สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก คำนำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบ 4,893 ตารางกิโลเมตร มีโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ๑๕๓ โรงเรียน สถานศึกษาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ผู้รับบริการประกอบไปด้วยผู้คน หลากหลายเชื้อชาติทำให้มีความแตกต่างและมีความหลากหลายด้าน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา อาหาร การแต่งกาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อีกทั้งการติดต่อระหว่าง สถานศึกษาในเขตพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ส่งเสริมการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาที่ได้กำหนดไว้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้จัดทำโครงการรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยได้คำนึงถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนที่มีความตระหนักรู้จักท้องถิ่นของตน สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงหวงแหนวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามที่สืบทอดกันมา จึงจัดทำ องค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน ๒ ด้าน คือด้านที่ ๑ ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑.สภาพทั่วไปของชุมชนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน ๒.ประวัติความเป็นมาของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ๓.สภาพเศรษฐกิจ ๔.สาธารณูปโภค ๕.แหล่งท่องเที่ยว ๖.แหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ๗.หน่วยงาน รัฐ/เอกชน และด้านที่ ๒ ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑.ชนชาติ/ชาติพันธุ์ ในชุมชน ๒.ศิลปวัฒนธรรม ๓.ภาษา/วรรณกรรม ๔.ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน ๕.ประเพณี/พิธีกรรม/ งานเทศกาล ๖.ศาสนาและความเชื่อ ๗.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ปราชญ์ท้องถิ่น คณะกรรมการจัดทำ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมจัดทำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นเรื่อง องค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ไว้ณ โอกาสนี้และหวังว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้สถานศึกษาได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรท้องถิ่นของตนเอง ตามบริบทของสถานศึกษา ผู้จัดทำ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บทนำ ค ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป 2 ศิลปวัฒนธรรม ๓ ภาษา/วรรณกรรม ๙ ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน ๑๔ ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ๑๖ ศาสนาและความเชื่อ ๒๔ ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ๒๗ ภาคผนวก ๓0
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก บทนำ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 ระบุไว้ว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของ ตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 มาตรา 7 ระบุว่า กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่ง ปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข รู้จักรักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และของประเทศชาติ รวมทั้ง ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถใน การประกอบอาชีพ รู้จักตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าภารกิจในการจัดการศึกษา นอกจากต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดความรู้คู่คุณธรรมแล้ว