฝื นหรือตรงข้ามกบั สามญั สํานึกของจิต ท่ี
มันรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ แม้ใครจะมีเหตุผลทส่ี มเหตุสมผลมาคดั ค้านกต็ าม ดงั น้นั เรื่องท่ีสาํ คญั ตอ่ ไปกค็ ือ การศึกษา
เพอื่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจวา่ “ความรู้สึกวา่ มีตวั เรา” น้ี มนั คืออะไร?

ในเรื่องน้ีพระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงสอนวา่ ความรู้สึกว่ามตี ัวเราทเ่ี กดิ ขึน้ นี้ มนั เกิดมาจากส่ิงที่เรียกวา่ อวชิ ชา ที่
หมายถึง ความโง่สูงสุดของมนุษย์ หรือหมายถึง ความรู้ทผ่ี ดิ ทที่ าํ ให้เกดิ ความทกุ ข์ขึน้ มา ซ่ึงความรู้ที่ผดิ น้นั กไ็ ดแ้ ก่
“ความรู้ว่ามตี วั เอง (อตั ตา)” ซ่ึงอวชิ ชาน้ีก็คือสิ่งท่ีสมยั น้ีเรียกวา่ “สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน” ที่เป็นสัญชาติญาณ
ของสิ่งที่มีชีวติ ท้งั หลาย ทธี่ รรมชาติมอบไว้ให้แก่จิตใต้สํานึกของสิ่งทม่ี ชี ีวติ ท้งั หลาย เพอื่ ให้ส่ิงทมี่ ชี ีวติ ท้งั หลายเกดิ
ความรู้สึกว่ามตี วั เองขนึ้ มา เม่ือมีความรู้สึกวา่ มีตวั เองแลว้ มนั ก็จะรักตวั เอง เม่ือมนั รักตวั เองมนั ก็จะพยายามเอาตวั รอด
และสืบเผา่ พนั ธุ์เอาไว้ ดงั น้นั จึงทาํ ใหเ้ กิดสญั ชาติญาณยอ่ ยๆตามมาอีก เช่น สัญชาติญาณในการกินอาหาร หาอาหาร
หนีภยั สืบพนั ธุ์ และเล้ียงลูก เป็นตน้ ถา้ ไมม่ ีสญั ชาติญาณเหล่าน้ี ส่ิงท่ีมีชีวติ ท้งั หลายกจ็ ะไมร่ ักตวั เอง เมื่อไมร่ ักตวั เองก็
จะไม่พยายามเอาตวั รอด แลว้ กจ็ ะตอ้ งสูญพนั ธุ์ไปในที่สุด

กเิ ลสมาจากจิตใต้สํานึก

จิตปกติของเราน้ีเรียกวา่ จิตเต็มสํานึก คือเป็นจิตที่เราควบคุมได้ คอื จะคิดอะไรกไ็ ด้ โดยมเี จตนาหรือความ
ต้งั ใจทจ่ี ะคิด คือถา้ เราขาดสติ เราก็จะต้งั ใจคิดดว้ ยอวชิ ชาและกิเลส แต่ถา้ เรามีสติ เราก็จะต้งั ใจคิดดว้ ยสติและปัญญา

แต่เมื่อจิตของเราเกิดอวชิ ชาและกิเลสข้ึนมาและดบั หายไปคร้ังใด อวชิ ชาและกิเลสมนั กจ็ ะทิ้งความเคยชินเอาไวใ้ หแ้ ก่
จิตใตส้ าํ นึก เมื่อจิตของเราเคยเกดิ อวชิ ชาและกเิ ลสขนึ้ มาบ่อยๆ จิตใต้สํานึกมนั กจ็ ะมคี วามเคยชินของอวชิ ชาและกเิ ลส
มาก เม่ือมีสิ่งใดมายว่ั ยวน กจ็ ะทาํ ใหอ้ วชิ ชาและกิเลสเกิดข้ึนมาทนั ทีอยา่ งรวดเร็วจนเราแทบไมร่ ู้ตวั และยงั ควบคุม
ไมไ่ ดอ้ ีกดว้ ย อยา่ งเช่น เมื่อเราไดพ้ บเพศตรงขา้ มท่ีน่ารักน่าใคร่ เราก็จะเกิดความรักหรือความใคร่ข้ึนมาทนั ทีโดยที่เรา
ไมไ่ ดต้ ้งั ใจ หรือเม่ือมีคนมาด่าเรา เรากจ็ ะเกิดความโกรธข้ึนมาทนั ทีโดยท่ีเราไมไ่ ดอ้ ยากจะโกรธ อีกท้งั เรายงั หยดุ โกรธ
ไมไ่ ดอ้ ีกดว้ ย หรือเมื่อเรารู้วา่ คนท่ีเรารักไดจ้ ากไป เราก็จะเกิดความเสียใจอยา่ งรุนแรงข้ึนมาทนั ที โดยที่เราไม่สามารถ
ระงบั หรือดบั ใหม้ นั หายไปได้ เป็นตน้

อาการที่อวชิ ชาและกิเลสมนั เกิดข้ึนมาไดเ้ อง โดยที่เราไมส่ ามารถควบคุมมนั ไดน้ ้ีเอง ที่เรียกวา่ เป็น ความเคย
ชินทมี่ าจากจิตใต้สํานึก (หรือท่ีเราเรียกวา่ เป็นนิสัยของจิต) คือเพราะจิตของเราเคยเกิดอวชิ ชาและกิเลสมามาก จึงทาํ ให้
จิตใตส้ าํ นึกของเรามีความเคยชินของอวชิ ชาและกิเลสน้ีมาก ดงั น้นั เม่ือมีส่ิงหรือเรื่องราวภายนอกมายวั่ ยวน จึงทาํ ให้
อวชิ ชาและกิเลสเกิดข้ึนมาไดเ้ องอยา่ งรวดเร็วโดยท่ีเราแทบไมร่ ู้ตวั และยงั ควบคุมมนั ไม่ไดอ้ ีกดว้ ย

สรุปอวชิ ชาคอื ต้นเหตุของความทุกข์

สรุปไดว้ า่ ตน้ เหตุของความทุกขท์ ้งั หลายกม็ าจาก ความรู้ว่ามีตวั เอง (สญั ชาติญาณแห่งความมีตวั ตน) ท่ี
ธรรมชาติมอบใหม้ า เพ่อื ใหม้ นุษยม์ ีความรู้สึกวา่ มีตวั เอง เพื่อท่ีจะไดใ้ หม้ นุษยส์ ืบเผา่ พนั ธุ์เอาไว้ จะไดไ้ ม่สูญพนั ธ์ไป
จากโลก แต่เมอ่ื มนุษย์มคี วามรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทาํ ให้มนุษย์เกดิ ความเข้าใจผดิ ไปว่ามันมีตวั เองอย่จู ริงๆ รวมท้งั ยงั
เข้าใจผดิ ว่ามตี ัวตนของคนอนื่ และของสิ่งอนื่ ๆอย่จู ริงๆอกี ด้วย เม่ือมีความเขา้ ใจผดิ วา่ มีตวั เองเช่นน้ีเกิดข้ึน จึงไดท้ าํ ให้
มนุษยเ์ กิดความรักหรือความพอใจ (คือเกิดกิเลส) ในร่างกายและจิตใจของธรรมชาติที่รู้สึกวา่ เป็นตวั เอง และยงั รักหรือ
พอใจในสิ่งที่เป็นของธรรมชาติท่ีรู้สึกวา่ เป็นของตวั เองอีกดว้ ย ซ่ึงเมือ่ เกดิ ความรักหรือความพอใจขนึ้ มาแล้ว จึงได้เกดิ
ความยดึ ถือ (อปุ าทาน) ว่ามีตัวเองขนึ้ มาพร้อมกบั ความยดึ ถือว่ามขี องตวั เองขนึ้ มาด้วย และเม่ือเกิดความยดึ ถือวา่ มี
ตวั เองข้ึนมาในภาวะท่ีน่าพอใจ (คือชีวติ กาํ ลงั มีความสุขอย)ู่ ก็จะเกิดความทุกขซ์ ่อนเร้นข้ึนมา แตเ่ ม่ือเกิดความยดึ ถือวา่
มีตวั เองข้ึนมาในภาวะท่ีไม่น่าพอใจ (เช่นร่างกายแก่ หรือเจบ็ หรือกาํ ลงั จะตาย เป็นตน้ ) ก็จะเกิดความทุกขเ์ ปิ ดเผย
ข้ึนมา

อาการท้งั หมดน้ี เม่ือมนั เกิดข้ึนมาแลว้ มนั ก็ไดท้ ิ้งความเคยชินเอาไวแ้ ก่จิตใตส้ าํ นึก ดงั น้นั เมื่อมีส่ิงหรือเรื่องราว
จากภายนอกมายว่ั ยวน อาการเหล่าน้ีจึงไดเ้ กิดข้ึนอีกอยา่ งง่ายดายและรวดเร็วจนเราแทบไมร่ ู้ตวั และยงั ควบคุมมนั
ไมไ่ ดอ้ ีกดว้ ย แต่ถึงแม้จิตใต้สํานึกน้ันเราจะควบคุมไม่ได้ แต่เราสามารถเปลย่ี นแปลงมันได้ โดยการสร้างความเคยชิน
ใหม่ใหก้ บั มนั ซ่ึงหลกั อริยมรรคของอริยสจั ๔ ของพระพุทธเจา้ น่ีเอง ที่เป็นหลกั การปฏิบตั ิในการสร้างความเคยชิน
ใหมใ่ หก้ บั จิตใตส้ าํ นึก เพอ่ื ให้มันเปลย่ี นจากทมี่ ันมี “ความรู้ผดิ ของอวชิ ชา” ว่า “ตัวเรา-ของเรานีเ้ ป็ นอตั ตา” มาเป็ น
“ความรู้ทถ่ี ูกต้องของปัญญา” ว่า “ตวั เรา-ของเรานีม้ ันเป็ นอนัตตา (คอื ไม่ใช่อตั ตา)” รวมท้งั ยงั สร้างความเคยชินของ
สมาธิใหม้ ากข้ึนดว้ ย ซ่ึงความเคยชินใหม่น้ีเรียกวา่ บารมี ท่ีหมายถึง คุณสมบัตทิ นี่ ําไปสู่นิพพานหรือความพ้นทุกข์
และเมื่อเราปฏิบตั ิอริยมรรคจนสามารถทาํ ลายความเคยชินของอวชิ ชาและกิเลสใหห้ มดสิ้นไปจากจิตใตส้ าํ นึกของเรา
ไดแ้ ลว้ กเ็ รียกวา่ บารมีเตม็ แลว้ และก็จะทาํ ใหเ้ กิดความหลุดพน้ จากความทุกขท์ ้งั ปวงไดอ้ ยา่ งถาวร (หรือตลอดชีวติ )

ดงั น้นั ต่อไปน้ีเราจะมาศึกษาเพอ่ื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจ ในเร่ืองความเป็นอนตั ตา ท้งั ของร่างกายและจิตใจของเรา รวมท้งั
ของส่ิงท้งั หลายของธรรมชาติกนั ตอ่ ไป

ภาค ๒ ดวงตาเห็นธรรม

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

การที่เราจะศึกษาใหเ้ กิดความเขา้ ใจวา่ “ร่างกายและจิตใจของเรานีเ้ ป็ นอนัตตา” ไดน้ ้นั จําเป็ นทจี่ ะต้องเข้าใจ
ถึงกฎพนื้ ฐานของธรรมชาตทิ ส่ี ําคญั ทส่ี ุดก่อน จึงจะศึกษาแลว้ เกิดความเขา้ ใจ ซึ่งกฎนีก้ ค็ ือกฎทคี่ วบคุมส่ิงทกุ สิ่งทกุ
อย่างอยู่ (ซ่ึงเทียบไดก้ บั พระเจา้ ของบางศาสนา) โดยกฎน้ีเรียกวา่ กฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ กฎสูงสุดของจักรวาล ที่
ทางพทุ ธศาสนาเรียกวา่ กฎอทิ ปั ปัจจยตา ที่หมายถึง กฎทเ่ี ป็ นการอาศัยเหตุและปัจจัยให้เกดิ ขึน้ โดยกฎน้ีจะบงั คบั ทุก
สิ่งเอาไวว้ า่ “ทุกสิ่งทเี่ กดิ ขนึ้ จะต้องมเี หตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกดิ ขึน้ ” ซ่ึงกฎอิทปั ปัจจยตาน้ี กเ็ ป็นกฎพ้นื ฐานง่ายๆ
ที่ใครๆก็เขา้ ใจและยอมรับกนั อยแู่ ลว้ ซ่ึงกฎน้ีแมจ้ ะดูวา่ เป็นกฎง่ายๆ แตว่ า่ ถา้ เรานาํ เอากฎน้ีมาพจิ ารณาอยา่ งละเอียด
ลึกซ้ึงแลว้ เรากจ็ ะพบวา่ มันมคี วามลบั ของธรรมชาติทสี่ ําคัญซ่อนอย่ใู นทกุ สิ่งของธรรมชาติ ถา้ เราสามารถไขความลบั
ของธรรมชาติน้ีได้ เรากจ็ ะเขา้ ใจและเห็นแจง้ เรื่องความเป็นอนตั ตาของร่างกายและจิตใจของเราได้ แต่ก่อนอื่นเรา
จะตอ้ งเขา้ ใจความหมายของคาํ บางคาํ เสียก่อน จึงจะศึกษากฎอิทปั ปัจยตาไดเ้ ขา้ ใจ อนั ไดแ้ ก่คาํ วา่

เกดิ ขนึ้ หมายถึง จากการทไ่ี ม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามขี ึน้ ในภายหลงั
ดบั หายไป หมายถึง จากการทเ่ี คยมีอย่กู ่อน แล้วจึงมาหายไปในภายหลงั
เหตุ หมายถึง ส่ิงทกี่ ระทาํ ให้เกดิ ผล
ปัจจัย หมายถึง เหตุย่อยๆ หรือ สิ่งทมี่ าสนับสนุนเหตุ
ผล หมายถึง ส่ิงทเ่ี กดิ ขึน้ มาจากเหตุ
ปรุงแต่ง หมายถึง การกระทาํ โดยธรรมชาติ
สิ่งปรุงแต่ง หมายถึง สิ่งทเี่ กดิ ขนึ้ มาจากเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกดิ ขึน้

อศั จรรย์แห่งการปรุงแต่ง

คาํ วา่ สังขาร เป็นภาษาบาลีแปลวา่ ปรุงแต่ง ซ่ึงคาํ วา่ “ปรุงแต่ง” น้ีเป็นคาํ ท่ีมีความหมายลึกซ้ึง ถา้ เขา้ ใจคาํ น้ี
แลว้ กจ็ ะเขา้ ใจกฎอิทปั ปัจจยตาไดถ้ ูกตอ้ ง คือคาํ วา่ ปรุงแตง่ น้ีมีความหมายคลา้ ยการปรุงอาหาร ท่ีเราเอาเครื่องปรุงตา่ งๆ
ที่พอเหมาะ มาปรุงโดยใชค้ วามร้อนอยา่ งถูกตอ้ ง ก็จะเกิดเป็นอาหารท่ีเอร็ดอร่อยข้ึนมาได้ ซ่ึงคาํ วา่ ปรุงแต่งน้ีก็
เหมือนกนั คอื มันเป็ นการกระทาํ โดยธรรมชาติ ในการนําเอาธาตุ (คอื ส่ิงมีอย่จู ริงๆ) ตามธรรมชาติ มาปรุงแต่งให้เกดิ
เป็ นวตั ถุและส่ิงของต่างๆ รวมท้งั จิตใจทรี่ ู้สึกนึกคิดได้ของคนเราขนึ้ มาได้อย่างน่าอศั จรรย์ และเมอื่ มนั ปรุงแต่งให้เกดิ
เป็ นส่ิงใดขนึ้ มาแล้ว สิ่งทถี่ ูกปรุงแต่งให้เกดิ ขึน้ มาน้ัน แทบจะไม่หลงเหลอื ลกั ษณะเดมิ ของสิ่งทน่ี ํามาปรุงแต่งมันเลย
เพราะสิ่งทนี่ ํามาปรุงแต่งท้งั หลายน้ัน มันได้รวมตวั กนั จนกลายเป็ นสิ่งใหม่ขนึ้ มาได้อย่างน่าอศั จรรย์ ซ่ึงส่ิงที่เกิดข้ึนมา
จาการปรุงแต่งน้ีเราจะเรียกวา่ เป็น “ส่ิงปรุงแต่ง”

ตวั อยา่ งเช่น ร่างกายที่ตอ้ งอาศยั อาหาร น้าํ ความร้อน และอากาศท่ีบริสุทธ์ิ มาปรุงแต่งใหเ้ กิดข้ึน ซ่ึงร่างกายที่
เกิดข้ึนมาน้ีแทบจะไมห่ ลงเหลือลกั ษณะของอาหาร น้าํ ความร้อน และอากาศ ใหเ้ ราพบเห็นหรือสัมผสั ไดเ้ ลย เพราะ
มนั ไดร้ วมตวั กนั กลายเป็นวตั ถุชนิดใหม่ท่ีสมมติเรียกวา่ “ร่างกาย” ข้ึนมาแทน หรืออยา่ งเช่น เมื่อร่างกายไดป้ รุงแต่งให้
เกิดวญิ ญาณ (การรับรู้) ข้ึนมา ซ่ึงวญิ ญาณน้ีก็จะทาํ ใหส้ มองทาํ งาน โดยการนาํ เอาขอ้ มลู จากสมองมาปรุงแตง่ ใหเ้ กิด
เป็นการจาํ ได้ และความรู้สึก รวมท้งั การคิดนึก ข้ึนมา แลว้ เรากเ็ รียกสิ่งที่เกิดข้ึนมาน้ีรวมๆวา่ เป็น จิต หรือ ใจ เป็นตน้

ส่วนกรณีท่ีเป็นการกระทาํ โดยคนหรือสตั ว์ ไม่ควรใชค้ าํ วา่ ปรุงแตง่ แตค่ วรใชค้ าํ วา่ ทาํ หรือ ประกอบ หรือ
สร้าง หรือ ประดิษฐ์ แทน อยา่ งเช่น การสร้างรถยนตข์ ้ึนมา หรือการประดิษฐห์ ุ่นยนตข์ ้ึนมา เป็นตน้ เพราะมนั ยงั
หลงเหลือลกั ษณะเดิมของสิ่งท่ีนาํ เอามาสร้าง เช่น เหลก็ อะลูมิเนียม ทองแดง ยาง พลาสติก แกว้ เป็นตน้ ใหเ้ ราไดพ้ บ
เห็นอยู่

ทกุ สิ่งมนั เป็ น “เช่นน้ันเอง”

ส่ิงที่ตอ้ งสังเกตคือ จะมีคาํ วา่ เหตุและปัจจัย (หรือเหตุปัจจยั ) ซ่ึงที่เป็นเช่นน้ีกเ็ พราะวา่ การท่ีส่ิงใดส่ิงหน่ึงจะ
เกิดข้ึนมาได้ จะตอ้ งมีเหตุหลายๆเหตุมาร่วมกนั ปรุงแตง่ ใหเ้ กิดข้ึน ซ่ึงมนั แสดงถึงวา่ แค่เพียงเหตุเดียว จะไม่สามารถ
ปรุงแตง่ ใหเ้ กิดส่ิงใดข้ึนมาได้ คอื ต้องมีอย่างน้อย ๒ เหตุมาร่วมกนั ปรุงแต่ง จึงจะปรุงแต่งให้เกดิ ส่ิงต่างๆขนึ้ มาได้ ซ่ึง
เหตุที่สาํ คญั หรือใหญท่ ี่สุดเพียงเหตุเดียวเราจะเรียกวา่ เป็น “เหตุ” ส่วนเหตุที่เหลือนอกน้นั เราจะเรียกวา่ เป็น “ปัจจยั ” แต่
บางทีเรากไ็ มน่ ิยมกล่าวถึงปัจจยั เพราะเรากร็ ู้ๆกนั อยแู่ ลว้ เราจึงกล่าวถึงเฉพาะเหตุเท่าน้นั อยา่ งที่เราชอบพดู กนั วา่
“เหตุทาํ ให้เกดิ ผล” หรือ “ผลเกดิ มาจากเหตุ” นน่ั เอง

กฎอิทปั ปัจจตาน้ีจะมีรายละเอียดวา่ “เม่ือส่ิงนีม้ ี ส่ิงนีจ้ ึงมี, เมอ่ื ส่ิงนีไ้ ม่มี ส่ิงนีจ้ ึงไม่มี, เมอ่ื ส่ิงนีเ้ กดิ ขนึ้ สิ่งนีจ้ ึง
เกดิ ขึน้ , เมอื่ ส่ิงนีด้ ับหายไป สิ่งนีจ้ ึงดับหายไป ” ซ่ึงน่ีกค็ ือการบอกถึงเรื่องของเหตุและผลนนั่ เอง คือเป็นการบอกวา่
“เม่ือมีเหตุ จึงมีผล, เม่ือไม่มีเหตุ ก็จะไม่มีผล, เม่ือเหตุเกิดข้ึน ผลกจ็ ะเกิดข้ึน, เม่ือเหตุดบั ไป ผลกจ็ ะดบั ไป” แต่เมื่อเหตุ
ทาํ ใหเ้ กิดผลแลว้ ผลน้นั ก็ยงั จะเป็นเหตุใหเ้ กิดผลใหม่ข้ึนมาไดอ้ ีก คือมนั จะมีการผลกั ดนั กนั ใหเ้ กิดเป็นเหตุ เป็นผล เป็น
เหตุ เป็นผล, เป็นเหตุ เป็นผล ฯลฯ อยา่ งน้ีตอ่ ๆกนั ไปเหมือนห่วงโซ่ท่ีคลอ้ งตอ่ ๆกนั ไปเรื่อยๆอยา่ งไม่มีท่ีสิ้นสุด

อีกท้งั เหตุเพียงเหตุเดียวก็ยงั สามารถทาํ ใหเ้ กิดผลไดห้ ลายๆผล รวมท้งั ผลเพยี งผลเดียวก็ยงั มาจากหลายๆเหตุได้
อีก ดงั น้ันเหตุและผลของแต่ละสิ่งหรือแต่ละเรื่อง จึงมีความเกย่ี วพนั กนั กบั เหตุและผล ของส่ิงหรือเร่ืองอนื่ ๆอกี
มากมายอย่างสลบั ซับซ้อนและยุ่งเหยงิ จนบางทเี รากไ็ ม่สามารถไปล่วงรู้ถงึ เหตุและผลทแี่ ท้จริงท้งั หมด ของบางส่ิง
หรือบางเร่ืองได้อย่างถูกต้อง จนทาํ ใหค้ นที่ไม่เขา้ ใจเร่ืองกฎของเหตุและผลน้ี เกิดความคิดวา่ ส่ิงที่ไม่รู้ถึงเหตุและผล
ท้งั หมดของมนั น้นั มนั เป็นส่ิงวเิ ศษหรือสิ่งที่เหนือธรรมชาติไป แตถ่ า้ เราจะเขา้ ใจถึงหลกั การเกิดข้ึนมาจากเหตุและผล
ตามกฏอิทปั ปัจจยตาน้ีแลว้ เรากจ็ ะเขา้ ใจไดว้ า่ “ทกุ สิ่งน้ันมันกเ็ ป็ นของธรรมดาๆของมนั เช่นน้ันเอง” ไมไ่ ดม้ ีอะไร
วเิ ศษเหนือธรรมชาติเลย

การปรุงแต่งของธรรมชาติน้ี มนั เป็ นความอศั จรรย์ของธรรมชาติ ซ่ึงเราก็ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งรู้วา่ ธรรมชาติทาํ อยา่ งน้ี
ไดอ้ ยา่ งไร? เพยี งเรารู้ว่าชีวติ คอื ร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันเป็ นเพยี ง “ส่ิงปรุงแต่ง” ทธี่ รรมชาติปรุงแต่งให้เกดิ
ขนึ้ มาเพยี งช่ัวคราว เท่าน้ันกพ็ อแล้ว เพราะเพยี งเท่าน้ีก็ทาํ ใหเ้ รา ล่วงรู้ถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ เรื่องความเป็น
อนตั ตาของร่างกายและจิตใจของเราที่เราควรรู้ ท่ีธรรมชาติไดซ้ ่อนเอาไวแ้ ลว้

กฎอิทปั ปัจจยตา คือกฎสูงสุดของธรรมชาตทิ คี่ วบคุมทกุ ส่ิงทุกอย่างเอาไว้ คือกฎอิทปั ปัจจยตาน้ีกเ็ ป็นกฎง่ายๆ
ท่ีบงั คบั เอาไวว้ า่ การท่ีสิ่งใดจะเกิดข้ึนมา จะตอ้ งมีเหตุและปัจจยั มาร่วมกนั ปรุงใหเ้ กิดข้ึน ดงั น้นั เม่ือพิจารณาในทาง
กลบั กนั กจ็ ะพบวา่ “ไม่มสี ิ่งใดจะเกดิ ขึน้ มาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุปัจจัย” ซ่ึงเมื่อเราเขา้ ใจถึงกฎสูงสุดน้ีแลว้ เราก็จะ
เขา้ ใจไดเ้ องวา่ ทุกสิ่งทุกอยา่ งเกิดข้ึนมาไดอ้ ยา่ งไร รวมท้งั เรากจ็ ะเขา้ ใจไดว้ า่ ไม่มีส่ิงใดทจ่ี ะอยู่นอกเหนือกฎสูงสุดนีไ้ ป
ได้ แตค่ นส่วนมากที่ไมม่ ีความรู้พ้ืนฐานดา้ นวทิ ยาศาสตร์ ก็มกั เช่ือวา่ มีสิ่งท่ีอยนู่ อกเหนือกฎสูงสุดน้ี คือเช่ือวา่ มีสิ่งท่ี
ลึกลบั เหนือธรรมชาติ อนั ไดแ้ ก่ ความเช่ือวา่ มีบุคคลหรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิหรือของวเิ ศษ เช่น เทพเจา้ เทวดา นางฟ้ า ผี นรก
สวรรค์ และ คาถาอาคม เครื่องรางของขลงั เป็นตน้ ท่ีเป็นเร่ืองเล่าตอ่ ๆกนั มา แตถ่ า้ เราเขา้ ใจกฎสูงสุดน้ีแลว้ เรากจ็ ะ
เขา้ ใจไดเ้ องวา่ “สิ่งลึกลบั เหนือธรรมชาติเหล่าน้ี มนั เป็นสิ่งท่ีไมอ่ ยใู่ นฐานะที่จะเป็นไปได”้ ถา้ ใครยงั เชื่อวา่ จะมีสิ่ง
ลึกลบั เหนือธรรมชาติเช่นน้ีอยู่ แสดงวา่ ยงั ไมเ่ ขา้ ใจกฎอิทปั ัจจยตาน้ีอยา่ งถูกตอ้ ง และจะไมส่ ามารถศึกษาพทุ ธศาสนา
ใหเ้ กิดความเขา้ ใจได้

กฎไตรลกั ษณ์

ส่ิงปรุงแต่งท้งั หลายท่ีเกิดข้ึนมาตามกฎสูงสุดของธรรมชาติน้ี จะมีลกั ษณะหรือความจริงประจาํ อยู่ ๓ ประการ
ที่เรียกวา่ กฎไตรลกั ษณ์ ที่หมายถึง ลกั ษณะ ๓ ประการของสิ่งปรุงแต่งท้งั หลาย (กฎไตรลกั ษณ์น้ีบางทีกเ็ รียกวา่ สามญั
ลกั ษณะ ที่หมายถึง ลกั ษณะทว่ั ไปของสิ่งปรุงแต่งท้งั หลาย) อนั ไดแ้ ก่

๑. อนิจจัง แปลวา่ ไม่เทย่ี ง คือสิ่งปรุงแต่งท้งั หลาย จะมกี ารเปลย่ี นแปลงหรือไหลไปสู่ความแตก (ใช้กบั พวก
วตั ถุ) หรือดับ (ใช้กบั พวกจิตหรือความรู้สึกต่างๆ) อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทจี่ ะดาํ รงอยู่หรือต้งั อยู่ในสภาวะหรือ
ลกั ษณะเดิมได้ตลอดไป คอื สุดท้ายไม่ช้ากเ็ ร็ว สภาพการปรุงแต่งของมนั กต็ ้องแตกสลาย (ใช้กบั วตั ถุ) หรือดับหายไป
(ใช้กบั จิตหรือความรู้สึก) อย่างแน่นอน ซ่ึงที่เป็นเช่นน้ีก็เพราะสิ่งพ้ืนฐาน (คือธาตุ ๖ ตามธรรมชาติ) ที่มาปรุงแตง่ ให้
เกิดส่ิงปรุงแตง่ ท้งั หลายข้ึนมาน้นั มนั กเ็ ป็นส่ิงปรุงแตง่ ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลาดว้ ยเหมือนกนั ดงั น้นั จึงทาํ ให้
สิ่งปรุงแตง่ ใหม่ๆท้งั หลายมีความเปล่ียนแปลงตามไปดว้ ย

