ในบางรอบระยะเวลาบัญชี กิจการอาจจะได้รับช าระหนี้จากลูกหนี้ที่ได้จ าหน่ายเป็นหนี้สูญไปแล้ว วิธีการบัญชี อาจกระท าได้โดยถือเอาเงินที่ได้รับเป็นรายได้อื่น หรือน าไปเพิ่มบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ผู้สนับสนุนวิธีแรกให้ เหตุผลว่า เมื่อกิจการได้จ าหน่ายลูกหนี้รายใดเป็นหนี้สูญแล้วก็ถือว่า ความสัมพันธ์กับลูกหนี้รายนั้นสิ้นสุดลงและ กระบวนการเกี่ยวเนื่องกับการขายและช าระเงินครบถ้วนแล้วส าหรับลูกหนี้รายนั้น หากมีการช าระเงินในภายหลัง ถือว่าเป็นการได้รับเงินโดยไม่ได้คาดหวังไว้ จึงควรถือเป็นรายได้อื่น ผู้สนับสนุนวิธีที่ 2 เห็นว่า ถ้าหากลูกหนี้ที่จ าหน่ายเป็นสูญแล้วช าระหนี้ให้กิจการ การลงบัญชีกลับรายการเดิม โดยการตั้งบัญชีลูกหนี้รายนั้นขึ้นใหม่ และเพิ่มบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยจ านวนเดียวกันโดยถือเสมือนหนึ่งว่า ไม่เคยจ าหน่ายลูกหนี้นั้นเป็นสูญมาก่อน และลงรายการการช าระเงินที่ได้รับนั้นเป็นการช าระหนี้ปกติ กรณีที่การตัดหนี้สูญเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายภาษีอากร การลงรายการหนี้สูญได้รับคืนคือ หนี้สูญได้รับคืน
(1) เดบิตตั้งบัญชีลูกหนี้นั้นขึ้นใหม่ และเครดิตหนี้สูญได้รับคืน ซึ่งถือเป็รายได้อื่น เดบิต บัญชีลูกหนี้การค้า XX เครดิต หนี้สูญได้รับคืน XX (2) ลงบัญชีรับเงินสด และเครดิตบัญชีลูกหนี้ เดบิต บัญชีเงินสด XX เครดิต ลูกหนี้การค้า XX ในกรณีที่การตัดหนี้สูญเป็นเพียงรายการทางการบัญชีการลงรายการหนี้สูญได้รับคืน คือ (1) เดบิตตั้งบัญชีลูกหนี้ขึ้นใหม่ และเครดิตบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นการกลับรายการที่ลงไว้ในตอนตัด จ าหน่ายบัญชี เดบิต บัญชีลูกหนี้การค้า XX เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ XX (2) ลงบัญชีเงินสด และเครดิตบัญชีลูกหนี้การค้า เดบิต บัญชีเงินสด XX เครดิต ลูกหนี้การค้า XX
วัสดุส านักงาน (Office supplies) หรือเรียกว่า วสัดสุิ้นเปล ื อง (Supplies Used) หมายถึง วัสดุสิ้นเปลือง ไปตามสภาพการใช้งาน เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีอายุการใช้งานส่วนใหญ่ซื้อมาแล้วใช้หมดสภาพไปทันทีไม่สามารถน า กลับมาใช้ได้อีกโดยทั่วไปอายุใช้งานมักจะไม่เกิน 1 ปี หรือเป็นของใช้เล็กๆ น้อยๆในส านักงาน มีลักษณะเป็น สินทรัพย์หมุนเวียนที่ใช้แล้วหมดไป เช่น น ้ายาลบค าผิด น ้ายาลบกระดาษไขกระดาษอัดส าเนา ลวดเย็บกระดาษ เป็นต้น ในวันที่กิจการซื้อวัสดุส านักงานมาใช้ กิจการจะบันทึกวัสดุส านักงาน หรือวัสดุสิ้นเปลืองเป็นบัญชีสินทรัพย์ ทั้งจ านวน เมื่อวันสิ้นงวดบัญชีกิจการจะต้องตรวจนับวัสดุส านักงานว่ามีจ านวนคงเหลือเท่าใดและจะปรับปรุงบัญชี วัสดุส านักงานให้มียอดคงเหลือเท่ากับจ านวนจริงที่ตรวจนับได้และบันทึกบัญชีวัสดุส านักงานที่ใช้ไปเป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้
บัญชีวัสดุส านักงานใช้ไป (Supplies Used) เป็นบัญชีค่าใช้จ่ายจะแสดงในงบก าไรขาดทุน บัญชีวัสดุส านักงาน (Office Supplies) เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนจะแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน
ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (ปรับปรุง 2557) เรื่อง ที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์ หมายถึง การปันส่วนจ านวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการให้ประโยชน์ของ สินทรัพย์นั้น มูลค่าตามบัญชีหมายถึง มูลค่าของสินทรัพย์ที่รับรู้หลังจากหักค่าเสื่อมราคาสะสมและผลขาดทุนจาก การด้อยค่าสะสมของสินทรัพย์ จ านวนที่คิดค่าเสื่อมราคา หมายถึง ราคาของสินทรัพย์หรือมูลค่าอื่นที่ใช้แทนราคาทุนหักด้วยมูลค่า คงเหลือของสินทรัพย์ มูลค่าเฉพาะกิจการ หมายถึง มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับจากการใช้ ประโยชน์จากสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องจากการจ าหน่ายสินทรัพย์นั้นเมื่อสิ้นอายุการให้ประโยชน์หรือที่คาดว่าจะเกิด เมื่อมีการโอนสินทรัพย์นั้นเพื่อช าระหนี้สิน มูลค่ายุติธรรม หมายถึง ราคาที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์ หรือจ่ายเพื่อโอนหนี้สินในรายการปกติ ระหว่างผู้มีส่วนร่วมในตลาด ณ วันที่วัดมูลค่า
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์หมายถึง สินทรัพย์ที่มีตัวตนซึ่งเข้าเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 1) กิจการมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตในการจ าหน่ายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อให้เช่า หรือเพื่อใช้ในการ บริหารงาน 2) กิจการคาดว่าจะใช้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี มูลค่าที่คาดว่าจะได ้ รบัค ื น หมายถึง มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนในการขายของสินทรัพย์ หรือมูลค่าจาก การใช้ของสินทรัพย์นั้นแล้วแต่จ านวนใดจะสูงกว่า มูลค่าคงเหลือ หมายถึง จ านวนเงินที่กิจการคาดว่าจะได้รับในปัจจุบันจากการจ าหน่ายสินทรัพย์หลังจาก หักต้นทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจ าหน่ายสินทรัพย์นั้นหากสินทรัพย์นั้นมีอายุและสภาพที่คาดว่าจะเป็น ณ วัน สิ้นสุดอายุการให้ประโยชน์ ประเภทของที่ดิน อาคารและอปุกรณ ์หมายถึง กลุ่มของสินทรัพย์ที่มีลักษณะและประโยชน์การใช้งาน ที่คล้ายคลึงกันต่อการด าเนินงานของกิจการ ตัวอย่างการแบ่งประเภทของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ได้แก่ 1. ที่ดิน 2. ที่ดินและอาคาร 3. เครื่องจักร 4. เรือ 5. เครื่องบิน 6. ยานพาหนะ 7. เครื่องตกแต่งและติดตั้ง 8.อุปกรณ์ส านักงาน
วิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่ใช้ต้องสะท้อนรูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ในอนาคตที่กิจการคาดว่าจะได้รับจาก สินทรัพย์ ดังนั้นในการค านวณค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์แต่ละชนิดต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับ 1.ราคาทุน หมายถึง จ านวนเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดที่กิจการจ่ายไป หรือมูลค่ายุติธรรม ของสิ่งตอบแทนอื่นที่กิจการมอบให้เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ ณ เวลาที่ได้สินทรัพย์นั้นมาหรือ ณ เวลาที่ก่อสร้าง สินทรัพย์นั้น หรือในกรณีที่เกี่ยวข้อง ให้รวมถึงจ านวนที่แบ่งมาเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ที่รับรู้เมื่อเริ่มแรก ตามที่ก าหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับอื่น 2. อายุการให้ประโยชน์ หมายถึง กรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้ 1) ระยะเวลาที่กิจการคาดว่าจะมีสินทรัพย์ไว้ใช้ 2) จ านวนผลผลิตหรือจ านวนหน่วยในลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกันซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์ 3. มูลค่าซาก คือจ านวนเงินที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์นั้นหลังจากที่ได้ใช้สินทรัพย์นั้นจนครบอายุการใช้ งานตามหลังจากที่ได้ใช้สินทรัพย์นั้นจนครบอายุการใช้งานตามที่ประมาณไว้ วิธ ี การคิดค่าเสื่อมราคา
กิจการต้องทบทวนวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างน้อยที่สุดทุกสิ้นรอบปีบัญชี หากพบว่าลักษณะ รูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตจากสินทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงไป กิจการต้องเปลี่ยน วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาเพื่อสะท้อนถึงลักษณะรูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชีซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อก าหนดของมาตรฐาน การบัญชีฉบับที่ 8 (ปรับปรุง 2557) เรื่อง นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชีและ ข้อผิดพลาด กิจการสามารถใช้วิธีการคิดค่าเสื่อมราคา ซึ่งมีหลายวิธีปันส่วนจากจ านวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของ สินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการให้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น 1.วิธีเส ้ นตรง (Straight line Method) วิธีนี้มีผลท าให้ค่าเสื่อมราคามีจ านวนคงที่ตลอดอายุการให้ประโยชน์ ของสินทรัพย์ หากมูลค่าคงเหลือของสินทรัพย์นั้นไม่เปลี่ยนแปลง 2.วิธียอดคงเหล ื อลดลง (Diminishing balance Method) วิธีนี้มีผลท าให้ค่าเสื่อมราคาลดลงตลอดอายุ การให้ประโยชน์ของสินทรัพย์
3.วิธีจา นวนผลผลิต (Unit output Method) วิธีจ านวนผลผลิตมีผลท าให้ค่าเสื่อมราคาขึ้นอยู่ประโยชน์ (ประโยชน์ หมายถึง วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาที่สะท้อนรูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตที่กิจการคาดว่า จะได้รับจากสินทรัพย์ และกิจการต้องทบทวนวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างน้อยที่สุดทุกสิ้นรอบปี บัญชี) หรือผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์ในหน่วยการเรียนนี้ จะน าเฉพาะวิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง มาใช้เท่านั้น ค านวณได้ดังนี้
การปิดบัญชี (Closing Entries) เป็นการโอนบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทุนซึ่งเป็นบัญชีชั่วคราว ได้แก่ บัญชีถอนใช้ ส่วนตัว/เงินถอน (หมวด 3) บัญชีรายได้ (หมวด 4) และบัญชีค่าใช้จ่าย (หมวด 5) ไปยังบัญชีทุน เพื่อหายอดคงเหลือของ บัญชีทุนที่ถูกต้อง ณ วันสิ้นงวดบัญชีรวมทั้งการหายอดคงเหลือของบัญชีสินทรัพย์ (หมวด 1) และบัญชีหนี้สิน (หมวด 2) หรือการท าให้ยอดรวมของเดบิตเท่ากับยอดรวมของด้านเครดิตของแต่ละหมวดบัญชี โดยการปิดบัญชีในสมุดรายวัน ทั่วไป และการปิดบัญชีแยกประเภททั่วไปจากนั้นจึงจัดท างบทดลองหลังปิดต่อไป
การปิดบญัชี(Closingentries) หมายถึง วิธีปฏิบัติเพื่อโอนปิดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายไปเข้าบัญชีก าไร ขาดทุน และโอนปิดบัญชีก าไรขาดทุนไปเข้าบัญชีส่วนของเจ้าของ รวมทั้งการปิดบัญชีถอนใช้ส่วนตัว (ถ้ามี) ไปเข้าบัญชีส่วนของเจ้าของ (ทุน) โดยจะเป็ นการท าให้ยอดรวมของด้านเดบิตเท่ากับยอดรวมของด้านเครดิตของแต่ละหมวดบัญชี เช่น บัญชีแยกประเภทมียอดคงเหลือด้านเดบิตจะต้องบันทึกทางด้านเครดิตด้วยจ านวนเงินที่มีย อดคงเหลือ เช่น บัญชีเงินเดือน หรือบัญชีเงินสด ในทางตรงกันข้ามถ้ากิจการมียอดคงเหลือทางด้านเครดิตในบัญชี แยกประเภท เช่น เจ้าหนี้ หรือบัญชีรายได้ค่าบริการ เมื่อเวลากิจการต้องการปิดบัญชีในแยกประเภ ท ต้องน ายอดเงินคงเหลือไปปิดด้านเดบิต การบันทึกรายการปิดบัญชี ปกติแล้วจะกระท าเมื่อตอนสิ้นงวดหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี เช่น1 ปี จะท าการ บันทึกรายการปิดบัญชีโดยการโอนยอดดุลบัญชีรายได้ และยอดดุลบัญชีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกบัญชี โอนไปบัญชีที่ เปิดขึ้นใหม่ คือ บัญชีก าไรขาดทุน (Profitand Loss Account) ซึ่งเป็นบัญชีชั่วคราว เพื่อที่ท าการเปรียบเทียบ และค านวณหาผลก าไรขาดทุนจากการด าเนินงานประจ างวดบัญชีนั้น เนื่องจากผลก าไรจะท าให้ส่วน ของ เจ้าของเพิ่มขึ้น และผลขาดทุนจะท าให้ ส่วนของเจ้าของลดลงหลังจากนั้นจึงโอนปิดบัญชีก าไรขาดทุนเข้าไปบัญชี ส่วนของเจ้าของ