ยังต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพของ ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ชีวิตจริงของตนเองในท้องถิ่น เรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมา สภาพเศรษฐกิจ สังคมการดำรงชีวิต ภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดจนให้มีความรัก ความผูกพัน และ มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ต่อ การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตในสังคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ครอบคลุม พื้นที่รับผิดชอบ 4,893 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าไม้ และเป็นเขตชายแดน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นแนวยาวมีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร การจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีโรงเรียนที่อยู่ใน ความรับผิดชอบจำนวน 153 โรงเรียน การคมนาคมซับซ้อน และการติดต่อระหว่างสถานศึกษาเป็นไปด้วย ความยากลำบาก เนื่องจากสถานศึกษาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ผู้รับบริการ ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้มีความแตกต่างและมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา อาหาร การแต่งกาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน นักเรียนส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่เมื่อจบการศึกษาแล้ว จะเดินทางเข้าตัวเมืองเพื่อศึกษาต่อและประกอบอาชีพ คนวัยทำงานมีการย้ายถิ่นฐานเข้าไปในเมืองใหญ่ เนื่องจากแรงดึง (Pull force) ในด้านค่าตอบแทน ความเจริญในด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ จึงได้ เล็งเห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประเพณีทางสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจและภาคภูมิใจในตนเอง ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สามารถแสวงหาบทบาทใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ชุมชนท้องถิ่น นำไปสู่การคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาหรือ แก้ปัญหา ช่วยสร้างพลังผลักดันให้ชุมชนขับเคลื่อนไปในทางที่ดีสอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ของสังคมในปัจจุบัน โดยหลักสูตรท้องถิ่น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรัก ความหวงแหน และภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้คำนึงถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูผู้สอน สามารถนําสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก เกิดสัมฤทธิ์ผลบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง โดยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความตระหนักรู้จักท้องถิ่น ของตน สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงหวงแหนวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมา จึงได้จัดทำโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด เพื่อสำรวจ รวบรวมและจัดทำ ข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน ๒ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป และด้านที่ ๒ ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑. ชนชาติ/ชาติพันธุ์ในชุมชน ๒.ศิลปวัฒนธรรม ๓.ภาษา/วรรณกรรม ๔.ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน ๕. ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ๖.ศาสนาและความเชื่อ ๗.