๒. ทกุ ขัง แปลวา่ ง ทน หรือ ต้องทน คือหมายถึง สิ่งปรุงแตง่ ท้งั หลาย มนั ต้องทนประคบั ประคองสภาพของ
การปรุงแต่งของมันเอาไว้อย่างยากลาํ บาก ท้งั จากการเปลี่ยนแปลง (อนิจจงั ) ภายในของมนั เอง และจากการถูกทาํ ลาย
จากส่ิงภายนอกต่างๆอยเู่ สมอดว้ ย ถา้ มนั ไม่ทนประคบั ประคองเอาไว้ สภาพการปรุงแต่งของมนั ก็จะตอ้ งแตกสลายหรือ
ดบั หายไปทนั ที ซ่ึงในกรณที เี่ ป็ นวตั ถุทไ่ี ม่มชี ีวติ กไ็ ม่มีปัญหาอะไร เพราะมันไม่มจี ิตทมี่ ารับรู้สภาวะทต่ี ้องทนของมัน
แตถ่ า้ เป็นวตั ถุที่มีชีวติ กจ็ ะมีปัญหา เพราะมนั สามารถรับรู้สภาวะท่ีตอ้ งทนของมนั ได้ คือร่างกายท่ียงั มีชีวติ กจ็ ะรู้สึกถึง
ความหนกั เหน่ือย เจบ็ ปวด หรือความทรมานของร่างกาย ส่วนจิตใจกจ็ ะรู้สึกถงึ ความทุกข์ทรมานเมื่อเกดิ ความยดึ ถือ
ว่ามีตัวเองขนึ้ มา ส่วนในกรณีท่ีจิตไมม่ ีความยดึ ถือวา่ มีตวั เอง มนั ก็ยงั มีความรู้สึกท่ีตอ้ งทนอยดู่ ว้ ยเสมอ เพราะจิตเป็น
ส่ิงปรุงแต่ง เพยี งแต่วา่ มีนอ้ ยมากจนไมเ่ ป็นปัญหา (คือไมท่ าํ ใหจ้ ิตเกิดความรู้สึกที่ทรมานหรือเป็นทุกข)์ ซ่ึงความรู้สึกท่ี
ตอ้ งทนของจิตท่ีมีนอ้ ยมากน้ีเอง ที่เรียกวา่ นิพพาน

๓. อนัตตา แปลวา่ ไม่ใช่อตั ตา หรือ ไม่ใช่ตัวตนทแี่ ท้จริง คือหมายถึง เป็ นการปฏเิ สธหรือไม่ยอมรับว่าเป็ น
อตั ตา คือถา้ สิ่งใดเป็นส่ิงท่ีตอ้ งอาศยั เหตุและปัจจยั มาปรุงแตง่ ใหเ้ กิดข้ึน และมีความไม่เท่ียง รวมท้งั ยงั ตอ้ งทนอยู่ ก็

แสดงวา่ สิ่งน้นั ไมใ่ ช่อตั ตา ดงั น้นั คาํ วา่ “อนตั ตา” จึงเป็นคาํ ท่ีใชบ้ อกใหร้ ู้วา่ ส่ิงน้นั สิ่งน้ีไมใ่ ช่อตั ตา แตเ่ ป็นเพยี ง สังขาร
หรือสิ่งปรุงแต่งเท่าน้นั

ลกั ษณะของส่ิงปรุงแต่งท้งั หลายน้ี จะมีลกั ษณะทต่ี รงข้ามกบั ลกั ษณะของอตั ตา คืออตั ตาจะไม่ตอ้ งอาศยั เหตุ
ปัจจยั แต่สิ่งปรุงแต่งตอ้ งอาศยั เหตุปัจจยั , อตั ตาจะเป็นส่ิงท่ีเที่ยง แต่สิ่งปรุงแต่งจะไม่เท่ียง, และอตั ตาจะเป็นส่ิงที่ทนอยู่
อยา่ งสบาย แต่สิ่งปรุงแต่งจะตอ้ งทนอยอู่ ยา่ งยากลาํ บาก

ลกั ษณะของความเป็นอนิจจงั ทุกขงั และอนตั ตาน้ี ถ้าพจิ ารณาให้ดีกจ็ ะพบว่า มนั กค็ อื ลกั ษณะเดยี วกนั นั่นเอง
เพียงแต่เราแยกอาการออกมาพจิ ารณาเพอื่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจไดง้ ่ายเทา่ น้นั คือเมื่อเราพจิ ารณาร่างกายและจิตใจของเรา
ถึงความเป็นอนิจจงั อยา่ งแรงกลา้ (คือดว้ ยสมาธิ) เราก็จะพบความเป็นทุกขงั ของร่างกายกบั จิตใจ เมื่อเราพิจารณาถึง
ความเป็นทุกขงั ของร่างกายและจิตใจต่อไปอยา่ งแรงกลา้ เรากจ็ ะพบความเป็นอนตั ตาของร่างกายและจิตใจได้ และถา้
เราพิจารณาความเป็นอนตั ตาของร่างกายและจิตใจต่อไปอยา่ งแรงกลา้ เรากจ็ ะพบความเป็น สุญญตา คือ วา่ งจากอตั ตา
หรือ วา่ งจากส่ิงหรือสภาวะที่เป็นตนั ตนท่ีแทจ้ ริงของร่างกายและจิตใจได้

สุญญตา – ความว่าง

สุญญตา แปลวา่ ความว่าง ซ่ึงมี ๓ ความหมาย คือ

๑. ว่างเปล่าโดยไม่มอี ะไรเลย คือความวา่ งทางวตั ถุท่ีเรียกวา่ สุญญากาศ

๒. ว่างจากอตั ตา คือวา่ งจากตวั ตนที่แทจ้ ริง

๓. จิตว่าง คือจิตวา่ งจากกิเลส

ความหมายท่ีเราตอ้ งเขา้ ใจก็คือความวา่ งจากอตั ตา คือเมื่อสิ่งใดไม่เท่ียงและมีสภาวะท่ีตอ้ งทน สิ่งน้นั กจ็ ะเป็น
อนตั ตา (คือไมใ่ ช่อตั ตา) และเม่ือส่ิงใดไม่ใช่อตั ตา สิ่งน้ันกจ็ ะเป็ นสุญญตา คือมนั วา่ งจากอตั ตาหรือวา่ งจากตวั ตนของ
มนั เอง หรือเรียกง่ายๆวา่ “มันไม่ได้มีตวั ตนของมันเองอยู่จริง” และเม่ือเราเขา้ ใจแลว้ วา่ ชีวติ ของเรา (คือร่างกายกบั
จิตใจ) มนั เป็นอนตั ตา คือไม่ใช่ตวั ตนที่แทจ้ ริง ดังน้ันจึงเท่ากบั ว่า มนั เป็ นสุญญตา คอื มนั ไม่ได้มสี ิ่งทเ่ี ป็ นอตั ตาหรือ
ตัวตนทเ่ี ป็ นเราอย่จู ริงๆเลย หรือเรียกง่ายๆวา่ “มันไม่มตี ัวเราอยู่จริง” ซ่ึงการมองทุกสิ่งใหเ้ ห็น (เขา้ ใจ) ถึงความเป็น
สุญญตาน่ีเอง ที่จะทาํ ใหจ้ ิตของเราหลุดพน้ จากความยดึ ถือวา่ มีตวั เรา-ของเรา และไม่มีความทุกขไ์ ด้ ดงั น้นั จึงเรียกไดว้ า่
ความรู้เร่ืองสุญญตาน้ีเป็นสุดยอดของปัญญานน่ั เอง

ร่างกายเป็ นอนัตตา

เมื่อมองโดยภาพรวมแลว้ เรากจ็ ะพบวา่ ร่างกายกค็ ือกลุ่มก้อนอย่างหน่ึงทเ่ี ป็ นวตั ถุ มลี กั ษณะภายนอกและ
ระบบภายในคล้ายหุ่นยนต์ทเี่ คลอ่ื นไหวได้ เจริญเตบิ โตได้ และเม่ือพจิ ารณาจากร่างกายของเราเองจริงๆในปัจจุบนั แลว้
เรากจ็ ะพบวา่ ความจริงแล้วร่างกายของเราน้ันกต็ ้องอาศัยเชื้อจากพ่อและไข่จากแม่มาผสมกนั จึงเกดิ ร่างกายของเรา
ขนึ้ มา และอาศัยอาหาร นํา้ ความร้อนทพี่ อเหมาะ และอากาศทบี่ ริสุทธ์ิ มาปรุงแต่งให้ต้ังอย่ไู ด้ ซ่ึงเพยี งเท่าน้ีกแ็ สดงให้
เขา้ ใจไดแ้ ลว้ วา่ ร่างกายเป็นส่ิงปรุงแตง่ อีกท้งั ร่างกายกย็ งั มีการเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา โดยตอ้ งมีการแตกสลาย
(หรือตาย) อยา่ งแน่นอนในท่ีสุดไม่ชา้ ก็เร็ว และร่างกายกย็ งั ตอ้ งทนตอ่ ความหนาวบา้ ง ร้อนบา้ ง หิวบา้ ง กระหายบา้ ง

ทนต่อโรคร้ายต่างๆมากมายบา้ ง จากความหนกั บา้ งเหน่ือยบา้ ง เป็นตน้ จึงทาํ ใหร้ ่างกายตอ้ งทนอยดู่ ว้ ยความยากลาํ บาก
ซ่ึงน่ีกย็ ง่ิ เป็นสิ่งที่มายนื ยนั อีกวา่ ร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง

เม่ือร่างกายเป็นส่ิงปรุงแต่ง ดงั น้ันจึงเท่ากบั ว่าร่างกายของเรานีม้ ันเป็ นอนัตตา คือไม่ใช่อตั ตา และเม่ือมนั ไม่ใช่
อตั ตา กแ็ สดงวา่ มนั เป็นสุญญตา คือไม่ไดม้ ีร่างกายจริงๆตามท่ีสมมติเรียกเลย และเม่อื เราเหน็ (เข้าใจอย่างแจ้งชัด) แล้ว
ว่า มันไม่มีร่างกายของเราจริงๆ เราจึงไม่ควรยดึ ถือว่า “ร่างกายนีค้ ือเราหรือของเรา” (ซ่ึงแมร้ ่างกายของคนอื่นหรือส่ิง
อื่นๆกม็ ีลกั ษณะเดียวกนั กบั ร่างกายของเรา คือไมค่ วรยดึ ถือวา่ เป็นตวั ตนท่ีแทจ้ ริงของใครๆหรือของสิ่งใดๆท้งั สิ้น) ถา้
จิตโง่ไปยดึ ถือเขา้ เมื่อร่างกายที่ยดึ ถือเอาไวน้ ้ีมนั เปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะหรือในลกั ษณะที่ไม่น่าพงึ พอใจ เช่น แก่ เจบ็
หรือกาํ ลงั จะตาย จิตโง่น้ีกย็ อ่ มท่ีจะเกิดความทุกขไ์ ปอยา่ งช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจิตฉลาด (เพราะมปี ัญญาทเี่ ข้าใจถงึ ความจริง
สูงสุดว่ามนั ไม่ได้มีร่างกายจริงๆ) และมสี มาธิอย่ดู ้วย จิตทเ่ี ฉลยี วฉลาดและมีสมาธินี้ กจ็ ะไม่เกดิ ความยดึ ถือร่างกายนีว้ ่า
เป็ นตวั เราหรือของเรา ซ่ึงแมร้ ่างกายจะเปล่ียนแปลงไปเป็นภาวะหรือในลกั ษณะท่ีไม่น่าพึงพอใจอยา่ งไรก็ตาม จิตท่ี
ฉลาดน้ีก็จะไมเ่ กิดความทุกขใ์ ดๆ

จิตใจเป็ นอนัตตา

คาํ วา่ จิต หรือ ใจ (คือเม่ือทาํ หนา้ ที่คิดนึก ก็สมมติเรียกวา่ จิต แต่พอทาํ หนา้ ท่ีรับรู้และรู้สึก ก็สมมติเรียกวา่ ใจ)
น้ีสรุปแลว้ กค็ ือ “ส่ิงทรี่ ู้สึกนึกคิดได้” คือมนั สามารถรับรู้ส่ิงตา่ งๆได,้ รู้สึกส่ิงท่ีรับรู้ได,้ จาํ สิ่งที่รับรู้ได้ และมีการคิดนึก
หรือเกิดอาการต่างๆ (เช่นอาการกิเลส) ได้ (สิ่งสาํ คญั ที่ตอ้ งระวงั ก็คือ เราตอ้ งมาดูจากจิตของเราเองจริงๆวา่ มนั เป็น
อยา่ งไร? อยา่ ไปติดภาษาท่ีใชอ้ ธิบาย ซ่ึงมนั อาจจะไม่ตรงกบั ความจริงท่ีเรารู้สึกจริงๆก็ได)้

เม่ือจิตใจคือส่ิงที่รู้สึกนึกคิดได้ ทีน้ีเรากต็ อ้ งมาพจิ ารณาดูวา่ จิตใจมนั ตอ้ งอาศยั สิ่งใดมาปรุงแตง่ ใหม้ นั เกิด
ข้ึนมา หรือมนั สามารถเกิดข้ึนมาไดเ้ องโดยที่ไม่ตอ้ งอาศยั ส่ิงใดมาปรุงแตง่ ใหม้ นั เกิดข้ึนมา? ซ่ึงจากความเป็ นจริงทเี่ รา
รู้สึกอยู่จริงๆกค็ ือ จิตใจต้องอาศัยร่างกายทยี่ งั ดีอยู่หรือร่างกายทยี่ งั ไม่ตายเกดิ ขึน้ เสมอ เราไม่เคยมีจิตทไ่ี ม่ต้องอาศัย
ร่างกายเลย หรือเราไม่เคยมจี ิตทสี่ ามารถล่องลอยออกจากร่างกายได้เลย (ถา้ จิตเป็นอตั ตา มนั ไม่จาํ เป็นตอ้ งอาศยั
ร่างกายเกิดข้ึนมา และสามารถล่องลอยออกจากร่างกายได)้ ซ่ึงเพยี งเทา่ น้ีกแ็ สดงใหเ้ ราเขา้ ใจแลว้ วา่ จิตใจน้ีมนั เป็นส่ิง
ปรุงแต่ง

อีกอยา่ งจิตใจน้ีมนั ก็มีการเกิดข้ึนและดบั หายไปอยเู่ สมอ รวมท้งั มีการเปลี่ยนแปลงอยเู่ สมอดว้ ย (ถา้ จิตเป็น
อตั ตามนั จะมีอยตู่ ลอดเวลา คือจะไมม่ ีการเกิดและดบั ) คอื ขณะทเ่ี ราตนื่ อยู่ จิตกเ็ กดิ ขนึ้ มา แต่พอเวลาเราหลบั สนิทและ
ไม่ฝัน จิตกด็ ับหายไป (ส่วนขณะท่ีหลบั แลว้ ฝันน้นั จิตก็เกิดข้ึนมาแลว้ แต่วา่ ยงั ไม่สมบูรณ์ ยงั เป็นแค่เพยี งจิตใตส้ าํ นึก
เท่าน้นั ) เม่อื ต่นื ใหม่จิตจึงเกดิ ขึน้ มาใหม่ (ส่วนการที่จิตเกิดข้ึนมาใหมแ่ ลว้ ยงั มีความจาํ และความคิดไดเ้ หมือนจิตเก่าท่ี
ดบั ไปก็เป็นเพราะสมองยงั ดีอยู่ จึงทาํ ใหข้ อ้ มลู ท่ีสมองเก็บไวเ้ ป็นความทรงจาํ ไม่หายไป จิตจึงยงั จาํ อะไรๆได้
เหมือนเดิมและคิดไดเ้ หมือนเดิม แตถ่ า้ สมองเสียหาย แมร้ ่างกายจะยงั ไมต่ าย ขอ้ มูลของความทรงจาํ ก็จะหายไป เม่ือจิต
ตื่นกจ็ ะจาํ และคิดอะไรไมไ่ ด้ เหมือนเจา้ ชายหรือเจา้ หญิงนิทรา) รวมท้งั จิตใจของเรากม็ ีการคิดและเกดิ ความพอใจบ้าง
ไม่พอใจบ้าง เปลย่ี นแปลงไปตามความรู้สึก (เวทนา) อย่เู สมอๆ ซ่ึงน่ีกย็ ง่ิ เป็นการยนื ยนั วา่ จิตใจน้ีเป็นสิ่งปรุงแตง่

อีกอยา่ งจิตใจของเรากย็ งั มีความสุขบา้ ง ความทุกขบ์ า้ งอยเู่ สมอๆ (ถา้ จิตเป็นอตั ตามนั กจ็ ะมีแตค่ วามสุขอยู่
ตลอดเวลาโดยท่ีจะไมม่ ีความทุกขเ์ ลย) เราไมเ่ คยมีความสุขอยตู่ ลอดเวลาท้งั วนั ท้งั คืนเลย ซ่ึงนี่ก็ยงิ่ เป็นการยนื ยนั วา่
จิตใจน้ีเป็ นส่ิงปรุ งแตง่

เมื่อความจริงหลายๆอยา่ งมนั ยนื ยนั วา่ จิตใจของเราน้ีเป็นส่ิงปรุงแตง่ ดังน้ันกแ็ สดงว่า จิตใจของเรานีม้ นั เป็ น
อนัตตา คอื ไม่ใช่ตัวตนทแ่ี ท้จริง และเป็ น สุญญตา คือไม่ได้มีตวั ตนทเี่ ป็ นเราจริงๆเลย เพราะมันเป็ นแค่เพยี งสิ่งปรุงแต่ง
ทเ่ี กดิ มาจากเหตุ (คือวญิ ญาณจากร่างกาย) และปัจจัย (คือข้อมูลทเ่ี ป็ นความทรงจําทส่ี มองมีอยู่) มาร่วมกนั ปรุงแต่งให้
เกดิ ขึน้ มาเพยี งช่ัวคราวเท่าน้ัน ดงั น้นั ความรู้สึกวา่ มีตวั เราอยจู่ ริงในกายน้ี จึงเป็ นสิ่งลมๆแล้งๆ (คอื หาสาระหรือแก่นสาร
ไม่ได้ หรือเป็ นสิ่งบอบบางทส่ี ุด) ทส่ี ามารถดบั หายไปได้อย่างง่ายดายทนั ที ทค่ี วามทรงจําของสมองเสียหายไป หรือแม้
เพยี งร่างกายขาดอากาศหายใจไปเพยี งไม่กน่ี าทเี ท่าน้ัน ซ่ึงแมข้ ณะที่จิตหลบั สนิทและไมฝ่ ัน ความรู้สึกวา่ มีตวั เรากย็ งั
ไมม่ ี จะมีกเ็ พียงกลุ่มกอ้ นของธาตุตามธรรมชาติกลุ่มหน่ึง ท่ีรอการปรุงแตง่ ร่วมกนั ใหม่ เพื่อใหเ้ กิดเป็นจิตใจท่ีรู้สึกวา่ มี
ตวั เราข้ึนมาใหมเ่ ท่าน้นั

เราคืออะไร?

เดก็ ทุกคนที่เพ่งิ เกิดมาใหมๆ่ จะยงั มีจิตบริสุทธ์ิ (ที่เรียกวา่ ประภสั สร คือสวา่ งเหมือนเพชรท่ีมีแสงส่องออกมา
ไดเ้ อง) คือยงั ไม่มีกเิ ลสหรือตณั หา และยงั ไม่มคี วามยดึ ถอื ว่ามีตวั เอง จะมีกเ็ พยี งสัญชาตญิ าณแห่งความมตี ัวตน
(อวชิ ชา) ทธ่ี รรมชาตมิ อบให้มาเพยี งเลก็ น้อย เพอื่ ให้จิตเกดิ ความรู้สึกว่ามตี วั เองเพยี งอ่อนๆเท่าน้ัน ซ่ึงจิตที่ประภสั สร
น้ีเองจะมีนิพพานหรือความสงบเยน็ อยแู่ ลว้ ตามธรรมชาติ แต่เม่ือจิตของเดก็ น้นั ไดร้ ับการสมั ผสั จากโลกภายนอกผา่ น
ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แลว้ เกิดความรู้สึก (เวทนา) ที่น่าพอใจ (สุขเวทนา) บา้ ง หรือไมน่ ่าพอใจ (ทุกขเวทนา) บา้ ง จิต
ของเด็กน้นั กจ็ ะเร่ิมเกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ (คือเกิดกิเลส) ข้ึนมาตามสัญชาติญาณ และเร่ิมเกิดความยดึ ถือ (คือเกิด
อุปาทาน) วา่ มีตนเองข้ึนมา และเมื่อเด็กน้นั โตข้ึนและไดร้ ับการต้งั ชื่อและถูกเรียกชื่อบ่อยๆ รวมท้งั ไดร้ ับการบอกวา่ มี
คนน้นั เป็นพอ่ คนน้ีเป็นแม่ คนน้ีเป็นญาติ และมีส่ิงน้นั ส่ิงน้ีเป็นของตน เป็นตน้ จิตของเด็กน้นั กจ็ ะมีความทรงจาํ มาก
ข้ึนและมีความเคยชินของกิเลสและอุปาทาน เกบ็ ไวใ้ นจิตใตส้ าํ นึกมากข้ึนดว้ ย

เมื่อเด็กน้นั ไดร้ ับรู้ (เกิดวญิ ญาณ) ส่ิงหรือเร่ืองราวจากภายนอกท่ีรุนแรง เด็กน้นั ก็จะจาํ ส่ิงท่ีไดร้ ับรู้มาน้นั ได้
(เกิดสญั ญา) แลว้ เกิดความรู้สึกท่ีรุนแรงต่อสิ่งที่ไดร้ ับรู้น้นั (เกิดเวทนา) เมื่อเกิดความรู้สึกท่ีรุนแรงข้ึนมาแลว้ ถา้ ใน
ขณะน้นั จิตของเด็กน้นั ไมม่ ีสติปัญญาและสมาธิ จิตของเด็กน้นั ก็จะเกิดตณั หาหรือกิเลสข้ึนมาดว้ ยทนั ที (เกิดสงั ขาร)
เมื่อเกิดตณั หาก็จะทาํ ใหเ้ กิดความรู้สึกวา่ มีตวั เองอยา่ งเขม้ ขน้ ข้ึนมาทนั ที ซ่ึงความรู้สึกวา่ มีตวั องที่เขม้ ขน้ น้ีเองท่ีเรียกวา่
ความยดึ ถือ (อุปาทาน) และเม่ือมีอุปาทาน กย็ อ่ มที่จะมีความทุกขเ์ กิดข้ึนมาดว้ ยเสมอ (ไมอ่ ยา่ งซ่อนเร้นก็อยา่ งเปิ ดเผย)

ถึงแมเ้ ดก็ น้นั จะไดร้ ับการศึกษาจนเกิดมีปัญญาแลว้ ก็ตาม แต่ถา้ ไมม่ ีสติมาดึงเอาปัญญาออกมาแกป้ ัญหา กไ็ ม่
สามารถดบั ทุกขไ์ ด้ หรือถึงแมจ้ ะมีสติดึงเอาปัญญาออกมาแลว้ กต็ าม แตข่ าดสมาธิ กย็ งั ดบั ทุกขไ์ มไ่ ดอ้ ีกเหมือนกนั ต้อง
มพี ร้อมท้งั สตปิ ัญญาและสมาธิ จึงจะดับทกุ ข์ได้ คือถา้ จิตของเด็กน้นั มีปัญญา (จากการมีดวงตาเห็นธรรมแลว้ ) และ
สมาธิ (จากการเคยฝึกมาก่อน) อยตู่ ลอดเวลา ซ่ึงในสมาธิน้นั ก็จะมีสติคอยระวงั อยดู่ ว้ ยตลอดเวลา เมื่อเกิดความรู้สึก
(เกิดเวทนา) ใดข้ึนมา สตกิ จ็ ะดึงอาปัญญามาแก้ปัญหา (คือระวงั กเิ ลสหรือดบั กเิ ลส) แต่ถ้าปัญญายงั ไม่สามารถดับกเิ ลส
ได้ กด็ งึ เอาสมาธิออกมาช่วย กจ็ ะทาํ ให้กเิ ลสทย่ี งั ไม่เกดิ กจ็ ะไม่เกดิ ขึน้ หรือทเ่ี กดิ ขึน้ แล้วกจ็ ะดบั หายไป แล้วจิตของเดก็

น้ันกจ็ ะไม่เกดิ อปุ าทานพร้อมกบั ความทกุ ข์ขึน้ มา ซ่ึงก็จะทาํ ใหจ้ ิตของเด็กน้นั กลบั มาประภสั สรไดใ้ หม่ แต่ถา้ จิตของ
เดก็ น้นั เผลอสติปล่อยใหก้ ิเลสเกิดข้ึนมาอีก กจ็ ะทาํ ใหอ้ ุปาทานพร้อมความทุกขเ์ กิดข้ึนมาไดอ้ ีก วนเวยี นอยอู่ ยา่ งน้ี
เร่ือยไป จนกวา่ เดก็ น้นั มีการปฏิบตั ิสติปัญญาและสมาธิไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่ืองนานๆ จนสามารถทาํ ลายความเคยชินของ
อวชิ ชาและกิเลส ที่มีอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึกของเดก็ น้นั ใหห้ มดสิ้นไปไดอ้ ยา่ งถาวร กจ็ ะทาํ ใหอ้ วชิ ชา กิเลส และอุปาทาน
พร้อมความทุกข์ จะไมก่ ลบั มาเกิดกบั จิตของเดก็ น้นั ไดอ้ ีกอยา่ งถาวรหรือตลอดชีวติ

มนั ไม่มตี วั เราอยู่จริง

ท้งั หมดน้ีกค็ ือชีวติ ของคนเราทุกคน ที่ไม่มีอะไรนอกจาก มีความทกุ ข์และไม่มีความทกุ ข์ ที่น้ีก็มีคาํ ถามวา่ ใคร
ทุกขแ์ ละใครท่ีไมม่ ีทุกข?์ ซ่ึงคาํ ตอบกค็ ือ แท้จริงมันไม่ได้มีตัวตนของใครมาเป็ นทกุ ข์หรือไม่เป็ นทกุ ข์จริงๆเลย ส่วนท่ี
เรารู้สึกว่ามีตวั เราทุกข์น้ันมันเป็ นมายาหรือสิ่งหลอกลวง ทธี่ รรมชาติมันหลอกจิตของธรรมชาตทิ ไ่ี ม่ได้เป็ นจิตของใคร
ว่าเป็ นตวั เรา แล้วทาํ ให้จิตของธรรมชาติน้ัน เกดิ ความยดึ ถือว่ามีตัวเราขึน้ มาพร้อมกบั ความทุกข์เท่าน้ัน แตพ่ อจิตไม่มี
ความยดึ ถือ มนั กจ็ ะกลบั มาเป็นจิตท่ีบริสุทธ์ิตามธรรมชาติที่ไม่มีความทุกขไ์ ดต้ ามเดิม ซ่ึงถา้ เรามองเห็นความจริงอยู่
อยา่ งน้ีดว้ ยสมาธิ จิตกจ็ ะปล่อยวางความยดึ ถอื ว่ามตี วั เราลงได้ และเป็นจิตท่ีหลุดพน้ จากความทุกขไ์ ด้ (แตต่ อ้ งระวงั วา่
อย่าเข้าใจผดิ ว่ามตี วั เราทหี่ ลดุ พ้น เพราะถา้ ยงั เขา้ ใจวา่ มีตวั เราที่หลุดพน้ ก็แสดงวา่ ยงั ไม่หลุดพน้ จริง)

สรุปวา่ แท้จริงแล้วมนั ไม่ได้มตี ัวตนของเราหรือของใครๆอย่จู ริง ร่างกายกบั จิตใจของเราทุกคนมันเหมอื น
หุ่นยนต์ทแ่ี สนมหศั จรรย์ คือมนั เป็นแคเ่ พยี งกลุ่มกอ้ นของสสาร (ร่างกาย) และพลงั งาน (จิตใจ) ของธรรมชาติ ที่
ทาํ งานร่วมกนั อยา่ งเป็นระบบ จนเกิดร่างกายและจิตใจของเราข้ึนมาไดอ้ ยา่ งน่าอศั จรรย์ ถา้ หุ่นยนตใ์ ดฉลาด (มีปัญญา
และสมาธิ) คือสามารถเขา้ ใจความจริงเร่ืองสุญญตาน้ีได้ หุ่นยนตน์ ้นั ก็จะไมม่ ีความทุกขห์ รือมีนอ้ ยลง แตถ่ า้ หุ่นยนตใ์ ด
โง่ (ไมม่ ีปัญญาและสมาธิ) หุ่นยนตน์ ้นั กจ็ ะมีความทุกข์ แต่ถึงหุ่นยนต์ใดจะมคี วามทกุ ข์หรือไม่มีความทุกข์ มันกเ็ ป็ น
แค่เพยี งหุ่นยนต์ทร่ี ู้สึกนึกคิดได้เท่าน้ัน ไม่ได้มีตวั ตนของใครๆจริงมาเป็ นทกุ ข์หรือไม่เป็ นทุกข์เลย ซ่ึงนี่คือความจริง
สูงสุดของชีวติ มนุษยท์ ้งั หลาย ที่แมห้ ุ่นยนตใ์ ดจะรู้หรือไมร่ ู้ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม ความจริงมนั ก็จะเป็นอยา่ ง
น้ีอยา่ งไมม่ ีวนั เปลี่ยนแปลง

