(เพจภาษาไทย ใจพองโต)
พยัญชนะไทย คือ เครื่องหมายหรือตัวอักษร ก-ฮ ที่ใช้แทนเสียง พยัญชนะในภาษาไทย เพื่อน าไปประกอบเป็นค าที่มีความหมายส าหรับใช้ สื่อสาร พยัญชนะไทยมี 44 ตัว 21 เสียง แบ่งได้เป็นอักษร 3 หมู่ หรือ ไตรยางศ์ หาค าตอบว่าพยัญชนะไทยมีอะไรบ้าง และมีกี่เสียง รวมทั้งสื่อการ สอนและแบบฝึกเขียนพยัญชนะไทย 44 ตัว ไตรยางศ์คือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต ่า อักษรสูงมีอะไรบ้าง? อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห โดยผันได้ 3 เสียง คือ เอก โท จัตวา วิธีท่องจ าอักษรสูง คือ ผี ฝาก ถุง (ฐ, ถ) ข้าว (ฃ, ข) สาร (ศ, ษ, ส) ให้ ฉัน อักษรกลางมีอะไรบ้าง? อักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ โดยผันได้ 5 เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา วิธีท่องจ าอักษรกลาง คือ ไก่ จิก เด็ก (ด, ฎ) ตาย (ต, ฏ) บน ปาก โอ่ง อักษรต ่ามีอะไรบ้าง? อักษรต ่ามี 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ โดยผันได้ 3 เสียง คือ สามัญ โท ตรี อักษรต ่ายังแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ อักษรคู่ (มีอักษรสูงเป็นคู่) 14 ตัว และอักษรเดี่ยว 10 ตัว วิธีจ าอักษรต่ าเดี่ยว คือ งูใหญ่นอน อยู่ณ ริม วัด โม ฬีโลก วิธีจ าอักษรต ่าคู่ คือ พ่อ (พ, ภ) ค้า (ค, ฅ) ฟัน ทอง (ฒ, ฑ, ท, ธ) ซ้ือ ช้าง ฮ่อ ไตรยางค์ หรือ ไตรยางศ์? ✅ ค าที่ถูกต้อง: ไตรยางศ์ ❌ ค าที่ผิด: ไตรยางค์ พยัญชนะไทย
หนา ้ ท ี่ของพย ั ญชนะไทย •เป็นพยัญชนะต้นของค า เป็นตัวแรกของค าหรือพยางค์ เช่น คน สวย •เป็ นพยัญชนะท้ายค าหรือตัวสะกด ซ่ึงเรามักเรียนรู้ในรูปมาตรา ตัวสะกด เช่น ค าว่า ตก หรือ สุข ที่มีตัวสะกดอยู่ในมาตราแม่กก •เป็นเสียงพยัญชนะควบกล ้า เช่น กล้า (กล) •เป็นอักษรน า-อักษรตาม เช่น หวาน อย่า อยู่ อย่าง อยาก •เป็นอักษรย่อ เช่น ม.ค. ย่อมาจาก มกราคม •เป็นตัวการันต์ เช่น จันทร์ สัตว์ พ่อขุนรามค าแหงมหาราชได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย หรือ “ลายสือไทย” ข้ึนเม่ือประมาณปีพ.ศ. 1826 โดยดัดแปลงมาจากอักษร มอญ อักษรขอม และอักษรอินเดียฝ่ายใต้ หลังจากสมัยพ่อขุนรามค าแหง อักษรไทยได้มีการปรับปรุงต่อมา เร่ือย ๆ และในสมัยสมเด ็ จพระนารายณ์มหาราช ประมาณปีพ.