สารจากผู้อำนวยการ
วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
การแสดงศักยภาพนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทองเป็นการนำ
เสนอผลงานของผู้เรียน โดยนำความรู้ที่ได้รับมาจากชั้นเรียน จากประสบการณ์ ห
รือจากการฝึกฝนของนักศึกษาการนำเสนอผลงานของผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งของ
การเรียนรู้ในห้องเรียน นำทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ดึงศักยภาพในตัวของผู้เรียนออกมา
ให้เห็นจากนามธรรมเป็นรูปธรรม ออกมาในรูปแบบสมรรถนะที่วัดและประเมินผลได้
ชัดเจน ในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของวิทยาลัย เป้าหมายสำคัญ คือ
การนำความรู้ที่ได้ศึกษามาสร้างผลงานในรูปแบบอนุรักษ์ หรือสร้างสรรค์ คงไว้ซึ่ง
ภูมิปัญญาท้องถิ่นและยังเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ขององค์กร "สืบสาน
สร้างสรรค์ งานศิลป์" สู่การเป็นมืออาชีพงานศิลป์ของผู้เรียนผลงานจะดีได้ต้อง
ผ่านการคิด วิเคราะห์ การวางแผน การฝึกซ้อม การร่วมมือร่วมใจของผู้เรียน จน
นำมาสู่ "การแสดงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา"
กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมีการนำรายวิชาต่างๆ มาบูรณาการร่วมกัน
ขอชื่นชมทั้งนักศึกษา และขอขอบคุณอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรทุกท่านที่มีส่วน
เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมครั้งนี้สำเร็จบรรลุผลและเกิดผล
ประโยชน์โดยตรงต่อนักศึกษาอย่างแท้จริง
(รองศาสตราจารย์สมภพ เขียวมณี)
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
สารจากรองฝ่ายกิจการนักเรียน นักศึกษา
วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
การสร้างผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ ถือว่าเป็นภารกิจและหน้าที่หลัก
ของครูอาจารย์ วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ที่ต้อง
สร้างให้นักเรียน นักศึกษา มีอนาคต มีความเจริญก้าวหน้า มีทักษาวิชาชีพ ซึ่ง
ส่งผลดีต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ
ในปีการศึกษา 2565 งานสภานักเรียนงานสโมสรนักศึกษาฝ่ายกิจการ
นักเรียนนักศึกษาได้จัดงานแสดงศักยภาพของนักศึกษา ในวันที่ 7 ตุลาคม
2565 นี้ ถือว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมทักษะในการทำงานร่วมกัน อย่างเป็นระบบ
ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพด้านวิชาชีพดนตรี นาฏศิลป์ ขออวยพรให้กิจกรรมการ
แสดงศักยภาพครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอเป็นกำลังใจให้กับ
นักเรียนนักศึกษาทุกคน
(ครูสำเริง ผ่องพุฒิ)
ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน นักศึกษา
วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
สารจากหัวหน้างานสภานักเรียน และสโมสรนักศึกษา
วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
ศักยภาพ หมายถึง อำนาจหรือคุณสมบัติที่มีแฝงอยู่ในสิ่งต่าง ๆ อาจ
ทำให้พัฒนาหรือให้ปรากฏเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้
จากความหมายของคำว่า “ศักยภาพ” ที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับต่าง
ๆ ที่สอดคล้องกัน เป็นคำตอบที่จะปรากฏเป็นรูปธรรมในวันที่ 7 ตุลาคม 2565
ภาพที่ปรากฏทั้งหมดเป็นภาพที่เกิดจากการบ่มเพาะ ของคณะครู อาจารย์
วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง ผนวกกับพลังที่อยู่ภายในของศิษย์ทุกคน ที่ได้รับ
โอกาสให้แสดงสิ่งที่อยู่ภายในออกมาให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ต่อสาธารณชน
การสั่งสมองค์ความรู้จากในห้องเรียน ผสานกับประสบการณ์ของตน
จะนำสู่กระบวนการสร้างสรรค์และการบริหารจัดการ การแสดงทุกระบบ จนเกิด
เป็นผลงานเชิงประจักษ์ แสดงถึงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยนาฏ
ศิลปอ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พัฒนาและประยุกต์ใช้สู่การประกอบ
อาชีพได้อย่างงดงามต่อไป
ขอเป็นกำลังใจ ขอให้ก่อเกิดพลัง ขอให้เกิดความสำเร็จ
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขสันติ แวงวรรณ)
หัวหน้างานสภานักเรียน และสโมสรนักศึกษา
วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
พระลอ ตอน พระลอตามไก่
ผู้รับการถ่ายทอดท่ารำ
นายอุรัชฌา หวังในธรรม
อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ
นางกนกเลขา พูนสวัสดิ์
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผศ.ดรสุขสันติ แวงวรรณ
ประวัติความเป็นมา
การแสดงละครพันทางเรื่องพระลอ ตอนพระลอตามไก่ เป็นบทพระนิพนธ์ของพระเจ้า
บรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระองค์ได้ทรงพระนิพนธ์ขึ้นจากกลอนลิลิตของเก่าที่
นักปราชญ์ได้แต่งขึ้นไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นและได้ถูกปรับปรุงให้แสดงในรูปแบบละคร
พันทาง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เนื้อเรื่องย่อ
เนื้อเรื่องที่กล่าวถึงพระลอกษัตริย์ผู้ครองนครแมนสรวง มีพระมารดาชื่อ พระนาง
บุญ
เหลือ ครั้งหนึ่งได้สดับขับซอยอโฉม พระเพื่อน พระแพง ซึ่งเป็นธิดาของท้าวพิชัยพิษณุกร
แห่งเมืองสรอง เกิดความเสน่หาในความงามของพระธิดาทั้งสอง ส่วนพระเพื่อน พระแพง
เมื่อได้สดับซอยอโฉมพระลอก็เกิดความรักลุ่มหลงเช่นกัน จึงใช้ให้นางโรยกับนางรื่นสอง
พระพี่เลี้ยง ไปหาปู่เจ้าสมิงพรายให้ช่วยทำเวทมนต์บังคับให้พระลอมาหาพวกตน และได้ใช้
ผีลงสิงไก่แก้วเพื่อให้ไปล่อพระลอให้เดินทางไปมายังเมืองสรอง ฝ่ายพระลอเมื่อต้อง
เวทมนต์ จึงได้ออกตามหาพระเพื่อน พระเเพง พร้อมด้วยนายแก้ว นายขวัญพี่เลี้ยง
ครั้นมาถึงกลางป่าก็พบไก่แก้วจึงนึกรักอยากจับมาเลี้ยง จึงไล่ตามจับ จนกระทั่ง
ใกล้
ถึงเมืองสรองไก่แก้วก็หายไป
รูปแบบและลักษณะการแสดง