ดวงตาเหน็ ธรรม

ดวงตาเห็นธรรม กค็ ือการเกิด ความเห็นแจ้ง (หรือเห็นจริง) แลว้ วา่ หลกั อริยสจั ๔ ของพระพทุ ธเจา้ น้ีใชด้ บั
ทุกขไ์ ดจ้ ริง โดยไม่ต้องเช่ือจากใครๆหรือแม้จากพระพุทธเจ้าเองกต็ าม เพราะเราไดพ้ สิ ูจนจ์ นเห็นผลจริงดว้ ยจิตของเรา
เองแลว้ ซ่ึงการเกิดดวงตาเห็นธรรมน้นั สรุปแลว้ ก็คือการเห็นแจง้ วา่ “เมื่อส่ิงใดเกดิ ขึน้ มาแล้ว สิ่งน้ันล้วนจะต้องแตก
(ใช้ดบั วตั ถุ) หรือดับ (ใช้กบั พวกจิตใจหรือความรู้สึก) หายไปเป็ นธรรมดาอย่างแน่นอน” ซ่ึงนี่ก็คือการเห็นแจง้ ถึงความ
ไมเ่ ท่ียง (อนิจจงั ) สภาวะท่ีตอ้ งทน (ทุกขงั ) และความไม่ใช่ตวั ตนท่ีแทจ้ ริง (อนตั ตา) รวมท้งั ความวา่ งจากตวั ตนที่
แทจ้ ริง (สุญญตา) ของส่ิงปรุงแต่งท้งั หลาย (โดยเนน้ มาที่ร่างกายและจิตใจของเรา) ดว้ ยสมาธิ และเมื่อมีการเห็นอนิจจงั
ทุกขงั อนตั ตาและสุญญตาดว้ ยสมาธิเช่นน้ี จิตของเรากจ็ ะมองเหน็ ความจริงของส่ิงปรุงแต่งท้งั หลายว่า “มนั หาสาระ
แก่นสารไม่ได้ ยดึ ถือไม่ได้ ถ้ายดึ ถอื (หรือรักหรือพอใจ) กจ็ ะทาํ ให้เกดิ ความเศร้าโศกเสียใจในภายหลงั ได้” ซ่ึงเม่ือจิต
มองเห็นความจริงเช่นน้ีมนั ก็จะเกิด “นิพพทิ า” หรือความเบื่อหน่ายข้ึนมา (นิพพทิ า แปลวา่ ความเบือ่ หน่าย คือเป็น

อาการท่ีจิตไมย่ นิ ดีหรือยนิ ร้ายตอ่ ส่ิงใดๆ หรือไมเ่ กิดกิเลสนน่ั เอง คือไมไ่ ดเ้ บ่ือหน่ายเฉพาะความทุกข์ แต่เบื่อหน่ายท้งั
ในความสุขดว้ ย เพราะความสุขมนั นาํ ความทุกขม์ าให้)

เม่ือจิตเกิดความเบื่อหน่าย มนั กจ็ ะ “ปล่อยวาง” หรือ คลายอปุ าทานหรือความยดึ ถือว่ามีตัวเรา-ของเราลง
ทนั ที เมือ่ จิตปล่อยวาง มันกจ็ ะ “วมิ ุตติ” (คาํ วา่ วมิ ุตติ แปลวา่ หลุดพ้น คือหมายถึง จิตหลดุ พ้นจากกเิ ลส ซ่ึงวมิ ุตติน้ีก็มี
ท้งั ปัญญาวมิ ุติ คือ การหลดุ พ้นโดยมีปัญญานําหน้าสมาธิ คือมีการพจิ ารณาหลกั ธรรมะอยา่ งต้งั ใจแลว้ มนั ก็จะมีสมาธิ
เกิดข้ึนมาไดพ้ ร้อมๆกนั แลว้ ก็จะเกิดความหลุดพน้ ข้ึนมาได้ กบั เจโตวมิ ุตติ คือ หลุดพ้นโดยมสี มาธินําหน้าปัญญา คือมี
การใชส้ มาธิท่ีเคยฝึกมาแลว้ มาหยดุ กิเลสและนิวรณ์โดยมีปัญญาคอยควบคุม กจ็ ะเกิดความหลุดพน้ ข้ึนมาได้ ซ่ึงวมิ ุตติ
ท้งั สองน้ีกย็ งั มีท้งั อยา่ งชวั่ คราวและอยา่ งถาวรหรือตลอดชีวติ ) และเมื่อจิตไม่มอี ปุ าทาน มนั กจ็ ะไม่มคี วามทกุ ข์ (ท้งั
ทุกขซ์ ่อนเร้นและทุกขเ์ ปิ ดเผย) เมอ่ื จิตไม่มีความทกุ ข์ มนั กจ็ ะนิพพานหรือสงบเยน็ (แม้เพยี งช่ัวคราวตามวมิ ุตติ)

เมื่อนิพพานปรากฏ (เราจะไมใ่ ชค้ าํ วา่ เกิดกบั นิพพาน เพราะนิพพานไมไ่ ดเ้ ป็นสิ่งปรุงแตง่ แต่เป็นส่ิงท่ีมีอยแู่ ลว้
พร้อมกบั จิตตามธรรมชาติต้งั แตเ่ กิด แตเ่ พราะกิเลสมาปิ ดบงั เอาไว้ จึงทาํ ใหจ้ ิตของเราไม่สามารถสมั ผสั นิพพานได้ แต่
เม่ือกิเลสจรจากไป จิตของเรากจ็ ะกลบั มาสมั ผสั นิพพานได)้ ก็จะทาํ ใหเ้ ราเกิดความเห็นแจง้ (หรือพบความจริงหรือท่ี
เรียกวา่ รู้จริง) ข้ึนมาวา่ “ความรู้ในหลกั อริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านีด้ ับทกุ ข์ได้จริง เพราะบดั นีค้ วามทกุ ข์ได้ระงบั หรือ
ดับลงจริงๆแล้ว (แม้เพยี งช่ัวคราว) เพราะกเิ ลสหรือสาเหตุของมันได้ระงับหรือดับลงก่อนแล้ว รวมท้งั นิพพานกไ็ ด้
ปรากฏขนึ้ มาจริงๆแล้ว” พร้อมกนั น้ีก็จะเกิดความรู้ข้ึนมาเองวา่ “การปฏบิ ตั ิของเรานีถ้ ูกต้องแล้ว ไม่มอี ะไรจะยงิ่ ไปกว่า
นีอ้ กี แล้ว” ซ่ึงนี่ก็คือสิ่งท่ีเรียกวา่ การเกดิ ดวงตาเหน็ ธรรม หรือการเกิดปัญญาหรือวชิ ชา หรือสมั มาทิฏฐิตามหลกั พุทธ
ศาสนา

สรุปแลว้ การเกิดดวงตาเห็นธรรมกค็ ือ การท่ีเราไดศ้ ึกษามาจนเกิดความเขา้ ใจอยา่ งแจง้ ชดั วา่ “อะไรทเี่ กดิ ขึน้
มาแล้วไม่ช้ากเ็ ร็วมันกต็ ้องแตกหรือดับหายไปอย่างแน่นอน ไม่มสี ิ่งใดทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ มาแล้วจะไม่แตกหรือดับหายไป”
และเม่ือเราเพง่ พจิ ารณาอยเู่ ช่นน้ีดว้ ยความต้งั ใจหรือดว้ ยสมาธิ จิตของเรากจ็ ะหลุดพ้นจากความยดึ ถือว่ามตี วั ตนของ
เราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆอย่จู ริงๆ เมื่อจิตหลุดพน้ มนั กน็ ิพพานหรือสงบเยน็ และเม่ือนิพพานปรากฏกเ็ ป็นการ
ยนื ยนั วา่ หลกั อริยสจั ๔ ของพระพทุ ธเจา้ น้ีใชด้ บั ทุกขไ์ ดจ้ ริง (แมเ้ พยี งชว่ั คราว) โดยไมต่ อ้ งเชื่อจากใครๆหรือจากตาํ รา
ใดๆท้งั สิ้น เพราะเราไดพ้ สิ ูจน์จนเห็นผลจริงอยา่ งแน่ชดั แลว้

ความไม่ประมาท

ก่อนที่พระพทุ ธเจา้ จะปรินิพพาน พระองคไ์ ดท้ รงตรัสเตือนสาวกท้งั หลายเอาไวว้ า่ “สังขารท้งั หลาย มีความ
เส่ือมสิ้นไปเป็ นธรรมดา พวกเธอท้งั หลายจงยงั ประโยชน์ท้งั หลายให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท” ซ่ึงนี่ก็คือการ
สรุปหลกั ในการปฏิบตั ิท้งั หมดของอริยสัจ ๔ ของพระพทุ ธเจา้ เอาไวท้ ี่ความไมป่ ระมาท

ธรรมชาติของสงั ขารหรือสิ่งปรุงแตง่ ท้งั หลาย (โดยเนน้ มาท่ี ร่างกายและจิตใจของเรา รวมท้งั ของคนอน่ื และ
สิ่งท้งั หลาย ทมี่ นั ให้ความสุขแก่เรา) น้นั มันกาํ ลงั เปลย่ี นแปลงหรือมคี วามเส่ือมสภาพอย่ตู ลอดเวลา และสุดท้ายไม่ช้าก็
เร็ว มันกต็ ้องแตกหรือดับสิ้นไปหรือหายไปอย่างแน่นอน ตามกฎความเป็นอนิจจงั ทุกขงั และอนตั ตาของสงั ขาร
ท้งั หลาย

ความประมาทก็คือ ความลุ่มหลงมัวเมา (คอื เพลดิ เพลนิ อยู่ด้วยความพอใจ) ใน “ส่ิงทใ่ี ห้ความสุข” ท้งั หลาย
ของโลกอย่างขาดสติ (คือลืมระลึกถึงปัญญาที่มองเห็นความเป็นอนิจจงั ทุกขงั และอนตั ตาของสิ่งที่ใหค้ วามสุขน้นั )
เม่ือไมม่ ีปัญญากจ็ ะทาํ ใหเ้ กิดความเห็นผดิ ข้ึนมา ตามความเคยชินท่ีมีอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึก วา่ “สิ่งท่ีใหค้ วามสุขน้นั มนั เป็น
อตั ตาท่ีจะต้งั อยอู่ ยา่ งสุขสบายตลอดไปโดยไม่นาํ ความทุกขใ์ ดๆมาให”้ ซึ่งเม่อื มคี วามเหน็ ผดิ เช่นนีเ้ กดิ ขึน้ กจ็ ะทาํ ให้
เกดิ ความรัก (คือชอบหรืออยากได้มาเป็ นของตนเอง) และความผกู พนั (คือตดิ ใจ หรืออยากมี อยากเป็ น อยู่เช่นน้ัน
ตลอดไป) กบั สิ่งทใี่ ห้ความสุขน้ันขนึ้ มาทนั ที ยง่ิ ลุ่มหลงมัวเมามาก กจ็ ะยงิ่ มคี วามรักและความผกู พนั มาก ซ่ึงความรัก
และความผกู พนั น้ี เม่ือเกิดข้ึนมาบอ่ ยๆ มนั กจ็ ะเป็นความเคยชินที่ฝังลึกอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึกของเรา เรื่อยๆ ยงิ่ เรามีความรัก
และความผกู พนั มาก ก็จะยง่ิ เป็นความเคยชินเกบ็ ไวใ้ นจิตใตส้ าํ นึกมาก สุดท้ายเมอื่ ส่ิงทเี่ รารักและผูกพนั น้ัน มนั ได้
เปลยี่ นแปลงไปตามความไม่เทย่ี งของมนั เช่นร่างกายแก่ เจ็บ หรือกาํ ลงั จะตาย หรือคนทเ่ี รารักหรือสิ่งทเ่ี รารักได้จาก
เราไป เป็ นต้น เราก็จะเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจ (คือเกิดความทุกขเ์ ปิ ดเผย) อยา่ งรุนแรงข้ึนมาทนั ที โดยที่เราไม่
สามารถควบคุมมนั ได้ ซ่ึงน่ีกค็ ือผลจากความประมาท

ส่วนความไม่ประมาทก็คือ การมีสตอิ ย่ตู ลอดเวลา แล้วสตกิ จ็ ะดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมา เมอื่ มีปัญญาและ
สมาธิ กจ็ ะทาํ ให้กเิ ลสทเ่ี ป็ นความล่มุ หลงพอใจ กบั ความรักและความผูกพนั ในสิ่งทใ่ี ห้ความสุขท้งั หลาย ระงบั หรือดับ
หายไป (แม้ชั่วคราว) เม่ือกเิ ลสดบั หายไป กจ็ ะทาํ ให้ความทกุ ข์ไม่เกดิ ขนึ้ ซึ่งเมอื่ เรามีสตปิ ัญญาและสมาธิเช่นนีบ้ ่อยๆ ก็
จะทาํ ให้ความเคยชินของกเิ ลส ทมี่ ีอย่ใู นจิตใต้สํานึกลดลงได้ และเม่ือมีการปฏิบตั ิอยา่ งน้ีตอ่ เนื่องนานๆ ความเคยชิน
ของกิเลสก็จะหมดสิ้นไปจากจิตใตส้ าํ นึกของเราไดอ้ ยา่ งถาวร และเรากจ็ ะไมม่ ีความทุกขใ์ ดๆไปจนตลอดชีวติ ซ่ึง
ความไม่มที ุกข์นีเ้ องทเี่ ป็ นประโยชน์แก่ชีวติ ของเรา ท่ีเราตอ้ งรีบแสวงหา ส่วนการเผยแพร่ความรู้น้ีออกไปแก่ผคู้ นทว่ั
โลก เพ่อื ใหเ้ ขามีปัญญาที่รู้แจง้ ชีวติ และหลุดพน้ จากความทุกข์ ซ่ึงเมื่อเขามีปัญญาแล้วเขากจ็ ะมาช่วยกนั เผยแพร่
ความรู้นีต้ ่อๆกนั ไป จนทาํ ให้โลกมีสันตภิ าพได้ ซ่ึงสนั ติภาพของโลกน้ีเอง ที่เป็นประโยชนส์ ่วนรวมท่ีโลกรอคอย

สรุปคําสอนท้งั หมดของพระพุทธเจ้า

เม่ือมีผไู้ ปทลู ถามพระพุทธเจา้ วา่ “คาํ สอนท้งั หมดของพระพทุ ธองค์น้ันสรุปได้ว่าอย่างไร?” พระพทุ ธเจา้ ทรง
ตรัสตอบวา่ คาํ สอนท้งั หมดของพระพุทธองค์ จะสรุปอยทู่ ี่ประโยคที่วา่ “ส่ิงท้งั หลายท้งั ปวงไม่ควรยดึ ถอื ว่าเป็ นตวั ตน
(อตั ตา)”

จากคาํ พดู ประโยคน้ีกแ็ สดงใหเ้ ราเขา้ ใจไดท้ นั ทีวา่ นี่คือการแสดงหลกั อริยสัจ ๔ โดยยอ่ นน่ั เอง คอื ถ้าจิตโง่ไป
ยดึ ถอื ร่างกายและจิตใจรวมท้งั สิ่งต่างๆทเ่ี กย่ี วข้อง ว่าเป็ นตัวเรา-ของเราเข้า จิตโง่น้ันกจ็ ะเกดิ ความทกุ ข์ แต่ถ้าจิตฉลาด
และไม่ยดึ ถือกจ็ ะไม่เกดิ ความทุกข์ ซ่ึงถา้ ใครเขา้ ใจคาํ สอนโดยสรุปของพระพทุ ธเจา้ เพียงเทา่ น้ี กเ็ ท่ากบั รู้จกั คาํ สอน
ท้งั หมดของพทุ ธศาสนา ถา้ ใครปฏิบตั ิไดเ้ พยี งเท่าน้ีก็เท่ากบั ไดป้ ฏิบตั ิท้งั หมดในพทุ ธศาสนา และถา้ ใครไดร้ ับผลเพียง
เทา่ น้ี กเ็ ท่ากบั ไดร้ ับผลท้งั หมดจากพุทธศาสนาแลว้

ภาค ๓ หลกั พนื้ ฐานพุทธศาสนา

พุทธศาสนามีคําสอน ๒ ระดับ

ก่อนอ่ืนผศู้ ึกษาจาํ เป็นท่ีจะตอ้ งเขา้ ใจก่อนวา่ ปัจจุบนั พทุ ธศาสนามีคาํ สอนอยู่ ๒ ระดบั คือ ระดบั พนื้ ฐาน กบั
ระดบั สูง โดยคาํ สอนระดบั พ้นื ฐานน้นั ก็เป็น คําสอนศีลธรรม ซ่ึงเป็นคาํ สอนง่ายๆ สาํ หรับเอาไวส้ อนคนธรรมดา
ทวั่ ๆไป เช่น ชาวบา้ น หรือเด็ก ที่มีการศึกษานอ้ ย หรือผทู้ ่ีไม่มีเวลามาศึกษาพทุ ธศาสนาอยา่ งจริงจงั โดยคาํ สอน
ศีลธรรมน้ีกส็ รุปอยทู่ ่ี

๑. การสอนให้ละเว้นการทาํ ช่ัวท้งั ปวง อนั ไดแ้ ก่ สอนใหร้ ักษาศีล ๕ และละเวน้ การพนนั ส่ิงเสพติด สิ่ง
ฟ่ ุมเฟื อย การเท่ียวเตร่เฮฮา รวมท้งั สอนไมใ่ หค้ บเพื่อนท่ีไมด่ ี และอยา่ เกียจคร้าน เป็นตน้

๒. สอนให้ทาํ ความดีให้ครบถ้วน เช่น สอนใหร้ ักผอู้ ่ืน ช่วยเหลือผอู้ ่ืน เสียสละ แบง่ ปัน สอนใหข้ ยนั อดทน ให้
อภยั รวมท้งั สอนใหใ้ ชช้ ีวติ ที่เรียบง่ายและพอเพียง และสอนเร่ืองการปฏิบตั ิต่อบุคคลที่เก่ียวขอ้ งในชีวติ เป็นตน้ ซ่ึงผล
จากการปฏิบตั ิศีลธรรมน้ีกค็ ือ ทาํ ให้ผู้ทปี่ ฏิบัตมิ ีความปกติสุข ไม่เดือดร้อน (แต่กย็ งั ไม่พ้นจากความทกุ ข์จากความแก่
เจ็บ ตาย) ถ้าสังคมมคี นดจี ากการมศี ีลธรรมกนั มากๆ สังคมกจ็ ะสงบสุข และถ้าโลกมีคนดีหรือมศี ีลธรรมกนั มากๆ โลก
กจ็ ะมีสันตภิ าพ (ซ่ึงหนงั สือน้ีจะไม่มีเรื่องศีลธรรม เพราะมีคนสอนกนั อยแู่ ลว้ มากมาย)

ส่วนคาํ สอนระดบั สูงน้นั เป็ นคําสอนทลี่ กึ ซึ้ง ท่ีตอ้ งใชส้ ติปัญญามากในการศึกษา โดยจะเอาไว้สอนเฉพาะ
คนทม่ี ีเหตุผล ยอมรับความจริง ไม่ยดึ ติดในความเช่ือใดๆ และสนใจค้นคว้าหาความจริงของชีวติ รวมท้งั เป็ นคนทม่ี ี
ความรู้หลกั พนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์อย่ดู ้วย ซ่ึงคาํ สอนระดบั สูงน้ีกส็ รุปอยทู่ ี่ คําสอนเร่ืองการทาํ จิตให้บริสุทธ์ิจากกเิ ลส
โดยหลกั คาํ สอนท้งั หมดเร่ืองการทาํ จิตใหบ้ ริสุทธ์ิน้ี กส็ รุปอยทู่ ่ีหลกั อริยสัจ ๔ ซ่ึงผลจากการปฏิบตั ิตามหลกั อริยสจั ๔
น้นั กค็ ือ ทาํ ให้ความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบนั ของผ้ปู ฏิบัตลิ ดน้อยลง ตลอดจนไม่มีเลยได้ถ้ามีการปฏบิ ัติอย่างเตม็
มาตรฐาน ซ่ึงคาํ สอนระดบั สูงของพระพทุ ธเจา้ น้ีเป็นคาํ สอนท่ีพระพุทธเจา้ เนน้ สอนมากที่สุด (หนงั สือน้ีจะมีเฉพาะคาํ
สอนระดบั สูงน้ีเทา่ น้นั )

ส่ิงสาํ คญั ท่ีเราตอ้ งเขา้ ใจกค็ ือ คําสอนระดบั ศีลธรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบันน้ัน มีท้งั คาํ สอนทเี่ ป็ นคาํ สอน
ของพระพทุ ธเจ้าจริงๆกบั คาํ สอนทแี่ ต่งเตมิ เข้ามาใหม่ โดยคาํ สอนทเี่ ป็ นคําสอนของพระพทุ ธเจ้าจริงๆน้ัน กไ็ ด้แก่คาํ
สอนเร่ืองการปฏบิ ตั ิล้วนๆทม่ี ีเหตุมผี ลตามหลกั วทิ ยาศาสตร์ ส่วนคาํ สอนท่ีแต่งเติมเขา้ มาใหมน่ ้นั เป็นคาํ สอนที่คนมี
ความรู้ทางโลก อาจจะมองว่าเป็ นเรื่องไสยศาสตร์ทสี่ อนให้เช่ืออย่างไม่เป็ นวทิ ยาศาสตร์ เพราะมีแต่เร่ืองที่เป็นเรื่อง
อศั จรรยเ์ หนือธรรมชาติที่พสิ ูจน์ไม่ไดอ้ ยเู่ ตม็ ไปหมด อยา่ งเช่น เร่ืองอิทธิปาฏิหาริย์ เรื่องนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้ า ผี
และการเกิดใหม่เพ่อื รับผลจากการกระทาํ ท่ีไดเ้ คยทาํ ไวก้ ่อนตาย (เร่ืองกรรม) เป็นตน้ ซ่ึงคําสอนเหล่านีแ้ ต่เดิมไม่ได้
เป็ นคําสอนทแี่ ท้จริงของพระพุทธเจ้า แต่เป็ นคําสอนทปี่ ระยุกต์มาจากศาสนาฮินดู (หรือพราหมณ์) ภายหลงั ที่
พระพทุ ธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ซ่ึงชาวพทุ ธในยคุ น้นั เห็นวา่ เป็นเรื่องที่มีประโยชนต์ รงท่ีช่วยใหส้ งั คมสงบสุข จึงไดร้ ับ
เอาเขา้ มาเป็นคาํ สอนในระดบั ศีลธรรมของพุทธศาสนาและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบนั

ส่วนหลกั คาํ สอนของอริยสจั ๔ น้นั เป็นหลกั ท่ีสอนใหเ้ กิดปัญญาท่ีเป็นการใชเ้ หตุผลในการศึกษา ซึ่งกจ็ ะทาํ ให้
ผ้ศู ึกษาเกดิ ความเข้าใจและเหน็ แจ้งในชีวติ ได้อย่างถูกต้องด้วยตัวเอง โดยทไี่ ม่ต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตําราใดๆท้งั สิ้น
แตก่ ารท่ีใครจะมาศึกษาคาํ สอนระดบั สูงของพระพุทธเจา้ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง จําเป็ นทจ่ี ะต้องเป็ นคนดี
หรือมศี ีลธรรมและมีความรู้ทางโลกอย่บู ้าง ถา้ เป็นคนชวั่ ท่ีแมจ้ ะมีความรู้มาก แตถ่ า้ ไมม่ ีศีลธรรมก็จะศึกษาไม่เขา้ ใจ
เพราะคนที่ไม่มีศีลธรรมน้นั จิตของเขาจะไมม่ ีความปกติ เม่อื จิตไม่ปกติ กจ็ ะไม่มีสมาธิในการศึกษา เมื่อไม่มสี มาธิก็

ย่อมทจี่ ะไม่สามารถพจิ ารณาไตร่ตรอง หลกั คาํ สอนอนั ลกึ ซึ้งของพระพุทธเจ้า ให้เกดิ ความเข้าใจอย่างถูกต้องได้ ที่
สาํ คญั ก็คืออาจเกิดความเขา้ ใจผดิ เพ้ียนข้ึนมาไดโ้ ดยง่าย

ต้องละเว้นเร่ืองอจินไตย

สาํ หรับผทู้ ี่เร่ิมตน้ ศึกษาคาํ สอนระดบั สูงของพระพทุ ธเจา้ น้นั สิ่งสําคัญอย่างหนึ่งกค็ ือ พระพทุ ธเจ้าทรงสอนว่า
อย่าเพงิ่ ไปศึกษาเร่ืองทไ่ี ม่ควรศึกษา ท่ีเรียกวา่ เรื่อง อจินไตย ที่แปลวา่ ไม่ควรนํามาคิด ซ่ึงมีอยู่ ๔ เรื่อง อนั ไดแ้ ก่

๑. พุทธวสิ ัย คือ เร่ืองเกย่ี วกบั พระพุทธเจ้า ซ่ึงก็ไดแ้ ก่เรื่องประวตั ิของพระพทุ ธเจา้ หรือของพระอริยบุคคล
ท้งั หลายดว้ ย คือตอนน้ีเรายงั ไม่ตอ้ งสนใจวา่ พระพุทธเจา้ จะเป็นใครหรือมีจริงหรือไม่? เพียงขอใหค้ าํ สอนน้ีนาํ มาใช้
ดบั ทุกขไ์ ดก้ ็พอแลว้

๒. ฌานวสิ ัย คือ เร่ืองเกย่ี วกบั สมาธิสูงๆ คือตอนน้ีเรายงั ไม่ตอ้ งสนใจท้งั การศึกษาและปฏิบตั ิเร่ืองสมาธิสูงๆ
เพราะเพยี งสมาธิธรรมดาๆของเราน้ี ก็สามารถนาํ มาใชป้ ฏิบตั ิเพือ่ ดบั ทุกขไ์ ดแ้ ลว้

๓. กรรมวบิ าก คือ เรื่องกรรมและผลของกรรม คือตอนน้ีเรายงั ไม่ตอ้ งสนใจวา่ เรื่องกรรมท่ีมีคนเชื่อถือกนั อยู่
น้นั จะมีจริงหรือไม่ หรือเป็นอยา่ งไร? เพราะมนั ไม่ไดช้ ่วยใหเ้ กิดความรู้และความเขา้ ใจ ท่ีจะสามารถนาํ มาใชป้ ฏิบตั ิ
เพื่อดบั ทุกขเ์ ลย

๔. โลกจินตา คือ เรื่องโลกๆ คือตอนน้ีเรายงั ไม่ตอ้ งสนใจเร่ืองตา่ งๆของชาวโลก เช่นเรื่องทางวตั ถุท้งั หลายท่ีไม่
เป็นประโยชนส์ าํ หรับการศึกษาเพ่อื ความพน้ ทุกข์ รวมท้งั เร่ืองเก่ียวกบั โลก เช่น ใครสร้างโลก? โลกมีท่ีสิ้นสุดหรือไม่?
เป็นตน้ และเร่ืองของชีวติ หลงั ความตายดว้ ย เช่น ตายแลว้ ไปไหน? นรก สวรรค์ ตามที่เชื่อกนั อยนู่ ้นั มีจริงหรือไม่? เป็น
ตน้

ชาวตา่ งชาติท่ีจะมาศึกษาพุทธศาสนา มกั จะสนใจศึกษาวา่ พระพทุ ธเจา้ มีจริงหรือไม่? หรือบางคนกช็ อบศึกษา
และปฏิบตั ิเฉพาะเรื่องสมาธิระดบั สูง หรือบางคนกไ็ ปศึกษาเร่ืองกรรม หรือบางคนกจ็ ะศึกษาวา่ ตายแลว้ ไปไหน? เกิด
หรือไมเ่ กิด? ถา้ เกิดอะไรไปเกิด? นรก สวรรค์ เทวดา ผี เป็นตน้ น้นั มีอยจู่ ริงหรือไม่? เป็นตน้ ซึ่งเรื่องพวกนีจ้ ัดว่าเป็ น
เรื่องทยี่ งั ไม่ควรศึกษา เพราะเป็ นเรื่องทไี่ ม่ใช่พนื้ ฐานตามหลกั ของพุทธศาสนา ซ่ึงเราจะเห็นไดว้ า่ เรื่องที่ไม่ควรศึกษา
เหล่าน้ีลว้ นเป็นเรื่องของความเช่ือท้งั สิ้น ถ้าเรามาศึกษาเรื่องความเช่ือทไ่ี ม่มีหลกั การทแ่ี น่ชัด ไม่มเี หตุผลมาอธิบายให้
เข้าใจได้ และไม่มีของจริงหรือหลกั ฐานมายนื ยนั แล้วจะเกดิ ปัญญาขนึ้ มาได้อย่างไร? ถา้ ใครไปหลงศึกษาเขา้ กจ็ ะจม
ติดอยกู่ บั ความเช่ือเหล่าน้ี แลว้ ก็อาจจะทาํ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจผดิ ตอ่ คาํ สอนท่ีแทจ้ ริงของพระพทุ ธเจา้ ได้

ส่วนเรื่องที่ควรศึกษาสาํ หรับผเู้ ร่ิมตน้ น้นั ก็คือเร่ือง ความทกุ ข์คืออะไร? เกดิ จากอะไร? ทุกข์ดับแล้วจะเป็ น
อย่างไร? และทาํ อย่างไรชีวติ จึงจะไม่มคี วามทกุ ข์หรือมีให้น้อยทส่ี ุด? เพราะน่ีคือเร่ืองทสี่ ําคัญทสี่ ุดและเร่งด่วนทสี่ ุดท่ี
เราจะต้องรู้ก่อนทจี่ ะไปรู้เร่ืองอนื่ เมื่อมีความรู้เรื่องความไมม่ ีทุกขไ์ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งแลว้ จึงคอ่ ยไปศึกษาเร่ืองอ่ืน กจ็ ะทาํ
ใหไ้ ม่เกิดความเขา้ ใจที่ผดิ เพ้ียนต่อคาํ สอนที่แทจ้ ริงของพระพทุ ธเจา้ เพราะมีหลกั การท่ีถูกตอ้ งมาเป็นเคร่ืองตรวจสอบ
แลว้