ศ. 2223 ตัวอักษรไทยได้เร่ิมมีรูปทรงคล้ายกับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน พยัญชนะมี 44 รูป แต่มีเสียงเพียง 21 เสียงเท่านั้น เพราะ พยัญชนะบางรูปจะมีเสียงซ ้ากัน สระในภาษาไทยมี 21 รูป วรรณยุกต์ไทยมี 4 รูป 5 เสียง พยัญชนะไม่สามารถออกเสียงตามล าพังได้ โดยต้องอาศัยเสียง สระช่วยเพ่ือให้ออกเสียงเป็ นค า ภาษาไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ เพราะประกอบไปด้วยพยัญชนะ ไทย สระ และวรรณยุกต์ ภาษาไทยมีเลขไทย หรือตัวอักษรไทยที่เป็ นตัวเลข ได้แก่๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เพ่ือให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าและความส าคัญของภาษาไทย พยัญชนะไทย ประวัติอักษรไทย
การใช้ค าราชาศัพท์ ระดับพระมหากษัตริย์และบรมวงศานุวงศ์ ค านาม 1. ใช้ค า “พระบรม” หรือ “พระบรมราช” น าหนา้ค านามที่ส าคญั ซ่ึงสมควรจะเชิดชูให้เป็ นเกียรติเช่น พระบรมราชโองการ 2. ใช้ค า “พระราช” น าหนา้ค านามที่ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์ซ่ึง ต้องการกล่าวไม่ให้ปนกับพระบรมวงศานุวงศ์ ตัวอย่าง พระราชประวัติ 3. ใช้ค า “พระ” น าหนา้ค านามทั่วไปเพ่อืให้แตกต่างจากสามัญชน ตัวอย่าง พระเก้าอี้พระชะตา พระต าหนัก กริยา ค าว่า “ทรง” ค าว่าทรง ทรง ตามด้วย ค านาม มีความหมายถึง กษัตริย์เทพเจ้า ตัวอย่าง ทรงธรรม ทรงชัย ทรงฉัตร หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน ค าว่าทรง ค านาม ตามด้วย ทรง บอกให้ทราบว่า ส่ิงนั้นเป็ นของ พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ตัวอย่าง เคร่ืองทรง ม้าทรง ค าว่าทรงตามด้วยนามราชาศัพท์ ตัวอย่าง ทรงยินดี ทรงฟัง ค าว่าทรงหมายถึงท า ตัวอย่าง ทรงบาตร หมายถึง ใส่บาตร ค าว่าทรงเม่ือใช้กับกริยา “มี” และ “เป็น” • ถ้าค านามข้างหน้าเป็นราชาศัพท์ ไม่ต้องใช้ทรง ตัวอย่าง เป็นพระราชโอรส มีพระบรมราชโองการ • ถ้าค านามข้างหลังเป็นค าสามัญ ต้องใช้ทรง ตัวอย่าง ทรงเป็นประธาน ทรงมีทุกข์ ค าราชาศัพท์ ค าราชาศัพท์ศัพท์หลวง ศัพท์ราชการ และหมายรวมถึงค าสุภาพซ่ึงน ามาใช้ให้ ถูกต้องตามชั้นหรือฐานะของบุคคล บุคคลผู้ที่พูดต้องใช้ราชาศัพท์ด้วย จ าแนกเป็น 5 ประเภท คือ 1. พระมหากษัตริย์ 2. พระบรมวงศานุวงศ์ 3. พระสงฆ์ 4. ข้าราชการชั้นสูงหรือขุนนาง 5. สุภาพชนทั่วไป
ส านวน สุภาษิต ค าพังเพย ค าพังเพย คือ ถ ้ อยค าที่เปรียบเทียบเหต ุ การณ ์ หร ื อ เร่ื องราวต่างๆ ที่พบเห ็ นได้ในการด ารงชีวิตของ คนรุ่นก่อน โดยมากไม่เน้นการสั่งสอน แต่ใช้ใน ท านองเสียดสีประชดประชัน เพ่ือให้สะท้อน ความคิด ความเช่ือถือ และเป็ นคติเตือนใจ หรือ เป็นข้อคิดสะกิดใจให้น ามาปฏิบัติ ตัวอย่างค าพังเพย งมเข็มในมหาสมุทร, ขิงก็ราข่าก็แรง, ต าน ้าพริก ละลายแม่น ้า สุภาษิต สุภาษิต คือ ค ากล่าวที่มีคติสอนใจ สุภาษิตจึง มีลักษณะเดียวกับส านวนและค าพังเพย แต่มี จ ุ ดม ุ่งหมายเพ่ื อการสั่งสอน เต ื อนสติให ้ คิด ไม่มีการเสียดสีหรือติชมอย่างค าพังเพย เป็น ถ้อยค าที่แสดงหลักความจริง เป็ นที่ยอมรับ กันโดยทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างสุภาษิต ท าดีได้ดีท าชั่วได้ชั่ว, น้ าเชี่ยวอย่าขวางเรือ ส านวน หมายถึง โวหาร ท านองพูด ถ้อยค าที่เรียบเรียง เป็นลักษณะความหมายเชิงอุปมาเปรียบเทียบ ไม่แปลความหมายตามตัวอักษร จึงฟังแล้ว มักจะไม่ได้ความหมายของตัวมันเอง ต้อง น าไปประกอบกับเร่ือง หรือเหตุการณ์จึงจะได้ ความหมายเป็ นคติเตือนใจ เช่นเดียวกับค าที่ เป็นสุภาษิต ตัวอย่างส านวน แกะด า กระต่ายหมายจันทร์
ศัพท์บัญญัติ คือค าที่บัญญัติข้ึนใหม่ในภาษาไทย โดยราชบัณฑิตยสถานเป็ นผู้รับรอง เพ่ือรองรับศัพท์ใหม่ๆ ที่เกิดข้ึนตามเทคโนโลยีและความก้าวหนา้ของโลก การบัญญัติศัพท์ข้ึนใหม่มีหลัก 2 ประการ คือ 1. สร้างค าข้ึนมาใหม่อาจจะใช้การแปลความหมายจากศัพท์เดิม หรือหาค า ใหม่มาแทน เช่น Frost น ้าค้างแข็ง 2. ถ้าหาค าไทยที่เหมาะสมไม่ได้ ก็สร้างค าใหม่โดยใช้ค าภาษาบาลีและ สันสกฤต บางค าอาจใช้วิธีผูกค าแบบค าสมาสก ็ได้ซ่ึงต้องเป็ นค าที่มีใช้มาก่อน และสามารถออกเสียงได้ง่าย เช่น University มหาวิทยาลัย ค าทับศัพท์และศัพท์บัญญัติ ค าทับศัพท์ และค าศัพท์บัญญัตินั้น มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ค าทับศัพท์ หมายถึง ค าที่ถ่ายเสียงมาจากรูปค าในภาษาอื่น และน ามาเขียน ในรูปแบบของภาษาไทย เพื่อให้คนที่ใช้ภาษาสามารถออกเสียงได้อย่าง ถูกต้อง ส่วนค าศัพท์บัญญัติหมายถึง ค าที่บัญญัติข้ึนเพ่ือใช้แทนค า ต่างประเทศ ไทยมีความสัมพันธ์กับต่างชาติ จากการติดต่อท าการค้า การ ทูต การสอนศาสนา ศิลปวัฒนธรรมมาช้าน าน จึงมีการยืมค า ภาษาต่างประเทศมาใช้อาจด้วยวิธีการทับศัพท์หรือสร้างค าศัพท์ใหม่ข้ึนมา ใช้ ทั้งในวงวิชาการและทั่วไป การศึกษาเรื่องการใช้ค าในภาษาไทย จะช่วยให้ สามารถใช้ค าทับศัพท์และศัพท์บัญญัติต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ค าทับศัพท์ และค าศัพท์บัญญัตินั้น มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ค าทับการยืมค าภาษาต่างประเทศมาใช้ใน ภาษาไทยมี 2 วิธีคือ ใช้ค าในภาษานั้นเลย ที่เรียกว่า “ค าทับศัพท์” และการ บัญญัติศัพท์ข้ึนใหม่ที่เรียกว่า “ศัพท์บัญญัติ ค าทับศัพท์ คือค าที่ถ่ายเสียงมาจากรูปค าใน ภาษาอื่น และน ามาเขียนในรูปแบบของ ภาษาไทย เพื่อให้คนที่ใช้ภาษาสามารถ ออกเสียงได้อย่างถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ ใกล้เคียงกับภาษาเดิม ค าทับศัพท์นั้นยืม มาจากภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส อังกฤต จีน block = บล็อก digital = ดิจิทัล email = อีเมล form = ฟอร์ม golf = กอล์ฟ
