THE HISTORY OF THE PELOPONNESIAN WAR
UNDERNEATH THE
PELOPONNESIAN
COMPILED AND EDITED BY
TANAPORN
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาเเละวัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์สากล
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
THE HISTORY OF THE PELOPONNESIAN WAR
โ ด ย น า ง ส า ว ธ น พ ร ย ศ อั ก ษ ร
โ ด ย น า ง ส า ว ธ น พ ร ย ศ อั ก ษ ร
ก่อนจะมาถึงสงครามเพโลพอนนีเซียน
การกบฎไอโอเนีย
ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล ได้เกิดเรื่องเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจ ระหว่าง
เอเธนส์กับอาณาจักรเปอร์เซีย ต้องกล่าวว่าโดยจิตวิญญาณประชาชาติของ
ชาวเอเธนส์นั้น มักคิดว่า พวกผู้คนที่อยู่นอกกรีกเป็นพวกไร้อารยธรรม คน
เถื่อน เรื้อนปั ญญา และนั้นก็เป็นสิ่งที่ผลักดันให้เอเธนส์มีเรื่องมีราวกับ
อาณาจักรเปอร์เซียที่ในช่วงนั้นถือว่าเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ไร้เทียมทานเลย
ทีเดียว และแน่นอน เกิดเลยเถิดไปเป็นสงคราม กรีก-เปอร์เซียในภายหลัง
ความขัดแย่งของคู่ชกคู่นี้ในครั้งแรกมาจากการที่เอเธนส์ได้ไปยุยงให้ชาวไอโอ
เนียที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเปอร์เซียก่อกบฎต่ออาณาจักร
เปอร์เซีย
ไอโอเนียนั้นเคยเป็นอาณานิคมของกรีก และต่อมา ถูกอาณาจักรเปอร์เซีย
เข้าปกครองโดยพระเจ้าไซรัสมหาราช หลังจากนั้น ชาวเอเธนส์นั้นรู้สึกไม่
พอใจที่เหมือนพี่น้องของพวกตนโดนรังแก เพราะมีพี่น้องชาวกรีกที่อยู่ในดิน
แดนไอโอเนียอยู่ด้วย จึงยุยงให้ชาวกรีกในไอโอเนียให้ก่อกบฏต่ออาณาจักร
เปอร์เซียที่ตอนนั้นพระเจ้าดาไรอัสมหาราชครองราชย์ และยังส่งกองทัพของ
ตนไปสนับสนุนฝ่ายกบฎ แต่ถึงกระนั้น การกบฎในครั้งนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แต่กลายเป็นเชื้อไฟชั้นยอดให้พระเจ้าดาไรอัสมหาราชนั้นคิดว่าเหล่ากรีกนั้น
เป็นเสี้ยนหนามต่ออาณาจักรเปอร์เซีย จึงสั่งบุกกรีซเพื่อจัดการกับชาวเอเธนส์
ที่หาเรื่องใส่ตัว เป็นสงครามกรีก-เปอร์เซียครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ผลคือ
ชาวเอเธนส์จัดการปล่อยหมัดสวนกลับ สกัดกองทัพของเปอร์เซียได้อย่างอยู่
หมัดที่ทุ่งมาราทอน แต่ครั้งนี้ ชาวสปาร์ตานั้นไม่ได้เข้าร่วมด้วยนะ ติดงาน
เทศกาลศาสนาของตัวเองอยู่
เมื่อสงครามครั้งแรกจบลง พระเจ้าเซอร์คซิส โอรสของพระเจ้าดาไรอัสมหาราช
จึงสานต่อความพยายามของพระราชบิดา โดยใช้เวลาอยู่หลายปีเพื่อจัดการเตรียม
กองทัพ ซึ่งใช้ทหารจำนวนสองแสนห้าหมื่นนาย เพื่อทำการบุกกรีกเป็นครั้งที่สอง
ในทางเอเธนส์ ที่เป็นเป้าหมายหลักของการบุกครั้งนี้ ก็รู้สึกใจบ่ดีกับบุกครั้งนี้ของ
อาณาจักรเปอร์เซีย จึงส่งทูตไปขอความช่วยเหลือจากฝั่ งสปาร์ตา ซึ่งในตอนนั้นเป็น
