2) นำแบบสังเกตเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความครอบคลุมเชิงเนื้อหา ความ ชัดเจนและความถูกต้องของแบบสังเกต โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งได้ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม สามารถนำ เครื่องมือไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ 3) นำแบบสังเกตที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้วนำไปใช้เก็บข้อมูลกับ กลุ่มตัวอย่าง - แบบสอบถามความพึงพอใจ 1) ศึกษาตำรา เอกสารเกี่ยวกับความพึงพอใจ และสร้างแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบ Rating scale 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ 2) นำแบบสอบถามเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบความครอบคลุมเชิงเนื้อหา ความชัดเจนและความถูกต้องของแบบสอบถาม โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งได้ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม สามารถนำเครื่องมือไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ 3) นำแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้วนำไปใช้เก็บข้อมูลกับ กลุ่มตัวอย่าง 4) วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจโดยวิธีของครอนบาค แอลฟา 3.5 การเก็บรวบรวบข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นก่อนการ ทดลอง (2) ขั้นการทดลอง (3) ขั้นหลังการทดลอง ดังนี้ 1. ขั้นก่อนการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่จำนวน 9 คน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1.1 ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอนในรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 จึงเลือก นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 วิทยาลัยสารพัดช่าง กระบี่จำนวน 9 คน เป็นกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ 1.2 ผู้วิจัยได้พบปัญหาในจัดการเรียนการสอนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 จากนั้นได้วิเคราะห์สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอน เพื่อศึกษาค้นคว้าแนวทางพัฒนาการจัดการสอน และ นำมาพัฒนาเป็นหัวข้อวิจัย 1.3 ผู้วิจัยได้จัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ การใช้ Gamification และการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน
2. ขั้นการทดลอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น จำนวน 8 สัปดาห์27 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ สัปดาห์ที่ 1-3 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมและพฤติกรรมการ ทำงานกลุ่ม แล้วทำการบันทึกผลการสอบก่อนเรียนและระดับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับจากการสอนโดย ไม่ใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 5-7 จะเป็นรูปแบบการสอนใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอนเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบ สังเกตความสนใจในการเรียนและพฤติกรรมการปฏิบัติงานกลุ่ม สัปดาห์ที่ 8 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พร้อมทั้งให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจ ต่อรูปแบบการสอนโดยใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน 3. ขั้นหลังการทดลอง ผู้วิจัยตรวจให้คะแนนแบบทดสอบ ตรวจแบบสังเกตและแบบสอบถามความพึงพอใจ และตรวจสอบความ ถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล ในกรณีที่ข้อมูลผลการทดสอบของนักเรียนไม่ครบถ้วน คณะผู้วิจัยจะติดตามให้นักเรียน ทดสอบ เพิ่มเติม หลังจากนั้นได้จัดเตรียมบันทึกข้อมูลเพื่อจะวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต่อไป 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การ วิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์และการใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Paired - samples t test) ในการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน 2. การวิเคราะห์ผลการสังเกตความสนใจทางการเรียนในรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา 20204-2106 ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน โดยเทียบกับเกณฑ์ดังนี้ คะแนนความสนใจ ระดับความสนใจ 75 คะแนนขึ้นไป สนใจมากที่สุด 50-74 คะแนน สนใจมาก 25-49 คะแนน สนใจปานกลาง 0-24 คะแนน สนใจน้อย 3. การวิเคราะห์เกณฑ์คะแนนพัฒนาการเทียบระดับพัฒนาการ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552: 268) ดังนี้ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ระดับพัฒนาการ 75 ขึ้นไป พัฒนาการระดับสูงมาก