หลกั พนื้ ฐานพทุ ธศาสนา

การที่จะศึกษาเร่ืองความเป็นอนตั ตาใหเ้ กิดความเขา้ ใจไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งน้นั เราจะต้องใช้เข้าใจถึงหลกั อนั เป็ น
พนื้ ฐานของพทุ ธศาสนาเสียก่อน เพราะถา้ เรายงั ไมเ่ ขา้ ใจหลกั พ้นื ฐานในการศึกษา เราก็จะศึกษาผดิ พลาด แลว้ ก็จะไม่
เกิดความเขา้ ใจอยา่ งถูกตอ้ งข้ึนมาได้ ซ่ึงหลกั พ้ืนฐานของพุทธศาสนาน้นั กส็ รุปอยทู่ ี่

๑. มุ่งตรงสู่การดบั ทกุ ข์ คือจะสอนเฉพาะเรื่องการดบั ทุกขท์ ่ีเป็นเร่ืองเร่งด่วนที่สุดเท่าน้นั
๒. ศึกษาจากส่ิงทเ่ี รามอี ย่จู ริง คือจากส่ิงที่เราสามารถพบเห็นหรือรู้สึกไดจ้ ริงในปัจจุบนั
๓. ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ซ่ึงเหตุผลน้ีกม็ าจากส่ิงท่ีเรามีอยจู่ ริงนน่ั เอง
๔. ศึกษาอย่างเป็ นระบบ คือมีหลกั การที่แน่ชดั ศึกษาจากพ้ืนฐานไปสู่ยอด จากง่ายไปหายาก มีการ
ต้งั สมมติฐาน และพสิ ูจน์สมมติฐาน แลว้ สรุปผล และบนั ทึก (หรือท่องจาํ ) เป็นตน้
๕. พสิ ูจน์ก่อนเช่ือ คือจะเช่ือหรือยอมรับเอาหลกั การหรือทฤษฎีใดมาปฏิบตั ิ ก็ต่อเมื่อไดม้ ีการพสิ ูจนจ์ นเห็นผล
จริงอยา่ งแน่ชดั แลว้ เท่าน้นั

สรุปไดว้ า่ พุทธศาสนาจะมุ่งตรงสู่การดบั ทุกข์ และศึกษาจากสิ่งที่มีอยจู่ ริง ศึกษาโดยใชเ้ หตุใชผ้ ล ศึกษาอยา่ งมี
ระบบ และไมเ่ ชื่ออะไรล่วงหนา้ จนกวา่ จะไดพ้ ิสูจน์จนเห็นผลอยา่ งแน่ชดั แลว้ ซ่ึงหลกั การน้ีมนั กต็ รงกบั หลกั
วทิ ยาศาสตร์ ดงั น้นั จึงสรุปไดว้ า่ พุทธศาสนาเป็ นวทิ ยาศาสตร์ทางด้านจิตใจมาก่อน แต่คนรุ่นหลงั ที่ไมเ่ ขา้ ใจ ไดท้ าํ
พุทธศาสนาที่เป็นวทิ ยาศาสตร์ ใหก้ ลายเป็นไสยศาสตร์ ที่สอนใหม้ ีแต่ความเช่ือ จนนาํ มาใชป้ ฏิบตั ิเพ่ือดบั ทุกขไ์ ม่ได้
อยา่ งท่ีเป็นอยใู่ นปัจจุบนั ดงั น้นั ส่ิงสาํ คญั ในการเริ่มตน้ ศึกษาพทุ ธศาสนาก็คือ เราจะใช้ความเช่ือมาศึกษาไม่ได้เดด็ ขาด
เพราะความเช่ือเป็ นเพยี งความม่นั ใจว่าจะเป็ นความจริงเท่าน้ัน คอื ความเชื่อน้ันจะไม่มีหลกั การทแี่ น่ชัดตายตวั และไม่
มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ รวมท้งั ไม่มขี องจริงมายนื ยนั หรือพสิ ูจน์ไม่ได้ ดงั น้นั ความเชื่อจึงไมจ่ ดั วา่ เป็นปัญญาท่ีจะ
นาํ มาใชด้ บั ทุกขต์ ามหลกั อริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจา้ ได้ แต่ถ้าจะมีความเช่ือ พทุ ธศาสนาจะสอนให้มีปัญญามาคอย
กาํ กบั อยู่ด้วยเสมอ ถา้ ความเช่ือขาดปัญญามาคอยกาํ กบั กจ็ ะกลายเป็นความงมงายไปทนั ที แมจ้ ะเป็นความเช่ือท่ีดีกต็ าม

หลกั ความเช่ือในพทุ ธศาสนา

ในเรื่องความเช่ือน้ี พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงวางหลกั ในการสร้างความเช่ือเอาไว้ ที่เรียกวา่ หลกั กาลามสูตร (คือเป็น
พระสูตรท่ีทรงสอนแก่ชาวกาลามะของอินเดียสมยั พทุ ธกาล) ซ่ึงมีหลกั โดยสรุปดงั น้ี

๑. อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะเหตุวา่ ได้ยนิ ได้ฟังมา
๒. อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ เป็ นเร่ืองทเี่ ล่าต่อๆกนั มาต้งั แต่โบราณ
๓. อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะเหตุวา่ ผ้คู นกาํ ลงั ลา่ํ ลอื กนั อย่อู ย่างกระฉ่อน
๔. อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะเหตุวา่ มีตําราอ้างองิ
๕. อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ มีเหตุผลตรงๆ (ตรรกะ) รองรับ
๖. อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ มีเหตุผลแวดล้อมรองรับ
๗. อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ สามัญสํานึกของเรามนั ยอมรับ
๘. อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ มนั ตรงกบั ความเหน็ ทเ่ี รามีอย่กู ่อนแล้ว
๙. อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ ผู้ทส่ี อนน้ันดูจากภายนอกแล้วน่าเช่ือถือ
๑๐. อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเหตุวา่ ผ้ทู สี่ อนนีเ้ ป็ นครูอาจารย์ทเ่ี รานับถือ

เมื่อเราไดพ้ บคาํ สอนใด ก่อนอน่ื กใ็ ห้นํามาพจิ ารณาดูก่อนว่า คําสอนน้ันมีโทษหรือไม่มีโทษ? มีประโยชน์
หรือไม่มีประโยชน์? และคนดีมีเหตุผลทมี่ ีใจเป็ นกลางติเตียนหรือไม่ตเิ ตยี น? ถา้ พิจารณาแลว้ เห็นวา่ คาํ สอนน้นั มีโทษ
ไมม่ ีประโยชน์ และคนดีมีเหตุผลที่มีใจเป็นกลางติเตียน ก็ใหล้ ะทิง้ เสีย แต่เมื่อใดท่ีเราพิจารณาแลว้ เห็นวา่ คาํ สอนน้นั มี
ประโยชน์ ไม่มีโทษ และคนดีมีเหตุผลท่ีมีใจเป็นกลางกไ็ ม่ติเตียน ก็ใหน้ าํ มาทดลองปฏิบตั ิดูก่อน เม่อื ปฏบิ ัติตามอย่าง
เตม็ ตามมาตรฐานแล้วความทกุ ข์ไม่ลดลงหรือดับลงจริง (แม้เพยี งชั่วคราว) กใ็ ห้ละทงิ้ เสีย แตถ่ า้ ทดลองปฏิบตั ิดูแลว้ ผล
ออกมาเป็นความทุกขล์ ดลงหรือดบั ทุกขจ์ ริง (แมเ้ พียงชวั่ คราว) จึงคอ่ ยปลงใจเชื่อและรับเอามาปฏิบตั ิใหย้ งิ่ ๆข้ึน (คือ
ดบั ทุกขไ์ ดอ้ ยา่ งถาวร) ตอ่ ไป

อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง

สาเหตุท่ีพระพุทธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะไดย้ นิ ไดฟ้ ังมา” น้นั ก็เป็นเพราะ ส่ิงทเี่ ราได้
ยนิ ได้ฟังมาน้ัน เรากย็ งั ไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง ถา้ เราไปเชื่อวา่ มนั จริง แลว้ ถา้ บงั เอิญมนั ไมจ่ ริงข้ึนมา เรากจ็ ะไดร้ ับคาํ
สอนที่ผดิ เพ้ียนมาปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุท่ีพระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะเป็นเร่ืองเล่าต่อๆกนั มาต้งั แตโ่ บราณ” น้นั ก็
เป็นเพราะ เรื่องทเ่ี ล่าต่อๆกนั มานมนานแล้วน้ัน มนั กย็ ่อมทจี่ ะมีการแต่งเติมหรือเปลยี่ นแปลงไปจนผดิ เพยี้ นจากต้นตอ
ได้ ถา้ เราหลงเชื่อ เรากจ็ ะไดร้ ับคาํ สอนท่ีผดิ เพ้ียนมาปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุที่พระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะมีคนกาํ ลงั ล่าํ ลือกนั อยอู่ ยา่ งกระฉ่อน” น้นั ก็
เป็นเพราะ คาํ ลาํ่ ลอื น้ันเป็ นการกระทาํ ของคนทไ่ี ม่รู้จริง (คนโง่ชอบลา่ํ ลอื ) ทชี่ อบลา่ํ ลอื เร่ืองโกหกทม่ี ีคนเขาแต่งขนึ้
(เช่นเร่ืองผวู้ เิ ศษ เร่ืองสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ เรื่องพระอรหนั ต)์ เมื่อเราหลงไปเช่ือคาํ ล่าํ ลือ เราก็จะไดร้ ับคาํ สอนที่ผดิ เพ้ยี นมา
ปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุท่ีพระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะมีตาํ ราอา้ งอิง” น้นั ก็เป็นเพราะวา่ ตํารา
ท้งั หลายน้ัน อาจถูกแก้ไขเปลย่ี นแปลงให้ผดิ เพยี้ นไปจากต้นฉบับได้ หรือคนแต่งตําราอาจเป็ นคนทไี่ ม่รู้จริงกไ็ ด้ ถา้ เรา
ไปหลงเชื่อตาํ รา เราก็จะไดร้ ับคาํ สอนท่ีผดิ เพ้ียนมาปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุท่ีพระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะมีเหตุผลตรงๆ (ตรรกะ) รองรับ” น้นั กเ็ ป็น
เพราะ เหตุผลตรงๆน้ันยงั เป็ นแค่ทฤษฎที น่ี ่าเช่ือถอื ทส่ี ุดเท่าน้ัน ถ้าบงั เอญิ เหตุทเี่ ราได้รับมาน้ันมันผดิ ผลของมนั กย็ ่อม
ทจี่ ะผดิ ตามไปด้วยทนั ที ดงั น้นั ถา้ เราเช่ือในเหตุผลน้นั เขา้ เรากจ็ ะไดร้ ับคาํ สอนที่ผดิ เพ้ยี นมาปฏิบตั ิโดยไมร่ ู้ตวั

สาเหตุที่พระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพยี งเพราะมีเหตุผลแวดลอ้ มรองรับ” น้นั กเ็ ป็นเพราะ
การใช้เหตุผลแวดล้อม (หลกั ฐานประกอบ) มาตดั สินน้ัน กเ็ ท่ากบั เป็ นการคาดเดาตามส่ิงแวดล้อม ถา้ บงั เอิญเหตุผลท่ี
แวดลอ้ มน้นั มนั เป็นเหตุผลปลอม (เช่นหลกั ฐานปลอม) เราก็จะไดร้ ับคาํ สอนที่ผดิ เพ้ยี นมาปฏิบตั ิโดยไมร่ ู้ตวั

สาเหตุท่ีพระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เชื่อวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะสามญั สาํ นึกของเรามนั ยอมรับ” น้นั กเ็ ป็น
เพราะ สามัญสํานึกของเราน้ัน มนั เป็ นแค่เพยี งความรู้สึกธรรมดาๆของจิตทไ่ี ม่ประกอบด้วยปัญญาเท่าน้ัน ดงั น้ัน
สามญั สํานึกของเราน้ันมนั กอ็ าจตัดสินอะไรผดิ พลาดได้ (อยา่ งเช่นเรารู้สึกวา่ คนๆน้ีเป็นคนดี โดยท่ีเรากไ็ ม่รู้วา่ เขาเป็น
คนดีจริงหรือเปล่า?) ถา้ เราเชื่อสามญั สาํ นึกของเรา เราก็จะไดร้ ับคาํ สอนท่ีผดิ เพ้ยี นมาปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุท่ีพระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะมนั ตรงกบั ความเห็นที่เรามีอยกู่ ่อนแลว้ ” น้นั
ก็เป็นเพราะ ถ้าบงั เอญิ ความเห็นทเี่ รามีอย่กู ่อนแล้วน้ัน มันเป็ นความเห็นทผ่ี ดิ อย่กู ่อนแล้วโดยทเ่ี ราไม่รู้ตัว แล้วมีคนเขา
มาพดู ตรงกบั ความเหน็ ทเี่ รามีอย่กู ่อนแล้ว กจ็ ะทาํ ให้เราเช่ือม่ันว่าความเหน็ ทเี่ รามีอยู่น้ันมันถูกต้องแล้ว ซ่ึงนี่กเ็ ทา่ กบั ทาํ
ใหเ้ ราเกิดความเห็นผดิ มากยง่ิ ข้ึนอีกโดยไมร่ ู้ตวั และเราก็จะไดร้ ับคาํ สอนท่ีผดิ เพ้ียนมาปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุที่พระพุทธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะคนที่บอกท่ีสอนน้นั ดูภายนอกน่าเช่ือถือ” น้นั
ก็เป็นเพราะ คนทด่ี ูแล้วน่าเช่ือถอื น้ัน เขากอ็ าจมคี วามเห็นผดิ อย่กู ่อนแล้วโดยทตี่ วั เขาเองไม่รู้ตวั กไ็ ด้ เมื่อเราไปเช่ือเขา
เราก็จะไดร้ ับคาํ สอนท่ีผดิ เพ้ียนมาปฏิบตั ิโดยไม่รู้ตวั

สาเหตุท่ีพระพทุ ธเจา้ สอนวา่ “อยา่ เช่ือวา่ เป็นความจริงเพียงเพราะคนท่ีบอกที่สอนน้ีเป็นครูอาจารยท์ ่ีเราเคารพ
นบั ถือ” น้นั กเ็ ป็นเพราะ แม้ครูอาจารย์ทเ่ี รานับถือน้ันท่านกอ็ าจมีความเหน็ ผดิ อยู่ก่อนแล้วโดยทตี่ วั ท่านเองกไ็ ม่รู้ตัวกไ็ ด้
ถา้ เราเชื่อทา่ น เรากจ็ ะพลอยเกิดความเห็นผดิ ตามทา่ นไปดว้ ยทนั ทีโดยไมร่ ู้ตวั และเราก็จะไดร้ ับคาํ สอนที่ผดิ เพ้ยี นมา
ปฏิบตั ิโดยไมร่ ู้ตวั

สรุปแลว้ หลกั ในการสร้างความเช่ือตามหลกั พุทธศาสนาน้นั กค็ ือ หลกั ที่สอนวา่ “อย่าเช่ือใคร แม้แต่ตัวเราเอง
แต่ให้เชื่อความจริงทเี่ ราได้พสิ ูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดแล้วเท่าน้ัน” ซ่ึงหลกั ในการสร้างความเช่ือของพระพุทธเจา้
น้ี จดั วา่ เป็นหลกั ในการสร้างอจั ฉริยะบุคคลเลยทีเดียว เพราะคนส่วนมากจะเช่ือตามตาํ ราหรือตามคนอ่ืน นอ้ ยคนท่ีจะ
เชื่อดว้ ยเหตุดว้ ยผล แตแ่ มเ้ หตุผลที่น่าเช่ือท่ีสุด พระพุทธเจา้ กย็ งั สอนวา่ อยา่ เพิ่งเชื่อ จนกวา่ จะไดพ้ ิสูจน์จนเห็นผลจริง
อยา่ งแน่ชดั ก่อน ดังน้ันจึงจําเป็ นอย่างยงิ่ ทเี่ ราจะต้องนําหลกั ความเชื่อของพระพทุ ธเจ้านีม้ าใช้ ท้งั ในการศึกษาและ
ปฏบิ ัตขิ องเรานีอ้ ย่างเคร่งครัด เพอ่ื ท่ีจะไดแ้ ยกแยะวา่ คาํ สอนใดคือคาํ สอนท่ีแทจ้ ริงของพระพทุ ธเจา้ และคาํ สอนใด
ไม่ใช่คาํ สอนท่ีแทจ้ ริงของพระพุทธเจา้

ศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเอง

ในการศึกษาเร่ืองการดบั ทุกขต์ ามหลกั อริยสจั ๔ ของพระพุทธเจา้ น้ี พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราศึกษาจาก
ร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน ทยี่ งั มสี ตสิ ัมปฤดี (ความรู้สึกตัวไม่เป็ นคนเสียสติ) และมคี วามจําดอี ยู่นี้ เพราะ
ความทุกข์กอ็ ยู่ในร่างกายและจิตใจนี้ ดังน้ันวธิ ีการดับทกุ ข์กต็ ้องอยู่ในร่างกายและจิตใจนี้ ถา้ เราไปศึกษาท่ีอื่น เช่น อา่ น
จากตาํ ราแลว้ ก็จินตนาการไปถึงเรื่องการดบั ทุกขใ์ นชาติหนา้ แตไ่ ม่สนใจดบั ทุกขใ์ นชาติน้ี เป็นตน้ ก็จะเป็นการศึกษาท่ี
ผดิ พลาด แลว้ ก็จะไมเ่ กิดปัญญาสาํ หรับนาํ มาใชด้ บั ทุกขไ์ ดจ้ ริง

ต้องพง่ึ ตนเอง

ส่ิงสาํ คญั อีกอยา่ งกค็ ือ เราต้องพง่ึ ตวั เองท้งั ในการศึกษาและปฏิบตั ิ จึงจะบังเกดิ ผลเป็ นความดบั ลงของทกุ ข์ได้
จริง เราจะไปพ่ึงคนอื่นหรือพ่ึงส่ิงท่ีเราเช่ือวา่ ศกั ด์ิสิทธ์ิใหม้ าช่วยไม่ได้ เพราะการพ่งึ สิ่งภายนอกน้นั จะทาํ ใหเ้ ราเป็นคน
อ่อนแอ ไมอ่ ดทน ไม่มีปัญญา ไมม่ ีความชาํ นาญ อนั เป็นสิ่งท่ีทาํ ลายคุณสมบตั ิที่จะนาํ ไปสู่ความพน้ ทุกข์ (คือไมเ่ กิด
บารมี)

ดงั น้นั เมื่อเรามาศึกษาเร่ืองการดบั ทุกข์ เรากต็ ้องพงึ่ ตัวเอง ท้งั ในการฟังหรืออ่านอย่างต้งั ใจ แล้วนําสิ่งทจ่ี ําได้
น้ันมาคิดพจิ ารณาหาเหตุผลอย่างจริงจัง จนเกดิ ความเข้าใจอย่างแจ้งชัด แล้วนําความเข้าใจนีม้ าพสิ ูจน์ด้วยการทดลอง

ปฏิบัตดิ ้วยตนเองอย่างจริงจัง จนความทุกข์ดบั ลงจริงๆ (แม้เพยี งช่ัวคราว) จนเกดิ เป็ นความเหน็ แจ้งขึน้ มาในทส่ี ุด แต่
ถา้ เราไปพ่งึ ส่ิงภายนอก (อยา่ งเช่น ถา้ เราเอาแตส่ วดมนตอ์ อ้ นวอนหรือบนบาลสารกล่าวสิ่งท่ีเราเชื่อวา่ ศกั ด์ิสิทธ์ิ ใหม้ า
ช่วยใหเ้ ราพน้ ทุกข์ หรือการใหท้ รัพยส์ ินเงินทองแก่นกั บวชมากๆ โดยหวงั วา่ จะเกิดอาํ นาจวเิ ศษมาช่วยใหเ้ ราพน้ ทุกข์
ได้ เป็นตน้ ) โดยไมไ่ ดล้ งมือปฏิบตั ิอยา่ งจริงจงั ดว้ ยตวั เอง ก็จะไมไ่ ดร้ ับผลเป็นความพน้ ทุกขไ์ ดจ้ ริง เพราะขาดการพ่ึง
ตวั เอง

ภาค ๔ หลกั การปฏิบัติ

นิพพาน- ความสงบเยน็

คาํ วา่ นิโรธ แปลวา่ ความดบั คือหมายถึงความทุกขไ์ ดห้ ายไป เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มนั กน็ ิพพาน ซ่ึงคาํ วา่
นิพพาน แปลวา่ เยน็ คือหมายถึงความทุกขไ์ ดด้ บั ไปแลว้ และจิตกจ็ ะเยน็ คือความทุกขม์ นั กท็ าํ ใหจ้ ิตดิ้นรน เร่าร้อน
แหง้ เหี่ยว ทรมาน หนกั -เหนื่อย ข่นุ มวั ไม่สงบ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ หรือความทุกขไ์ ดด้ บั หายไป (แมเ้ พียงชวั่ คราว)
จิตจึงกลบั คืนสู่สภาวะเดิมของมนั คือความสงบ เยอื กเยน็ เบา สบาย สดชื่น แจ่มใส ซ่ึงสรุปแลว้ นิพพานกห็ มายถึง จิตที่
สงบเยน็

นิพพานน้ีจะมีอยู่ ๓ ลกั ษณะ อนั ไดแ้ ก่

๑. นิพพานตามธรรมชาติ คือตามปกติแลว้ กิเลสและความทุกขม์ นั ก็ไม่ไดเ้ กิดอยตู่ ลอดเวลา ดังน้ันเวลาใดท่ี
ความทุกข์ยงั ไม่เกดิ ขึน้ เวลาน้ันจิตของเรามนั กน็ ิพพานหรือสงบเยน็ อยู่แล้วตามธรรมชาติ เพยี งแต่จะยงั ไม่เยน็ สนิท
หรือสูงสุด (เพราะยงั มีอาการของนิวรณ์มารบกวนจิตอย)ู่ คือยงั เป็ นแค่เพยี งความอุ่นใจหรือเบาใจ จากการท่ีชีวติ ของเรา
ยงั ปกติสุขดีอยู่ เพราะเราทาํ แต่ความดี ไมไ่ ดท้ าํ ความผดิ หรือชวั่ ซ่ึงเพยี งเท่าน้ีก็นบั วา่ มีประโยชนแ์ ลว้ แก่ชีวติ ของเรา ท่ี
ยงั ไม่มีความรู้ในเรื่องการดบั ทุกขต์ ามหลกั อริยสัจ ๔ ของพระพทุ ธเจา้

๒. นิพพานข้นั ต้นหรือนิพพานชิมลอง คือเป็น ความเยน็ สนิท ท่ีมาจากการท่ีนิวรณ์ไดร้ ะงบั หรือดบั หายไป
ชวั่ คราว ซ่ึงก็อาจจะเกิดข้ึนจากการที่จิตของเรามนั ไดถ้ ูกกิเลสแผดเผาเสียจนอ่อนลา้ แลว้ มนั ก็จะระงบั หรือดบั ลงไป
ของมนั ชว่ั คราวไดเ้ องตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากการที่เราไดไ้ ปพบกบั สิ่งท่ีทาํ ใหจ้ ิตสงบ เช่น พบเห็นคนตายหรือ
พบเห็นภยั พบิ ตั ิตา่ งๆของคนอื่น หรือเราไดไ้ ปอยใู่ นสถานที่ที่ชวนใหจ้ ิตสงบ เช่น ป่ า เขา ลาํ ธาร แมน่ ้าํ ทะเล หรือใน
หอ้ งท่ีไมม่ ีสิ่งรบกวน เป็นตน้ หรืออาจเกดิ จากการทเ่ี ราฝึ กจิตให้มสี มาธิจนนิวรณ์ระงับหรือดับหายไปชั่วคราว มนั กท็ าํ
ให้จิตของเราเยน็ ได้อย่างสนิท ซึ่งน่ีกค็ ือนิพพานของจริงทเ่ี ป็ นความสงบเยน็ อย่างสูงสุด แตว่ า่ ยงั เป็นแค่เพยี งชวั่ คราว
เมื่อสมาธิหายไปและกิเลสหรือนิวรณ์กลบั มาเกิดข้ึนอีก นิพพานสูงสุดน้ีกจ็ ะยงั หายไปไดอ้ ีก ดงั น้ันนิพพานนีจ้ ึงเรียก
ได้ว่าเป็ นนิพพานข้นั ต้นหรือนิพพานชิมลองทเี่ หมอื นนิพพานของแท้ ทม่ี ีเอาไว้ให้เราได้ลมิ้ ลอง เพอื่ ท่ีจะไดป้ รารถนา
(ความอยากที่ดีหรืออยากพน้ ทุกข)์ นิพพานชนิดถาวรตอ่ ไป

๓. นิพพานถาวร คือเป็นการปฏิบตั ิปัญญาและสมาธิตามหลกั อริยมรรค จนสามารถทาํ ลาย สญั ชาติญาณแห่ง
ความมีตวั ตน ( อวชิ ชา) ใหห้ มดสิ้นไปจากจิตใตส้ าํ นึกไดอ้ ยา่ งถาวร จึงทาํ ใหก้ ิเลสและความทุกขจ์ ะไมก่ ลบั มาเกิดข้ึน
แก่จิตอีกอยา่ งถาวร จึงทาํ ใหจ้ ิตบรรลุนิพพานสูงสุดไดอ้ ยา่ งถาวร (คือตลอดชีวติ )

สรุปไดว้ า่ เมื่อจิตเกิดกิเลส มนั กจ็ ะเกิดความรู้สึกเร่าร้อนทรมานหรือเป็นทุกข์ แต่เม่อื ใดทจ่ี ิตไม่มีกเิ ลส (รวมท้งั
นิวรณ์) จิตมันกจ็ ะไม่มีความทกุ ข์ เมื่อจิตไม่มีความทกุ ข์ มันกจ็ ะเยน็ ซ่ึงคาํ วา่ เยน็ น้ีมนั กต็ รงกบั คาํ วา่ “นิพพาน” ที่
ชาวบา้ นของอินเดียในสมยั พทุ ธกาลเขาใชพ้ ดู กนั อยู่ ซ่ึงนิพพานนีเ้ องทม่ี าช่วยให้จิตของเราได้รับการพกั ผ่อน ถ้าจิต
ของเราถูกกเิ ลสแผดเผาอย่ตู ลอดท้งั วนั (คอื ด้วยความพอใจและไม่พอใจ หรือเดย๋ี วหัวเราะ เดยี่ วร้องไห้อยู่ตลอดท้งั วนั )
เราคงเป็ นบ้าตายกนั ไปหมดแล้ว ดงั น้นั เราจึงควรรู้คุณคา่ ของนิพพาน และขอบคุณนิพพานที่ไดช้ ่วยหล่อเล้ียงจิตของเรา
เอาไว้ และไมเ่ นรคุณต่อนิพพาน ดว้ ยการเกลียดกลวั นิพพาน แลว้ พยายามแสวงหานิพพานสูงสุดและถาวรกนั ตอ่ ไป

อริยมรรคมีองค์ ๘

จากการที่เราไดศ้ ึกษามาท้งั หมดกส็ รุปไดว้ า่ พระพุทธเจา้ สอนเรื่องการดบั ทุกข์ เพราะความทุกขค์ ือภยั อนั ใหญ่
หลวงหรือน่ากลวั ท่ีสุดของคนทวั่ ไป ซ่ึงหลกั ท่ีสอนเร่ืองการดบั ทุกขข์ องพระพทุ ธเจา้ น้นั ก็คือ อริยสัจ ๔ ท่ีสรุปอยทู่ ่ี
ความทกุ ข์ ก็คือความทุกขข์ องจิตใจในปัจจุบนั ทม่ี ีต้นเหตุมาจากสัญชาติญาณแห่งความมตี วั ตน ที่มีอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึก
ของมนุษยท์ ุกคน ส่วนความไม่มีทุกข์ กไ็ ดแ้ ก่นิพพานหรือความสงบเยน็ ของจิต เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ ส่วนวธิ ีการดบั
ทกุ ข์ น้นั เรียกวา่ มรรค ที่แปลวา่ หนทาง หรือ อริยมรรค ท่ีแปลวา่ หนทางอนั ประเสริฐ ซ่ึงอริยมรรคน้ีแมจ้ ะเป็น
หนทางเดียว แต่ก็มีองคป์ ระกอบอยถู่ ึง ๘ องคป์ ระกอบ อนั ไดแ้ ก่

๑. สัมมาทฏิ ฐิ ความเห็นที่ถูกตอ้ ง ซ่ึงก็สรุปอยทู่ ่ีการมีความเขา้ ใจอยา่ งถูกตอ้ งในชีวติ วา่ “มนั ไม่ได้มีตัวเราอยู่
จริง” อนั เป็นหวั ใจของปัญญา

๒. สัมมาสังกปั ปะ ความดาํ ริ (หรือความปรารถนา) ท่ีถูกตอ้ ง ซ่ึงก็สรุปอยทู่ ี่ดาํ ริท่ีจะออกจากกามารมณ์ ดาํ ริท่ี
จะออกจากความอาฆาตพยาบาทปองร้าย และดาํ ริที่จะไมเ่ บียดเบียนใครดว้ ยความหลงผดิ