1. เสียงสระ 2. เสียงพยัญชนะ 3. เสียงวรรณยุกต์ เสียงสระ เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งออกมาจากล าคอโดยตรง ไม่ถูกสกัดกั้น ณ ที่ใดที่หน่ึงในช่องทางเดินของลมเลย แล้วกระทบเส้นเสียงทั้งสอง ข้าง เกิดเป็นเสียงสั่นสะเทือน มีเสียงก้องกังวาน และออกเสียงได้ ยาวนานกว่าเสียงพยัญชนะ เสียงสระ มี 24 เสียง แบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1. สระแท้ 2. สระประสม เสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาจากล าคอ แล้วกระทบ กับอวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องปากหรือช่องจมูก ลมอาจถูกสกัดกั้นไว้ ทั้งหมดหรือเป็นบางส่วน จึงท าให้เกิดเสียงพยัญชนะต่าง ๆ เสียงพยัญชนะไทย (21 เสียง) รูปพยัญชนะไทย (44 รูป) เสียงวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์คือ เสียงที่มีระดับสูงต่ าแตกต่างกันไป นับว่าส าคัญ มาก เพราะท าให้ความหมายของค าเปลี่ยนไปด้วย เสียงวรรณยุกต์ มี 5 เสียง คือ 1. เสียงสามัญ เช่น แตง ปาน แนว กอง เป็นต้น 2. เสียงเอก เช่น จัด ก่อน โปรด อ่ิม เป็ นต้น 3. เสียงโท เช่น ห้ิว ง่าย มีด บ้าน ชั่ง ท้อง เป็ นต้น 4. เสียงตรี เช่น โต๊ะ ชุด พลุ ไม้ เป็นต้น 5. เสียงจัตวา เช่น เสือ หวาน เขา ถือ เป็นต้น เสียงในไทย เสียงในภาษา หมายถึง เสียงที่ มนษุย์เปล่งออกมา เพ่ือส่ือความหมายระหว่าง มนุษย์ด้วยกัน และ เพ่ือสนองความต้องการ ต่าง ๆ เช่น ขอความช่วยเหลือ แสดงความรู้สึก รัก เกลียด โกรธ ชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ เสียงในภาษาเกิดจากอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่ กระบังลม ปอด หลอดลม กล่องเสียง ล้ินไก่ เพดาน ล้ิน ปุ่มเหงือก ริมฝีปาก และช่องจมูก มาท างานประสานกัน จึงท าให้เกิดเสียงได้
พยางค์ เสียงที่เราเปล่งออกมา 1 ครั้งนับเป็น 1 พยางค์ ไม่ว่าเสียง นั้นจะมีความหมาย หรือไม่มีความหมาย ก็นับเป็น 1 พยางค์ เช่น ออกเสียงว่า “อุ” นั่นคือ 1 พยางค์ ถ้าออกเสียงว่า “อุ อุ อุ” นั่นคือ 3 พยางค์ แม่ว่าจะไม่มีความหมาย เป็นต้น พยางค์ 1 พยางค์ มีส่วนประกอบด้วยองค์ 3 คือ พยัญชนะ ต้น สระ และวรรณยุกต์ เช่น “อา” ประกอบด้วย