The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orathai Kaewdam, 2022-12-21 11:58:36

แนวโน้ม

แนวโน้ม

คำนำ

รายงานเล่มนี้่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการพการพัฒนาหลักสูตร ชั้นปีท่ี 2 เพื่อให้ได้ศึกษา
หาความรู้ในเรื่องแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษท่ี 21 และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็น
ประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดทำหวังว่ารายงานเล่มนีจ้ ะเป็นประโยชน์กบั ผูอ้ ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา
ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขอ
อภยั มา ณ ทน่ี ด้ี ว้ ย

ผจู้ ัดทำ
นางสาวอทติ ยาภรณ์ จติ รพงษ์

สารบญั 2

เรอื่ ง หน้า

1. สภาพปจั จบุ นั ของหลักสตู รไทย 1
1.1 หลักสตู รปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 1
1.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน ปีพุทธศกั ราช 2551 8
(ฉบับปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560)
1.3 หลักสูตรการอาชวี ศกึ ษา 13
1.4 หลักสตู รอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒอิ ดุ มศึกษา) 36
38
2. สภาพปัญหาหลักสตู รในประเทศไทย 38
2.1 หลักสูตรปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560 39
2.2 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน ปพี ุทธศกั ราช 2551
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พุทธศกั ราช 2560) 40
2.3 หลกั สตู รการอาชีวศึกษา 41
2.4 หลกั สูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวฒุ อิ ุดมศึกษา) 44
44
3. แนวโน้มการพัฒนาหลักสตู รในศตวรรษท่ี 21 44
3.1 หลักสูตรปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560
3.2 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน ปพี ุทธศกั ราช 2551 45
(ฉบบั ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2560) 46
3.3 หลักสูตรการอาชีวศกึ ษา
3.4 หลกั สูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ิอุดมศกึ ษา) 47
48
สรุป
บรรณานุกรม

1

สภาพปจั จบุ นั ของหลกั สตู รไทย

หลกั สูตรปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560

หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั สำหรบั เดก็ อำยตุ ำ่ กวา่ 3 ปี

หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั สำหรบั เด็กอำยตุ ่ำกวา่ 3 ปี จดั ขน้ึ สำหรับพอ่ แม่ ผเู้ ลยี้ งดู หรือผู้ท่เี กี่ยวข้อง
กับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและ
การเรยี นรู้ อยา่ งเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบคุ คล

จุดหมาย

หลกั สตู รกำรศกึ ษาปฐมวัย สำหรบั เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มงุ่ ส่งเสริมให้เดก็ มีพัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสตปิ ญั ญา ที่เหมาะสมกับวยั ความสามารถ ความสนใจ และความแตกตา่ ง
ระหว่าง บคุ คล ดงั น้ี
1. รา่ งกายเจริญเติบโตตามวยั แข็งแรง และมีสขุ ภาพดี
2. สุขภาพจติ ดแี ละมีความสขุ
3. มีทกั ษะชวี ติ และสร้างปฏสิ ัมพนั ธก์ บั บุคคลรอบตัว และอยูร่ ว่ มกบั ผอู้ น่ื ได้อย่างมีความสุข
4. มที กั ษะการใช้ภาษาสื่อสาร และสนใจเรยี นรูส้ ิง่ ต่างๆ
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์

หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั สำหรบั เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี กำหนดคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ ดังน้ี
1. รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตตามวยั และมสี ขุ ภาพดี
2. ใชอ้ วัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
3. มคี วามสขุ และแสดงออกทางอารมณ์ไดเ้ หมาะสมกับวัย
4. รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธก์ ับบคุ คลและส่งิ แวดลอ้ มรอบตัว
5. ชว่ ยเหลอื ตนเองไดเ้ หมาะสมกับวยั
6. สื่อความหมายและใชภ้ าษาได้เหมาะสมกับวยั
7. สนใจเรยี นรูส้ งิ่ ต่างๆ รอบตัว

2

การประเมนิ พัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการเดก็ อายตุ ่ำกว่า 3 ปี ควรประเมนิ ให้ครอบคลุมครบทุกชว่ งอายุ

เพราะช่วงวัยนี้มีการเปล่ยี นแปลงรวดเรว็ อกี ท้งั มีความเส่ียงต่อสภาพความผดิ ปกตติ ่างๆจึงจำเป็นตอ้ ง
เฝ้าระวังและติดตามดแู ลอย่างใกลช้ ดิ พ่อแม่ผเู้ ล้ียงดหู รือผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการอบรมเล้ยี งดูควสังเกต
พฒั นาการเด็ก โดยคำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล หากพบความผดิ ปกติต้องรีบพำไปพบแพทย์
หรือผู้ที่มคี วามรู้ ความเช่ียวชำญเกีย่ วกบั พฒั นการเด็กเพ่อื หาทางแก้ไขหรือบำบัดฟ้ืนฟูโดยเร็วท่สี ดุ

สำหรับหลักในการประเมนิ พัฒนาการ มดี งั น้ี
1.ประเมนิ พัฒนาการของเด็กครบทุกดา้ น
2.ประเมนิ เปน็ รายบคุ คลอย่างสม่ำเสมอตอ่ เน่ือง
3.ประเมินดว้ ยวธิ กี ารที่หลากหลาย ซ่งึ วธิ ีการประเมินท่ีเหมาะสมกับเด็กอายุตำ่ กว่า 3 ปี
มกี ารสงั เกตพฤติกรรมของเด็กในกจิ กรรมต่างๆและกจิ วัตรประจำวัน
การบันทกึ พฤตกิ รรม การสนทนา การสมั ภาษณเ์ ด็กและผใู้ กลช้ ิดและการวิเคราะ
ขอ้ มลู จากผลงานเดก็
4.บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้า
ระวงั และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข หรือ
ของหน่วยงานอ่ืน
5.นำผลที่ไดจ้ ากการประเมินพฒั นาการไปพิจารณาจัดกจิ กรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้
และมพี ัฒนาการเหมาะสมตามวัย

3

การใชห้ ลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั
พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จะนํา

หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตาม
เจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ควร
ดาํ เนนิ การ ดังนี้

๑. การใช้หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั สําหรบั พ่อแมห่ รือผเู้ ล้ียงดู
พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูมีความเชื่อและวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแตกต่างกันไปตาม

แนวความคดิ และสภาพแวดลอ้ มของทอ้ งถ่ินท่ตี นเองอยู่อาศัย หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย สําหรบั เด็ก
อายุต่ำกว่า ๓ ปี ฉบับนี้ จะเป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริม
พัฒนาการทกุ ด้านของเดก็ ซ่ึงมขี ้อแนะนาํ ดังน้ี

๑.๑ ศึกษาปรัชญาการศึกษา หลักการ จุดหมาย เพื่อทําความเข้าใจกับแนวทางการพัฒนา
เด็กอย่างมคี ุณภาพ

๑.๒ ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริม
พัฒนาการ เด็กปฐมวยั อยา่ งเหมาะสมกับวยั ในกรณกี ารอบรมเลี้ยงดูเด็กชว่ งอายุแรกเกดิ - ๒ ปี ใหใ้ ช้
แนวปฏิบตั กิ ารอบรม เลีย้ งดูตามวถิ ชี วี ิตประจําวนั เป็นกรอบการพฒั นาเด็ก และหากมีการอบรมเลี้ยง
ดเู ดก็ ช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี ให้ใช้แนวปฏิบตั ิการอบรมเลยี้ งดแู ละสง่ เสริมพัฒนาการและการเรียนรู้

๑.๓ ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต
และพัฒนาการตามช่วงอายุที่กําหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปัญหาพัฒนาการที่ล่าช้าหรือความผิดปกติ
ที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก หากพบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่
สาธารณสขุ เพือ่ ชว่ ยเหลอื เดก็ ต่อไป

๑.๔ ยอมรับความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลของเด็ก เดก็ แต่ละคนมีพฒั นาการเรว็ ช้าตา่ งกัน พ่อ
แม่หรอื ผ้เู ลยี้ งดูหลีกเลย่ี งการเปรียบเทยี บเดก็ หรอื เลอื กปฏิบตั ติ ่อเด็กเฉพาะคน แต่ควรจัดกจิ กรรม
เพื่อสง่ เสริมพฒั นาการด้านทบี่ กพรอ่ งหรือดา้ นท่เี ด็กขาดโอกาสในการพัฒนา

4

๒. การใชห้ ลักสตู รการศีกษาปฐมวยั สาหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั
เด็กอายตุ ่ำกว่า ๓ ปี ควรได้รับการอบรมเล้ียงดูจากพ่อแม่หรอื บุคคลในครอบครัว แต่เนอื่ งจาก สภาพ
เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทําให้ต้องออกไปทํางานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วน
ใหญ่ มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จึงนําเด็กไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังน้ัน
สถานพฒั นา เดก็ ปฐมวยั แตล่ ะแห่งควรดําเนินการจัดทําหลักสูตรสถานพฒั นาเด็กปฐมวยั โดยวางแผน
หรือกําหนด แนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับการ
พฒั นาเต็มตามศักยภาพ ตรงตามปรัชญาการศึกษาและหลักการของหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย

สถานพฒั นาเด็กปฐมวยั ควรดําเนนิ การจัดทําหลกั สตู รสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั ร่วมกับพ่อแม่
ครอบครัว บุคลากรทางสาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหรือผู้สอน คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และชุมชน
เพอื่ พัฒนา เด็กให้บรรลุคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงคข์ องหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั

๒.๑ การจดั ทาํ หลกั สตู รสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัย
หลกั สูตรสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัยควรออกแบบและจัดทาํ บนพน้ื ฐานของหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวยั โดยสถานพฒั นาเด็กปฐมวัยกําหนดคุณลักษณะทพี่ ึงประสงคส์ อดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย ท้งั นี้ กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานพฒั นาเด็กปฐมวยั มีดงั น้ี

๒.๑.๑ ศึกษา ทําความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั
สําหรับเด็กอายุต่ํากว่า ๓ ปี รวมทั้งรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดู ความต้องการ
ของ พ่อแม่ ผู้ปกครอง วฒั นธรรมความเชื่อของท้องถน่ิ และความพรอ้ มของสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั

๒.๑.๒ จัดทําหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยการกําหนดปรัชญาการศึกษา วิสัยทัศน์
ภารกจิ หรือพนั ธกิจ เป้าหมาย คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ และกาํ หนดสาระการเรียนรใู้ นแต่ละช่วงอายุ
อย่างกว้างๆ ให้ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน ผ่านประสบการณ์สําคัญที่เด็กใช้ในการเรียนรู้ตาม
หลักสูตรการ ศึกษาปฐมวัยและสาระที่ควรเรียนรู้ ซึ่งอาจต่างกันตามบริบทหรือสภาพแวดล้อมของ
เด็ก การจัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการประเมิน
พัฒนาการ โดยสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยอาจกําหนดหัวข้ออื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมและความ
จาํ เปน็ ของสถานพฒั นาเด็กปฐมวยั แตล่ ะแหง่

๒.๑.๓ ประเมินหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบหลักสูตร
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แบ่งออกเป็น การประเมินก่อนนําหลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินเพื่อ
ตรวจสอบ คุณภาพของหลักสูตรหลังจากที่ได้จัดทาํ แล้ว โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้ใช้หลักสูตร ผู้มี
ส่วนร่วมในการ ทําหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ การประเมินระหว่างการ
ดาํ เนนิ การใชห้ ลักสูตร เปน็ การ ประเมนิ เพ่ือตรวจสอบวา่ หลักสตู รสามารถนําไปใช้ได้ดีเพียงใด ควรมี
การปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใด และ การประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบ
หลักสูตรท้งั ระบบ หลังจากทใี่ ช้หลักสูตรครบ แตล่ ะชว่ งอายุ เพ่อื สรุปผลว่าหลกั สตู รท่ีจัดทําควรมีการ
ปรับปรงุ หรอื พฒั นาใหด้ ขี น้ึ อยา่ งไร

5

หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั สําหรับเดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี
หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย สาํ หรับเดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการจัดการศกึ ษาในลกั ษณะของการ

อบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สติปญั ญา ตามวยั และความสามารถของแตล่ ะบคุ คล
จุดหมาย

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตาม
ศกั ยภาพ และมคี วามพร้อมในการเรียนร้ตู ่อไป จงึ กาํ หนดจดุ หมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมอื่ จบการศึกษา
ระดบั ปฐมวยั ดังน้ี

๑. รา่ งกายเจริญเติบโตตามวัย แขง็ แรง และมสี ขุ นิสัยท่ดี ี
๒. สขุ ภาพจติ ดี มีสนุ ทรียภาพ มคี ุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม
๓. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับ
ผอู้ น่ื ไดอ้ ย่างมีความสขุ
๔. มีทกั ษะการคดิ การใชภ้ าษาส่ือสาร และการแสวงหาความรูไ้ ด้เหมาะสมกบั วัย
มาตรฐานคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี กําหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง
ประสงคจ์ ํานวน ๑๒ มาตรฐานประกอบด้วย
๑. พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัยและมสี ขุ นสิ ัยที่ดี
มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเนอื้ ใหญ่และกลา้ มเนอ้ื เล็กแข็งแรง ใชไ้ ด้อย่างคลอ่ งแคล่ว

และประสานสมั พันธก์ นั
๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่๓ มีสขุ ภาพจติ ดแี ละมคี วามสขุ
มาตรฐานที่ ๔ ชนื่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว
มาตรฐานที่ ๕ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ติ ใจที่ดีงาม
๓. พฒั นาการด้านสังคม ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานที่ ๖ มที กั ษะชวี ิตและปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ใน
ระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ

6

การจัดประสบการณ์
การจัดประสบการณ์ สําหรับเดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี เปน็ การจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการ

ผ่านการเล่น การลงมือกระทําจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม
จริยธรรม รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็น
รายวชิ า โดยมหี ลกั การ จัดประสบการณ์ แนวทางการจดั ประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมประจําวัน
ดังน้ี
๑. หลักการจดั ประสบการณ์

๑.๑ จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวม
อยา่ งสมดลุ และต่อเนือ่ ง

๑.๒ เน้นเด็กเป็นสําคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ
บริบทของสงั คมท่เี ดก็ อาศัยอยู่

๑.๓ จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสาํ คญั กับกระบวนการเรยี นรู้และพัฒนาการของ
เด็ก

๑.๔ จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการ
จดั ประสบการณ์ พรอ้ มทง้ั นาํ ผลการประเมนิ มาพฒั นาเด็กอย่างต่อเนอ่ื ง

๑.๕ ใหพ้ ่อแม่ ครอบครวั ชมุ ชน และทกุ ฝ่ายท่ีเกีย่ วข้อง มีส่วนรว่ มในการพฒั นาเดก็
๒. แนวทางการจดั ประสบการณ์

๒.๑ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทํางานของสมอง ที่เหมาะ
กบั อายุ วฒุ ภิ าวะ และระดบั พัฒนาการ เพือ่ ให้เดก็ ทกุ คนไดพ้ ัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพ

๒.๒ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทํา เรียนรู้
ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้เคลื่อนไหว สํารวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง

๒.๓ จัดประสบการณ์แบบบรู ณาการ โดยบรู ณาการท้งั กิจกรรม ทกั ษะ และสาระการเรียนรู้
๒.๔ จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คดิ รเิ ริ่ม วางแผน ตัดสินใจลงมือกระทํา และนําเสนอความคิด
โดยผู้สอนหรอื ผูจ้ ัดประสบการณ์เปน็ ผู้สนับสนนุ อาํ นวยความสะดวก และเรียนร้รู ว่ มกบั เด็ก
๒.๕ จัดประสบการณใ์ ห้เดก็ มีปฏสิ มั พนั ธ์กับเด็กอืน่ กบั ผู้ใหญ่ ภายใตส้ ภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อ
การเรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความสุข และเรียนรู้การทํากิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่างๆ
กนั

7

๒.๖ จดั ประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กบั สื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและ อยู่ใน
วถิ ชี วี ติ ของเด็ก สอดคลอ้ งกับบริบท สงั คม และวัฒนธรรมท่แี วดล้อมเด็ก

๒.๗ จดั ประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสยั ท่ดี ีและทักษะการใช้ชีวิตประจําวนั ตามแนวทาง
หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรม และการมีวินยั ใหเ้ ป็นส่วน
หนึ่ง ของการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