การปิดบัญชีจะบันทึกตามหลักการบันทึกบัญชีปกติ คือ จะท าการบันทึกในสมุดรายวันทั่วไปแล้วผ่านไปยัง บัญชีแยกประเภทดังนี้ 1. บันทึกรายการปิดบัญชีประเภทรายได้และประเภทค่าใช้จ่ายในสมุดรายวันทั่วไป 2. ผ่านรายการปิดบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป ไปยังบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง การปิดบัญชีมีขั้นตอนดังนี้ ในการปิดบัญชีของกิจการจะกระท าในวันสิ้นงวดบัญชีสามารถปิดบัญชีตามขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ บันทึกรายการปิดบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป 1.1 บันทึกรายการปิดบัญชีในหมวดรายได้เข้าบัญชีก าไรขาดทุน 1.2 บันทึกรายการปิดบัญชีในหมวดค่าใช้จ่ายเข้าบัญชีก าไรขาดทุน 1.3 บันทึกรายการปิดบัญชีก าไรขาดทุนเข้าบัญชีส่วนของเจ้าของ (ทุน) 1.4 บันทึกรายการปิดบัญชีถอนใช้ส่วนตัวหรือเงินถอนเข้าบัญชีทุน ขั้นตอนที่ ผ่านรายการปิดบัญชีจากสมุดรายวันทั่วไปไปยังสมุดแยกประเภททั่วไป ขั้นตอนที่ การปิดบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของในสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป ขั้นตอนที่ การจัดท างบทดลองหลังการปิดบัญชี
การบันทึกรายการปิดบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้ 1. การปิดบญัชีในหมวดรายได ้ เข ้ าไปบญัชีกา ไรขาดทุน ปกติบัญชีรายได้จะมียอดดุลทางด้านเครดิต เมื่อบันทึกปิดบัญชีก็จะบันทึกในด้านตรงกันข้ามคือด้านเดบิต เมื่อบัญชีรายได้ถูกโอนไปบัญชีก าไรขาดทุนแล้ว ยอดดุลหรือยอดคงเหลือของบัญชีรายได้จะหมดไปหรือคงเหลือเป็นศูนย์ โดยจะเดบิตรายได้ และเครดิต ก าไร ขาดทุน (หรือสรุปผลก าไรขาดทุน) 2. การปิดบญัชีในหมวดค่าใช ้ จ่ายไปเข ้ าบญัชีกา ไรขาดทุน ปกติบัญชีค่าใช้จ่ายจะมียอดดุลทางด้านเดบิต เมื่อบันทึกปิดบัญชีก็จะบันทึกในด้านตรงกันข้ามคือด้านเครดิตเช่นเดียวกันเมื่อบัญชีค่าใช้จ่ายแต่ละบัญชีถูกโอนไป บัญชีก าไรขาดทุนแล้ว ยอดดุลหรือยอดคงเหลือของบัญชีค่าใช้จ่ายแต่ละบัญชีจะหมดไปหรือคงเหลือเป็นศูนย์ โดยจะเดบิตก าไรขาดทุน (หรือสรุปผลก าไรขาดทุน) และเครดิตค่าใช้จ่าย
3. การปิดบญัชีกา ไรขาดทุนไปเข ้ าบญัชีส่วนของเจ ้ าของ (ทุน) เมื่อโอนปิดบัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าบัญชีก าไรขาดทุนแล้ว ให้ท าการเปรียบเทียบหาผลต่างระหว่างด้านเดบิตกับด้านเครดิตในบัญชีก าไรขาดทุน ถ้าด้านเครดิต (รายได้) สูงกว่าด้านเดบิต (ค่าใช้จ่าย) แสดงว่ามีผลก าไรเกิดขึ้น แต่ถ้าด้านเดบิต (ค่าใช้จ่าย) สูงกว่า ด้านเครดิต (รายได้) ก็แสดงว่ามีผลขาดทุนจากการด าเนินงาน การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ 3.1 ถ้ายอดรวมด้านเดบิตของบัญชีก าไรขาดทุนมากกว่ายอดรวมด้านเครดิตผลต่างของยอดรวมทั้งสองคือ ขาดทุนสุทธิซึ่งท าให้ส่วนของเจ้าของ (ทุน) ลดลง โดยจะเดบิตบัญชีทุน เจ้าของกิจการและเครดิตบัญชีก าไร ขาดทุน เท่ากับจ านวนผลขาดทุนสุทธินั้น 3.2 ถ้ายอดรวมด้านเครดิตของบัญชีก าไรขาดทุนมากกว่ายอดรวมด้านเดบิตผลต่างของยอดรวมทั้งสองคือ ก าไรสุทธิ ซึ่งท าให้ส่วนของเจ้าของ (ทุน) เพิ่มขึ้น โดยจะเดบิตบัญชีก าไรขาดทุน และเครดิตบัญชีทุนเจ้าของ กิจการเท่ากับจ านวนผลก าไรสุทธินั้น 4. การปิดบญัชีถอนใช ้ ส่วนตัวไปเข ้ าบญัชีทุน บัญชีถอนใช้ส่วนตัวซึ่งมียอดดุลเดบิต จะโอนปิดบัญชี โดยเดบิตบัญชีทุนเจ้าของกิจการ และเครดิตบัญชีถอนใช้ส่วนตัว เนื่องจากบัญชีถอนใช้ส่วนตัวท าให้ทุนของกิจการลดลง หมายเหตุ บัญชีก าไรขาดทุน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บัญชีสรุปผลก าไรขาดทุน”
เมื่อปิดบัญชีในสมุดรายวันทั่วไปแล้ว ก็จะผ่านรายการไปบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้องรวมทั้งอ้างอิงเลข ที่บัญชีด้วย ได้แก่ บัญชีแยกประเภทรายได้ ค่าใช้จ่าย ก าไรขาดทุน และถอนใช้ส่วนตัว เป็นต้นซึ่งจะมีผลท าให้ บัญชีเหล่านั้นถูกปิดไปในที่สุด ซึ่งเรียกบัญชีแยกประเภทเหล่านี้ว่าบัญชีในนาม (Nominal accounts) การผา่นรายการปิดบญัชี จากสม ุ ดรายทวั่ ไปไปสม ุ ดบญัชี แยกประเภท
การปิดบัญชีแยกประเภททั่วไป แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การผ่านรายการปิดบัญชีจากสมุดรายวันทั่วไป ไปบัญชีแยกประเภททั่วไป ขั้นตอนที่ 2 การหายอดคงเหลือ (Balancing) ของบัญชีที่มียอดคงเหลืออยู่จะมีเพียง 3 หมวดเท่านั้น คือ หมวดสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของบัญชีแยกประเภทจะเหลือเฉพาะบัญชีสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของ เจ้าของซึ่งบัญชีแท้ (Real accounts) โดยจะหายอดคงเหลือของบัญชีเหล่านี้เพื่อน าไปจัดท างบแสดงฐานะการเงิน การหายอดคงเหลือยกไป (Balancing the account) เพื่อน ายอดคงเหลือในงวดบัญชีปัจจุบันยกไปบันทึกใน งวดบัญชีหน้า จึงต้องค านวณหายอดดุลหรือยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีในบัญชีแยกประเภทแล้วบันทึกในช่อง รายการว่า “ยอดยกไป” และใส่จ านวนยอดคงเหลือในช่องจ านวนเงิน เมื่อเริ่มรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ก็จะบันทึก รายการเปิดบัญชีโดยบันทึกในช่องรายการว่า “ยอดยกมา” และใส่จ านวนเงินในช่องจ านวนเงินซึ่งจะเท่ากับ “ยอดยกไป” แต่จะบันทึกคนละด้านกับยอดยกไปและท าเครื่องหมาย (Check Mark) ในช่องหน้าบัญชี ของรายการยอดยกไปและยอดยกมาเป็นการอ้างอิงโดยหายอดคงเหลือยกไปและยกมาในงวดบัญชีใหม่ หรือปิดให้หมดไปถ้าบัญชีนั้นไม่มียอดคงเหลือเลย
งบทดลองหลงัปิดบญัชี(After-closing trialbalance) คือ งบทดลองที่จัดท าขึ้นหลังจากปิดบัญชีเมื่อสิ้น งวดบัญชีแล้ว บัญชีที่แสดงในงบทดลองจะประกอบด้วยบัญชีแท้ (Real accounts) ได้แก่ บัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่านั้น โดยยอดเดบิตต้องเท่ากับยอดเครดิตเสมอการท างบทดลองหลังปิดบัญชีมีวิธีการ ดังนี้ 1. เขียนหัวงบทดลอง 2. เขียนชื่อบัญชีลงในช่องชื่อบัญชีโดยเรียงตามผังบัญชีและเขียนเฉพาะบัญชีที่มียอดคงเหลือ 3. เขียนเลขที่บัญชีลงในช่องเลขที่บัญชี 4. เขียนจ านวนเงินลงในช่องเดบิตหรือเครดิตแล้วแต่ลักษณะของบัญชี โดยดูยอดคงเหลือใน บัญชีแยก ประเภททั่วไปตรงยอดยกไปหรือยอดยกมา 5. รวมยอดทั้ง 2 ช่อง ซึ่งจะได้เท่ากัน การจัดท างบทดลองหลังจากปิ ดบัญชี จะน ายอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภทหมวดสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของมาจัดท างบทดลองหลังปิดบัญชีเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของการบันทึกรายการทางบัญชี อีกครั้งหนึ่ง ยอดคงเหลือของบัญชีที่ปรากฏในงบทดลองหลังปิดบัญชีก็คือ ยอดคงเหลือที่จะยกไปเริ่มต้น ในงวดบัญชีใหม่ต่อไป