50-74 พัฒนาการระดับสูง 25-49 พัฒนาการระดับกลาง 0-24 พัฒนาการระดับต้น 4. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ผู้วิจัยวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยเทียบกับเกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง ความพึงพอใจระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ - สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples T-Test) = ∑ √ ∑ − เมื่อ แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t-distribution ∑ แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบหลังก่อนและหลัง ได้รับการใช้ใช้ Gamification และการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน แทน จำนวนนักเรียน ∑ แทน ผลรวมกำลังสองของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบหลังและ ก่อนได้รับการใช้ Gamification และการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การใช้ GJGI ในการพัฒนาความสนใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึง พอใจ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อ เปรียบเทียบความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ การจัดกิจกรรมโดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ผู้วิจัยใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง แบบกลุ่มเดียวโดยวัดผลก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ จำนวน 9 คน ผู้วิจัย ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ความพึงพอใจการจัดกิจกรรมโดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา 20204-2106 ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ในการวิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าสถิติเชิงบรรยายคะแนน ความสนใจก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีผลการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงบรรยายความสนใจ ก่อนและหลังการรใช้ GJGI ในการจัดการเรียน การสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ คะแนนสอบ n Min Max Range Mean S.D. ก่อนเรียน 9 25 66 42 39.48 11.501 หลังเรียน 9 59 88 29 72.67 8.800 จากการวิเคราะห์ตารางที่ 1 พบว่า คะแนนความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ก่อนการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 มีค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 25 คะแนน ค่ามากที่สุดเท่ากับ 66 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.48 คะแนน และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 11.501 ส่วนความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา 20204-2106 หลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 มี ค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 59 คะแนน ค่ามากที่สุดเท่ากับ 88 คะแนน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 72.67 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 8.800 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสนใจในการเรียน ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการ เรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ คะแนน n M S.D. Paired Samples Test t df Sig. M Different S.D. ก่อนใช้ 9 39.48 5.875 33.19 11.994 12.681 20 .000 หลังใช้ 9 72.67 8.800 จากตารางที่2 พบว่า คะแนนความสนใจในการเรียนก่อนการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.48 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.875 คะแนนความสนใจในการเรียนหลังการ ใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 72.67 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 8.800 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสนใจก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน สามารถสรุป
ได้ว่าความสนใจในการเรียนโดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ หลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอนสูงกว่าก่อนการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 3 ตารางแสดงคะแนนความสนใจในภาพรวมรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา 20204-2106 ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ นักเรียน ก่อน หลัง พัฒนาการ สัมพัทธ์(%) แปลผล คะแนน ระดับความสนใจ คะแนน ระดับความสนใจ 1 34 สนใจปานกลาง 73 สนใจมาก 62.90% ระดับสูง 2 39 สนใจปานกลาง 61 สนใจมาก 38.60% ระดับกลาง 3 46 สนใจปานกลาง 77 สนใจมากที่สุด 62.00% ระดับสูง 4 66 สนใจมาก 83 สนใจมากที่สุด 56.67% ระดับสูง 5 24 สนใจน้อย 59 สนใจมาก 48.61% ระดับกลาง 6 49 สนใจปานกลาง 67 สนใจมาก 38.30% ระดับกลาง 7 24 สนใจน้อย 72 สนใจมาก 66.67% ระดับสูง 8 48 สนใจปานกลาง 64 สนใจมาก 33.33% ระดับกลาง 9 33 สนใจปานกลาง 68 สนใจมาก 55.56% ระดับสูง เฉลี่ย 39.48 สนใจปานกลาง 72.67 สนใจมาก 58.72% ระดับสูง ภาพประกอบ 1 แผนภูมิแท่งแสดงความสนใจก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GJGI ในการจัดการ เรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่