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน รวมทั้งสภาพ ปัญหาในชุมชน เพื่อจัดทำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นที่สถานศึกษาสามารถนำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ไปจัด ประสบการณ์ในหลักสูตรท้องถิ่นของตนเองตามบริบทของสถานศึกษา โดยครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การจัดทำองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์นี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ในด้านความหลากหลาย ของชาติพันธุ์ จำนวน 15 ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ เชียงดาว และ เวียงแหง โดยได้รวบรวมข้อมูลด้านชาติพันธุ์จากการสำรวจชุมชนของโรงเรียนต่างๆ ในสำนักงานเขต พื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 และตัวแทนครูจากทุกโรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 153 โรงเรียน ได้สังเคราะห์ข้อมูลในการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อเป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ของสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยโรงเรียนสามารถเลือก คัดสรร ในการนำองค์ความรู้ไปใช้ใน การจัดการเรียนการสอน และการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ต่อไป คณะผู้จัดทำ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑ 0 เผ่าปะโอ ปะโอ (พม่า: ပအ ိုဝ ်းလူမ ်း, ไทใหญ่: ပဢူဝ ်း) บ้างเรียก ต่องสู่ หรือ ต้องสู้ (พม่า: တ ောင သူ, กะเหรี่ยงโปตะวันออก: ံ င သူ, ก ะ เ ห ร ี ่ ย ง ส ะ ก อ : ီသူ) , กะเหรี่ยงดำ หรือ กะเหรี่ยงพะโค ปะโอ เกริ่นนำ กลุ่มชาติพันธุ์ปะโอ ชาวปะโอ หรือต่องสู้มีถิ่นเดิมอยู่ในแถบ เมืองตองยีเมืองปั่น ป๋างปี้ หนองอ้อ กิ่วเกาะ ในเขตรัฐฉานของพม่า ปะโอ หรือต่องสู้ หรือต่องสู่ หรือต่องซู่ เป็นกลุ่มชนที่อยู่กระจัดกระจาย ในตอนเหนือของประเทศพม่า เนื่องจากชาวต่องสู่ตั้งถิ่นฐานร่วมกับชาว ไทใหญ่ โดยชาวต่องสู้อยู่บนดอยและที่ราบเชิงเขา ส่วนชาวไทใหญ่อยู่ บริเวณที่ราบ ดังนั้นชาวต่องสู้จึงมีความสัมพันธ์กับชาวไทใหญ่ และมี วัฒนธรรมคล้ายไทใหญ่ ชาวไทใหญ่เรียกชาวต่องสู่ว่า “ต่องสู้” พม่า เรียกว่า “ต่องตู่” แปลว่า “ชาวดอย” หรือ “คนหลอย” แต่ชาวต่องสู้ไม่ ชอบให้เรียกคำนี้เพราะถือว่าเป็นคำไม่สุภาพ ชาวต่องสู้เรียกเชื้อชาติของ ตนเองว่า “ป่ะโอ่” หรือ ปะโอ แปลว่าชาวดอยเหมือนกัน เมื่อแยกคำแล้ว มีผู้สันนิษฐานที่มาของคำว่า “ป่ะโอ” ว่าน่าจะมาจากคำว่า “ผะโอ่” แปลว่าผู้อยู่ป่า เพราะในภาษาไทยคำตี่ คำว่า “อู่” แปลว่าอยู่ เมื่อชาว ต่องสู้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนล้านนา คนล้านนาเรียกตามชาวไท ใหญ่ แต่สำเนียงเปลี่ยนไปว่า “ต่องสู้” ชนเผ่านี้เดิมนั้น ไม่ได้ชื่อว่า “เผ่าปะโอ” แต่ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรื่อยมาและไม่มีผู้ใดทราบว่าสืบ เนื่องมาจากเหตุผลใด จึงทำให้มีการเปลี่ยนชื่อชนเผ่า ซึ่งก่อนที่จะเรียกว่า ปะโอ นั้น ก่อนหน้านี้ที่รู้จักกันว่า ต่องสู้ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนไม่ค่อยจะ รู้จักชนเผ่านี้เท่าไรนัก ซึ่งชนเผ่าที่เรียกว่าปะโอนี้ เป็นกลุ่มชนเผ่าที่รัก ความสงบ มีขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม มีภาษาพูดและภาษา เขียนเป็นของตนเอง มีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ปัจจุบันมี ถิ่นที่อาศัยอยู่ทางเขตรัฐฉาน ของประเทศพม่า และส่วนหนึ่งอยู่ใน ประเทศไทยทางภาคเหนือ ได้แก่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา เป็นต้น รูปภาพที่ 1 ชนเผ่าปะโอ รูปภาพที่ 2
