¸ÃÃÁÐã¡ÅÁŒ Í×
www.dhamma4u.com
ธรรมะเลม นอ ย
เปนหนังสือธรรมะขนาดพกพา รายเดือน ๑๒ เลม
๑๒ เดอื น เพือ่ เจรญิ สติและแสวงหาปญญาเบ้อื งตน สำหรบั ผู
ไมมีเวลาศกึ ษาเนือ้ หาโดยละเอยี ด
สามารถมสี ว นรว มไดโดย
๑. ผูที่อานแลวคิดวาดีมีประโยชน โปรดสงมอบ
ใหแกผูอ ืน่ ตอ เปรียบด่ังทานใหท าน
๒. สนับสนุนการจัดพิมพหนังสือธรรมะเลมนอย
ตามกำลัง
๓. เลอื กจดั พมิ พห นงั สอื ธรรมะเลม นอ ย เพอ่ื เผยแผ
ในวาระตาง ๆ เชน งานวันขึ้นปใหม งานเฉลิมฉลอง งานบุญ
งานวนั เกดิ งานสมรส งานศพ ฯลฯ โดยสามารถเลอื กเอาเฉพาะ
สว นท่ีเปน ธรรมบรรยายและพิมพบ างสว นเพิ่มเตมิ ได
ธรรมะดี ๆ มีตดิ ตวั ไว เพอ่ื เจรญิ สตแิ ละปญญา
รว มเปนเจา ภาพ
พมิ พธรรมะเลม นอ ยไดที่
หอจดหมายเหตุพทุ ธทาส อนิ ทปญโญ
โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๐๐
สง่ิ ท่ีเปน็ คูช่ ีวติ
โดย
พทุ ธทาสภิกขุ
ล�าดับท่ี ๒ ปี ๒๕๕๕
www.dhamma4u.com
อบรมพระนวกะราชภฏั
จากวดั ชลประทานรงั สฤษฏ์
ณ ลานหินโคง้ สวนโมกขพลาราม
วันท่ี ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
ผู้ถอดคำ� บรรยาย พิชญส์ ินี
ส่ิงท่ีเปน็ คชู่ ีวติ
ท่านที่เป็นภิกษุราชภัฏ ผู้ที่จะต้องลาสิกขา
ทัง้ หลาย,
การบรรยายของเราในคร้งั นีเ้ ป็นครง้ั ที่ ๑
หรอื คร้ังแรก แห่งการบรรยายชุดหนง่ึ ท่ีเราจะ
เรยี กว่า “มหาวิทยาลยั ตอ่ หางหมา ๑๐ ครัง้ ”
มงุ่ หมายถงึ การศกึ ษาสว่ นท่ยี ังขาด
ฟังดูก็หยาบคายมาก แต่มันมีความจริง
อยา่ งนนั้ คอื เปน็ การประทว้ งการศึกษาในโลก
ทง้ั โลก ทไี่ มส่ มบรู ณ์ วา่ มนั ยงั เหมอื นกบั หมาหาง
ดว้ น เขาไมพ่ ดู สงิ่ ทมี่ นษุ ยค์ วรจะรใู้ หส้ มบรู ณ์ คอื
ไมไ่ ด้สอนกัน สอนกนั แต่หนังสือกบั อาชพี ส่วน
๑
ท่ีจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร ท่ีจะสร้างสันติภาพ
ในโลกน้ไี ด้ ไมไ่ ดส้ อน
น้ีเราก็จะพูดกันในส่วนน้ี ส่วนท่ีมันยัง
ขาดอยู่น้ี จึงเรียกว่าเป็นการต่อหางสุนัขที่มัน
ยังด้วนอยู่ หรือจะให้มองไปอีกทางหนึ่งว่า ต่อ
ยอดพระเจดีย์น้ันมันอาจจะเกินไปอีกทางหนึ่ง
ก็ได้ ตอ่ เพยี งเพอื่ ใหส้ วยงาม ต่อหางสุนขั นมี้ ัน
ไม่ใช่เพียงเพื่อให้สวยงามอย่างเดียว แต่เพื่อ
ความจำ� เปน็ อย่างอ่นื ที่มันจะเดนิ ตรง เปน็ ต้น
ท�ำไมเราจึงไปเรียกว่ามหาวิทยาลัย?
เพราะว่ามันเป็นการศึกษาช้ันสูงสุดของมนุษย์
อย่างระดับสงู สุดของมนษุ ย์
๒
เร่ืองที่ยังขาด เริ่มแต่เร่ืองเกี่ยวกับ
ธรรมชาติ
ทีนี้มีความมุ่งหมายจะให้ได้รู้เร่ืองที่ยัง
ขาดอยู่ แม้กระทั่งว่านั่งกลางดินมีผลอย่างไร?
เขาเรยี นกันแต่บนตึกเรียนราคาล้าน มันกโ็ งแ่ ก่
การที่จะรู้ว่าถ้าน่ังกันกลางดินจะมีผลอย่างไร?
ฉะนน้ั เรากม็ านงั่ กนั กลางดนิ ซง่ึ เปน็ เจตนาของ
ผม วา่ ใหพ้ วกคุณต้องมานง่ั กลางดิน
ย่ิงกว่าน้ันอีกก็คือว่า เป็นที่ระลึกแก่
พระพุทธเจ้า ผู้ประสูติก็กลางดิน ตรัสรู้ก็เม่ือ
นั่งกลางดิน เมื่อสอนพระสาวกก็น่ังกลางดิน
เมื่อนิพพานก็นอนกลางดิน น่ีเป็นท่ีระลึกแก่
พระพทุ ธเจา้ มันไมเ่ ป็นที่ระลกึ เปล่า เปน็ ความ
รู้ให้เรารู้ว่า น่ังกลางดินน้ีมันมีผลอะไรบ้างแก่
จิตใจ อย่างน้อยท่ีสุดก็มีผลให้รู้จักธรรมชาติ
ให้สัมผัสธรรมชาติ ซึง่ เป็นเจ้าของธรรมะ
๓
ธรรมะเป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติเป็น
เจ้าของธรรมะ เพราะว่าธรรมะน้ันคือเร่ือง
ของธรรมชาติ เร่ืองของกฎของธรรมชาติ ซ่ึง
ความหมายนี้ รวมท้ังพระเป็นเจ้าในศาสนาอ่ืน
ศาสนาพุทธมีกฎของธรรมชาติน่ีเป็นพระเจ้า
เหมือนกับที่ศาสนาอ่ืนเขามีพระเจ้า แล้วก็ยัง
หมายถึงหน้าท่ีตามกฎของธรรมชาติ ท่ีสิ่งท่ี
มีชีวิตจะต้องประพฤติปฏิบัติ มิฉะนั้นจะตาย
หรอื จะไมไ่ ด้สิ่งท่คี วรจะได้ ความหมายสุดทา้ ย
กค็ อื ผลทเ่ี กดิ มาจากการปฏบิ ตั ถิ กู ตอ้ งตามกฎ
ของธรรมชาตอิ ีกนัน่ เอง ฉะนั้นเราชอบที่จะทำ�
อะไรๆ ให้มันใกล้ชิดธรรมชาติ หรือเป็นการ
สัมผสั ธรรมชาติอยูเ่ สมอ
๔
เรือ่ งแรกคือ พระธรรมเป็นสิง่ คชู่ วี ติ
ส�ำหรับการบรรยายคร้ังแรก ช่ัวโมงแรก
น้ี ผมจะพูดโดยหัวข้อวา่ “สิง่ ทีเ่ ปน็ คู่ชีวติ ” ชอ่ื
ของมนั กแ็ ปลกๆ เหน็ ไหม? ไหนๆ มนั แปลกแลว้
ก็ให้แปลกไปเสียให้หมด บรรยายคร้ังที่ ๑ ว่า
ด้วย “คู่ชีวิต” บอกเลยก็ได้ว่าส่ิงซึ่งเป็นคู่ของ
ชีวิตนัน้ คอื พระธรรม คชู่ วี ิตนน้ั คือพระธรรม
เราจะได้พูดกันถึงเรื่องส่ิงท่ีเรียกว่าชีวิต
กันก่อน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในโลกนี้
น้ัน เขาสอนเร่ืองของชีวิตกันแต่ในทางวัตถุ
ที่เรียกว่า bio - ชีวิต biology น้ีมันเร่ืองชีวิต
ก็ชีวิตแต่ในทางวัตถุเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องทาง