๒.๘ จดั ประสบการณ์ทั้งในลักษณะท่ีมีการวางแผนไว้ลว่ งหน้าและแผนทเี่ กิดขึ้นในสภาพจริง
โดยไมไ่ ดค้ าดการณ์ไว้

การประเมินพฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย

อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของ
กิจกรรมปกตทิ ีจ่ ัดให้ เดก็ ในแต่ละวนั ผลทไ่ี ด้จากการสังเกตพฒั นาการเด็ก ต้องนํามาจัดทําสารนิทัศน์
หรือจัดทําข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการรวบรวมผลงานสําหรับเด็กเป็น
รายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมี
ความก้าวหน้าเพยี งใด ท้งั นี้ ใหน้ าํ ขอ้ มูลผลการประเมิน และสง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กแต่ละคนได้รบั การพัฒนา
พฒั นาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจดั กิจกรรม ตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
การประเมนิ พฒั นาการควรยดึ หลัก ดงั น้ี

๑. วางแผนการประเมินพัฒนาการอยา่ งเปน็ ระบบ
๒. ประเมินพฒั นาการเด็กครบทกุ ดา้ น
๓.ประเมนิ พฒั นาการเดก็ เป็นรายบุคคลอย่างสมาํ่ เสมอ ต่อเน่ืองตลอดปี
๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจําวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่
หลากหลายไม่ควรใชแ้ บบทดสอบ
๕. สรุปผลการประเมิน จัดทําข้อมูลและนําผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก สําหรับวิธีการ
ประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การ
สนทนากบั เด็ก การสมั ภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเดก็ ทเ่ี ก็บอย่างมรี ะบบ

8

หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช2551

(ฉบบั ปรับปรงุ 2560)

จดุ ม่งุ หมาย

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน มงุ่ พฒั นาผู้เรยี นใหเ้ ปน็ คนดี มีปญั ญา มีความสุข มีศักยภาพ
ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชพี จงึ กำหนดเป็นจดุ หมายเพ่ือให้เกดิ กับผเู้ รยี น เมอื่ จบการศึกษา
ขนั้ พืน้ ฐาน ดงั น้ี

1. มคี ุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงค์ เหน็ คุณคา่ ของตนเอง มวี ินัย และปฏิบตั ติ น
ตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนบั ถอื ยดึ หลกั ปรชั ญา ของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
2. มคี วามรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ
ชวี ติ
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตทีด่ ี มสี ุขนิสัย และรักการออกกำลงั กาย
4. มคี วามรกั ชาติ มีจติ สำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มน่ั ในวถิ ชี วี ติ และการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
5. มจี ติ สำนึกในการอนุรกั ษ์วัฒนธรรมและภมู ิปัญญาไทย การอนรุ ักษแ์ ละพฒั นา สง่ิ แวดลอ้ ม มี
จิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชนแ์ ละสร้างสิง่ ทดี่ ีงามในสังคม และอย่รู ่วมกนั ใน สังคมอย่างมี
ความสุข

การจดั การเรียนรู้
การจดั การเรียนรูเ้ ปน็ กระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสูก่ ารปฏิบัติ หลกั สูตรแกนกลาง

การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน เปน็ หลักสูตรที่มมี าตรฐานการเรยี นรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอนั พงึ
ประสงค์ของผเู้ รยี น เป็นเป้าหมายสำหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชน

ในการพฒั นาผู้เรยี นให้มีคุณสมบัติตามเปา้ หมายหลกั สูตร ผสู้ อนพยายามคดั สรร
กระบวนการเรยี นรู้ จดั การเรียนรู้โดยช่วยใหผ้ ู้เรยี นเรียนรู้ผา่ นสาระทก่ี ำหนดไว้ในหลกั สูตร 8 กลมุ่
สาระการเรียนรู้ รวมทัง้ ปลกู ฝงั เสรมิ สรา้ งคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อนั เป็น
สมรรถนะสำคัญให้ผูเ้ รียนบรรลตุ ามเป้าหมาย

9

1. หลักการจดั การเรยี นรู้
การจดั การเรยี นรู้เพอ่ื ให้ผ้เู รยี นมคี วามรคู้ วามสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้

สมรรถนะสำคัญ และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามท่ีกำหนดไวใ้ นหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พน้ื ฐาน โดยยึดหลกั ว่า ผ้เู รยี นมคี วามสำคัญที่สุด เช่ือว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพฒั นา
ตนเองได้ ยึดประโยชน์ท่เี กิดกบั ผ้เู รยี น กระบวนการจัดการเรยี นรตู้ อ้ งส่งเสรมิ ให้ผ้เู รยี น สามารถ
พฒั นาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศักยภาพ คำนึงถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลและพัฒนาการทาง
สมอง เน้นใหค้ วามสำคัญท้ังความรู้ และคณุ ธรรม

2. กระบวนการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรยี นรู้ท่ี

หลากหลาย เป็นเครื่องมือท่ีจะนำพาตนเองไปสเู่ ป้าหมายของหลักสตู ร กระบวนการเรยี นรทู้ จี่ ำเป็น
สำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนร้แู บบบรู ณาการ กระบวนการสรา้ งความรู้ กระบวนการคิด
กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณ์และแกป้ ญั หา กระบวนการเรียนรู้
จากประสบการณจ์ ริง กระบวนการปฏบิ ัติ ลงมือทำจรงิ กระบวนการจดั การ กระบวนการวจิ ยั
กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพฒั นาลกั ษณะนิสัย

กระบวนการเหล่านเ้ี ป็นแนวทางในการจดั การเรียนร้ทู ่ีผู้เรียนควรได้รับการฝกึ ฝน พัฒนา
เพราะจะสามารถชว่ ยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลกั สตู ร ดังนั้น ผู้สอน
จงึ จำเปน็ ต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรยี นรู้ต่าง ๆ เพ่ือใหส้ ามารถเลือกใช้ในการจัด
กระบวนการเรยี นรู้ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

3. การออกแบบการจัดการเรยี นรู้
ผู้สอนต้องศึกษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจถึงมาตรฐานการ

เรียนรู้ ตวั ชีว้ ดั สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ และสาระการเรียนรทู้ ่ี
เหมาะสมกับผูเ้ รยี น แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนนรโู้ ดยเลอื กใช้วธิ สี อนและเทคนิคการ
สอน ส่ือ/แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและประเมินผล เพ่ือให้ผู้เรยี นไดพ้ ัฒนาเตม็ ตามศักยภาพและบรรลุตาม
เป้าหมายท่ีกำหนด

4. บทบาทของผสู้ อนและผู้เรยี น
การจดั การเรียนรูเ้ พ่อื ให้ผ้เู รียนมีคุณภาพตามเปา้ หมายของหลกั สตู ร ท้ังผู้สอนและ

ผู้เรยี นควรมีบทบาท ดงั นี้

10

4.1 บทบาทของผ้สู อน
1) ศึกษาวเิ คราะหผ์ เู้ รียนเป็นรายบุคคล แลว้ นำขอ้ มูลมาใชใ้ นการวางแผน

การจดั การเรยี นรู้ ที่ทา้ ทายความสามารถของผู้เรียน
2) กำหนดเป้าหมายท่ีต้องการให้เกิดขึน้ กับผเู้ รียน ดา้ นความรู้และทักษะ

กระบวนการ ทเ่ี ป็นความคดิ รวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ทตี่ อบสนองความแตกต่างระหวา่ ง

บุคคลและพฒั นาการทางสมอง เพื่อนำผ้เู รียนไปสู่เปา้ หมาย
4) จัดบรรยากาศทีเ่ อื้อต่อการเรยี นรู้ และดูแลช่วยเหลอื ผ้เู รียนให้เกิดการ

เรียนรู้
5) จัดเตรียมและเลอื กใชส้ ่อื ใหเ้ หมาะสมกับกจิ กรรม นำภูมิปัญญาท้องถ่นิ

เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมมาประยุกตใ์ ชใ้ นการจดั การเรียนการสอน
6) ประเมินความก้าวหน้าของผ้เู รียนด้วยวธิ กี ารท่ีหลากหลาย เหมาะสมกบั

ธรรมชาติของวชิ าและระดับพัฒนาการของผูเ้ รยี น
7) วิเคราะห์ผลการประเมนิ มาใชใ้ นการซอ่ มเสรมิ และพัฒนาผูเ้ รียน รวมทั้ง

ปรบั ปรงุ การจดั การเรียนการสอนของตนเอง

4.2 บทบาทของผเู้ รียน
1) กำหนดเปา้ หมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรยี นรูข้ องตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู้ เขา้ ถึงแหลง่ การเรียนรู้ วเิ คราะห์ สังเคราะห์

ข้อความรู้ ต้งั คำถาม คิดหาคำตอบหรือหาแนวทางแกป้ ัญหาดว้ ยวิธกี ารตา่ ง ๆ
3) ลงมือปฏิบตั ิจริง สรปุ สิง่ ทไี่ ด้เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง และนำความรูไ้ ปประยุกตใ์ ช้ใน

สถานการณต์ ่าง ๆ มปี ฏิสมั พันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลมุ่ และครู
4)ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ของตนเองอยา่ งต่อเน่ือง

การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การวดั และประเมนิ ผลการเรียนร้ขู องผเู้ รยี นต้องอย่บู นหลกั การพนื้ ฐานสองประการคอื

การประเมนิ เพื่อพัฒนาผ้เู รยี นและเพ่ือตดั สนิ ผลการเรียน ในการพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ใหป้ ระสบผลสำเรจ็ น้ัน ผู้เรียนจะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาและประเมนิ ตามตัวชี้วดั เพือ่ ให้บรรลุตาม
มาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ของผเู้ รยี นซ่ึงเปน็

11

เป้าหมายหลกั ในการวัดและประเมินผลการเรยี นรูใ้ นทกุ ระดับไมว่ า่ จะเปน็ ระดบั ชน้ั เรยี น ระดบั
สถานศึกษา ระดับเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ เปน็
กระบวนการพฒั นาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นขอ้ มูลและสารสนเทศท่ีแสดงพัฒนาการ
ความกา้ วหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรยี น ตลอดจนขอ้ มลู ท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ การ
สง่ เสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ การพัฒนาและเรียนรู้อย่างเตม็ ตามศักยภาพ

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับ
สถานศกึ ษา ระดบั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา และระดับชาติ มรี ายละเอียด ดังนี้

1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการ
เรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมิน
อย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมิน
ชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิด
โอกาส ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพือ่ น ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวชีว้ ดั
ให้มีการสอนซอ่ มเสริม

การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าใน
การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่
จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุง
การเรยี นการสอนของตนดว้ ย ทงั้ นโี้ ดยสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีว้ ดั

2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพ่ือตัดสินผล
การเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนคณุ ลักษณะ
อันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของ
สถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด
รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการ
ประเมินระดับสถานศกึ ษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ
หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ
สถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อ
คณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน ผปู้ กครองและชุมชน

3. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขต
พ้นื ที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูล
พื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผดิ ชอบ สามารถ
ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสมั ฤทธข์ิ องผู้เรียนดว้ ยขอ้ สอบมาตรฐานทีจ่ ัดทำและดำเนนิ การโดย

12

เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา หรอื ด้วยความรว่ มมือกับหนว่ ยงานต้นสงั กัด ในการดำเนนิ การจัดสอบ นอกจากน้ี
ยงั ไดจ้ ากการตรวจสอบทบทวนข้อมลู จากการประเมนิ ระดบั สถานศึกษาในเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา

4. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐาน
การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียน
ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาใน
ระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูล
สนับสนุนการตดั สนิ ใจในระดับนโยบายของประเทศ

ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบ
ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแล
ชว่ ยเหลอื ปรบั ปรงุ แกไ้ ข สง่ เสริมสนับสนุนเพอ่ื ให้ผู้เรยี นไดพ้ ฒั นาเตม็ ตามศักยภาพบนพื้นฐาน ความ
แตกต่างระหว่างบุคคลที่จำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่ม
ผ้เู รยี นทมี่ ีความสามารถพิเศษ กลมุ่ ผเู้ รยี นที่มผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้าน
วนิ ยั และพฤตกิ รรม กล่มุ ผเู้ รยี นท่ีปฏิเสธโรงเรยี น กลุม่ ผ้เู รยี นท่ีมีปญั หาทางเศรษฐกิจและสงั คม กลุ่ม
พิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจของสถานศึกษาในการ
ดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสำเรจ็
ในการเรยี น

สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและ
ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็น
ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติ
ร่วมกนั

13

หลักสูตรอาชีวศกึ ษา

หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พทุ ธศักราช 2562

หลกั การของหลักสตู ร

1. เปน็ หลักสตู รระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศกึ ษาตอนต้นหรอื เทยี บเท่าดา้ นวิชาชพี ที่
สอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบ
คุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติและกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ เพื่อผลิตและ
พัฒนากําลังคนระดับฝีมือให้ มีสมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถ
ประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอสิ ระ

2. เปน็ หลักสูตรท่เี ปดิ โอกาสให้เลือกเรียนได้อยา่ งกวา้ งขวาง เนน้ สมรรถนะเฉพาะด้านดว้ ยการปฏบิ ัติ
จริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถ
เทียบโอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ
สถานประกอบการ และสถานประกอบอาชพี อสิ ระ

3. เปน็ หลกั สูตรท่สี นับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศกึ ษาร่วมกันระหวา่ งหนว่ ยงาน
และองคก์ รทเี่ ก่ียวขอ้ ง ทัง้ ภาครัฐและเอกชน

4. เปน็ หลกั สูตรทเ่ี ปิดโอกาสใหส้ ถานศึกษา สถานประกอบการ ชมุ ชนและทอ้ งถิน่ มีส่วนร่วมในการ
พัฒนา หลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการ โดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและสอดคล้องกับสภาพ
ยทุ ธศาสตรข์ อง ภูมภิ าค เพ่อื เพิ่มขีดความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ

14

จุดหมายของหลกั สตู ร

1. เพ่อื ใหม้ ีความรู้ ทักษะและประสบการณใ์ นงานอาชีพสอดคล้องกบั มาตรฐานวิชาชีพ สามารถนําไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในการปฏิบัติงานอาชพี ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ เลอื กวถิ กี ารดาํ รงชีวิต และการประกอบ
อาชพี ไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั ตน สร้างสรรคค์ วามเจรญิ ต่อชุมชน ท้องถนิ่ และประเทศชาติ

2. เพอื่ ใหเ้ ปน็ ผู้มปี ญั ญา มคี วามคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ ใฝ่เรยี นรู้ เพอื่ พัฒนาคุณภาพชวี ติ และการ
ประกอบ อาชีพ มีทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะ
การคิด วิเคราะห์และการแก้ปัญหา ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ตลอดจนทักษะการ
จัดการ สามารถสร้างอาชีพและพัฒนาอาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ

3. เพอ่ื ใหม้ เี จตคติทดี่ ตี ่ออาชพี มีความมน่ั ใจและภาคภูมใิ จในวชิ าชพี ทเี่ รยี น รกั งาน รักหนว่ ยงาน
สามารถ ทาํ งานเป็นหม่คู ณะไดด้ ี โดยมีความเคารพในสิทธิและหนา้ ท่ขี องตนเองและผู้อน่ื

4. เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ผมู้ ีพฤติกรรมทางสงั คมทด่ี งี าม ทั้งในการทํางาน การอยู่ร่วมกัน การตอ่ ต้านความรุนแรง
และ สารเสพติด มีความรับผิดชอบต่อครอบครวั หน่วยงาน ท้องถ่ินและประเทศชาติ ดํารงตนตาม
หลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิ
ปัญญาท้องถิ่นมจี ติ สาธารณะและจิตสาํ นึกในการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างส่ิงแวดล้อม
ที่ดี

5. เพ่อื ใหม้ ีบุคลิกภาพที่ดี มีมนษุ ยสมั พนั ธ์ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และวินยั ในตนเอง มสี ุขภาพอนามยั
ท่สี มบูรณท์ ง้ั ร่างกายและจติ ใจ เหมาะสมกบั งานอาชีพ