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒ ชุดชนเผ่าผู้ชายเผ่าปะโอ ชุดชนเผ่าผู้ชายผู้หญิงเผ่าปะโอ ชุดชนเผ่าปะโอ 1.ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ที่ตั้ง ชนเผ่าปะโอ อาศัยและกระจายตัวอยู่ในพื้นที่หลายอำเภอทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย พื้นที่อำเภอฝาง มีจำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านเหมืองแร่ หมู่บ้านดงป่าลัน หมู่บ้านแม่คะ หมู่บ้านแม่งอนกลาง และหมู่บ้านปางควาย เขตพื้นที่อำเภอแม่อาย มีจำนวน 2 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านแม่ เมืองน้อย หมู่บ้านห้วยหลวงพัฒนา พื้นที่อำเภอไชยปราการ จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านต้นโชค บ้านใหม่หนองบัว บ้านถ้ำผาผึ้ง บ้านทา พื้นที่อำเภอเชียงดาว จำนวน 2 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านสบคาบ และ หมู่บ้านป่าบง และเขตพื้นที่อำเภอเวียงแหง จำนวน 1 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านเปียงหลวง การตั้งถิ่นฐาน ชาติพันธุ์ปะโอ (Pa-O) หรือต่องสู้ นั้น มีถิ่นเดิมอยู่ในแถบเมืองตองยี เมืองปั่น ป๋างปี้ หนองอ้อ กิ่ว เกาะ ในเขตรัฐฉานของพม่า เดิมเป็นกลุ่มชนที่อยู่กระจัดกระจายในตอนเหนือของประเทศพม่า เนื่องจากชาว ปะโอตั้งถิ่นฐานร่วมกับชาวไทใหญ่ โดยชาวปะโออยู่บนดอยและที่ราบเชิงเขา ส่วนชาวไทใหญ่อยู่บริเวณที่ราบ ดังนั้นชาวปะโอจึงมีความสัมพันธ์เป็นกลุ่มชนที่อยู่กระจัดกระจายในตอนเหนือของประเทศพม่า อยู่บนดอย และที่ราบเชิงเขา ได้อพยพมาจากพม่า ตั้งรกรากกระจายอยู่หลายพื้นที่ โดยพบว่า ชาวปะโอจะอพยพเข้ามา เส้นทางชายแดนบ้านนอแล จะกระจายตัวและตั้งถิ่นฐาน อยู่ในเขตพื้นที่ อำเภอฝาง อำเภอไชยปราการ และ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วยังพบว่า บางส่วนอพยพเข้ามาฝั่งพม่าบริเวณบ้านเมืองเตาะ รัฐฉาน ติด ชายแดนบ้านหลักแต่ง อำเภอเวียงแหง ชายแดนบ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จะกระจายตัว อยู่ในเขตพื้นที่บ้านเปียงหลวง ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓ การแต่งกาย การแต่งกายชาย การแต่งกายหญิง 2.ศิลปวัฒนธรรม 2.1 การแต่งกายของชาติพันธุ์ปะโอ ชุดแต่งกายของชาวปะโอทั้งหญิงและชายจะเป็นฝ้าฝ้ายทอมือ เป็นผ้าฝ้ายสีดำย้อมด้วยมะเกลือ หรือ อาจเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือสีกรมท่า ซึ่งแต่เดิมนั้นชาวปะโอก็ใช้ผ้าที่มีสีสันหลากหลายในการตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ เมื่อชาวปะโอสูญเสียอาณาจักร ซึ่งก็คือเมืองธรรมปุระ หรือ สุธรรมวดี หรือ สุวรรณภูมิ หรือ เมืองตะโถ่ง หรือ สะเทิม ทำให้บ้านเมืองถูกทำลายย่อยยับ พระมหากษัตริย์และราษฎรถูกต้อนเป็นเชลย ผู้คนต้องพบกับการ สูญเสีย บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย ชาวปะโอจึงพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสีดำนับตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา รูปภาพที่ 3 การแต่งกายของผู้หญิง และผู้ชายชาวปะโอ การแต่งกายของผู้ชาย การแต่งกายของผู้ชายจะมีผ้าพันหัว หรือ ผ้าโพกหัว มีหลากหลายสีสัน สมัยก่อนจะใช้ผ้าที่ทอขึ้นมาเอง ปัจจุบันจะใช้ผ้าทอสำเร็จรูป เสื้อจะเป็นเสื้อคอกลมแขนทรงกระบอก ผ่าอกตลอด ใช้กระดุมผ้าสอดกับห่วง มี กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกข้างซ้ายด้านนอกและด้านใน และตรงชายเสื้อด้านหน้าทั้งสองข้าง ส่วนกางเกงจะคล้ายกับ ชาวไทใหญ่ สวมกางเกงเป้าต่ำหรือเป้าหย่อนที่เรียกว่า เตี่ยวโหย่ง หรือโก๋นโฮง ขาทรงกระบอกใหญ่ ศิลปวัฒนธรรม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔ รูปที่ 4 การแต่งกายของผู้ชายชาวปะโอ การแต่งกายของผู้หญิง การแต่งกายของผู้หญิงจะมีลักษณะเป็นชั้นๆ เปรียบเสมือนเกล็ดพญานาค เพราะชาวปะโอ มีความเชื่อว่า เป็นลูกหลานนางพยานาค ผ้าโพกหัวของผู้หญิงชาวปะโอจะมีความโดดเด่นมากซึ่งจะมีหลากหลายสีสัน สำหรับเสื้อ จะแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ เสื้อตัวใน