๓. สัมมาวาจา การปฏิบตั ิทางวาจาที่ถูกตอ้ ง ซ่ึงก็สรุปอยทู่ ่ีการระวงั รักษาวาจาใหเ้ รียบร้อย
๔. สัมมากมั มนั ตะ การปฏิบตั ิทางกายท่ีถูกตอ้ ง ซ่ึงก็สรุปอยทู่ ี่การระวงั รักษาความประพฤติทางกายให้
เรียบร้อย
๕. สัมมาอาชีวะ การเล้ียงชีวติ และบริหารชีวติ ท่ีถูกตอ้ ง ซ่ึงก็สรุปอยทู่ ี่การประกอบอาชีพและบริหารชีวติ ที่
ถูกตอ้ ง
๖. สัมมาวายามะ การมีความเพยี รที่ถูกตอ้ ง ซ่ึงกส็ รุปอยทู่ ี่การมีความเพียรพยายามในการปฏิบตั ิเพ่ือทาํ ลาย
ตน้ เหตุของความทุกข์
๗. สัมมาสติ การต้งั สติเอาไวถ้ ูกตอ้ ง ซ่ึงกส็ รุปอยทู่ ่ีการระลึกถือแต่เรื่องท่ีทาํ ใหเ้ กิดปัญญา
๘. สัมมาสมาธิ การมีความต้งั ใจมน่ั อยเู่ สมอที่ถูกตอ้ ง ซ่ึงกส็ รุปอยทู่ ่ีการมีจิตที่บริสุทธ์ิ ต้งั มน่ั และออ่ นโยน

องคป์ ระกอบท้งั ๘ ของอริยมรรคน้ี สามารถสรุปยอ่ ลงเป็นหลกั ในการปฏิบตั ิได้ ๓ ส่วน คือ ปัญญา, ศีล,
และ สมาธิ ซ่ึงปัญญาก็คือ สมั มาทิฏฐิ สังมาสงั กปั ปะ ส่วนศีลกค็ ือ สัมมาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชีวะ ส่วนสมาธิ
กค็ ือ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ ซ่ึงเรามกั ชอบเรียกง่ายๆวา่ ศีล สมาธิ ปัญญา คือตอ้ งมีศีลเป็นพ้ืนฐานอยกู่ ่อน
แลว้ ซ่ึงศีลจะเป็นพ้นื ฐานใหเ้ กิดสมาธิ และสมาธิก็จะเป็นพ้นื ฐานใหเ้ กิดปัญญา และปัญญาก็จะวนกลบั มาช่วยใหเ้ รามี
ศีลที่ถูกตอ้ ง อนั จะทาํ ใหเ้ รามีสมาธิและปัญญามากยง่ิ ข้ึนจนดบั ทุกขไ์ ดใ้ นท่ีสุด ซ่ึงในการปฏบิ ตั ศิ ีลสมาธิปัญญานีไ้ ม่ใช่

จะมาปฏบิ ตั ิทลี ะอย่าง แต่เป็ นการปฏิบตั ิพร้อมกนั จึงจะมีพลงั มากาํ จัดทกุ ข์ได้ ถา้ ปฏิบตั ิทีละอยา่ งจะไม่มีพลงั มากาํ จดั
ทุกขไ์ ด้

เร่ืองศีลและสมาธิน้นั เป็นเร่ืองที่เขา้ ใจไดง้ ่าย ก็ยงั เหลือเร่ืองปัญญาเท่าน้นั ที่อาจจะเขา้ ใจยากอยสู่ ักหน่อย เพราะ
ตอ้ งศึกษาโดยใชห้ ลกั วทิ ยาศาสตร์ในการศึกษา คอื ใช้เหตุผลและความจริงจากสิ่งทเี่ รามีอยู่จริงๆในชีวติ ปัจจุบนั มา
ศึกษา จนเกดิ ความเข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า มนั ไม่ได้มีส่ิงทเ่ี ป็ นตัวตน (อตั ตา) ของเราอยู่จริงเลยในร่างกายและจิตใจที่
สมมตเิ รียกว่าเป็ นตัวเรา-ของเรานี้ เพื่อสร้างความเห็นท่ีถูกตอ้ ง (สมั มาทิฏฐิ) อนั เป็นองคป์ ระกอบตวั แรกของ
อริยมรรคใหเ้ กิดข้ึน เมอ่ื มีองค์ประกอบตัวแรกแล้ว องค์ประกอบทเี่ หลอื ท้งั หมดกจ็ ะเกดิ ขนึ้ ตามมาเองอย่างถูกต้อง แต่
ถา้ ยงั ไม่มีองคป์ ระกอบตวั แรก องคป์ ระกอบที่เหลือท้งั หมดก็จะไม่เกิดข้ึนอยา่ งถูกตอ้ ง แลว้ การปฏิบตั ิเพื่อดบั ทุกขต์ าม
หลกั อริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจา้ กจ็ ะไมเ่ กิดข้ึน

ศีล- จิตทปี่ กติ

ก่อนอ่ืนเราควรเขา้ ใจคาํ วา่ ศีลก่อน คือคาํ วา่ ศีล แปลวา่ ปกติ ซ่ึงหมายถึงความปกติของจิต คือถ้าเรามชี ีวติ ท่ี
สงบสุข ไม่มคี วามเดอื ดร้อนหรือไม่สะดุ้งหรือหวาดกลวั ต่อส่ิงใดๆ เพราะไม่เคยได้ทาํ ความผดิ หรือชั่วอย่แู ล้วเป็ นปกติ
กเ็ รียกว่าเราเป็ นคนมีศีลแล้วโดยไม่ต้องไปขอจากใคร โดยศีลน้นั ก็สรุปอยทู่ ี่การปฏิบตั ิทางกายและวาจาที่ถูกตอ้ งหรือ
งดงาม อนั ไดแ้ ก่ การมีเจตนา (ต้งั ใจ) ทจี่ ะไม่ล่วงละเมดิ หรือเบยี ดเบียนชีวติ และทรัพย์สินรวมท้งั กามารมณ์ (วตั ถุ
กาม) ของผู้อนื่ รวมท้งั การมเี จตนาทจ่ี ะไม่พูดโกหก คาํ หยาบ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ ซ่ึงศีลน้ีเป็นส่ิงจาํ เป็นเพราะจะเป็น
พ้นื ฐานใหก้ ารฝึกสมาธิทาํ ไดง้ ่าย ถา้ ขาดศีลก็ฝึกสมาธิไม่ได้ แต่เมื่อจะกล่าวถึงการปฏิบตั ิอริยมรรค เรามกั จะกล่าว
เพยี งวา่ “ต้องใช้ปัญญากบั สมาธิมาทาํ งานร่วมกนั ” เท่าน้นั ซ่ึงตามความเป็นจริงแลว้ กต็ อ้ งมีศีลมาเป็นพ้นื ฐานอยกู่ ่อน
แลว้ เพยี งแต่จะไมก่ ล่าวถึงเทา่ น้นั ดงั น้นั เราจึงควรเขา้ ใจจุดน้ีเอาไวด้ ว้ ย

ศีลของอริยมรรคก็มีเพียงเท่าน้ี ซึ่งแม้ผ้ทู ไี่ ม่ได้บวช (ผ้คู รองเรือน) กส็ ามารถปฏบิ ัตไิ ด้ เพยี งแต่อาจจะปฏิบัติ
ได้ยากอยู่สักหน่อย เพราะต้องใช้ชีวติ อย่ใู นสังคมทไ่ี ม่มศี ีลธรรม แต่ถ้าต้ังใจจริงกส็ ามารถปฏบิ ตั ิได้ ส่วนนกั บวชเช่น
พระภิกษุน้นั จะมีศีลที่มากข้ึน กเ็ พื่อใหม้ ีความปกติมากข้ึน เพ่ือใหม้ ีสมาธิไดง้ ่ายข้ึน และมีปัญญาแตกฉานมากยงิ่ ข้ึน
อนั จะช่วยใหม้ ีความทุกขน์ อ้ ยกวา่ คนท่ีไมไ่ ดบ้ วช แต่ถึงแมจ้ ะบวชแลว้ ถา้ ไมม่ ีศีลของตนเอง กม็ ีคา่ เทา่ กบั ผทู้ ี่ยงั ไมไ่ ด้
บวช คือยงั มีความทุกขเ์ หมือนคนทว่ั ๆไปที่ยงั ไม่ไดบ้ วช

สมาธิ- จิตทต่ี ้งั ม่นั

สมาธิ แปลวา่ ต้งั มั่นอย่เู สมอ คือเป็นอาการของจิตที่ต้งั ใจ หรือจดจอ่ หรือจบั หรือเพง่ อยกู่ บั ส่ิงใดส่ิงหน่ึงอยู่
ตลอดเวลาไดน้ านๆ ซ่ึงสมาธิน้ีมี ๒ ประเภท คือ สมาธิผดิ กบั สมาธิถูก

โดยสมาธิผดิ ก็คือ สมาธิท่ีจดจ่ออยกู่ บั ส่ิงใดส่ิงหน่ึง ดว้ ยกิเลสหรือนิวรณ์ตลอดเวลา ซ่ึงผลของสมาธิผดิ น้ีก็คือ
จะมีความทุกข์ หรือความเร่าร้อนใจ ไปตามอาํ นาจของส่ิงที่กาํ ลงั เพง่ อยู่ เช่น ถา้ เพง่ อยใู่ นเร่ืองกามารมณ์ จิตกจ็ ะเร่า
ร้อนทรมานอยดู่ ว้ ยความอยากไดใ้ นกามารมณ์น้นั ใหม้ ากยงิ่ ๆข้ึนไป หรือถา้ เพง่ อยดู่ ว้ ยความโกรธ ก็จะทาํ ใหจ้ ิตเกิด
ความเร่าร้อนหรือคบั แคน้ ใจ เป็นตน้

ส่วนสมาธิถูกกค็ ือ สมาธิทจ่ี ดจ่อหรือต้งั ใจทาํ สิ่งใดส่ิงหน่ึงแล้วทาํ ให้กเิ ลสระงบั หรือดบั หายไป (แม้
เพยี งชั่วคราว) เช่น การเพง่ อยทู่ ่ีการหายใจของร่างกายเราเอง หรือการต้งั ใจอ่านหนงั สือเรียน หรือการท่ีนกั เรียนต้งั ใจ
ฟังส่ิงท่ีครูสอน หรือการท่ีครูต้งั ใจสอน หรือการต้งั ใจทาํ งานที่สุจริต หรือการที่นกั วยิ าศาสตร์ต้งั ใจคิดคน้ สิ่งท่ีดีงาม
เป็ นตน้

สมาธิถูกน้ีจะมีลกั ษณะ ๓ ประการ คือ

๑. บริสุทธ์ิ คือไมม่ ีกิเลส และนิวรณ์ครอบงาํ
๒. ต้งั มั่น คือเขม้ แขง็ ไมม่ ีอะไรมายว่ั ยวนใหห้ วน่ั ไหวได้ (คือไมท่ าํ ใหเ้ กิดกิเลสหรือนิวรณ์)
๓. อ่อนโยน คือ มีสติสมบรู ณ์ มีความสุขมุ รอบครอบและมีความจาํ ดี จึงเหมาะสมตอ่ การทาํ งานทุกชนิด

ผลของสมาธิน้ีก็คือ ทาํ ใหจ้ ิตมีความสุขท่ีประณีต (สุขสงบ), มีสติตลอดเวลา, และเม่ือจิตไมม่ ีกิเลสและนิวรณ์
ครอบงาํ จึงทาํ ใหอ้ ุปาทานดบั หายไปดว้ ย เมื่อจิตไมม่ ีอุปาทานจึงทาํ ใหจ้ ิตไม่มีความทุกข์ เมือ่ จิตไม่มคี วามทุกข์กจ็ ะทาํ
ให้นิพพาน (ความสงบเยน็ ) ปรากฏ (หมายเหตุ ตอ่ ไปถา้ พบคาํ วา่ สมาธิ ในหนงั สือน้ี ก็ขอใหเ้ ขา้ ใจวา่ หมายถึง สมาธิ
ถูก)

เม่ือจิตมีสมาธิ กส็ ามารถพจิ ารณาถงึ ความจริงของธรรมชาตใิ ห้เข้าใจได้ เพราะจิตจะมีสติตลอดเวลา รวมท้งั ไม่
ด้ือร้ันหรือแขง็ กระดา้ งและไมม่ ีความลาํ เอียงใดๆ จึงสามารถเข้าใจถึงเร่ืองการเกดิ ขึน้ ต้ังอยู่ และดบั หายไปของส่ิง ปรุง
แต่งท้งั หลายได้ รวมท้งั ยอมรับเหตุผลและความจริงท่ีไดพ้ บเห็นหรือรับรู้โดยไมบ่ ิดพลิ้ว ซ่ึงน่ีกค็ อื ผลจากการมีสมาธิท่ี
ช่วยให้เกดิ ปัญญาได้ ถา้ ไมม่ ีสมาธิกจ็ ะไม่มีสามารถพจิ ารณาโดยใชเ้ หตุใชผ้ ลใหเ้ กิดความเขา้ ใจได้

สมาธิน้ีเป็นสิ่งที่เราจะตอ้ งฝึกใหเ้ กิดข้ึน เพราะปกติเราจะมีสมาธิกนั นอ้ ย จึงยงั ไมเ่ พยี งพอที่จะนาํ มาใชใ้ นการ
ปฏิบตั ิเพื่อดบั ทุกขต์ ามหลกั อริยมรรค แตก่ ่อนท่ีจะฝึกสมาธิ เราจะต้องรู้จักกบั สิ่งทต่ี รงข้ามหรือศัตรูของสมาธิเสียก่อน
เพราะเป็ นส่ิงตรงข้ามกนั คือเมื่อจิตมีสมาธิ ศตั รูของสมาธิกจ็ ะไมม่ ี แต่เมื่อจิตมีศตั รูของสมาธิครอบงาํ จิตก็จะไม่มี
สมาธิ ซ่ึงศตั รูของสมาธิน้ีกไ็ ดแ้ ก่ นิวรณ์ คือเมื่อจิตของเรามีนิวรณ์ตวั ใดตวั หน่ึงเกิดข้ึนมาในจิต จิตของเรากจ็ ะไมม่ ี
สมาธิ แต่ถา้ จิตของเราไม่มีนิวรณ์ตวั ใดเลย และมีความต้งั มน่ั และออ่ นโยน ก็เทา่ กบั จิตของเรามีสมาธิแลว้

นิวรณ์ – สิ่งปิ ดก้นั จิต

คาํ วา่ นิวรณ์ แปลวา่ ส่ิงปิ ดก้นั จิต ซ่ึงนิวรณ์น้ีกค็ ืออาการของกิเลสอยา่ งออ่ นๆนนั่ เอง โดยอาการของนิวรณ์น้ี
แยกได้ ๕ อาการ อนั ไดแ้ ก่

๑. กามฉันทะ คือความพอใจเลก็ ๆนอ้ ยๆในกามารมณ์
๒. พยาบาท คือความอาฆาตหรือพยาบาทที่ฝังใจอยู่
๓. ถีนมทิ ธะ คือความหดหู่ เซื่องซึม มึนชา
๔. อทุ ธัจจกกุ กุจจะ คือความต่ืนเตน้ หรือความฟ้ ุงซ่านที่ทาํ ใหเ้ กิดความรําคาญใจ
๕. วจิ ิกจิ ฉา คือความลงั เลสงสยั ในส่ิงที่เราเชื่อถือยวู่ า่ มีจริงหรือไม่? หรือถูกตอ้ งหรือไม่?

ปกตินิวรณ์น้ีจะเกิดข้ึนมาครอบงาํ จิตของเราอยเู่ กือบตลอดท้งั วนั ซ่ึง เมื่อมนั เกิดข้ึนแลว้ แมม้ นั จะไมท่ าํ ใหเ้ กิด
ความทุกขอ์ ยา่ งเตม็ ท่ี (คือความเศร้าโศกหรือเสียใจ ความคบั แคน้ ใจ เป็นตน้ ) แต่มันกท็ าํ ให้จิตของเราขุ่นมัว ไม่สงบ

ระงับ ไม่เป็ นปกติ ไม่เบาสบาย ไม่สดช่ืน ไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส (คอื ไม่นิพพาน) ซึ่งเรียกว่าเป็ นความทุกข์อ่อนๆ และ
เมื่อนิวรณ์ตวั ใดเกิดข้ึน มนั กจ็ ะทาํ ใหจ้ ิตของเราไม่มีสมาธิ เม่ือจิตไมม่ ีสมาธิกจ็ ะทาํ ใหป้ ัญญาท่ีจะมาดบั ทุกขไ์ มเ่ กิดข้ึน
เมื่อจิตไมม่ ีปัญญาและสมาธิ จึงทาํ ใหค้ วามทุกขอ์ ่อนๆเกิดข้ึนอยตู่ ลอดเวลาและนิพพานสูงสุดก็ไม่ปรากฏ ส่ิงสําคญั ก็
คอื เม่ือนิวรณ์นีเ้ กดิ ขนึ้ บ่อยๆ กจ็ ะยง่ิ ทาํ ให้ความเคยชินของอวชิ ชาทมี่ อี ย่ใู นจิตใต้สํานึกของเรามมี ากยงิ่ ขึน้ ซึ่งกจ็ ะทาํ ให้
เปลยี่ นแปลงหรือกาํ จัดมันได้ยากยง่ิ ขนึ้ ด้วย นี่เองจึงไดเ้ รียกอาการน้ีวา่ นิวรณ์ ที่หมายถึง ส่ิงปิ ดก้นั จิตจากความดี (คือ
จากปัญญาสมาธิและนิพพาน)

วธิ ีการฝึ กสมาธิง่ายๆ

ตามปกติเรากพ็ อจะมีสมาธิกนั อยบู่ า้ งแลว้ เพยี งแต่จะไม่มากพอเท่าน้ัน อยา่ งเช่น เวลาเราต้งั ใจฟังครูสอน หรือ
ต้งั ใจอา่ นหนงั สือ เรากจ็ ะมีสมาธิข้ึนมาแลว้ โดยอตั โนมตั ิ ซ่ึงน่ีกค็ ือสมาธิที่จาํ เป็นสาํ หรับ นาํ มาใชค้ ูก่ บั ปัญญาในการ
ปฏิบตั ิเพ่อื ดบั ทุกข์ ซ่ึง วธิ ีการฝึกใหจ้ ิตมีสมาธิน้นั ก็สามารถทาํ ได้ โดยการต้งั ใจในการเคล่ือนไหวของร่างกาย, ในการ
พดู , และคิดของเราเอง หรือในการทาํ กิจวตั รประจาํ วนั ของเราก็ได้ หรือ จะฝึกกาํ หนดการหายใจของร่างกายเรา หรือจะ
ฝึกเพง่ วตั ถุ เป็นตน้ ก็ได้

วธิ ีการฝึกสมาธิที่ทาํ ไดง้ ่ายและเป็นที่นิยมน้นั กค็ ือ กาํ หนดการหายใจ (ท่ีเรียกวา่ อานาปานสติ) ซ่ึงวธิ ีการฝึก น้นั
เราจะใชอ้ ิริยาบถใดกไ็ ด้ แต่ถา้ เพ่ิงเริ่มตน้ ฝึกควรใชอ้ ิริยาบถนงั่ ก่อน เพราะจะทาํ ใหเ้ กิดสมาธิไดง้ ่ายกวา่ อิริยาบถอื่น ถา้
ฝึกจนชาํ นาญแลว้ จะใชอ้ ิริยาบถใดก็ได้ ส่วนวธิ ีการฝึ กน้ันกค็ อื ให้เราต้งั ใจกาํ หนดอย่ทู ก่ี ารหายใจของร่างกายของเราอยู่
ตลอดเวลา และพยายามควบคุมให้ลมหายใจเบาและยาวอย่ตู ลอดเวลา (ถ้าลมหายใจแรงและส้ันจะทาํ ให้จิตเกดิ สมาธิได้
ยากกว่า) โดยระวงั อยา่ ไปกาํ หนดสิ่งอื่นภายนอกร่างกาย และ ระวงั อยา่ ไปคิดถึงเร่ืองท่ีจะทาํ ใหก้ ิเลสและนิวรณ์เกิด
ข้ึนมา ซ่ึงในการกาํ หนดการหายใจของร่างกายน้ี ข้นั ตน้ เราอาจจะใชว้ ธิ ีการนบั การหายใจของเราไปเรื่อยๆเพอื่ ใหจ้ ิต
สงบก็ได้ หรือจะท่องคาํ ส้นั ๆในขณะท่ีเรากาํ ลงั หายใจ เช่น ไม่มีเรา, ไมม่ ีใคร, วา่ งเปล่า, ผา่ นไป, ตายแน่, เกิดดบั , อยา่
โง่, อยา่ บา้ เป็นตน้ เพ่ือใหม้ ีสติอยตู่ ลอดเวลาก็ได้

แต่ถา้ จิตยงั ไมส่ งบ ให้ลองใช้วธิ ีคดิ ด้วยสติ (คือต้งั ใจคิดใหเ้ ป็นคาํ พดู แลว้ ก็ต้งั ใจฟังดว้ ย) โดยการต้งั ใจคดิ ช้าๆ
ด้วยประโยคส้ันๆ ในขณะทกี่ าํ ลงั หายใจออก แต่เมือ่ หายใจเข้ากใ็ ห้หยดุ คิด (หรือจะคิดช่วงเวลาหายใจเขา้ กไ็ ด้ เมื่อ
หายใจออกก็ใหห้ ยดุ คิด) ซึ่งการคดิ นีค้ วรคดิ เร่ืองทท่ี าํ ให้เกดิ ปัญญาหรือความรู้ทด่ี งี าม เช่น เร่ืองความไม่เที่ยง เรื่อง
สภาวะท่ีตอ้ งทน เร่ืองความไมใ่ ช่ตวั เรา หรือเร่ืองความวา่ งจากตวั เรา หรือเรื่องการคิดคน้ สิ่งท่ีเป็นประโยชน์แก่สังคม
หรือเร่ืองการเรียน หรือเรื่องการเตือนตนเอง หรือเร่ืองการสอน อริยสจั ๔ เป็นตน้ ซึ่งการฝึ กเช่นนีจ้ ะทาํ ให้จิตเกดิ สมาธิ
ได้ง่าย รวมท้งั ยงั ทาํ ให้เกดิ ปัญญาไปพร้อมๆกนั ไปด้วย เรียกวา่ เป็นการปฏิบตั ิท้งั สมาธิและปัญญาไปพร้อมๆกนั

เราจะสงั เกตไดว้ า่ จิตของเรามีสมาธิหรือไม่ โดยให้สังเกตได้จากการทจี่ ิตของเราสงบหรือไม่ฟ้ ุงซ่านแล้ว (คือ
ไม่มีกิเลสและนิวรณ์) และความดิ้นรนของจิตก็จะไมม่ ี รวมท้งั มีความสุขที่สงบ ประณีต และมีปี ติหรือความอิ่มเอมใจ
รวมท้งั จิตของเรากจ็ ะมีสติอยตู่ ลอดเวลาดว้ ย ก็แสดงวา่ จิตของเรามีสมาธิแลว้ ซ่ึงเม่อื จิตไม่มนี ิวรณ์ จิตกจ็ ะไม่มีความ
ทกุ ข์แม้เพยี งเลก็ น้อย เมือ่ จิตไม่มี ความทุกข์แม้เพยี งเลก็ น้อย จิตกจ็ ะนิพพาน สูงสุด (คือสงบเยน็ เบาสบาย สดช่ืน
ปลอดโปร่งแจม่ ใสอยา่ งสูงสุด) เมอ่ื จิตนิพพานกแ็ สดงว่าจิตมีสมาธิแล้วอย่างสมบูรณ์ ซ่ึงน่ีคือสมาธิที่จาํ เป็นในการ

ปฏิบตั ิตามหลกั อริยมรรค ส่วนสมาธิที่สูงไปกวา่ น้ี ท่ีเป็นการเพง่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึงจนไมร่ ับรู้ส่ิงอื่นใดเลยน้นั ไมจ่ าํ เป็น
เพราะเพียงเทา่ น้ีก็พอแลว้ สาํ หรับนาํ มาใชใ้ นการปฏิบตั ิของเรา

สมาธิน้ีมีหลายระดบั (ท่ีเรียกวา่ ฌาน) ซ่ึงระดบั ตน้ ๆกจ็ ะมีความต้งั ใจมากในการระมดั ระวงั ไม่ใหน้ ิวรณ์
เกิดข้ึน รวมท้งั มีความสุขสงบและปี ติดว้ ย ส่วนระดบั ท่ีสูงข้ึนกไ็ ม่ตอ้ งระมดั ระวงั นิวรณ์แลว้ เพราะชาํ นาญแลว้
รวมท้งั ปี ติกจ็ ะหายไป (เพราะไมต่ ่ืนเตน้ แลว้ ) จะมีแตเ่ ฉพาะความสุขสงบเท่าน้นั ส่วนระดับทสี่ ูงขนึ้ ความสุขสงบกจ็ ะ
หายไป (เพราะเบอ่ื สุขแล้ว) จะเหลอื เพยี งจิตทบี่ ริสุทธ์ิ ทมี่ คี วามสงบเยน็ สูงสุดเท่าน้ัน ซ่ึงความสงบเยน็ สูงสุดน้ีเองที่
เรียกวา่ เป็นนิพพานสูงสุด เม่ือนิพพานปรากฏ ก็แสดงวา่ การปฏิบตั ิของเราถูกตอ้ งแลว้ โดยมีความดบั หายไปของ
ความทุกข์ และการปรากฏของนิพพานมาเป็นสิ่งยนื ยนั

อยู่เหนือความตาย

ในสมยั พทุ ธกาลน้นั ไดม้ ีผไู้ ปทูลถามพระพทุ ธเจา้ วา่ “ทาํ อย่างไรมจั จุราช (คือความตาย) จึงจะตามหาเราไม่
พบ?” ซ่ึงพระพทุ ธเจา้ ทรงตอบวา่ “ให้มองโลกโดยเห็นเป็ นของว่างเปล่า (เหน็ สุญญตา) แล้วละความยดึ ถอื ว่าเป็ น
ตัวตน (อตั ตา) ในสิ่งท้งั หลายเสีย แล้วมจั จุราชจะตามหาเราไม่พบ”

ความตายน้นั จดั เป็นภยั ที่น่าหวาดกลวั อยา่ งที่สุดของเราทุกคน และใครๆก็อยากจะหลุดพน้ จากความตาย แต่
การทเี่ รากลวั ตายกเ็ ป็ นเพราะ เรากลวั ความทุกข์จากความตาย ถ้าความตายไม่ทาํ ให้เราเป็ นทกุ ข์ เรากจ็ ะไม่กลวั ตาย
ดงั น้นั ส่ิงสาํ คญั ก็คือ ทาํ อยา่ งไรเราจึงจะตายโดยไมเ่ ป็นทุกขไ์ ด?้

ในขณะที่เรากาํ ลงั จะตาย หรือใกลต้ าย หรือกาํ ลงั กงั วลถึงเรื่องความตายอยนู่ ้นั ถา้ เราเผลอสติ (คือลืมนึกถึง
เรื่องปัญญาหรือสุญญตา) แลว้ มองเห็น (หรือเขา้ ใจ) วา่ มีตวั เราอยจู่ ริงๆ (คือมีความเขา้ ใจวา่ ร่างกายและจิตใจน้ีเป็น
อตั ตา ตามความเคยชินที่มาจากจิตใตส้ าํ นึก) กแ็ น่นอนวา่ จะเกิดความยดึ ถือวา่ มีตวั เราท่ีกาํ ลงั จะตาย แลว้ เราก็จะเกิด
ความหวาดกลวั (คือไม่อยากตาย) อยา่ งท่ีสุดข้ึนมาทนั ที ซ่ึงความหวาดกลวั น้ีกค็ ือความเศร้าโศกหรือเสียใจอยา่ ง
รุนแรง (หรือความทุกขท์ ี่รุนแรงมาก) ที่เป็นภยั อนั ใหญห่ ลวงของเราทุกคน แต่ถ้าเรามองโลกด้วยสติและปัญญาอย่าง
ต้งั ใจ (คือด้วยสมาธิ) ให้เห็นถึงความเป็ นสุญญตา คอื มองเห็นว่า “ทกุ สิ่งทเี่ กดิ ขึน้ นีม้ นั เป็ นเพยี งการปรุงแต่งของธาตุ
ตามธรรมชาตเิ ท่าน้ัน ไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอย่จู ริง” กจ็ ะไม่ทาํ ให้เกดิ ความยดึ ถอื ว่ามตี วั เราขนึ้ มา (ที่
เรียกว่าจิตหลุดพ้น) และเมือ่ ร่างกายจะต้องตายจริงๆ จิตใจกจ็ ะไม่เกดิ ความเศร้าโศกหรือเสียใจ (คือไม่มีทุกข์อย่าง
รุนแรง) เพราะไม่มคี วามรู้สึกว่ามีใครตาย ซ่ึงน่ีก็คือวธิ ีการเอาชนะความตายหรืออยเู่ หนือความตาย อนั เป็นหลกั ปฏิบตั ิ
โดยสรุปของอริยมรรคของอริยสจั ๔ ของพระพุทธเจา้ นน่ั เอง

ภาค ๕ เรื่องทคี่ วรรู้

ศาสนา ๒ ประเภท

ศาสนา เป็ นหลกั การปฏบิ ัติเพอื่ ให้ชีวติ ของเรามคี วามสุขและมีความทกุ ข์น้อยลง โดยศาสนาน้นั ตอ้ งมีความ
เชื่อ (หรือความศรัทธา) อยดู่ ว้ ยเป็นพ้นื ฐาน ถา้ ไมม่ ีความเชื่อกไ็ มม่ ีศาสนา ซ่ึงศาสนาของโลกน้นั แยกได้ ๒ ประเภท
อนั ไดแ้ ก่