biology มันก็เป็นหมาหางด้วนอีกตามเคย
เพราะวา่ มนั บอกชวี ติ แตใ่ นแงข่ องวตั ถหุ รอื bio
ทีน้ีเราจะมาต่อหางให้เป็นชีวิตท่ีสมบูรณ์
คือ ชีวิตในฝ่ายนามธรรม ที่เขาใช้ค�ำว่า
๕
spirituality ค�ำน้ีหมายถึงนามธรรม เป็นเรื่อง
จติ เปน็ เรอ่ื งวญิ ญาณ เปน็ เรอื่ งสตปิ ญั ญา ชวี ติ
นี้ส�ำคัญกว่า ชีวิตที่เป็นฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ
ฝ่ายสติปญั ญานม้ี ันสำ� คัญกว่า
เรื่องทเ่ี กยี่ วกบั มนุษยไ์ ด้แก่ กาย - จิต
- วิญญาณ
อยากจะให้รู้เสียเลยเป็นหลักว่า เรื่อง
ต่างๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ ที่เก่ียวกับความสุข
ความทกุ ขข์ องมนษุ ยน์ ี้ ทงั้ หมดทงั้ สน้ิ พอจะแบง่
ได้เป็น ๓ ระดบั คอื ทางกาย ๑ ทางจิต ๑ ทาง
วิญญาณ ๑
จ�ำเป็นที่จะต้องขอบอกกล่าวว่า มันเป็น
ค�ำที่ต้องต้ังขึ้นเองบ้าง เพราะว่าไม่มีค�ำน้ีใช้มา
ก่อน เมื่อคุณเข้าใจความหมายหรือตัวจริงของ
๖
สิ่งเหล่าน้ีแล้ว ก็รู้ได้เองว่า ไม่ได้มีค�ำที่พูดกัน
อยู่ก่อน ต้องต้ังค�ำขึ้นใหม่ หรือว่าคุณจะไปต้ัง
เอาเองตามชอบใจ ต่อไปก็ได้ แต่เด๋ียวนี้เราจะ
ใช้ค�ำว่า เรื่องทางกาย เร่ืองทางจิต เรื่องทาง
วิญญาณ ถ้าเข้าใจ ๓ ความหมายนแี้ ล้ว มนั จะ
ง่ายมากในอนาคตส�ำหรับพวกคุณ ที่จะเข้าใจ
ในธรรมะอันกว้างขวาง
ระบบที่ ๑ เรื่องทางกาย ก็คือเก่ียวกับ
วัตถุ วัตถภุ ายนอกกาย กระทง่ั วตั ถภุ ายในกาย
กระทั่งร่างกาย ร่างกายของคน นี้เราเรียกว่า
เร่ืองร่างกาย มันก็มีของมันระบบหน่ึงแหละ
ปัญหาของมันก็มีอยู่ระบบหน่ึง และไม่เหมือน
ส่วนอื่น
ทนี เี้ รอื่ งท่ี ๒ ระบบทางจติ ซงึ่ มนั เปน็ ของ
ประจ�ำกันมา กับสิ่งท่ีเรียกว่าชีวิต สิ่งใดมีชีวิต
๗
มีร่างกาย มีร่างกายแล้วมันก็ต้องมีชีวิตแหละ
เพราะว่าร่างกายหมายถึงของสิ่งที่มีชีวิต แล้ว
สิ่งที่มีชีวิตน้ีก็ต้องมีจิตแหละ ไม่เช่นนั้นมันเป็น
ไปไมไ่ ด้
คนพวกอื่นเขาอาจจะสอนว่า อย่างต้นไม้
นไ้ี มม่ จี ติ บางพวกวา่ ไมม่ ชี วี ติ ดว้ ยซำ้� ไป ทถี่ อื กนั
โดยมากในหมู่นักธรรมว่า ต้นไม้น้ีไม่มีจิต ไม่มี
วิญญาณ กต็ ามใจเขา
เท่าที่เราเรียนมา สังเกตศึกษามา ส่ิงท่ี
มีชีวติ แมต้ น้ ไมน้ ี้ ก็มจี ิต มีวญิ ญาณ คอื มนั
รู้สึกได้ รู้สึกได้ต่ออันตราย หรือต่อความสุข
ความสบาย มันต่อสู้เพ่ือรอดอยู่ได้ เพราะมัน
มคี วามรสู้ ึก
เร่ืองน้ีไม่เป็นไร ต่อไปในอนาคตเขาก็
จะเปิดเผยให้เล่า ให้เรียน ให้รู้กันได้โดยทาง
วทิ ยาศาสตร์ มนี กั ศกึ ษากลมุ่ หนง่ึ พยายามศกึ ษา
๘
ค้นคว้าเร่ืองนี้แล้วก็เปิดเผยผลของการค้นคว้า
กระท่ังพิสูจน์ว่า ต้นไม้น้ีมีความรู้สึก รู้สึกกลัว
ตาย รู้สึกไม่อยากตาย รู้สึกดิ้นรนเพ่ือจะให้อยู่
รอด เขาทำ� เครอ่ื งวดั ขนึ้ วดั ความรสู้ กึ ของตน้ ไม้
ทยี่ งั เปน็ ๆ วดั ไดว้ า่ มนั มคี วามรสู้ กึ แสดงออกมา
ทางเขม็ ของเคร่ืองวดั รสู้ กึ กลวั ร้สู กึ หว่ันไหว น่ี
วิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ก็จะพิสูจน์ได้ว่า ต้นไม้มี
ความรสู้ ึก
หลกั โบราณในหลกั ศาสนา กถ็ อื วา่ ตน้ ไมก้ ็
มคี วามรูส้ กึ มีจิต มวี ญิ ญาณ กระทง่ั พูดไปถงึ ว่า
เทวดาสิงสถิตอยู่ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัย
เก่ียวกบั การทำ� ลายตน้ ไม้น้ี ทำ� ลายชวี ติ ตน้ ไมม้ ี
อาบตั เิ ทา่ กบั ทำ� ลายสตั วท์ ม่ี ชี วี ติ อยา่ งนเ้ี ปน็ ตน้
ยอมรับความมีชวี ิต หรือความมีจิต มคี วามรู้สึก
นั่นเอง
๙
ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า จิตน้ันมันแยกออกไป
จากกายน่ี มันต้องอาศัยกายน้ีเป็นท่ีต้ัง เป็น
สำ� นกั งาน แล้วมนั กท็ ำ� หน้าท่ีของจติ คือ ความ
รูส้ ึกคดิ นกึ
คัมภีร์โบราณในพุทธศาสนาเราแต่ไม่ใช่
พุทธภาษิต เขาว่าจิตหรือวิญญาณนี้ตั้งอยู่ท่ี
ก้อนหัวใจ เรียกวา่ หทัยวัตถุ คอื หัวใจนั่นแหละ
หัวใจสูบฉีดโลหิต เขาว่าอย่างน้ัน มันขัดกับ
ความรู้สมัยนี้ ซึ่งความรู้สึกต่างๆ น้ีมันมีตั้งอยู่
ทสี่ มอง ที่มันสมอง นีผ้ มกเ็ หน็ ดว้ ยกบั ฝา่ ยท่ีวา่
มันต้ังอยทู่ ม่ี นั สมอง เนอ้ื สมอง จิต - ความรูส้ ึก
ระบบประสาท นี้มันมีส�ำนักงานอยู่ท่ีมันสมอง
ไม่ได้อยู่ท่ีหัวใจอย่างในพระคัมภีร์ เช่น คัมภีร์
วสิ ทุ ธิมรรค เปน็ ต้น
พสิ จู นก์ นั อยา่ งเดยี๋ วนกี้ ค็ งจะไดง้ า่ ยๆ เชน่
๑๐
วา่ ถา้ เราผา่ ตดั เปลยี่ นหวั ใจเสยี เปน็ คนละหวั ใจ
ความรสู้ กึ นกึ คดิ มนั กไ็ มเ่ ปลย่ี น เพราะมนั อนั เดมิ
ทนี สี้ มมตวิ า่ ผา่ ตดั สมองเสยี เปลย่ี นสมองเสยี น้ี
จะเปลยี่ นหมด ความรูส้ กึ คดิ นกึ จะเปลย่ี นหมด
ความรู้สึกคิดนึกน้ัน มีส�ำนักงานอยู่ท่ีมัน
สมอง มันเป็นของประจ�ำกันมากับสิ่งที่มีชีวิต
จะต้องมีจิต จึงถือว่าระบบน้ี จิตนี่มันเนื่องอยู่