จากตารางที่ 1 และภาพประกอบ 1 พบว่า นักเรียนนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ มีความสนใจในการเรียนก่อนการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 39.48 และหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 72.67 โดยส่วนใหญ่ นักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 58.72% อยู่ในระดับสูง ตารางที่ 4 ตารางแสดงระดับความสนใจในภาพรวมรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204- 2106 ก่อนและหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ระดับความสนใจ จำนวนนักเรียนก่อนใช้ จำนวนนักเรียนหลังใช้ สนใจน้อย 2 - สนใจปานกลาง 6 - สนใจมาก 1 7 สนใจมากที่สุด - 2 รวม 9 9 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนมีความสนใจก่อนการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู ในระดับสนใจน้อย จำนวน 2 คน สนใจปานกลาง จำนวน 6 คนและสนใจมาก จำนวน 1 คน รวม 9คน และมี ความสนใจหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยูในระดับสนใจมาก จำนวน 7 คน และ สนใจมาก จำนวน 2คน รวม9 คน ตารางที่ 5 แสดงขนาดอิทธิพลความสนใจในการเรียนโดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของ นักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ Mean S.D. Effect Size ขนาดอิทธิพล Pretest 39.48 11.50 0.51 ระดับปานกลาง Posttest 72.67 8.80 จากตารางที่ 5 พบว่า ขนาดอิทธิพลมีค่าเท่ากับ 0.51 อยู่ในระดับปานกลาง นั่นคือ การใช้ GJGI ในการ จัดการเรียนการสอน ส่งผลต่อความสนใจในการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัย สารพัดช่างกระบี่อยู่ในระดับปานกลาง
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้ GJGI ใน การจัดการเรียนการสอนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ในการวิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อน และหลังการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าสถิติเชิงบรรยายคะแนนการทดสอบ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีผลการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงบรรยายคะแนนการทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่
คะแนนสอบ N Min Max Range Mean S.D. ก่อนใช้ 9 16 30 14 23.81 4.045 หลังใช้ 9 36 54 18 44.57 5.240 จากการวิเคราะห์ตารางที่ 5 พบว่า คะแนนก่อนเรียน โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอนของ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ มีค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 16 คะแนน มีค่า มากที่สุดเท่ากับ 36 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.81 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.045 ส่วน คะแนนหลังเรียน โดยการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 36 คะแนน มีค่ามากที่สุด เท่ากับ 54 คะแนน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 44.57 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.240 ตารางที่ 7 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ GJGI ใน การจัดการเรียนการสอนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ คะแนน n M S.D. Paired Samples Test t df Sig. M Different S.D. ก่อนใช้ 9 23.81 4.045 20.76 5.629 16.901 20 .000 หลังใช้ 9 44.57 5.240 จากตารางท ึ่ 7 พบว่า คะแนนการทดสอบก่อนเรียน โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.81 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.045 คะแนนการทดสอบหลังเรียน โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 44.57 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.240 ผล การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน สามารถสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ คะแนนหลังการทดสอบ โดยการใช้ GJGI ในการ จัดการเรียนการสอนสูงกว่าคะแนนก่อนการทดสอบ โดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 8 ตารางแสดงคะแนนก่อนเรียน หลังเรียน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ โดยการใช้ GJGI ใน การจัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ นักเรียน คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน พัฒนาการสัมพัทธ์(%) แปลผล 1 27 46 57.58% ระดับสูง 2 24 42 50.00% ระดับสูง 3 22 43 55.26% ระดับสูง 4 28 54 81.25% ระดับสูงมาก
5 29 42 41.94% ระดับกลาง 6 24 47 63.89% ระดับสูง 7 20 45 62.50% ระดับสูง 8 26 43 50.00% ระดับสูง 9 19 46 65.85% ระดับสูง เฉลี่ย 23.81 44.57 57.37% ระดับสูง ตารางที่ 9 แสดงขนาดอิทธิพลคะแนนก่อนเรียน หลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GJGI ในการ จัดการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ Mean S.D. Effect Size ขนาดอิทธิพล Pretest 23.81 4.04 0.53 ระดับปานกลาง Posttest 44.57 5.24 จากตารางที่ 8 พบว่า ขนาดอิทธิพลมีค่าเท่ากับ 0.53 อยู่ในระดับปานกลาง นั่นคือ การใช้ GJGI ในการ จัดการเรียนการสอน ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ อยู่ในระดับปานกลาง ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ความพึงพอใจการจัดกิจกรรมโดยการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ตารางที่ 10 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจต่อการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ประเด็นประเมิน ระดับความพึงพอใจ M S.D. แปลผล 1. บรรยากาศในชั้นเรียนส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน 4.55 .510 มากที่สุด 2. กิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ 4.55 .510 มากที่สุด 3. การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและการถาม-ตอบในชั้นเรียน 4.75 .550 มากที่สุด 4. ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม/ทีม 4.60 .598 มากที่สุด 5. ครูยอมรับความคิดเห็นของนักเรียนที่ต่างไปจากครู 4.50 .513 มาก 6. ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึงขณะสอน 4.75 .550 มากที่สุด 7. ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัวในการเรียนเสมอ 4.55 .686 มากที่สุด 8. ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม การเล่นเกม ฯลฯ) 4.70 .571 มากที่สุด
ประเด็นประเมิน ระดับความพึงพอใจ M S.D. แปลผล 9. ครูให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนในการเรียน 4.55 .605 มากที่สุด 10. นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำแบบทดสอบ 4.40 .754 มาก 11. รูปแบบการสอนช่วยให้การศึกาสนุกและท้าทายมากขึ้น 4.50 .761 มาก 12. ความเหมาะสมของการเก็บคะแนนในการจัดกิจกรรม 4.50 .688 มาก 13. การเปิดโอกาสให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลหรือหาความรู้ด้วยตนเอง 4.70 .470 มากที่สุด 14. ระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนในแต่ละหัวข้อมีความเหมาะสม กับปริมาณเนื้อหา 4.40 .598 มาก 15. การเลือกใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนที่หลากหลายและเหมาะสม กับเนื้อหาในแต่ละหัวข้อ 4.60 .598 มากที่สุด สรุปความพึงพอใจโดยภาพรวม 4.57 0.60 มากที่สุด จากตารางที่ 10 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (M= 4.47) โดยประเด็นเรื่อง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและการถาม-ตอบในชั้นเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.75 รองลงมา ได้แก่ ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม การเล่นเกม ฯลฯ) มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 และการเปิดโอกาสให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลหรือหาความรู้ด้วยตนเอง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 4.70
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การใช้ GJGI ในการพัฒนาความสนใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึง พอใจ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบความสนใจในการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ก่อนและหลัง การใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่าง กระบี่ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน ของของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ (3) เพื่อศึกษาความพึง พอใจการจัดกิจกรรมโดยการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้น ปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัย สารพัดช่างกระบี่ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโปรแกรมการ เรียนรู้ GJGI แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 โดยใช้เกมมิฟิเคชั่น (Gamification) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือปริศนาความคิด (Jigsaw) และการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือกลุ่มสืบค้น (Group Investigation : GI) วัดจากสมุดสะสมแต้ม แบบสังเกตความสนใจในการเรียน และพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน GJGI ดำเนินการทดลองเป็นเวลา 6 คาบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การ ทดสอบแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และขนาดอิทธิพล ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะดังนี้ สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนความสนใจในการเรียนก่อนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.48 คะแนนและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 11.50 คะแนน ความสนใจในการเรียนหลังใช้GJGI ในการ จัดการเรียนการสอน มีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 72.67 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 8.80 คะแนน สรุปได้ว่า ผลการเปรียบเทียบความสนใจในการเรียนในรายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GJGI ในการ จัดการเรียนการ โดยมีพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.72 อยู่ในระดับสูง 2. คะแนนทดสอบก่อนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.81 คะแนน และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.045 คะแนน คะแนนทดสอบหลังใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 44.57 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.240 คะแนน ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อน
และหลังใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน สรุปได้ว่า ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาโปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัด ช่างกระบี่ หลังการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน สูงกว่าก่อนเรียนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 57.37 อยู่ในระดับสูง 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน รายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทาง สถิติ รหัสวิชา20204-2106 โดยใช้ใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M= 4.47) โดยประเด็นเรื่อง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและการถาม-ตอบในชั้นเรียน เป็นประเด็นที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุด รองลงมาได้แก่ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม การเล่นเกม ฯลฯ) และการเปิดโอกาสให้ นักเรียนสืบค้นข้อมูลหรือหาความรู้ด้วยตนเอง ตามลำดับ อภิปรายผลการวิจัย การใช้ GJGI ในการพัฒนาความสนใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ ของ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้GJGI สามารถพัฒนาความสนใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และความพึงพอใจทางการเรียนได้สูงขึ้น เห็นได้จาก 1) คะแนนความสนใจในการเรียนหลังใช้สูงกว่า ก่อนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน 2) คะแนนทดสอบหลังใช้สูงกว่าก่อนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน และ 3) จากการจัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน ของนักเรียนพบว่า นักเรียนมีพึงพอใจต่อการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก แสดงให้ เห็นว่า การใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอนสามารถทำให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี มีผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น และกระตุ้นให้สนใจที่จะเรียนรู้ในวิชาเรียนมากยิ่งขึ้น จากผลการวิจัยที่ผ่านมา จะเห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอนสามารถ พัฒนาความสนใจในการเรียนช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ให้กับนักเรียน นักเรียนสามารถเรียนรู้ ศึกษา สนใจ ในการเรียน และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี ขึ้น และกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะเรียนรู้ในวิชาเรียนมากยิ่งขึ้น มีความพึงพอใจทางการเรียนในรายวิชา โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ได้สูงขึ้น โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปิิยนาถ จิตคงสง (2550). ซึ่งพบว่า การดำเนินการของเชต วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์1 ของนักเรียนชั้นปวช.2 สาขาวิชาพณิชยการ โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบจิ๊กซอร์เพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนเรื่องเซต วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์1 ของ นักเรียน ชั้นปวช.2 สาขาวิชาพณิชยการ กลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นปวช.2 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ 5 ห้อง ภาคเรียนที่ 1/ 2550 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบฝึกหัด แบบทดสอบ เก็บ รวบรวมข้อมูล โดยแจ้งวิธีการ/วัตถุประสงค์แก่ ผู้เรียน จัดผู้เรียนออกเป็นกลุ่มชำนาญการ กลุ่มรักบ้านเกิด มอบหมายงานให้ ดำเนินการ ครูอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติม ทดสอบความเข้าใจ โดยการสอบถาม ทำแบบฝึกหัด ประเมินผลการเรียนรู้
วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน 5 ห้อง ผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต่ำ มากกว่าร้อยละ 70 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จากการสังเกตพฤติกรรมขณะทำกิจกรรมพบว่านักเรียนแต่ละกลุ่มสนุกสนานในการ เรียนรู้โดยได้รับการแนะนำจากเพื่อนในกลุ่มชำนาญการ สาขางานบัญชีผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต่ำมากที่สุดถึง ร้อยละ 90 รองลงมา ได้แก่ สาขางานคอมพิวเตอร์ธุรกิจผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต่ำร้อยละ 80และสาขาการขาย ร้อยละ 76 เช่นเดียวกับงานวิจัยของสุรชัย บำรุงไทยชัยชาญ (2550). ซึ่งพบว่าการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบ จิกซอว์วิชา พ31101 สุขศึกษา และพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนพลอำเภอพลจังหวัดขอนแก่น ศึกษา วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบจิกซอว์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงานกลุ่ม ของนักเรียนเพื่อ พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบจิกซอว์ เทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 80 กลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1/1 ภาคเรียนที่ 2 ปี กศ. 50 จำนวน 41 คน เป็นชาย 17 คน หญิง 