พยัญชนะต้น อ อ่าง + สระอา + เสียงวรรณยุกต์สามัญ พยางค์เป็นส่วนประกอบย่อยของค าด้วย ค าบางค า ประกอบด้วยพยางค์เดียว ค าบางค ามีหลายพยางค์ เช่น ร ั ต น โ ก สิ น ท ร์ ( ร ั ด-ต ะ -น ะ - โ ก- สิ น) มี 5 พ ย า ง ค์ อุตุนิยมวิทยา (อุ-ตุ-นิ-ยม-วิด-ทะ- ยา) มี 7 พยางค์ เป็นต้น ค า คือพยางค์ที่มีความหมาย ซ่ึงเร่ิมมี ความหมายได้ตั้งแต่ 1 พยางค์เช่น พ่อ แม่พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ค าที่ไม่มีตัวสะกด คือมี3 ส่วนประกอบ คือ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ เรียกว่า พยางค์เปิด เช่น งู ม้า ลา ไก่ ค าที่มีตัวสะกด คือมี4 ส่วนประกอบ คือ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด เรียกว่า พยางค์ปิด เช่น มด ยุง หุง ข้าว พยางค์และค า แต่ค าที่ใช้ตัวการันต์บนตัวสะกด เราจะไม่ออกเสียงตัวสะกดนั้น เช่น เล ่ ห ์ เสน ่ ห ์ จ ั นทร ์ เทศน ์ ท ุ กข ์
ค ามูล “มูล” มีความหมายว่า โคน รากเหง้า “ค ามูล” จึงหมายถึง ค าพื้นฐานที่มี ความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นค าที่สามารถน าไปใช้สร้างเป็นค าประสม ค าซ ้า และค าซ้อน ที่เราจะได้เรียนรู้กันต่อไป ค ามูล เป็นค าที่มีความหมายเดียว เช่น ท า บ้าน พ่อ แม่ หรือหลาย ความหมายก็ได้ เช่น สาว พาย ชาย แก่ ปาน กา รา ด า ค ามูลอาจมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น กระจอก สนุก สับปะรด บันได ลิเก นิโคติน เป็นต้น ค ามูลที่มีหลายพยางค์นั้น เมื่อแยก พยางค์ออกแล้ว แต่ละพยางค์จะต้องไม่มีความหมาย แต่ถ้ามีพยางค์ใด พยางค์หน่ึง หรือทุกพยางค์มีความหมายในตัวเอง ความหมายนั้นต้องไม่ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความหมายของค ามูลนั้น ค าซ้อน เกิดจากการเอาค าที่มีความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงข้ามกัน มารวมกันเป็นค าใหม่ เพ่ือให้มีความหมายชัดเจนมากข้ึน หนักแน่นมากข้ึน ให้รายละเอียดมากข้ึน เช่น เสียดสี เกียจคร้าน รุ่งเรือง มุ่งหมาย ผลัดเปลี่ยน ค าซ ้า ค าซ ้ามีรูปแบบคล้ายกับค าซ้อน คือ เป็นค าที่เกิดจากค ามูลตั้งแต่ 2 ค า ข้ึนไปมาประสมกัน แต่ค ามูลที่น ามาประสมกันนั้น ต้องเป็ นค าเดียวกัน จึงจะ เกิดเป็ นค าซ้ า โดยค าที่เกิดข้ึนใหม่จะมีความหมายคล้ายเดิม แต่เนน้ น้ าหนักของความหมาย ให้หนักข้ึน หรือเบาลง หรืออาจเปลี่ยนความหมาย เป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น “ร้อนๆ” “หนาวๆ” “เด็กๆ” “เล่นๆ” การสร้างค าในภาษาไทย ค าประสม ค าประสมสร้างจากค