ช่วงที่ขวัญใจชาวมีมและ Pop Culture ของพวกเราอย่างพระเจ้าลีโอไนดัสที่ 1
กำลังครองราชย์อยู่ ในสปาร์ตาตอนนั้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือพวกที่เห็น
ด้วยกับพระเจ้าลีโอไนดัสที่ 1 ที่ต้องการจะส่งกองทัพไปช่วยเหลือเอเธนส์ แต่อีกฝ่าย
นั้นไม่ได้สนใจกับการบุกเปอร์เซียครั้งนี้ ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตน และก็ไม่เห็น
ว่าสปาร์ตาจะได้รับความเดือดร้อนอะไร
พระเจ้าลีโอไนดัสที่ 1 ต้องการจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายของสปาร์ตาที่เอาแต่กลัวหัวหด
และอ้างว่าไม่ใช่ธุระอะไรของตน ให้รู้สึกละอายใจบ้าง โดยการจัดกำลังกองทัพของ
ตนที่มีทหารชั้นหัวกะทิ เพียงสามร้อยคน โดยการนำทัพของพระองค์เอง เข้าไปยัน
กองทัพเปอร์เซียจำนวนสองแสนห้าหมื่นคนที่ช่องเขาเทอร์โมไพลี ซึ่งเป็นจุด
ยุทธศาสตร์ทางตอนเหนือของกรีซ และเหลือเชื่อที่พวกเขาสามารถต้านกองทัพ
เปอร์เซียได้เป็นเวลาสามวันถ้วน ก่อนจะสู้จนตัวตาย วีรกรรมของพวกเขากลายเป็น
เชื้อไฟ กำลังใจให้กองทัพกรีกที่เหลือ ที่สำคัญ เป็นการซื้อเวลาให้อพยพชาวเอเธนส์
ออกจากเมือง และให้กองทัพกรีกได้ตะเตรียมกองทัพเรือที่เป็นปั จจัยหลักในการ
ตัดสินผลแพ้ชนะของสงครามครั้งนี้ ในยุทธนาวีซาลามิสที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง โดย
หลังจากที่พ่ายแพ่ที่ยุทธการเทอร์โมไพลี ทางกองทัพเปอร์เซียได้รุกมาทั้งเอเธนส์
และเผาราบทั้งเมือง ซึ่งเหตุการณ์ยุทธการที่เทอร์โมไพลีที่ยังถูกกล่าวถึงมาจนทุกวัน
นี้ ในแง่ของความกล้าหาญ และในแง่ของทางการทหาร เรื่องความได้เปรียบของ
ภูมิศาสตร์ ความสามารถของตัวทหาร และอาวุธ อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ
อีกหนึ่งคนที่เป็นตัวแปรสำคัญในสงครามครั้งนี้ นอกจากพระเจ้าลีโอไนดัสที่ 1 ก็
คือ เธอมิสต์โอคลีส นักการเมืองของฝั่ งเอเธนส์ ผู้ที่ทำให้สปาร์ตายอมมาเข้าร่วม
การรบครั้งนี้ โดยทางเธอมิสต์โอคลีสรู้ดีว่าสปาร์ตาไม่มีทางเข้าร่วมสงคราม หาก
พวกตนไม่ได้เป็นผู้บัญชาการรบ เธอมิสต์โอคลีส จึงไปโน้มน้าวให้ชาวเอเธนส์มอบ
อำนาจการรบให้ทางสปาร์ตา ไม่ใช่เพียงอำนาจการสั่งการทางบก ยังรวมไปถึง
อำนาจการสั่งการในการรบทางน้ำอีกด้วย แม้ว่ากองทัพสปาร์ตาจะไม่ค่อยมีความ
เชียวชาญการรบทางน้ำเท่าเอเธนส์ก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้นเธอมิสต์โอคลีสยังอ่านเกมขาด ว่าทางพระเจ้าเซอร์คซิสจะต้องคิดว่า
หากต้องการเอาชนะเอเธนส์ พระองค์ต้องจับประชาชนชาวเอเธนส์ไว้เป็นเชลย จึง
จะได้รับชัยชนะที่เด็ดขาด อีกทั้งเธอมิสต์โอคลีสรู้ว่าถึงแม้ทางเอเธนส์จะได้สร้าง
ป้อมปราการไว้รับมือกองทัพเปอร์เซีย เอเธนส์ก็ไม่สามารถตั้งรับกับกองทัพ
เปอร์เซียได้เลยแม้แต่น้อย เธอมิสต์โอคลีสจึงเกลี้ยงกล่อมให้ชาวเอเธนส์ยอมรับ
ความจริงและอพยพออกจากเมืองไปยังเกาะแถวชายฝั่ ง เพื่อทั้งเป็นการอพยพ
เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนและเป็นการหลอกล่อกองทัพเปอร์เซียในคร่าว
เดียวกัน โดยการหลอกล่อดังกล่าว จุดประสงค์เพื่อให้กองเรือเปอร์เซียรุกเข้าไป
ยังช่องแคบซาลามิส จากแผนการที่ว่า กองเรือของเปอร์เซียมีขนาดที่ใหญ่ หาก
เข้ามาอยู่ในที่แคบ จะทำให้เสียรูปขบวน ทำให้ฝ่ายกรีกได้เปรียบ ซึ่งก็ได้ผลอย่าง
เด็ดขาด เมื่อกองเรือเปอร์เซียเข้ามาในช่องแคบซาลามิส กองเรือกรีกได้ทำการปิด
ล้อม ก่อนที่จะจัดการกองเรือเปอร์เซียได้อย่างอยู่หมัด
หลังจากได้รับชัยชนะจากยุทธการซาลามิส สองปีถัดมา ที่ยุทธการพลาเทีย
กองทัพของชาวสปาร์ตากับเอเธนส์ ได้บดขยี้กองทัพเปอร์เซียจนสิ้นลาย กองทัพ
กรีกใช้โอกาสที่กองทัพเปอร์เซียระส่ำระสาย นำกองเรือเข้าโจมตีกองเรือเปอร์เซีย
ในยุทธนาวียุทธนาวีมิเคลี ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกรีก ทำให้เกิดจุดเริ่มต้น
บาดแผลแห่งความขุ่นเคืองใจของระหว่างเหล่านครรัฐกรีกกับสปาร์ตา เอเธนส์ได้
ก่อตั้งสันนิบาตเดเลียน จุดประสงค์เพื่อร่วมกันต่อต้านเหล่ากองทัพเปอร์เซีย โดย
สันนิบาตเดเลียนยังคงทำสงครามเปอร์เซียต่อไปอีกเป็นเวลา 30 ปี หลังจากนั้น
สันนิบาตเดเลียนได้ปลดเอกไอโอเนียให้หลุดพ้นจากอาณาจักรเปอร์เซียใน
ยุทธการยูรีมีดอน แต่ความปราชัยของสันนิบาตเดเลียนต่อการกบฎในอียิปต์ ทำให้
สงครามกับเปอร์เซียหยุดชะงักไป และประกอบกับการรบครั้งต่อๆ มา ก็แพ้บ้าง
ชนะบ้าง ปะปนกันไป จนเมื่อทั้งสองฝ่ายได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพคัลลิอัส จึงสิ้น
จุดสงครามกรีก-เปอร์เซียอย่างเป็นทางการ
สงครามเพโลพอนนีเซียน
หลังจากจบสงครามกรีก-เปอร์เซีย สันนิบาตเดเลียนยังคงอยู่ ยังไม่ได้
หายไปไหน แถมยังขยายอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่ว
สงครามเพโลพอนนีเซียน เป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่าง
สองนครรัฐมหาอำนาจของดินแดนกรีซโบราณ คือ นครรัฐ เอเธนส์ และ
นครรัฐ สปาร์ตา โดยในช่วงเวลาดังกล่าว นครรัฐเอเธนส์มีกองทัพเรือที่
เข้มแข็งที่สุดและถือว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ในขณะที่นครรัฐสปาร์ตา
นั้น มีกองทัพบกที่เกรียงไกรยิ่งกว่านครรัฐใด ๆ เมื่อครั้งที่ จักรพรรดิเซิร์ก
ซีสมหาราช แห่ง จักรวรรดิเปอร์เซีย ยกทัพเข้ารุกรานดินแดนกรีซ เอเธนส์
และนครรัฐอื่น ๆ อีกหลายนครได้รวมตัวกันเป็น สันนิบาตดีเลียน
(Delian League) โดยมีเอเธนส์เป็นผู้นำ ซึ่งหลังจากสงครามครั้งนั้นสิ้น
สุดลงโดยเปอร์เซียล่าถอยกลับไปแล้ว สันนิบาตดังกล่าวก็ยังดำรงอยู่ โดย
สมาชิกต้องส่งเงินบำรุงสันนิบาตไปยังเอเธนส์ ซึ่งเอเธนส์จะมีสิทธิอย่าง
เต็มที่ในการใช้จ่ายเงินดังกล่าว
หลังจากจบสงครามกรีก-เปอร์เซีย สันนิบาตเดเลียนยังคงอยู่ ยังไม่ได้หายไปไหน