เรียกว่า แชงมู เป็นเสื้อคอวี แขนกุด ชายเสื้อยาวเลยสะโพก เดินด้ายสี ด้านหน้าและด้านหลังและบริเวณปลายแขน ส่วนเสื้อตัวนอก เรียกว่า แชงโข่ เป็นเสื้อคอกลมตั้ง ผ่าอกตลอด แขน ทรงกระบอก มีกระเป๋าด้านหน้าทั้งสองข้าง เสื้อตัวนอกนี้จะมีลักษณะชายเสื้อสั้น ชายเสื้อจะอยู่เหนือระดับผ้าถุง ผ้าถุงจะเป็นผ้าถุงยาว นุ่งแบบพับทบกันขวา –ซ้าย และจะมีผ้าหุ้มขา หรือ พันแข้ง หุ้มตั้งแต่บริเวณใต้หัวเข่าจนถึง ตาตุ่ม รูปภาพที่ 5 การแต่งกายของผู้ชายและผู้หญิงชนเผ่าปะโอ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕ ปิ่น (ปิ่นปักผม) ปิ่น (ปิ่นปักผม) ปะโอ เรียกว่า กะตู้แชะ ซึ่งเป็นเครื่องประดับของชนชาติปะโอ นอกจากจะเป็น เครื่องประดับแล้วยังเป็นเครื่องหมายบอกฐานะทางครอบครัว ในอดีตนั้นปิ่นจะทำขึ้นด้วยทองคำแท้ ๆ ดังนั้นผู้ ที่มีปิ่นปักบนหัวก็คือ คนที่มีฐานะทางการเงิน แต่ปัจจุบันปิ่นทำขึ้นจากวัสดุที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพง เช่น จากเครื่องเงิน กะไหล่อื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับที่จะคงอัตลักษณ์ไว้เท่านั้นและเนื่องจากปัจจุบันทองมีราคา ที่ค่อนข้างสูง คนทั่วไปไม่สามารถซื้อได้ และด้วยความเชื่อทางตำนานของชนชาติปะโอ ที่มีความเชื่อ เกี่ยวกับ นางพญานาคและวิจาซอจี (คนธรรพ์หรือ วิทยาธร) การแต่งกายของชายหญิงจึงมีความหมายที่สัมพันธ์กับ ความเชื่อดังกล่าวซึ่งปิ่นนี้มีสองลักษณะคือ อันหนึ่งจะมีรูปลักษณะแหลม นั่น หมายถึง หงอนของพญานาค อีกอันคือ มีลักษณะกลม นั่นหมายถึงดวงตาของพญานาค และมีการพกผ้าบนศีรษะในลักษณะเหมือนหัวนาค ใส่เสื้อลดลั่นกันเป็นชั้น ๆ เหมือนเกล็ดพญานาค ส่วนผู้ชายโผกผ้าบนศีรษะเป็นมวนกลม เหมือนดังวิจาซอจี (คนธรรพ์หรือ วิทยาธร) นั่นเอง ภาพที่ 4 ปิ่นปักผมผู้หญิง ที่มา : https://citly.me/zvOQA 2.2 วัฒนธรรมด้านอาหาร เนื่องด้วยชาวปะโอตั้งถิ่นฐานเป็นเพื่อนบ้านกับชาวไทใหญ่จึงมีการติดต่อไปมาหาสู่จนมีวัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกันรวมทั้งอาหารการกินก็มีส่วนคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะการใช้พืชผักเป็นวัตถุดิบ นอกจากนี้ยัง ได้รับอิทธิพลจากพม่า กะเหรี่ยง เป็นต้น อาหารชาวปะโอคล้ายคลึงคนไทใหญ่ เช่น ไก่อุ๊บ จิ๊นลุง น้ำพริกคั่ว ทราย โดยมีถั่วเน่าแข็บเป็นวัตถุดิบสำคัญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีอาหารยอดนิยมของชาวปะโอที่มีให้กินตามฤดูกาลโดยใช้ผักเป็นส่วนประกอบ เช่น ฮัน แคน ซอย หรือยำพริกสดที่ใส่ผักสดมากกว่า 10 ชนิด หรือ บั้ง กรู้ ยำหน่อไม้แบบชาวปะโอ ที่วัตถุดิบ ทั้งหมดสามารถหาได้ง่ายตามท้องตลาด และสามารถทำตามได้ที่บ้าน และ คงครม เป็นอาหารประเภทยำ ทำ จากมะเขือเปราะและมะเขือเทศ นำมายำรวมกัน ใส่ถั่วลิสง หอม กระเทียม อาหารชนิดนี้ชาวปะโอนิยม รับประทานหลังกลับจากการทำงาน เชื่อว่าเป็นอาหารเพิ่มพลัง รูปภาพที่ 6 ปิ่นปักผมผู้หญิง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖ ฮัน แคน ซอย ยำพริกสดที่ใส่ผักสดมากกว่า 10 ชนิด เฉี่ย(ฉย่า) ยา แก่ว หรือ อุ๊บไก่ อุ๊บหรืออุ๊ก เป็นอาหารของชาวไทใหญ่และชาวปะโอ เป็นการปรุงอาหารโดยการอบ ซึ่งจะ ปิดฝาและเคี่ยวเนื้อสัตว์จนนุ่ม น้ำแกงข้น น้ำน้อยเนื้อสัตว์ที่นิยมนำมาปรุงมีเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว น้ำพริกแกงประกอบด้วย พริกแห้ง หอม กระเทียม ขิง ตะไคร้ ถั่วเน่า บางสูตรจะใส่ผงมะสะหล่าหรือ หรือผงฮินเลที่ใช้ใส่ในแกงฮังเลด้วย แคนอ๊อก แคนอ๊อก" หรือ น้ำพริกถั่วเน่ารสแซบของชาวปะโอ เริ่มจากการตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช นำถั่ว เน่าบดลงไปผัดพอหอม แล้วใส่มะเขือเทศ พริกขี้หนู ผัดจนเป็นเนื้อเดียวกัน ปรุงรสด้วยเกลือ ใส่ ต้นหอมลงไปคลุก เสิร์ฟกับมะเขือเปราะและผักสด รสชาติของถั่วเน่าจะเข้ากันได้ดีกับรสเผ็ดร้อนของ พริกขี้หนู และรสเปรี้ยวจากมะเขือเทศ และหากคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วล่ะก็จะทำให้หลายคนที่ ได้ลิ้มลองเมนูอาหารง่ายๆ นี้ลืมไม่ลงอย่างแน่นอน รูปภาพที่ 7 ภาพฮัน แคน ซอย รูปภาพที่ 8 ภาพบั้ง กรู้ ยำหน่อไม้แบบชาวปะโอ รูปภาพที่ 9 ภาพเฉี่ย(ฉย่า) ยา แก่ว