6. เพอ่ื ให้ตระหนักและมสี ว่ นร่วมในการแก้ไขปญั หาเศรษฐกจิ สังคม การเมอื งของประเทศและโลก มี
ความรักชาติ สํานึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ดํารงรักษาไว้ซึ่งความมั่ งความมั่นคง
ของชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรง
เปน็ ประมุข

15

หลักเกณฑก์ ารใช้
หลกั สูตรประกาศนียบตั รวชิ าชีพ พุทธศักราช 2562
1. การเรยี นการสอน

1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรน้ี ผเู้ รยี นสามารถลงทะเบยี นเรยี นไดท้ ุกวธิ เี รียนที่กําหนด
และ นาํ ผลการเรียนแต่ละวิธมี าประเมินผลรว่ มกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบ
โอนความร้แู ละประสบการณไ์ ด้

1.2 การจดั การเรียนการสอนเน้นการปฏบิ ัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย
รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดําเนินงาน มีทักษะการ
ปฏิบัติงานตามแบบแผนในขอบเขตสําคัญและบริบทต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจํา
ให้คําแนะนาํ พ้ืนฐาน ที่ตอ้ งใช้ในการตัดสนิ ใจ วางแผนและแก้ไขปญั หาโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมใน
บางเรื่อง สามารถ ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการ
แก้ปัญหาและการ ปฏิบัติงานในบริบทใหม่ รวมทั้งรับผดิ ชอบต่อตนเองและผู้อ่ืน ตลอดจนมีคณุ ธรรม
จรยิ ธรรม จรรยาบรรณวชิ าชพี เจตคตแิ ละกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทํางาน

2. การจัดการศึกษาและเวลาเรยี น

การจดั การศึกษาในระบบปกติ ใช้ระยะเวลา 3 ปกี ารศกึ ษา การจดั เวลาเรียนให้ดําเนินการ ดงั นี้
2.1 ในปกี ารศกึ ษาหนึ่ง ๆ ใหแ้ บง่ ภาคเรยี นออกเป็น 2 ภาคเรียนปกตหิ รือระบบทวิภาค ภาค

เรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจํานวนหน่วยกิตตามที่กําหนด และ
สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดรู ้อนได้อีกตามที่เหน็ สมควร

2.2 การเรียนในระบบชน้ั เรียน ให้สถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบนั เปิดทําการสอนไม่น้อย
กวา่ สัปดาหล์ ะ 5 วนั ๆ ละไม่เกิน 7 ชัว่ โมง โดยกาํ หนดให้จดั การเรยี นการสอนคาบละ 60 นาที

3. การคดิ หน่วยกติ

ใหม้ ีจํานวนหน่วยกติ ตลอดหลกั สตู ร ไม่นอ้ ยกวา่ 103-110 หน่วยกติ การคิดหน่วยกิตถือเกณฑ์ดังนี้
3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใชเ้ วลาในการบรรยายหรืออภปิ ราย 1 ชว่ั โมงตอ่ สัปดาห์ หรือ 18 ชัว่ โมง

ต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเทา่ กับ 1 หนว่ ยกิต 2 ช่ัวโมงต่อสัปดาห์
3.2 รายวชิ าปฏบิ ตั ทิ ่ีใช้เวลาในการทดลองหรอื ฝึกปฏบิ ตั ิในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมง

หรอื 36 ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ
3.3 รายวิชาปฏบิ ตั ทิ ่ใี ช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชัว่ โมงต่อสัปดาห์

หรอื 54 ช่วั โมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มคี า่ เทา่ กบั 1 หน่วยกิต
3.4 การฝึกอาชพี ในการศึกษาระบบทวภิ าคีท่ีใช้เวลาไม่น้อยกวา่ 54 ช่วั โมงต่อภาคเรียน รวม

เวลา การวัดผล มคี ่าเทา่ กบั 1 หน่วยกิต

16

3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54

ชัว่ โมง ต่อภาคเรียน รวมเวลาการวดั ผล มคี ่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ

3.6 การทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต

4. โครงสรา้ งหลกั สตู ร

โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา

และกิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร ดังนี้

4.1 หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ ้อยกว่า 22 หนว่ ยกิต

4.1.1 กลุ่มวชิ าภาษาไทย

4.1.2 กลุ่มวชิ าภาษาตา่ งประเทศ

4.1.3 กล่มุ วชิ าวทิ ยาศาสตร์

4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์

4.1.5 กลุ่มวชิ าสงั คมศกึ ษา

4.1.6 กลุ่มวิชาสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา

4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชพี ไม่นอ้ ยกวา่ 71 หนว่ ยกิต

4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพืน้ ฐาน

4.2.2 กลมุ่ สมรรถนะวชิ าชีพเฉพาะ

4.2.3 กลมุ่ สมรรถนะวชิ าชีพเลอื ก

4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชีพ

4.2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชีพ

4.3 หมวดวชิ าเลอื กเสรี ไม่นอ้ ยกว่า 10 หนว่ ยกิต

4.4 กจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร (2 ชัว่ โมง/สัปดาห์) - หน่วยกติ

หมายเหตุ

1) จํานวนหน่วยกติ ของแตล่ ะหมวดวิชาและกลมุ่ วิชาในหลักสูตร ใหเ้ ป็นไปตามท่ีกําหนดไว้

ในโครงสรา้ งของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา

2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะ

เป็น รายวิชาบังคับที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะ

วชิ าชพี ของสาขาวิชา ซึ่งยดึ โยงกบั มาตรฐานอาชีพ จึงต้องพฒั นากลุ่มรายวิชาให้ครบจํานวนหน่วยกิต

ท่กี าํ หนด และ ผู้เรยี นต้องเรยี นทกุ รายวชิ า

17

3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาตามที่กําหนดไว้ในหลักสูตร และ
หรือ พัฒนาเพ่มิ ตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตรภ์ มู ภิ าค เพื่อ
เพมิ่ ขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทงั้ นี้ ต้องเปน็ ไปตามเง่อื นไขและมาตรฐานการศึกษา
วิชาชีพท่ี ประเภทวิชา สาขาวชิ าและสาขางานกาํ หนด

5. การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพ

เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน
กับภาคการผลิตและหรือภาคบริการ หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกหัดหรือฝึก
ปฏิบัตเิ บอื้ งตน้ ในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึง่ ะยะเวลาหน่งึ ทงั้ น้ี เพือ่ เปิด
โอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง ได้สัมผัสกับการปฏิบัติงานอาชีพ เครื่องมือ
เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมยั และบรรยากาศ การทํางานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการ
คิด การจัดการ การเผชญิ สถานการณ์ ซึง่ จะช่วยให้ ผู้เรยี นทําได้ คิดเปน็ ทําเป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่าง
ต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจและเจตคตทิ ี่ดใี นการ ทํางานและการประกอบอาชีพอิสระ โดยการ
จดั ฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพตอ้ งดาํ เนินการ ดังน้ี

5.1 สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั ต้องจัดใหม้ ีการฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพ ใน
รูป ของการฝึกงานในสถานประกอบการ แหล่งวิทยาการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ในภาค
เรียนที่ 5 และหรือภาคเรียนที่ 6 โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า 320 ชั่วโมง กําหนดให้มีค่าเท่ากับ 4
หน่วยกติ

กรณสี ถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันต้องการเพ่มิ พูนประสบการณ์สมรรถนะวิช
สามารถนํารายวิชาที่ตรงหรือสัมพันธ์กับลักษณะงาน ไปเรียนหรือฝึกในสถานประกอบการ
รัฐวิสาหกิจหรือ หน่วยงานของรัฐในภาคเรียนที่จัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพได้ รวมไม่น้อย
กว่า 1 ภาคเรยี น

5.2 การตัดสินผลการเรยี นและให้ระดับผลการเรยี น ให้ปฏิบัตเิ ชน่ เดยี วกับรายวชิ าอ่นื

6. โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ

เปน็ รายวิชาทีเ่ ปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียนได้ศกึ ษาคน้ ควา้ บูรณาการความรู้ ทกั ษะและประสบการณ์
จาก สิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตั้งแต่การเลือกหัวข้อหรือ
เร่ืองทจ่ี ะ ศกึ ษา ทดลอง พัฒนาและหรอื ประดษิ ฐ์คดิ คน้ โดยการวางแผน กาํ หนดขัน้ ตอนกระบวนการ
ดําเนินการ ประเมินผล สรุปและจัดทํารายงานเพื่อนําเสนอ ซึ่งอาจทําเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้
ทงั้ นี้ ขน้ึ อยูก่ บั ลักษณะของโครงงานนนั้ ๆ โดยการจดั ทาํ โครงงานดงั กล่าวตอ้ งดาํ เนนิ การ ดงั น้ี

6.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะ
วิชาชีพ ที่สัมพันธ์หรือสอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ 5 และหรือภาคเรียนที่ 6 รวมจํานวน 4

18

หน่วยกิต ใช้เวลาไมน่ ้อยกว่า 216 ชั่วโมง ทั้งนี้ สถานศึกษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบันต้องจัดให้มชี ั่วโมง
เรยี น 4 ชว่ั โมง ต่อสัปดาห์ กรณที กี่ ําหนดให้เรียนรายวชิ าโครงงาน 4 หน่วยกิต

หากจัดให้เรียนรายวิชาโครงงาน 2 หน่วยกิต คอื โครงงาน 1 และโครงงาน 2 ให้สถานศึกษา
อาชีวศกึ ษาหรือสถาบันจัดใหม้ ีชว่ั โมงเรียนต่อสปั ดาห์ท่เี ทียบเคียงกบั เกณฑ์ดังกล่าวขา้ งตน้

6.2 การตัดสินผลการเรียนและใหร้ ะดบั ผลการเรียน ใหป้ ฏบิ ตั ิเช่นเดยี วกับรายวิชาอน่ื

7. กจิ กรรมเสริมหลกั สตู ร

7.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 2
ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ทุกภาคเรียน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะแกนกลางและหรือสมรรถนะวิชาชีพ ปลูกฝัง
คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัย การต่อต้านความรุนแรง สารเสพติดและการทุจริต
เสริมสร้างการเป็นพลเมืองไทยและ พลโลก ในด้านการรักชาติ เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ
วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ปลูกฝังจิตสํานึกและ จิตอาสาในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทําประโยชน์
ต่อชุมชนและท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ ประเมินผล และ
ปรบั ปรุงการทาํ งาน

สาํ หรับนกั เรียนอาชีวศกึ ษาระบบทวิภาคี ให้เขา้ ร่วมกิจกรรมท่สี ถานประกอบการจดั ขน้ึ
7.2 การประเมินผลกิจกรรมเสริมหลักสูตร ให้เป็นไปตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการ
การอาชวี ศกึ ษา
วา่ ดว้ ยการจัดการศกึ ษาและการประเมนิ ผลการเรียนตามหลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชีพ

8. การจดั แผนการเรียน

เป็นการกําหนดรายวิชาตามโครงสร้างหลักสูตรที่จะดําเนินการเรียนการสอนในแต่ละภาค
เรียนโดยจัดอัตราส่วนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏิบัติในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ประมาณ
20: 80 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวิชา ซึ่งมีข้อเสนอแนะ
ดังนี้

8.1 จัดรายวชิ าในแต่ละภาคเรียน โดยคาํ นึงถึงรายวิชาที่ต้องเรียนตามลําดับก่อน-หลัง ความ
ง่าย-ยาก ของรายวิชา ความต่อเนื่องและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของรายวิชา รวมทั้งรายวิชาที่สามารถ
บรู ณาการ จดั การเรียนรรู้ ่วมกันในลกั ษณะของงาน โครงงานและหรอื ชนิ้ งานในแตล่ ะภาคเรียน

8.2 จัดให้ผู้เรียนเรียนรายวิชาบังคับในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะ
วชิ าชพี ในกลมุ่ สมรรถนะวชิ าชีพพ้นื ฐานและกลมุ่ สมรรถนะวชิ าชีพเฉพาะ และกิจกรรมเสริมหลักสูตร
ให้ครบตามทก่ี ําหนดในโครงสรา้ งหลกั สตู ร

8.3 จัดให้ผู้เรยี น ไดเ้ ลือกเรียนรายวิชาชีพเลือกและวชิ าเลือกเสรี ตามความถนัด ความสนใจ
เพ่อื สนบั สนนุ การประกอบอาชพี หรอื ศึกษาต่อ

8.4 จัดรายวิชาทวิภาคี และรายวิชาที่นําไปเรียนและฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ
หรอื หนว่ ยงานของรัฐ โดยประสานงานร่วมกบั สถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรอื หนว่ ยงานของรัฐ

19

เพื่อพิจารณากําหนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ
หรอื หน่วยงานของรัฐในภาคเรียนน้ัน ๆ

8.5 จัดรายวิชาฝึกงานในภาคเรียนที่ 5 หรือ 6 ครั้งเดียว จํานวน 4 หน่วยกิต (เฉลี่ย 20
ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ต่อภาคเรียน) หรือจัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 5 จํานวน 2
หน่วยกิต และภาคเรียน ที่ 6 จํานวน 2 หน่วยกิต (เฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) ตาม
เงอื่ นไขของหลักสตู รสาขาวชิ าน้นั ๆ

8.6 จัดรายวิชาโครงงานในภาคเรียนที่ 5 หรือ 6 ครั้งเดียว จํานวน 4 หน่วยกิต หรือจัดให้
ลงทะเบียน เรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 5 และภาคเรียนที่ 6 รวม 4 หน่วยกิต ตามเงื่อนไขของ
หลกั สตู รสาขาวิชานั้น ๆ

8.7 จัดกจิ กรรมเสริมหลกั สตู ร ในแตล่ ะภาคเรียน ภาคเรียนละไมน่ อ้ ยกว่า 2 ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์
8.8 จัดจํานวนหน่วยกิตรวมในแต่ละภาคเรียน ไม่เกิน 22 หน่วยกิต สําหรับการเรียนแบบ
เต็มเวลา และไม่เกิน 12 หน่วยกิต สําหรับการเรียนแบบไม่เต็มเวลา ส่วนภาคเรียนฤดูร้อนจัดได้ไม่
เกิน 12 หนว่ ยกิต ท้งั นี้ เวลาในการจดั การเรียนการสอนโดยเฉลย่ี ไม่ควรเกิน 35 ชวั่ โมงต่อสัปดาห์
หากสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันมีเหตุผลและความจําเป็นในการจัดหน่วยกิตและ
เวลาในการจัดการเรียนการสอนแต่ละภาคเรียนที่แตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้น อาจทําได้แต่ต้องไม่
กระทบตอ่ มาตรฐานและคณุ ภาพการศึกษา

9. การศึกษาระบบทวิภาคี

เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ
สถาบัน กับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งใน
สถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือ
หนว่ ยงานของรัฐ เพ่อื ให้การจดั การศึกษาระบบทวิภาคสี ามารถเพิม่ ขดี ความสามารถด้านการผลิตและ
พฒั นากําลังคนตรงตาม ความต้องการของผู้ใช้และเป็นไปตามจดุ หมายของหลักสตู ร ทั้งน้ี สถานศึกษา
อาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบนั ตอ้ ง
ดําเนินการดังนี้

9.1 นํารายวิชาทวิภาคีในกลุ่มสมรรถะวิชาชีพเลือก รวมไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต ไปร่วม
กําหนด รายละเอียดของรายวิชากับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมจัด
การศกึ ษาระบบ ทวิภาคี ได้แก่ จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา คาํ อธบิ ายรายวิชา เวลาทใ่ี ช้ฝึก
และจํานวนหนว่ ยกติ ใหส้ อดคล้องกับลักษณะงานของสถานประกอบการ รฐั วิสาหกิจ หรือหน่วยงาน
ของรฐั รวมทั้งสมรรถนะ วิชาชพี ของสาขางาน ทั้งน้ี การกาํ หนดจํานวนหนว่ ยกิตและจํานวนช่ัวโมงที่
ใช้ฝึกอาชีพของแต่ละรายวิชา ทวิภาคีให้เป็นไปตามที่หลักสูตรกําหนด และให้รายงานการพัฒนา
รายวชิ าดังกล่าวให้สํานกั งานคณะกรรมการ การอาชวี ศกึ ษาทราบดว้ ย

9.2 จัดทําแผนฝึกอาชีพ พร้อมแนวการวัดและประเมินผลในแต่ละรายวิชา เพื่อนําไปใช้ใน
การฝึก อาชพี และวดั และประเมินผลเปน็ รายวชิ า

