รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จัดทำโดย นางสาวธัญชนก เจริญวงค์ รหัสนักศึกษา 621501111 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1
ก หัวข้อวิจัย วิจัยการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ผู้ดำเนินการวิจัย นางสาวธัญชนก เจริญวงค์ ที่ปรึกษา อาจารย์อัจฉรา สมแวง, คุณครูรุ้งนภา บานเย็น, คุณครูวิมลพรรณ ประไพรวัชรพันธ์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ ศิลปะการปั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย เนื่องจากการ ปั้นนั้นต้องอาศัยการคิดที่หลากหลาย เด็กสามารถปั้นสิ่งต่างๆ ตามความคิดและจินตนาการได้อย่างเต็มที่ เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน และการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองโดยการใช้ดินน้ำมัน 2.เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ในระบบสมองก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้จากการใช้ดินน้ำมัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 23 คน ผลการศึกษาพบว่า การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยมุ่งเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กันไป ในรายการประเมิน 4 รายการ คือ 1. การเล่นและทำกิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วยตนเอง 2. การทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ 3. การทำงานร่วมกับเพื่อน 4. การฟังและพูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.91, 12.65, 13.95, 15.30, 16.65, 18.08, 19.43, 21.04 สูงขึ้นตามลำดับ
ข กิตติกรรมประกาศ การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง วิจัยการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ในระบบสมองโดยการใช้ดินน้ำมัน เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองก่อนเรียน และหลังเรียนที่ได้จากการใช้ดินน้ำมัน จากการที่ได้สังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยพบว่า เด็กปฐมวัยได้รับการจัด ประสบการณ์การปั้นน้อยกว่าที่ควร เด็กบางส่วนยังขาดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในขณะที่ ทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การหยิบ การจับ อีกทั้งในการทำกิจกรรม เด็กบางส่วนไม่ สามารถควบคุมกล้ามเนื้อมือของตนเองได้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ผ่านการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาความสามารถความคิดสร้างสรรค์ใน ระบบสมอง รวมทั้งสามารถช่วยให้เด็กสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้มากขึ้น สามารถใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กในทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำหรับครูและผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยได้ใช้เป็นแนวทางพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมัน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองของเด็กปฐมวัยในการเตรียมความ พร้อมในการเรียนในอนาคตได้อย่างมีระสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัยในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเพราะได้รับความช่วยเหลือในการให้คำแนะนำจาก อาจารย์อัจฉรา สมแวง คุณครูรุ้งนภา บานเย็น คุณครูวิมลพรรณ ประไพรวัชรพันธ์และโรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ผู้วิจัยกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง และขอขอบใจเด็กปฐมวัยทุกคน ที่ให้ความร่วมมือในการวิจัย ด้วยดี นางสาวธัญชนก เจริญวงค์ ผู้วิจัย
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญ (ต่อ) ง สารบัญ (ต่อ) จ บทที่ 1 บทนำ 1 ภูมิหลัง 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 3 สมมติฐานของการวิจัย 3 ความสำคัญของการวิจัย 3 ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 กรอบแนวคิดในการวิจัย 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 6 ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ 6 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ 10 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ 12 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ 13 พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ 14 ลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ 15 ทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ 15 แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ 16
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 18 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการปั้น 20 ความหมายของการปั้น 20 ความสำคัญของการปั้น 20 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 22 การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 22 ประชากร 22 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการค้นคว้า 22 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 22 การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 23 แบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน 24 ตารางดำเนินการทดลอง 25 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 26 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 26 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 27 บทที่ 5 สรุปอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 28 ความมุ่งหมายของการวิจัย 28 สมมุติฐานในการวิจัย 28 ความสำคัญของการวิจัย 28 ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า 29 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 29 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 29 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 29 ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 29 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย 29
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า วิธีดำเนินการทดลอง 30 การวิเคราะห์ข้อมูล 30 สรุปผลการวิจัย 30 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย 30 บรรณานุกรม 31 ภาคผนวก 32 ภาคผนวก ก ตารางแบบสังเกตพฤติกรรม สัปดาห์ ที่ 1 – สัปดาห์ ที่ 8 33 ภาคผนวก ข ภาพประกอบกิจกรรม 42
1 บทที่1 บทนำ ภูมิหลัง เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางต้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เด็กในวัยนี้จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และสมองก็มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกัน หากสมองของเด็กได้รับการส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ก็จะมีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโต และมีศักยภาพ คือ การส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิด เด็กที่ได้รับการ ส่งเสริมพัฒนาการต้านการคิดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ภายให้บริบทของครู ผู้ปกครอง หรือผู้มีความรู้คอยกระตุ้นด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เด็กเกิดการ คิด พิจารณา หาแนวทาง และตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเธง และเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เด็กจะได้ มีชีวิตอยู่รอดในสังคมได้อย่างมีความสุข ความสามารถในการคิดจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินชีวิต ของมนุษย์จะทำให้สามารถก้ปัญหา รวมทั้งสามารถเลือกตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและมีเหตุผล ในยุคของข่าวสารเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การปูพื้นฐานการคิด และส่งเสริม การคิดให้แก่เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง การพัฒนาการคิดของเด็กตั้งแต่ยังเยาว์วัย จะช่วยพัฒนาความคิดให้ก้าวหน้า ส่งผลให้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เป็นคนรอบคอบ ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ดี เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ และสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ อย่างมีความสุข และเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป (ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. 2553. 45) มนุษย์ มีความสามารถในการคิดซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตที่สุขสบาย มนุษย์คิดอยู่ตลอดเวลา และคิด หลากหลายรูปแบบการคิด จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เนื่องจากการคิดที่ เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร เหตุการณ์หรือสถานการณ์นี่เองที่เป็น ตัวกระตุ้นให้เกิดการคิดขึ้นมาได้ (ลักขณา สิริวัฒน์. 2549: 7-8) ในการส่งเสริมพัฒนาการต้านการคิดของเด็กปฐมวัยนั้น ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นด้วยคำถามหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในแต่ละวัยอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดเป็น ความรู้ และกลายเป็นประสบการณ์ที่ยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ในการสร้าง แรงจูงใจ ในการจัดเตรียมกิจกรรมให้น่าสนใจ แนวทางในการฝึกเด็กให้มีทักษะการคิดควรสร้างแรงจูงใจแก่เด็ก เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ และฝึกการคิด ควรจัดบรรยากาศในห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียน ครูควรมี บทบาทในการปลุกเร้า และเสริมแรงให้เด็กได้ค้นพบคำตอบ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ในการดำเนินกิจกรรม ต่างๆ ควรแทรกให้เด็กได้ฝึกการคิดที่หลากหลาย การฝึกการคิดเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ พิจารณา แก้ปัญหา และการสื่อสารได้อย่างดี ทักษะการคิดที่ควรส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย ประการหนึ่งคือ ทักษะการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงเหตุผลเป็นทักษะหนึ่งของการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะ
2 ทั่วไปที่คนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีคุณค่า การส่งเสริมพัฒนาการต้านการคิดเชิงเหตุผล สามารถเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นช่วงอายุที่ มีความสำคัญยิ่ง เป็นวัยที่ต้องการการสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคง และสมองพัฒนาอย่างรวดเร็วถ้าเด็กได้เรียนรู้ วิธีการคิดแบบต่าง ๆ เด็กจะสามารถพัฒนาการคิดได้ในระดับหนึ่ง และเด็กจะสามารถก้าวในระดับขั้นต่อไปให้ เด็กควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ผ่านประสบการณ์ การเรียนรู้ต่างๆ โดยยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ ควรจัดเนื้อหาสาระให้ สอดคล้องกับความต้องการความสนใจ และความถนัดของเด็ก จัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้ฝึกฝน ทักษะกระบวนการ การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และประยุกด์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาใน ชีวิตประจำวัน ภายใด้บริบทของสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม การส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผลของเด็กนั้น ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้คิด ได้สังเกต ได้ทดลองเพื่อแสวงหาความรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ใช้ความคิด และจินตนาการอย่างอิสระ ใช้กิจกรรมที่หลากหลายในการกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจ และเปิดโอกาสใช้เด็กให้ ฝึกทำช้ำๆ โดยวิธีการที่แตกต่าง และหลากหลายรูปแบบ นักวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับทักษะการคิดเชิงเหตุผลของ เด็กปฐมวัย และได้ให้แนวทางในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผล เพื่อส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้มีทักษะการคิด เชิงเหตุผลมากขึ้น โดยเน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริง ให้เด็กหาคำตอบในการทำกิจกรรมด้วยตนเอง อย่างมีชีวิตชีวา ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการจับต้องสื่อ อุปกรณ์ ไห้สำรวจ และได้ทดลอง ให้เด็กได้แสดงออก อย่างอิสระด้วยคำถามต่างๆ จากครู ครูควรกระตุ้น และเปลี่ยนความคิดของเด็กด้วยการพูดคุย สนทนา อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ เล่นเกม เรียนรู้ตามความสนใจด้วยความสนุกสนาน และท้าทาย ความสามารถ สนับสนุนให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ร่วมกัน สื่อสาร ลงความคิดเห็น และเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันกับเพื่อน นอกจากเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนแล้ว เด็กควรมีปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอน และสื่ออุปกรณ์อีกด้วย กิจกรรมต่างๆช่วยให้เด็กมีทักษะการคิดเชิงเหตุผล มากขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะการที่เด็กได้มีโอกาสสังเกต สำรวจค้นคว้า ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง และทดลอง ในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ทำให้เด็กได้แสดงออกทุกต้าน ทั้งทางรำงกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา ( ปริษา บุญมาศ 2551:49) ศิลปะการปั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็ก ปฐมวัย เนื่องจากการปั้นนั้นต้องอาศัยการคิดที่หลากหลาย เด็กสามารถปั้นสิ่งต่างๆ ตามความคิด และจินตนาการได้อย่างเต็มที่ เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน มีความสนุกกับการเรียนรู้ และมีประสบการณ์ที่หลากหลาย สิ่งที่เด็กปั้นนั้นจะเป็นสิ่งที่บอกถึงความคิดของเด็ก นั่นเอง ครูมีบทบาทในการให้คำแนะนำ กระตุ้นเด็กให้เกิดการเรียนรู้ สื่อสาร และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ก็จะช่วยให้เด็กได้ฝึกการคิดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นกิจกรรมศิลปะการปั้นจึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สามารถ พัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย
3 ดังนั้นจากความสำคัญ และสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผล ของเด็กปฐมวัย โดยส่งเสริมในรูปแบบของกิจกรรมศิลปะการปั้น โดยใช้ดินน้ำมันเป็นวัสดุในการปั้น ซึ่งกิจกรรมศิลปะการปั้นจะช่วยให้เด็กใด้พัฒนาทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล และรู้จักการรวบรวมข้อมูลเพื่อ การสื่อสาร รู้จักการแก้ไขปัญหา รู้จักการแยกแยะสิ่งต่างๆ และมีความคิดสร้างสรรค์ และผลการวิจัยจะนำ มาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย และส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผล ของเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1.เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองโดยการใช้ดินน้ำมัน 2.เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้จากการใช้ดินน้ำมัน สมมุติฐานของการวิจัย 1.เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ดินน้ำมัน มีการพัฒนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบ สมองในแต่ละสัปดาห์แตกต่างกัน 2.เด็กปฐมวัยมีการเปลี่ยนแปลงของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองสูงขึ้นหลังจากใช้ กิจกรรรมการใช้ดินน้ำมัน ความสำคัญของงานวิจัย ศิลปะการปั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย เนื่องจากการ ปั้นนั้นต้องอาศัยการคิดที่หลากหลาย เด็กสามารถปั้นสิ่งต่างๆ ตามความคิดและจินตนาการได้อย่างเต็มที่ เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน ผลของการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำหรับครู และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับเด็กปฐมวัย ได้ตระหนัก และเห็นความสำคัญในเรื่องของการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 5 ห้องเรียน รวมจำนวน 115 คน
4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 23 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากประชากรได้มาตาม ขั้นตอนดังนี้ จับฉลากห้องเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 5 ห้องเรียน รวมจำนวน 115 คน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น การจัดกิจกรรมการใช้ดินน้ำมัน ตัวแปรตาม การพัฒนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง นิยามศัพท์เฉพาะ 1.เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กนักเรียนชายหญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 2. ดินน้ำมัน หมายถึง ดินน้ำมัน เป็นวัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้แทนดินเหนียว ดินน้ำมันสามารถเก็บ รักษาได้ง่ายกว่า และนำมาใช้ได้อีกหลายครั้ง นิยมใช้ในงานปั้นหรือขึ้นรูปต่างๆ เหมาะสำหรับเด็กฝึกฝีมือ และทำงานศิลปกรรม 3. ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานความรู้ จินตนาการและประสบการณ์ ของเด็กจากการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ในรูปแบบของงานประดิษฐ์ ในการศึกษาครั้งนี้ จำแนกความคิด สร้างสรรค์ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 3.1 ความคิดริเริ่ม หมายถึง การคิดที่แตกต่างไปจากความคิดธรรมดาหรือความคิดของบุคคลอื่น ทำให้ เกิดผลงานที่แปลกใหม่และแตกต่างกันออกไป 3.2 ความคิดคล่องแคล่ว หมายถึง การคิดและการเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้ รวดเร็วได้ จำนวนมาก ซึ่งแสดงถึงความสามารถของสมองในการคิด 3.3 ความคิดยึดหยุ่น หมายถึง การคิดได้ หลายประเภท หลายแง่มุม หลายรูปแบบ ในชิ้นงาน เดียวกัน 3.4 ความคิดละเอียดลออ หมายถึง การคิดที่เกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของชิ้นงานศิลปะสร้างสรรค์ ที่สร้างขึ้นอาจเป็นการเพิ่มเติมเสริมแต่งความคิดครั้งแรกทำให้ผลงานมีความแปลกใหม่ และสำเร็จสมบูรณ์ มากขึ้น
5 กรอบแนวคิดในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ดินน้ำมันเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ โดยยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง และพัฒนาตนเอง ตัวกิจกรรม การจัดกิจกรรมการใช้ดินน้ำมัน ผลของการจัดกิจกรรม การพัฒนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง
6 บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นำเสนอดัง หัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 1.1 ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ 1.2 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ 1.3 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ 1.4 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ 1.5 พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ 1.6 ลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ 1.7 ทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ 1.8 แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ 1.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการปั้น 2.1 ความหมายของการปั้น 2.2 ความสำคัญของการปั้น 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 1.1 ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ ทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ไว้ ดังต่อไปนี้ 1. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของนักจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ฟรอยด์จิตแพทย์ชาวเวียน นาม เป็นผู้นำกลุ่มให้ความเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เกิดจากความขัดแย้งระหว่างแรงขับทางเพศซึ่งถูกผลักดัน ออกมาโดยจิตใต้สำนึกกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในสังคม ดังนั้นเพื่อให้แรงขับทางเพศได้แสดงออกมา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจเป็นความขัดแย้งเรื่องไม่พึงพอใจในสภาพของตนจึงต้องการปรับสภาพเดิมให้ เป็นไปตามที่ตนพอใจ เช่น รุจิรา เด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 15 ปี ไม่พอใจสภาพห้องนอนของเธอเพราะมันเรียบ เธอจึงคิดตกแต่งด้วยการติดภาพประดับตามผนังและโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์ บางชิ้นให้อยู่ในที่ที่เหมาะสมขึ้น เพิ่มแจกันดอกไม้ ให้ห้องดูสดชื่นสวยงาม ติดม่าน หน้าต่างและอื่นๆ เป็นตนฟรอยด์มีความคิดว่าความคิด สร้างสรรค์เกิดจากความขัดแย้งระหว่างแรงขับทางเพศกับความรู้สึกผิดชอบในสังคม แรงขับทางเพศถูก กลั่นกรองออกมาในรูปแบบพฤติกรรมที่สังคมยอมรับเป็นความคิดสร้างสรรค์
7 2. ทฤษฎีโครงสร้างสมรรถภาพทางสมองหรือทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญา เป็นแนวทางของ กิลฟอร์ด นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้ ศึกษาวิจัยการวิเคราะห์ตัวประกอบ (FactorAnalysis) ทางสติปัญญา เป็นเวลาประมาณ 20 ปี โดยค้นพบความคิดเอกนัยและอเนกนัยเป็นความคิดสร้างสรรค์ความมีเหตุผล และการแก้ปัญหากิลฟอร์ด ได้แบ่งสมรรถภาพทางสมองออกเป็น 3 มิติ ดังนี้ มิติที่ 1 เนื้อหา (Content) หมายถึง เนื้อหาข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่เป็นสื่อในการคิดที่สมองรับเข้าไป คิดแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ 1. ภาพ (Figural: F) หมายถึง ข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่เป็นรูปธรรม หรือรูปที่แน่นอน ซึ่งสามารถรับรู้ และทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดได้ เช่น ภาพ เป็นต้น 2. สัญลักษณ์ (Symbolic: S) หมายถึง ข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่อยู่ในเครื่องหมายต่างๆ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข โน๊ตดนตรี และสัญลักษณ์อื่นๆ 3. ภาษา (Semantic: M) หมายถึง ข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่อยู่ในรูปของถ้อยคำที่มีความหมายต่างๆ กันใช้ติดต่อสื่อสารได้ เช่น พ่อ แม่ เพื่อน ชอบ โกรธ เสียใจ เป็นต้น 4. พฤติกรรม (Behavior: B) หมายถึง ข้อมูลที่แสดงออกกิริยา อาการ การกระทำที่สามารถ สังเกตเห็น รวมทั้งทัศนคติ การรับรู้ การคิด เช่น การยิ้ม การหัวเราะ การสั้นศีรษะ การแสดงความคิดเห็น เป็นต้น มิติที่ 2 วิธีการคิด (Operation) หมายถึง มิติที่แสดงลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานหรือ กระบวนการคิดของสมอง แบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ คือ 1. การรับการเข้าใจ (Cognition: C) หมายถึงความสามารถทางสมองของบุคคลที่ตีความเมื่อ เห็นสิ่งเร้าได้ 2. การจำ (Memory: M) หมายถึง ความสามารถในการเก็บสะสมความรู้และข้อมูลต่างๆ แล้ว สามารถระลึกได้ เมื่อต้องการ 3. การคิดแบบอเนกนัย หรือความคิดกระจาย ( Divergent Thinking: D) หมายถึง ความสามารถในการคิดตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ หลายรูปแบบ หลายแง่หลายมุม 4. การคิดแบบเอกนัยหรือความคิดรวม (Convergent Thinking: N) หมายถึง ความสามารถใน การคิดหาคำตอบที่ดีที่สุดจากข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่กำหนด 5. การประเมินค่า (Evaluation: E) หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่สามารถหาเกณฑ์ที่ สมเหตุสมผล สามารถตัดสินเกี่ยวกับความดีความงาม ความเหมาะสมสามารถสรุปได้ว่า ข้อมูลอื่นใดบ้างที่ สอดคล้องกับเกณฑ์ มิติที่ 3 ผลของการคิด หมายถึง มิติที่แสดงผล (Product) ที่ได้จากการทำงาน การจัดการ กระทำวิธีการคิดจากข้อมูลจากเนื้อหา ผลการคิดออกมาในรูปลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้คือ