ามูล ที่มีความหมายต่างกัน มารวมกันตั้งแต่ 2 ค า ข้ึนไป แล้วมีความหมายใหม่แต่ก ็ ต้องมีความหมายใกล้เคียงกับค ามูลเดิม ค าใดค าหน่ึง ที่น ามาประสมกัน หรือมีความหมายไปในเชิงเปรียบเทียบ เช่น “แม่ทัพ” ค าว่า “แม่” หมายถึง “มารดา” มีความหมายต่างจากค าว่า “ทัพ” ที่หมายถึง “กองก าลังทหาร” แต่เมื่อรวมกัน จะหมายถึง ผู้ออกค าสั่ง หรือหัวหน้าสูงสุดของกองทหาร ซ่ึงเป็ นความหมายใหม่แต่ก ็ มีความ เกี่ยวข้องกับความหมายของค ามูลเดิม คือ เป็นเรื่องของการทหาร และ หมายถึงตัวผู้มีอ านาจสูงสุด ผู้เป็ นใหญ่ในกองทหาร ซ่ึงเปรียบเหมือน “แม่” ที่เป็นใหญ่ในบ้าน ตัวอย่างค าประสมอื่นๆ ก็เช่น แม่บ้าน พ่อครัว รถบรรทุก ปลาเสือ ละครลิง น ้าปลา ผงซักฟอก เป็นต้น
1. อุปมาโวหาร อุปมา คือ การ เปรียบเทียบว่าส่ิงหน่ึงเหมือนกับ ส่ิง ห น่ึง โ ด ย ใ ช้ค า เ ช่ือ ม ที่มี ความหมายเช่นเดียวกับค าว่า " เหมือน " เช่น ดุจ ดั่ง ราว ราว กับ เปรียบ ประดุจ เฉก เล่ห์ ปาน ประหน่ึง เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน ถนัด ละหม้าย เสมอ กล 2. อุปลักษณ์ ก็คล้ายกับอุปมา โวหารคือเป็นการเปรียบเทียบ เ ห มื อ น ก ั น แ ต่ เ ป็ น ก า ร เปรียบเทียบส่ิงหน่ึงเป็ นอีกส่ิง หน่ึง การเปรียบเทียบส่ิงหน่ึง เป็ นอีกส่ิงหน่ึง 3. สัญลักษณ์เป็ นการเรียกช่ือ ส่ิง ๆ หน่ึงโดยใช้ค าอ่ืนมาแทน ไม่เรียกตรงๆ ส่วนใหญ่ค าที่น ามา แทนจะ เป็ นค าที่เกิดจากกา ร เปรียบเทียบและตีความ ซ่ึงใช้กัน มานานจนเป็ นที่เข้าใจและรู้จักกัน โดยทั่วไป 4. บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต บุคคลสมมติ คือการกล่าวถึง ส่ิงต่า งๆ ที่ไม่มีชีวิต ไม่มี ความคิด ไม่มีวิญญาณ เช่น โต๊ะ เก้าอี้อิฐ ปูน หรือส่ิงมีชีวิต ที่ไม่ใช่มนษุย์เช่น ต้นไม้ สัตว์ 5. อธิพจน์ หรือ อธิพจน์ คือ โวหารที่กล่าวเกินความจริง เพ่ือ สร้างและเน้นความรู้สึกและ อ า ร ม ณ์ ท า ใ ห้ ผู้ ฟั ง เ กิ ด ความรู้สึกที่ลึกซ้ึง 6. สัทพจน์หมายถึง ภาพพจน์ที่ เ ลี ย น เ สี ย ง ธ ร ร ม ช า ติ เ ช่ น เสียงดนตรีเสียงสัตว์เสียงคล่ืน เสียงลม เสียงฝนตก เสียงน ้ า ไหล 7. นามนัย คือ การใช้ค าลักษณะ หรือคุณสมบัติของส่ิงใดส่ิงหน่ึง แทนอีกส่ิงหน่ึง นามนัยนั้นจะดึง เอาลักษณะบางส่วนของส่ิงหน่ึงมา กล่าวให้หมายถึงส่วนทั้งหมด หรือ ใช้ช่ือส่วนประกอบส าคัญของส่ิง นั้นแทนส่ิงนั้นทั้งหมด 8. ปรพ า กย์ ปฏิพ า ก ย์ หรื อ ปรพากย์คือการใช้ถ้อยค าที่มี ความหมายตรงกันข้ามหรือ ข ั ด แ ย้ ง ก ั น ม า ก ล่ า ว อ ย่ า ง กลมกลืนกัน โวหารภาพพจน ์