๑. เทวนิยม คือศาสนาที่เช่ือเรื่องเทพเจา้ หรือสิ่งศกั ด์ิสิทธ์

๒. อเทวนิยม คือศาสนาที่ไมเ่ ช่ือเรื่องเทพเจา้ หรือสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ

ศาสนาประเภทเทวนิยมน้นั เป็นศาสนาท่ีสอนใหม้ ีความเช่ือเร่ืองเหนือธรรมชาติ เช่น เทพเจา้ หรือ พระเจา้ วา่
เป็นผทู้ ่ีมีอาํ นาจสูงสุด ท่ีดลบนั ดาลใหท้ ุกสิ่งเป็นไป เม่ือผนู้ บั ถือมีความเช่ือมน่ั และปฏิบตั ิตามหลกั คาํ สอนของศาสนา
แลว้ กจ็ ะทาํ ใหม้ ีความอุน่ ใจ สุขใจ และทาํ ใหม้ ีความทุกขล์ ดนอ้ ยลงได้

ส่วนศาสนาประเภทอเทวนิยมน้นั เป็นศาสนาท่ีไมย่ อมรับเรื่องเทพเจา้ วา่ มีอยจู่ ริง แต่ยอมรับธรรมชาตทิ ี่
เกดิ ขึน้ จริงๆทส่ี ัมผสั ได้ในปัจจุบัน ว่าเป็ นส่ิงทมี่ ีอาํ นาจสูงสุดทดี่ ลบนั ดาลให้ทุกสิ่งเป็ นไป ดงั น้นั หลกั ในการสอนของ
ศาสนาประเภทน้ี จะไม่สอนใหเ้ กิดความเช่ือก่อน แต่จะสอนใหเ้ กิดปัญญาก่อน เม่ือมีปัญญาแลว้ ความเช่ือและการ
ปฏิบตั ิตามคาํ สอนของศาสนากจ็ ะตามมาเองอยา่ งมนั่ คง ซ่ึงพทุ ธศาสนาก็เป็นศาสนาประเภทน้ี

ศาสนาทุกศาสนาลว้ นสอนใหค้ นเป็นคนดีและช่วยใหโ้ ลกมีความสงบสุข เพียงแตว่ ธิ ีการสอนน้นั อาจจะ
แตกตา่ งกนั บา้ งตามความรู้ของผคู้ นในสังคม คือบางสงั คมกต็ อ้ งใชค้ วามเชื่อนาํ การปฏิบตั ิ แต่บางสังคมก็ใชป้ ัญญา
นาํ หนา้ การปฏิบตั ิ แตไ่ มว่ า่ จะใชอ้ ะไรนาํ ผลที่ไดก้ ็เหมือนกนั คือมีความสุข มีสันติภาพ และมีความทุกขน์ อ้ ยลง

จริงแท้ – จริงสมมติ

คาํ วา่ โลก หมายถึง ทอี่ ยู่ของส่ิงทมี่ ีชีวติ ซ่ึงสิ่งท่ีมีชีวติ น้นั ก็สรุปอยทู่ ่ี คน ท่ีชอบเรียกตวั เองวา่ เป็น มนุษย์ ที่
หมายถึงผมู้ ีใจสูง, สัตว์เดรัจฉาน ท่ีมีร่างกายขนานไปกบั โลก, และ พชื ท่ีมีลาํ ตน้ ติดอยกู่ บั โลก ซึ่งโลกน้ันเป็ นส่ิง
ประหลาดมหัศจรรย์ ทมี่ นั มีสิ่งทม่ี ีชีวติ เกดิ ขึน้ มาได้ และสิ่งที่มีชีวติ ช้นั สูงคือคนน้นั ก็สามารถมาล่วงรู้ถึงความจริงที่
ควรรู้ของโลกได้ ซ่ึงความจริงของโลกน้นั มีอยู่ ๒ ระดบั คือ

๑. ความจริงสมมติ คือ ความจริงตามทชี่ าวโลกสมมติกนั ขนึ้ มา เช่น คน, สตั ว,์ ภูเขา, ตน้ ไม,้ รถยนต,์ บา้ น,
คอมพวิ เตอร์, มือถือ, เงิน (ทรัพย)์ , ตวั เรา, ตวั เขา, พอ่ , แม่, ลูก, สามี, ภรรยา, พ่ี, นอ้ ง, ชาย, หญิง, เด็ก, ผใู้ หญ่, สวย,
หล่อ, ไม่สวย, ไมห่ ล่อ, ดี, ชวั่ , โง่, ฉลาด, รวย, จน, เจา้ นาย, ลูกจา้ ง เป็นตน้

๒. ความจริงแท้ คือ ความจริงสูงสุดของธรรมชาติ ท่ีเป็นเร่ืองลึกซ้ึงที่สุดของธรรมชาติ อนั ไดแ้ ก่ความจริง
เร่ืองที่วา่ ส่ิงท้งั หลายทชี่ าวโลกสมมตกิ นั ขนึ้ มาน้ันมนั เป็ นสุญญตา คือมนั วา่ งเปล่าจากความเป็นตวั ตนที่แทจ้ ริง (อตั ตา)
ของส่ิงท้งั หลายเหล่าน้นั

การมอง (สมั ผสั ) โลกน้นั ถา้ เรามองอยา่ งหยาบๆ คอื ขาดการพจิ ารณาอย่างละเอยี ดลกึ ซึ้งด้วยสติปัญญาและ
สมาธิ เรากจ็ ะเห็นโลก (คือเกิดความเขา้ ใจไปตามความเคยชินของสัญชาติญาณแห่งความมีตวั ตน) ว่ามนั มีสิ่งต่างๆอยู่
จริงๆตามทส่ี มมติกนั ขนึ้ มา คือเห็นวา่ มนั มีตวั เรา-ของเรา หรือมีตวั ตนของคนอ่ืน หรือมีตวั ตนของส่ิงอ่ืนๆอยจู่ ริงๆ ซ่ึง
การมองเช่นน้ีกจ็ ะทาํ ใหอ้ ุปาทานและความทุกขเ์ กิดข้ึน แต่ถา้ เรามองโลกอยา่ งฉลาด คอื มกี ารพจิ ารณาอย่างละเอยี ด
ลกึ ซึ้งด้วยสตปิ ัญญาและสมาธิ เรากจ็ ะเห็นถึงความจริงสูงสุดว่า สิ่งท้งั หลายตามทเ่ี ราสมมติกนั ขนึ้ มาน้ัน มันไม่ได้มี
ตวั ตนอยู่จริงๆเลย ซ่ึงการมองเช่นน้ีกจ็ ะทาํ ใหอ้ ุปาทานไมเ่ กิดข้ึน และความทุกขก์ จ็ ะไม่เกิดข้ึน

ปัญญา ๓ ระดับ

คาํ วา่ ปัญญา ตามหลกั พทุ ธศาสนาจะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการปฏิบัตเิ พอื่ ความพ้นทกุ ข์ (ปัญญาน้ีบางที
ก็เรียกวา่ วชิ ชา ที่หมายถึง ความรู้สูงสุด แต่ถา้ เป็นความรู้ทว่ั ไปจะเรียกวา่ วชิ า) ซ่ึงการเกิดปัญญาในพทุ ธศาสนาน้ีมี ๓
ข้นั อนั ไดแ้ ก่

๑. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาทเี่ กดิ มาจากการฟังหรืออ่าน คือเม่ือเราไดฟ้ ังหรืออา่ น คาํ สอนทถี่ ูกต้องมาแลว้ ก็จาํ
ได้ กเ็ รียกวา่ เป็น ปัญญาข้นั จําได้ ซ่ึงปัญญาข้นั น้ียงั ไมช่ ่วยดบั ทุกขเ์ พราะยงั เป็นแคค่ วามรู้ที่จาํ ไดเ้ ท่าน้นั

๒. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาทเ่ี กดิ มาจากการคดิ พจิ ารณา คือเม่ือเรานาํ เอาสิ่งที่จาํ ไดน้ ้นั มาไตร่ตรองหรือ
พจิ ารณาหาเหตุหาผลอยา่ งละเอียดถี่ถว้ น หรือใหล้ ึกซ้ึงถึงท่ีสุด จนเกดิ ความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งขึน้ มา ก็เรียกวา่
เป็น ปัญญาข้นั เข้าใจ ซ่ึงปัญญาข้นั เขา้ ใจน้ีกช็ ่วยใหค้ วามทุกขล์ ดนอ้ ยลงตามความเขา้ ใจ คือถา้ เขา้ ใจมากความทุกขก์ ็
ลดลงมาก เพราะจะมีสมาธิเกิดข้ึนจากการคิดพจิ ารณาดว้ ยเสมอ

๓. ปัญญาทเี่ กดิ มาจากการปฏิบตั ิ คือเมื่อเราไดน้ าํ เอาความเขา้ ใจน้นั มาพสิ ูจน์ ดว้ ยการทดลองปฏิบตั ิอยา่ ง
จริงจงั จนบงั เกิดผลเป็นความดบั หายไปหรือลดลงไปของความทุกขจ์ ริงๆ (แมเ้ พียงชว่ั คราว) กเ็ รียกวา่ เป็น ปัญญาข้นั
เห็นแจ้ง (หรือรู้แจ้งเหน็ จริง) แลว้

สิ่งสาํ คญั เราตอ้ งระวงั วา่ ถา้ เราหลงไปศึกษาคาํ สอนท่ีไมใ่ ช่คาํ สอนท่ีแทจ้ ริงของพระเจา้ เขา้ ถึงแมจ้ ะศึกษามา
อยา่ งมากมายสกั เท่าไร กไ็ ม่เรียกวา่ เป็นปัญญาไม่วา่ จะระดบั ใด คอื จะยงั เป็ นแค่ความเชื่อว่าเป็ นปัญญาเท่าน้ัน จะตอ้ ง
เป็นการศึกษาคาํ สอนที่แทจ้ ริงเทา่ น้นั จึงจะเรียกวา่ เป็นปัญญาจริง ซ่ึงปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาก็คือปัญญาข้นั เห็น
แจง้ หรือเห็นจริง เพราะทาํ ใหค้ วามทุกขด์ บั ลงหรือลดลงจริง (แมจ้ ะเพียงชวั่ คราวก็ตาม)

อนัตตา หวั ใจของปัญญา

ความเขา้ ใจอยา่ งแจง้ ชดั เร่ืองความเป็ นอนัตตาของส่ิงท้งั หลายนีเ้ อง ทจ่ี ัดเป็ นปัญญาสูงสุดของพทุ ธศาสนา
เพราะความเขา้ ใจน้ีจะเป็นประโยชนแ์ ก่ชีวติ ของเราเป็นอยา่ งยงิ่ ซ่ึงประโยชนน์ ้นั กค็ ือมนั ช่วยใหค้ วามทุกขด์ บั ลงหรือ
ลดลงได้ รวมท้งั ความเขา้ ใจน้ียงั จะทาํ ใหเ้ ราเกิดความรู้แจง้ หรือเห็นจริงในชีวติ และโลกไดอ้ ีกดว้ ย ดงั น้นั จึงเรียกไดว้ า่
ความรู้เรื่องอนตั ตาน้ีเป็นหวั ใจของปัญญาในพทุ ธศาสนา เพราะเมื่อเราเขา้ ใจถึงความเป็นอนตั ตาแลว้ กจ็ ะทาํ ใหค้ าํ ถาม
วา่ ทาํ ไม? ในเร่ืองของชีวติ ที่เราเคยมีหมดสิ้นไปได้

ในชีวติ ของเราน้นั ถา้ เรายงั ไม่เขา้ ใจถึงความเป็นอนตั ตาของส่ิงท้งั หลายอยา่ งถูกตอ้ ง เราก็จะเกิดคาํ ถามต่างๆ
ข้ึนมามากมาย เช่น ใครสร้างชีวติ และโลก? ชีวติ เกิดมาจากไหน? เกิดมาเพอ่ื อะไร? ทาํ ไมส่ิงต่างๆจึงเป็นเช่นน้นั ? ตาย
แลว้ จะเป็นอยา่ งไร? อะไรคือสิ่งสูงสุด (คือมีประโยชน์ท่ีสุด) ของชีวติ ? และจะไดม้ าโดยวธิ ีใด? เป็นตน้ แต่ถา้ เราเกิด
ความเขา้ ใจถึงความเป็นอนตั ตาของส่ิงท้งั หลายอยา่ งถูกตอ้ งแลว้ คาํ ถามเหล่าน้ีกจ็ ะหมดสิ้นไปทนั ที เพราะเรามีปัญญา
เห็นแจง้ หรือรู้จริงในชีวติ และโลกตามท่ีมนั เป็นอยจู่ ริงแลว้

ดงั น้นั จึงเรียกไดว้ า่ อนัตตานีเ้ ป็ นคาํ ตอบของทุกคําถามได้ คือถา้ เราเขา้ ใจถึงความเป็นอนตั ตาแลว้ เราก็จะตอบ
คาํ ถามทุกคาํ ถามเก่ียวกบั ชีวติ และโลกในเร่ืองที่เป็นประโยชน์ (คือช่วยใหด้ บั ทุกข)์ ได้ อยา่ งเช่นคาํ ถามท่ีวา่ ทาํ ไม
คนเราจึงมีความรัก? และทาํ ไมจึงมีปัญหาเมื่อมีความรัก? ซ่ึงคาํ ตอบกค็ ือ เพราะร่างกายของมนุษยม์ นั เป็นอนตั ตา คือ
ร่างกายเป็นแค่เพยี งส่ิงปรุงแตง่ ที่ไม่เป็นอมตะ ดงั น้นั ร่างกายท้งั หลายจึงตอ้ งตายไปในที่สุด ดงั น้นั เพือ่ ใหเ้ กิดมีร่างกาย

มาสืบทอดเอาไว้ จะไดไ้ มส่ ูญพนั ธุ์ไปจากโลก ธรรมชาติจึงไดล้ ่อลวงหรือวางกบั ดกั เอาไวใ้ หม้ นุษยส์ ืบพนั ธุ์ ซึ่งวธิ ีการ
ทจี่ ะล่อลวงให้มนุษย์สืบพนั ธ์น้ัน กต็ ้องเอาความสุขสูงสุดจากการร่วมเพศ มาเป็ นรางวลั หรือล่อให้มนุษย์สืบพนั ธ์ุ โดย
มจี ุดเริ่มต้นอยู่ทกี่ ารมีความสุขจาการมคี วามรักก่อน แล้วมีจุดสูงสุดอยู่ทคี่ วามสุขจากการร่วมเพศ และเมื่อมีการร่วม
เพศแลว้ กจ็ ะเกิดมนุษยข์ ้ึนมาสืบต่อเอาไว้ ซ่ึงนี่เป็นระบบกลไกลที่ชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่หลอกใหม้ นุษยส์ ืบพนั ธุ์
โดยท่ีมนุษยส์ ่วนใหญไ่ ม่รู้ตวั หรือถึงแมบ้ างคนจะรู้ตวั แต่ก็ยากท่ีจะหลุดพน้ จากความยวั่ ยวนอยา่ งที่สุดของความสุข
สูงสุดน้ีได้ และเม่ือลุ่มหลงในความสุขสูงสุดน้ีแลว้ กจ็ ะเกิดปัญหาตา่ งๆตามมามากมาย เช่น ความยากลาํ บากในการอุม้
ทอ้ งและคลอดลูก ความยากลาํ บากในการเล้ียงดูลูกและครอบครัว ปัญหาจากการนอกใจ ปัญหาจากการอยา่ ร้าง ปัญหา
จากโรคติดตอ่ ทางเพศ และปัญหาในการทาํ ร้ายกนั จากการแยง่ ชิงเพศตรงขา้ ม รวมท้งั ปัญหาจากการท่ีตอ้ งทนอยกู่ บั
บุคคลและภาระหนา้ ที่ ที่แสนจะน่าเบื่อไปจนแก่เฒ่าหรือตลอดชีวติ เป็นตน้ แต่ถึงแมจ้ ะมีปัญหาหรือความทุกข์
ยากลาํ บากมากมายเช่นน้ี มนุษยก์ ย็ งั ยนิ ดีที่จะมีความรักและสืบพนั ธุ์ เพยี งแคต่ อ้ งการความสุขสูงสุด จากการร่วมเพศ ท่ี
ธรรมชาติหลอกล่อเอาไวเ้ ท่าน้นั

ธาตุพนื้ ฐานโลก

คาํ วา่ ธาตุ ในทางพทุ ธศาสนาหมายถึง ส่ิงทมี่ อี ย่จู ริง คือความจริงแลว้ สิ่งท้งั หลายที่เกิดข้ึนมาในโลกน้ีมนั
ไม่ไดม้ ีตวั ตน (อตั ตา) อยจู่ ริงๆ จะมกี เ็ พยี งสิ่งทเี่ รียกว่าธาตุเท่าน้ันทม่ี อี ยู่จริง คือธรรมชาติก็เอาธาตุนี่เองมาปรุงแตง่ ให้
เกิดเป็นสิ่งปรุงแตง่ ท้งั หลายข้ึนมา ซ่ึงธาตุพ้ืนฐานที่มาปรุงแต่งใหเ้ กิดสิ่งที่มีชีวติ และไม่มีชีวติ ท้งั หลายข้ึนมาน้ี กม็ ีอยู่ ๖
ธาตุ ท่ีเรียกวา่ ธาตุพนื้ ฐานโลก อนั ไดแ้ ก่

๑. ธาตุดิน คือคุณสมบตั ิที่แขง็ (ของแขง็ )
๒. ธาตุนํา้ คือคุณสมบตั ิที่เหลว เกาะกุมตวั เอง (ของเหลว)
๓. ธาตุไฟ คือคุณสมบตั ิที่ร้อน ทาํ ลาย (ความร้อน)
๔. ธาตุลม คือคุณสมบตั ิที่บางเบา แผก่ ระจาย (กา๊ ซ)
๕. ธาตุว่าง คือคุณสมบตั ิท่ีวา่ ง ไมม่ ีอะไร (สุญญากาศ)
๖. ธาตุวญิ ญาณ คือคุณสมบตั ิที่รับรู้สิ่งตา่ งๆได้ (วญิ ญาณ-การรับรู้)

ธาตุท้งั หมดน้ีแยกเป็น รูปธาตุ กบั นามธาตุ โดยรูปธาตุก็คือ ธาตุดิน, ธาตุน้าํ , ธาตุไฟ, และธาตุลม ที่เป็น
พ้ืนฐานปรุงแตง่ ใหเ้ กิดเป็นวตั ถุสิ่งของและพลงั งานท้งั หลายข้ึนมาในโลก ซ่ึงรูปธาตุน้ีก็ตอ้ งอาศยั ธาตุวา่ ง (สุญญากาศ)
เพอื่ ต้งั อยู่ ถา้ ไมม่ ีสุญญากาศ วตั ถุท้งั หลายกจ็ ะไมม่ ีที่อาศยั (ธาตุวา่ งไม่จดั วา่ เป็นรูปธาตุหรือนามธาตุ)

ส่วนนามธาตุกค็ ือธาตุวญิ ญาณ (หรือวญิ ญาณ-การรับรู้) ที่ตอ้ งอาศยั รูปธาตุที่เหมาะสมเกิดข้ึนมา (คืออาศยั
ร่างกายของคน สตั ว์ และพืชท่ีเหมาะสมหรือยงั ไมต่ ายเกิดข้ึนมา) และวญิ ญาณน้ีเอง ท่ีเป็นพ้นื ฐานปรุงแตง่ ใหเ้ กิดจิตใจ
ของส่ิงที่มีชีวติ ท้งั หลายข้ึนมา

ขนั ธ์ ๕

คาํ วา่ ขนั ธ์ แปลวา่ กอง หรือ กล่มุ หรือ ส่วน ซ่ึงชีวติ ของมนุษยเ์ ราทุกคนน้ี จะมีส่วนประกอบอยู่ ๕ ส่วน ท่ี
เรียกวา่ ขนั ธ์ ๕ อนั ไดแ้ ก่

๑. รูปขันธ์ คือส่วนท่ีเป็นร่างกายท่ีเกิดข้ึนมาจากรูปธาตุ ๔ และมีลกั ษณะแยกไดเ้ ป็นชายหรือหญิง
๒. วญิ ญาณขนั ธ์ คือส่วนที่เป็นการรับรู้ ที่เกิดข้ึนมาตามระบบประสาทท้งั ๖ ของร่างกาย
๓. สัญญาขนั ธ์ คือส่วนที่เป็นอาการที่จิตจาํ ส่ิงต่างๆท่ีรับรู้ได้
๔. เวทนาขนั ธ์ คือส่วนท่ีเป็นความรู้สึก ที่เกิดข้ึนจากการรับรู้ท้งั หลาย
๕. สังขารขันธ์ คือส่วนที่เป็นการคิดนึกและการปรุงแต่งท้งั หลายของจิต

ขนั ธ์ท้งั ๕ น้ี ถา้ จะเรียกใหถ้ ูกตอ้ ง จะตอ้ งเรียกเตม็ ๆวา่ รูปขันธ์ วญิ ญาณขันธ์ สัญญาขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์ สังขาร
ขนั ธ์ แต่การเรียกเช่นน้ีมนั ยาว เราจึงมกั นิยมเรียกส้ันๆแคว่ า่ รูป วญิ ญาณ สัญญา เวทนา สังขาร เทา่ น้นั อีกอยา่ งเรา
มกั จะมีการเรียงลาํ ดบั วา่ “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ” ซ่ึงมนั ฟังดูแลว้ คลอ้ งจองดี แตก่ ารเรียงแบบน้ีมนั ไม่เรียง
ตามลาํ ดบั การเกิดของแตล่ ะขนั ธ์ ดงั น้นั เราตอ้ งเรียงใหมใ่ หเ้ ป็นไปตามลาํ ดบั การเกิด ของแต่ละขนั ธ์ คือเป็น รูป
วญิ ญาณ สัญญา เวทนา สังขาร จึงขอใหผ้ ศู้ ึกษาเขา้ ใจตามน้ี

ขนั ธ์ท้งั ๕ น้ีคือส่วนประกอบท่ีประกอบกนั ข้ึนมาเป็นชีวติ ของเราทุกคน โดยขนั ธ์ท้งั ๕ น้ีสรุปยอ่ ลงเป็น รูป
กบั นาม ซ่ึง “รูป” กค็ ือรูป (หรือร่างกาย) ท่ีเกิดมาจากรูปธาตุ ๔ มาปรุงแตง่ ใหเ้ กิดข้ึน ส่วน “นาม” กค็ ือ วญิ ญาณ
สัญญา เวทนา และสังขาร ที่ทาํ งานร่วมกนั จนเกิดเป็น จิต หรือ ใจ ของเราข้ึนมา โดยรูปกบั นาม (หรือร่างกายกบั จิตใจ)
นีจ้ ะพง่ึ พาอาศัยซ่ึงกนั และกนั อยู่ ถ้าสิ่งใดหายไป อกี ส่ิงกย็ ่อมทจี่ ะแตก (คือร่างกาย) หรือดบั (คอื จิตใจ) หายไปด้วย
ทนั ที คือเม่ือร่างกายตาย จิตใจก็ยอ่ มที่จะดบั หายตามไปดว้ ย เพราะจิตใจตอ้ งอาศยั ร่างกายเพอ่ื ปรุงแตง่ ใหเ้ กิดข้ึนมา
หรือเม่ือไม่มีจิตใจ ร่างกายกจ็ ะแตก (หรือตาย) สลายไป เพราะจิตใจจะช่วยใหร้ ่างกายยงั มีการปรุงแตง่ ใหม้ ีการ
เจริญเติบโต และดาํ รงสภาพเป็นร่างกายอยไู่ ด้

จุดสาํ คญั ท่ีสุดที่พระพุทธเจา้ ทรงสอนใหพ้ ิจารณาก็คือ ใหน้ าํ ขนั ธ์ ๕ หรือ ร่างกายกบั จิตใจของเราเองจริงๆใน
ปัจจุบนั น้ีมาต้งั ใจพจิ ารณาดูวา่ มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรมาปรุงแต่งให้เกดิ ขึน้ ? และพจิ ารณาว่ามันเทย่ี งหรือไม่เทย่ี ง?
รวมท้งั พจิ ารณาว่ามันมสี ภาวะทต่ี ้องทนอย่อู ย่างยากลาํ บากหรือทนอยู่อย่างสบาย? ซ่ึงเมื่อเราพบคาํ ตอบน้ีแลว้ เรากจ็ ะ
เขา้ ใจและเห็นแจง้ ไดเ้ องวา่ ร่างกายกบั จิตใจของเราน้ีมนั เป็นอตั ตาหรืออนตั ตากนั แน่? โดยที่ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเช่ือจาก
ใครๆหรือจากตาํ ราใดๆ และเมื่อเขา้ ใจ และเห็นแจง้ ถึงความเป็นอนตั ตาของร่างกายและจิตใจอยา่ งถูกตอ้ งแลว้ กจ็ ะเกิด
ปัญญาหรือความเห็นท่ีถูกตอ้ งข้ึนมา สาํ หรับนาํ มาใชป้ ฏิบตั ิเพอื่ ดบั ทุกขต์ ามหลกั อริยมรรค

วญิ ญาณ – การรับรู้

มีคาํ ๆหน่ึงท่ีเราจาํ เป็นจะตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจใหถ้ ูกตอ้ ง คือคาํ วา่ วญิ ญาณ ที่หมายถึง การรับรู้ คือตามธรรมชาติ
แลว้ ร่างกายของคนเราน้ีถา้ ยงั ดีอยหู่ รือยงั ไม่ตาย จะมีระบบประสาทสาํ หรับเอาไวต้ ิดต่อกบั ส่ิงภายนอก ๖ จุด ซ่ึงถา้
ระบบประสาทใดยงั ทาํ งานอยู่ เมื่อมีส่ิงภายนอกทตี่ รงกนั กบั ระบบประสาทน้ันมาสัมผสั กจ็ ะทาํ ให้เกดิ วญิ ญาณ (หรือ
การรับรู้) ขนึ้ มาทร่ี ะบบประสาทน้ันทนั ที และวญิ ญาณท่ีเกิดข้ึนมาน้นั ก็จะมีชื่อเรียกไปตามระบบประสาทที่เกิดข้ึนน้นั
อนั ไดแ้ ก่

๑. จักขุวญิ ญาณ คือ เม่ือมีรูป (แสงจากวตั ถุ) มาสมั ผสั ตา ก็จะเกิดการรับรู้รูป (การเห็นรูป) ข้ึนมาท่ีตาทนั ที
๒. โสตวญิ ญาณ คือเมื่อมีเสียงมาสัมผสั หู ก็จะเกิดการรับรู้เสียง (การไดย้ นิ เสียง) ข้ึนมาท่ีหูทนั ที
๓. ฆานวญิ ญาณ คือเม่ือมีกลิ่นมาสมั ผสั จมกู กจ็ ะเกิดการรับรู้กล่ิน (การไดก้ ลิ่น) ข้ึนมาที่จมูกทนั ที

๔. ชิวหาวญิ ญาณ คือเมื่อมีรสมาสัมผสั ลิ้น กจ็ ะเกิดการรับรู้รส (การไดล้ ิ้มรส) ข้ึนมาที่ลิ้นทนั ที
๕. กายวญิ ญาณ คือเมื่อมี “ส่ิงสัมผสั กาย” (เช่น เยน็ ร้อน ออ่ น แขง็ ) มาสัมผสั กาย ก็จะเกิดการรับรู้ “ส่ิงสัมผสั
กาย” ข้ึนมาทนั ที
๖. มโนวญิ ญาณ คือเม่ือมี “ส่ิงสัมผสั ใจ” (คือทุกสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้นและกายรับรู้มาแลว้ รวมท้งั ความรู้สึก
ความจาํ และการปรุงแต่งของจิต) มาสัมผสั ใจ ก็จะเกิดการรับรู้ “สิ่งสมั ผสั ใจ” ข้ึนมาทนั ที

วญิ ญาณน้ีกม็ ีลกั ษณะเหมือนกบั ไฟฟ้ านน่ั เอง คือเมื่อหมุนไดนาโมกจ็ ะเกิดไฟฟ้ าข้ึน หรือเมื่อเอาแผน่ สงั กะสี
กบั แผน่ ทองแดงจุ่มลงในน้าํ กรด ก็จะเกิดไฟฟ้ าข้ึนมาที่แผน่ ท้งั สองได้ หรือเม่ือมีแสงแดดส่องมากระทบกบั แผงโซล่า
เซลล์ ก็จะเกิดไฟฟ้ าข้ึนมาที่แผงโซล่าเซลลน์ ้นั ได้ ซ่ึงน่ีก็คือลกั ษณะการเกิดข้ึนของส่ิงปรุงแต่งท้งั หลายนน่ั เอง

ในสมยั พทุ ธกาลผคู้ นส่วนใหญจ่ ะเช่ือวา่ วญิ ญาณน้ีเป็นอตั ตา ท่ีเป็นตวั ตนของเราจริงๆ ท่ีสามารถออกจาก
ร่างกายท่ีตายแลว้ เพือ่ ไปเกิดใหมไ่ ดเ้ รื่อยไป แตส่ าํ หรับพระพุทธเจา้ แลว้ จะไม่สอนวา่ วญิ ญาณเป็นอตั ตาเช่นน้นั แต่จะ
สอนว่าวญิ ญาณ (การรับรู้) น้ันเป็ นแค่เพยี ง “ส่ิงปรุงแต่ง” ทเี่ กดิ ขึน้ มาชั่วคราวตามระบบประสาทท้งั ๖ (คือทต่ี า หู จมูก
ลนิ้ กาย ใจ) ของร่างกายของสิ่งทม่ี ชี ีวติ ท้งั หลายเท่าน้ัน ถ้าร่างกายตาย กจ็ ะทาํ ให้วญิ ญาณไม่สามารถเกดิ ขึน้ มาได้ ซ่ึง
วญิ ญาณน้ีเองท่ีเป็นพ้ืนฐานใหเ้ กิดจิตใจของส่ิงที่มีชีวติ ข้ึนมา ถา้ ไม่มีวญิ ญาณ ส่ิงท้งั หลายก็จะเป็นเพยี งวตั ถุธรรมดาๆ
ไป