8 1. หน่วย (Unit: U) หมายถึง สิ่งที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และแตกต่างไปจากสิ่งอื่นๆ 2. จำพวก (Class: C) หมายถึง ประเภทจำพวก หรือกลุ่มของหน่วยที่มีคุณสมบัติหรือ ลักษณะร่วมกัน 3. ความสัมพันธ์ (Relation: R) หมายถึง ผลของการเชื่อมโยงความคิดของประเภทหรือหลาย ประเภทเข้าด้วยกัน โดยอาศัยลักษณะบางอย่างเป็นเกณฑ์ ความสัมพันธ์อาจจะอยู่ในรูปของหน่วยกับหน่วย จำพวกกับจำพวก หรือระบบกับระบบ 4. ระบบ (System: S) หมายถึง การเชื่อมโยงของสิ่งเร้าโดยอาศัยกฎเกณฑ์ หรือระเบียบแบบ แผนบางอย่าง 5. การแปลงรูป (Transfomation: T) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ดัดแปลงตีความ ขยายความให้นิยามใหม่ หรือการจัดองค์ประกอบของสิ่งเร้าหรือข้อมูลออกมาในรูปใหม่โครงสร้างของ สมรรถภาพทางสมอง หรือการวัดเชาว์ปัญญาของกิลฟอร์ด แบ่งออกเป็น 120 เซลล์ หรือ120 องค์ประกอบ โดยในแต่ละตัวจะประกอบด้วยหน่วยย่อยของ 3 มิติ เรียงจากเนื้อหาวิธีการคิด และผลของการคิด (Content Operation-Product) 3. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ตามแนวความคิดของนักมนุษย์นิยม มาสโล (AbrahamH. Maslow) และโรเจอร์ (Rogers) เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญของแนวคิดกลุ่มนี้ โดยมีความคิดว่าผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้ที่รู้จักตนเองตามสภาพที่เป็นจริง เข้าใจตนเองยอมรับตนเองทั้งในส่วนที่บกพร่องและในส่วนดี รู้ทั้งจุดอ่อนและตระหนักในความสามารถของตนเองพึ่งตนเอง ริเริ่มและนำตนเองได้ สามารถพัฒนาศักยภาพ ของตนเองได้ อย่างเต็มที่มีอิสระเสรีภาพในการคิด ตัดสินใจ เลือกทำสิ่งๆ โดยไม่ให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน มองเห็นศักดิ์ศรี คุณค่าของตนเอง และสามารถสร้างสรรค์ตนเองและสังคมให้เกิดประโยชน์สุข การที่บุคคล สามารถพัฒนาและไปถึงเป้าหมายดังกล่าว กลุ่มมนุษย์นิยมเน้นถึงสถานการณ์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ว่า ต้องประกอบด้วย 1. ภาวะความปลอดภัยทางจิต 1.1 การยอมรับในค่าของคนแต่ละคน 1.2 ไม่มีการตีราคา ประเมินหรือเปรียบเทียบความคิดเห็นและผลงานทุกคน งานที่ทำด้วย ความสบายใจ 1.3 ความมั่นใจในตัวเอง มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง และเต็มใจที่จะรับผิดชอบใน ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของตนได้ 2. ภาวะที่มีเสรีภาพในการแสดงออก 2.1 มีจิตใจกว้างที่จะเปิดรับประสบการณ์เต็มใจจะรับรู้ความคิด มีความสนใจต่อเหตุการณ์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
9 2.2 ปรารถนาที่จะเล่นกับความคิด และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ นักมนุษย์วิทยามีความเชื่อว่า บุคคลที่รู้จักคนตรงตามสภาพที่เป็นจริง จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้เต็มที่ภายใต้ความรู้สึกปลอดภัย ทางจิตใจ และการมีเสรีภาพในการแสดงออก จะทำให้เกิดผลผลิตสร้างสรรค์ได้ 4. ทฤษฎีความคิดสองลักษณะเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์ มีแนวคิดเบื้องต้นว่า เผ่าพันธุ์ของมนุษย์อยู่รอดสืบสายมาจนถึงคนปัจจุบันได้ เพราะมนุษย์มีสมองอันเชี่ยวชาญ ซึ่งเกิดจากการ ทำงานของสมองที่มีสองส่วน โดยแบ่งหน้าที่กันทำในแต่ละส่วน และจากการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับการทำงาน ของสมองสองซีก คือสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา ซึ่งทำหน้าที่่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดในการรับรู้ความ เป็นไปของสิ่งต่างๆ ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งทำหน้าที่คิดจินตนาการ ความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ความซาบซึ้งในดนตรี ศิลปะ วรรณคดี เป็นต้น ส่วนสมองซีกซ้าย เป็นส่วนที่คิดและมี การทำงานออกมาเป็นรูปธรรม เช่น การวิเคราะห์ การหาเหตุผล กฎเกณฑ์ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการ ทำงานของสมองซีกขวา จะสามารถแสดงหรือบอกให้ผู้อื่นทราบได้ ต้องเกิดจากการรวบรวมวิเคราะห์ และหา ถ้อยคำของสมองซีกซ้ายเท่านั้น ดังนันหากสมองทั้ง 2 ซีก คือซีกซ้าย และซีกขวา ได้ พัฒนาอย่างเหมาะสมทั้ง 2 ซีก ก็จะสามารถทำคุณประโยชน์ต่างๆ แก่มนุษย์ชาติอย่างมหาศาล ทฤษฎีความคิดสองลักษณะจึงเป็นอีก ทฤษฎีหนึ่งในการจัดและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลการศึกษาการทำงานของสมองแบ่งออกเป็น 2 ซีก คือ สมองซีกซ้ายและซีกขวา กล่าวคือ สมองซีกขวา จะทำหน้าที่คิดจินตนาการ คิดสังเคราะห์ และมีความ โน้มเอียงเข้าหากฎเกณฑ์ของดนตรี และศิลปะส่วนสมองซีกซ้าย คิดวิเคราะห์หาเหตุผล โน้มเอียงเข้าหา กฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นถ้าสมองได้รับการพัฒนาให้ ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้ง 2 ด้าน ก็จะสามารถสร้างสรรค์และก่อประโยชน์แก่มนุษยชาติอย่างมหาศาล ขั้นตอนที่ 1 การตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ เป็นขั้นตอนแรกที่จะทำให้ บุคคลเพิ่มความสำนึกในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล เช่น การพัฒนาปรีชาญาณ การรู้จัก และเข้าใจตนเอง การมีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ การมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และเข้าใจนวัตกรรมต่างที่ผ่านมาใน ประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเจริญก้าวหน้า และวิธีแก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคต ขั้นตอนที่ 2 ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและแจ่มชัดในธรรมชาติของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงการ ที่บุคคลจะสนใจและให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เมื่อได้รับรู้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับความคิด สร้างสรรค์ จะช่วยให้บุคคลเข้าใจและเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น สาระที่ควรจัดให้บุคคลได้เรียนรู้ ได้แก่ 1. บุคลิกภาพของบุคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ 2. ลักษณะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ 3. ความสามารถสร้างสรรค์ด้านต่างๆ 4. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ 5. แบบสอบถาม แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ 6. เทคนิควิธีการฝึกคิดสร้างสรรค์
10 7. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ ขั้นตอนที่ 3 เทคนิคและวิธีการส่งเสริมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงเทคนิควิธีการ กลยุทธ์ในการฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมให้ เกิดผลผลิตสร้างสรรค์ซึ่งรวมเทคนิคและวิธีการต่อไปนี้ ด้วย คือ การระดมพลังสมอง การคิดเชิงเปรียบเทียบ การคิดจินตนาการ เป็นต้น ขั้นตอนที่ 4 การเพิ่มพูนศักยภาพในการเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริงเป็นการพัฒนา บุคคลไป สู่การรู้จักตนเองตามสภาพที่เป็นจริงเป้าหมายสูงสุดคือบุคคลสามารถดึงศักยภาพความสามารถและ ปรัชญาของแต่ละบุคคลมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนและสังคมอย่างเต็มที่่การรู้จักตนเองตรงสภาพที่เป็นจริง จะประกอบด้วย 1. เป็นผู้เปิดรับประสบการณ์ตางๆ มาปรับเข้ากับตนได้ 2. สนใจศึกษาเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของมนุษย์่ 3. มีความคิดริ เริ่มในการนำตนเอง และริเริ่มผลิตสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง 4. มีความสามารถในการคิดยืดหยุ่น เพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ เหมาะสมได้ลำดับขั้นในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของโอตา (The Model AUTA) มีลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. การตระหนักถึงความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ 2. ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและแจ่มชัดของความคิดสร้างสรรค์ 3. เทคนิควิธีการและกลยุทธ์ในการฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์ 4. การเพิ่มพูนศักยภาพในมนุษย์่ สรุปได้ว่าความหมายทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ มีทฤษฎีและแนวคิดที่สนับสนุนหลายทฤษฎีด้วยกัน ได้แก่ ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ตามแนวความคิดนักจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของ กิลฟอร์ด ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ตามแนวความคิดของนักมนุษย์นิยม ทฤษฎีความคิดสองลักษณะและ ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของโอตา โดยแต่ละทฤษฎีต่างให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ควรจะส่งเสริมและปลูกฝังให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กเพราะเป็นช่วงที่ สมองกำลังพัฒนาได้ดีที่สุด 1.2 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงความสามารถของบุคลในการคิดแก้ปัญหาด้วยความคิดอย่างลึกซึ้ง ที่ นอกเหนือไปจากความคิดอย่างปกติธรรมดา เป็นลักษณะภายในตัวบุคคลที่สามารถจะคิดได้ หลายแง่มุม และ ผสมผสานจนได้ ผลิตผลใหม่ที่ถูกต้องสมบูรณ์ สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2552:30) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่แสดงความคิดหลายทิศทาง หลายแง่หลายมุม คิดได้กว้างไกล โดยนำประสบการณ์ที่ ผ่านมาเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความคิดใหม่ อันนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นพบสิ่งต่างๆ ที่แปลกใหม่ ความคิด
11 สร้างสรรค์ ประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม ความคล่องในการคิด ความยืดหยุ่นในการคิด และความละเอียดลออ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553:111) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงเป็น ขบวนการคิดแบบอเนกนัย ที่บูรณาการประสบการณ์ที่มีแล้วสร้างรูปแบบความคิดใหม่หรือผลิตผลใหม่ที่ แตกต่างไปจากเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เกษศิรินทร์ ธนะไชย (2553:31) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงความคิด สร้างสรรค์เป็นคนที่มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมี ความมุ่งมั่น มีความคิดอิสระไม่ขึ้นต่อกลุ่ม สามารถคิด ประดิษฐ์หรือดัดแปลงสิ่งของที่มีอยู่เดิมให้เกิด เอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนของใคร ทัศนีย์ ดีเลิศ (2551:50) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถ ของบุคคลในการบูรณาการประสบการณ์ ความคิดและจินตนาการ โดยการสื่อออกมาเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ หลากหลายและแตกต่างไปจากเดิม นงลักษณ์ เกตุการณ์ (2551:24) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงการที่ เด็กได้คิดมาจากสมองและจากจิตใจในหลายๆอย่างแบบอเนกนัย ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นฐานเดิมและ ประสบการณ์ สภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับ แล้วแสดงออกมาเป็นการกระทำจากกรอบความคิดเดิมในรูปแบบ ของคำพูด หรือผลงานต่าง ๆ อันไม่ซ้ำแบบใครทั้งแบบเดียวหรือหลาย ๆ แบบ และมีคุณค่าต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมส่วนรวม สยุมพร ไหวฉลาด (2551:26) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงความคิด สร้างสรรค์ คือ ความสามารถของบุคคลที่คิดแบบอเนกนัย ในสิ่งที่แปลกใหม่ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นฐานเดิมและ ประสบการณ์ สภาพแวดล้อม แล้วแสดงออกมาเป็นการกระทำจากกรอบความคิดเดิมด้วยการดัดแปลง ปรุง แต่งจากความคิดเดิมผสมผสานกันให้เกิดสิ่งใหม่ ซึ่งรวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดงานหรือ ผลผลิตขึ้น ตลอดจนวิธีการคิดทฤษฎีหลักการได้สำเร็จมีคุณค่าต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมส่วนรวม พัชรมณฑ์ ศุภสุข (2556: 12) ได้กล่าวว่า ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการคิดสิ่งที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ไม่ยึดติดแบบแผนแปลกไปจากธรรมดาทั่วไป ด้วยการ ผสมผสานจากการใช้ความรู้ ความเข้าใจ ความคิดในหลายๆ แง่มุมและจากประสบการณ์รอบตัวมาปรับปรุง ดัดแปลง บูรณาการจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ ที่มีประโยชน์และมีคุณค่า ประสาร มาลากุล ณ อยุธยา (2549) ได้สงเคราะห์คำอธิบายจากแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ พบว่า ความคิดสร้างสรรค์มีลักษณะตรงกันอยู่ 3 ลักษณะ คือ 1. ความคิดสร้างสรรค์เป็นความคิดใหม่ แปลก แตกต่างจากเดิมซึ่งอาจเกิดจากความคิดปรับปรุง เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือการใช้จินตนาการคิดประดิษฐ์ สิ่งใหม่ขึ้นมา 2. เป็นการคิดมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดจากความต้องการของบุคคล หรือความจำเป็นจากสิ่งแวดล้อมโดย มีลักษณะของความไวต่อการรับรู้ความรู้สึกถึงปัญหาหรือการคิดค้นปัญหาในแง่มุ่มหรือรูปแบบที่แตกต่างจาก ธรรมดา