แสดงในรูปแบบละครพันทางโดยลักษณะการแสดงคล้ายละครพู ด
มีบทเจรจา ดำเนินเรื่องด้วยบทร้อง แสดงให้เห็นลีลาท่ารำอันสง่างาม
และอ่อนช้อยในการไล่ติดตาม กันระหว่างพระลอกับไก่แล้ว ด้วยท่า
เยื้องย่าง กรีดกราย กระโดด ไซร้ปีก ไซร้หาง เลียนแบบกริยาของ
ไก่ รวมทั้งท่าทางในการหลบหนี ไล่ติดตามของไก่แก้วกับพระลอ
ลงสรงโทนอิเหนา
ผู้รับการถ่ายทอดท่ารำ
นายกอบกิจ กอกัน
อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ
นางกนกเลขา พูนสวัสดิ์
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผศ.ดรสุขสันติ แวงวรรณ
ประวัติความเป็นมา
ชุด ลงสรงโทนอิเหนา เป็นชุดการแสดงที่แทรกอยู่ในละครเรื่อง
อิเหนา ตอนจากเมืองหมันยา ยกทัพไปช่วยกรุงดาหา ซึ่งเป็นบทพระราช
นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์
เนื้อเรื่องย่อ
ชุด อิเหนาลงสรงโทน กล่าวตั้งแต่อิเหนาได้รับพระราชสาสน์จาก
ท้าวกุเรปันพระบิดา ให้ไปรบกับท้าวกะหมังกุหนิงที่ยกทัพมาจะตีเมืองดาหา ท้าวกุเรปัน
เกรงว่าหากเมืองดาหาพ่ายแพ้ ก็จะทำให้เสียวงศ์เทวัญ จึงกำชับให้อิเหนายกทัพไป
ช่วย
เมืองดาหา อิเหนาจึงอาบน้ำแต่งตัวแล้วลานางจินตะหรา นางมาหยารัศมีและ
นางสะการะวาตี ภรรยาทั้ง ๓ เพื่อไปเมืองดาหา
ลักษณะและรูปแบบการแสดง
ชุด อิเหนาลงสรงโทน เป็นการแสดงประเภทรำเดี่ยว
ที่อวดลีลาท่ารำที่งดงามตามแบบแผนนาฏศิลป์ไทยของตัวละครที่มี
ท่วงท่าลีลาที่สง่างาม ลักษณะการรำจะเน้นการตีบทตามบทร้อง
การเล่นเท้าที่ชำนาญของผู้แสดง ใช้ภาษานาฏศิลป์ตีบทตามจารีตของ
การแสดงนาฏศิลป์ไทยในเรื่องของการแต่งกายที่วิจิตรงดงาม คือ
การแต่งกายยืนเครื่องพระตามลำดับขั้นตอน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลีลา
ท่ารำของตัวละครที่เป็นตัวเอกของเรื่องที่จะสรงน้ำ แต่งกายให้งดงาม
สมเกียรติยศเพื่อไปประกอบภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการ
แสดงในชุดนี้คืออิเหนาอาบน้ำแล้วแต่งกายเพื่อเดินทางไปช่วยท้าวดาหา
เต้นกำรำเคียว
คณะผู้แสดง
นักศึกษาปริญญาตรีปีที่ 2
ผู้ฝึกซ้อมการแสดง
นางจำรัส อยู่สุข
ผศ.ดร สุขสันติแวงวรรณ
นางภาพรรณ จันทร์สมุทร
นายมนัสวี กาญนโพธิ์
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผศ.ดรสุขสันติ แวงวรรณ
นายมนัสวี กาญจนโพธิ์
ประวัติความเป็นมา
เต้นกํารําเคียวเป็นการแสดงพื้นเมืองที่เก่าแก่ของชาวชนบทใน
ภาคกลาง แถบจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งชาว ชนบทส่วนมากมี
อาชีพการทํานาเป็นหลักมและด้วยนิสัยรักสนุกกับการเป็นเจ้าบท
เจ้ากลอน จึงได้กิดการเต้นกํา รําเคียวขึ้น ในเนื้อเพลงจะสะท้อน
ให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ลักษณะการรํา
จะเน้นความสนุกเป็น ใหญ่ มีทั้งเต้นและรําควบคู่กันไปในมือ
ของผู้รำข้างหนึ่งจะถือเคียวอีกข้างหนึ่งถือข้าวที่เกี่ยวแล้ว
จึงเรียกการแสดงนี้ว่า "เต้นกํารําเคียว" จะเล่นกันใน
ฤดูเกี่ยวข้าว
ลิเก เรื่อง ลูกผู้ชายรักชาติ