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗ ถั่วเน่า ถั่วเน่าเป็นผลผลิตจากถั่วเหลือง ที่นำมาเป็นเครื่องปรุงอาหารแทน กะปิ หรือ ปลาร้า ถั่วเน่า แค้บ เป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของคนในสมัยโบราณ ที่มีวิธีการกินอย่างง่ายๆแต่มีประโยชน์ สาเหตุที่ ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน นิยมรับประทานอาหารที่ปรุงจากถั่วเน่า เพราะทำให้รสชาติอาหารอร่อยกลม กล่อม หอมกลิ่นถั่วเน่า นอกจากนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังมีพื้นที่การเพาะปลูกถั่วเหลืองเป็นจำนวน มาก ในพื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่บนภูเขาบางส่วน ในปัจจุบัน ถั่วเน่าแข็บ ได้กลายเป็นสินค้าที่สำคัญของ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของชาวไทใหญ่ เพราะชาวไทใหญ่จะ นิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงหลัก ของอาหารเกือบทุกชนิด ไม่ว่า แกง ผัด ทุกชนิด ยกเว้นประเภทเนื้อ และปลา จะไม่นิยมใส่ถั่วเน่าแข็บนอกจากนี้นิยมนำมาปรุงอาหารประเภทน้ำพริกทุกชนิด เช่น น้ำพริกผอง น้ำพริกน้อก น้ำพริกอุ๊บ น้ำพริกอ่อง เป็นต้น กรรมวิธีการผลิตถั่วเน่าแผ่น มีดังนี้ 1. การคัดเลือกเมล็ดถั่วและพืชพันธุ์ถั่วเหลือง พันธุ์ที่นิยมนำมาแปรรูป คือ พันธุ์ จอ 5 เพราะจะทำให้ถั่วเน่าแข็บมีน้ำหนักและต้มขึ้นหม้อ เวลานำมาบดเนื้อของถั่วเหลืองจะมีความละเอียดมาก จะ ได้รูปร่างแผ่นที่มีความสวยงาม และพันธุ์ถั่วเหลืองที่ไม่นิยมนำมาแปรรูปได้แก่ พันธุ์ 75 วัน เพราะมีน้ำหนัก เบา และเนื้อของถั่วเหลืองไม่ละเอียด 2. การต้ม ใช้เวลาในการต้ม 1 วัน หรือประมาณ 8 ชั่วโมง หากเป็นถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวมา ใหม่จะใช้เวลาต้มประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะในเมล็ดถั่วเหลืองมีมันอยู่ ทำให้ต้มสุกง่าย ถ้าหากเป็นถั่วเหลืองเก่า เก็บไว้นานจะมีความแห้งและใช้เวลาต้มนานกว่าถั่วเหลืองใหม่ นำถั่วเหลืองต้มกับน้ำเปล่าธรรมดา ปริมาณน้ำ รูปภาพที่ 10 ภาพแคนอ๊อก รูปภาพที่ 11 ภาพถั่วเน่า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘ ที่ใช้ต้มจะใช้ปริมาณมากกว่าถั่วเหลือง เพราะ เปลือกถั่วจะขยาย พองตัวใหญ่ขึ้นจึงใช้น้ำต้มปริมาณ มากกว่า วัสดุที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงคือฟืนแห้งที่หาได้ในธรรมชาติ 3. การหมัก หลังจากต้มสุกแล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ การหมักถั่วเหลืองที่จะแปรรูป ต้อง ขึ้นอยู่กับจำนวนวันหรือระยะเวลาหมัก ทั้งนี้ถ้าจะแปรรูปเป็นถั่วเน่าแผ่นต้องใช้เวลาหมัก 2 วัน เพราะทำให้ ไม่มีกลิ่นแรงเกินไป และผู้บริโภคนิยมกลิ่นอ่อนๆ ถ้าหมัก 3 วันอยู่ที่ความพอใจของลูกค้าที่หมักเป็นพิเศษ ใน ขั้นตอนการหมัก เมื่อหมักได้ที่ 2 – 3 วัน จะเกิดเชื้อรา ชาวไทใหญ่สามารถตักขึ้นมาปรุงเป็นอาหารได้ เรียก ขั้นตอนนี้ว่า “ถั่วเน่าซา” นำมาผัดใส่หมูสามชั้น หรือยำกับหอมแดง ใบสาระแหน่ รับประทานเป็นอาหาร หรือห่อใบตองย่างไฟ ก็รับประทานกับข้าวได้ การหมักจะนิยมหมักใส่กระสอบข้าว เพราะสามารถกะ ปริมาณของการทำถั่วเน่าแผ่นได้แม่นยำ ในสมัยโบราณนิยมหมักในโก๋ย (ตะกร้า) แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้น เพื่อความสะดวกสบาย หันมานิยมใช้กระสอบหมักแทน