9.3 จัดแผนการเรยี นระบบทวิภาคตี ามความพร้อมของสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกิจ หรอื

20

หน่วยงานของรัฐที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกัน โดยอาจนํารายวิชาอื่นที่สอดคล้องกับลักษณะ
งานของ สถานประกอบการ รฐั วิสาหกิจ หรอื หนว่ ยงานของรฐั น้ัน ๆ ไปจัดร่วมดว้ ยก็ได้

10. การเขา้ เรยี น

ผู้เข้าเรียนต้องสําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า และมี
คณุ สมบตั ิ เป็นไปตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาวา่ ดว้ ยการศึกษาว่าด้วยการจัด
การศกึ ษาและการประเมนิ ผลการเรยี นตามหลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี

11. การประเมินผลการเรยี น

เน้นการประเมินสภาพจริง ง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศกึ ษา ว่าดว้ ยการจัดการศกึ ษาและการประเมนิ ผลการเรยี นตามหลักสตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี

12. การสาํ เรจ็ การศึกษาตามหลักสตู ร

12.1 ประเมินผ่านรายวชิ าในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ และ
หมวดวชิ าเลอื กเสรี ตามที่กําหนดไวใ้ นหลกั สูตร

12.2 ได้จาํ นวนหน่วยกิตสะสมครบตามโครงสร้างของหลกั สตู ร
12.3 ได้ค่าระดบั คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ํากวา่ 2.00 และผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ
12.4 เข้าร่วมกิจกรรมและประเมินผา่ นทกุ ภาคเรยี น

13. การพัฒนารายวชิ าในหลักสตู ร

13.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถพัฒนา
รายวิชาเพม่ิ เตมิ ในแตล่ ะกลุ่มวิชา เพ่ือเลือกเรียนนอกเหนือจากรายวิชาท่ีกาํ หนดให้เป็นวิชาบังคับได้
โดยสามารถพัฒนาเป็น รายวิชาหรือลักษณะบูรณาการ ผสมผสานเนื้อหาวิชาท่ีครอบคลุมสาระของ
กล่มุ วชิ าภาษาไทย กลุ่มวิชา ภาษาต่างประเทศ กลุ่มวชิ าวิทยาศาสตร์ กลุม่ วชิ าคณติ ศาสตร์ กลุ่มวิชา
สังคมศึกษา กลุ่มวิชาสุขศึกษาและ พลศึกษา ในสัดส่วนที่เห ที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากมาตรฐาน
การเรยี นรขู้ องกลมุ่ วชิ านน้ั ๆ เพือ่ ให้บรรลุ จดุ ประสงคข์ องหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง

13.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถเพิ่มเติม
รายละเอียด ของรายวิชาในแต่ละกลุ่มวิชาในการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถพัฒนา
รายวิชาเพิ่มเติมในกลุ่ม สมรรถนะวิชาชีพเลือก ได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการหรือ
ยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาให้
สอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์สาขาวิชาและ สมรรถนะวชิ าชีพสาขางานด้วย

13.3 หมวดวิชาเลือกเสรี สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบนั สามารถพัฒนารายวิชาเพ่ิมเติม
ได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น หรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพื่อเพิ่มขดี
ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ และหรอื เพอ่ื การศึกษาต่อ

ท้งั น้ี การกําหนดรหัสวิชา จาํ นวนหน่วยกติ และจํานวนช่วั โมงเรยี นใหเ้ ป็นไปตามที่หลักสูตรกาํ หนด

21

14. การปรบั ปรุงแก้ไข พฒั นารายวชิ า กลุม่ วิชาและการอนมุ ตั ิหลักสตู ร

14.1 การพัฒนาหลักสตู รหรือการปรบั ปรงุ สาระสําคัญของหลักสตู รตามเกณฑม์ าตรฐาน
คุณวุฒอิ าชีวศกึ ษาระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ให้เป็นหน้าที่ของสาํ นักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา สถาบัน การอาชวี ศึกษา และสถานศึกษา โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา

14.2 การอนุมัติหลักสตู ร ให้เปน็ หน้าท่ีของสํานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา โดยความ
เหน็ ชอบของคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา

14.3 การประกาศใชห้ ลกั สตู รให้ทาํ เปน็ ประกาศกระทรวงศึกษาธกิ าร
14.4 การพัฒนารายวิชาหรือกลุม่ วชิ าเพม่ิ เติม สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบันสามารถ
ดาํ เนินการได้ โดยตอ้ งรายงานใหส้ าํ นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบ

15. การประกันคณุ ภาพของหลักสตู รและการจัดการเรยี นการสอน

ให้ทุกหลกั สูตรกําหนดระบบประกันคุณภาพของหลกั สตู รและการจดั การเรยี นการสอนไว้
ใหช้ ดั เจน อย่างน้อยประกอบดว้ ย 4 ดา้ น คือ

15.1 หลักสตู รทยี่ ดึ โยงกับมาตรฐานอาชพี
15.2 ครูทรพั ยากรและการสนบั สนนุ
15.3 วธิ ีการจัดการเรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล
15.4 ผสู้ ําเร็จการศกึ ษา
ให้สํานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา สถาบนั การอาชีวศึกษาและสถานศกึ ษาจดั ให้มี
การประเมนิ และรายงานผลการดาํ เนินการหลักสูตร เพือ่ พัฒนาหรือปรับปรงุ หลักสตู รที่อย่ใู นความ
รบั ผิดชอบ อย่างต่อเนื่อง อย่างนอ้ ยทุก 5 ปี

22

หลกั สูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชีพข้นั สูง พทุ ธศักราช 2563

หลักการของหลักสตู ร

1. เปน็ หลักสูตรระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชนั้ สงู เพ่อื พฒั นากำลงั คนระดบั เทคนิคให้มีสมรรถนะมี
คณุ ธรรมจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชีพสามารถประกอบอาชพี ได้ตรงตามความต้องการของ
ตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอิสระสอดคล้องกับแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ
และแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติเปน็ ไปตามกรอบคุณวฒุ ิแห่งชาติมาตรฐานการศกึ ษาของชาตแิ ละ
กรอบคุณวุฒิอาชีวะแห่งชาติ

2. เปน็ หลกั สูตรท่เี ปดิ โอกาสใหเ้ ลือกเรยี นไดอ้ ย่างกวา้ งขวางเนน้ สมรรถนะเฉพาะด้านดว้ ยการปฏิบตั ิ
จรงิ สามารถเลอื กวธิ กี ารเรยี นตามศักยภาพและโอกาสของผเู้ รยี นเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นสามารถ
เทียบโอนผลการเรียนสะสมผลการเรยี นเทยี บโอนความรแู้ ละประสบการณ์จากแหลง่ วิทยาการฃ
สถานประกอบการและสถานประกอบอาชพี อิสระ

3. เป็นหลกั สูตรทีม่ งุ่ เน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามสี มรรถนะในการประกอบอาชพี มีความรู้เต็มภมู ิปฏบิ ตั ิ
ได้จรงิ มคี วามเป็นผนู้ ำและสามารถทำงานอยู่คณะได้ดี

4. เปน็ หลกั สตู รท่ีสนบั สนุนการประสานความรว่ มมือในการจัดการศกึ ษารว่ มกันระหวา่ งหนว่ ยงาน
และองคก์ รทเี่ กยี่ วขอ้ งทงั้ ภาครฐั และเอกชน

5. เป็นหลกั สตู รที่เปิดโอกาสให้สถานศกึ ษาสถานประกอบการชุมชนและท้องถิน่ มีสว่ นรว่ มในการ
พัฒนาหลักสตู รให้ตรงตามความตอ้ งการและสอดคล้องกบั สภาพยทุ ธศาสตรข์ องภูมิภาคเพ่อื เพิม่ ขดี
ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ

23

จุดหมายของหลกั สูตร

1. เพอ่ื ใหม้ ีความรทู้ างทฤษฎแี ละเทคนคิ เชิงลึกภายใตข้ อบเขตของงานอาชีพ มีทกั ษะดา้ นเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารเพอ่ื ใช้ในการดํารงชวี ิตและงานอาชีพ สามารถศกึ ษาคน้ คว้าเพม่ิ เติม
หรอื ศกึ ษาตอ่ ในระดบั ท่ีสงู ข้นึ

2. เพอ่ื ใหม้ ีทักษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวชิ าชีพ สามารถบรู ณาการความรู้ ทกั ษะ
จาก ศาสตร์ตา่ ง ๆ ประยุกตใ์ ช้ในงานอาชีพ สอดคลอ้ งกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

3. เพ่ือให้มปี ัญญา มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ มคี วามสามารถในการคิด วเิ คราะห์ วางแผน บริหารจัดการ
ตดั สินใจ แก้ปญั หา ประสานงานและประเมินผลการปฏบิ ัตงิ านอาชพี มีทักษะการเรยี นรู้ แสวงหา
ความรแู้ ละแนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกตใ์ ช้ในการสรา้ งงานให้สอดคล้องกับวชิ าชพี
และ การพัฒนางานอาชีพอยา่ งต่อเนอ่ื ง

4. เพ่ือให้มีเจตคติทดี่ ตี ่ออาชีพ มคี วามมั่นใจและภาคภมู ิใจในงานอาชีพ รักงาน รักหนว่ ยงาน สามารถ
ทาํ งาน เป็นหมู่คณะไดด้ ี มคี วามภาคภมู ใิ จในตนเองต่อการเรียนวชิ าชีพ

5. เพ่อื ให้มีบคุ ลิกภาพทีด่ ี มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ซอ่ื สตั ย์ มีวินัย มสี ขุ ภาพสมบูรณ์แข็งแรงทงั้ ร่างกาย
และจติ ใจ เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในอาชีพนน้ั ๆ

6. เพอ่ื ให้เปน็ ผมู้ พี ฤตกิ รรมทางสังคมท่ีดงี ามต่อต้านความรุนแรงและสารเสพตดิ ทงั้ ในการทํางาน การ
อยรู่ ว่ มกนั มคี วามรับผดิ ชอบตอ่ ครอบครวั องคก์ ร ท้องถิ่นและประเทศชาติ อุทิศตนเพ่อื สังคม
เข้าใจและเหน็ คุณค่า ของศิลปวัฒนธรรมไทย ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่น ตระหนกั ในปญั หาและความสําคัญ
ของสง่ิ แวดลอ้ ม

7. เพอ่ื ให้ตระหนักและมีสว่ นรว่ มในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นกําลงั สําคัญ
ในดา้ นการผลิตและใหบ้ ริการ

8. เพ่ือให้เห็นคุณคา่ และดาํ รงไวซ้ งึ่ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษตั ริย์ ปฏบิ ตั ติ นในฐานะ
พลเมอื งดี ตามระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหลักสูตรประกาศนียบัตร
วิชาชีพช้นั สงู พุทธศักราช 2563

24

หลักเกณฑก์ ารใช้

หลกั สตู รประกาศนียบตั รวิชาชีพชัน้ สงู พุทธศักราช 2563
1. การเรียนการสอน

1.1 การเรยี นการสอนตามหลกั สูตรน้ี ผเู้ รยี นสามารถลงทะเบียนเรยี นไดท้ ุกวิธีเรียนท่ีกำหนด
และ นําผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบ
โอนความรู้และประสบการณ์ได้

1.2 การจัดการเรยี นการสอนเน้นการปฏิบัตจิ ริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย
รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดําเนินงาน มีทักษะการ
ปฏิบัติงานตามแบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้
ความรู้และทักษะทางวิชาการ ที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ในการ
ตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหารจัดการ ประสานงานและประเมินผลการดําเนินงานได้อย่าง
เหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนารเิ ร่ิมสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่
คณะ รวมท้งั มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณวชิ าชีพ เจตคตแิ ละกิจนิสยั ท่ีเหมาะสมในการทำงาน

2. การจัดการศกึ ษาและเวลาเรยี น

2.1 การจดั การศึกษาในระบบปกตสิ ำหรบั ผู้เข้าเรียนทสี่ ำเรจ็ การศึกษาระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้ระยะเวลา 2 ปี
การศึกษา ส่วนผเู้ ข้าเรียนท่สี ำเรจ็ การศึกษาระดบั มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียน
ทีส่ ำเรจ็ การศึกษา ระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ (ปวช.) หรอื เทยี บเท่าต่างประเภทวชิ าและสาขาวิชา
ทกี่ ำหนด ใช้ระยะเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ 2 ปีการศกึ ษา และเปน็ ไปตามเง่ือนไขทห่ี ลักสตู รกำหนด

2.2 การจดั เวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังน้ี
2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ใหแ้ บ่งภาคเรยี นออกเป็น 2 ภาคเรยี นปกติหรือระบบทวิภาค

ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวดั ผล โดยมีเวลาเรยี นและจำนวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และ
สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรอื สถาบนั อาจเปิดสอนภาคเรียนฤดรู ้อนได้อกี ตามที่เห็นสมควร

2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอน
ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกําหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60
นาที

25

3. การคดิ หน่วยกิต

ใหม้ จี ำนวนหนว่ ยกติ ตลอดหลกั สตู ร ไมน่ ้อยกว่า 83 - 90 หนว่ ยกติ การคดิ หนว่ ยกิตถอื เกณฑ์ดังนี้

3.1 รายวชิ าทฤษฎที ีใ่ ช้เวลาในการบรรยายหรืออภปิ ราย 1 ชัว่ โมงต่อสปั ดาห์ หรือ 18 ช่ัวโมง

ตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มคี า่ เท่ากบั 1 หน่วยกติ

3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่ว ชั่วโมงต่อ

สปั ดาห์ หรอื 36 ช่วั โมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเทา่ กบั 1 หน่วยกติ

3.3 รายวชิ าปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ช่ัวโมงต่อสัปดาห์

หรือ 54 ช่วั โมงตอ่ ภาคเรียน รวมเวลาการวดั ผล มคี ่าเท่ากบั 1 หนว่ ยกติ

3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเทา่ กับ 1 หน่วยกิต

3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54

ช่ัวโมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มคี ่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ

3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

รวมเวลาการวัดผล มีค่าเทา่ กับ 1 หนว่ ยกติ

4. โครงสร้างหลกั สูตร

โครงสร้างของหลกั สตู รประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชน้ั สูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเปน็ 3 หมวดวชิ า และ

กิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร ดงั นี้

4.1 หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกวา่ 21 หน่วยกติ

4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย

4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ

4.1.3 กลุ่มวชิ าวทิ ยาศาสตร์

4.1.4 กลุ่มวิชาคณติ ศาสตร์

4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวชิ ามนุษยศาสตร์

4.2 หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ อ้ ยกวา่ 56 หน่วยกิต

4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพน้ื ฐาน

4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ

4.2.3 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลือก

4.2.4 ฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพ

4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี

4.3 หมวดวิชาเลอื กเสรี ไม่นอ้ ยกวา่ 6 หน่วยกติ

4.4 กจิ กรรมเสรมิ หลักสูตร (2 ช่วั โมง/สัปดาห์) - หนว่ ยกติ

26

หมายเหตุ

1) จํานวนหนว่ ยกิตของแตล่ ะหมวดวิชาและกลมุ่ วิชาในหลกั สตู ร ให้เป็นไปตามทก่ี ำหนดไว้ใน
โครงสรา้ งของแต่ละประเภทวชิ าและสาขาวิชา

2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะ
เปน็ รายวชิ าบงั คับที่สะท้อนความเป็นสาขาวชิ าตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ดา้ นสมรรถนะวิชาชีพ
ของสาขาวิชากบั มาตรฐานอาชีพซ่ึงยดึ โยงจงึ ต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจํานวนหน่วยกิตท่ีกําหนด
และผูเ้ รยี นต้องเรยี นทุกรายวิชา

3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กําหนดไว้ในหลักสูตร
และ หรือพฒั นาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค
ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ที่ประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางานกําหนดเพ่ือ
เพิ่มต้องเปน็ ไปตามเง่ือนไขและมาตรฐานการศกึ ษาวชิ าชีพ

5. การฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชพี

เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันกับภาค
การผลิต และหรือภาคบริการ หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกหัดหรือฝึกปฏิบัติ
เบื้องต้นในสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้จากประสบการณ์จรงิ ได้สัมผสั กับการปฏบิ ัตงิ านอาชีพ เครือ่ งมอื เครือ่ งจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย
และบรรยากาศการทํางานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนทําได้ คิดเป็น ทําเป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเกิด
ความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทํางานและการประกอบ อาชีพอิสระ โดยการจัดฝึกประสบการณ์
สมรรถนะวชิ าชพี ต้องดําเนนิ การ ดงั นี้