กับระบบประสาท ซึ่งเนื่องกันอยู่กับกาย มัน
เป็นระบบหนึ่ง คือจะเป็นจิตดีหรือจิตไม่ดี จิต
สงบหรือจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นสมาธิหรือจิตไม่
เป็นสมาธิ จิตรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์อย่างน้ี
เป็นต้น นคี่ อื ระบบจติ
ทีนี้ระบบท่ี ๓ เราจะเรียกว่า ระบบ
ทางวิญญาณ เพราะเราไม่มีค�ำเก่าที่ใช้กันอยู่
ก่อน เราผูกเอาเองว่าทางวิญญาณ เพ่ือให้ตรง
๑๑
กับที่พวกฝร่ังเขามีค�ำว่า spirituality ข้ึนมา
spiritual นี้เด๋ียวน้ีใช้กันมาก ถ้าความสุขทาง
spiritual แลว้ เขาไมไ่ ดห้ มายถงึ ทางวตั ถเุ ลย เขา
หมายถงึ เรอื่ งทางสตปิ ญั ญา ทแ่ี สดงออกมาทาง
จติ ผมใช้คำ� ว่าทางวญิ ญาณไปก่อน
เรามีจิตเข้มแข็งสมบูรณ์ปกติ แต่เราเป็น
คนโง่ก็ได้ ฉะน้ันส่วนนั้นส่วนท่ีจะมีสติปัญญา
เฉลยี วฉลาดหรอื ไม่ ละเอยี ดทสี่ ดุ โนน่ นะ มนั เปน็
อกี ระบบหนึ่ง เขาเรียกว่าระบบฝ่ายวิญญาณ
ร่างกายอยู่ฝ่ายนี้ จิตมันอยู่ตรงกลาง มัน
เน่ืองอยกู่ ับกาย โดยอาศยั กายเปน็ ทต่ี ้ัง แล้วจิต
น้มี ันเน่อื งกันอยู่กบั ฝา่ ยระบบสดุ ฝ่ายวิญญาณ
โน้น เพราะว่า จิตนี้มันเป็นท่ีต้ังของระบบสติ
ปัญญา หรือวิญญาณ เช่นเดียวกับว่ากายเป็น
ทต่ี ัง้ ของจติ
๑๒
ฉะนน้ั หลบั ตาดสู กั หนอ่ ยวา่ จติ มนั อยตู่ รง
กลาง ฝา่ ยนม้ี นั เนอ่ื งอยกู่ บั กาย อาศยั กายตง้ั อยู่
แล้วฝา่ ยนม้ี ันเนอ่ื งอยู่กบั วญิ ญาณ ที่ขอเรยี กวา่
วิญญาณน้ัน มันเป็นที่ต้ังของระบบวิญญาณ มี
อยูก่ ัน ๓ ระบบอย่างนี้
เด๋ียวน้ีก็มีกันครบแล้วว่า physical น้ี
มันคือฝ่ายกาย mental น้ันมันอยู่ตรงท่ีจิต
นั่นเองแล้ว spiritual นั้นมันอยู่สุดฝ่ายโน้น
คอื ฝา่ ยวญิ ญาณหรอื ฝา่ ยปญั ญา เราเกดิ มคี ำ� ใช้
ครบแลว้ ในโลก แตใ่ นภาษาไทยน้ี อนั ที่ ๓ นไี้ มร่ ู้
จะเรียกวา่ อะไร ผมกเ็ รยี ก ทางวญิ ญาณไปกอ่ น
ต้องรู้จักแก้ปัญหาที่เกิดแก่ชีวิตทั้ง ๓
ระบบ
นจี้ งึ พดู สำ� หรบั จำ� งา่ ยๆ วา่ ถา้ เรามปี ญั หา
ทางรา่ งกาย เชน่ เจบ็ ไขท้ างรา่ งกายกไ็ ปหาหมอ
๑๓
ที่เช่ียวชาญทางร่างกาย บ�ำบัดทาง physic
นี้ถ้าว่าเราเจ็บไข้ทางจิต ก็ไปท่ีโรงพยาบาล
โรคจิต ท่ีจะแก้โรคทางจิต แต่ถ้าเราเป็นโรค
ทางวิญญาณ แล้วก็ไม่มีโรงพยาบาลไหนใน
โลก ตอ้ งไปโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า คอื
ระบบธรรมะ แก้ไขด้วยระบบธรรมะ แก้โรค
ทางวิญญาณ
นค้ี วรจะเขา้ ใจแจม่ ชดั ในระบบ ๓ ประการ
น้ีให้ดี เพ่ือว่าเราจะสามารถจะรู้ว่า เด๋ียวน้ีเรา
ก�ำลังเป็นโรคชนิดไหน? จะแก้ไขกันอย่างไร?
ทไี่ หน? หรอื แมข้ อ้ ธรรมะกเ็ หมอื นกนั แหละ กจ็ ะ
มแี ยกประเภทเปน็ วา่ จะแกป้ ญั หาทางกาย หรอื
แกป้ ัญหาทางจติ หรือแก้ปัญหาทางวิญญาณ
ในทางธรรมจะเรยี กวา่ ทฏิ ฐิ เสยี มากกวา่
ทฏิ ฐนิ นั้ นะ่ คอื ทางวญิ ญาณ กาย วาจาน้ี อยฝู่ า่ ย
๑๔
กาย จิตอยู่ท่ีจติ ปัญญาหรือทิฏฐอิ ยรู่ ะบบที่ ๓
ในทางคมั ภรี น์ ใ้ี ชก้ นั โดยมากวา่ ทางทฏิ ฐิ ทฏิ ฐถิ กู
ทิฏฐิผิด น่เี ร่อื งทางวิญญาณ
ฉะน้ันเร่ืองท่ีมันเก่ียวกับคนเรานี้ แบ่ง
ได้เป็นทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณอย่างน้ี
เพราะฉะนน้ั ชีวิต ชวี ิตน้ี กเ็ หมือนกันแหละ มัน
แบ่งได้เปน็ ๓ ระดับหรอื ๓ ความหมายอย่างน้ี
เอง ชวี ติ ทางกายก็อย่างวิชา biology ชวี ิตทาง
จิตเรอ่ื งทางจิตอย่างสมยั ปจั จบุ นั แล้วเรื่องทาง
วญิ ญาณกเ็ ปน็ เรอื่ งของศาสนา เพราะวา่ ศาสนา
ทั้งหลายมุ่งจะแก้ปัญหาทางวิญญาณน่ะ เป็น
สว่ นใหญ่ทั้งนัน้
ชีวติ จึงมีอยู่ ๓ ชนิด ชีวิตทางกายมปี ัญหา
ทางกาย แกไ้ ขกนั ไปตามทางกาย ทางจติ กแ็ กไ้ ข
กันไปทางจิต ทางประสาท ส่วนทางวิญญาณ
๑๕
น้ันต้องแก้ไขไปตามทางวิญญาณ ซ่ึงล้วนแต่
มศี าสนาเปน็ หลกั กนั ทง้ั นน้ั หลายๆ ศาสนาแลว้
แตว่ า่ ใครจะถอื ศาสนาอะไร เขากใ็ ชศ้ าสนานนั้ ๆ
เปน็ เครอ่ื งมอื แกไ้ ขปญั หาทางวญิ ญาณของตนๆ
เรามีทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ แต่
ถ้าจะให้เหลือเพียง ๒ มันก็ได้คือ ทางรูปและ
ทางนาม ทางกายนเี้ ปน็ ทางกาย ทางจติ กบั ทาง
วญิ ญาณนมี้ นั เปน็ เรอื่ งทางฝา่ ยวญิ ญาณดว้ ยกนั
คือฝ่ายที่เป็นนามธรรมด้วยกัน ในบาลีท่ีพบก็
มีโรคทางกายและโรคทางจิต ใช้ค�ำว่าอย่างน้ัน
แต่จิตของท่านน้ัน หมายทั้งทางจิตและทาง
วญิ ญาณ
๑๖
ศึกษาวิวัฒนาการของชีวิตระบบทาง
กาย
เดี๋ยวนี้เราจะให้เข้าใจง่าย เราแยกเป็น ๓
เสียเลย ทางกายอย่างหนึ่ง คือ ทาง biology
แล้วก็ทางวิญญาณนี้อีกทางหนึ่งซ่ึงรวมทางจิต
เข้าไว้ด้วย เพราะว่าวิญญาณก็ต้องอาศัยจิต
เป็นท่ีตั้ง แล้วท้ังหมดน้ันต้องอาศัยกายเป็นที่