การเกดิ ขึน้ ของจิตใจ

ถา้ ร่างกายยงั ไม่ตาย และจิตยงั ตื่นอยู่ (ไม่ไดห้ ลบั ) เมื่อมีส่ิงภายนอกมาสัมผสั ระบบประสาทใดท่ียงั ดีอยแู่ ละยงั
ทาํ งานอยู่ กจ็ ะเกดิ วญิ ญาณหรือการรับรู้ขนึ้ มาทรี่ ะบบประสาทน้ันทนั ที

เม่ือเกิดวญิ ญาณท่ีระบบประสาทใดข้ึนมาแลว้ กจ็ ะเกดิ การจําสิ่งทรี่ ับรู้น้ันขนึ้ มาด้วยทนั ที ซ่ึงที่เป็นเช่นน้ีก็
เพราะสมองมีขอ้ มูลของส่ิงที่รับรู้น้นั อยกู่ ่อนแลว้ จึงจาํ ได้ ถา้ ไมม่ ีกจ็ ะไมร่ ู้จกั หรือถา้ เคยจาํ ไดแ้ ลว้ แตค่ วามจาํ น้นั
หายไปกจ็ ะจาํ ไมไ่ ด้

เมื่อเกิดการจาํ ไดแ้ ลว้ กจ็ ะเกดิ ความรู้สึกจากสิ่งทจ่ี ําได้น้ันขึน้ มาด้วยทนั ที ซ่ึงความรู้สึกน้ีเรียกวา่ เวทนา ถา้ สิ่ง
ท่ีจาํ ไดน้ ้นั เป็นส่ิงที่ให้ ความรู้สึกทที่ นได้ง่าย (หรือน่าพอใจ หรือท่ีเราเรียกกนั วา่ ความสุข) ก็เรียกวา่ สุขเวทนา แต่ถา้
เป็นสิ่งท่ีให้ ความรู้สึกทท่ี นได้ยาก (หรือไม่น่าพอใจ) ก็เรียกวา่ ทกุ ขเวทนา (ซ่ึงทุกขเวทนาจุดน้ียงั ไมใ่ ช่ความทุกขต์ าม
หลกั อริยสัจ ๔) และถา้ เป็นส่ิงท่ีให้ ความรู้สึกทเ่ี ป็ นกลางๆ (คือไมใ่ ช่ท้งั สุขเวทนาและทุกขเวทนา) กเ็ รียกวา่ อทุกขมสุข
เวทนา

เม่ือเกิดความรู้สึกใดข้ึนมา และจิตขณะนีก้ ไ็ ม่มปี ัญญาและสมาธิ จิตกจ็ ะเกดิ การปรุงแต่งให้เกดิ กเิ ลสต่อไป
ทนั ที ด้วยอาํ นาจของเวทนาทม่ี ายว่ั ยวน (คือเกิดความพอใจหรืออยากไดส้ ุขเวทนาทนั ที หรือเกิดความไม่พอใจหรือไม่
อยากไดท้ ุกขเวทนาทนั ที หรือเกิดความลงั เลใจต่ออทุกขมสุขเวทนาทนั ที) และเม่ือเกดิ กเิ ลสขนึ้ มาแล้ว ใจกจ็ ะรับรู้กเิ ลส
น้ันอย่ดู ้วย แล้วใจกจ็ ะเกดิ ทุกขเวทนาทรี่ ุนแรงซ้อนขนึ้ มาอกี ที ซ่ึงทุกขเวทนาทเ่ี กดิ ซ้อนขนึ้ มาใหม่นี้ กค็ ือความทกุ ข์
ตามหลกั อริยสัจ ๔ นั่นเอง (คือมีท้งั ทุกขซ์ ่อนเร้นและทุกขเ์ ปิ ดเผย) อีกท้งั เม่ือเกิดกิเลสข้ึนมาแลว้ จิตก็ยงั มีการคิดไป
ตา่ งๆนาๆตามอาํ นาจกิเลสอีกดว้ ย แตถ่ า้ เกิดความรู้สึกใดข้ึนมาแลว้ จิตก็มีสติและระลึกเอาปัญญาที่เคยมีแลว้ ออกมา

พร้อมดว้ ยสมาธิ ก็จะทาํ ใหก้ ิเลสไม่เกิดข้ึน และความทุกขก์ จ็ ะไมเ่ กิดข้ึน แมข้ ณะน้ีจิตจะคิดอะไรก็จะคิดดว้ ยปัญญา ซ่ึง
น่ีกค็ ือการเกิดข้ึนของจิตใจอยา่ งเป็นระบบ

กรรม - การกระทาํ ด้วยเจตนา

มีเรื่องที่เราควรรู้อีกเรื่องกค็ ือ เร่ืองกรรมที่เป็นคาํ สอนในระดบั ศีลธรรม โดยเรื่องกรรมน้ีก็แยกได้ ๒ อยา่ ง คือ
เรื่องกรรมทเ่ี ป็ นเรื่องเอามาจากความเช่ือของผ้คู นในสมัยพุทธกาล ท่ีสอนวา่ เม่ือเราทาํ กรรมใดไวใ้ นชาติน้ี เราจะตอ้ ง
ไปรับผลในชาติหนา้ และ เร่ืองกรรมทเี่ ป็ นของพุทธศาสนาจริงๆทเ่ี ป็ นวทิ ยาศาสตร์ ที่สอนเร่ืองผลจากการกระทาํ ของ
เราในปัจจุบนั ซ่ึงอธิบายไดด้ งั น้ี

คาํ วา่ กรรม หมายถึง การกระทาํ ด้วยเจตนา ซ่ึง เจตนาในทนี่ ีก้ ค็ ือกเิ ลส (คอื การกระทาํ ด้วยความอยาก หรือ
ด้วยความยดึ ถอื ว่ามตี ัวตนผ้กู ระทาํ ) คือทุกคร้ังที่เราทาํ อะไรลงไปดว้ ยกิเลส หรือมีเจตนา ( ความจงใจ) ในการกระทาํ
จะเรียกวา่ เป็นกรรมท้งั สิ้น และจะมีผลเรียกวา่ วบิ าก (ถา้ เป็นการกระทาํ ท่ีไม่ไดท้ าํ ดว้ ยกิเลส ไมเ่ รียกวา่ เป็นกรรม แต่
เรียกวา่ เป็น กริ ิยา และมีผลเป็น ปฏกิ ริ ิยา อยา่ งเช่นถา้ เราเดินไปเหยยี บมดตายโดยไมไ่ ดเ้ จตนา กเ็ รียกวา่ เป็นกิริยา และมี
ผลคือมดตายเรียกวา่ เป็นปฏิกิริยา)

โดยกรรมน้ีกม็ ีอยู่ ๒ ประเภท อนั ไดแ้ ก่

๑. อกศุ ลกรรม หรือ กรรมช่ัว หรือ การกระทาํ ช่ัว ที่เกิดข้ึนทางกาย หรือวาจา หรือใจกไ็ ด้ ซ่ึงไดแ้ ก่การมีเจตนา
ในการเบียดเบียนชีวติ , ทรัพยส์ ิน, และกามารมณ์ของผอู้ ่ืน, และมีเจตนาในการพดู โกหก, คาํ หยาบ, ส่อเสียด, เพอ้ เจอ้ ,
รวมท้งั การที่เรามีความคิดโลภ (อยากได้ ส่ิงของของผอู้ ่ืน), ความคิดโกรธ, และการมีความเห็นผดิ จากธรรมนองคลอง
ธรรม (เช่นเห็นวา่ ทาํ ดีแลว้ ไมไ่ ดด้ ี แตท่ าํ ชวั่ กลบั ไดด้ ี เป็นตน้ )

๒. กุศลกรรม หรือ กรรมดี หรือ การกระทาํ ดี ท่ีเกิดข้ึนไดท้ างกาย หรือวาจา หรือใจก็ได้ อนั ไดแ้ ก่ การมี
เจตนาที่จะไมท่ าํ กรรมชว่ั ท้งั ปวง, การช่วยเหลือผอู้ ่ืนใหพ้ น้ ทุกขห์ รือมีความสุขดว้ ยการใหท้ รัพยห์ รือส่ิงของบา้ ง ให้
ความรู้บา้ ง ใหธ้ รรมะบา้ ง ใหโ้ อกาสบา้ ง ใหอ้ ภยั บา้ ง, รวมท้งั การเคารพเชื่อฟังพอ่ แม่ครูอาจารย,์ การอ่อนนอ้ มถ่อมตน
ตอ่ ผใู้ หญ่, การเล้ียงดูบิดามารดาใหเ้ ป็นสุข, การทาํ หนา้ ท่ีการงานท่ีสุจริต, การปฏิบตั ิต่อคนรอบขา้ งอยา่ งถูกตอ้ ง, และ
การปฏิบตั ิสมาธิ เป็นตน้

วบิ าก หมายถึง ผลของกรรม คือทุกคร้ังท่ีเกิดกรรม ก็ยอ่ มท่ีจะมีวบิ ากตามมาดว้ ยเสมอ ซ่ึงวบิ ากนีก้ ค็ อื ผลท่ี
เกดิ ขนึ้ แก่จิตโดยตรง โดยวบิ ากน้ีก็มีอยู่ ๒ ประเภทตามชนิดของกรรม อนั ไดแ้ ก่

๑. วบิ ากชั่ว หรือ ความรู้สึกทไ่ี ม่ดี อนั ไดแ้ ก่ ความทุกขใ์ จ ความร้อนใจ ความไม่สบายใจ เป็นตน้ (วบิ ากชว่ั น้ี
เรียกวา่ บาป ที่หมายถึง ผลจากการทาํ ความช่ัว)

๒. วบิ ากดี หรือ ความรู้สึกทด่ี ี อนั ไดแ้ ก่ ความสุขใจ ความอิ่มเอมใจ ดีใจ สบายใจ เป็นตน้ (วบิ ากดีน้ีเรียกวา่
บุญ ท่ีหมายถึง ความสุขจาการทาํ ความดี)

วบิ ากน้ีจะมากเท่าไรและจะต้งั อยนู่ านเทา่ ไร กข็ ้ึนอยกู่ บั วา่ ไดท้ าํ กรรมชนิดใด และมีเจตนาในขณะท่ีทาํ มาก
หรือนอ้ ยเพยี งใด ซ่ึงวบิ ากน้ีอาจจะใหผ้ ลในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึงจากท้งั ๓ ช่วงน้ีก็ได้ คือ

๑. ทนั ทที ท่ี าํ กรรมอยู่ คือเมื่อทาํ กรรมใดอยกู่ จ็ ะไดร้ ับผลในขณะที่กาํ ลงั ทาํ อยู่
๒. เม่อื ทาํ กรรมเสร็จแล้ว หรือไมอ่ ยา่ งน้นั กจ็ ะไดร้ ับผลภายหลงั จากทาํ กรรมน้นั เสร็จแลว้
๓. ต่อจากน้ัน หรือไมอ่ ยา่ งน้นั กจ็ ะไดร้ ับในเวลาต่อมาอีกกไ็ ด้

สรุปแลว้ เร่ืองกรรมของพทุ ธศาสนาน้ีก็คือ การสอนเรื่องของจิตใต้สํานึกของเราน่ีเอง คือเมื่อเราทาํ อะไรลงไป
ดว้ ยเจตนาแลว้ จิตใตส้ าํ นึกมนั ก็จะรู้และจะเกิดความรู้สึกไปตามเจตนาท่ีทาํ น้นั ทนั ที โดยไมส่ ามารถบงั คบั ได้ คือ ถ้ามี
เจตนาดจี ิตกเ็ ป็ นสุข แต่ถ้ามีเจตนาชั่วจิตก็ เป็ นทกุ ข์ ซ่ึงน่ีคือผลโดยตรงท่ีมีผลแน่นอนอยา่ งไม่มีทางหลีกหนีพน้ ส่วน
ผลภายนอก อนั ไดแ้ ก่ เม่ือทาํ ดีแลว้ กม็ ีคนมาชื่นชมและใหร้ างวลั หรือมีชีวติ เจริญรุ่งเรือง หรือเม่ือทาํ ชว่ั แลว้ ถูกติเตียน
หรือลงโทษหรือมีชีวติ ตกต่าํ หรือวบิ ตั ิน้นั มนั เป็ นผลโดยอ้อมทไี่ ม่แน่นอนเพราะมันขนึ้ อยู่กบั ปัจจัยภายนอก อยา่ งเช่น
ถา้ ทาํ ดีแลว้ ไม่มีใครรู้ก็ไม่มีใครมายกยอ่ งหรือใหร้ างวลั หรือเม่ือทาํ ชวั่ แลว้ ไม่มีใครรู้กไ็ มถ่ ูกติเตียนหรือลงโทษ เป็นตน้
ดงั น้นั เราจึงอยา่ เอาผลภายนอกน้ีมาเป็นผลของกรรม เดี๋ยวจะเกิดความเขา้ ใจผดิ ข้ึนมาไดว้ า่ “ทาํ ดีแลว้ ไมไ่ ดด้ ี แต่พอทาํ
ชวั่ แลว้ กลบั ไดด้ ี” อยา่ งท่ีคนทว่ั ไปเขา้ ใจผดิ กนั อยู่

เรื่องกรรมน้ีเป็นเรื่องที่ ไม่ควรสนใจศึกษาสําหรับผู้เร่ิมต้นศึกษา (เป็ นเร่ืองอจินไตย) เพราะมันเอาแน่นอน
ไม่ได้และไม่เป็ นประโยชน์แก่การดับทกุ ข์ อยา่ งเช่น ขณะน้ีถา้ เราทาํ กรรมดีอยู่ แต่อาจจะยงั ไม่ไดร้ ับผลเป็นความสุขใจ
ในขณะน้ีกไ็ ด้ เพราะเราไดท้ าํ กรรมชว่ั ที่รุนแรงกวา่ มาก่อนหนา้ น้ี ดงั น้นั ผลของกรรมดีน้ี จึงถูกผลของกรรมชว่ั น้นั
หกั ลา้ งไปจนหมดเสียก่อน เราจึงไมไ่ ดร้ ับผลดีจากการทาํ ดีในขณะน้ีกไ็ ด้ เป็นตน้ ทสี่ ําคัญเร่ืองกรรมและวบิ ากนี้เป็ น
เพยี งคาํ สอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาเท่าน้ัน เพราะยงั เป็นเรื่องของความยดึ ถือดว้ ยกิเลสอยู่ หรือยงั ติดจมอยใู่ น
ความทุกขอ์ ยู่ คือถา้ ทาํ กรรมดีก็ยงั มีความทุกขซ์ ่อนเร้นอยู่ แตถ่ า้ ทาํ กรรมชวั่ ก็จะมีความทุกขเ์ ปิ ดเผย ดังน้ันถ้าเรา
ปรารถนาความพ้นทุกข์ กต็ ้องมาปฏิบตั ิเพอ่ื อยู่เหนือกรรมท้งั หลาย โดยการปฏิบตั ิเพอ่ื ใหเ้ กิดความหลุดพน้ จากความ
ยดึ ถือวา่ มีตวั ตน ไมว่ า่ จะเป็นตวั ตนที่ดีหรือชวั่ ก็ตาม เพราะแมจ้ ะเป็นตวั ตนท่ีดี กย็ งั มีความทุกขจ์ ากความแก่ ความเจบ็
ความตายและความพลดั พราก เป็นตน้ อยนู่ น่ั เอง

เกดิ มาทาํ ไม?

สาํ หรับผทู้ ่ีเขา้ ใจและเห็นแจง้ ชีวติ แลว้ วา่ “มนั ไมม่ ีตวั เราอยจู่ ริง” ก็จะ เขา้ ใจไดว้ า่ มนั ไม่ไดม้ ีตวั ตนของเราหรือ
ของใครๆมาเกิดตามที่เช่ือกนั อยเู่ ลย ส่วนส่ิงท่ีเกิดข้ึนมาแลว้ และรู้สึกวา่ เป็นตวั เราน้ี มนั เป็นแคเ่ พียงสิ่ง ที่ถูกปรุงแตง่
ข้ึนมาจากเหตุและปัจจยั โดยธรรมชาติเทา่ น้นั และเมอ่ื เกดิ ขนึ้ มาแล้ว มนั กต็ ้องมหี น้าท่ี ทจ่ี ะต้องปฏิบัติตามทธี่ รรมชาติ
กาํ หนดมา ถา้ ใครไมป่ ฏิบตั ิตามหนา้ ท่ีท่ีธรรมชาติกาํ หนดมา เขากจ็ ะตอ้ งไดร้ ับผลเป็นความทุกข์ ทางใจและความ
เดือดร้อนทางกาย แต่ถ้าใครปฏบิ ตั ิหน้าทต่ี ามทธี่ รรมชาตกิ าํ หนดมาได้อย่างถูกต้อง เขากจ็ ะไม่มีความทุกข์ ทางใจและ
ไม่มคี วามเดือดร้อนทางกาย ซ่ึงหนา้ ท่ีของคนเราน้นั กส็ รุปอยทู่ ่ี การดูแลรักษาร่างกายไม่ให้เกดิ ความทรมาน และดูแล
รักษาจิตใจไม่ให้เกดิ ความทุกข์

หนา้ ที่ในการดูแลรักษาร่างกายน้นั ก็สรุปอยทู่ ่ี การแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหาร่างกาย และการดูแลร่างกายไม่ให้
ได้รับความทรมาน ซ่ึงกห็ มายถึงการเรียนของเดก็ , การทาํ หนา้ ท่ีและการงานของผใู้ หญ่, การแสวงหาความรู้ที่จะช่วย
ใหเ้ อาตวั รอดในสงั คมและโลก, การออกกาํ ลงั กาย, การ ป้ องกนั หรือระวงั โรคและภยั ที่จะเกิดข้ึนกบั ร่างกาย, การรักษา
โรคและภยั ที่เกิดข้ึนกบั ร่างกาย, และการดูแลรักษาครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกใหม้ ีความสงบสุข, รวมท้งั

การดูแลรักษาสภาพแวดลอ้ มไมใ่ หเ้ สียหาย และเม่ือเราไดป้ ฏิบตั ิหนา้ ท่ีในการดูแลรักษาร่างกายอยา่ งถูกตอ้ งแลว้ เราก็
จะไดร้ ับผลท่ีดี คือมีความสุขสบายของร่างกาย และมีความทุกขท์ รมานของร่างกายนอ้ ยที่สุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ เป็นสิ่ง
ตอบแทน

แต่ถา้ เราไม่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีในการดูแลรักษาร่างกายใหถ้ ูกตอ้ ง เช่น ไม่ออกกาํ ลงั กาย, เอาสารเคมีเป็นพษิ หรือส่ิง
เสพติดเขา้ สู่ร่างกาย, ไมร่ ักษาโรคท่ีเกิดกบั ร่างกาย, ไมร่ ะวงั หรือป้ องกนั ภยั ที่จะเกิดข้ึนกบั ร่างกาย, ไมเ่ รียนหนงั สือ, ไม่
ทาํ หนา้ ท่ีการงาน, ไม่แสวงหาความรู้ที่จะช่วยใหเ้ อาตวั รอดในสงั คมและโลก, ไม่ดูแลบุคคลในครอบครัว, ไม่ดูแล
สงั คม, ไม่ดูแลประเทศชาติ, ไมด่ ูแลโลก, และไมด่ ูแลรักษาสภาพแวดลอ้ ม เราก็จะไดร้ ับผลที่เลวร้าย คือ มีความทุกข์
ทรมานของร่างกายมาก เป็นสิ่งตอบแทน

ส่วนหนา้ ท่ีในการดูและรักษาจิตใจน้นั ก็สรุปอยทู่ ่ี การแสวงหาความรู้ในเร่ืองการดบั ทุกขข์ องจิตใจ และการ
ปฏิบตั ิเพ่ือดบั ทุกขข์ องจิตใจในปัจจุบนั ซึ่งการแสวงหาความรู้ในเร่ืองการดับทกุ ข์ของจิตใจนีก้ ค็ อื การศึกษาเพอ่ื ให้เกดิ
ความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวติ ตามหลกั อริยสัจ ๔ ทพี่ ระพทุ ธเจ้าทรงสอนไว้น่ีเอง ส่วนการปฏิบตั ิเพอื่ ดบั ทุกขข์ องจิตใจ
ในปัจจุบนั น้นั ก็คือ การปฏิบตั ิตามหลกั อริยมรรค เพอ่ื ดบั ทุกขข์ องจิตใจที่กาํ ลงั เกิดอยใู่ หด้ บั หายไป (แมเ้ พยี งชว่ั คราว)
และเพอื่ ทาํ ลายตน้ ตอของความทุกข์ ท่ีมีอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึกใหห้ มดสิ้นไปอยา่ งถาวร เพือ่ ท่ีความทุกขจ์ ะไดไ้ มก่ ลบั มาเกิด
กบั จิตใจของเราอีกอยา่ งถาวร (คือตลอดชีวติ )

ถา้ เราสามารถปฏิบตั ิหนา้ ที่ในการดูแลรักษาจิตใจน้ีไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เรากจ็ ะไดร้ ับผลเป็นความไมม่ ีทุกข์
(นิพพาน) ของจิตใจในปัจจุบนั (ท้งั อยา่ งชว่ั คราวและถาวร) แตถ่ า้ เราไม่ปฏิบตั ิหนา้ ที่ในการดูแลรักษาจิตใจน้ีอยา่ ง
ถูกตอ้ ง เรากจ็ ะไดร้ ับผลเป็นความทุกขข์ องจิตใจในปัจจุบนั

สรุปไดว้ า่ เราเกดิ มาเพอ่ื ทาํ หน้าที่ หน้าทจ่ี ึงจัดเป็ นส่ิงสูงสุดของชีวติ ถา้ เราไม่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีใหถ้ ูกตอ้ ง เรากจ็ ะ
ถูกธรรมชาติลงโทษใหไ้ ดร้ ับความเดือดร้อนแก่ร่างกาย และเกิดความทุกขแ์ ก่จิตใจ แต่ถา้ เราปฏิบตั ิหนา้ ที่ไดอ้ ยา่ ง
ถูกตอ้ ง เราก็จะไดร้ างวลั จากธรรมชาติ คือความปกติสุขของร่างกาย และความสงบเยน็ (นิพพาน) ของจิตใจ

ความเห็นผดิ ๒ อย่าง

ความเห็น (หรือความเขา้ ใจ) ในเร่ืองของชีวติ น้นั พระพุทธเจา้ ไดส้ อนเอาไวว้ า่ มีความเห็นผดิ อยู่ ๒ อยา่ ง ท่ีเรา
ตอ้ งระวงั อยา่ ใหเ้ กิดข้ึนมา อนั จะทาํ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจท่ีผดิ ตอ่ คาํ สอนที่แทจ้ ริงของพระพทุ ธเจา้ ได้ ซ่ึงความเห็นผดิ ท้งั
๒ น้นั กค็ ือ

๑. สัสสตทฏิ ฐิ คือ ความเห็นว่ามีตวั ตนมาสืบต่อไว้เรื่อยไป คือเป็นความเห็นวา่ จิตใจของเราน้ีมนั เป็นอตั ตา
หรือตวั ตนจริงๆ และเช่ือว่าเมอ่ื ร่างกายตายไปแล้ว ตวั ตนนีจ้ ะยงั มีการเกดิ ขึน้ มาใหม่ได้อกี เร่ือยไป เพอื่ มารับผลจากการ
กระทาํ ของเราในชาตินี้ ซ่ึงความเห็นน้ีก็ตอ้ งมีเร่ืองนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้ า และกรรมชนิดขา้ มภพขา้ มชาติมารองรับ
ดว้ ย ซ่ึงคนท่ีมีความเห็นเช่นน้ีมกั จะชอบทาํ ความดี ไม่ชอบทาํ ความชว่ั เพอ่ื ที่จะไดไ้ ปเกิดใหมแ่ ลว้ มีชีวติ ที่ดี

๒. อจุ เฉททฏิ ฐิ คือ ความเห็นว่าขาดสูญ คือเป็นความเห็นวา่ มนั ไมม่ ีตวั ตนใดๆเลยในชีวติ ทุกชีวติ และไมเ่ ช่ือ

วา่ ตายแลว้ จะมีการเกิดใหม่ไดอ้ ีกอยา่ งพวกสสั สตทิฏฐิ รวมท้งั เชื่อวา่ การกระทาํ ท้งั หลายไม่มีผลใดๆ ซ่ึงคนท่ีมี

ความเห็นเช่นน้ีจะแสวงหาความสุขเฉพาะในปัจจุบนั ใหม้ ากท่ีสุด เพราะเช่ือวา่ ตายแลว้ จะไมไ่ ดเ้ สพความสุขอีก ซ่ึงคน
ท่ีมีความเห็นเช่นน้ีมกั จะไม่กลวั การทาํ ความชวั่ แตก่ ็ไม่ชอบทาํ ความดี เพราะเชื่อวา่ ไมม่ ีผลใดๆไมว่ า่ จะในปัจจุบนั หรือ
ในอนาคต

ความเห็นท้งั สองน้ีพระพทุ ธเจา้ บอกวา่ เป็นความเห็นผดิ (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะเป็ นความเห็นทสี่ ุดโต่งไปในทางมี
กบั ไม่มี คือพวกท่ีมีความเห็นวา่ “มีตวั ตน” (อตั ตา-ตวั ตนท่ีแทจ้ ริง) ก็จะเกิดความยดึ ถือวา่ มีตวั ตนอยจู่ ริงๆ จึงยงั ทาํ ให้
ไมห่ ลุดพน้ จากความทุกขไ์ ปได้ ส่วนพวกที่มีความเห็นวา่ “ไมม่ ีตวั ตนเลย” (นิรัตตา-ไมม่ ีตวั ตนเลย) น้นั กย็ งั จะเกดิ
ความยดึ ถือว่ามตี วั ตนอย่ดู ้วยเหมอื นกนั คอื เป็ นตัวตนทมี่ คี วามเห็นว่าไม่มีตัวตนใดๆ ดงั น้นั จึงยงั ทาํ ใหไ้ ม่หลุดพน้ จาก
ความทุกขไ์ ปไดอ้ ีกเหมือนกนั

ส่วนความเห็นที่ถูกตอ้ ง (สมั มาทิฏฐิ) น้นั กค็ ือความเห็นวา่ มนั ไม่มีตวั ตนของเราอย่จู ริงๆ (อนัตตา-ไม่ใช่ตวั ตน
ทแ่ี ท้จริง) ส่วนทเ่ี รารู้สึกว่ามตี วั เราอย่นู ี้ มันเป็ นเพยี งการปรุงแต่งของธรรมชาติ ให้เกดิ ความรู้สึกว่ามีตวั เราขึน้ มา
ช่ัวคราวเท่าน้ัน และจิตทร่ี ู้สึกว่ามตี ัวเรานีถ้ ้าทาํ ดีมันกจ็ ะเกดิ ความสุขใจ แต่ถ้าทาํ ช่ัวมันกจ็ ะเกดิ ความทกุ ข์ใจ (คือไมใ่ ช่
ตอ้ งไปรับผลในชาติหนา้ อยา่ งพวกสสั สตทิฏฐิ และกไ็ มใ่ ช่วา่ ไมต่ อ้ งรับผลใดๆเลยอยา่ งพวกอุจเฉททิฏฐิ) ซ่ึงความเห็น
วา่ ไมม่ ีตวั เราอยจู่ ริงน้ี จะไม่ทาํ ใหเ้ กิดความยนิ ดี-ยนิ ร้าย (หรือกิเลส) ข้ึนมา แลว้ ก็ไมท่ าํ ใหเ้ กิดความยดึ ถือวา่ มีตวั ตนใดๆ
พร้อมกบั ความทุกขข์ ้ึนมา เพราะมนั เป็นปัญญาท่ีเขา้ ใจและเห็นแจง้ ชีวติ ตามท่ีมนั เป็นอยจู่ ริง

ภาค ๖ อริยะชน
อนุสัย-ความเคยชิน

เมื่อสรุปเหตุผลที่มาผลกั ดนั กนั จนทาํ ใหเ้ กิดความทุกขข์ ้ึนมาแลว้ จะไดว้ า่ “เพราะมสี ัญชาติญาณแห่งความมี
ตวั ตน (หรือความรู้ว่ามีตวั เอง) อย่ใู นจิตใต้สํานึก จึงทาํ ให้จิตเกดิ ความรู้สึกว่ามตี วั เอง (หรือตวั เรา) อยู่จริงๆ เมอ่ื มีสิ่ง
หรือเรื่องราวจากภายนอกมาสัมผสั กจ็ ะเกดิ ความรู้สึกทที่ นได้ง่าย (สุขเวทนา) บ้าง หรือความรู้สึกทนได้ยาก
(ทกุ ขเวทนา) บ้างขึน้ มา แล้วกจ็ ะเกดิ กเิ ลสและความยดึ ถอื ว่ามีตวั เราขนึ้ มาพร้อมความทุกข์ทนั ท”ี ซ่ึงจุดสาํ คญั ท่ีเรา
ตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจกค็ ือ เรื่องการเกิดกิเลส วา่ ทาํ ไมเมื่อมีส่ิงหรือเรื่องราวภายนอกมากระทบจิต จึงทาํ ใหก้ ิเลสเกิดข้ึนมา?
เพ่อื ที่เราจะไดห้ าวธิ ีระงบั หรือป้ องกนั ไม่ใหม้ นั เกิดข้ึน