24 คนเครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติงานกลุ่ม แบบประเมินผลงาน/ใบงานแบบสังเกตพฤติกรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ บันทึก ผลการสอนท้ายแผนการจัดการเรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ แผนการ จัดการเรียนรู้ส่งผลต่อการพัฒนาการปฏิบัติงานกลุ่มนักเรียนมีคะแนนประเมินเฉลี่ยเท่ากับ 17.43 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.16 ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนด้านความรู้ พบว่า มีคะแนนประเมินหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผ่าน เกณฑ์การประเมินร้อยละ80 เป็นไปตามสมมุติฐาน ในขณะที่งานวิจัย นวภัทร ตระกูลพร และนิลมณี พิทักษ การ พัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการ แสวงหาความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem - Based Learning) ร่วมกับการเรียนแบบ ร่วมมือเทคนิคกลุ่มสืบสวนสอบสวน (Group Investigation) ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมี วิจารณญาณ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคกลุ่ม สืบสวนสอบสวน ด้วยแบบทดสอบที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเอง ผลการวิจัยพบว่า มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบ จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 76.92 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนทั้งชั้นมีคะแนนเฉลี่ย 22.35 คิดเป็นร้อยละ 74.50 ซึ่งผ่านเกณฑ์ตามที่ผู้วิจัยกำหนด ซึ่งผู้วิจัยพบว่าเป็นผลมาจากการที่ผู้วิจัยจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ร่วมกับการเรียน แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มสืบสวนสอบสวน (Group Investigation) และ การวิจัยเชิงปฏิบัติการซึ่งเป็นกระบวนการ ที่สามารถนำเอาจุดด้อยของวงจรปฏิบัติการแต่ละวงจร มาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้สมบูรณ์ดียิ่งขึ้นในวงจรต่อไป ประกอบกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-BasedLearning) ร่วมกับการเรียนแบบ ร่วมมือเทคนิคกลุ่มสืบสวนสอบสวน (Group Investigation) มีลักษณะการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนจากความสนใจ เป็นกระบวนการในการพัฒนาความคิดอย่างสม่ำเสมอโดยที่นักเรียนร่วมกันกำหนดประเด็นปัญหา เพื่อกระตุ้น ความคิด โดยการใช้สื่อวีดิทัศน์ แผนที่ รูปภาพ การฝึกให้นักเรียนคุ้นชินกับคำถาม การตั้งคำถามและการแสวงหา
คำตอบ โดยการลงมือสืบค้นข้อมูลได้อย่างอิสระผ่านการร่วมกันวางแผนในการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ นักเรียนต้องใช้ความสามารถในการฟัง การจดจำ การอภิปรายจัดระบบข้อมูล การแยกแยะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน การสรุปโดยใช้หลักเหตุผล และการประเมินเหตุผลดังที่ ทิศนา แขมมณี กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการคิด อย่างมีวิจารณญาณก็เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบ เช่นเดียวกับงานวิจัยของวันชัย ก้อมน้อย(2556) พบว่า 1) การ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ และการจัดการเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการจัดการเรียนรู้ ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยมีคะแนนความรู้พื้นฐานเป็นตัวแปรร่วม พบว่า การจัดการเรียนรู้ทั้ง 2 วิธี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังมีความสัมพันธ์กับคะแนน ความรู้พื้นฐานโดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ในการตัดสินใจที่ปรับค่าแล้วเท่ากับ .387 หรือสามารถ อธิบายการผันแปรได้ถึงร้อยละ 38.7 โดยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เช่นเดียวกับงานวิจัยของนวัช ปาน สุวรรณ (2554) ได้ศึกษาผลการเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาท และการสอนแบบสตอรีไลน์ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2554 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนจัดการเรียนรู้แบบสตอรีไลน์วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตาม วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่าผล การเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและการสอนแบบสตอรีไลน์ วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนเท่ากับ 27.40 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.16 และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนเท่ากับ 75.03 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.19 เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า 1. การเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและการสอนแบบสตอรีไลน์ วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น 2.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและ การสอนแบบสตอรีไลน์วิชาวิทยาศาสตร์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนก่อนเรียนเท่ากับ 13.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.93 และคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนเท่ากับ 22.53 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.40 เมื่อเปรียบเทียบความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า การ
เรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและการสอนแบบสตอรีไลน์วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนสูงขึ้น และ 3. ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วย เกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและการสอนสตอ รีไลน์วิชาวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและ การสอนแบบสตอรีไลน์วิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับดี (X= 4.30, S.D. = 0.59) ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ใช้ GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ให้กับนักเรียน นักเรียนสามารถเรียนรู้ ศึกษา สนใจในการเรียน และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น และกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะเรียนรู้ในวิชาเรียนมากยิ่งขึ้น มี ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนได้สูงขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป การวิจัยครั้งนี้พัฒนาความสนใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ โดยการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่ง ผลการวิจัยพบว่าความสนใจในการเรียนหลังใช้สูงกว่าก่อนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังใช้สูงกว่าก่อนใช้GJGI ในการจัดการเรียนการสอน แต่จากการสังเกตความสนใจในการเรียนใน รายด้าน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังมีนักเรียนบางคนคะแนนก่อนและหลังการใช้GJGI ในการจัดการเรียนการ สอน มีคะแนนเท่าเดิม เนื่องจากพฤติกรรมบางอย่างของนักเรียน เช่นคุยกันระหว่างเรียน และไม่ตั้งใจเรียน เป็น ต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ของนักเรียน เพื่อให้ผลการวิจัยได้ผลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ผู้วิจัยขอเสนอแนะให้มีการเก็บข้อมูลในระหว่างการทดลอง โดยมีการสัมภาษณ์จากผู้เรียน การ ทดสอบ และควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆเพิ่มเติม เช่น ทักษะการทำงาน ความถนัดเฉพาะด้าน และการสื่อสาร เป็นต้น
บรรณานุกรม กรมสามัญศึกษา. หน่วยศึกษานิเทศก์. เขตการศึกษา 6. (2537). การสอนตามสมรรถภาพการเรียนรู้. ลพบุรี : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 6, อัดสำเนา. กระทรวงศึกษาธิการ. กรมพลศึกษา. สำนักพัฒนาการพลศึกษา สุขภาพและนันทนาการ. (2547). การดำเนินงาน ตามโครงการมหกรรมกีฬาภูมิปัญญาไทยและกีฬาพื้นบ้าน กระทรวง. จุมพล สวัสดิยากร. (2520). หลักการบริหารและมนุษย์สัมพันธ์. กรุงเทพฯ: สุวรรณภูมิ. ณัฏญาพร ชื่นมัจฉา. (2556). การแก้ไขพฤติกรรมการไม่สนใจเรียนในรายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอข้อมูล ด้วยสื่อการ สอนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปี ที่ 1/ 5สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ธุรกิจ ว ิ ท ย า ล ั ย เ ท ค โ น โ ล ย ี ไ ท ย บ ร ิ ห า ร ธ ุ ร ก ิ จ[อ อ น ไ ล น ์ ] . ส ื บ ค ้ น จ า ก :http://www. thaitech.ac.th/research/research_1 (11 สิงหาคม 2565) ณัฐวุฒิกิจรุ่งเรือง และคณะ. (2545). ผู้เรียนเป็นสำคัญและการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ของครูมืออาชีพตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: เยลโล่การพิมพ์. นวัช ปานสุวรรณ. (2554). ผลการเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาท และการสอนแบบสตอรีไลน์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิด. อิเล็กทรอนิกส์ ค ล ั ง ข ้ อ ม ู ล ง า น ว ิ จ ั ย แ ล ะ ผ ล ง า น ท า ง ว ิ ช า ก า ร [อ อ น ไ ล น ์ ] . ส ื บ ค ้ น จ า ก : http://repository.rmutr.ac.th/bitstream/handle/123456789/613/1002-055- 1binno2017_RMUTR.pdf?sequence=1. (11 สิงหาคม 2565) นวภัทร ตระกูลพร และนิลมณี พิทักษ์. การพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการ แสวงหาความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem - Based Learning) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มสืบสวนสอบสวน (Group Investigation). ขอนแก่น : สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ปิยนาถ จิตคงสง. (2550). การแก้ปัญหาการเรียนเรื่องการดาเนินการของเชตวิชาคณิตศาสตร์ ประยุกต์ 1 ของ นักเรียนชั้น ปวช.2 สาขาวิชาพณิชยการ โดยใช้กระบวนการเรียนการสอน. ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิดเลขในใจของ นักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะการคิดเลขในใจกับนักเรียนที่ ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(หลักสูตร และการสอน). พระนครศรีอยุธยา : บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2545. หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มิสท์.