ตงั้ ระบบวญิ ญาณตงั้ อยบู่ นจติ จติ ตง้ั อยบู่ นกาย
ฉะน้นั ท้งั หมดมันมารวมอยู่ทีก่ ลมุ่ กายน้ี
ก็ถือโอกาสรเู้ สยี ด้วยเลยวา่ คำ� ว่า “กาย”
นั้นเขาแปลว่า “หมู่” ภาษาบาลีแท้ๆ ค�ำว่า
“กาย” แปลวา่ “หม”ู่ ไมไ่ ดแ้ ปลวา่ เนอ้ื หรอื เนอื้
หนัง หรืออะไรท�ำนองน้ัน ค�ำว่า “กาย” แปล
วา่ “หมู่” เชน่ พลกาย น้ี ก็ หมู่พล คือ กองทัพ
พลกาย ฉะนนั้ กาย แปลว่า หมู่
๑๗
ทีนี้ร่างกายนี้ก็แปลว่าหมู่ เพราะว่า มัน
ประกอบด้วยอะไรมากมายเหลือเกิน กว่าจะ
เป็นร่างกายข้ึนมาได้ กายเป็นท่ีอาศัยของจิต
จิตเป็นที่อาศยั ของวญิ ญาณ อย่างที่ว่า
ทีนี้ก็มาดูชีวิต ชีวิตทางฝ่ายร่างกาย ก็
ไปเรียน biology ตั้งแต่ว่าโลกน้ีมันไม่มีชีวิต
มันกี่พันล้านปีมาแล้ว ท่ีมันแยกออกมาจาก
ดวงอาทิตย์ จนกว่ามันจะเริ่มมีสิ่งที่มีชีวิต แล้ว
เย็นลงๆ มีน�้ำ มีของเขียว มีชีวิตเกิดข้ึน นั่น
แหละมันเริม่ มีชวี ติ ทางฝา่ ยกาย
ทางฝ่ายกาย วิวัฒนา มาเป็นสัตว์เซลล์
เดียว สองเซลล์ สามเซลล์ อะไรเรื่อยมา จน
กระทงั่ วา่ เปน็ สตั วเ์ ลอื้ ยคลาน เปน็ สตั วเ์ ดรจั ฉาน
โดยสมบูรณ์ แล้วก็เพิ่งจะมีอย่างชนิดท่ีเรียกว่า
เป็นคนหรือคล้ายคนนี้ เมื่อสักล้านสองล้านปี
๑๘
มาน้ีกระมัง เขาว่านะ ไม่ใช่ผมว่า ผมก็ว่าตาม
ทีเ่ ขาศกึ ษามา แลว้ เขากส็ อนกันไว้ แล้วจะเป็น
คนชนิดท่ีพอจะเรียกว่าคน ไม่ใช่ครึ่งคนคร่ึงลิง
นี้ สักแสนหรือสองแสนปีมาน้ี คน น้ีก็เจริญๆ
ทางร่างกาย จนมีร่างกายอย่างคน น้ีคนทาง
ฝา่ ยร่างกาย ไปเรียน biology เก่ียวกบั เรอื่ งน้ัน
แล้วมันจึงเกิดมีชีวิตทางกาย ชีวิตทาง
วิญญาณ เม่ือสติปัญญาสมบูรณ์แก่คน นี้จึงมี
คนชนิดที่มีสติปัญญา มีชีวิตทางวิญญาณเกิด
ขึน้ คงจะพรอ้ มๆ กบั วา่ เมอ่ื ศาสนาทเ่ี ป็นหลกั
ฐานเกิดขึ้นในโลก คนจึงมีความเป็นคนชนิด
ท่ีทางฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายสติปัญญาข้นึ มา ซึง่ เขา
ถือกนั วา่ ประมาณสกั แปดพนั ปีมาน้ี ทมี่ นษุ ยม์ ี
มนั สมองสมบูรณ์ พอทจ่ี ะรจู้ กั เรื่องทางจติ ทาง
วิญญาณ เปน็ ระบบศาสนาข้นึ มา
๑๙
แปดพนั ปีมานี้ กแ็ กก่ ว่าพระพทุ ธศาสนา
สักตั้งห้าพันปีคร่ึง พุทธศาสนาเราน้ีมันสองพัน
ครง่ึ ของปี, สองพันห้าร้อยปเี กดิ พระพทุ ธเจา้ น้ี
มันสูงสุดทางวิญญาณ ฉะน้ันทางวิญญาณ ใน
ระดับท่ียงั ไม่สูงสดุ เขากอ่ นหนา้ ขึน้ ไปอกี สักหา้
พันกว่าปี จึงถือวา่ ชวี ิตทปี่ ระกอบไปด้วยความ
สมบูรณ์ทางวิญญาณ ทางสติปัญญา พอที่จะรู้
เรือ่ งของวิญญาณน้สี กั แปดพนั ปีเท่าน้ัน
ฉะนน้ั ถา้ ชีวติ ทางกาย ก็ถอยหลงั ไปโน้น
ไปเม่ือมันเกิดชีวิตท่ีจะเป็นชีวิตทางกาย ทาง
วัตถุ ทางกาย แล้วชีวิตทางสติปัญญาน้ี ก็มี
เมื่อสักแปดพันปีมานี้ เราก็ได้ ๒ ชีวิตแล้วเห็น
ไหม? ชีวิตในแง่มุมทางฝ่ายวัตถุ ฝ่ายกายน่ี
เปน็ มาอยา่ งไร แลว้ ชีวิตในฝา่ ยสตปิ ญั ญา ทฏิ ฐิ
วิญญาณ น้ีเปน็ มาอย่างไ?
๒๐
ชีวิตทางกาย ต้องการปัจจัย ๔
บรรเทาทุกข์
เอ้า, ดูชีวิตทางกาย มันเป็นเร่ืองทาง
ร่างกาย มันก็ต้องการเหตุปัจจัย อาหารทาง
รา่ งกาย มนั กต็ อ้ งการปจั จยั สง่ เสรมิ ทางรา่ งกาย
เด๋ียวนเ้ี ราถือเป็นหลักว่า อาหาร เครื่องนุ่งหม่
ท่อี ยูอ่ าศัย เครอ่ื งบำ� บดั โรคภัยไขเ้ จ็บ นป้ี ัจจยั
สำ� หรับทางกาย
ชีวิตทางกายจะร้อนเป็นทุกข์ เรียกว่า
ร้อนก็แล้วกัน เป็นทุกข์เพราะมันขาดแคลน
วตั ถปุ ัจจยั ของรา่ งกาย นบั ตัง้ แต่ไม่มอี าหารกิน
ไมม่ เี ครอื่ งปกปดิ รา่ งกายทอ่ี ยทู่ อ่ี าศยั ยาแกโ้ รค
ฉะนั้นชีวิตทางกายรอ้ นขึน้ มา เป็นทุกข์ขึ้นมา
เพราะวา่ ขาดแคลนปจั จัยทางฝา่ ยร่างกาย
ฉะนั้น ชีวิตทางกายนั้น จะเย็นลงไปใน
ความหมายหน่ึง ก็เพราะสมบูรณ์ด้วยปัจจัย
๒๑
ทางกาย ตรงกันข้าม ไม่มีปัจจัย ๔ มันร้อน
เป็นทุกข์ พอปัจจัย ๔ สมบูรณ์ ถูกต้อง มันก็
เรียกว่าพอจะเย็นได้ แต่ว่าเย็นทางกายไม่ใช่
เย็นทางใจ
ปัจจัย ๔ มากเกินไปกลายเป็นเหยื่อ
กิเลส
ทีนี้ ถ้าว่ามันเกินไป จนเกินความเป็น
ปัจจัย มันก็เป็นเร่ืองเหย่ือของกิเลส กินดีเกิน
ไป แตง่ ตัวนงุ่ ห่มอะไรเกินไป มนั กเ็ ปน็ เรื่องของ
กิเลส มันก็เกิดเร่ืองกิน เร่ืองกาม เร่ืองเกียรติ
ข้นึ มา
เรอื่ งกนิ สมบรู ณด์ ี ถกู ตอ้ งดี กพ็ อจะเยน็
ถา้ มนั เกนิ ไปมนั กเ็ ปน็ เรอื่ งรอ้ น อกี แหละ เพราะ
มันเป็นกินของกิเลส เรอ่ื งกามนก้ี ็เหมอื นกนั ถา้
ควบคุมได้ มันอยู่ในระเบียบก็พอจะเย็นได้บ้าง
๒๒
ไม่กระสับกระส่าย แต่ถ้าเร่ืองกามมันสมบูรณ์
ขน้ึ มามนั กร็ อ้ นอกี แหละ เรอ่ื งเกยี รตยิ ศชอื่ เสยี ง
ก็เหมือนกัน เมื่อยังต้องการมันก็ร้อน เม่ือไม่
ตอ้ งการมนั กเ็ ยน็ หรอื ไดต้ ามทตี่ อ้ งการมนั กพ็ อ
จะเยน็ แตถ่ า้ เราไปหลง ไปบา้ มนั กร็ อ้ นอกี แหละ
ฉะนนั้ คำ� วา่ กนิ กาม เกยี รติ ๓ คำ� น้ี ถา้ ไม่