การที่กิเลสไดเ้ กิดข้ึนมาอยา่ งรุนแรงและรวดเร็วจนเราแทบไมร่ ู้ตวั และควบคุมไมไ่ ดน้ ้นั ก็เกิดมาจาก อนุสัย ที่
แปลวา่ ความเคยชิน คือเม่ือกิเลส (รวมท้งั นิวรณ์) ไดเ้ กิดข้ึนแลว้ และดบั หายไปจากจิตคร้ังใด มนั จะทงิ้ ความเคยชิน
เอาไว้ให้แก่จิตใต้สํานึกหน่วยหนึ่งเสมอ ยงิ่ ถา้ จิตของเราเคยเกิดกิเลสมาแลว้ บอ่ ยๆหรือนานหลายปี หรือหลายสิบปี
อนุสัยหรือความเคยชินของกิเลสกจ็ ะยง่ิ มีมากในจิตใตส้ าํ นึก และเม่ือใดท่ีจิตของเราไดส้ มั ผสั กบั สิ่งหรือเร่ืองราว
ภายนอก ที่ทาํ ใหเ้ กิดความรู้สึกท่ีทนไดง้ ่ายหรือทนไดย้ ากข้ึนมาอีก กเิ ลสมนั กจ็ ะเกดิ ขึน้ มาได้เองอย่างรวดเร็วและ

รุนแรงทนั ที ตามความเคยชินของมัน โดยทเี่ ราไม่ได้ต้งั ใจหรืออยากจะให้มนั เกดิ ซ่ึงนี่ก็คืออาการที่เรียกวา่ อาสวะกเิ ลส
ที่หมายถึง กเิ ลสทไี่ หลล้นทะลกั กนั ออกมาจากความเคยชิน ท่ีไดส้ ง่ั สมเอาไวใ้ นจิตใตส้ าํ นึก

สังโยชน์-เครื่องผกู จิต

จากการท่ีเราไม่สามารถควบคุมจิตใตส้ าํ นึกได้ แลว้ มนั ก็ไหลทะลกั ออกมาเป็นกิเลส จนทาํ ใหเ้ ราเกิดความทุกข์
อยเู่ สมอน้ีเอง ที่เรียกวา่ เป็นอาการของ สังโยชน์ ท่ีแปลวา่ เครื่องผูก คือมนั จะผกู มดั จิตของเราเอาไวใ้ หจ้ มติดอยกู่ บั
ความทุกขต์ ลอดไป ซ่ึงสังโยชน์น้ีก็สรุปได้ ๑๐ ช้นั อนั ไดแ้ ก่

๑. สักกายทฎิ ฐิ ความเห็น (ความเขา้ ใจ) วา่ ร่างกายและจิตใจน้ีเป็นตวั ตนท่ีแทจ้ ริง (อตั ตา)
๒. วจิ ิกจิ ฉา ความไมแ่ น่ใจในสิ่งหรือคาํ สอนที่เช่ือถืออยู่ (คือในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการ
ปฏิบตั ิของเรา) วา่ มีจริงหรือไม่? ถูกตอ้ งหรือไม่?
๓. สีลพั พตปรามาส การปฏิบตั ิศีลและขอ้ ปฏิบตั ิตา่ งๆที่ผดิ จากจุดมุ่งหมายที่ แทจ้ ริง (คือไม่ไดม้ ุ่งตรงไปเพ่ือ
การดบั ทุกขข์ องจิตใจในปัจจุบนั )
๔. กามราคะ ความติดใจในความสุขจากกามารมณ์
๕. ปฏฆิ ะ ความกระทบกระทง่ั แห่งจิต (เช่นความโกรธ ความอึดอดั ขดั เคืองใจ)
๖. รูปราคะ ความติดใจในความสุขจากสิ่งท่ีเป็นพวกวตั ถุหรือสิ่งของตา่ งๆ
๗. อรูปาราคะ ความติดใจในความสุขจากช่ือเสียงเกียรติยศหรือจากสมาธิ
๘. มานะ ความถือตวั เมื่อเปรียบเทียบกบั คนอ่ืนวา่ เหนือกวา่ หรือเสมอ หรือต่าํ กวา่
๙. อจุ ธัจจะ ความฟ้ ุงซ่านหรือความตื่นเตน้ เลก็ ๆนอ้ ย
๑๐. อวชิ ชา ความโง่สูงสุด ซ่ึงสรุปอยทู่ ่ีสัญชาติญาณแห่งความมีตวั ตน

สงั โยชน์ ๓ ตวั แรก น้นั ยงั เป็นแคค่ วามเห็นหรือความเขา้ ใจผดิ ที่สามารถทาํ ลายไดง้ ่าย โดยการศึกษาใหเ้ กิด
ความเห็นหรือความเขา้ ใจที่ถูกตอ้ งวา่ “มันไม่ได้มีส่ิงทเ่ี ป็ นตัวตนของเราจริงๆ (ทเ่ี รียกว่าสุญญตา) อย่ใู นร่างกายและ
จิตใจทสี่ มมติเรียกว่าตัวเรานีเ้ ลย” เมื่อมีความเขา้ ใจท่ีถูกตอ้ งดงั น้ีแลว้ สกั กายทิฏฐิก็จะหมดสิ้นไป และเม่ือมีการ
ทดลองปฏิบตั ิตามหลกั อริยมรรค จนความทุกขไ์ ดด้ บั ลงและนิพพานกป็ รากฏจริงๆแลว้ (แมเ้ พยี งชว่ั คราว) กจ็ ะทาํ ให้
วจิ ิกิจฉากบั สีลพั พตปรามาสหมดสิ้นไป แลว้ ก็จะเกิด สัมมาทฏิ ฐิ (ความเห็นที่ถูกตอ้ ง) หรือเกิด ดวงตาเหน็ ธรรม ข้ึนมา
แต่ถ้าจิตเผลอสติเม่ือใด ความเหน็ ว่ามอี ตั ตา กจ็ ะยงั กลบั มาเกดิ ขึน้ ได้อกี เร่ือยไป จากความเคยชินทย่ี งั มีอย่ใู นจิตใต้
สํานึก แตม่ นั ก็ยงั ระวงั ไม่ใหเ้ กิดข้ึนหรือทาํ ใหท้ ่ีมนั เกิดข้ึนมาแลว้ ใหม้ นั หายไปไดง้ ่าย (แมเ้ พยี งชว่ั คราว) เพยี งแค่มีสติ
มาระลึกถึงความเป็นสุญญตาในร่างกายและจิตใจของเราเอง รวมท้งั ของคนอ่ืนและของส่ิงท้งั หลายเท่าน้นั ส่วน
สังโยชน์ที่เหลือมนั ตอ้ งอาศยั ความเพยี รพยายามในการปฏิบตั ิ ตามหลกั อริยมรรคอยา่ งจริงจงั และตอ่ เน่ืองนานๆจึงจะ
ทาํ ลายได้ เพราะมนั เป็นความเคยชินท่ีเราส่งั สมมานมนานแลว้ ต้งั แตเ่ กิด โดยความเคยชินทก่ี าํ จัดยากทส่ี ุดกค็ ือสัญชาติ
ญาณแห่งความมตี ัวตน (อวชิ ชา) ถา้ สามารถทาํ ลายความเคยชินตวั สุดทา้ ยน้ีได้ จิตก็จะเป็นจิตท่ีบริสุทธ์ิอยา่ งถาวรและ
มีนิพพานสูงสุดและถาวร คือไมม่ ีความทุกขอ์ ยา่ งถาวร (คือตลอดชีวติ )

พระอริยะบุคคล

ปถุ ุชน หมายถึง คนทยี่ งั มีกเิ ลสหนาแน่น (คือยงั ไมเ่ ห็นแจง้ อริยสจั ๔ หรือยงั ไม่มีดวงตาเห็นธรรม) ซ่ึงปุถุชนน้ี
กม็ ีท้งั ปุถุชนดี (คนท่ีชอบทาํ ความดี) และปุถุชนเลว (คนท่ีชอบทาํ ความชวั่ ) ซ่ึงตามธรรมดาแลว้ ความทุกขข์ องปุถุชน
น้นั ก็มีท้งั อยา่ งรุนแรงและไม่รุนแรง ซ่ึงความทุกขข์ องปุถุชนน้นั มนั กส็ ามารถท่ีจะระงบั หรือดบั ลงเองอยา่ งชว่ั คราวได้
ตามธรรมชาติอยแู่ ลว้ เพยี งแต่ปุถุชนไมส่ ามารถควบคุมใหม้ นั ระงบั หรือดบั ลงไดต้ ามที่ตอ้ งการเท่าน้นั

อริยะชน หรือ พระอริยะ น้นั จะหมายถึง บุคคลทปี่ ระเสริฐ ซ่ึงบุคคลท่ีเป็นพระอริยะกค็ ือผทู้ ่ีเห็นแจง้ อริยสจั ๔
แลว้ (คือมีดวงตาเห็นธรรมแลว้ ) และมีกิเลสนอ้ ยจนถึงไมม่ ีเลย ซ่ึงพระอริยะน้ีมี ๔ ระดบั โดยแตล่ ะระดบั น้นั จะ
สามารถทาํ ลายสังโยชน์ไดแ้ ตกต่างกนั และดบั ทุกขไ์ ดแ้ ตกต่างกนั ไป ตามการปฏิบตั ิของแต่ละบุคคล อนั ไดแ้ ก่

๑. พระโสดาบนั คือผทู้ ี่ สามารถทาํ ลายสังโยชนท์ ่ีเป็นความเห็นผดิ ๓ ตวั แรกไดแ้ ลว้ แตก่ ็ ยงั อาจเผลอขาดสติ
(คือลืมระลึกถึงปัญญา จึงทาํ ใหส้ กั กายทิฏฐิเกิดข้ึนมาไดอ้ ีกเรื่อยๆ ตามความเคยชินจากจิตใตส้ าํ นึก ) ไดบ้ ่อยๆ จนทาํ ให้
ความทุกขเ์ กิดข้ึนไดบ้ อ่ ยๆ แต่ไม่นานกจ็ ะมีสติและระลกึ ถึงปัญญาขนึ้ มาได้ และนิพพานได้ (ชั่วคราว) ในทสี่ ุด ซ่ึงพระ
โสดาบนั น้ียงั มีครอบครัวได้ เพราะยงั ละกามราคะไมไ่ ด้

๒. พระสกทิ าคามี กค็ ือพระโสดาบนั ท่ีปฏิบตั ิมากข้ึน จนสามารถดบั ทุกขไ์ ดท้ นั ทีทุกคร้ังท่ีความทุกขไ์ ดเ้ กิดข้ึน
คือเพยี งดบั ไดเ้ ร็วกวา่ พระโสดาบนั เท่าน้นั ส่วนสังโยชนย์ งั ทาํ ลายไดเ้ ท่าพระโสดาบนั

๓. พระอนาคามี กค็ ือพระสกิทาคามีท่ีปฏิบตั ิมากข้ึน จนสามารถทาํ ลายสังโยชน์ได้ ๗ ตวั ซ่ึงพระอนาคามีน้ีจะ
มีสติอยตู่ ลอดเวลาและไมม่ ีความทุกขแ์ ลว้ จะมีกเ็ พยี งความรู้สึกถือตวั และความฟ้ ุงของจิตรบกวนจิตอยบู่ า้ งเล็กนอ้ ย
เท่าน้นั ซ่ึงพระอนาคามีน้ีจะไมม่ ีครอบครัวแลว้ เพราะไมม่ ีกามราคะแลว้

๔. พระอรหนั ต์ ก็คือพระอนาคามีที่ปฏิบตั ิมากข้ึน จนสามารถทาํ ลายสงั โยชนไ์ ดท้ ้งั หมดแลว้ อยา่ งสิ้นเชิง
(ถาวร) และจะ มีสติสมบรู ณ์ (คือมีติดตอ่ กนั อยตู่ ลอดเวลา) จนทาํ ใหค้ วามทุกขท์ ้งั หลายดบั ลงแลว้ อยา่ งสนิทและอยา่ ง
ถาวร และมีนิพพานสูงสุด หรือสงบเยน็ อยา่ งสูงสุดและถาวรหรือตลอดชีวติ

ความจริงแลว้ พระอริยะบุคคลเหล่าน้ี กไ็ ม่มีใครทจ่ี ะมายดึ ถือว่าตัวเองเป็ นใครหรือเป็ นอะไร เพราะท่านมี
ความเหน็ แจ้งในชีวติ แล้วว่า “มันไม่ได้มตี วั ตนของใครๆอยู่จริง” ถา้ จิตใดยงั มีความยดึ ถือวา่ มีตวั เองเป็นพระอริยะอยู่ ก็
หมายความวา่ จิตน้นั ยงั มีกิเลสครอบงาํ อยอู่ ยา่ งลึกซ้ึง ยงั ไมไ่ ดเ้ ป็นพระอริยะตามที่สมมติจริง ซ่ึงพระอริยะท้งั หลายน้ี จะ
มีหนา้ ท่ีสาํ คญั อยอู่ ยา่ งหน่ึงคือ ช่วยเพอื่ นมนุษย์ให้พ้นทกุ ข์และช่วยโลกให้มีสันติภาพ ดว้ ยการสอนใหม้ วลมนุษยต์ ื่น
ข้ึนมารู้แจง้ ชีวติ โดยไมห่ วงั ผลตอบแทนใดๆแมค้ าํ วา่ ขอบคุณ ซ่ึงผลจากการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีน้ีก็คือ ความสงบเยน็ หรือ
นิพพานอนั เป็นผลที่ธรรมชาติตอบแทนมาให้

จากเร่ืองพระอริยะบุคคลน้ี บางคนอาจจะคิดวา่ เร่ืองความพ้นทกุ ข์แล้วมผี ลเป็ นความสงบเยน็ เพยี งแค่นี้ เป็ น
เร่ืองง่ายๆหรือธรรมดาเกนิ ไป หรือไม่น่าตื่นเต้น ไม่น่าสนใจ มนั น่าจะมีผลอะไรท่ียง่ิ ไปกวา่ น้ี เช่น ไดบ้ รรลุถึงความ
เป็นตวั ตนอมตะ ที่มีแต่ความสุขและไมม่ ีความทุกขใ์ ดๆอยชู่ ว่ั นิรันดร หรือบรรลุเป็นผวู้ เิ ศษ หรือไดเ้ ป็นผยู้ งิ่ ใหญ่และมี
ผคู้ นเคารพนบั ถือมากๆ ตามที่ปุถุชนท้งั หลายอยากจะเป็น แต่ถา้ เราจะเขา้ ใจความเป็นอนตั ตาอยา่ งถูกตอ้ งแลว้ เราก็จะ
พบวา่ “เมอ่ื ไม่มอี ะไรทจี่ ะมาเป็ นตัวเราจริงๆ แล้วจะอยากได้อะไรไปเพอื่ ใคร? ” แตถ่ ึงแมจ้ ะไดก้ ็ “ไม่มใี ครทไี่ ด้จริงและ
ไม่มอี ะไรทไ่ี ด้จริง เพราะทุกสิ่งมนั ไม่ได้มีอย่จู ริง” ดงั น้นั เพยี งแค่จิตมนั ไม่มีความทุกขเ์ ทา่ น้ี ก็นบั วา่ เป็นสิ่งสูงสุด
สาํ หรับชีวติ ท่ีไมใ่ ช่ตวั ตนท่ีแทจ้ ริงแลว้

บารมี ๑๐

การปฏิบตั ิตามหลกั อริยมรรคของอริยสัจ ๔ น้นั กส็ รุปอยทู่ ่ี การระวงั จิตไม่ให้กเิ ลสและนิวรณ์เกดิ ขึน้ มาอยู่
ตลอดเวลาทจ่ี ิตต่นื อยู่ และในขณะเดยี วกนั กม็ สี ติระลกึ ถึงเฉพาะเรื่องทที่ าํ ให้เกดิ ปัญญาอย่างต้งั ใจทส่ี ุด (ความต้งั ใจกค็ ือ
สมาธิ) ซ่ึงการปฏิบตั ิเช่นน้ีกจ็ ะทาํ ให้ ความเคยชินของกิเลสที่มีอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึกขาดอาหาร (คือขาดความเคยชินเพมิ่ )
ซ่ึงมนั ก็จะคอ่ ยๆแหง้ เหี่ยวตายไปของมนั เอง และขณะเดียวกนั ก็เทา่ กบั เป็นการสร้างความเคยชินของปัญญาและสมาธิ
ใหแ้ ก่จิตใตส้ าํ นึกอยดู่ ว้ ยในตวั ซ่ึงความเคยชินของปัญญาและสมาธิน้ี เป็นความเคยชินท่ีเป็นประโยชน์ (คือช่วยใหพ้ น้
ทุกขแ์ ละพบนิพพาน) จึงไดเ้ รียกเสียใหมว่ า่ เป็น บารมี ท่ีหมายถึง คุณสมบตั ทิ น่ี ําไปสู่นิพพาน ซ่ึงบารมีน้ีก็มีอยู่ ๑๐
บารมีดว้ ยกนั อนั ไดแ้ ก่

๑. ทานบารมี คือมีการใหห้ รือสละออกไปเพื่อลดความเห็นแก่ตวั
๒. ศีลบารมี คือมีการต้งั ใจท่ีจะละเวน้ การเบียดเบียนส่ิงที่มีชีวติ ท้งั หลาย
๓. เนกขมั มบารมี คือมีการต้งั ใจท่ีจะหลีกหนีเรื่องกามารมณ์ท่ีใหค้ วามสุขสูงสุดและเป็นส่ิงยว่ั ยวนใหต้ ิดอยใู่ น
ความทุกขอ์ ยา่ งที่สุด
๔. ปัญญาบารมี คือมีความรู้ในสิ่งท่ีควรรู้ และมีเหตุผล ยอมรับความจริง ไมง่ มงาย
๕. ขันติบารมี คือมีความอดทนอดกล้นั ต่อสิงที่มายวั่ ยวนใหเ้ กิดกิเลส
๖. วริ ิยะบารมี คือมีความเพยี รพยายามอยา่ งกลา้ หาญท่ีจะกาํ จดั กิเลสอยา่ งไม่กลวั ตาย
๗. สัจจะบารมี คือมีความจริงใจ ซ่ือสัตย์
๘. อธิฐานบารมี คือมีความต้งั ใจมน่ั คงไม่เปล่ียนแปลง
๙. เมตตาบารมี คือมีความเป็นมิตรกบั ทุกคนเสมอหนา้ หรือไม่เป็นศตั รูกบั ใครๆ
๑๐. อเุ บกขาบารมี คือมีการปล่อยวาง ไม่ยดึ ติดในส่ิงใดๆ

บารมีท้งั ๑๐ น้ีเป็นคุณสมบตั ิท่ีจาํ เป็นในการปฏิบตั ิเพอ่ื ความหลุดพน้ จากความทุกข์ ตามหลกั อริยมรรคของ
อริยสจั ๔ ของพระพุทธเจา้ ถา้ เราส่งั สมบารมีจนเตม็ เราก็จะบรรลุถึงนิพพานสูงสุดได้ (คือพน้ ทุกขถ์ าวร) แตถ่ า้ บารมี
ยงั ไม่เตม็ กจ็ ะพบเพียงนิพพานข้นั ตน้ (คือเพยี งชวั่ คร้ังชว่ั คราว) เทา่ น้นั ซ่ึงผทู้ ี่ปรารถนานิพพานถาวร ก็ตอ้ งพยายามสั่ง
สมบารมีท้งั ๑๐ น้ีใหม้ าก โดยเริ่มจากการเป็นคนท่ีไม่เห็นแก่ตวั รู้จกั เสียสละเพอ่ื ผอู้ ่ืน มีความต้งั ใจท่ีจะไมเ่ บียดเบียน
ผอู้ ื่น และไม่ลุ่มหลงเร่ืองกามารมณ์ พร้อมท้งั เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ มีเหตุผล ยอมรับความจริง ต่อจากน้นั จึงมี
ความอดทน และมีความพยายามในการปฏิบตั ิเพอ่ื กาํ จดั รากเหงา้ ของกิเลสดว้ ยความซื่อสตั ยจ์ ริงใจ และมีความต้งั ใจ
มนั่ คงที่จะพน้ ทุกข์ พร้อมกนั น้นั ก็ตอ้ งมีความเป็นมิตรกบั ทุกคนอยา่ งเสมอหนา้ และรู้จกั ปล่อยวางความยดึ ถือในส่ิง
ท้งั หลายของโลก ซ่ึงการปฏิบตั ิอริยมรรคอยา่ งจริงจงั เคร่งครัดนนั่ เอง ท่ีเป็นการส่ังสมบารมีท้งั ๑๐ ใหเ้ ตม็ ไดโ้ ดยตรง

การนําอริยสัจ ๔ มาใช้ในชีวติ ประจําวนั

อริยสัจ ๔ เป็นหลกั การดบั ทุกขข์ องจิตใจในปัจจุบนั (อนั ไดแ้ ก่ ความเศร้าโศก หรือเสียใจ ความคบั แคน้ ใจ
ความไมส่ บายใจ ความหนกั เหน่ือยใจ เป็นตน้ ) ซ่ึงความทุกขน์ ้ีเป็นภยั อนั ใหญห่ ลวงของมนุษยท์ ี่สามารถแกไ้ ขหรือ
ป้ องกนั ได้ โดยใชป้ ัญญาที่เป็นความเขา้ ใจและเห็นแจง้ ชีวติ (วา่ แทจ้ ริงมนั ไม่มีตวั เรา) มาทาํ งานร่วมกบั สมาธิ โดยมีศีล

เป็นพ้นื ฐาน ซ่ึงแค่เพยี งมปี ัญญาข้ันเข้าใจ กท็ าํ ให้ความทกุ ข์ทเ่ี คยมอี ย่มู ากมาย (ทเี่ กดิ จาก อุปาทานหรือการแบกโลก
เอาไว้) ลดน้อยลงแล้ว และถา้ ยงิ่ มีสมาธิมาช่วย กจ็ ะยงิ่ ทาํ ใหค้ วามทุกขร์ ะงบั หรือดบั ลงไดอ้ ยา่ งสนิท

ส่วนวธิ ีการปฏิบตั ิโดยสรุปก็คือ ถา้ มีเวลาวา่ งก็ใหฝ้ ึกจิตใหม้ ีสมาธิแล ะพิจารณาร่างกายและจิตใจของเรา
รวมท้งั สิ่งต่างๆที่เราสนใจ ถึงความเป็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา และสุญญตาอยเู่ สมอ แต่เมอื่ ต้องใช้ชีวติ ประจําวนั ทตี่ ้อง
พบปะผู้คน กใ็ ห้มีสตมิ องเห็นความว่างจากตวั ตนทแ่ี ท้จริง ในทกุ สิ่งทกี่ าํ ลงั สัมผสั อยู่เสมอ (เห็นสุญญตา) ซ่ึงถา้ จิตมี
กาํ ลงั สมาธิมากพอ กจ็ ะทาํ ใหค้ วามทุกขท์ ี่ยงั ไม่เกิดกจ็ ะไมเ่ กิดข้ึน หรือท่ีเกิดข้ึนแลว้ ก็จะดบั หายไป แตถ่ า้ กาํ ลงั สมาธิไม่
มากพอจนทาํ ใหค้ วามทุกขย์ งั เกิดข้ึนอีก ก็ตอ้ งกลบั ไปฝึกสมาธิมาใหม่ แต่ถา้ ฝึกแลว้ สมาธิไมเ่ กิด ก็ตอ้ งสาํ รวจตวั เองวา่
ขาดศีลขอ้ ใด ถา้ พบวา่ ขาดศีลขอ้ ใดกต็ อ้ งพยายามรักษาศีลขอ้ น้นั ใหไ้ ด้

สรุปไดว้ า่ การปฏิบตั ิเพอื่ ดบั ทุกข์ตามหลกั อริยสัจ ๔ น้ันกค็ อื การมองโลกด้วยปัญญาทเ่ี หน็ แจ้งชีวติ โดยมี
สมาธิมาช่วยและมศี ีลเป็ นพนื้ ฐาน ซ่ึงทุกคนไม่วา่ จะเป็นชนชาติใดหรือนบั ถือศาสนาใดอยกู่ ็ตาม ถา้ เขา้ ใจหลกั อริยสจั
๔ แลว้ ก็สามารถนาํ เอาหลกั อริยสัจ ๔ น้ีมาปฏิบตั ิไดท้ นั ทีโดยไมต่ อ้ งข้ึนอยกู่ บั ใครและไมต่ อ้ งมีพิธีรีตองใดๆ

สันตภิ าพเกดิ ขนึ้ ได้ถ้ามนุษย์เข้าใจเร่ืองอนัตตา

หลกั อนตั ตาและอริยสจั ๔ ของพระพทุ ธเจา้ น้ี นอกจากจะนํามาใช้ดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ได้แล้ว ยงั นํามาใช้
สร้างสันตภิ าพให้แก่โลกได้อกี ด้วย คือสาเหตุที่โลกมีแตว่ กิ ฤตการณ์ กเ็ ป็นเพราะมนุษยถ์ ูกสญั ชาติญาณแห่งความมี
ตวั ตน (คือความรู้วา่ มีตวั เอง) ครอบงาํ จึงทาํ ใหม้ นุษยเ์ กิดความรู้สึกวา่ มีตวั เองข้ึนมา เมื่อมีความรู้สึกวา่ มีตวั เอง จึงทาํ ให้
เกิดความเขา้ ใจผดิ วา่ มีตวั เองอยจู่ ริงๆข้ึนมา, เมื่อมีความเข้าใจผดิ ว่ามตี ัวเองอย่จู ริงๆ กจ็ ึงทาํ ให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตวั
จัด, และเมื่อมีความเห็นแก่ตวั จดั จึงทาํ ใหเ้ กิดความโลภ (อยากได้ สิ่งของของผอู้ ื่นมาเป็นของตน) และโกรธ (อยาก
ทาํ ลายส่ิงท่ีไมน่ ่าพอใจ), อนั ส่งผลทาํ ใหเ้ กิดการเบียดเบียน ท้งั มนุษยส์ ัตวแ์ ละป่ าไมข้ ้ึนมาอยา่ งมโหฬาร รวมท้งั ยงั
ทาํ ลายทรัพยากรและพลงั งานของโลกใหห้ มดสิ้นไปอยา่ งไร้คุณคา่ และทาํ ลายส่ิงแวดลอ้ มใหเ้ สียหาย รวมท้งั ยงั สร้าง
มลภาวะใหแ้ ก่โลกอยา่ งมากมาย จนทาํ ใหโ้ ลกมีแตว่ กิ ฤติการณ์ท้งั ทางสังคมและสภาพแวดลอ้ มเกิดข้ึนมาอยา่ งมากมาย
แลว้ ก็ทาํ ใหส้ ันติภาพของโลกหายไปอยา่ งเช่นในปัจจุบนั

ส่วนวธิ ีสร้างสนั ติภาพตามหลกั พทุ ธศาสนา ก็ทาํ ไดโ้ ดยการสอนใหม้ นุษยม์ ีความเขา้ ใจ ถึงเรื่องความเป็น
อนตั ตาของชีวติ อยา่ งถูกตอ้ ง (มีสมั มาทิฏฐิ) วา่ “มันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอย่จู ริง ถ้าใครมายดึ ถอื ว่าเป็ น
ตนเองจริงๆ กจ็ ะทาํ ให้จิตใจเป็ นทุกข์และทาํ ให้ชีวติ เดอื ดร้อน รวมท้งั ทาํ ให้โลกเกดิ วกิ ฤตการณ์” เมื่อมนุษยเ์ กิดความ
เขา้ ใจท่ีถูกตอ้ งเช่นน้ีแลว้ ก็จะทาํ ให้ “ความเห็นแก่ตวั ” ลดนอ้ ยลง, แลว้ ความโลภและโกรธก็จะลดนอ้ ยลง, แลว้ การ
เบียดเบียนมนุษยส์ ัตวแ์ ละป่ าไมก้ จ็ ะลดนอ้ ยลง รวมท้งั การทาํ ลายทรัพยากรและพลงั งานและสิ่งแวดลอ้ มก็จะลดนอ้ ยลง
และเม่ือการเบียดเบียนกนั ลดนอ้ ยลง ก็จะทาํ ใหก้ ารช่วยเหลือเพอื่ นมนุษยส์ ตั วแ์ ละป่ าไม้ รวมท้งั การอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ ม
ก็จะเกิดข้ึนมาแทน เพราะมนุษยม์ ีความรักและเมตตาตอ่ เพือ่ นมนุษยแ์ ละสัตวร์ วมท้งั พืชท้งั หลายดว้ ยความจริงใจ และ
เมื่อการเบียดเบียนกนั ลดนอ้ ยลง รวมท้งั มีการช่วยเหลือกนั มากข้ึน วกิ ฤตการณ์ตา่ งๆของโลกก็จะ ลดนอ้ ยลง และ เม่ือ
วกิ ฤตการณ์ตา่ งๆลดนอ้ ยลงมากๆ สนั ติภาพกจ็ ะกลบั คืนมาไดห้ ลงั จากท่ีไดเ้ สียมนั ไป

จบริบูรณ์

(ศึกษารายละเอียดเพ่มิ เติมได้ จาก www.whatami.net)


Click to View FlipBook Version