วงจรบัญชี (Accounting Cycle) หมายถึง ล าดับขั้นตอนทางบัญชีในการจดบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นลงใน สมุดบัญชีต่างๆ จนถึงการตรวจสอบความถูกต้องในการจดบันทึกบัญชีการปิดบัญชีตลอดจนการจัดท ารายงาน เกี่ยวกับผลการด าเนินงานและฐานะการเงินของกิจการ วงจรบัญชีของกิจการแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ กิจการที่ไม่ใช้กระดาษท าการโดยในลักษณะนี้ก็จะไม่ต้องจัดท า กระดาษท าการ และกิจการที่ใช้กระดาษท าการ วงจรบัญชี เป็นขั้นตอนทั้งหมดในการท าบัญชี ซึ่งประกอบด้วย 1. การวิเคราะห ์ รายการค ้ า (Transaction Analysis) เป็นขั้นตอนแรกและส าคัญมากของวงจรบัญชี คือ เป็นการวิเคราะห์รายการค้าที่เกิดขึ้นในกิจการว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ของกิจการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2. บันทึกรายการลงในสมุดรายวันทั ่วไป (General Journal) เมื่อวิเคราะห์รายการค้าได้แล้วว่ารายการค้า ที่เกิดขึ้นนั้นท าให้สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรแล้ว จากนั้นจึงน าผลการวิเคราะห์ รายการค้ามาบันทึกลงในสมุดรายวันทั่วไป 3. ผ่านรายการ(Posting)จากสมุดรายวันทั่วไปไปสมุดบัญชีแยกประเภท (Ledger) เป็นการน ารายการค้าที่ บันทึกไว้ในสมุดรายวันไป แล้วจัดบัญชีให้เป็นหมวดหมู่ในสมุดบัญชีแยกประเภทต่างๆ
4. จัดท างบทดลอง (Trial Balance) โดยหายอดคงเหลือในบัญชีแยกประเภทแต่ละบัญชี 5. การปรบั ปรงุบญัชีในวนัสิ้นงวด (Adjusting Entries) เมื่อถึงวันสิ้นงวดบัญชีของกิจการ หากมีรายการ ค้าใดที่ได้บันทึกและผ่านรายการแล้วยังไม่ถูกต้อง จะต้องมาท าการปรับปรุงรายการ โดยบันทึกรายการปรับปรุงลง ในสมุดรายวันเหมือนรายการค้าที่เกิดขึ้นใหม่แล้วผ่านรายการปรับปรุงไปยังสมุดบัญชีแยกประเภทเหมือนเดิม 6. จัดท ากระดาษท าการ (Worksheet) ประกอบด้วย งบทดลอง งบก าไรขาดทุน และงบแสดงฐานะการเงิน (กิจการที่ไม่ใช้กระดาษท าการก็จะไม่มีขั้นตอนนี้) 7. จัดท างบการเงิน (Financial Statement) หลังจากจัดท ากระดาษท าการแล้ว จะต้องน ายอดคงเหลือ ที่ถูกต้องของบัญชีต่างๆ มาจัดท างบการเงิน ได้แก่ งบก าไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงิน 8. การปรับปรุงบัญชี (Adjusting Entry) โดยบันทึกรายการปรับปรุงบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป และผ่านรายการไปบัญชีแยกประเภท 9. การปิดบญัชี(Closing Entries) หลังจากปรับปรุงรายการ และจัดท างบการเงินเสร็จแล้ว ก็จะปิด บัญชีต่างๆ ที่ต้องปิดในแต่ละงวดบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป และผ่านรายการไปยังสมุดบัญชีแย กประเภท ที่เกี่ยวข้อง ส าหรับบัญชีที่ไม่ได้ปิดก็จะท าการยกยอดบัญชีนั้นไปในงวดบัญชีใหม่ต่อไป
10. จดัท างบทดลองหลังปิดบัญชี(After-closing trial balance) โดยหายอดคงเหลือยกไปของบัญชี สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการด ารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับให้ด าเนินไปในทางสายกลาง เพื่อให้ทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้น้อมน าหลักแนวคิดของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาและประสบความส าเร็จเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากความมุ่งหมายและหลักการข อง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในหมวด 1 มาตรา 6 ว่าด้วยการจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการด ารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถน าหลักแนวคิดหลักปฏิบัติเศรษฐกิจ พอเพียงมาบูรณาการส่กูารเรียนการสอนในวิชาบญัชีได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และเป็นรูปธรรม
เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่รัชกาลที่ 9 มีพระราชด ารัสชี้แนะแนวทาง การด าเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย ้าแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถด ารงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้ กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการด ารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ด าเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะ การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจ าเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันใน ตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในทั้งนี้จะต้องอาศัยความ รอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการน าวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการด าเนินการ ทุกขั้นตอนและขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและ นักธุรกิจในทุกระดับให้มีส านึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมด าเนินชีวิตด้วยความ อดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบเพื่อให้สมดุล พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ ประมาทโดยค านึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร ้ างภมูิค ุ้มกนัที่ดีในตวั ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผนการตัดสินใจและการกระท า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลกัพิจารณาอยู่5 ส่วน ดังนี้ 1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการด ารงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมา จากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถน ามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถน ามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการ ปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน 3. คา นิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน ดังนี้ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็ นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนค านึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระท านั้นๆ อย่างรอบคอบ การมีภูมิค ุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยค านึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการด าเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และ คุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบ ที่จะน าความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความอดทนมีความเพียรใช้สติปัญญาในการด าเนินชีวิต 5. แนวทางปฏิบตัิ/ผลที่คาดว่าจะได ้ รบั จากการน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี
เศรษฐกิจพอเพียงและแนวปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางการพัฒนาที่น าไปสู่ความสามารถในการ พึ่งตนเองในระดับต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ อาศัยค วาม พอประมาณและความมีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอก หลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่แนวพระราชด าริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอน เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการปฏิบัติที่เป็น รูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม เศรษฐกิจพอเพียง มี 2 รูปแบบ คือ 1. เศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน สามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่โลภมาก และไม่เบียดเบียนคนอื่น 2. เศรษฐกิจพอเพียงแบบก ้ าวหน ้ า คือ การแลกเปลี่ยนร่วมมือช่วยเหลือกัน เพื่อท าให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์ และน าไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคมให้เจริญอย่างยั่งยืน
เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปแบบของการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจด้านการเกษตร แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ทฤษฎีใหม่ขนั้ที่ เป็นการท าการเกษตรที่มีระบบการผลิตที่สามารถเลี้ยงตนเองในระดับที่ประหยัด และสามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยเริ่มจากการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่1 เป็นพื้นที่สระน ้าเพื่อเก็บกักน ้าฝนไว้ใช้ในไร่นาเพื่อปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ส่วนที่2 เป็นพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อใช้ส าหรับการบริโภคในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี ส่วนที่ 3 เป็นพื้นที่ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่และอื่นๆ เพื่อเป็นอาหารและยาส าหรับบริโภคในครัวเรือน เหลือจึงจ าหน่ายเป็นรายได้ ส่วนที่ 4 เป็นพื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือน ทฤษฎีใหม่ขนั้ที่ เป็นการรวมพลังของเกษตรกรในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ร่วมกันด าเนินการในการผลิต การตลาด การเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ทฤษฎีใหม่ขนั้ที่ เป็ นการประสานเพื่อจัดหาทุนและแหล่งเงินมาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น การที่จะเลือกใช้ทฤษฎีใหม่ทั้งทฤษฎีใหม่ขั้นต้น และทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าในการส่งเสริมเกษตรกรให้ เป็นรูปธรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับเกษตรกรแต่ละกลุ่มหรือแต่ละชุมชน จะต้องมีความเข้าใจและยึดหลักการในการบริหารจัดการที่ดิน และน ้าเพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เปรียบเทียบเศรษฐกิจพอเพียงกบัทฤษฎีใหม่ 1. ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 2. ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุม ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 3. ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3
1. พิจารณาจากความสามารถในการพึ่งตนเองเป็นหลัก ที่เน้นความสมดุลทั้ง 3 คุณลักษณะ คือ พอประมาณ มีเหตุมีผลและมีภูมิคุ้มกันมาประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เป็นขั้นเป็นตอน รอบคอบระมัดระวังพิจารณาถึง ความพอดี พอเหมาะ พอควรและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่มีองค์ประกอบครอบคลุมทั้ง 5 ประการ คือ (1) ด้านจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็ง ฝึกตนเองได้ มีจิตส านึกที่ดี เอื้ออาทร ประนีประนอมและนึกถึงประโยชน์ ส่วนรวมเป็นหลัก (2) ด้านสังคม มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้รักสามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน รู้จักผนึกก าลังมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง (3) ด้านเศรษฐกิจ ด ารงชีวิตอยู่อย่างพอดี พอมี พอกิน สมควรตามอัตภาพ และฐานะของตนประกอบ อาชีพสุจริต (สัมมาอาชีวะ) ด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทนใช้ชีวิตเรียบง่าย โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีรายได้สมดุลกับรายจ่าย รู้จักการใช้จ่ายของตนเองและครอบครัวอย่างมีเหตุผลเท่าที่จ าเป็น ประหยัด รู้จักการ เก็บออมเงินและแบ่งปันผู้อื่น (4) ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและภูมินิเวศ พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม (5) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ สามารถเลือกใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด
2. พิจารณาความรู้คู่คุณธรรม มีการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (ทั้งภาคทฤษฎีและการ ปฏิบัติจริง) ในวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการด ารงชีวิต ใช้สติปัญญาในการตัดสินใจต่างๆอย่างรอบรู้ รอบคอบ และมีเหตุผลที่จะน าความรู้ต่างๆ เหล่านั้นมาปรับใช้อย่างมีขั้นตอนและระมัดระวังในการปฏิบัติ มีความตระหนัก ในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเพียรความอดทน และใช้สติปัญญาอย่างชาญฉลาดในการด าเนินชีวิต ในทางสายกลาง คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึ กษาและน ้ อมน ามาปฏิบตัิมี4 ประการ คือ 1. การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม 2. การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในสัจจะความดีนั้น 3. ความอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด 4. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
มนุษย์แต่ละคนมีชีวิตแตกต่างกันไปตามแบบแผนของสังคมที่ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดเวลา แต่ทุกคนก็ยังมีความต้องการที่ประสบความส าเร็จในชีวิต เพราะแต่ละคนย่อมมีโอกาส ของการพัฒนาการ ที่แตกต่างออกไป เช่น ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ การสร้างรายได้ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร เป็นต้น ในขณะเดียวกันด้านสังคมก็จะมองถึงความสามารถในการพึ่งตนเอง ความร่วมมือของคนในครอบครัว และสมาชิกในสังคมยอมรับ มีความมั่นคงในการด ารงชีวิต เป็นต้น ดังนั้น การพัฒนาชีวิตควรด าเนินการ ดังนี้ 1. ค้นหาความต้องการของตนเองว่ามีความต้องการอะไร มีเป้าหมายในการด าเนินชีวิตอย่างไร เช่น ต้องการก้าวหน้า มีอิสระ มีเวลาให้ครอบครัวและสังคม มีทรัพย์สิน มีความสุข เป็นต้น 2. วิเคราะห์ข้อมูลของตนเองและครอบครัว ท าให้รู้สถานภาพ รู้ปัญหา รู้ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รู้ผลกระทบ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม 2.1รู้ศักยภาพของตนเอง เช่น ความรู้ ความสามารถ ความช านาญ (ทักษะ) ชื่อเสียง ประสบการณ์ ความมั่นคง ความก้าวหน้า สภาพทางการเงิน สร้างรายได้ การใช้จ่าย การออม คุณธรรมและศีลธรรม 2.2รู้ศักยภาพของครอบครัว เช่น วิถีการด ารงชีวิต ภาวะเศรษฐกิจของครอบครัว ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี คุณภาพชีวิตของคนในครอบครัว ฐานะทางสังคม ฐานะทางการเงินที่เป็นทรัพย์สิน และหนี้สินของครัวเรือน รายได้ รายจ่ายของครัวเรือน
3. วางแผนการด าเนินชีวิต 3.1 พัฒนาตนเองให้มีการเรียนรู้ต่อเนื่อง สร้างวินัยกับตนเอง โดยเฉพาะวินัยทางการเงิน 3.2สร้างนิสัยที่มีความคิดก้าวหน้ามุ่งมั่นในเป้าหมายชีวิต หมั่นพิจารณาความคิด ตัดสินใจแก้ปัญหา เป็นระบบโดยใช้ความรู้ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และครอบครัว 3.3 ฝึกบริหารจิตใจให้มีความซื่อสัตย์ สุจริต รักชาติ เสียสละ สามัคคี เที่ยงธรรม ศีลธรรม 3.4 ควบคุมจิตใจให้ตนเอง ประพฤติในสิ่งที่ดีงาม สร้างสรรค์ ความเจริญรุ่งเรือง 3.5 พัฒนาจิตใจ ให้ลด ละ เลิก อบายมุข กิเลส ตัณหา ความโกรธ ความหลง 3.6เสริมสร้างและฟื้ นฟูความรู้และคุณธรรมของตนเองและครอบครัว เช่น ฝึกอบรม ฝึกทักษะ ในวิชาการต่างๆ หรือวิชาชีพ หมั่นตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องอย่างสม ่าเสมอ 3.7 ปรับทัศนคติในเชิงบวก และมีความเป็นไปได้ 4.จดบันทึกและท าบัญชีรับ-จ่าย 5.สรุปผลการพัฒนาตนเองและครอบครัว โดยพิจารณาจาก 5.1ร่างกายมีสุขภาพ สมบูรณ์ แข็งแรง 5.2อารมณ์ต้องไม่เครียด มีเหตุมีผล มีความเชื่อมั่น มีระบบคิดเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน มีแรงจูงใจ กล้าคิดกล้าท า ไม่ท้อถอยหรือหมดก าลังใจ เมื่อประสบปัญหาในชีวิต 5.3ลด ละ เลิก อบายมุขต่างๆ หรือสิ่งที่ไม่จ าเป็นในชีวิต เช่น บัตรเครดิต การพนัน เป็นต้น
การท าบัญชีเป็นกิจกรรมเรียนรู้อย่างหนึ่ง จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การศึกษา การฝึกตนเพื่อให้ เกิดการปฏิบัติพัฒนาความรู้ ความคิด และการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก่อความเจริญในด้านอาชีพหรือเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นต้น การท าบัญชีครัวเรือน คือ การจดบันทึก ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขปัจจัยในการด ารงชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศข้อมูลที่ได้จากการบันทึกจะเป็นตัวบ่งชี้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชีวิตสามารถน าข้อมูลอดีต มาบอกปัจจุบันและอนาคตได้ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนชีวิตและกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ครอบครัว ชุมชนและประเทศได้ บัญชีครัวเรือน มิได้หมายถึงการท าบัญชีหรือบันทึกรายรับรายจ่ายประจ าวันเท่านั้นแต่อาจหมายถึง การบันทึกข้อมูลด้านอื่นๆ ในชีวิต ในครอบครัว เป็นต้น เช่น บัญชีทรัพย์สิน พันธุ์พืช พันธุ์ไม้ ในครอบครัวหรือ ชุมชนที่อยู่อาศัย บัญชีความรู้ความคิด บัญชีผู้ทรงคุณ ผู้รู้ในชุมชน บัญชีเด็กและเยาวชน บัญชีภูมิปัญญาด้านต่างๆ เป็นต้น หมายความว่าสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของมนุษย์ สามารถจดบันทึกได้ทุกเรื่อง
การท าบัญชีครัวเรือนในด้านเศรษฐกิจ หรือการบันทึกรายรับรายจ่ายที่ทางราชการพยายามส่งเสริมให้ทุกคน ท ากันนั้น เป็นเรื่องการบันทึกรายรับรายจ่ายประจ าวันประจ าเดือนว่ามีรายรับจากอะไรบ้างจ า นวนเท่าใด มีรายจ่ายอะไรบ้าง จ านวนเท่าใด ในแต่ละวัน สัปดาห์ เดือน และปีเพื่อจะได้เห็นภาพรวมว่ามีการรับเท่าใด จ่ายเท่าใด เหลือเท่าใด หรือเกิน คือจ่ายเกินรับเท่าใด รายการใดจ่ายน้อยจ่ายมาก จ าเป็นน้อยจ าเป็นมาก จ าเป็นน้อย อาจลดลงจ่ายเฉพาะที่จ าเป็นมาก เช่น ซื้ออาหาร ซื้อยารักษาโรค ซื้อเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การศึกษา เป็นต้น หรือการซื้อบุหรี่ ซื้อเหล้า หรือเที่ยวกลางคืน สิ่งเหล่านี้จ าเป็นหรือไม่และแต่ละวันหรือเดือนนั้นได้จ่าย ไปเป็นจ านวนเท่าใดเมื่อน ามาหักลบกันแล้วขาดดุลหรือเกินดุลไปเท่าใด เมื่อเห็นตัวเลขแล้ว ก็อาจคิดได้ว่าสิ่ง ไม่จ าเป็นเหล่านั้นก็ควรจ่ายลดลงบ้างได้หรือไม่ เป็นต้น ซึ่งท าให้รู้จักการพัฒนาตนเอง ให้เป็นคนมีเหตุมีผล เป็นคนรู้จักพอประมาณ เป็นคนรักตนเอง รักครอบครัว รักชุมชน และรักประเทศชาติมากขึ้น จะเห็นได้ว่า การท าบัญชีครัวเรือนในเรื่องรายรับรายจ่ายและเรื่องอื่นๆ ก็คือ วิถีแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาชีวิต ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรัชญาชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม พอดีสอดคล้อง ถูกต้องตามกฎธรรมชาติที่มีทั้งความเป็นเอกภาพและดุลยภาพอยู่เสมอเป็นกลางไม่ล าเอียง ไม่อคติเข้าข้างใคร