ถูกตอ้ ง คอื ไมพ่ อดี แล้วก็จะร้อน มากไป น้อย
ไป อะไรมนั กร็ อ้ น ถ้าพอดี และควบคมุ ได้ พอ
จะเยน็ ทางรา่ งกายไดบ้ า้ ง ชวี ติ ทางกาย ดา้ นกาย
ดา้ นโลก ด้านโลกิยะ น่ี
ปัญหาทางกายเกี่ยวเนื่องกับทางจิต
ด้วย
ทีนี้ก็อยากจะให้รู้เสียเลยนะว่า เร่ืองทาง
กายน้ี หรือทางวัตถุน้ี มนั คาบเกีย่ วกับเรอื่ งทาง
จิต ร้อนทางจิตมันก็แสดงออกทางกาย กาย
๒๓
กับจิต มนั ไม่แยกออกจากกนั ได้ เพราะวา่ จิตมี
หน้าที่รู้สึก แม้เป็นเรื่องทางกาย กายก็เป็น
เหมือนประตูหรือหนทาง ที่จะให้อะไรๆ มัน
เขา้ ไปถงึ จิต ประตูเขา้ แลว้ มนั กเ็ ป็นประตอู อก
ส�ำหรับให้เร่ืองทางจิตแสดงออกมาทางกาย
ออกมาภายนอก สูโ่ ลก ฉะนนั้ รา่ งกายของเรา
ทป่ี ระกอบอยดู่ ว้ ย ตา หู จมูก ล้ิน กาย มันเป็น
ประตูส�ำหรับอะไรเข้าไปหาจิต หรือส�ำหรับ
กิริยาของจิตแสดงออกมาข้างนอก นี่ท่านเรียก
วา่ ประตู คณุ ไดย้ นิ คำ� นกี้ นั บา้ งแลว้ เปน็ แน่ ทวาร
ทง้ั หก คอื ตา หู จมกู ลนิ้ กายใจ นมี้ นั เปน็ ประตู
อย่างนี้
ทเี่ หน็ ชดั ๆ ก็ ๕ อยา่ งขา้ งตน้ ก็ ตา หู จมกู
ลิ้น กาย เป็นประตูแก่จิต จิตรับอะไรเข้าไป
ทางนี้ แลว้ ส่งอะไรออกมาทางน้ี แตถ่ ้าจะให้จติ
มนั เปน็ ประตู มนั ก็ลึกเข้าไปกวา่ นั้น จิตมันเป็น
๒๔
ประตูคดิ นกึ รูส้ ึก รบั อารมณ์ขา้ งนอกเขา้ ไปสู่
สว่ นลกึ ของอะไรก็ไมร่ ู้จะเรยี กว่าอะไร ในสว่ น
ลกึ ของจติ ของสนั ดานจติ ในสว่ นลกึ มจี ติ ในสว่ น
นอกนีส้ ำ� หรับผา่ นเข้าออก
กไ็ มต่ อ้ งพจิ ารณาอะไรใหม้ าก ใหพ้ จิ ารณา
ท่มี ันร้ายกาจ ยุง่ ยาก อยู่ทกุ วนั คอื ตา หู จมกู
ลนิ้ กาย ทง้ั หมดนร้ี วมเรยี กวา่ กาย เปน็ ทวารสง่
ของข้างนอกเข้าไปหาจติ ส่งเรอื่ งของจิตออก
มาส่ขู องขา้ งนอก
อธิบายนรก – สวรรค์ ตามหลักของ
พระพทุ ธเจา้
ทีนี้อยากจะให้รู้เสียเลย ท่ีเกี่ยวกับทวาร
เหล่าน้ีนะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “นรกทาง
อายตนะฉันเห็นแล้ว สวรรค์ทางอายตนะฉัน
เหน็ แลว้ ”
๒๕
เมื่อก่อนเขาพูดกันถึงเร่ืองนรกอยู่ใต้ดิน
อย่างภาพเขียนฝาผนัง น่ันมันคือนรกทางกาย
นรกทางวตั ถุ กห็ มายถงึ รา่ งกายถกู กระทำ� อยา่ ง
น้ันเป็นนรกอยู่ใต้ดินตามท่ีว่า และสวรรค์ก็อยู่
ข้างบน บนฟ้าข้างบน มีวิมาน มีผู้เสวยสวรรค์
เป็นบุคคล มีนางฟ้าส่งเสริมความสุขเป็นร้อยๆ
ร้อยๆ น้ันคือสวรรค์ข้างบน แต่เป็นเร่ืองทาง
กายหรือทางวัตถทุ ง้ั นัน้
นรกกับสวรรค์ชนิดน้ันเขาพูดอยู่ก่อน
พระพุทธเจ้า เขาสอนกันอยู่ก่อน แต่คุณจับใจ
ความใหไ้ ด้ มนั เรอื่ งทางกายน้ี เจบ็ ปวดทางกาย
อย่ใู ต้ดินคือนรก เอรด็ อรอ่ ยทางกายอยูข่ า้ งบน
น่ันแหละสวรรค์
ทีน้ี พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเสียใหม่ว่า
นรกท่ีทางอายตนะฉันเห็นแล้วก็คือที่ ตา หู
จมูก ลิน้ กาย ใจ น่นี รก เม่อื ทำ� ผดิ มันรอ้ นข้นึ
๒๖
มาทาง ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ มนั นรกทีไ่ มใ่ ช่
วัตถุท่ีไม่ใช่กาย มันเป็นนามธรรม เป็นความ
รู้สึก เป็นทุกข์ร้อน อยู่ท่ี ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ นี่นรกฝ่ายวิญญาณ ฝา่ ยโนน้ ฝา่ ยกาย ฝ่าย
นี้ ฝา่ ยวิญญาณ
ทีนี้สวรรค์ก็เหมือนกัน เมื่อถูกต้อง เขาก็
จะเปน็ สขุ สนกุ สนาน อยทู่ ตี่ า หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ
ก็นั่นแหละคือสวรรค์ เป็นสวรรค์ทางวิญญาณ
มันคูก่ นั อยอู่ ยา่ งน้ี มันค่กู ันมาอย่างนี้
ถ้าเอาวัตถุ เอาร่างกายเป็นหลัก นรกอยู่
ใตด้ นิ สวรรคอ์ ยบู่ นฟา้ แลว้ กเ็ ปน็ ไปตามเรอื่ งนน้ั
แต่ถา้ เอาเรอื่ งนามธรรม ฝา่ ยวญิ ญาณเปน็ หลัก
แล้ว ทงั้ นรกทั้งสวรรค์ มันอย่ทู ่ีตา หู จมกู ล้นิ
กาย ใจ คือ ความรสู้ ึกทีเ่ กิดข้ึนท่ีนนั่ พดู อย่างน้ี
ชไ้ี ปยงั ตวั จรงิ พดู อยา่ งโนน้ มนั อปุ มา เหมอื นกบั
วา่ ถกู ฆา่ ถกู เผา ถกู ตม้ ถกู อะไรอยู่ หรอื วา่ เสวย
๒๗
อารมณอ์ นั เปน็ กามคณุ อยู่ นนั้ ควรจะเปน็ อปุ มา
แต่เขากลบั เอามาเปน็ ตวั จรงิ
ทนี ผ้ี มอธบิ ายตามพระบาลเี รอื่ งตวั จรงิ วา่
ร้อนอยู่ทีอ่ ายตนะทง้ั ๖ นเี้ ปน็ นรก สบายอยา่ ง
น้ีเป็นสวรรค์ เขากลับหาว่าน่ีอุปมา นี่มันกลับ
กันอยู่อย่างน้ี ใครโง่ ใครฉลาด คุณก็ไปคิดเอา
เอง แต่ผมยืนยันตามหลักของพระพุทธเจ้าน้ี
คือจริง นรกท่ีอยู่ที่อายตนะท้ัง ๖ น้ีคือ นรก
จริง สวรรค์ท่ีอยู่ที่อายตนะหก นี้คือ สวรรค์
จรงิ ทา่ นจึงตรสั ว่า ฉนั เห็นแลว้ ฉนั เหน็ แล้ว ก็
ไมไ่ ด้พดู ตามทเี่ ขาพดู กันอยู่ก่อนพระองค์ ทเ่ี ขา
พูดอยู่ก่อนพระองค์น้ัน เขาพูดกันว่าอย่างน้ัน
มันเป็นเรื่องคาดคะเนหรือเป็นเร่ืองอะไรก็ตาม
ใจเขา เราจะไมไ่ ปแตะตอ้ ง เราจะไมไ่ ปคัดคา้ น