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แบเนจเม็นท์. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. 2544. การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : แนวคิด วิธีและเทคนิคการสอน1. กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. พรรณี ลีกิจวัฒนะ. (2553). วิธีการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ยุทธ ไกยวรรณ์. (2546). สถิติเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ. วัฒนาพร ระงับทุกข์. 2545. แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส. วันชัย ก้อมน้อย. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการจัดการเรียนรู้ ด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยขจัดความรู้พื้นฐาน. รายงานวิจัย, 2556. วันเพ็ญ จันเจริญ (2542). การเรียนการสอนปัจจุบัน. สกลนคร : ฝ่ายโครงการเอกสารและตำรา สถาบันราชภัฏ สกลนคร วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2551). ปัญหาการจัด การเรียนการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาของครูชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 1. สำนักงานการประถมศึกษามหาสารคาม วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมพร เชื้อพันธ์. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ด้วยตนเองกับการจัดการเรียนการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(หลักสูตรและการสอน).พระนครศรีอยุธยา : บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัพระนครศรี อยุธยา. ถ่ายเอกสาร สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2544). การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการประเมินตามสภาพจริง. เชียงใหม่ : หจก. เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, 2544. สามารถ บุญโยประการ. (2550). ความพึงพอใจในการทางานของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานที่สถานีอนามัย ในจังหวัดจันทบุรี. ปัญหาพิเศษรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารทั่วไป, วิทยาลัยการ บริหารรัฐกิจ, มหาวิทยาลัยบูรพา. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2545). วิธีจัดการเรียนรู้ : เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ สุมณฑา พรหมบุญ (2540). “การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม”. วารสารครุศาสตร์ (กรกฎคม-ตุลาคม 2540).
สุรชัย บำรุงไทยชัยชาญ. (2550). รายงานการศึกษาการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบจิกซอว์วิชา พ31101 สุข ศึกษาและพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพลอำเภอพลจังหวัดขอนแก่น. ขอนแก่น: สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาขอนแก่นเขต 3. ไสว ฟักขาว. (2542). หลักการสอนสาหรับการเป็นครูมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: เอมพันธ์. ไสว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพ ฯ : เอมพันธ์ อภิชาติ เพชรพลอย. (2543). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มะยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนมินิคอร์สกับการสอนตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์ กศ. ม.(การมัธยมศึกษา). กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. อารง สุทธาศาสน์ (2527). ปฏิบัติการวิจัยสังคมศาสตร์.กรุงเทพฯ : เจ้าพระยาการพิมพ์. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อภิชาติ เพชรพลอย. (2543). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มะยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนมินิคอร์สกับการสอนตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.(การ มัธยมศึกษา). กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
บันทึกข้อความ ส่วนราชการ วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ที่ วันที่ 27 มีนาคม ๒๕๖6 เรื่อง รายงานการจัดส่งวิจัยในชั้นเรียน เรียน ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ด้วยข้าพเจ้า นางสาวสูไฮยา ปิยา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ ได้จัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การใช้ GJGI ในการพัฒนาความสนใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ รายวิชา โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ รหัสวิชา20204-2106 ปีการศึกษา ๒๕๖5 รายละเอียดตามเอกสารแนบ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา ลงชื่อ ................................................... (นางสาวสูไฮยา ปิยา) ๑. ความคิดเห็นของหัวหน้าแผนกวิชา ............................................................................ ลงชื่อ ................................................. ( นางสาวสูไฮยา ปิยา) ๒. ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิจัยฯ ............................................................................ ลงชื่อ ................................................. ( นางสาววนัญชนา เชิงดี) ๓. ความคิดเห็นของรองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานฯ เรียน ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ เพื่อโปรดพิจารณา ลงชื่อ ................................................... ( นางสาวพิมพ์มณี นวลศรีทอง ) รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ๔. ความคิดเห็นผู้อำนวยการผู้อำนวยการ อนุมัติ สั่งการ................................................... ลงชื่อ............................................... ( นายวันชัย พันเรือง ) ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่