การได้เป็นผู้นำสันนิบาตดีเลียน ทำให้อำนาจของเอเธนส์ในดินแดนกรีซเพิ่มขึ้น
ประกอบกับเอเธนส์ประสบความสำเร็จในการค้าทางทะลจนเจริญรุ่งเรืองและ
มั่งคั่ง ในขณะเดียวกัน สปาร์ตาซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามกับเปอร์เซีย ก็
จับตามองเอเธนส์อย่างไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้นครทั้งสองมีการแข่งขันกันมาเป็นเวลา
นานแล้ว โดยเอเธนส์เป็นนครที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งให้เสรีภาพ
กับประชาชนมากกว่าสปาร์ตาที่ปกครองแบบเผด็จการทหาร ซึ่งหลังจากสงคราม
เปอร์เซียสิ้นสุดลง เอเธนส์ได้เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยไปยังรัฐอื่นๆสร้าง
ความไม่พอใจให้กับ
สปาร์ตาและนครรัฐที่ปกครองแบบเผด็จการอีกหลายนคร อีกทั้งความรุ่งเรือง
ของเอเธนส์ยังทำให้นครรัฐเหล่านี้เกิดความริษยาอีกด้วย เพื่อคานอำนาจกับ
เอเธนส์ ทางสปาร์ตาจึงได้ตั้งสันนิบาตเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian
League) ขึ้น โดยมีตนเองเป็นผู้นำ และด้วยเหตุนี้ สปาร์ตาจึงกลายเป็น
มหาอำนาจทางบก ส่วนเอเธนส์กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลและการแข่งขัน
ระหว่างสองฝ่ายก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ช่วงที่หนึ่ง
จุดแตกหักของทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นจากการที่นครคอรินธ์ซึ่งเป็นสมาชิกของสันนิ
บาตเพโลพอนนีเซียนเริ่มสร้างฐานการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแข่งกับนคร
เอเธนส์ จนต่อมาในปีที่ 431 ก่อนคริสตกาล คอรินธ์ก็เกิดข้อพิพาทกับนครคอร์
ซิราซึ่งอยู่ในสันนิบาตดีเลียน เอเธนส์ในฐานะผู้นำของสันนิบาตจึงเข้ามาช่วย
คอร์ซิรา ขณะที่คอรินธ์ขอความช่วยเหลือไปยังสปาร์ตา จนในที่สุดก็ลุกลาม
เป็นสงครามระหว่างเอเธนส์กับนครรัฐอื่น ๆในสันนิบาตเพโลพอนนีเซียน
ในช่วงสิบปีแรกของสงครามคือ ปีที่ 431 – 421 ก่อนคริสตกาล กำลังรบ
สำคัญของเอเธนส์คือกองทัพเรือ ส่วนสปาร์ตาคือกองทัพบก ซึ่งในช่วงต้นของ
สงครามทั้งสองฝ่ายมีกำลังสูสีกัน ทว่าต่อมาเกิดโรคระบาดในเอเธนส์ทำให้มี
ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนหลายพันคน รวมทั้งเพริคลีส ผู้นำคนสำคัญของ
เอเธนส์ ซึ่งผู้ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งคนใหม่ไม่มีความสามารถเทียบเท่า ทำให้
ภายในเอเธนส์เกิดแตกแยกเป็นสองพรรค คือ พรรคประชาธิปไตยที่มีคลีออน
เป็นผู้นำ กับ พรรคอนุรักษนิยมที่มีนิซิอัสเป็นผู้นำ
พรรคประชาธิปไตยได้ชัยในยุทธการที่สแปคทีเรีย จับเชลยชาวสปาร์ตาได้สาม
ร้อยคน ทว่าต่อมา กลับพ่ายแพ้ที่แอมฟิโปลิส จึงทำให้พวกอนุรักษนิยมเข้ายึด
อำนาจภายใน จากนั้นนิซิอัสจึงได้เจรจาสงบศึกกับสปาร์ตา อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าจะสงบศึกกันแล้ว สองฝ่ายก็ยังคงรบกันเป็นระยะ และในปีที่ 419 ก่อน