น่ีคุณ ชว่ ยจ�ำไว้ ขอ้ หนง่ึ ดว้ ยนะ แทรกให้
ได้ยินว่า เม่ือมีอะไรเกิดข้ึนไม่ตรงกับลัทธิของ
๒๘
เรา พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่าไปคัดค้าน แล้วก็
ไมต่ อ้ งไปยอมรบั เมอื่ เราไมเ่ หน็ ดว้ ย เรากไ็ มต่ อ้ ง
ไปยอมรับ แต่แล้วอย่าไปคัดค้าน อย่าไปด่า
เขา อย่าไปอะไรเขา ก็บอกว่าคุณว่าอย่างนั้นก็
ถูกของคุณ เราไม่อาจจะยอมรับ แต่เราก็ไม่ได้
คดั ค้าน แต่เรามีว่าอยา่ งน้ีๆ เราก็พดู ของเราไป
กแ็ ล้วกนั
น่ีควรจะถือเป็นหลักกันทุกคน ถ้าลัทธิ
อน่ื เขามาในแบบอืน่ รปู อ่ืน เราไมค่ ัดคา้ น เรา
ไม่ยอมรับ แต่เราบอกว่า ของพุทธศาสนานี้
เป็นอยา่ งนี้ๆ ก็ว่าไป ไม่ตอ้ งทะเลาะกัน ท่มี ัน
จะไปท�ำลายของเขา ยกตัวของตัวข้ึนมา น้ีมัน
จะทะเลาะกัน จะท�ำอันตรายกัน เพราะหลัก
ธรรมะนนั้ เอง พระพทุ ธเจา้ ทา่ นจงึ ไมพ่ ดู ถงึ เรอ่ื ง
อะไรๆ ทเี่ ขาพดู กนั อยกู่ อ่ น ในหลายๆ เรอื่ ง รวม
ท้ังเร่ือง นรก สวรรค์ นี้ด้วย แต่ท่านพูดข้ึนมา
๒๙
ใหม่ว่า ฉนั เห็นแลว้ อยา่ งนีๆ้
ฉะนั้น เรามีนรก สวรรค์ ทั้งท่ีเป็น
กล่าวกันอยู่ตามทางวัตถุ ทางกาย มาสอนใน
ประเทศไทย ตั้งแต่ก่อนพระพุทธศาสนาเข้ามา
ฝ่ายพุทธศาสนาเข้ามา เขาก็ไม่ได้เอาค�ำสอน
ของพระพทุ ธเจา้ ขอ้ นมี้ าสอน ประชาชนกย็ งั ถอื
ตามก่อนๆ โน้น นรกใตด้ นิ สวรรค์บนฟ้า นรก
สวรรค์อย่างท่ีพระพุทธเจ้าตรัสน้ี ไม่ค่อยมีใคร
สนใจ พอเอามาพดู เขา้ เขากเ็ หน็ เปน็ เรอ่ื งอปุ มา
ไปเสยี อีก มันกลบั กนั เสียอยา่ งนี้
เปรียบเทียบเรื่องทางกาย จิต
วญิ ญาณ
เร่ืองวัตถุหรือกาย กับเร่ืองจิตหรือ
วิญญาณ มันจะมีความหมายคนละทางอย่างน้ี
เช่น เรื่องนรกสวรรค์ทางฝ่ายกาย นรกสวรรค์
๓๐
ทางฝ่ายวิญญาณ เป็นต้น เราจ�ำเรื่องที่จะเป็น
เคร่ืองเปรียบเทียบได้ง่าย ค�ำสอนในอังคุตตร-
นกิ ายทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรสั วา่ “การรอ้ งเพลง
คือการร้องไห้ การเต้นร�ำคืออาการบ้า การ
หวั เราะเปน็ เรอ่ื งของเดก็ นอนเบาะ” คอื ทา่ นไม่
ยอมรบั คณุ ค่าของมนั อยา่ งทค่ี นทว่ั ไปยอมรบั
เช่นเขาว่าร้องเพลงๆ เดี๋ยวนี้เต็มไปทั้ง
กรงุ เทพฯ นยิ มเพลง รอ้ งเพลง เทปเพลงจะขาย
มากกว่าเทปอะไรหมด น่ีท่านตรัสว่าร้องเพลง
น้ีมันคือร้องไห้ คนโง่ร้องไห้ทางวิญญาณ มี
อาการเหมือนคนรอ้ งไห้ หู ตา คาง คอ คนร้อง
เพลงเหมือนคนร้องไห้ ท่านจึงว่า ร้องเพลงมัน
คอื รอ้ งไห้ของคนโง่
ทีน้ี เต้นร�ำ ก็เหมือนกัน ทั่วโลกเขานิยม
เต้นร�ำ นั่นอาการของคนบ้า มันเหมือนกับ
อาการของคนบา้
๓๑
ทนี ้ี เมือ่ หัวเราะ ชอบหัวเราะกันนัก อะไร
ก็ชอบย่ัวให้หัวเราะ หนังสือประเภทช่วยให้
หัวเราะนั้นขายดีท่ีสุดเลย น่ีมันเด็กอ่อนนอน
เบาะนะ เปน็ เรื่องขนาดของเดก็ อ่อนนอนเบาะ
ฉะนนั้ เรากด็ ทู วี่ า่ รอ้ งเพลง เตน้ รำ� หวั เราะ
สรวลเสเฮฮา เปน็ เรอ่ื งฝา่ ยกาย ถา้ เรอื่ งทางฝา่ ย
จติ ผา่ ยวญิ ญาณ แล้วมันก็คอื เรอ่ื งร้องไห้ เรอ่ื ง
บา้ เรื่องเดก็ ไมเ่ ดยี งสา
นค้ี ณุ พอจะเขา้ ใจไดบ้ า้ งวา่ เรอ่ื งกาย เรอ่ื ง
จติ เรอื่ งวญิ ญาณ มนั อยกู่ นั คนละระบบ ถา้ เรา
เอามาปนกนั เราจะพดู กนั ไมร่ เู้ รอื่ ง เชน่ เรอ่ื งนรก
สวรรคน์ ้ี เอาอยา่ งทง้ั อยา่ งทางกาย กบั ทางฝา่ ย
วิญญาณ มาปนกันแล้วก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เป็น
อนั วา่ เรอ่ื งชวี ติ ทางกายนขี้ อใหม้ นั เปน็ ระบบกาย
ไปเสียให้หมด
๓๒
ชีวิตทางวิญญาณและจิต ต่างจาก
ระบบทางรา่ งกาย
ทีนี้มา ทางวิญญาณ ระบบจิต ระบบ
วิญญาณ มันก็มีอะไรท่ีตรงกันข้าม ค�ำว่า
วิญญาณๆ น้ีเป็นค�ำประหลาดท่ีสุด ซ่ึงผม
ก็ยอมรับว่าจนปัญญาที่จะหาหลักเกณฑ์ที่
แน่นอน ตามธรรมดาก็หมายถึง วิญญาณทาง
ตา วิญญาณทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
และทางใจน้ี เครื่องท�ำให้สัมผัสส่ิงข้างนอก
ได้เขาเรียกว่าวิญญาณ ให้รู้แจ้งประจักษ์ต่อส่ิง
ภายนอกได้ เขาเรียกวา่ วิญญาณ เมอื่ มีอะไรมา
กระทบตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจ ก็เกิดวญิ ญาณ
ขึน้ มา
ทนี ี้ เขามคี ำ� วา่ วญิ ญาณอยา่ งอนื่ มาแตก่ อ่ น
โน้น วิญญาณปฏิสนธิ วิญญาณจุติไปเกิดใหม่
๓๓
นัน้ ก็มนี ะ วญิ ญาณในความหมายอย่างนัน้ ก็มี
แล้ววิญญาณในความหมายท่ีลึกที่สุด
สูงสุดท่ีสุด ท่านเล็งถึงพระนิพพาน เรียก
พระนิพพานว่า วิญญาณ เพราะว่าเป็นส่ิงที่
เราอาจจะร้สู กึ ได้ทางวญิ ญาณดว้ ย วิญญาณ
เรียกพระนพิ พานว่าวญิ ญาณ ว่า วญิ ญาณ น้ัน
อนทิ สั สนงั คอื แสดงรปู รา่ งใหเ้ หน็ ไมไ่ ด้ ไมแ่ สดง
ตวั เปน็ รปู รา่ ง อนันตัง-ไมม่ ที ่ีสุด
เร่ืองอื่นมีที่สุด เร่ืองพระนิพพาน เรื่อง
อสังขตะเท่านั้นที่จะไม่มีท่ีสุด สัพพโตปภัง-