5.1 สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั ต้องจดั ใหม้ ีการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชีพ ใน
รูปของ การฝึกงานในสถานประกอบการ แหล่งวิทยาการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ในภาค
เรียนที่ 3 และหรือ ภาคเรียนที่ 4 โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า 320 ชั่วโมง กําหนดให้มีค่าเท่ากับ 4
หน่วยกติ

กรณีสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ
สามารถนํารายวิชาท่ีตรงหรอื สัมพนั ธ์กับลักษณะงานไปเรียนหรือฝึกในสถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ
หรอื หนว่ ยงานของรฐั ในภาคเรยี นที่จัดฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพได้ รวมไมน่ ้อยกว่า 1 ภาคเรยี น

5.2 การตัดสนิ ผลการเรยี นและให้ระดบั ผลการเรียน ให้ปฏบิ ัติเช่นเดียวกบั รายวิชาอนื่

6. โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี

เป็นรายวชิ าทเ่ี ปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนไดศ้ กึ ษาค้นควา้ บรู ณาการความรู้ ทกั ษะและประสบการณ์
จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตั้งแต่การเลือกหัวข้อหรือ
เร่อื ง ทจี่ ะศึกษา ทดลอง พฒั นาและหรือประดิษฐ์คิดค้น โดยการวางแผน กาํ หนดข้นั ตอนกระบวนการ
ดําเนินการ ประเมินผล สรุปและจัดทํารายงานเพื่อนําเสนอ ซึ่งอาจทําเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้
ทั้งนี้ ขึ้น ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของโครงงานนั้น ๆ โดยการจัดทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ
ดังกล่าวต้องดาํ เนนิ การ ดงั นี้

27

6.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะ
วิชาชีพ มพันธ์หรือสอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ 3 และหรือภาคเรียนที่ 4 รวมจำนวน 4
หนว่ ยกิต ใชเ้ วลา ไมน่ ้อยกว่า 216 ช่ัวโมง ทั้งน้ี สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีช่ัวโมง
เรียน 4 ชว่ั โมงต่อสัปดาห์ กรณีทกี่ าํ หนดให้เรียนรายวชิ าโครงงาน 4 หน่วยกิต

หากจดั ใหเ้ รียนรายวชิ าโครงงาน 2 หน่วยกติ คือ โครงงาน 1 และโครงงาน 2 ให้สถานศึกษา
อาชีวศกึ ษาหรอื สถาบนั จัดใหม้ ชี ว่ั โมงเรียนตอ่ สปั ดาห์ทีเ่ ทียบเคียงกับเกณฑด์ ังกลา่ วข้างต้น

6.2 การตัดสินผลการเรยี นและให้ระดับผลการเรยี น ให้ปฏบิ ัตเิ ชน่ เดียวกับรายวชิ าอื่น

7. กิจกรรมเสริมหลักสตู ร

7.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 2
ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทุกภาคเรียน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะแกนกลางและหรือสมรรถนะวิชาชีพ ปลูกฝัง
คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัย การต่อต้านความรุนแรง สารเสพติดและการทุจริต
เสริมสร้างการเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ในด้านการรักชาติ เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ
วฒั นธรรม ภมู ปิ ญั ญาไทย ปลกู ฝังจิตสํานึกและจติ อาสาในการอนรุ ักษ์ ส่ิงแวดล้อมและทํประโยชน์ต่อ
ชุมชนและท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ ประเมินผล และ
ปรับปรุงการทำงาน

สำหรบั นักเรยี นอาชวี ศกึ ษาระบบทวิภาคี ใหเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมทีส่ ถานประกอบการจดั ข้ึน
7.2 การประเมนิ ผลกิจกรรมเสรมิ หลักสตู ร ให้เป็นไปตามระเบยี บกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย

การ จดั การศกึ ษาและการประเมินผลการเรยี นตามหลกั สตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี ชน้ั สงู

8. การปรับพ้นื ฐานวิชาชีพ

8.1 สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันต้องจดั ให้ผเู้ ข้าเรียนหลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ชั้นสูงที่สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สําเร็จการศึกษา
ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชา และสาขาวิชาที่กําหนด เรียน
รายวิชาปรับพน้ื ฐาน วิชาชพี ทกี่ าํ หนดไว้ในหลักสูตรแตล่ ะประเภทวชิ า สาขาวิชา เพ่ือให้มีความรู้และ
ทกั ษะพนื้ ฐานท่จี ําเปน็ สาํ หรับการเรียนในสาขาวชิ านน้ั

8.2 การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรายวิชาปรับพื้นฐานวิชาชีพ ให้
เป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตาม
หลักสตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี ช้ันสงู

8.3 กรณีผู้เข้าเรียนที่มีความรู้และประสบการณ์ในรายวิชาปรับพื้นฐานวิชาชีพที่หลักสูตร
กําหนด มาก่อนเข้าเรียน สามารถขอเทียบโอนผลการเรียนรู้ได้ โดยปฏิบัติตามระเบียบ
กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชน้ั สูง

28

9. การจดั แผนการเรยี น

เปน็ การกาํ หนดรายวชิ าตามโครงสรา้ งหลกั สูตรทีจ่ ะดาํ เนินการเรียนการสอนในแต่ละภาคเรยี น
โดยจดั อตั ราสว่ นการเรยี นร้ภู าคทฤษฎตี อ่ ภาคปฏบิ ัตใิ นหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ประมาณ 40 : 60
ท้งั น้ี ข้ึนอยู่กบั ลกั ษณะหรือกระบวนการจดั การเรียนรูข้ องแต่ละสาขาวิชา ซง่ึ มขี ้อเสนอแนะดังน้ี

9.1 จัดรายวชิ าในแตล่ ะภาคเรยี น โดยคาํ นงึ ถงึ รายวิชาที่ต้องเรียนตามลาํ ดับก่อน-หลัง ความ
ง่าย-ยาก ของรายวิชา ความต่อเนื่องและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของรายวิชา รวมทั้งรายวิชาที่สามารถ
บรู ณาการจดั การเรียนรู้ รว่ มกนั ในลกั ษณะของงาน โครงงานและหรือชนิ้ งานในแตล่ ะภาคเรียน

9.2 จัดให้ผู้เรียนเรียนรายวิชาบังคับในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะ
วิชาชีพ ในกลุ่มสมรรถนะวชิ าชีพพน้ื ฐานและกลมุ่ สมรรถนะวชิ าชีพเฉพาะ และกิจกรรมเสริมหลักสูตร
ให้ครบตามทีก่ ําหนดในโครงสรา้ งหลกั สูตร

9.2.1 การจดั รายวิชาในหมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ควรจัดกระจายทกุ ภาคเรยี น
9.2.2 การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน โดยเฉพาะรายวิชาที่เป็นพื้นฐานของ
การเรยี นวิชาชีพควรจดั ให้เรียนในภาคเรียนที่ 1
9.2.3 การจัดรายวชิ าในกล่มุ สมรรถนะวชิ าชีพเฉพาะ ควรจัดใหเ้ รียนก่อนรายวิชาในกลุ่ม
สมรรถนะวิชาชพี เลอื กและรายวชิ าในหมวดวิชาเลือกเสรี
9.3 จัดให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนรายวิชาในกลุม่ สมรรถนะวิชาชีพเลือกและหมวดวิชาเลือกเสรี
ตามความถนัด ความสนใจ เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ โดยคํานึงถึงความ
สอดคล้องกบั มาตรฐานการศกึ ษาวชิ าชพี ดา้ นสมรรถนะวิชาชพี ของสาขาวชิ าและสาขางาน
9.4 จัดรายวิชาทวิภาคีท่ีนําไปเรยี นและฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกจิ หรือหน่วยงาน
ของรัฐ โดยประสานงานร่วมกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิจารณา
กําหนดภาคเรียน ที่จัดฝึกอาชีพ รวมทั้งกําหนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะงานของสถาน
ประกอบการ รฐั วิสาหกจิ หรือหนว่ ยงานของรัฐท่ีนําไปร่วมฝกึ อาชพี ในภาคเรียนนัน้ ๆ
9.5 จัดรายวิชาฝึกงานในภาคเรียนที่ 3 หรือ 4 ครั้งเดียว จํานวน 4 หน่วยกิต 320 ชั่วโมง
(เฉลี่ย 20 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 3
จาํ นวน 2 หน่วยกติ และ ภาคเรียนท่ี 4 จาํ นวน 2 หนว่ ยกิตรายวิชาละ 160 ชวั่ โมง (เฉลย่ี 10 ช่ัวโมง
ตอ่ สปั ดาหต์ ่อภาคเรยี น) ตามเงอ่ื นไข ของหลกั สูตรสาขาวชิ านนั้ ๆ
ในภาคเรียนที่จัดฝึกงานนี้ ให้สถานศึกษาพิจารณากําหนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับ
ลักษณะงาน ของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อนําไปเรียนและฝึกปฏิบัติ
ในภาคเรียนท่ีจัดฝกึ งานดว้ ย
การจัดฝึกงานในภาคเรียนฤดูรอ้ นสามารถทําได้โดยตอ้ งพิจารณาระยะเวลาในการฝึกให้ครบ
ตามทห่ี ลกั สูตรกำหนด
9.6 จัดรายวชิ าโครงงานในภาคเรยี นท่ี 3 หรอื 4 ครง้ั เดยี ว จาํ นวน 4 หน่วยกติ (12 ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์ ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 3 และภาคเรียนที่ 4
รวม 4 หนว่ ยกิต (6 ชัว่ โมงต่อสัปดาห์ตอ่ ภาคเรียน) ตามเงือ่ นไขของหลกั สูตรสาขาวชิ านั้น ๆ

29

9.7 จัดกิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร ในแตล่ ะภาคเรียน ภาคเรียนละไมน่ อ้ ยกวา่ 2 ชว่ั โมงตอ่ สัปดาห์
9.8 จัดจํานวนหน่วยกิตรวมในแต่ละภาคเรียน ไม่เกิน 22 หน่วยกิต สําหรับการเรียนแบบ
เต็มเวลา และไม่เกิน 12 หน่วยกิต สําหรับการเรียนแบบไม่เต็มเวลา ส่วนภาคเรียนฤดูร้อนจัดได้ไม่
เกิน 12 หน่วยกิต ทั้งนี้ เวลาในการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนปกติและภาคเรียนฤดูร้อนโดย
เฉล่ยี ไมค่ วรเกิน 35 ช่วั โมง ต่อสัปดาห์ สว่ นการเรยี นแบบไม่เต็มเวลาไมค่ วรเกนิ 25 ชวั่ โมงตอ่ สัปดาห์
หากสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันมีเหตุผลและความจําเป็นในการจัดหน่วยกิตและ
เวลาในการจัดการเรียนการสอนแต่ละภาคเรียนที่แตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้น อาจทําได้แต่ต้องไม่
กระทบต่อมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา

10. การศกึ ษาระบบทวิภาคี

เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ
สถาบันกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งใน
สถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือ
หนว่ ยงานของรฐั เพอื่ ใหก้ ารจดั การศกึ ษาระบบทวิภาคีสามารถเพ่มิ ขีดความสามารถดา้ นการผลิตและ
พฒั นากาํ ลงั คนตรงตามความตอ้ งการของผู้ใชแ้ ละเป็นไปตามจดุ หมายของหลกั สูตร ท้ังน้ี สถานศึกษา
อาชีวศึกษาหรอื สถาบนั ตอ้ งดาํ เนินการดงั นี้

10.1 นํารายวิชาทวิภาคใี นกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลอื ก รวมไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ไปร่วม
กําหนด รายละเอียดของรายวิชากับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมจัด
การศกึ ษาระบบทวิภาคี ได้แก่ จดุ ประสงค์รายวชิ า สมรรถนะรายวิชา คําอธบิ ายรายวิชา เวลาที่ใช้ฝึก
และจาํ นวนหน่วยกติ ให้สอดคล้องกับ ลักษณะงานของสถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรือหน่วยงาน
ของรัฐ รวมทั้ง มทั้งสมรรถนะวิชาชีพของสาขางาน ทั้งนี้ การกําหนดจํานวนหน่วยกิตและจํานวน
ชั่วโมงที่ใช้ฝึกอาชีพของแต่ละรายวิชาทวิภาคีให้เป็นไปตามที่ หลักสูตรกําหนด และให้รายงานการ
พฒั นารายวชิ าดังกล่าวใหส้ ํานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษาทราบด้วย

10.2 ร่วมจัดทําแผนฝึกอาชีพ พร้อมแนวการวัดและประเมินผล ในแต่ละรายวิชากับสถาน
ประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อนําไปใช้ในการ
ฝกึ อาชีพ และดาํ เนนิ การวัดและประเมนิ ผลเป็นรายวิชา

10.3 จัดแผนการเรียนระบบทวิภาคีตามความพรอ้ มของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรือ
หน่วยงานของรัฐ ที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกัน โดยอาจนํารายวิชาอื่นที่สอดคล้องกับลักษณะ
งานของสถานประกอบการ รฐั วิสาหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐนนั้ ๆ ไปจดั ร่วมดว้ ยกไ็ ด้

30

11. การเขา้ เรยี น

ผู้เข้าเรียนต้องสําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า หรือ
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลายหรอื เทยี บเท่า และมีคุณสมบัติเปน็ ไปตามระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธกิ ารว่า
ดว้ ยการจัดการศกึ ษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี ช้ันสงู

12. การประเมินผลการเรยี น

เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด
การศึกษา และการประเมนิ ผลการเรยี นตามหลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชีพชนั้ สงู

13. การสําเรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สูตร

13.1 ได้รายวิชาและจํานวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กําหนดไว้ใน
หลักสูตร แตล่ ะประเภทวิชาและสาขาวชิ า และตามแผนการเรยี นท่ีสถานศกึ ษากาํ หนด

13.2 ไดค้ ่าระดับคะแนนเฉลีย่ สะสมไม่ตํ่ากว่า 2.00
13.3 ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ
13.4 ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากําหนด และ
“ผ่าน” ทกุ ภาคเรยี น

14. การพัฒนารายวชิ าในหลกั สูตร

14.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถพัฒนา
รายวชิ าเพิ่มเตมิ ในแตล่ ะกลุ่มวิชา เพื่อเลอื กเรียนนอกเหนือจากรายวิชาท่ีกําหนดให้เป็นวิชาบังคับได้
โดยสามารถพัฒนาเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ ผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมสาระของ
กลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชา
สังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนษุ ยศาสตร์ ในสัดสว่ นทเี่ หมาะสม โดยพจิ ารณาจากมาตรฐานการเรียนรู้ของ
กลุม่ วิชาน้นั ๆ เพ่ือใ เพื่อให้บรรลจุ ุดประสงคข์ องหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง

14.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถเพิ่มเติม
รายละเอยี ด
ของรายวิชาในแต่ละกลุ่มวิชาในการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้และสามารถพัฒนารายวิชาเพิ่มเติม
ในกลุ่มสมรรถนะ วิชาชีพเลือกได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการหรือยุทธศาสตร์ของ
ภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับ
จดุ ประสงค์สาขาวชิ าและสมรรถนะวิชาชพี สาขางานด้วย

14.3 หมวดวชิ าเลือกเสรี สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถพฒั นารายวิชาเพ่ิมเติม
ได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น หรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีด
ความสามารถ ในการแขง่ ขันของประเทศ และหรอื เพ่อื การศกึ ษาตอ่

ทั้งนี้ การกําหนดรหัสวิชา จํานวนหน่วยกิตและจํานวนชั่วโมงเรียนของรายวิชาที่พัฒนา
เพม่ิ เติม ให้เป็นไปตามที่หลกั สูตรกำหนด

31

15. การปรับปรงุ แก้ไข พฒั นารายวิชา กลุม่ วิชาและการอนุมัติหลักสูตร

15.1 การพัฒนาหลักสูตรหรือการปรับปรุงสาระสําคัญของหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐาน
คุณวุฒิอาชีวศกึ ษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชัน้ สงู ใหเ้ ปน็ หน้าท่ีของสาํ นักงานคณะกรรมการการ
อาชวี ศกึ ษา สถาบนั การอาชวี ศึกษา
และสถานศึกษา โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