12 3. เป็นการคิดที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ มิใช่คิดฟุ้งซ่านให้ แปลก ๆ แตกต่างแต่ไร้สาระหรือเป็น อันตราย เป็นการคิดแปลกใหม่ที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหา มีทางเป็นไปได้ และใช้ประโยชน์ได้จริงหรือ ความคิดหลายทิศหลายทางที่นำไปสู่กระบวนการคิดประดิษฐ์ สิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งการคิดการค้นพบ วิธีการ แก้ ปัญหาใหม่ตลอดจนความสำเร็จในด้านการคิดค้นพบทฤษฎีต่างๆ อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทาง สร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สรุปได้ว่าความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงกระบวนการคิดทางสมองที่สามารถนำไปสู่ ความคิดที่แปลกใหม่ หรืออาจจะคิดเพิ่มเติมจากความคิดเดิม และก่อให้เกิดผลงานหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น โดยความคิดอาจจะเชื่อมโยงจากประสบการณ์เดิมของตนเอง 1.3 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ นงลักษณ์ เกตุการณ์ (2551:27) ได้กล่าวว่า ความหมายของความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมวลมนุษย์ในการพัฒนาโลกให้เจริญยิ่งขึ้น ทำให้ความคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ นอกจากนี้เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความมั่นใจในตนเอง ภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง และมีความสุข สยุมพร ไหวฉลาด (2551:29) ได้กล่าวว่า ความหมายของความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงเป็นความสามารถที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง รวมทั้งส่งผลไปถึง ความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ ประเทศที่สามารถแสวงหา พัฒนา และดึงเอาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของ คนในประเทศชาติออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสพัฒนา และเจริญก้าวหน้าได้มาก เท่านั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ในการพัฒนาโลกให้เจริญยิ่งขึ้น ทำให้มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น นอกจากนี้เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความสุขกับผลงานของตนเอง จากความสำคัญดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษา เพราะเป็นพื้นฐาน การเรียนต่อไปในอนาคต เฮอร์ลอค (Hurlock. 2552:319) ได้กล่าวว่า ความหมายของความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงความคิดสร้างสรรค์ให้ความสนุกความสุขและความพอใจแก่ผู้เรียนและมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของ ผู้เรียนมากไม่มีอะไรที่จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกหดหู่ใจได้เท่ากับงานสร้างสรรค์ของเขาถูกตำหนิถูกดูถูกหรือถูกว่า สิ่ง ที่เขาสร้างขึ้นนั้นไม่มีคุณค่า เจอร์ซิลด์ (Jersild. 2552: 153-158) ได้กล่าวว่า ความหมายของความสำคัญของความคิด สร้างสรรค์ หมายถึงการเรียนที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ช่วยส่งเสริมสุนทรียภาพ ผู้เรียนจะชื่นชมและมีทัศนะคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดขึ้นมาซึ่งผู้สอน ควรทำเป็นตัวอย่าง โดยการยอมรับและชื่นชมในผลงานของผู้เรียนการพัฒนาสุนทรียภาพแก่ผู้เรียนโดย ส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่า ผลงานที่ผู้เรียนคิดหรือสร้างขึ้นมามีความหมายสำหรับตัวเขา และส่งเสริมให้ผู้เรียน รู้จักสังเกตสิ่งที่แปลกจากสิ่งธรรมดาสามัญ ให้ได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินและหัดให้ผู้เรียนสนใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
13 2. เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ การทำงานอย่างสร้างสรรค์เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ ลดความ กดดัน ความคับข้องใจ และลดความก้าวร้าว 3. สร้างนิสัยในการทำงานที่ดี ในขณะที่ผู้เรียนทำงานผู้สอนควรสอนระเบียบและนิสัยที่ดีในการ ทำงานควบคู่ไปด้วยเช่น หัดให้ผู้เรียนรู้จักเก็บสิ่งของให้เป็นที่ ล้างมือเมื่อทำงานเสร็จ 4. การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาผู้เรียนส่วนใหญ่จะชอบทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้ใช้ จินตนาการในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นผู้สอนจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้จินตนาการของเขาในการ พัฒนาการทดลองสร้างสิ่งใหม่เช่น ฝึกให้ผู้เรียนสมมติตนว่าเป็นนักก่อสร้างหรือสถาปนิก สรุปได้ว่าความหมายความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ เป็นมีส่วนสำคัญต่อตนเอง และต่อผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ จะส่งผลให้บุคคลมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อสังคมและก่อให้เกิดความก้าวหน้า รวมทั้งช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม และ สติปัญญาให้แก่เด็ก เพื่อจะได้เจริญเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อไป 1.4 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ กิลฟอร์ด (อ้างถึงในหนังสือ พัฒนาทักษะการคิด สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2552:32-33) ได้กล่าวว่า ความหมายขององค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงเป็นความสามารถทางสมองที่คิดได้ อย่างซับซ้อน กว้างไกล หลายทิศทาง ชึ่งประกอบด้วย ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม ความคิดรอบคอบละเอียดลออ - ความคิดคล่องแคล่ว(fluency) หมายถึง ปริมาณความคิดของบุคคลในการคิดหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว และ มีปริมาณมากในเวลาที่จำกัด เช่น การคิดหาถ้อยคำ การนำคำมาเขียนเป็นประโยค เป็นต้น - ความคิดยืดหยุ่น (flexibility) ซึ่งหมายถึง ประเภทหรือแบบแผนความคิดที่สามารถคิดได้หลายทิศทาง การใช้วิธีการหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน มาจัดเป็นความคิดให้มีหลายทิศทางแตกต่างกันออกไป ผู้ที่มีความคิด ยืดหยุ่นจะคิดดัดแปลงไม่ช้ำกัน - ความคิดริเริ่ม (originality) ซึ่งหมายถึง ลักษณะความคิดแปลกใหม่ แตกต่างจากบุคคลอื่น เป็นความคิดที่คน อื่นคาดไม่ถึง แนวคิดแปลกใหม่ที่กล้าคิดให้แตกต่างจากความคิดเดิม หรือความคิดเก่า - ความคิดรอบคอบละเอียดลออ (elaboration) ซึ่งหมายถึง ความช่างสังเกต พิถีพิถันประณีต บรรจง เพื่อให้การสร้างแผนงานมีความแปลกใหม่เป็นพิเศษ เป็นขั้นเป็นตอน สามารถอธิบายให้เห็นภาพพจน์ชัดเจน เป็นความคิดที่นำมาขยายความคิดแรกให้ชัดเจนขึ้นเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดให้ความคิดริเริ่มสมบูรณ์ขึ้น สรุปได้ว่าความหมายขององค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ประเภทความคิดริเริ่ม ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยึดหยุ่น ความคิดละเอียดลออ มีการคิดที่ต่างกันออกไปแต่ละบุคคล
14 1.5 พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ พัชรมณฑ์ ศุภสุข (2556:22) ได้กล่าวว่า ความหมายของพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง เด็กในช่วงปฐมวัยมีลักษณะเด่น มีจินตนาการ ชอบการเล่น การเลียนแบบบทบาทของผู้ใหญ่ ชอบซักถาม การจะจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมหรือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กในวัยนี้สามารถทำได้หลาย ทางทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่น การสอน การฝึกฝน หรือการจัดบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการ เรียนรู้ได้อย่างอิสระ ทอร์ แรนซ์ ได้กล่าวว่า ความหมายของพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังนี้ แรกเกิด - 2 ปี ในระยะขวบแรกของชีวิต เด็กเริ่มพัฒนาการด้านจินตนาการจะเห็นได้จากที่เด็ก เริ่มถามชื่อสิ่งต่างๆ การพยายามทำสิ่งต่างๆ หรือ จังหวะเด็กเริ่มแสวงหาโอกาส ทำสิ่งแปลกใหม่ไปกว่าเดิม โดยมีความกระตือรือร้นที่จะทำ ที่จะคิดสำรวจสิ่งต่างๆ มากขึ้นโดยเริ่มชิม ดม สัมผัสด้วยความอยากรู้ อยาก เห็น ดังนั้น การส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้สำรวจ โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีที่วาง มีวัสดุ อำนวยต่อการคิดการเล่น จะสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาความคิดจินตนาการได้ดี ระยะ 2 - 4 ปี เด็กเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ตรงแล้วถ่ายทอดประสบการณ์ที่รับรู้ โดย การแสดงออกและจินตนาการ เช่น เด็กไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ให้ เล่นน้ำาร้อน เมื่อเด็กมีโอกาสสัมผัสจับต้องน้ำ ร้อน ก็จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เล่นไม่ได้ ในระยะนี้เด็กจะตื่นเต้นกับประสบการณ์ต่างๆ เด็กมีช่วงสนใจสั้น เริ่มรู้สึกเป็น ตัวของตัวเอง และเกิดความเชื่อมั่น แต่การเรียนรู้ใหม่ ๆ อาจทำให้ เด็กตกใจ หวาดกลัว ดังนั้น ครู พ่อ แม่และ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรระมัดระวังให้ เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยอยู่เสมอ ของเล่นที่ช่วยส่งเสริม จินตนาการของเด็กได้ดี คือ ของเล่นที่ไม่มีโครงสร้างตามตัว เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน ไม้บล๊อค ระยะ 4 - 6 ปี ในวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีจินตนาการสูง เด็กเริ่มสนุกสนานกับการวางแผน และการคาดคะเนในสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเล่น เด็กเริ่มเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่หรือผู้ใกล้ชิด มีความอยากรู้ อยากเห็น เด็กจะพยายามค้นหาข้อเท็จจริง เด็กเริ่มเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และเริ่มคิดคำนึงถึงการกระทำ ของคนที่มีผลต่อบุคคลอื่น จากการเล่น และการแสดงบทบาทสมมติตามจินตนาการ ครู พ่อ แม่และผู้ที่ เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรส่งเสริมให้เด็กได้เล่นตามลำพัง เพราะการเล่นตามลำพังจะช่วยพัฒนาการจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ โดยการจัดหาของเล่นต่างๆ เช่น วัสดุเหลือใช้ ประเภทต่างๆ หรือของเล่นที่ ผู้ใหญ่ไม่ใช้แล้วให้เด็กเล่น สรุปได้ว่าความหมายของพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ในเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ สามารถส่งเสริมพัฒนาการทางด้านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการได้เป็นอย่างดียิ่ง และหากได้ รับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะช่วยการกระตุ้นให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกจินตนาการ และผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและความต้องการตามธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก
15 1.6 ลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน แต่มีระดับมากน้อยแตกต่างกันตามศักยภาพของแต่ละ บุคคล ฉะนั้นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงจึงมีลักษณะแตกต่างไปจากบุคคลอื่นนักจิตวิทยาและนักศึกษา ได้ศึกษาถึงคุณลักษณะของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงไว้ ดังนี้ มาสโลว์ ได้กล่าวว่า ความหมายของลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงผลการวิจัย พบว่าบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เหนือกว่าบุคคลอื่นทั่วไปจะมีลกษณะของผู้ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ ขลาดกลัวต่อสิ่งที่ลึกลับ และน่าสงสัย แต่กลับรู้สึกพึงพอใจและตื่นตัวที่จะเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ลูโก และเฮอร์ ซี่ ได้กล่าวว่า ความหมายของลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังนี้ 1. ชอบสิ่งแปลกใหม่ 2. มีความมั่นใจในตัวเอง 3. มีความเปิดกว้างที่จะเปิดรับสถานการณ์ใหม่ 4. มีความอดทน 5. มีอารมณ์ขัน 6. ไม่ตึงเครียด สรุปได้ว่า ความหมายของลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง บุคคลประเภทนี้ต้องมี พฤติกรรมลักษณะนิสัย เป็นผู้ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ อยากรู้ อยากเห็น ชอบการเปลี่ยนแปลง มีความกล้าชอบ สิ่งที่ท้าทาย มีความเป็นตัวของตัวเองในการคิดทำ แก้ปัญหาด้วยตนเอง รักความอิสระ มีความยืดหยุ่นไม่ซ้ำ แบบใคร ไม่คล้อยตามผู้อื่นง่ายๆ มีความกระตือรือร้น ตลอดจนมีอารมณ์ขันอีกด้วย 1.7 ทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ มีการศึกษาถึงทักษะทางการคิดสร้างสรรค์ที่จะส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ผล การศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่ สแตนิช ได้กล่าวว่า ความหมายของทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังนี้ 1. การจิตนาการทางภาพและภาษา (Visual and Semantic Imagery) ความคิดสร้างสรรค์ด้าน นี้มีองค์ประกอบของกระบวนการทางสร้างสรรค์ และเป็นส่วนประกอบของจิตสำนึกแห่งการสร้างสรรค์ (Creative mind) ด้วย โดยเฉพาะในสภาวะสังคมปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารก็ยังมีความจำเป็น นักเรียนต้องมีความสามารถในการรับรู้ และจินตนาการในข้อมูลข่าวสารนั้นอย่างถูกต้อง 2. การต่อเติมเสริมแต่ง (Embellishment or Elaboration) ซึ่งเป็นกระบวนการของความรู้สึก โดยสัญชาติญาณ (Intuitive Process) ผู้ที่มีความสามารถทางสร้างสรรค์อย่างสูงเท่านั้นที่จะแยกแยะความ แตกต่างของการต่อเติมสร้างแต่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างมีคุณภาพ 3. การโยงความสัมพันธ์และการอุปมาอุปไมย (Associations and Analogies) เป็นความ