มีทางเข้ามาหาโดยรอบด้าน เหมือนกับแสงไฟ
และก็มแี สงไฟสร้านรอบตัว นเ้ี รยี กวา่ สพั พโต-
ปภงั ไดเ้ หมอื นกนั มนั มรี ศั มรี อบดา้ นออกไป แต่
ในนี้ท่านพูดกลับกัน ว่ามันมีทางท่ีจะเข้ามาหา
เขา้ มาถงึ เขา้ มาบรรลนุ พิ พาน เขา้ มาไดร้ อบดา้ น
วญิ ญาณงั อนิทสั สนัง อนนั ตัง สัพพโตปภงั มัน
๓๔
จะถึงได้ต่อเมื่อดับกิเลส ดับอะไรหมดแล้ว ถึง
จะเข้าไปถงึ พระนิพพานท่ีเรียกว่าวญิ ญาณ นี้
เอาละ เอาใหจ้ บั ใจความส�ำคญั ไวแ้ ตเ่ พยี ง
ว่า วิญญาณเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องสติ
ปญั ญาชนั้ สงู สดุ ชวี ติ แบบวญิ ญาณ กเ็ ลง็ ฝา่ ย
ที่มันเป็นเร่ืองจิต เร่ืองวิญญาณ อันละเอียด
อนั ลึกซึ้งท่สี ุด
ชีวิตทางวิญญาณจะร้อนเพราะกิเลส
เกิด
เมื่อชีวิตร่างกายมันร้อน เพราะความ
ขาดแคลนปัจจัย เป็นต้น ชีวิตทางวิญญาณ
ไม่ต้องร้อนเพราะเหตุอย่างนั้น แต่ร้อนเพราะ
มันเกิดกิเลสขึ้นมา ถ้าเกิดกิเลสข้ึนมา ระบบ
วิญญาณร้อนเป็นไฟเลย
๓๕
รจู้ กั กเิ ลสกนั ไวพ้ อเปน็ หลกั วา่ สงิ่ สกปรก
เศร้าหมองแก่จิตใจ ท�ำให้จิตใจร้อนเรียกว่า
กิเลส มันก็อาศัยตา หู จมกู ล้ิน กาย ทวาร นี้
แหละทจ่ี ะใหเ้ กดิ กิเลสแห่งจติ ใจ
ยกตัวอย่างแต่ทางตาก็พอ เมื่อตาเห็นรูป
เกดิ จกั ษุวญิ ญาณ มผี ัสสะ ระหว่างตากับรปู ใน
ขณะแหง่ ผสั สะน้ี คนนนั้ มนั เปน็ คนโง่ ปราศจาก
ความรู้อันถูกต้อง มันให้เกิดเวทนา ส�ำหรับจะ
หลง เวทนาสขุ กห็ ลงรกั เวทนาทกุ ขก์ ห็ ลงเกลยี ด
เวทนาไมส่ ุขไม่ทกุ ข์ กห็ ลงในทางสงสัยกงั วล น้ี
ก็เรียกว่าเวทนา แห่งความโง่ของคนโง่ มนั ก็ให้
เกดิ ความอยาก นั่นแหละคอื กิเลส
น่ารักก็อยากจะได้จะเอา หลงใหลไป
ทางน่ารัก น่าโกรธ น่าเกลียดก็หลงใหลไปใน
ทางน่าโกรธน่าเกลียด ไม่รู้อะไรก็หลงใหลไป
๓๖
ด้วยความสงสัย นั่นคือกิเลสคือความโลภ เมื่อ
น่ารัก กิเลสคือความโกรธ เมื่อไม่น่ารักหรือไม่
ไดอ้ ย่างที่ตัวรกั แล้วเมอื่ ไมร่ วู้ ่าอะไร มันกส็ งสัย
เปน็ โมหะ - โง่
รู้จักลักษณะของกิเลสเพ่ือควบคุมไม่
ให้เกดิ ขึน้
จ�ำหลักของกิเลสว่า ถ้ากิเลสใด อย่างไร
เม่ือไหร่ ท่ีไหน มันเป็นเหตุให้เราคว้าเอามา
กอดรัด เข้าไปหา เข้าไปยึดมากอดรัด กิเลส
ประเภทน้ีเรียกว่า โลภะ คือความอยาก แล้ว
กิเลสประเภทใดเกิดข้ึนแล้ว ท�ำให้เราอยากจะ
ผลักออกไป ตีให้ตาย ฆ่าให้ตาย ท�ำลายเสีย
กิเลสประเภทนี้คือ โทสะหรือโกธะ แล้วกิเลส
ประเภทใดท�ำให้วนเวียนหลงใหลอยู่รอบๆ
๓๗
ไมร่ ้จู ะทำ� อยา่ งไร นี้เราเรียกวา่ โมหะ กิเลสมี ๓
อยา่ งเท่าน้ี
คุณจะตัดสินได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้อง
ถามใคร โดย ดูทต่ี ัวกิเลส ความรู้สกึ ของกิเลส
ถ้า มันเข้าผสม เข้าหา เข้ายึดถือ เข้ากอดรัด
ละก็เป็นพวกโลภะ แต่พวกแยกออกจากกัน
ท�ำลายกนั เสีย กเ็ ปน็ โทสะ โกธะ ถ้ามนั วนอยู่
ดว้ ยความโง่ กเ็ รยี กวา่ โมหะ
นี่จ�ำไว้เป็นหลัก ผมอุตส่าห์สังเกตศึกษา
แล้วเอามาพูดให้ฟังนี้ มนั เป็น สิ่งทจ่ี �ำเป็นที่สุด
จึงเอามาพูดให้ฟัง แต่ว่าอาจจะไม่มีใครสนใจ
ก็ได้ มันก็เลยไม่รู้อยู่น่ันแหละ น่ีเรารู้จักกิเลส
อย่างน้ี
ถา้ วา่ เกดิ กเิ ลสไดท้ หี นงึ่ มนั จะเกดิ ความ
เคยชินแห่งกิเลสทีหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้น เรา
๓๘
เกดิ กเิ ลสกคี่ รงั้ ในหนง่ึ วนั มนั จะเกดิ ความเคยชนิ
เพ่ือกิเลสเท่าน้ันครั้งเหมือนกัน ความเคยชิน
น้ันเหมือนกับเก็บไว้ คือสะสมกิเลส เรียกว่า
อนุสัย เมื่อมันท�ำลงไปจริงๆ เรียกว่าตัวกิเลส
เชน่ โลภ เช่นโกรธ เชน่ หลง แลว้ มันสะสมความ
เปน็ อย่างน้นั ความเคยชินทจ่ี ะเปน็ อยา่ งนน้ั ไว้
ในสันดาน นีค้ ืออนุสัย
กิเลสประเภทอนุสัย คือเคยชินที่จะเกิด
กิเลส มีอนุสัยมาก ก็เกิดกิเลสง่าย ฉะน้ันเรา
จึงเกิดกิเลสง่าย รักก็รักง่าย โกรธก็โกรธง่าย
เกลียดก็เกลียดง่าย กลัวก็กลัวง่าย เพราะมัน
สะสมอนุสัยแห่งกิเลสไว้มากเกินไป น้ีคือกิเลส
ระบบกิเลสมนั เป็นอยา่ งน้ี
ฉะนั้นถา้ เรา บงั คบั ไมใ่ ห้เกดิ กเิ ลส ความ
เคยชินก็ลดลง ลบหนึ่ง มันมาให้เกิดกิเลส
๓๙
ควรจะเกิดกิเลส แล้วเราบังคับได้ ไม่เกิด
กิเลส มันก็ลด ลดระบบความเคยชินนั้นลงไป
หนึ่งๆๆ เสมอไป ถ้ามันลดหมด ความเคยชินก็
หมด ทีหลังมันไม่เกิดกิเลสได้ ก็บรรลุมรรคผล
เป็นอนั ว่า นี้คือระบบกิเลส
ชวี ติ ทางจติ ทางวญิ ญาณมนั รอ้ นเพราะ
ว่ามีกิเลสเกิดขึ้น เช่นเดียวกับ ระบบทางกาย
มนั รอ้ น เพราะมนั ขาดแคลนปจั จยั ๔ มนั คนละ
ชนดิ ตอ้ งการกนั คนละอยา่ ง ปญั หาคนละอยา่ ง
ปราศจากกิเลศทางวิญญาณ ต้อง
สวา่ ง สะอาด สงบ
ชีวิตทางวิญญาณ เมื่อมันเย็น ก็คือเม่ือ
ปราศจากกิเลส เมือ่ ว่างจากกเิ ลส ก็เย็น ชีวิต
ฝ่ายวิญญาณ เมื่อมีกิเลสก็ร้อน พอปราศจาก