คณะผู้แสดง
นักศึกษาปริญญาตรีปีที่ 3 และ แขกรับเชิญ
ผู้ฝึกซ้อมการแสดง
นายกิตติ เจือเพ็ชร์
นายวรเทพ บุญจำเริญครู
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
เนื้อเรื่องย่อ
ม
ังสุรเดชากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองตองอูประเทศ
มังสุรเดชาต้องการให้เมืองตองอูประเทศยิ่งใหญ่กว่าทุกแผ่นดิน
จึงบุกเมืองอโยธยาศรีวิชัยกษัตริย์แห่งเมืองอโยธยา พร้อมทั้งแม่
ทัพและ ทหาร4เหล่า จึกนำกองทัพและกำลังออกไปรบกับเมือง
ตองอูเพื่อปกป้องเมืองอโยธยา
ดำดื้อแดงเก
ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
นายจักรี แก้วแสงทอง
นายสิริโรจน์ สมรส
นางสาวกัญญารัตน์ ขวัญแก้ว
นายกันตพิชญ์ โต๊ะเงิน
นางสาวเปมิกา มุ้ยจีน
นางสางชญาภา ทองย้อย
นายปิยวัฒน์ ศุกรโยธิน
อาจารย์ประจำรายวิชา
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
รายละเอียดผลงานสร้างสรรค์
ผู้คนที่มีความเชื่อ ความศรัทธา เกี่ยวกับการสัก เสก เลกยันต์ เพื่อเป็นการเสริม
ขวัญกาลังใจให้แก่ตนเอง โดยอาศัยพุทธคุณสิ่งดี ๆ จากยันต์ที่สักลงบนเรือนร่างผู้คน
ทางคณะผู้สร้างสรรค์จึงยกยันต์ “ดาดื้อ แดงเกเร” ขึ้นมาเนื่องจากยันต์นี้มีพุทธคุณใน
ด้านคงกระพันชาตรี พละกาลัง และความแข็งแกร่ง ซึ่งยันต์นี้เป็นเอกลักษณ์ ของวัด
บางพระ จังหวัดนครปฐม คณะผู้สร้างสรรค์จึงนาเรื่องดังกล่าว มาเสนอในรูปแบบการ
แสดงสร้างสรรค์ ชุด “ดาดื้อแดงเก”
แนวความคิดในการสร้างสรรค์
ทางคณะผู้สร้างสรรค์ตระหนักถึงผู้คนที่มีความเชื่อ ความศรัทธา เกี่ยวกับการสัก
ยันต์ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ โดยจะหวังผลในด้านคงกระพันชาตรี
แคล้วคลาดปลอดภัย หรือเพื่อส่งเสริม ขวัญกาลังใจ และเป็นกุศโลบายการประพฤติ
ปฏิบัติในทางที่ดี คณะผู้สร้างสรรค์จงหยิบยกยันต์ “ดาดื้อแดงเกเร” ขึ้นมานาเสนอ
เป็นการแสดงนาฏศิลป์แบบไม่ระบุประเภท และได้นาการใช้เทคนิคแสง สี เสียง มาเป็น
ส่วนหนึ่ง ในการแสดงชุด “ดาดื้อแดงเก”
ช่วงที่ 1 ภวังจะสื่อเรื่องราวถึงผู้คนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง และต้องการหาสิ่ง
ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น โดยการไปสักยันต์ เพื่อเป็นการเสริม
กาลังใจ หรือความมั่นใจให้แก่ตนเอง
ช่วงที่ 2 พลังสาแดง (แสดงพละกาลัง)
จะสื่อเรื่องราวถึงพละกาลังของยันต์ดาดื้อ แดงเกเร และตัวยันต์ทั้งสองได้เข้าสู่ผู้คนที่
ได้รับการสักยันต์ นี้เรียบร้อยแล้ว
ช่วงที่ 3 สักเสก
จะสื่อเรื่องราวถึงการสักยันต์ของผู้
คนทั้ง 6 รวมถึงการแสดงอาการ
ต่าง ๆ เกี่ยวกับการสักยันต์
จริตไทย
ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
นายสิทธิพงษ์ ทชีพวนิข
นางสาวปิยณัฐ เตลิงคะพันธุ์
นางสาวประภัสสร จันทร์อิน
นางสาวจิดตา คิดหา
นางสาวณิชากานต์ บุญมี
นายไชยวัฒน์ ผามั่น
นายจองชัย อุดสัย
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