16 สามารถในการคิดเชื่อมโยงเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่จะประสมเข้าด้วยกันสามารถที่่จะดัดแปลงสิ่ง ที่มีอยู่แล้วให้เป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งความสามารถนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ ความสามารถทางสร้างสรรค์ของบุคคล อัลบาโน ได้ทำการทดลองฝึกความคิดสร้างสรรค์ภายใต้สมมติฐานว่า ความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วยทักษะทางสมอง 4 ประการ คือ 1. ทักษะด้านจินตนาการ (Imagery) 2. ทักษะด้านอุปมาอุปไมย (Analogy) 3. ทักษะด้านโยงความสัมพันธ์ (Association) 4. ทักษะการเปลี่ยนแปลงรูป นอกจากนี้ อัลเบรชท์ได้กล่าวว่า ความหมายของทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิด สร้างสรรค์ หมายถึงการคิดอย่างมีคุณภาพของมนุษย์ว่า ประกอบด้วยความคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา และการคิดตัดสินใจซึ่งการคิดอย่างมีคุณภาพนี้ประกอบด้วยทักษะพื้นฐานทางการคิด 10 ประการ คือ 1. ความตั้งใจ (Concentration)้ 2. การสังเกต (Observation) 3. การจำ (Memory) 4. การใช้เหตุผล (Logical Reasoning) 5. การสรุปอ้างอิง (Inferences) 6. การตั้งสมมติฐาน (Forming Hypotheses) 7. การกำหนดทางเลือก (Generating Options) 8. การโยงความสัมพันธ์ระหว่างความคิด (Making Association between Ideas) 9. การกำหนดรูปแบบ (Recognizing Options) 10. การรับรู้และมิติสัมพันธ์ (Spatial and Kinesthetic Perception) การฝึกคิดอย่างมีคุณภาพตามแนวคิดของอัลเบรชท์ ก็คือการฝึกทักษะพื้นฐาน10 ประการ สรุปได้ว่าความหมายของทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ หมายถึงการคิดที่ ส่งเสริมความสามารถในความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีคุณภาพ รู้จักคิดแก้ปัญหา และตัดสินในการกระทำ สิ่งต่างๆ ต้องมีทักษะพื้นฐานที่สำคัญ คือทักษะด้านการคิดและจินตนาการ ด้านโยงความสัมพันธ์ ด้านการ เปลี่ยนแปลงรูป ด้านการรับรู้ และมิติสัมพันธ์ ด้านการสังเกต การจำ และการให้เหตุผล เป็นต้น 1.8 แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมได้ด้วยการสอนการฝึกฝน อบรม การสร้างบรรยากาศและ สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเป็นอิสระในการเรียนรู้ ทอร์ แรนซ์ ได้กล่าวว่า ความหมายของแนวทางในการ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้
17 1. การส่งเสริมให้ เด็กถามและให้ความสนใจต่อคำถาม และถามแปลกๆ ของเด็กและเขายังเน้นว่า พ่อแม่ หรือครูไม่ควรมุ่งที่คำตอบที่ถูกแต่เพียงอย่างเดี่ยว เพราะในการแก้ปัญหาแม้เด็กจะใช้วิธีเดาเสียบ้างก็ ควรจะยอม แต่ควรจะกระตุ้นให้เด็กได้วิเคราะห์ ค้นหาเพื่อพิสูจน์การเดาโดยใช้การสังเกตและประสบการณ์ ของเด็กเอง 2. ตั้งใจและเอาใจใส่ต่อความคิดแปลกๆ ของเด็กด้วยใจเป็นกลาง เมื่อเด็กแสดงความคิดเห็นใน เรื่องใด แม้จะเป็นความคิดที่ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนผู้ใหญ่ก็อย่าเพิ่งตัดสินและลิดรอนความคิดนั้น แต่รับฟังไว้ ก่อน 3. กระตือรือร้นต่อคำถามที่แปลกๆ ของเด็กด้วยการตอบคำถามอย่างมีชีวิตชีวา หรือชี้แนะให้ เด็กหาคำตอบจากแหล่งต่างๆ ด้วยตนเอง 4. แสดงเน้นให้เด็กเห็นว่าความคิดของเด็กนั้นมีคุณค่า และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เช่น จากภาพ ที่เด็กวาด อาจนำไปเป็นลายถ้วยชาม ภาชนะเป็นภาพปฏิทิน บัตรส.ค.ส. เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความ ภาคภูมิใจ และมีกำลังใจที่จะคิดสร้างสรรค์ต่อไป 5. กระตุ้นส่งเสริมให้นักเรียน เรียนรู้ด้วยตนเอง ควรให้โอกาสและเตรียมการให้เด็กเรียนรู้ด้วย ตนเอง และยกย่องเด็กที่มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูควรจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ชี้แนะลดการอธิบายและ บรรยายลง แต่เพิ่มให้นักเรียนมีส่วนริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเองมากขึ้น 6. เปิดโอกาสให้นักเรียน เรียนรู้ ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ โดยไม่ต้องใช้วิธีด้วยคะแนนหรือ การสอบเป็นต้น 7. พึงระลึกว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กจะต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป 8. ส่งเสริมให้ เด็กใช้จินตนาการของตนเอง และยกย่องชมเชยเมื่อเด็กมีจินตนาการที่มีคุณค่า วราภรณ์ รักวิจัย (ม.ป.ป.: 49) ได้กล่าวว่า ความหมายของแนวทางในการส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ ได้เสนอแนะบทบาทของครูในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ดังนี้ 1. จัดกิจกรรมหรือบรรยากาศแบบเรียนปนเล่น 2. จัดบรรยากาศให้ห้องเรียนแบบอิสระสบายๆ เป็นกันเอง 3. ยอมรับการแสดงออกของนักเรียนทุกคนด้วยความสนใจและกระตือรือร้น 4. ไม่กำหนดหรือจํากัดกิจกรรมในห้องเรียน 5. เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นคว้าทดลอง และหาคำตอบเอง 6. ไม่ข่มขู่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือท่าทาง 7. ไม่ควรยึดแบบเรียนที่ตายตัว แนะนำให้เด็กรู้จักแก้ปัญหาหลายๆ วิธี 8. คำถามที่ใช้ในห้องเรียนควรเป็นคำถามแบบเปิดกว้าง 9. สร้างบรรยากาศในการยอมรับความเป็นกันเองระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน 10. พยายามสนับสนุนทางด้านความคิดที่กว้างและลึก
18 11. ให้เวลาแก่เด็กที่จะคิดค้น พัฒนาความคิดให้กว้างออกไปอีก 12. ปลูกฝังให้เด็กรู้จักคุณค่าของตัวเอง 13. ให้อิสระเสรี ภาพในการแสดงออกของเด็ก นอกจากครูจะจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กแล้วการจัดประสบการณ์ เพื่อให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นบทบาทหนึ่งที่ครูต้องคำนึงถึงเป็นหลักการใหญ่ สรุปได้ว่า ความหมายของแนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริม ความคิดต้องเน้นให้เด็กมีอิสระสร้างบรรยากาศที่กระตุ้น หรือเร้าความสนใจให้ อยากค้นคว้า ทดลองได้ คิดจินตนาการ และแก้ปัญหาอย่างกว้างขวาง ตลอดจนจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของเด็ก จะช่วยให้เขาได้คิดสิ่งใหม่ ๆ และสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านความคิดสร้างสรรค์ให้เจริญก้าวหน้าตามขีด ความสามารถของเขา 1.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยต่างประเทศ เคลลี่ ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกตามแผนการเสริมสร้างประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นเวลาสัปดาห์ ในชั้นประถมศึกษา10 ปี ที่ 1 ผลการวิจัยปรากฏว่าจาก แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยรูปภาพของทอร์ แรนซ์ (Torrance Figural Test of Creative Thinking) ที่ใช้วัดก่อนฝึกและหลังฝึก เด็กที่เข้าร่วมในแผนการฝึกเสริมสร้างประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปกับเด็กที่ไม่ได้ เข้าร่วมตามแผนมีค่าเฉลี่ยของความคิดริเริ่มและความคิด ละเอียดลออ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระบบ.05 แต่ค่าเฉลี่ยของความคิดคล่องแคล่ว และความคิด ยืดหยุ่นไม่แตกต่างกัน Matejovsky-Nikoltsos , Catherine ได้ทำการวิจัยเรื่อง Art with Stones: From the Cave Ago until today with Parallels seen in the Artistic , Symbdic and Creative Development of Young Children ‘s Mosaic Making. การสร้างงานศิลปะด้วยก้อนหิน : จากยุคถ้ำจนถึงปัจจุบัน เปรียบเทียบ ในด้านความงาม, ความหมายและพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในงานโมเสก โดยงานวิจัยได้ ทดลองกับเด็กกลุ่มเล็ก 4 คน ที่อยูในสภาพแวดล้อมริมทะเล และกลุ่มเด็กที่อยู่ในห้องเรียน 18-22 คน ในชั้น อนุบาลประเทศกรีซ พบว่าเด็กมีการสร้างงานในรูปแบบที่ไม่จำกัด บางคนสร้างงานในรูปแบบของรูปเรขาคณิต และรูปสมมาตร เช่น ว่าว เรือ บางคนสร้างงานเป็นรูปแบบธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ดวงอาทิตย์ ทะเล และยัง พบว่าบ่อยครั้งที่เด็กจะนำเปลือกหอยมาสร้างงานเป็นรูปผีเสื้อ และผึ้ง ซึ่งแสดงว่าเปลือกหอยสามารถจูงใจเด็ก ในการสร้างภาพผลงานได้่ภาพผลงานที่เด็กสร้างขึ้นจะเป็นลักษณะลายเส้นมากกว่ารูปร่างหรือรูปทรง โดยใช้ การสร้างงานจากกรวดหรือก้อนหิน แต่ในเด็กอนุบาลประมาณ 10 ปี เด็กจะใช้เวลาในการวางแผนการทำงาน มากขึ้น มีการพัฒนาทางความงามและเทคนิคโครงสร้าง เด็กมีการใช้วัสดุที่หลากหลายขึ้น ใช้กรวดที่มีลักษณะ โทนสี และสีครีม เช่นเดียวกับโมเสกของ Pella ในยุคปลายของโรมันและต้นคริสเตียน
19 งานวิจัยในประเทศ ชลธิชา ชิวปรีชา (2554) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ทำ กิจกรรมศิลปะด้วยใบตอง โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะด้วยใบตอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชาย–หญิง อายุ ระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้น อนุบาลปี ที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านดอนสง่า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 จำนวน 21 คน โดยได้มาจากการเลือก แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดกิจกรรมศิลปะจากใบตองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จากการวาดภาพ - DP (Test of Creative Thinking – DrawingTCT Production) ของเยลเลน และเออร์บน (Jellen; & Urban. 1986) แบบแผนการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบ The One – group Pretest – Posttest Design สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ t- test สำหรับ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมศิลปะจาก ใบตองสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เกษศิรินทร์ ธนะไชย (2553) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การประดิษฐ์ของใช้ด้วยเศษวัสดุในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานประดิษฐ์ ) ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองแสงโคกน้อยระหว่างการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือรูปแบบ STAD กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่าง วิธีการจัดการเรียนรู้กับระดับความสามารถทางการเรียนของนักเรียนที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่าง วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD กับ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และเพื่อ เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างนักเรียนที่มีความสามารถต่างกันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในศูนย์ประสานงานที่ 8 กัลยาณวัตร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขอนแก่น เขต 1 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 42 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย ซึ่งแบ่งกลุ่มตัวอย่าง เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค รูปแบบ STAD มีนักเรียนจำนวน 21 คน กลุ่มควบคุมจัดการเรียนรู้แบบปกติ มีนักเรียนจำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบ STAD แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีและการวิเคราะห์ความ แปรปรวนสองทาง ผลการวิจัย พบว่า1. วิธีการจัดการเรียนรู้กับระดับความสามารถทางการเรียนของนักเรียน ไม่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD
20 มีความคิดสร้างสรรค์ แตกต่างกับที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3. นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าความหมายของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการคิดผ่านทาง สมอง ประกอบด้วยความคิดริเริ่ม ความคล่องแคล่วในการคิด ความยืดหยุ่นในการคิด และความละเอียดลออ เด็กแต่ละบุคคลมีความคิดกว้างไกล หลากหลายโดยนำประสบการณ์ที่ผ่านมา เป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความคิด ใหม่ อันนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นพบสิ่งต่างๆ ที่แปลกใหม่ขึ้น 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการปั้น 2.1 ความหมายของการปั้น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542: 666) การปั้นหมายถึง การที่ผู้เรียนได้กระทำหรือลงมือ ปฏิบัติการด้านการปั่นโดยนำเอาวัสดุอ่อนๆ เช่น ขี้ผึ้ง ดินเหนียว มาปั่นเป็นรูปต่างๆ ตามต้องการ เช่น ปั้นรูป คน รูปสัตว์ เป็นต้น ไพบูลย์ อมรประภา (2556: ออนไลน์) กล่าวว่า การปั้นหมายถึง การนำวัสดุที่เป็นเนื้ออ่อนที่สามารถ เปลี่ยนรูปได้ เช่น ขี้ผึ้ง ดินเหนียว กระดาษผสมกาว ขี้เลื่อยผสมกาว ปูนปลาสเตอร์ เป็นต้นมาผ่านกระบวนการ ในการเพิ่มวัสดุให้เกิดเป็นรูปทรงตามต้องการโดยใช้มือ และวัสดุอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ช่วยในการสร้างงานปั้น นอกจากนี้ งานปั้นยังเป็นงานศิลปะที่สามารถสัมผัสกับสวนลึก ตื้น หนา และบางได้ตามความจริง วรรณวัฒก์ ปวุตตานนท์ (2556: ออนไลน์) กล่าวว่า การปั้นหมายถึง การนำเอาวัสดุอ่อนที่สามารถ รวมกันได้ หรือแบ่งแยกออกจากกันได้ เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน ขี้ผึ้ง มาตกแต่งทำเป็นรูปทรงต่างๆ ตามต้องการ โดยวิธีขยำ บีบ นวด ตัด ขัด ขูด ปะ เป็นต้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าการปั้น หมายถึง เป็นการนำเอาวัสดุเนื้ออ่อนที่ได้จากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุ สังเคราะห์ ที่สามารถแยกหรือเปลี่ยนรูปได้ มาผ่านกระบวนการในการเพิ่ม- ลดวัสดุ หรือตกแต่งให้เกิดเป็น รูปทรงต่างๆ ตามต้องการ โดยการบีบ ขยำ ขัด ปะ ขูด และนวด 2.2 ความสำคัญของการปั้น การปั้นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อมือ พัฒนาด้าน ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ พัฒนาทางด้านสติปัญญา ถือว่าการปั่นนั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนา เกือบทุกด้าน วิจิตรา วิเศษสมบัติ. (2539: 49) ได้กล่าวว่า การปั้นเป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ ทดลองการทำงานที่มี 3 มิติ รวมถึงได้ถ่ายทอดความคิด จินตนาการ นอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังช่วยให้ เด็กมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือ และส่งเสริมทักษะการใช้มือ และตาด้วย ประสบการณ์ทางด้านศิลปะมี ประโยชน์สำหรับเด็กอย่างยิ่ง ศิลปะมีหลายประเภท เช่น การปั้นการตัด การฉีก การวาด เป็นต้น ประสบการณ์
21 เหล่านี้ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดประสบการณ์ทางด้านศิลปะควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด และสร้างจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานของตนเองให้ดีเต็มความสามารถ ซึ่งจากการจัดประสบการณ์ควร มุ่งเน้นด้านสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสในการสำรวจ ทดลอง ค้นคว้า แก้ปัญหา วิธีการสอนศิลปะในปัจจุบันเราควร ให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นอย่างมี อิสระ ให้เด็กได้มีส่วนในการเลือกเรียน ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักการแก้ปัญหา และมุ่งพัฒนาให้เด็กมีประสบการณ์ ตรงซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่ยั่งยืนตลอดไป กรองกมล บุตรขาว. (2546 : 26 ได้กล่าวถึงความสำคัญของประสบการณ์การปั่นว่า ช่วยให้เด็กได้ เรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง ถ่ายทอดความคิดด้วยสื่อที่กำหนด นอกจากเด็กจะได้รับการพัฒนากล้ามเนื้อมือแล้ว ยังส่งผลต่ออารมณ์ในด้านความเพลิดเพลิน และรองรับอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วได้ ศิลปะการปั้นช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคมดีขึ้น เนื่องจากเด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมที่ลงมือปฏิบัติจริง ได้ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้านอกจากการปั้นจะช่วย ให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม และสติปัญญาแล้ว ยังช่วยให้เด็กมีทักษะการคิดเชิงเหตุผล มากขึ้นด้วย เนื่องจากการปั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ให้โอกาสเด็กในการสร้างสิ่งที่มีความหมายกับตนเอง เด็กได้มี โอกาสลงมือปฏิบัติสร้างงานที่ตนเองสนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น แลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ และการปั้นยังช่วยให้เด็กรู้จักคิดอย่างมีระบบมากขึ้น เพราะการเรียนรู้จากการทำงาน ทำให้เด็กต้องพยายาม คิดพิจารณา หาคำตอบ และวิธีการแก้ปัญหา และตัดสินปัญหาอย่างมีเหตุผล กล้าแสดงความคิดเห็น รับฟัง ความคิดเห็นของบุคคลอื่น และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สิ่งแวดล้อม ครูควรจัดบรรยากาศให้เหมาะสมกับ การทำกิจกรรมการปั้น เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ครูควรกระตุ้นความคิด คอยสนับสนุน ให้คำแนะนำ จัดเตรียมกิจกรรมที่แปลกใหม่เสมอ ให้กำลังใจกับเด็กในการบอก อธิบายถึงสิ่งต่างๆ ที่กระทำ และปฏิบัติ กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การปั้นมีความสำคัญต่อเด็กอย่างยิ่ง การปั่นจะช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ มีความคิดและจินตนาการที่หลากหลาย และกว้างไกล นอกจากนี้เด็กยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงต่างๆ ผ่านการปั้น เด็กสามารถเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางศิลปะของตนเอง เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติการปั้น และได้สัมผัส กับเนื้อดิน ทำให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเพลิดเพลิน
22 บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. แบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน 5. ตารางดำเนินการทดลอง 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 5 ห้องเรียน รวมจำนวน 115 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง ชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 23 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากประชากรได้มาตาม ขั้นตอนดังนี้ จับฉลากห้องเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 5 ห้องเรียน รวมจำนวน 115 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการทำการวิจัยมีดังนี้ 1. แผนการจัดประสบการณ์หน่วย ของเล่นของใช้ 2. แบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน - การเล่นและทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง - การทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ - การทำงานร่วมกับเพื่อน - การฟังและพูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง
23 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.1. การสร้างแผนการจัดประสบการณ์ 1. ศึกษาคู่มือหลักสูตรการจัดการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 2. ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์หน่วยของเล่นของใช้ 3. สร้างแผนการจัดกิจกรรมแผนการจัดประสบการณ์หน่วยของเล่นของใช้ 4. คู่มือการใช้แผนการจัดประสบการณ์หน่วยของเล่นของใช้ ระยะเวลาการดำเนินการ 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ได้แก่ วันอังคาร และวันพุธ วันละ 30 นาที เวลา 10.30 – 11.00 น. 5. นำแผนการจัดประสบการณ์ หน่วยของเล่นของใช้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของกิจกรรมและจุดมุ่งหมาย ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ นางสาวรุ้งนภา บานเย็น ครูพี่เลี้ยงสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ นางวิมลพรรณ ประไพรวัชรพันธ์ หัวหน้าสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ 6. ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดประสบการณ์ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ได้แก้ไข ปรับปรุง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 7. นำแผนการจัดประสบการณ์ที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่เด็กมีลักษณะและความสามารถใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 23 คน เพื่อหาข้อบกพร่องของจัดประสบการณ์ แล้วนำมาแก้ไขปรับปรุงให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 8. ปรับปรุงแก้ไข ขั้นตอนในแผนการจัดประสบการณ์โดยดูระยะเวลาและความสนใจของเด็กก่อน เริ่มจัดกิจกรรมเพื่อให้การจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาในการประเมินแบบสังเกต ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จากแบบสังเกตที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นให้เหมาะสม ทำให้นักเรียนมีความสนใจ และได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง 9. นำแผนการจัดประสบการณ์ที่แก้ไขแล้วจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายต่อไป 3.2. การสร้างแบบสังเกตความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนการสร้างโดยศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
24 แบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
25 ตารางดำเนินการทดลอง การใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองสำหรับเด็กปฐมวัย สัปดาห์ที่ วัน กิจกรรม เวลา 1 วันอังคาร วันพุธ การเรียนรู้หน่วย ของ เล่นของใช้ 30 นาที 2 วันอังคาร วันพุธ การเรียนรู้ดินน้ำมันเป็น อย่างไร 30 นาที 3 วันอังคาร วันพุธ การปั้นดินน้ำมันตาม จินตนาการ 30 นาที 4 วันอังคาร วันพุธ การเรียนรู้สถานะของ ดินน้ำมัน 30 นาที 5 วันอังคาร วันพุธ การปั้นดินน้ำมันตาม จินตนาการ 30 นาที 6 วันอังคาร วันพุธ การปั้นดินน้ำมันตาม ภาพที่กำหนด 30 นาที 7 วันอังคาร วันพุธ การปั้นดินน้ำมันตาม ภาพที่กำหนดและตาม จินตนาการ 30 นาที 8 วันอังคาร วันพุธ การส่งเสริมพัฒนาการ ด้านต่างๆจากการปั้นดิน น้ำมัน 30 นาที เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
26 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง และการแปลความหมายจากการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่ เข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียนกลุ่มทดลอง x̅ แทน ค่าเฉลี่ย S. D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน จากการวิจัยการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองสำหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัย ได้สังเกตพฤติกรรมและประเมินค่าคะแนนจากพฤติกรรมจำนวน 8 สัปดาห์มีรายการประเมิน 4 รายการ ดังนี้ 1. การเล่นและทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง 2. การทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ 3. การทำงานร่วมกับเพื่อน 4. การฟังและพูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง โดยมีคะแนนเต็มรายการละ 3 คะแนน ดังนั้นเด็กจะมีคะแนน 4 รายการ 12 คะแนน รวม 24 คะแนน ต่อสัปดาห์ผู้วิจัยจึงนำคะแนนในแต่ละสัปดาห์ของเด็กทุกคน มาแสดงเป็นคะแนนรวมจำนวนทั้ง 8 สัปดาห์ ดังนี้ ที่ ชื่อ-สกุล สัปดาห์ ที่ 1 สัปดาห์ ที่2 สัปดาห์ ที่3 สัปดาห์ ที่4 สัปดาห์ ที่5 สัปดาห์ ที่6 สัปดาห์ ที่7 สัปดาห์ ที่8 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 8 8 9 10 14 16 16 19 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 9 10 10 13 14 15 17 18 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 10 11 14 16 16 17 19 20 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 10 10 12 13 14 16 18 20 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 11 11 14 15 17 19 20 22 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 12 14 15 17 19 20 22 23 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 18 18 20 20 21 23 24 24 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 13 15 15 17 20 22 22 22 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 8 8 10 14 15 17 20 20 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 18 18 19 20 22 22 24 24