15.2 การอนุมัติหลักสูตร ให้เป็นหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดย
ความเห็นชอบ ของคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา

15.3 การประกาศใช้หลกั สตู ร ใหท้ ําเปน็ ประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ
15.4 การพัฒนารายวิชาหรือกลุ่มวิชาเพิ่มเติม สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ
ดําเนนิ การไดโ้ ดยต้องรายงานให้สํานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษาทราบ

16. การประกนั คณุ ภาพของหลกั สูตรและการจดั การเรยี นการสอน

ให้ทุกหลักสูตรกําหนดระบบประกันคุณภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนไวใ้ ห้
ชัดเจนอยา่ งน้อยประกอบดว้ ย 4 ดา้ น คือ

16.1 หลักสูตรทยี่ ดึ โยงกับมาตรฐานอาชีพ
16.2 ครูทรัพยากรและการสนับสนนุ
16.3 วธิ ีการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมนิ ผล
16.4 ผสู้ ําเร็จการศกึ ษา
ให้สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาจัดให้มี
การประเมินและรายงานผลการดําเนินการหลักสูตร เพื่อพั เพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบอย่างต่อเน่อื ง อยา่ งน้อยทุก 5 ปี

หลกั สูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยหี รอื สายปฏบิ ัตกิ าร

1. คุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัตกิ าร กําหนดให้ผู้สําเรจ็
การศึกษามีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะทั่วไป และด้านสมรรถนะวิชาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้า พัฒนานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีในวิชาการสัมพันธ์กับวิชาชีพเพื่อประยุกต์ใช้ในการปฏิบั ติงานในขอบเขตที่กว้างขวาง
วางแผนและบริหารงานการผลิตหรือบริการในงานอาชีพ มีส่วนร่วมพัฒนาและริเริ่มวิธีการปฏิบัติ

32

รับผิดชอบ ต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ มีอิสระในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนหรือจัดการงานผู้อื่น
รวมทง้ั มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณวชิ าชีพ เจตคตแิ ละกิจนิสัยทห่ี มาะสมในการทาํ งาน

2. ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือ
สายปฏิบัติการ มุ่งให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการ
ศึกษาแห่งชาติ ปรัชญาการอาชีวศึกษา และมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพหรือมาตรฐานสมรรถนะของ
สาขาวชิ านัน้ ๆ ในการจัดการศึกษา โดยมงุ่ เนน้ ผลติ ผู้มีความรอบรู้และมสี มรรถนะในการปฏิบัติ และ
พัฒนางานระดับเทคโนโลยี สามารถจดั การและควบคุมการทาํ งาน มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ
วิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยในการทํางาน สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ชุมชนและสถาน
ประกอบการ สามารถประกอบอาชีพอสิ ระ พฒั นาตนเองใหม้ คี วามกา้ วหนา้ ทางวชิ าการและวชิ าชพี

3. การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา การจัดภาคเรียน
ให้ใช้ระบบทวิภาค โดยกําหนดให้ 1 ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน และใน 1 ภาคเรียนปกติ
มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 18 สัปดาห์ สําหรับภาคเรียนฤดูร้อน ให้กําหนดระยะเวลาและจํานวน
หน่วยกิตให้มีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับภาคเรียนปกติ การจัดภาคเรียนระบบอื่น ให้แสดง
รายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้น รวมทั้งการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ใน
หลกั สตู รใหช้ ัดเจน

4. การคดิ หนว่ ยกิตต่อภาคเรียน
4.1 รายวิชาทฤษฎีทีใ่ ชเ้ วลาบรรยายหรอื อภิปราย ไมน่ ้อยกว่า 18 ช่ัวโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต
4.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า 36

ชว่ั โมง เท่ากับ 1 หนว่ ยกิต
4.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ไม่น้อยกว่า 54

ชว่ั โมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต
4.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไมน่ อ้ ยกว่า 54 ช่วั โมง เทา่ กบั 1 หนว่ ยกติ
4.5 การฝึกประสบการณ์ทกั ษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า 54 ช่วั โมง เท่ากบั 1 หน่วยกิต
4.6 การทําโครงการพฒั นาทักษะวิชาชีพ ไมน่ อ้ ยกว่า 54 ช่วั โมง เทา่ กับ 1 หนว่ ยกติ
5. จาํ นวนหน่วยกติ มจี ํานวนหน่วยกติ รวมระหว่าง 72 - 87 หน่วยกิต

6. โครงสรา้ งหลักสูตร

6.1 หมวดวชิ าทักษะชีวิต ประกอบดว้ ยกลมุ่ วิชาเพ่ือพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ีทักษะในการ
ปรับตวั และดาํ เนนิ ชวี ติ ในสงั คมสมยั ใหม่ เหน็ คุณคา่ ของตนและการพัฒนาตน มีความใฝร่ ู้ แสวงหา
และพฒั นาความรใู้ หม่ มีความสามารถในการใชเ้ หตุผล การคดิ วิเคราะห์ การแกป้ ัญหาและการจดั การ

33

มที กั ษะในการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการทํางานรว่ มกบั ผู้อืน่ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม
มนษุ ยส์ ัมพันธ์ รวมถึงความรับผิดชอบตอ่ ตนเองและสังคม รวมไมน่ ้อยกวา่ 15 หนว่ ยกติ

การจดั วชิ าในหมวดวิชาทักษะชวี ิต สามารถทาํ ได้ในลักษณะเป็นรายวชิ า หรือลกั ษณะบรู ณา
การใหค้ รอบคลมกลมุ่ วิชาภาษาไทย กลมุ่ วิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชา
คณติ ศาสตร์ กลมุ่ วชิ าสังคมศาสตร์ กล่มุ วชิ ามนษุ ยศาสตร์ ในสดั ส่วนทเ่ี หมาะสมเพื่อให้บรรลุ
จุดประสงค์ของหมวดวชิ าทักษะชีวิต

6.2 หมวดวชิ าทักษะวชิ าชีพ ประกอบดว้ ยกลุ่มวิชาทพ่ี ัฒนาผู้เรยี นใหเ้ กดิ สมรรถนะ
วชิ าชีพ มีความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ วางแผน จดั การ ประเมนิ ผล แกป้ ัญหา ควบคุมงานสอน
งาน และพฒั นางาน โดยบรู ณาการความร้แู ละทักษะในการปฏบิ ัติงาน รวมทง้ั ประยุกตส์ ู่อาชีพ รวมไม่
น้อยกวา่ 51 หนว่ ยกติ ประกอบด้วย 4 กลุม่ ดังนี้

6.2.1 กลุ่มทกั ษะวิชาชีพเฉพาะ
6.2.2 กลมุ่ ทกั ษะวิชาชีพเลอื ก
6.2.3 ฝกึ ประสบการณ์ทักษะวิชาชพี
6.2.4 โครงการพฒั นาทกั ษะวชิ าชีพ
ในการกําหนดให้เป็นสาขาวิชาใดสาขาวชิ าหนึ่ง ตอ้ งศกึ ษากลุ่มทักษะวิชาชพี เฉพาะใน
สาขาวชิ าน้นั ๆ รวมไมน่ อ้ ยกวา่ 30 หน่วยกติ นอกจากน้กี ําหนดให้มีโครงการพัฒนาทักษะวชิ าชีพ
จาํ นวน 6 หนว่ ยกติ ในกรณีที่จดั การศกึ ษาระบบทวภิ าคีอาจยกเว้นการฝึกประสบการณ์ทกั ษะวชิ าชีพ
ได้

6.3 หมวดวิชาเลอื กเสรี ประกอบดว้ ยวชิ าท่ีเกี่ยวกบั ทักษะชวี ิตหรือทักษะวิชาชีพ เพ่ือเปิด
โอกาสให้ผเู้ รยี นเลือกเรยี นตามความถนัดและความสนใจเพื่อการประกอบอาชพี หรอื การศกึ ษาต่อ
รวมไม่นอ้ ยกวา่ 6 หน่วยกติ

การยกเวน้ การเรียนรายวชิ าในหมวดวิชาทกั ษะชวี ิต หมวดวชิ าทักษะวชิ าชีพ และหมวดวิชา
เลือกเสรีสามารถทาํ ได้โดยการเทียบโอนผลการเรยี น หรือโดยการเทยี บโอนความร้แู ละประสบการณ์
เข้าสูห่ นว่ ยกติ ตามหลกั สูตร ตามหลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด

7. เงือ่ นไขการจดั การเรยี นรู้
7.1 สถาบนั การอาชวี ศึกษาตอ้ งจัดเตรียมความพรอ้ มในดา้ นอาคารสถานท่ี ครุภัณฑ์

คณาจารย์และบุคลากรทางการศกึ ษา ใหเ้ หมาะสมและเพียงพอในการพัฒนาผู้เรยี นอย่างมคี ณุ ภาพ

34

7.2 การจดั อัตราส่วนของเวลาการเรยี นรภู้ าคทฤษฎตี ่อภาคปฏิบตั ิในหมวดวิชาทักษะ
วชิ าชีพ ประมาณ 40 ต่อ 60 ทง้ั น้ี ขน้ึ อยู่กับลกั ษณะหรือกระบวนการจดั การเรยี นรู้ของแต่ละ
สาขาวิชา

7.3 สถาบันการอาชวี ศกึ ษาตอ้ งให้ความสาํ คัญกบั การฝึกอาชีพเนน้ การจดั การศึกษา
ระบบทวภิ าคี โดยร่วมมือกบั สถานประกอบการในการจัดการเรียนการสอนตามหลักเกณฑท์ ี่
คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษากําหนด

7.4 สถาบนั การอาชีวศึกษาต้องจดั ใหผ้ เู้ รียนจดั ทาํ โครงการพัฒนาทักษะวิชาชพี ตาม
โครงสรา้ งหลกั สตู ร จาํ นวน 6 หน่วยกติ สอดคลอ้ งกบั งานอาชีพสู่การปฏิบัตอิ ยา่ งเปน็ รปู ธรรม

7.5 สถาบันการอาชวี ศึกษาต้องจัดให้มีการประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพในแตล่ ะหลักสตู ร
เพอ่ื เปน็ การประกันคุณภาพการศึกษา

7.6 สถาบนั การอาชวี ศึกษาต้องสง่ เสริมสนบั สนุนให้มีการจัดกิจกรรมเสริมหลกั สูตร เพื่อ
พฒั นาทักษะชีวติ และทักษะวิชาชีพ ปลูกฝงั คุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม ระเบียบวนิ ัย ปลูกฝัง
จติ สาํ นกึ และเสรมิ สร้างการเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ทาํ นบุ าํ รงุ ขนบธรรมเนยี มประเพณอี นั ดงี าม
และสง่ เสรมิ การทํางานโดยใช้กระบวนการกลุ่มในการทาํ ประโยชน์ตอ่ ชมุ ชน

8. คณุ สมบตั ผิ เู้ รยี น เป็นผู้สําเร็จการศกึ ษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชน้ั สูง ในสาขาวชิ าท่ี
ตรงหรอื สมั พนั ธ์กนั

9. คุณสมบตั ผิ ูส้ อน เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด
10. การเรยี กชือ่ ปรญิ ญา ใช้ช่ือปริญญาตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเรียกช่ือปรญิ ญาใน
สาขาวชิ าและการใชชื้่ออกั ษรย่อสาํ หรับสาขาวชิ า
11. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี น และการสาํ เรจ็ การศึกษา

11.1 การวดั ผลและประเมินผลการเรยี น ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า
ด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรยี นตามหลักสตู รปริญญาตรสี ายเทคโนโลยี
หรือสายปฏบิ ตั กิ าร

11.2 การสําเร็จการศกึ ษา ตอ้ งได้จาํ นวนหนว่ ยกติ สะสมครบถว้ นตามโครงสรา้ ง
ท่กี ําหนดไว้ในหลกั สูตร และไดค้ ะแนนเฉลยี่ สะสมไมต่ ่ํากวา่ 2.00 จากระบบ 4 ระดบั คะแนน
และผา่ นการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ การให้ปริญญาตรเี กียรตินยิ มใหเ้ ป็นไปตามท่ี
คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด
12. การประกันคุณภาพหลักสูตร ใหท้ กุ หลักสูตรกาํ หนดระบบประกนั คุณภาพไว้ให้ชัดเจน
อย่างน้อยประกอบด้วย 4 ประเดน็ คือ

12.1 คุณภาพของผสู้ าํ เร็จการศกึ ษา
12.2 การบรหิ ารหลกั สตู ร

35

12.3 ทรพั ยากรการจดั การอาชีวศึกษา
12.4 ความต้องการกาํ ลงั คนของตลาดแรงงาน
13. การกําหนดมาตรฐานคุณวุฒิอาชวี ศึกษา หลกั สูตร และการอนุมัติ
13.1 การปรับปรงุ แกไ้ ข เปลีย่ นแปลง เพม่ิ เติมมาตรฐานคณุ วุฒิอาชวี ศึกษาระดบั
ปรญิ ญาตรสี ายเทคโนโลยหี รอื สายปฏบิ ัตกิ าร เปน็ หน้าที่ของสาํ นักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และใหท้ าํ เป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
13.2 การพฒั นาหลกั สูตรหรอื การปรับปรุงสาระสําคัญของหลกั สตู รตามมาตรฐานคุณวุฒิ
อาชีวศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรสี ายเทคโนโลยหี รือสายปฏิบตั กิ าร ใหเ้ ป็นหนา้ ทีข่ องสถาบนั การ
อาชีวศกึ ษา และเสนอสภาสถาบนั การอาชีวศึกษาใหค้ วามเหนชอบ ็
13.3 การอนุมตั ใิ ชห้ ลกั สูตรให้เป็นหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
13.4 การประกาศใช้หลกั สตู รใหท้ าํ เปน็ ประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ
14. ใหส้ ํานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา สถาบนั การอาชีวศึกษาจดั ให้มีการประเมิน
เพอ่ื พฒั นาหลักสูตรที่อยใู่ นความรับผิดชอบอย่างต่อเนอื่ ง อยา่ งน้อยทุก 5 ปี
15. ในกรณที ี่ไมส่ ามารถปฏิบัตติ ามประกาศน้ีได้ หรือมีความจาํ เป็นต้องปฏิบัตนิ อกเหนือจาก
ทก่ี ําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้อย่ใู นดลุ ยพนิ จิ ของคณะกรรมการการอาชวี ศึกษาทีจ่ ะพิจารณาวนิ จิ ฉยั
และให้ถือเปน็ ทสี่ ุด

36

หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใตก้ รอบมาตรฐานวุฒอิ ุดมศกึ ษา)

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher
Education,TQF:HEd) เป็นกรอบที่แสดงระบบคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ ซ่ึง
ประกอบด้วย ระดับคุณวุฒิความเชื่อมโยงต่อเนื่องจากคุณวุฒิระดับหนึ่งไปสู่ระดับที่สูงขึ้น การแบ่ง
สายวิชา มาตรฐานผลการเรียนรู้ของแต่ละระดับคุณวุฒิซึ่งเพิ่มสูงขึ้นตามระดับของคุณวุฒิ ปริมาณ
การเรียนรู้ทสี่ อดคล้องกบั เวลาทีต่ ้องใช้ ลักษณะของหลักสตู รในแต่ละระดบั คุณวุฒิ การเปิดโอกาสใน
เทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งระบบและ
กลไกที่ให้ความมั่นใจในประสิทธิผล การดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
แห่งชาติของสถาบนั อุดมศกึ ษาวา่ สามารถผลิตบัณฑิตใหบ้ รรลคุ ุณภาพตามมาตรฐานผลการเรียนรู้

๑. หลกั การและแนวคิดการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการอดุ มศกึ ษาในหลกั สูตรการศกึ ษา
๑.๑ เป้าประสงค์
เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถจดั การศึกษาได้อย่างมมี าตรฐานและ

คุณภาพ
นําไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในการผลิตกําลังคนที่มีศักยภาพ ตอบสนองการพัฒนา
และเพม่ิ ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ

๑.๒ วัตถปุ ระสงคข์ องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลักสตู รการศึกษา
(๑) เพอื่ ให้สถาบนั อุดมศกึ ษาพัฒนาหลักสูตรการศึกษาทม่ี มี าตรฐานและคุณภาพ
(๒) เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาบริหารการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ และมีการปรับปรุง
และ พฒั นาคุณภาพอยา่ งต่อเน่อื ง
(๓) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนและบัณฑิตมีผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นไปตามที่หลักสูตร