ทางด้านกิริยา มารยาท อาทิเช่น การเดิน การนั่ง การก้ม การยิ้มง่าย การไหว้สวย
รวมไปถึงการแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมไทย ซึ่งเป็นการนำความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของสาย
การบินไทย นำออกสู่สายตาชาวโลกตรงตามอัตลักษณ์ของสายการบินที่ว่า “เสน่ห์ไทย”
แนวคิดในการสร้างสรรค์
นำมารยาทที่ปรากฏของพนักงานตอนรับบนเครื่องบินของสายการบิน การบินไทยมาส
ร้างสรรค์ เป็นท่ารำในการแสดงสร้างสรรค์ ปรับกระบวนท่า การเคลื่อนที่ แถว ตำแหน่ง ผสม
ผสานนาฏศิลป์สกุลอื่น 50% สร้างสรรค์ดนตรีแบบผสมผสานทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล รวม
ไปถึงการนำเอาเครื่องดนตรีและลายผ้า ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค มาสร้างสรรค์ในการ
แสดง ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ในยุคปัจจุบัน ถ่ายทอดบุคลิกภาพที่เป็น
เอกลักษณ์เฉพาะของ Air hostess คือ ยิ้มง่าย ไหว้สวย มาสร้างสรรค์ในชุด จริตไทย ใช้นัก
แสดงทั้งหมดจำนวน 12 คน นักแสดงหญิงจำนวน 8 คน และ นักแสดงชายจำนวน 4 คน
เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกนักแสดงมีดังนี้
- นักแสดงหญิงความสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร และน้ำหนักได้สัดส่วนกับความสูง
- นักแสดงชายความสูงไม่ต่ำกว่า 165 เซนติเมตร และน้ำหนักได้สัดส่วนกับความสูง
การแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้
ช่วงที่ 1 สื่อให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของ Air hostess เพื่อให้การบริการผู้
โดยสาร
ช่วงที่ 2 สื่อให้เห็นถึงมารยาทที่ปรากฏในการให้บริการของ Air hostess ได้แก่ การไหว้
การยิ้ม การย่อ และการเดิน
ช่วงที่ 3 สื่อให้เห็นมารยาท บุคลิกภาพในการ
บริการของ Air hostess
ไดหมึก
ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
นายสกุลเดช อังกรโพธิ์กลาง
นายศาสตร์ตรี มาตย์วิเศษ
นายสกลกฤษณ์ กมลเกษมวงศ์
นางสาววชิราภรณ์ สิงห์เถื่อน
นายนิวพล ชุมสาย ณ อยุธยา
นายพัชรพล ศรีเมือง
อาจารย์ประจำวิชา
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์การแสดง
ชลบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการหาหมึกเป็นอาชีพ ซึ่งได้มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด ปัจจุบันพบเห็นได้ทั้งการตกหมึก
การจับหมึก การล่าหมึก ซึ่งวิธีการหาหมึกที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ การไดหมึก
ไดหมึก คําว่า “ได” มาจากคําว่า ไดนาโม เป็นเครื่องกําเนิดไฟฟ้า ซึ่งชาวประมงได้นําไดนาโมมาใช้ในการกําเนิด
ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดแสงสว่างแก่ตัวเรือและการ ใช้แสงไฟเพื่อล่อหมึกให้มารวมกลุ่มกันเป็นฝูงทําให้ชาวประมงเรียกวิธีการหา
หมึกรูปแบบนี้ว่า ไดหมึก