กเิ ลส กเ็ ยน็ ความปราศจากกเิ ลสนี้ เราจะเรยี ก
๔๐
ให้จ�ำง่ายๆ ไพเราะสักหน่อยว่า ความสะอาด
ความสว่าง ความสงบ แห่งจิต นั่นคือความ
ปราศจากกิเลสแล้วเย็นเข้ามาแล้วก็เย็น ชีวิต
ฝา่ ยวญิ ญาณกจ็ ะเยน็ เพราะความสะอาด สวา่ ง
สงบ คือวา่ งจากกเิ ลส
ระบบวญิ ญาณรอ้ น เมอื่ เปน็ อยา่ งไร? เยน็
เมอื่ เปน็ อยา่ งไร? กเ็ ปรยี บเทยี บกนั ดู ระบบกาย
ร้อนเม่ือเป็นอย่างไร เย็นเม่ือเป็นอย่างไร เราก็
เข้าใจชวี ิตดีข้นึ ทั้ง ๒ ความหมาย
สรปุ วา่ ชวี ติ น้ี มนั มเี ปน็ ๓ ระบบได้ ตาม
หลักทั่วไป คือทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ
ดังน้ันปัญหาของชีวิตมันก็มีได้ท้ัง ๓ ทาง กาย
อยู่ข้างนอก แล้วจิตนี้ ด้านนี้ติดอยู่กับกาย คือ
ระบบประสาท ดา้ นโนน้ ตดิ อยกู่ บั วญิ ญาณ หรอื
สตปิ ัญญา เป็นทต่ี ง้ั แหง่ วิญญาณ
๔๑
จัดชีวิตทั้ง ๓ ระบบ ให้ถูกต้องจะ
เขา้ ใจถึงชีวติ นิรนั ดร
ชีวิต ๓ ระบบรวมกัน จะเรียกว่า คนคน
หน่ึงก็ได้ มีชีวิตอยู่ ๓ ระบบในคนคนหน่ึง จะ
ต้องจัดให้ถูกต้องทั้ง ๓ ระบบ ถ้าถูกต้อง ๓
ระบบน้ี ก็เป็นชีวิตท่ีถูกต้องแล้ว มันจะเข้าถึง
ชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เดาสิว่าอะไร? เราจะเรียก
ว่า ชีวิตนิรันดร คือนิพพาน ในความหมายที่
ว่ามอี ยูเ่ ป็นนริ นั ดร สภาพอันนน้ั คอยรออย่เู ปน็
นริ ันดร ใครท�ำถกู ทำ� ถึง ก็เขา้ ถึง เรยี กว่าเข้าถึง
นิรันดร เข้าถึงความเป็นชีวิตไม่มีทุกข์อีกต่อ
ไป นช่ี วี ิตนิรันดร
เมื่อชีวิตทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ
จัดการกันดีแล้ว น้ีก็จะเข้าไปถึงชีวิตนิรันดร
คอื นพิ พานท่เี ป็นนริ ันดร
๔๒
นิพพานในความหมายที่เป็นนิรันดรก็มี
อยู่ ธรรมดาเราจะให้นพิ พานอยทู่ นี่ ่ี อยทู่ คี่ วาม
เยอื กเยน็ วา่ งจากกเิ ลส แตถ่ า้ วา่ ความวา่ งกเิ ลส
นนั้ มนั เยน็ ตลอดกาลเปน็ นริ นั ดร เปน็ คณุ สมบตั ิ
นิรันดรของมัน ก็เรียกวา่ นพิ พานเปน็ นิรนั ดร
อาจจะเข้าได้ เข้าถึงได้เม่ือชีวิตนี้มนุษย์ทำ� กัน
ถูกต้อง ทง้ั ทางกาย ทางจติ ทางวญิ ญาณ ก็จะ
เข้าถงึ ชีวิตนริ นั ดร
รๆู้ ไวด้ ว้ ยวา่ มนั ยงั มชี วี ติ นริ นั ดร นนั้ คอื
นิพพานนริ ันดร
นิพพานท่ีมนุษย์เกี่ยวข้องอยู่น้ี มีหลาย
ความหมาย หลายระดับ ขอให้เย็นก็แล้วกัน
จ�ำค�ำนิพพาน ว่า แปลว่าเย็น ขออภัย จะได้
ไมโ่ ง่ ตามคนหลายๆ มากๆ ทีเดียว
๔๓
ความหมายของคำ� วา่ นพิ พาน
นิพพาน น้ีแปลว่า เย็น ภาษาธรรมดา
ภาษามนุษย์ แปลว่า เย็น เม่ือไหร่ เย็นก็เป็น
นิพพาน เยน็ นอ้ ยกเ็ ป็นนิพพานนอ้ ย เย็นระยะ
ส้ันก็เป็นนิพพานระยะส้ัน ถ้าเย็นของวัตถุ ก็
นิพพานของวัตถุ ถ้าเย็นของสัตว์เดรัจฉาน
ก็เป็นนิพพานของสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเย็นของ
คนก็เป็นนิพพานของคน ไม่ใช่อันเดียวกัน
แต่ความหมายเดียวกัน คือเย็น เย็นอก เย็นใจ
น่ีของคน
ถ่านไฟแดงๆ พอมันเยน็ ลงด�ำ น้ีก็เรยี กว่า
ถ่านไฟมันนิพพาน ภาษาพูดคร้ังกระโน้น แกง
กับ อาหาร รอ้ น กินไมไ่ ด้ ต้องรอให้มนั นิพพาน
แลว้ พอจะกนิ ไดจ้ งึ เรยี กกนั มากนิ วา่ มนั นพิ พาน
แล้ว น้ี ภาษาในครัวใชค้ ำ� วา่ นิพพานอยา่ งนี้
๔๔
ทีน้ีสัตว์เดรัจฉาน มันมีฤทธิ์มีเดช มี
อันตราย จับมาจากป่านน่ั คือมันร้อน ทนี ้ีเขามา
ฝึกๆๆ จนเชื่องเหมือนกับแมว สัตว์เดรัจฉาน
ตัวน้ันนิพพาน หมดร้อน หมดอันตราย ไม่ใช่
ของคน นพิ พานของสตั ว์เดรัจฉาน
ทีนี้ คนเราจะร้อนด้วยอะไรก็ตาม ร้อน
ด้วยความต้องการ ความหิว ความโง่ ความ
อะไรก็ตาม มันร้อน ก็ต้องการความเย็น อะไร
มาทำ� ใหเ้ ขาเยน็ ไดบ้ า้ ง เขากจ็ ะเรยี กวา่ นพิ พาน
คือเย็น เย็นขึ้นมาทันที จะเป็นคนชาวบ้าน
โง่เขลาอย่างไร เขาก็มีค�ำว่าร้อนว่าเย็นน้ีใช้อยู่
แลว้ เมือ่ ไหรเ่ ยน็ เขาก็วา่ นิพพาน
ฉะน้ันตาม ประวัติของพระนิพพาน
สืบสวนดูแล้วมีอยู่ถึงสัก ๓ ยุค ๓ ระดับ หรือ
๓ ยคุ
๔๕
ยุคหนึ่ง คนเข้าใจว่า สมบูรณ์ทาง
กามารมณเ์ ปน็ นพิ พาน เพราะมนั หวิ กามารมณ์
เหมือนใจจะขาด มันร้อน พอได้กามารมณ์มา
สนองความอยาก มันก็สบายใจ เหมือนกับว่า
เย็น คือหลอก มนั เยน็ หลอก แตเ่ ย็นเพราะได้
กามารมณ์ นี้ก็ถือกันว่าเป็นนิพพาน บัญญัติ
วา่ เปน็ นพิ พานกนั มายคุ หนง่ึ แลว้ ในครงั้ โบราณ
ก่อนพทุ ธกาล นิพพานท่กี ามารมณส์ มบรู ณ์ ยคุ
หนงึ่ พวกหน่ึง ระดับหน่ึง
ทนี ี้ ตอ่ มามคี นพบวา่ โอะ๊ ไมใ่ ชโ่ วย้ , ไมใ่ ช่
นั่นมันรอ้ น เยน็ บา้ จติ สงบเปน็ สมาธิ พวกฤาษี
มนุ ีกลมุ่ หนึ่งเขาพบว่า จติ หยุดเยน็ เป็นสมาธินี่
นพิ พาน กท็ ำ� สมาธกิ นั ใหญ่ สมาธกิ เ็ กดิ ขนึ้ หลาย
แบบ แลว้ แบบที่นิยมกนั มากที่สุด ก็คอื พรหม-
วิหาร เปน็ สมาธดิ ้วย แลว้ ก็จะไปเกดิ ในพรหม-
๔๖