การน าหลักการบัญชีมาประยุกต์ใช้นั้นต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะหลักการบัญชีมีรายละเอียด บางประการที่สลับซับซ้อนพอสมควรอีกทั้งมีศัพท์ทางเทคนิคที่ท าให้แม้แต่นักบัญชีเองก็ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด รอบคอบ ในธุรกิจปัจจุบันนี้ ยอมรับกันว่า “การบัญชี” นั้นมีความส าคัญและเป็นงานส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการก้าวไป ข้างหน้าของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในกิจการค้าร้านค้าขนาดเล็ก การให้ความส าคัญกับการบัญชีในปัจจุบันดูเหมือนจะยังมีน้อย และจะมองข้าม ท าให้ไม่มีการจัดหาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ “การบัญชี” มาดูแลและจัดท าบัญชีอย่างเป็นระบบ อาศัยเพียงพนักงานธุรการซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับเอกสารอยู่บ้างมาช่วยท าซึ่งผลที่ได้ก็อาจได้รับข้อมูลที่ถูกต้องบ้าง หรือมีข้อผิดพลาดบ้าง แม้บางกิจการจะให้ความส าคัญกับ “การบัญชี” และพยายามหาคนมาจัดการงานด้านนี้อยู่ บ้างแต่ก็ไม่ประสบผลส าเร็จ เจ้าของกิจการควรจะเริ่มต้นจัดการกับ “การบัญชี” ให้มีส่วนในการบริหารธุรกิจของตนเอง และใช้ประโยชน์ จาก “การบัญชี” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารให้มากกว่าที่เป็นอยู่หลายคนพยายามที่จะเชื่อมโยงหลักการบัญชี ที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากโดยเฉพาะบุคคลที่ไม่มีพื้นความรู้เรื่อง “การบัญชี” ให้พอเข้าใจแนวความคิดและ หลักเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของการบัญชีซึ่งหวังว่าจะน าไปสู่การผลักดันให้มีการสร้างระบบบัญชีที่ดีและเป็นประโยชน์ ส าหรับกิจการในทุกระดับ
จากโฆษณาดังกล่าวท าให้ทราบว่า การจดบัญชีสามารถท าให้คนเราเลิกพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่มีประโยชน์ หลายอย่างได้จริงหรือไม่ซึ่งไม่อาจจะพิสูจน์ได้แน่ชัด แต่อย่างน้อยที่สุดก็ท าให้ทราบว่า “การจดบัญชี” จะช่วยให้ ทราบว่ามีรายได้มากน้อยแค่ไหน สามารถลดค่าใช้จ่ายรายการใดออกได้บ้าง “การจดบัญชี” น่าจะเป็นสิ่งท าให้สร้าง สมดุลระหว่างรายได้ และค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมแก่ฐานะการเงินเฉพาะตัวได้ดีขึ้น ดังนั้นค าว่า “จดแล้วไม่จน” ก็น่าจะพอพิสูจน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย สิ่งที่ทุกคนสงสัยก็คือการท าบัญชีครัวเรือนนั้นเขาท ากันอย่างไร มีความแตกต่างหรือเหมือนกับการท าบัญชี ของกิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่ การท าบัญชีครัวเรือนเป็นการท าบัญชีแบบง่ายที่สุด ซึ่งสามารถท าได้ทุกคนโดยการแบ่งรายรับ (รายได้) และรายจ่าย (ค่าใช้จ่าย) ออกจากกัน ซึ่งตัวอย่างของรายรับ ได้แก่ รายรับจากเงินเดือน หรือค่าจ้าง ผลตอบแทนที่ได้จากการท างาน เงินที่ได้จากการขายสินค้า หรือทรัพย์สิน เป็นต้น ส่วนรายจ่าย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการอุปโภคหรือบริโภค ค่าน ้าค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าซ่อมแซม ค่าอาหาร เป็นต้น
การจัดท าบัญชีครัวเรือนมีขั้นตอน ดังนี้ 1.แยกรายได้และค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท โดยใช้สมุดบัญชีบันทึกหรือจดรายการที่เกิดขึ้น 2. ก าหนดรหัสประเภทของรายได้และค่าใช้จ่าย เพื่อใช้สรุปประเภทของรายได้และค่าใช้จ่าย 3. น าเงินสด/เงินลงทุนเป็นตัวตั้ง แล้วน ารายได้มาบวกแล้วหักค่าใช้จ่ายและแสดงยอดคงเหลือ 4. น ารายการที่เป็นบัญชีประเภทเดียวกัน รวมยอดเข้าด้วยกัน แล้วแยกสรุปไว้ต่างหาก โดยอาจสรุปยอดตาม ต้องการ เช่น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เป็นต้น ในการจัดท ารูปแบบ หรือแบบฟอร์มของบัญชีครัวเรือนนั้น ไม่มีรูปแบบที่เป็นทางการแน่นอนขึ้นอยู่กับ แต่ละกิจการ หรือแต่ละบุคคลจะออกแบบฟอร์มนั้นๆ เพื่อให้เหมาะสมกับกิจการหรือตนเองดังนั้น จึงสังเกตเห็น ได้ว่าในปัจจุบันนี้ รูปแบบของบัญชีครัวเรือนมีหลากหลาย แต่ทั้งนี้ให้ยึดหลักสาระส าคัญของรายละเอียด หรือข้อความที่ต้องการในแบบฟอร์มนั้นๆ จึงสอดคล้องกับหลักการของแม่บทการบัญชีที่กล่าวว่า “เน ื้อหาสาระสา คญักว่ารปูแบบ”
สมุดบัญชีบันทึกรายการรับ-จ่าย หมายเหตุ ในการท าแบบฟอร์มหรือรูปแบบสมุดบันทึกบัญชีครัวเรือน ไม่ได้ก าหนดไว้เป็นทางการ สามารถดัดแปลง รูปแบบได้ตามต้องการ
การที่จะแจกแจงบัญชีให้มีข้อมูลประกอบมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับกิจกรรม และรายละเอียดที่ต้องการทราบ เช่นค่าใช้จ่ายก็อาจจะแยกออกเป็น ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นต้นทุนทางตรง แยกต่างหากจากค่าใช้จ่ายทั่วไป ซึ่งเรียกว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบกับการท าบัญชีของกิจการ ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทนั้น ก็มีพื้นฐานแนวความคิดแบบเดียวกัน กับ “บัญชีครัวเรือน” แต่มีข้อแตกต่างที่ส าคัญคือ บัญชีครัวเรือนจะจัดท าด้วย “เกณฑ ์ เงินสด” ส่วนระบบการท า บัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ซึ่งประยุกต์ใช้กับกิจการไม่ใช้เกณฑ์เงินสดแต่จะใช้“เกณฑ์คงค้าง” หรือ “เกณฑ ์ สิทธิ” (Accrual Basis) ดังที่กล่าวไว้ในเรื่อง “แม่บทการบัญชี” นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์อื่นๆ ที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดอีกมาก เนื่องจากสาเหตุที่กิจกรรมในการด าเนินธุรกิจ กับรายรับรายจ่ายของครัวเรือน มีความซับซ้อน แตกต่างกัน อีกทั้งตัววัดค่าเพื่อประเมินผลการด าเนินงานนั้น ก็ต้องพยายามลดข้อจ ากัดหลายๆ อย่างลง ท าให้ต้อง เพิ่มเงื่อนไขในการจัดท าบัญชีเพื่อให้บัญชีที่จัดท าสะท้อนผลได้ดีที่สุด เมื่อสิ้นวัน สิ้นสัปดาห์หรือสิ้นเดือน โดยน ารายการค่าใช้จ่ายที่เหมือนกันมารวมกันและน ารายได้ทั้งเดือนมา หักค่าใช้จ่ายทั้งเดือน เพื่อเปรียบเทียบรายได้ค่าใช้จ่ายหรืออาจเรียกการสรุปนี้ว่า งบรายได้ค่าใช้จ่ายก็ได้