คณะผู้สร้างสรรค์จึงเกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาและสร้างสรรค์การแสดงจากการใช้แสงไฟในการหาหมึก นำ
ไปสู่การแสดงชุด Dai Muek (ไดหมึก)โดยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการใช้ไฟ และการออกแบบกระบวนท่า
ดนตรี ให้เกิดเป็นภาพจินตนาการในลักษณะนาฏศิลป์ไทยในยุคปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชาวประมงที่ออกเรือ
หาหมึกโดยใช้วิธีการไดหมึก
แนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดง
การแสดงสร้างสรรค์ ชุด Dai Muek (ไดหมึก) มีวิธีการออกแบบการแสดงโดยการผสมผสานระหว่างกระบวน
ท่าทางและเทคโนโลยี ซึ่งท่าทางของผู้แสดงจะมีรูปแบบเป็นนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ออกแบบจากท่าทางนาฏศิลป์ไทยร่วมกับ
นาฏศิลป์สากล อีกทั้งเทคโนโลยีที่นําเข้ามาใช้ในการแสดงมีผลต่อภาพจิตนาการของการแสดง การแสดงชุดนี้จะ
ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวประมงที่ออกเรือหาหมึกโดยใช้วิธีการไดหมึก ซึ่งผู้สร้างสรรค์ออกแบบการแสดงออกเป็น
ทั้งหมด 2 ช่วงการแสดง ดังนี้
ช่วงที่ 1 พยากรณ์ ผู้แสดงถ่ายทอดลักษณะกระแสน้ําแรง และคลื่นสูง เพื่อสื่อถึงสภาพอากาศที่ไม่เหมาะแก่
การออกเรือ จากนั้นผู้แสดงจะถ่ายทอดอากัปกิริยากระแสน้ำปกติ และผู้แสดงจะแสดงท่าทางการเตรียมของและออกเรือ
เพื่อสู่ท้องทะเล
ช่วงที่ 2 ไดหมึก ผู้แสดง แสดงกิริยาของหมึกที่แสวงหาอาหารคือ แพลงก์ตอน จากนั้นจะถ่ายทอดเรื่องราว
การไดหมึกของชาวประมง โดยการใช้ท่าทางผสมผสานเทคโนโลยีไฟ LED สีเขียว ซึ่งเป็นการล่อแพลงก์ตอนเข้ามา
บริเวณเรือ ซึ่งผู้สร้างสรรค์จะใช้ไฟดิสโก้ เพื่อทดแทนการเคลื่อนที่ของแพลงก์ตอน อาหารของหมึก จากนั้นผู้แสดงชาว
ประมงจะ
เปิดไฟ LED สีแดง เพื่อล่อหมึกให้เคลื่อนที่รวมตัวกันใกล้เรือยิ่ง
ขึ้น หลังจากนั้นผู้แสดง ชาวประมงจะแสดงท่าทางการโยนแห
ลง
ไปในน้ํา ผู้แสดงจะแปลแถวและแสดงท่าทางเสมือนถูกแหครอบ
และนําขึ้นมาบนเรือ
ถนนแดง
ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
นางสาวกัณฐมณี เชื้อน้อย
นายศุขศันติ เซ่งแซ่
นายชลชาติ เรืองสัมฤทธิ์
นายธนา แก้วกลัด
นางสาวสุทธิดา แสงจันทร์
นางสาวณัฐชิณี ประสิทธิ์
อาจารย์ประจำวิชา
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
แรงบันดาลใจ
คณะผู้สร้างสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “โสเภณี” กิริยาท่าทางยั่วยวน การเชื้อเชิญ รวมไปถึง
อาชีพของโสเภณี ที่ต้องขายเรือนร่างเพื่อหาเลี้ยงชีพ ประเทศไทยมองว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย
และยังถูกมองว่าเป็นการทำลายศีลธรรมอย่างถึงแก่น ว่ากันว่าโสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ ประเทศไทยนั้นได้มี
การบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ครั้นต้นกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
แนวคิดการแสดงสร้างสรรค์