คริสตกาล เอเธนส์ก็ร่วมกับนครรัฐอื่น ๆ ทำสงครามกับสปาร์ตาที่แมนดิเนีย
และในปีต่อมา ฝ่ายสปาร์ตาก็ได้รับชัยชนะ
ช่วงที่สอง
ในช่วงเวลานี้ เอเธนส์มีผู้นำคือ อัลซิเบียดีส ซึ่งเป็นคนฉลาดแต่เห็นแก่ตัวและ
ไม่รักษาสัจจะ เขาเชื่อว่าตราบเท่าที่สงครามยังคงอยู่ ตัวเขาก็จะยังได้
ประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงพยายามทุกอย่างที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้น เช่น
การขยายอำนาจเข้าสู่ซิซิลีเพื่อเตรียมการปราบปรามนครซีรากูซา ซึ่งหากทำ
สำเร็จ เขาก็จะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นด้วย การกระทำดังนี้ ทำให้สปาร์ตาไม่พอใจ
เป็นอย่างมากและก่อให้เกิดสงครามครั้งใหม่ กองทัพเรือเอเธนส์ถูกโจมตีอย่าง
หนักที่ซีรากูซา เหล่าทหารถูกไล่ต้อนขึ้นบกและถูกบังคับให้เผาเรือของตน
พวกแม่ทัพถูกจับและถูกสังหารเกือบหมด
ช่วงที่สาม
ในปีที่ 414 ก่อนคริสตกาล หลังการพ่ายแพ้ที่ซีรากูซา เอเธนส์ได้ส่งกองทัพไป
โจมตีลาโคเนีย ทว่าถูกแม่ทัพไลแซนเดอร์ของสปาร์ตาเอาชนะได้ ความพ่าย
แพ้ครั้งนี้ทำให้อัลซิเบียดีสหมดอำนาจทางการเมือง ต่อมาทัพสปาร์ตาก็มี
ชัยชนะในการรบอีกครั้งที่เอกอสพอทาไม โดยสามารถทำลายทั้งทัพบกและทัพ
เรือของเอเธนส์ ทั้งจับเชลยได้ถึง 3,000 คน ทำให้นครเอเธนส์ต้องยอมแพ้
อย่างสิ้นเชิง ในปีที่ 404 ก่อนคริสตกาล
การพ่ายแพ้ในสงครามเพโลพอนนีเซียน ส่งผลให้เอเธนส์ถูกลดอำนาจลง
กลายเป็นนครรัฐชั้นสอง ภายใต้อำนาจของสปาร์ตาและได้รับอนุญาตให้มี
เรือรบได้เพียงสิบสองลำเท่านั้น ส่วนการปกครองก็เปลี่ยนเป็นคณาธิปไตย
โดยยอมให้สปาร์ตามาตั้งป้อมค่ายได้และหากมีใครขัดขวางก็จะถูกขับไล่ออก
จากเมือง ซึ่งแม้ว่าในภายหลัง เอเธนส์จะขับไล่อำนาจของสปาร์ตาออกไปได้
และกลับมาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่เอเธนส์ก็ไม่อาจกลับ
มารุ่งเรืองได้อีกเลยและสปาร์ตาก็กลายเป็นผู้นำของนครรัฐกรีซทั้งปวงโดย
เด็ดขาด
สรุปสงครามเพโลพอนนีเซียน
สงครามเพโลพอนนีเซียน หรือ สงครามเพโลพอนนีส
(431–404 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิเอเธนส์กับ
สันนิบาตเพโลพอนนีเซียนที่นำโดยสปาร์ตาสงครามนี้ออกเป็นสามช่วงโดยช่วง
แรกเรียกว่า "สงครามอาร์คีเดเมีย" (Archidamian War) เป็นการรุกราน
แอททิกาของกองทัพสปาร์ตา ในขณะที่ฝ่ายเอเธนส์ใช้กองเรือที่มีประสิทธิภาพ
โจมตีกลับ สงครามช่วงนี้จบลงในปีที่ 421 ก่อนคริสตกาล ด้วยสนธิสัญญา
สันติภาพนิซิอัส แต่ต่อมาในปีที่ 415 ก่อนคริสตกาล เอเธนส์กลับยกทัพบุกซีรา
กูซาบนเกาะซิซิลี แต่ล้มเหลว ช่วงที่สามของสงคราม สปาร์ตาได้สนับสนุนให้มี
การก่อกบฏขึ้นตามนครรัฐใต้อำนาจเอเธนส์ จนนำไปสู่ยุทธนาวีที่เอกอสพอทา
ไมที่เป็นจุดยุติสงครามในที่สุดเอเธนส์ยอมแพ้สงครามในปีต่อมา