การศึกษา
กาํ หนด สามารถพัฒนาตนเองเพ่ือเพิม่ ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศได้

๑.๓ หลักการและแนวคิดการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลักสูตร
การศกึ ษา

การรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลักสูตรการศึกษาต้องดําเนินการให้เป็นไปตาม
ประกาศ คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแต่งต้ัง
หรือมอบหมาย ผู้ตรวจสอบและการตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา
พ.ศ. ๒๕๖๕ และนําหลักการ
การบริหารคุณภาพและระบบบริหารงานที่เป็นสากลมาประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบและรับรอง
มาตรฐานการอุดมศึกษาในหลกั สูตรการศึกษาในบรบิ ทของประเทศไทย สถาบนั อดุ มศกึ ษาตอ้ งแสดง

37

ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ในการผลิตบัณฑิตให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในหลักสูตร
การศึกษา โดยออกแบบและพัฒนาระบบและกลไก หรือวิธีการ พร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์ สําหรับ
การตรวจสอบ หลักสูตรการศึกษาและตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษา เพื่อการรับรอง
มาตรฐานการอุดมศึกษาในหลกั สูตรการศึกษา

๑.๓.๑ หลักการ
การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลกั สูตรการศึกษาพิจารณาตาม

หลักการพืน้ ฐาน ๕ ประการ ดังตอ่ ไปน้ี
(๑) การมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้เสีย (Customer and Stakeholder Focus) การ

ดาํ เนนิ การทีม่ ุ่งเนน้ การตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังท้ังในปจั จุบัน
และอนาคตของผู้เรียนและผมู้ ีสว่ นไดเ้ สยี และพยายามดาํ เนินการให้ไดเ้ หนือความคาดหวัง (Beyond
Expectation)

(๒) การดําเนนิ งานเชิงกระบวนการ (Process Approach)
การดําเนินการที่มีประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ โดยมีการ
ถา่ ยทอดให้เกดิ ความเขา้ ใจกระบวนการและจดั การกระบวนการตา่ ง ๆ ให้มคี วามสมั พนั ธ์ระหว่างกัน

(๓) การตัดสินใจบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Decision Making) การ
ดาํ เนินการบนพื้นฐานของการวเิ คราะหแ์ ละประมวลผลข้อมูลทแ่ี สดงถงึ หลักฐาน
เชิงประจักษ์ ซึ่งต้องแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ของผู้เรียนตามที่
หลักสูตร การศึกษาได้ออกแบบไว้ และตามที่มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๖๕
กําหนดใหผ้ ู้สําเรจ็ การศึกษา ตอ้ งมผี ลลัพธ์การเรยี นรู้อย่างน้อย ๔ ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นความรู้ ด้านทักษะ
ด้านจริยธรรม และด้านลักษณะบคุ คล

(๔) การปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การ
ดาํ เนนิ งานภายใต้หลกั การของการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
เพื่อการรักษาไว้ซึ่งความพึงพอใจและความมั่นใจของผู้เรียนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในปัจจุบันและ
อนาคต ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรวดเร็ว และทําให้เหนือความคาดหวัง (Beyond
Expectation)

(๕) การมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes Focus)
การดําเนินงานให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยกําหนดเป้าหมายเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ ที่คาดหวัง การ
ออกแบบกระบวนการและการติดตามประเมนิ ผลทีส่ อดคล้องกบั ผลลพั ธ์การเรยี นรู้

38

สภาพปญั หาหลกั สตู รในประเทศไทย

หลักสตู รปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560

1. การขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
เนอื่ งจากผปู้ กครองส่วนใหญ่ยังขาดความรคู้ วามเข้าใจท่ถี ูกต้องเก่ียวกับการสง่ เสริมพัฒนาการที่สำคัญ
ตามช่วงวัยของเด็ก จึงมีความคาดหวังท่ีตอ้ งการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ จึงส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรยี น
ทม่ี ีระบบการสอนแบบ “เรง่ เรียนเขยี นอา่ น” นอกจากนีก้ ารใชส้ ื่อเทคโนโลยใี นการเลย้ี งดูเด็ก เช่น ไอ
แพต โทรศพั ท์มอื ถอื หรอื โทรทศั น์ กม็ สี ว่ นสำคญั ท่ีทำใหเ้ ดก็ มคี วามบกพร่องในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

2. การขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาปฐมวัยของครู ผู้บริหารและ
สถานศึกษา การขาดแคลนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้าน
สติปญั ญาทเ่ี หมาะสมกบั วัย จงึ ทำให้ครูเนน้ ให้เด็กอ่านเขียนมากกวา่ วัย และเนน้ การสอนท่ีมีลักษณะ
ให้เด็กท่องจำมากกว่าทักษะด้านการคิด การตัดสินใจ ในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาบางส่วน
บริหารงานเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียนจึงเตรียมความพร้อมของเด็ก เพื่อการสอบแข่งขันมากกว่า
การศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก รวมถึงปัญหาสถานศึกษาไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
อยา่ งเท่าเทยี มและทว่ั ถงึ จึงทำใหเ้ กดิ การเรยี นเพอื่ สอบเข้าโรงเรยี นที่มีชื่อเสยี งต้ังแตร่ ะดบั อนบุ าล

3. ระบบการผลิตครูปฐมวัย จากค่านิยมของการเข้ารับราชการที่มีสวัสดิการที่ดีและมีความ
มั่นคงในชีวิต จึงเกิดความต้องการเพิ่มคุณวุฒิด้านการศึกษาของครูให้สูงขึ้น แต่ระบบการผลิตครูใน
ปัจจุบันยังขาดกลไกในการติดตามและประเมินคณุ ภาพ เช่น การเปิดรับครูปฐมวัยจำนวนมาก ทำให้
อัตราส่วนระหว่างอาจารย์กับจำนวนนักศึกษาไม่สอดคล้องกันส่งผลตอ่ ประสทิ ธภิ าพในดา้ นการเรยี น
การสอน เนื่องจากกระบวนการพัฒนาครูปฐมวัย ไม่สามารถทำได้ด้วยการบรรยายเท่านั้น แต่
จำเป็นต้องมีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย มาดูแล
อย่างใกลช้ ดิ

4. การให้ความสำคัญด้านเนื้อหาและการวัดผลมากกว่าการประเมินผลเพื่อพัฒนาหลักสูตร
และการวัดผลระดับประถมศึกษาต้อนต้น มุ่งเน้นให้เด็กท่องจำ ความรู้จำนวนมากไม่สอดคล้องและ
เช่อื มโยงกับหลักสูตรของการศกึ ษาปฐมวยั ที่เนน้ การส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยคำนึงถึงการพัฒนาการ
ในทุกด้านอย่างสมดุล ได้แก่ ด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์และจิตใจ นอกจากนี้ครูใน
โรงเรียนอนุบาล และศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่ เน้นการวัดผลด้านความจำ โดยขาดการประเมินตาม
สภาพความเป็นจริง รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านการศึกษาของรัฐ ใช้หลักเกณฑ์ตัดสิน
มากกว่าการประเมนิ เพอ่ื พัฒนาผู้เรียน ทำให้ขาดแนวทางในการปรบั ปรงุ ผเู้ รียนใหด้ ีขึน้

39

หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ปพี ทุ ธศกั ราช2551 (ฉบับปรบั ปรุง2560)
1. ด้านหลักสูตรและการนำหลักสตู รไปใช้
- ครูที่ได้รบั การอบรมเร่ืองหลักสตู รแล้วไมน่ ำมาขยายผลตอ่ ให้กบั ครทู ่ีไม่ไดไ้ ปอบรม จงึ ขาดความรู้
ความชัดเจนในเรือ่ งวตั ถุประสงค์ จุดมงุ่ หมายต่างๆของหลักสตู ร
2. ดา้ นการจัดการเรียนการสอน
- ครสู อนไมต่ รงกับวชิ าเอก
- ครยู ังไมใ่ ช้วิธีการสอนทย่ี ึดนักเรียนเปน็ สำคญั
- ครสู อนโดยไมค่ ำนงึ ถึงโครงสร้าง และแผนการสอน
3. ด้านสอ่ื การเรียนการสอน
-ครูใชส้ ื่อในการเรยี นการสอนนอ้ ย ครไู มผ่ ลติ ส่อื ไม่ใชส้ อ่ื เทคโนโลยี การจัดสรรงบประมาณในการ
จัดซ้ือ และจดั ทำสอ่ื น้อย

แนวทางแก้ไขปญั หา
1. ด้านหลกั สตู รและการนำหลักสูตรไปใช้
- สง่ ครไู ปอบรมหลักสูตรใหค้ รบทกุ คน เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธทิ์ สี่ มบูรณ์
2. ดา้ นการจัดการเรยี นการสอน
- ปรบั ปรงุ และพฒั นาครผู ูส้ อนท่มี ีอยู่ใหเ้ กดิ ความชำนาญในแตล่ ะสาขาวชิ านั้นๆ
- ครตู อ้ งศึกษาเอกสารหลักสูตร วิธีสอน เตรยี มสอื่ และแผนการสอนเปน็ ตัวช่วยใหม้ ากข้ึน
3. ด้านสอ่ื การเรียนการสอน
ควรจัดสรรงบประมาณในการซื้อสื่อเพม่ิ ให้มากข้ึน จัดให้มีการอบรมการผลติ สือ่ และการใช้สือ่ การ
สอน

40

หลักสูตรอาชีวศึกษา
ประกาศนียบตั รวิชาชพี (ปวช.) พุทธสกั ราช2562

ผ้เู ขา้ เรยี นในการอาชีวศกึ ษาไม่มีคณุ ภาพเทา่ ทคี่ วรหลกั สตู รกอ่ นถึงระดับ ปวช. คือระดับ
มัธยมตน้ หรือการศึกษาผ้ใู หญเ่ ปน็ การปูพืน้ ฐานความรูร้ ะดับต่ำ เชน่ อ่าน สะกดคำไม่ได้ ขาด
ความสามารถในการใชภ้ าษาองั กฤษ เมื่อมาเรียนต่อในระดบั อาชวี ศกึ ษาจึงเกิดปญั หา แมค้ รจู ะ
เตรียมการสอนดีอยา่ งไร ผู้เรียนไมส่ ามารถต่อยอดความรไู้ ด้ เพราะพืน้ ฐานความรู้ไมด่ เี พียงพอ

ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ขน้ั สูง พุทธศกั ราช2563
1. นักเรียนอาชีวศึกษาจำนวนมากขาดโอกาสในการประกอบอาชีพที่ดีเพราะได้รับการศึกษาที่มี
คุณภาพต่ำทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่จบปริญญาตรีแล้ว ผู้จบอาชีวศึกษาจะมีความก้าวหน้าใน
อาชีพการงานนอ้ ยกว่า ซึง่ สง่ ผลตอ่ โอกาสในการเลื่อนชน้ั ทางสังคมของครอบครัวรายไดน้ ้อยซ่ึงส่ง ลูก
เรียนอาชีวศึกษา
2. ภาคธุรกิจประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะ ส่งผลให้จำเป็นต้องจ้างแรงงานไร้ทักษะหรือ
แรงงานที มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการเข้ามาฝึกในสถานประกอบการเอง ซึ่งทำให้ธุรกิจมี ต้นทุน
ด่าเนนิ การสงู กว่าที ควรจะเปน็ และความสามารถในการแขง่ ขนั ตกต่ำลง
3. ระบบการศึกษามีต้นทุนสูงขึ้นและผลตอบแทนจากระบบการศึกษาลดลง เน่ืองจากนักเรียนต้อง
เขา้ เรียนในมหาวทิ ยาลยั เพราะอาชวี ศึกษาไมส่ ามารถรับประกนั การได้งานที่ดไี ด้สิ่งทเี่ รามกั มองว่าเป็น
“ค่านิยม” แท้ที่จริงแล้วจึงอาจเป็น “ความจำเป็น” ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลใหเ้ กิดปญั หา ตามมา 2
ประการคือ หน่ึง ระบบการศึกษาโดยรวมมีต้นทุนสูงขึ้นเพราะต้นทุนต่อหน่วยของ มหาวิทยาลัยสูง
กว่าของอาชีวศึกษา และ สอง การลงทุนในการศึกษาให้ผลตอบแทนที ต่ำลงในภาพรวม เน่ืองจาก
การศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั มกั จะเน้นความรเู้ ชงิ วิชาการ ซึ่งจะมีประโยชน์นอ้ ย หากบณั ฑิตท่ีจบมาไม่ได้
ประกอบวชิ าชีพช้นั สูงที ตอ้ งใช้ความรทู้ ี่เรียนมา

หลกั สตู รปริญญาตรีสายเทคโนโลยหี รือสายปฏิบัติการ
1.การขาดแคลนครอู ย่างต่อเน่อื ง ครไู ม่เกง่ ในเชงิ ปฏบิ ตั จิ ึงไม่สามารถสอนเด็กใหเ้ กง่ ในเชิงปฏบิ ัติได้
2.หลักสูตร ไม่ตรงและไม่ตอบโจทยก์ บั ความต้องการของผปู้ ระกอบการ
3.ขาดแคลนวัสดุและครุภณั ฑท์ ่ที นั สมยั
4.การจดั การศกึ ษาทวภิ าคี รวู้ ่าดีแต่กม็ ผี ูเ้ รยี นในระบบทวภิ าคเี พยี ง 14%จากผ้เู รยี นอาชีวะทง้ั หมด

41

หลักสูตรอุดมศกึ ษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ิอดุ มศกึ ษา)
คุณภาพอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและ
พัฒนาผู้เรียนให้มีการพัฒนาความรู้ระดับสูงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต การศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษานั้นยังรวมถึงการให้ผู้เรียนคน้ คว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผลผลิตของอุดมศึกษา
ซึ่งเป็นบัณฑติ ทส่ี ำเร็จการศึกษาออกไปนั้น มีความสมบรู ณ์ท้งั ด้านร่างกาย จติ ใจ และสติปัญญาควบคู่
ไปกับความรู้ทางวิชาการ แม้ว่าการพัฒนาคุณภาพของการอุดมศึกษาไทยมีการดำเนินการมาอย่าง
ตอ่ เน่ือง แตใ่ นปัจจบุ นั ก็ยังพบว่าคุณภาพอดุ มศึกษายงั ไม่มีคุณภาพเท่าท่ีควรในหลายประเด็น สาเหตุ
หลกั มีหลายประการ ประกอบด้วย

1. สถาบันอุดมศึกษาปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างและ
พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการเรียนการสอนและการวิจัย เปิดหลักสูตรตามความพอใจ โดยไม่
คำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ขาดการวางแผนพัฒนาสถาบันในระยะยาว รวมถึง
คณะกรรมการบรหิ ารสถาบัน/สภาสถาบนั อุดมศกึ ษาท้ังของรฐั และเอกชนหลายแห่งไมม่ ีการบริหาร
จัดการทดี่ ี

2. มหาวิทยาลัยไทยโดยภาพรวมยังมีจุดอ่อนเรื่องการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะ
การเปน็ มหาวทิ ยาลัยวิจัย ซง่ึ จะสังเกตไดว้ า่ มหาวิทยาลยั ทตี่ ิดอันดบั มหาวทิ ยาลยั ชั้นนำของโลกล้วน
เปน็ มหาวทิ ยาลัยวิจยั ทั้งส้ิน

3. ทิศทางการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาในภาพรวมไม่ชัดเจน เกิดความซ้ำซ้อนในเรื่องการ
ให้บริการ บุคลากรที่จะเข้ามาในมหาวิทยาลัย เช่น ผู้บริหาร ส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ทางด้านการ
บริหาร แต่จะมีความรู้เฉพาะด้านงานวิชาการเท่านั้น รัฐบาลควรมีการจัดอบรมการเป็นผู้บริหาร
ข้นึ มาเหมอื นกับขา้ ราชการสายอื่น