27 ที่ ชื่อ-สกุล สัปดาห์ ที่ 1 สัปดาห์ ที่2 สัปดาห์ ที่3 สัปดาห์ ที่4 สัปดาห์ ที่5 สัปดาห์ ที่6 สัปดาห์ ที่7 สัปดาห์ ที่8 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 9 9 10 13 16 16 18 19 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 8 8 9 9 11 12 15 17 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 8 9 11 12 12 14 15 18 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 11 11 12 15 15 15 16 20 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 10 10 11 12 12 14 17 21 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 20 20 20 21 21 22 22 24 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 18 19 19 19 20 22 22 23 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 17 18 20 21 21 23 24 24 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 14 17 18 19 20 22 23 24 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 11 12 15 15 18 20 21 23 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 15 18 20 20 20 22 23 24 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 8 9 9 10 12 14 15 19 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 8 8 9 11 13 13 14 16 x̅ 11.91 12.65 13.95 15.30 16.65 18.08 19.43 21.04 S.D. 3.93 4.21 4.19 3.80 3.53 3.66 3.34 2.54 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบ สมองสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 23 คน ในรายการประเมิน 4 รายการ คือ 1. การเล่นและทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง 2. การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ 3. การทำงานร่วมกับเพื่อน 4. การฟังและพูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง หลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.91, 12.65, 13.95, 15.30, 16.65, 18.08, 19.43, 21.04 ตามลำดับ
28 บทที่5 สรุปอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองซึ่งศึกษาเกี่ยวกับ การใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ในระบบสมองสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 เพื่อเป็นแนวทางให้ครู และผู้เกี่ยวข้องกับ การจัดการศึกษาปฐมวัย ได้ประโยชน์ในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้แก่เด็กอย่างมีประสิทธิภาพด้วย การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กต่อไป ความมุ่งหมายของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อศึกษาการใช้ดินน้ำมัน ที่มีผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ในระบบสมอง โดยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะ ดังนี้ 1.เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองโดยการใช้ดินน้ำมัน 2.เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้จากการใช้ดินน้ำมัน สมมติฐานในการวิจัย 1.เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ดินน้ำมัน มีการพัฒนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบ สมองในแต่ละสัปดาห์แตกต่างกัน 2.เด็กปฐมวัยมีการเปลี่ยนแปลงของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองสูงขึ้นหลังจากใช้ กิจกรรรมการใช้ดินน้ำมัน ความสำคัญของการวิจัย ศิลปะการปั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย เนื่องจากการ ปั้นนั้นต้องอาศัยการคิดที่หลากหลาย เด็กสามารถปั้นสิ่งต่างๆ ตามความคิด และจินตนาการได้อย่างเต็มที่ เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน ผลของการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำหรับครู และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับเด็กปฐมวัย ได้ตระหนัก และเห็นความสำคัญในเรื่องของการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3
29 ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 5 ห้องเรียน รวมจำนวน 115 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำนวน 23 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากประชากรได้มาตาม ขั้นตอนดังนี้ จับฉลากห้องเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 5 ห้องเรียน รวมจำนวน 115 คน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น การจัดกิจกรรมการใช้ดินน้ำมัน ตัวแปรตาม การพัฒนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ดำเนินการทดลองในการวิจัย เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ได้แก่ วันอังคาร และวันพุธ วันละ 30 นาที เวลา 10.30– 11.00 น. รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการทำการวิจัยมีดังนี้ 1. แผนการจัดประสบการณ์หน่วย ของเล่นของใช้ 2. แบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย - การเล่นและทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง - การทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ - การทำงานร่วมกับเพื่อน - การฟังและพูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง
30 วิธีดำเนินการทดลอง การทดลองครั้งนี้ ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีขั้นตอน ดังนี้ 1.สร้างความคุ้นเคยกับเด็กกลุ่มทดลองการใช้ตามตารางดำเนินการทดลองการใช้ดินน้ำมันในการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองสำหรับเด็กปฐมวัย 2.ทำการสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จากนั้นนำมาตรวจให้คะแนนตาม เกณฑ์และเก็บคะแนนไว้เป็นหลักฐาน 3.จัดเตรียมสภาพแวดล้อมภายในสถานที่ที่ทำการทดลองให้เหมาะสม 4.ดำเนินการทดลองการจัดประสบการณ์ตามตารางดำเนินการทดลองการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมองสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ได้แก่ วันอังคาร และวันพุธ วันละ 30 นาที เวลา 10.30 – 11.00 น. รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง การวิเคราะห์ข้อมูล 1. นำคะแนนที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลอง มาหาค่าสถิติพื้นฐานโดยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) 2.เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลอง และหลังการทดลองโดยวิธีทางสถิติ t -test Dependent Sample สรุปผลการวิจัย ในรายการประเมิน 4 รายการ คือ 1. การเล่นและทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง 2. การทำงานที่ ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ 3. การทำงานร่วมกับเพื่อน 4. การฟังและพูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง หลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.91,12.65,13.95,15.30,16.65,18.08,19.43,21.04 สูงขึ้นตามลำดับ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยมุ่งเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กันไปดังนี้ 1. ให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อเด็กจะได้เกิดความภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในการจัด กิจกรรมการใช้ดินน้ำมันในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในระบบสมอง 2. การบูรณาการเป็นการเชื่อมโยงกิจกรรมที่มีความหลากหลายแต่ว่ามีการบริหารที่เหมาะสม 3. ตระหนักถึงการสังเกต และการจดบันทึกพฤติกรรมเด็ก เพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการสื่อสาร เป็นข้อมูลประจักษ์ที่สะท้อนถึงรายละเอียดการดำเนินกิจกรรมในแต่ละวันซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์
31 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ.(2560).หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช2560.(ส าหรับเด็กอายุ 3-5ปี). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2553). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพฯ : แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชัน. ทัศนีย์ ดีเลิศ.(2551).การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์และความฉลาดทางอารมณ์ในกิจกรรม ศิลปะของเดก ็ปฐมวยัระหว่างการจดัการเรียนรู้ที่สอดคล้องกบัการทา งานของสมอง โดยใช้รปูแบบไตรสิกขา กบัการจดัการเรียนร้รูปูแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรคเ์พื่อการ เรียนรู้.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา/พระนครศรีอยุธยา. นงลักษณ์ เกตุการณ์.(2551).การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์และความเชื่อมนั่ ในตนเอง ใน กิจกรรมศิลปะของนักเรียนชนั้อนุบาล 2 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบการระดมสมอง และการจดัการเรียนร้แูบบซินเทคติกส์.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา/ พระนครศรีอยุธยา. พัชรมณฑ์ ศุภสุข.(2556).การพฒันาความคิดสร้างสรรค์ในเดก ็ปฐมวยัโดยการเล่านิทานประกอบ คา ปลายเปิดแบบมีโครงสร้างควบค่กูารเสริมแรงสงัคม.ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ.(2542).เทคนิคการวดัผลการเรียนร้.ู กรุงเทพฯ. สุวีริยาสาสน วราภรณ์ รักวิจัย.(2533).การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ.กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). สิทธิชัย ลายเสมา. (2557). ระบบการเรียนร้รู่วมกนัด้วยทีมเสมือนจริงในสภาพแวดล้อมการเรียน แบบภควนัตภาพโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรคเ์พื่อพฒันาความคิด สร้างสรรค์และทักษะการท างานร่วมกัน. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารเพื่อการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2552).พฒันาทกัษะการคิดตามแนวปฏิรปูการศึกษา.กรุงเทพฯ : 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุริยา ฆ้องเสนาะ. (2558). การดูแลและการศึกษาเด็กปฐมวัย. ในการศึกษาของเด็กปฐมวัย หัวใจ ส าคัญของการศึกษา.เข้าถึงได้จาก http : admin.e-library.onecapps.org/Book/1233.pdf
32 ภาคผนวก
33 ภาคผนวก ก ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 1 – สัปดาห์ที่8
34 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 1 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 2 2 2 2 8 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 2 3 2 2 9 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 2 3 3 2 10 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 2 3 2 3 10 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 3 3 3 2 11 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 4 2 3 3 12 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 4 5 4 5 18 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 5 3 2 3 13 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 2 2 2 2 8 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 5 4 3 6 18 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 2 2 2 3 9 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 2 2 2 2 8 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 2 2 2 2 8 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 3 3 3 2 11 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 3 3 2 2 10 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 4 6 6 4 20 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 5 6 4 3 18 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 5 6 3 3 17 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 4 5 3 2 14 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 2 2 3 4 11 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 5 5 3 2 15 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 2 2 2 2 8 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 2 2 2 2 8 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