คณะผู้สร้างสรรค์ได้นำแนวคิดมาจากเรื่องราวของผู้หญิงหลายคนที่เดินทางเข้ามาหางานทำ เพื่อหวัง
กอบโกยผลประโยชน์ในการหาเลี้ยงชีพ แม้ในบางครั้งต้องยอมเอาร่างกายเข้าแลกกับเงินตรา เพื่อความอยู่
รอด ไม่ว่าจะกิริยาท่าทาง การเชื้อเชิญแขกของโสเภณี การแต่งตัวและการแต่งหน้า ทำให้อาชีพโสเภณีกลาย
เป็นของขึ้นชื่อประจำเมือง
คณะผู้สร้างสรรค์จึงนำเรื่องราวมาถ่ายทอดในช่วงเวลาของยุค 60’s นำเสนอออกมาในรูปแบบการผสม
ผสานระหว่าง Jazz dance, Bob fosse และความเป็นไทยสมัยใหม่ คณะผู้สร้างสรรค์ได้มีการแบ่งช่วงการ
แสดงออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้
ช่วงที่ 1 บ้านใหม่ แสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของผู้หญิงจากต่างจังหวัด หรือต่างอำเภอที่สถานีรถไฟ และต่าง
ชักชวนกันเดินทางเข้ามาหางานทำ
ช่วงที่ 2 ลีฬหา แสดงให้เห็นถึงการเสริมสวย การแต่งตัวแต่งหน้าให้คล้ายกับหญิงสาวตะวันตก เป็นการ
เตรียมความพร้อมก่อนจะออกจากบ้านไปทำงาน
ช่วงที่ 3 สาวถนนแดง แสดงให้เห็นถึงการทำงานของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทางยั่วยวน การรับแขก
การเรียกแขก รวมไปถึงความสนุกสนาน ร่าเริง ของหญิงสาวที่ทำงานรวมกัน
อิสานสราญ
คณะผู้แสดง
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่1-3
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผศ.ดร สุขสันติ แวงวรรณ
นางสาววิรดี จินตะไล
นางมนัสชนก มังกรหิรัญสิรี
นายมนัสวี กาญจนโพธิ์
รายละเอียดการแสดง
นาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสาน เป็นท้องถิ่นอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทสไทย นาฏยศิลป์พื้นบ้านอีสาน คือ รูปแบบของศิลปะการแสดงประเภทหนึ่งที่มี
มาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันทั้งที่ เป็นของเดิมและประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่มีควาสอดคล้อง
ในการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นทั้งการแต่ง กาย ดนตรีและกระบวนการ
ฟ้อนรำ
ลักษณะการแสดง
การแสดงพื้นบ้านภาคอีสานเป็นการแสดงที่ค่อนข้างเร็ว กระฉับกระเฉง สนุกสนาน
มักเรียก การละเล่นว่า เซิ้ง ฟ้อน และ หมอลำ เช่น เซิ้งโปงลาง เซิ้งกระติบข้าว
นอกจากนี้ยังมีฟ้อนที่เป็นแสดงคล้าย กับ ภาคเหนือ เช่น ฟ้อนภูไท โดยใช้เครื่องดนตรี
พื้นบ้านประกอบด้วย แคน พิณ ซอ กลองยาวอีสาน โปงลาง โหวต เป็นต้น
ลำดับใน การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน
1.พื้นถิ่นอีสาน
1.เปิดวงศิลป์เจ้าพระยา 5.ฟ้อนไทพวน
2.ฟ้อนบายศรี 6.เรือมจับกรับ
3.ฟ้อนตังหวาย 7.เรือมตล๊อก
4.ฟ้อนแคน
2.การบรรเลงและการขับร้อง ประโคมศิลป์
1.เพลงสยามเมืองยิ้ม 2.เพลงคาถาขุนแผน
3.ลำนำลูกทุ่ง
1.เพลงมอเตอร์ไซต์นุ่งสั้น 6.เพลงทุ่งลุยลาย
2.เพลงบ้านเรือนเคียงกัน 7.เพลงฮักสาวขอนแก่น
3.เพลงคอยน้อง 12 เดือน 8.เพลงจุ๋มจิ๋ม
4.เพลงชวนน้องแต่งงาน 9.เพลงอิสานรอรัก
5.เพลงแต่งงานกันเถอ