4. บัณฑิตที่จบการศึกษาออกมาบางส่วนไม่ได้คุณภาพ และมีปัญหาในด้านภาษาอังกฤษ
สถาบันการศึกษาควรดึงผู้ประกอบการเข้าไปร่วมพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาบุคลากร และเปิด
โอกาสให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการตั้งแต่ยังเรยี นอยู่ รวมถึงวิกฤติอุดมศึกษาไทย
ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยราชภัฏ 300 แห่ง และเปิดหลักระดับ
ปริญญาตรีและโท บางแห่งใช้กลยุทธ์ "จบง่าย" ในการดึงดูดผู้เรียน ขณะที่ผู้เรียนเข้ามาเรียนเพื่อ
หวังใบปริญญาตามสโลแกนจ่ายครบจบแน่ ซึ่งเป็นการทำลายคุณภาพอุดมศึกษาไทย และทำให้
บณั ฑิตทส่ี ำเร็จการศึกษาออกมาไม่มคี ุณภาพตามทส่ี ังคมคาดหวงั ไว้

5. การจดั ต้ังสถาบนั อดุ มศึกษาส่วนใหญเ่ ป็นการจดั ตั้งดว้ ยเหตุผลทางการเมือง ไม่ได้คำนึงถึง
คุณภาพและความพร้อมของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงไม่มีการจัดระบบความหลากหลาย
ของสถาบันอดุ มศึกษา ทำให้ทศิ ทางการสง่ เสรมิ พัฒนาและกำกบั มาตรฐานไมช่ ัดเจนและไม่ต่อเนื่อง
อีกทั้งสถาบันอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน ส่วนมากมุ่งเข้าสู่ธุรกิจอุดมศึกษา มีการขายปริญญาบัตร

42

เปิดหลักสูตรจำนวนมาก การถ่ายทอดความรู้แบบสำเร็จรูปตามแบบตะวันตก เนื่องจาก
มหาวทิ ยาลยั ไทยกา้ วเขา้ สูก่ บั ดกั ทางธุรกจิ การศึกษา

6. รัฐบาลไม่มีการควบคุมการเปิดสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัยให้ตรงตามความต้องการ
ของประเทศและตลาดแรงงาน ดังนั้น ควรส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษากู้เงินเพื่อศึกษาในสาขาวิชาที่
ตลาดแรงงานตอ้ งการ เพ่ือให้บณั ฑิตทจ่ี บออกมามีงานทำ

แนวทางในการพัฒนาการอุดมศกึ ษาของไทยในอนาคต
ผลการวิจยั ของสำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เรือ่ ง ผลกระทบโลกาภิวัตนต์ ่อการ

จัดการศึกษาไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ( เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ , 2550 ) ซึ่งเป็นที่ปรึกษา
โครงการวิจยั ไดค้ าดการณ์แนวโน้มสำคญั ของสถาบนั อดุ มศึกษาไทยไวห้ ลายประการ

1.สถาบันอุดมศึกษาแสวงหาเอกลักษณ์ด้านคุณภาพและความแตกต่าง ผู้เรียนมีความ
ต้องการการศึกษาที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และผู้เรียนมีโอกาส
เลือกสถาบันอุดมศึกษาได้มากขึ้น ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาต่างพยายามพัฒนาตนเองให้แข่งขันได้
ด้วยเหตุนี้สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะที่ถนัด ทำได้ดี มีความเชี่ยวชาญ และมี
ประสทิ ธิภาพทีส่ ดุ เพ่อื ทมุ่ ทรพั ยากรในการพฒั นาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวจิ ัย

2.สถาบันอุดมศึกษาจะเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย สภาพของความจำกัดทางทรัพยากร ส่งผล
ใหส้ ถาบนั อดุ มศึกษาต่างมุ่งสร้างเครือข่ายความรว่ มมือกบั หน่วยงานภายหรือสถาบนั อุดมศึกษาอ่ืน ๆ
มากขึน้ เพือ่ เสริมจุดอ่อนจดุ แข็งกนั และกัน หรือแลกเปลย่ี นองค์ความรู้

3.สถาบันอุดมศึกษามุ่งจัดการศึกษาเฉพาะทาง มีแนวโน้มว่าจะมีบางมหาวิทยาลัยมุ่งจัด
การศึกษาเฉพาะที่เป็นการลงลึกระดับเชี่ยวชาญ อันเป็นการพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
ระดับสูง และเปน็ การเพิม่ ความสามารถแขง่ ขนั ให้มหาวทิ ยาลัย

4.สถาบันอุดมศึกษามุ่งผลิตผลงานวิจัย จากสภาพการแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาที่
รุนแรงขึ้น ส่งผลให้มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจปรับยุทธศาสตร์ไปสู่ทิศการมุ่งผลิตผลงานวิจัยที่มี
คุณภาพ โดยสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงการบุกเบิกการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จน
เป็นที่ร้จู ักและยอมรบั จากนักศึกษาทั่วโลก

5.สถาบนั อดุ มศกึ ษาบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต มีการใชป้ ระโยชนจ์ ากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และการผลิตผู้เรียน
ให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ข้อพึงระวังในการจัดการศึกษารูปแบบนี้ คือ
คุณภาพการจัดการศึกษา

43

6.สถาบันอุดมศึกษาทใี่ ช้หลักสูตรตน้ แบบจากต่างประเทศ การขยายตัวด้านการลงทุนทาง
การศึกษาที่แข่งขันมากขึ้น สถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลกพยายามทำตลาดการศึกษาไปยัง
ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย ในขณะที่คนในสังคมไทยต่างต้องการหลักสูตรการศึกษาที่มี
คณุ ภาพท่มี ีความน่าเช่ือถือระดับสากล หรอื อาจเปน็ การเปดิ หลักสูตรรว่ มกันระหวา่ งมหาวิทยาลัยใน
ประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยทีม่ ีชอ่ื เสียงในตา่ งประเทศ เปน็ ตน้

7.สถาบันอุดมศึกษาไทยยังไม่สามารถขยายตลาดการศึกษาไปยังต่างประเทศ การเปิด
เสรีทางการศึกษาของไทยยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ ความสามารถในการแข่งขันกับสถาบัน
อุดมศึกษาจากตา่ งประเทศท่ีมีคุณภาพมากกวา่

8.สถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งเชิงพาณิชย์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสถาบันอุดมศึกษาเป็น
มหาวิทยาลัยในกำกับส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น โดยพัฒนาไปสู่การดำเนิน
กิจการเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง
มากกว่าสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ดังจะเห็นได้จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายแห่งในปัจจุบัน
ต่างหาช่องทางที่จะนำรายได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดทำโฆษณา การเปิด
หลกั สตู รปรญิ ญาโท ปรญิ ญาเอก

44

แนวโน้มการพัฒนาหลักสตู รในศตวรรษท่ี 21

หลักสตู รปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560

1.การจัดการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่21มีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้รับ
บรกิ ารอยา่ งทวั่ ถงึ
2.พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็ก การจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมีการปฏิรูป
การศึกษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาวในเรือ่ งการ
วางแผนครอบครัว
3.ใหค้ วามสำคญั กับสุขภาพของครูและพ่เี ล้ียงเดก็ ที่มีความรู้ความเข้าใจและคววามต้ังใจในการปฏิบัติ
หนา้ ทีเ่ พือ่ ฝึกฝนใหเ้ ดก็ มพี ฒั นาการที่ดีทัง้ รา่ งกายและจติ ใจ
4.ส่งเสริมให้มีการวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยงกับการเรียนการสอน และวิธีการ
สอนทเ่ี หมาะสมกับเดก็
5.สง่ เสรมิ ใหช้ มุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศึกษาในรปู แบบของการจดั ตงั้ คณะกรรมการดว้ ย
6.ส่งเสรมิ และเปดิ โอกาสให้เด็กไดม้ ีโอกาสเรียนรูจ้ ากระบบสือ่ สารให้มากขึน้
7.พอ่ แม่ควรได้เรียนรู้วธิ ีการใชเ้ วลาอยกู่ บั ลกู อย่างมีคณุ ภาพรวมถงึ การให้การศกึ ษาแกผ่ สู้ ูงอายุ

หลกั สตู รแกนกลางการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

(ฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2560)

การจดั การศึกษาของไทยในปัจจุบันตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา ขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
(ฉบับปรับปรุง2560) ที่ได้นำเสนอแนวทางการจัด การเรียนรู้โดยเน้น “การจัดการเรียนรู้ที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเป็นเครื่องมือที่จะนำพา
ตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ได้แก่ กระบวนการ
เรยี นรู้แบบบรู ณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคดิ กระบวนการทางสังคม กระบวนการ
เผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรูจ้ ากประสบการณจ์ ริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือ
ทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง และกระบวนการพัฒนา
ลักษณะนิสัย ซึ่งผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถ
เลอื กใช้ในการจัดกระบวนการเรยี นรู้ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ” เม่ือนำมาเทียบเคียงกบั ทกั ษะผ้เู รียนใน

45

ศตวรรษที่ 21 ที่ควรได้รับการพัฒนาแล้วนับว่าเป็นหลักสูตรที่มีความพยายามให้ครูผู้สอนได้พัฒนา
ตนเองเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น แต่ยังไม่เน้นย้ำที่
ชัดเจนในเรื่องของทักษะสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในศตวรรษท่ี 21 ซึ่งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารของโรงเรียนในปัจจุบันนี้ยังถือว่าเป็นแนวทางเดิมแบบศตวรรษที่ 20 ซึ่งใช้ไอซีทีเป็น
เครื่องมือเพิ่มประสิทธิผลของการสอนแบบเก่า เช่น การใช้โปรแกรมประมวลผลคำเพื่อเพิ่มผลงาน
การใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน การใช้โปรแกรมช่วยคำนวณข้อมูล ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกในการ
ทำงาน แต่การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากไอซีทีได้อย่างเต็มที่ในการแสดงความ
คดิ เห็น แลกเปลย่ี นประสบการณ์ ตีความ ตัดสินใจ และใชส้ ารสนเทศในการสร้างสรรคช์ ้นิ งาน ซ่ึงเปน็
ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานและการใช้ชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นแนวโน้มการ
ปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาครู
และผู้เรยี นให้ทนั ต่อการเปล่ียนแปลงของโลกในอนาคต

หลักสตู รอาชีวศกึ ษา
ประกาศนียบัตรวิชาชพี (ปวช.) พุทธสกั ราช2560

1.มุ่งพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ อาทิ หลักสูตรที่บูรณาการระหว่างสองศาสตร์ขึ้นไป เช่น ระดับ
อาชีวศึกษา หลักสูตรเดียวจะมีหลายสาขาวิชาเรียนช่างยนต์ จะผนวกการตลาดและการบัญชีเข้าไป
ดว้ ย เปน็ ต้น หลกั สตู รทใ่ี หป้ ริญญาบตั ร 2 ใบ และมีการพัฒนาหลักสตู รให้ทันสมัยตลอดเวลา
2.หลกั สูตรนานาชาตมิ แี นวโน้มมากขึ้น เน่อื งจากสภาพยุคโลกาภิวตั น์ท่ีมกี ารเช่ือมโยงด้านการค้าและ
การลงทนุ
3. การจัดการศึกษามีความเป็นสากลมากขึ้นสภาพโลกาภิวัฒน์ที่มีการเชื่อมโยงในทุกด้านร่วมกันทั่ว
โลก
4. ความเหลอื่ มล้ำดา้ นโอกาสทางการศึกษาลดลง
5. โอกาสรบั บริการทางการศึกษาทมี่ คี ุณภาพเพม่ิ ขึน้

46

หลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชพี ข้นั สงู (ปวส.) พทุ ธศกั ราช 2563
เนอื่ งจากการศึกษาและการฝึกอบรมเป็นกลไกสําคัญท่ที าํ ใหบ้ ุคคลมีความรู้ ทักษะ
และ พฤติกรรมที่พึงประสงค์สําหรับนําไปใช้และหรือประยุกต์ใช้ในการทํางานการพัฒนา
หลักสตู รการศกึ ษา ทกุ ระดับและหลกั สูตรการฝึกอบรมวชิ าชีพ จงึ ตอ้ งยึดโยงกับมาตรฐาน
อาชพี ตามกรอบคุณวฒุ ิวิชาชีพ ตอ้ งมคี วามรทู้ างทฤษฎีลัเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของ
งานอาชีพ รวมทั้งความรู้ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับที่
เชื่อมโยงกับการทำงาน ทักษะในการปรับใช้กระบวนการทำงานที่หลากหลาย สามารถ
ปฏิบัติตามแบบแผน และปรับตัวภายใต้ความเปล่ียนแปลง เพื่อให้ผู้สําเร็จการศึกษาหรือ
ฝึกอบรมตามหลักสตู รมีสมรรถนะสอดคลอ้ งกบั ความต้องการของ ตลาดแรงงาน

หลักสูตรปริญญาตรสี ายเทคโนโลยหี รอื สายปฏิบตั กิ าร
ลดช่องว่างระหว่างโลกของอาชีพกับโลก ของการศึกษา ก่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการ

การมสี ่วนรว่ มในการผลิตบณั ฑิต มกี ารปรบั ปรุงหลกั สูตรตลอดเวลา

หลักสตู รอุดมศกึ ษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒอิ ดุ มศึกษา)

สถานประกอบการและตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะขั้นสูง สามารถ
สร้างสรรค์งานในเชิงนวัตกรรม ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ภายใต้วัฒนธรรมดิจิทัล นักศึกษาต้อง
พยายามปรับตัวใน Learning Ecology ใหม่ อาจารย์ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ช่องทางการ
สื่อสาร สื่อการสอน หรือแม้แต่การประเมินผลการเรียนรู้ การไหลบ่าที่ไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยี
สมัยใหม่ รวมท้ังพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาท่ีเปลี่ยนไปจากเดิม เพ่ือเพิ่มขีดความสามารถใน
การแข่งขันให้กับทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ อันเป็นผลผลิตโดยตรงจากสถาบันอุดมศึกษา
สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องปฏิรูปตัวเอง

47

สรุปแนวโน้มพฒั นาหลกั สตู ร

หลักสูตรการศึกษาประถมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสามปีจัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่
เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กเพื่อใช้เป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริม
พัฒนาการและการเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็ก สำหรับเด็กอายุสามถึงหกปีเป็นการจัดการศึกษาใน
ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกายอารมณ์จิตใจ
สังคมและสตปิ ัญญาตามวยั และความสามารถของแตล่ ะบุคคล
หลักสูตรแกนการการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้
เป็นคนดีมีปัญญามีความสุขมีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพจึงกำหนดเป็นจุดมุ่งหมาย
เพื่อให้เกดิ การจบการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
หลักสูตรอาชีวศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพศักราช 2562 เป็นหลักสูตรระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่าด้านวิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติแผนการศึกษาแห่งชาติเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาตรฐานการศึกษาของชาติและ
กรอบคุณวุฒอิ าชีวศึกษาแห่งชาติเพือ่ พัฒนาฝีมอื ใหม้ ีสมรรถนะมีคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณ
วิชาชีพสามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและการประกอบ
อาชพี อสิ ระ
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูงพุทธศักราช 2563 ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิชา
เรียนท่กี ำหนดและนำผลการเรียนแตล่ ะวธิ ีร่วมกนั เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ความเขา้ ใจในหลักการวิธีการ
และการดำเนินงานมีทักษะการปฎิบัติงานตามแบบแผน เพื่อพัฒนากำลังคนระดับตามความต้องการ
ของตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพพร้อมกับเปิดโอกาสให้นักเรียนได้อย่างกว้างขวางเน้น
สมรรถนะเฉพาะดา้ นการปฏิบตั ิจริงสามารถเลอื กวธิ กี ารเรียนตามอธั ยาศัย
หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการกำหนดให้การศึกษามคี ุณภาพครอบคลุมอย่าง
น้อยสามด้านคือด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์และสมรรถนะทั่วไปและด้าน วิชาชีพพัฒนานวัตกรรม
กบั วิชาชีพเพือ่ ประยกุ ตใ์ ช้ในการปฏบิ ัติงานวางแผนและบริหารงานการผลิตหรือบรกิ ารในงานอาชีพ
หลักสูตรอุดมศึกษา(ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) เพื่อส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษา
สามารถจัดการศึกษาได้อยา่ งมีมาตรฐานและคณุ ภาพนำไปสู่การยกระดบั คุณภาพการจัดการศึกษาใน
การผลิตกำลังคนที่มีศักยภาพตอบสนองการพัฒนาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จะมุ่งเน้นผู้เรียนในการดำเนินงานที่เน้นการตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังทั้งใน
ปัจจบุ ันและอนาคต


Click to View FlipBook Version