35 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 2 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 2 2 2 2 8 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 2 3 3 2 10 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 3 3 3 2 11 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 3 3 2 2 10 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 3 3 3 2 11 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 4 4 4 2 14 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 6 6 3 3 18 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 4 4 4 2 15 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 2 2 2 2 8 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 5 5 5 3 18 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 2 2 2 3 9 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 2 2 2 2 8 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 3 2 2 2 9 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 3 3 3 2 11 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 2 3 3 2 10 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 5 5 5 5 20 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 5 5 4 5 19 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 4 4 5 5 18 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 4 3 5 5 17 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 4 4 2 2 12 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 4 4 4 6 18 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 2 3 2 2 9 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 2 2 2 2 8 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
36 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 3 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 2 2 2 3 9 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 3 3 2 2 10 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 4 4 4 2 14 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 3 3 3 3 12 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 4 4 4 2 14 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 3 3 4 5 15 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 5 6 5 4 20 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 4 4 4 3 15 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 2 3 3 2 10 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 6 6 4 3 19 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 3 3 2 2 10 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 2 2 2 3 9 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 3 3 3 2 11 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 4 4 2 2 12 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 3 3 3 2 11 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 5 4 6 5 20 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 6 4 4 5 19 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 5 5 5 5 20 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 4 4 4 6 18 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 3 3 4 5 15 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 5 5 5 5 20 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 2 2 2 3 9 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 2 3 2 2 9 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
37 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 4 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 3 3 2 2 10 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 3 3 3 4 13 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 4 2 4 6 16 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 4 4 3 2 13 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 4 4 3 4 15 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 5 5 5 2 17 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 5 5 5 5 20 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 6 6 3 2 17 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 3 3 3 5 14 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 4 5 6 5 20 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 2 3 3 5 13 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 2 2 2 3 9 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 4 3 3 2 12 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 4 4 4 3 15 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 2 3 4 3 12 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 5 5 5 6 21 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 4 5 5 5 19 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 6 5 5 5 21 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 4 5 5 5 19 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 3 2 6 4 15 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 5 5 5 5 20 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 2 3 2 3 10 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 3 3 2 3 11 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
38 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 5 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 4 4 4 2 14 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 3 3 3 5 14 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 4 4 4 4 16 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 4 2 4 4 14 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 4 5 4 4 17 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 5 4 5 5 19 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 6 5 5 5 21 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 4 5 6 5 20 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 3 2 4 6 15 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 4 6 6 6 22 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 4 4 4 4 16 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 3 3 3 2 11 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 3 3 2 4 12 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 6 3 3 3 15 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 3 3 3 3 12 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 5 5 6 5 21 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 4 6 5 5 20 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 6 5 5 5 21 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 5 5 6 4 20 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 6 6 3 3 18 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 5 5 5 5 20 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 4 4 2 2 12 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 3 3 3 4 13 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
39 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 6 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 4 4 4 4 16 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 4 4 3 4 15 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 4 4 5 4 17 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 5 5 3 3 16 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 5 5 5 4 19 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 6 4 4 6 20 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 6 6 5 6 23 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 6 6 6 4 22 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 4 5 4 4 17 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 6 4 6 6 22 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 3 4 5 4 16 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 4 4 2 2 12 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 3 3 5 3 14 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 5 2 3 5 15 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 4 4 4 2 14 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 5 5 6 6 22 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 6 5 6 5 22 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 6 5 6 6 23 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 5 5 6 6 22 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 5 4 6 5 20 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 5 6 6 5 22 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 4 4 4 2 14 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 4 4 3 2 13 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
40 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 7 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 4 4 4 4 16 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 4 4 5 4 17 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 4 4 5 6 19 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 5 4 6 3 18 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 5 5 5 5 20 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 6 4 6 6 22 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 6 6 6 6 24 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 6 6 6 4 22 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 5 5 6 4 20 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 6 6 6 6 24 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 5 4 5 4 18 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 4 4 4 3 15 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 3 3 5 4 15 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 5 3 3 5 16 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 4 4 4 5 17 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 5 5 6 6 22 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 6 5 6 5 22 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 6 6 6 6 24 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 5 6 6 6 23 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 5 5 6 5 21 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 5 6 6 6 23 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 4 4 4 2 15 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 4 4 3 3 14 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
41 ตารางแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในการปั้นดินน้ำมัน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ปีการศึกษา 2565 สัปดาห์ ที่ 8 ที่ ชื่อ - สกุล ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา คะแนนรวม การเล่นและทำ กิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วย ตนเอง การทำงานที่ได้รับ มอบหมายจน สำเร็จเมื่อมีผู้ ชี้แนะ การทำงานร่วมกับ เพื่อน การฟังและพูด โต้ตอบเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟัง 1 เด็กชายทักษิณ ศุภมาตร 4 4 5 6 19 2 เด็กชายธนดล ซาเกิม 4 4 5 5 18 3 เด็กชายประดิทรรศณ์ รัชตวัฒน์ธนกุล 5 4 5 6 20 4 เด็กชายวุฒิภัทร มวลชัยภูมิ 5 4 6 5 20 5 เด็กชายปัณณวิท เบียดนอก 5 5 6 6 22 6 เด็กชายปุณณวิช คำมูล 6 5 6 6 23 7 เด็กชายศิรภพ จันทรเสาวพักตร์ 6 6 6 6 24 8 เด็กชายสุกฤษฎิ์ สุนมา 6 6 6 4 22 9 เด็กชายภูมิพัฒน์ เคนเหลื่อม 5 5 6 4 20 10 เด็กชายกันทรากร ชมนาวัง 6 6 6 6 24 11 เด็กชายรัชชานนท์ บดสูงเนิน 5 5 5 4 19 12 เด็กหญิงรัญชิดา พึ่งภูมิ 4 4 4 5 17 13 เด็กหญิงพรชนก ประดับวงศ์ 3 6 5 4 18 14 เด็กหญิงประกายกันยา อาจอนงค์ 5 6 4 5 20 15 เด็กหญิงธัญลักษณ์ นิยมพงษ์ 5 5 6 5 21 16 เด็กหญิงอนัญญา ทับสุข 6 6 6 6 24 17 เด็กหญิงกัญญาณัฐ พูลสุข 6 5 6 6 23 18 เด็กหญิงมาริสา ทนงแผง 6 6 6 6 24 19 เด็กหญิงวรัญญา มังศรี 6 6 6 6 24 20 เด็กหญิงกัญฐมา ชัยเขว้า 5 6 6 6 23 21 เด็กหญิงณัฐธิดา เลยกลาง 6 6 6 6 24 22 เด็กหญิงสิรินดา อุปนันไชย 4 5 4 6 19 23 เด็กหญิงกัลยกร พิงสำนัก 3 4 6 3 16 เกณฑ์การประเมิน ระดับ3 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง ระดับ2 ปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้ง ระดับ1 ปฏิบัติไม่ได้
42 ภาคผนวก ข ภาพประกอบกิจกรรม
43
44