งบประมาณ (Budgets) เป็นการวางแผนการประมาณรายได ้ รายจ่ายล่วงหน ้ าเพื่อจัดสรรเงินที่มีอยู่อย่าง จ ากัดให้ประสบความส าเร็จตามเป้าหมาย โดยการจัดท างบประมาณรายได้ และงบประมาณค่าใช้จ่าย ตามที่ได้ คาดการณ์ไว้แล้ว จึงน ามาประกอบเป็นงบประมาณรายได้และงบประมาณรายจ่ายรายเดือนหรือรายปี เพื่อควบคุม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้อยู่ในกรอบงบประมาณที่ได้ก าหนดก็จะมีเงินเหลือพอใช้ ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะเป็นเงินออมต่อไป ในอนาคต หลักเกณฑ์ในการท างบประมาณ มีดังนี้ 1. วางเป้าหมายที่เป็นไปได้ คือเป้าหมายที่ก าหนดไว้นั้นต้องสามารถปฏิบัติได้ ซึ่งการท างบประมาณนั้นเป็น ทั้งการวางแผนระยะสั้นทางการเงินให้ประสบความส าเร็จและท าให้เกิดการออม 2. ง่ายแก่การเข้าใจและมีความคล่องตัวในการน าไปใช้ สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามสถานการณ์ 3. ควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้อยู่ในขอบเขตที่ได้ก าหนดไว้ตามเป้าหมาย
การวางระบบการจัดท างบประมาณที่ดีจ าเป็นจะต้องมีการเก็บรักษาบันทึกทางการเงินที่ส าคัญไว้ครบถ้วน ได้แก่บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับรายรับ รายจ่าย และการออม เพระถ้าไม่มีหลักฐาน หรือไม่มีระบบการเก็บรักษาที่ รอบคอบและถูกต้องแล้ว ก็ไม่สามารถประมาณได้ว่ารายรับทั้งหมดตามบัญชีรายได้ที่แต่ละบุคคลได้รับหรืออาจจะ ได้รับเพิ่มเติมนั้นจ านวนเท่าใด มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายและรายรับสุทธิเป็นจ านวนทั้งสิ้นเท่าใดและรายได้นั้นได้ถูก น าไปใช้จ่ายทางใดบ้าง มีการจัดวางระบบการจัดเก็บรักษาข้อมูลอย่างไร จึงควรบันทึกไว้โดยเฉพาะพร้อมทั้งจัดท า เป็นบันทึกทางการเงินส่วนบุคคลเก็บไว้และถือเป็นหลักฐานส าคัญของครอบครัวเพื่อประโยชน์ในการวางแผนทาง การเงินส่วนบุคคล ได้แก่ 1. งบประมาณงบรายได ้ และรายจ่ายส่วนบุคคล เป็นงบสรุปรายละเอียดของรายได้และรายจ่ายที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาศัยข้อมูลช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ผ่านมา หรือเป็นรายงานที่แสดงถึงที่มาของรายได้และที่ไป ของรายจ่ายของครอบครัว เช่น รายได้จากงานประจ างานพิเศษประโยชน์ที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์บ าเหน็จ บ านาญและสวัสดิการต่างๆ ที่ได้ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัยยารักษาโรค ยังเป็นการจ่ายเพื่อซื้อสิ่งของ ต่างๆ ที่อ านวยความสะดวกสบาย การใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินที่มีอยู่ เช่นค่าเบี้ยประกันดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการจ่ายกรณีพิเศษอื่นๆ อีกเช่น การบริจาคต่างๆ การใช้จ่ายของบุคคลจะขึ้นอยู่กับความจ าเป็น และความพอใจที่จะได้รับเป็นส าคัญ งบประมาณรายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการวางแผน ทางการเงิน มีการจัดหมวดหมู่และแยกประเภทรายได้และรายจ่ายไว้ชัดเจน
รายได้(Income) ส่วนมากจะได้จากเงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน รายได้จากการท างานส่วนตัว เงินโบนัส และค่านายหน้า ดอกเบี้ย เงินปันผลที่ได้จากการออมและการลงทุนจากการจ าหน่ายสินทรัพย์ และรายได้เบ็ดเตล็ดอื่นๆ ซึ่งรายได้ รวมทั้งหมดเป็นรายได้สุทธิจริงที่จะได้รับ ไม่ใช่รายได้ที่คาดว่าจะได้รับและเป็นรายได้ก่อนหักภาษีเงินได้ 2. งบประมาณงบแสดงฐานะส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet Budgets) จะแสดงฐานะการเงินของ บุคคล ณ เวลาใดเวลาหนึ่งว่ามีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนเท่าใด ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 2.1 สินทรพัย ์(Assets) โดยคิดราคาตามราคาในตลาดในปัจจุบัน 2.2 หนี้สิน (liabilities) คือ ภาระผูกพัน หรือสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่จะต้องช าระในวันข้างหน้า 2.3 ส่วนของเจ ้ าของ หร ื อทุน คือ ผลต่างระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สิน หรือเขียนในรูปสมการ ดังนี้ สินทรพัย ์= หนี้สิน + ส่วนของเจ ้ าของ ถ้าส่วนของเจ้าของมีจ านวนมากเท่าใด ก็ย่อมแสดงว่าบุคคลนั้นมีฐานะความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น และชี้ให้เห็นว่า เป็นบุคคลที่ประสบความส าเร็จและบรรลุเป้าหมาย เพราะความมั่งคั่งเป็นเป้าหมายที่ส าคัญทางก ารเงิน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
จากตวัอย่างข ้ างต ้ น นายสมคิดมีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 7,000 บาท และมีหนี้สิน 800 บาท ดังนั้น ส่วนของเจ้าของจึงมีจ านวน 6,200 บาท คือผลต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน สามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ สินทรพัย ์= หนี้สิน + ส่วนของเจ ้ าของ (ทุน)
3. การบนัท ึ กรายการทรพัย ์ สินส่วนบุคคล ทรัพย์สินส่วนบุคคล หมายถึง ทรัพย์สินมีค่า เช่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องใช้ต่างๆ การบันทึกรายการควรระบุชื่อทรัพย์สิน / วันที่ซื้อ / ร้านที่ซื้อและราคาที่ซื้อ จึง ควรเรียงล าดับวันที่ซื้อก่อนหลังให้ชัดเจน และมีเอกสารใบส าคัญให้ครบถ้วน จะท าให้บันทึกรายการได้ง่ายขึ้น