แต่คุณภาพการหมักยังเหมือนเดิม 4. การบด หลังจากหมักได้ที่แล้ว คือ 2 – 3 วัน ก็จะได้เป็นถั่วเน่าซา เสร็จแล้วเป็นขั้นตอน การบด อุปกรณ์การบดจะใช้เครื่องบดหรือโม่ มีลักษณะคล้ายๆเครื่องบดเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ต่อถั่วหมัก 1 กระสอบ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าช่วย (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2549: 6) อุปกรณ์มีดังนี้ คือ มอเตอร์ เครื่องบด สายพาน สาก (ไม้ตีพริก) กะละมังใส่ถั่ว และที่ตักเมล็ดถั่ว ในสมัย โบราณมีกรรมวิธีผลิตถั่วเน่าแผ่น สำหรับเก็บไว้ปรุงอาหารในครัวเรือน คือ ใช้วิธีโขลกกับครกให้ละเอียดแล้ว ทำเป็นแผ่นโดยใช้ใบไม้ที่มีขนอ่อนๆนิ่มๆ เรียก(ไม้ชนิดนี้ว่า “ตองฮุก”แทนพลาสติกในสมัยนี้) นำมาแผ่ถั่วเน่า ที่ปั้นเป็นก้อนกลม ให้บางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ขั้นตอนนี้เลิกทำกันแล้วเพราะผลิตได้ช้า 5. การแปรรูป นำถั่วที่บดและปั้นเป็นก้อนกลมแล้ว ใส่ภาชนะ อุปกรณ์ในการแปรรูป 5.1 ถุงพลาสติก สำหรับใส่หรือรองรับถั่วเน่าแผ่นที่แปรรูปเป็นแผ่น 5.2 กระดาษรองบนไม้ 5.3 ไม้อุปกรณ์ที่ออกแบบพิเศษสำหรับทับถั่วบดเป็นแผ่น เป็นไม้หนาประกบกัน 2 แผ่น ลักษณะคล้ายไม้หนีบกล้วยปิ้ง วิธีการแปรรูป มีดังนี้ 1. นำถั่วที่บดแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆขนาดเท่าผลมะนาว 2. นำถั่วที่ปั้นก้อนกลม 2 ก้อนวางบนแผ่นไม้ที่มีพลาสติกใสรองรับ 3. ออกแรงหนีบไม้ที่ประกบกัน กดแรงๆเพื่อให้ถั่วแบนราบ 4. นำถั่วที่หนีบเป็นแผ่นบาง ที่ได้ออกตากแดดจัด 5. การตาก เป็นกรรมวิธีหนึ่งที่สำคัญ อุปกรณ์ “แคง” หรือ ตะแกรงที่ทำจากไม้ไผ่ สานตาห่างๆระยะเวลาการตาก จะตากประมาณ 6 – 9 ชั่วโมง แล้วแต่ความจัดของแดด ถั่วเน่าเมื่อแห้งจัดจะ กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม 6. การเก็บรักษา ถั่วเน่าแผ่นจะเก็บไว้ได้นานประมาณ 1 เดือน อยู่ที่วิธีการเก็บ ของผู้บริโภค วิธีเก็บได้นาน ควรเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ถ้าเก็บในที่อับ จะทำให้ถั่วเน่าขึ้นรา หรือ วิธีการย่างไฟอ่อนๆ แล้วเก็บในภาชนะมิดชิดไม่ให้อากาศเข้าได้ก็จะเป็นวิธีที่จะเก็บถั่วเน่าได้นานยิ่งขึ้น การนำถั่วเน่ามาปรุงอาหาร ปกติจะต้องปิ้งถั่วเน่า ด้วยไฟอ่อนๆ หรือเพื่อความสะดวกอาจจะทอดด้วย น้ำมันแล้วแต่ชอบ เพื่อกลิ่นหอมเมื่อปิ้งเสร็จปล่อยให้เย็นแล้วนำไปโขลกกับเครื่องปรุงอื่นๆ หรือนำไปปรุง เป็นน้ำพริกต่าง ๆ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙ ภาษาปะโอ พยัญชนะปะโอ อักษรปะโอ พยัญชนะปะโอ อักษรปะโอ 3.ภาษา/วรรณกรรม 3.1 ภาษาที่มีตัวเขียน ภาษาปะโอจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน - ทิเบต ตระกูลภาษาย่อยทิเบต - พม่า สาขากะเหรี่ยง โดยมี การเรียงประโยคแบบ ประธาน - กริยา - กรรม ปะโอเป็นเพียงชนกลุ่มเดียวที่มีการพัฒนาภาษาเขียนขึ้น โดย Scott James Jorge กล่าวไววา “ชาวต่องสู้มีภาษาเขียนเป็นที่แน่ชัด แต่ผู้ที่สามารถอ่านได้นั้นน้อยยิ่งนัก แม้กระทั่งตอนนี้ไม่มีใครใช้ภาษานี้แล้วในรัฐฉาน” ผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ท่ามกลางชาวปะโอ ทางตอนใต้ของเมือง ตองจีระบุไวใน “The Pa-O people of Shan State, Union of Myanmar” โดยเห็นว่าใน 2 หรือ 3 ของ สิ่งที่เก่าที่สุด (วัดวาอารม) ทั้งภายใน และใกล้กับเมืองสะทุง ในจดหมายเหตุภาษาเขียน ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่ามี อยู่ในสมัยโบราณ ซึ่งข้อเท็จจริง 2 ประการที่ทำให้เชื่อว่าภาษาเขียนปะโอมีอายุเป็นร้อย ๆ ป คือ 1) ภาษาถูกเขียนลงบนเอกสารสีเหลืองและผุพัง ซึ่งเป็นกระดาษหนังเหนียว 2) ความจริงที่ว่าภาษาเขียนมีลักษณะโบราณซึ่งแม้พระสงฆ์ก็แทบไม่เข้าใจ และฆราวาสยิ่งไม่เข้าใจ อย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนปีคริสต์ศตวรรษที่ 1950 วาภาษาปะโอมีการเขียนมานานกว่า 800 ปหรืออาจจะมากกว่า นั้น ทั้งนี้ลักษณะแบบการเขียนภาษาปะโอเป็นสิ่งที่พัฒนามากที่สุดในยุคที่อารยธรรมปะโอรุ่งเรืองก่อนที่เมือง ท่าตอนจะถูกทำลายในพุทธศตวรรษที่ 1057 ถาหากในกรณีนั้นภาษาเขียนปะโอก็น่าจะมีอายุมากกว่าพันปี เลยทีเดียว นอกจากนี้ภาษาปะโอแตกต่างจากภาษาพม่า และภาษาชนชาติพันธุกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในประเทศ พม่าซึ่งมีเป็นร้อยภาษา ทั้งนี้ภาษาปะโอมีเสียงสระมากกว่าภาษาพม่าและมีเสียงวรรณยุกต์ในพยางค์ 6 เสียง ในขณะที่ภาษาพม่ามีเพียง 3 เสียงวรรณยุกต์ ปัจจุบันชาวปะโอบางคนอาจใช้ภาษาไทใหญ่ หรือภาษาพม่า มากกว่าใช้ภาษาปะโอในชีวิตประจำวัน เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงชนไทใหญ่ รวมทั้งรับวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่มาแทบ ทั้งสิ้น ภาษา/วรรณกรรม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๐ กล่าวโดยสรุป ชาวปะโอเป็นกลุ่มประชากรในตระกูลอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลจีน-ทิเบต ซึ่งมีภาษา เขียนและภาษาพูดเป็นของตนเอง แต่จะสามารถใช้ภาษาไทใหญ่ และภาษาพม่าเป็นหลักในการสื่อสาร ตัวอย่างภาษาปะโอ ชื่อวรรค วรรค สิถิล (သိထိလ) ธนิต (ဓနိတ) โฆษะ (လဟု) นาสิก (နိဂ္ဂဟိ တ) ก ั ณ ฐ ช ะ ( က ဏ္ဍ ဇ ) วรรค กะ (ကဝဂ ) က /k/, ก ခ /kʰ/, ข ဂ /ɡ/, ค (ออก เสียง ก ก้อง) ဃ/ɡ/, ฆ ( อ อ ก เสียง ก ก้อง) င /ŋ/, ง ကကကီ်း [ka̰dʑí] ခ တ ခ ်း [kʰa̰ ɡwé] ဂ င ယ [ ɡa̰ ŋɛ̀] ဃကကီ်း [ɡa̰dʑí] င [ŋa̰] ต า ล ุ ช ะ ( ောလို ဇ ) วรรค จะ (စဝဂ ) စ /s/, จ ( อ อ ก เสียง ซ) ဆ / sʰ/ , ฉ (ออกเสียง ซ พ่นลม) ဇ /z/, ช (ออก เสียง ซ ก้อง) ဈ /z/ , ฌ ( อ อ ก เสียง ซ ก้อง) ဉ / ည /ɲ/, ญ ( อ อ ก เสียง ย นาสิ ก) စလံို်း [sa̰lóuɴ] ဆလ မ [sʰa̰ lèiɴ] ဇခ ွဲ[za̰ɡwɛ́] ဈမ ဉ်းဆ ွဲ[za̰ mjɪ̀ɴ zwɛ́] ညကကီ်း [ ɲa̰dʑí] ม ุ ท ธ ช ะ (မို ဒ္ဒဇ) ဋ /t/, ฏ ဌ /tʰ/, ฐ ဍ /d/, ฑ (ออก เสียง ด) ဎ / d/, ฒ ( อ อ ก เสียง ด) ဏ /n/, ณ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๑ วรรค ฏะ (ဋဝဂ ) ဋသန လ င ်းခ [ ta̰ təlɪ́ɴ dʑeiʔ] ဌဝမ ်းဘွဲ[tʰ a̰wʊ́ɴ bɛ́] ဍ ရ င တ က ော က [ da̰ jɪ̀ɴ ɡauʔ] ဎတရမှု [da̰jè m̥ouʔ] ဏကကီ်း [na̰dʑí] ท ั น ต ช ะ ( ဒ္ န္တ ဇ ) วรรค ตะ ( ဝဂ ) /t/, ต ထ/tʰ/, ถ ဒ္ /d/, ท (ออก เสียง ด) ဓ /d/, ธ (ออกเสียง ด) န /n/, น ဝ မ ်း ပူ [ ta̰ wʊ́ɴ bù] ထဆင ထူ်း [tʰa̰sʰɪ̀ɴ dú] ဒ္ တ ထ ်း [ da̰ dwé] ဓတအ ောက ခခ က [ da̰ ʔauʔ tɕʰaiʔ] နငယ [n a̰ŋɛ̀] โ อ ฏ ฐ ช ะ (ဩဌဇ ) วรรค ปะ (ပဝဂ ) ပ /p/, ป ဖ /pʰ/, ผ ဗ /b/, พ (ออก เสียง บ) ဘ/ b/ , ภ ( อ อ ก เสียง บ) မ /m/, ม ပ တ စ ောက ( [ pa̰ zauʔ]) ဖဦ်းထိုပ ([p ʰa̰ ʔóuʔ tʰouʔ]) ဗထက ခခ က ် ( [ ba̰ lɛʔ tɕʰaiʔ]) ဘ ကို န ်း ( [ ba̰ ɡóuɴ]) မ [ma̰] เศษวรรค อ ว ร ร ค (အဝဂ ) ယ /j/, ย ရ /j/, ร (ออก เสียง ย ใน ส ำ เ น ี ย ง กลาง) လ/l/, ล ဝ /w/, ว သ /θ/, ส ( อ อ ก เสียง ซ แลบ ลิ้น) ယပက လက [j a̰pɛʔ lɛʔ] ရတကောက ်[ ja̰ɡauʔ] လ င ယ [ la̰ ŋɛ̀] ဝ်[wa̰] သ်[θa̰] ဟ/h/, ห ဠ /l/, ฬ အ/ʔ/, อ ဟ်[ha̰] ဠကကီ်း [la̰dʑí] အ [ʔa̰]
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๒ พยัญชนะปะโอ อักษรปะโอ paoh below./Letters paoh ပအို၀္း စာေးပ รูปภาพที่ 12 พยัญชนะปะโอ อักษรปะโอ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๓ 3.2 ภาษาที่ไม่มีตัวเขียน ภาษาที่ไม่มีตัวเขียนคือ ภาษาปะโอที่ใช้สนทนาในชุมชนเดียวกัน 3.3 วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้านของชาวปะโอที่เล่าสืบต่อกันมา ได้แก่ - ตำนานเมืองของปะโอ (ซอจีและพญานาค) - กะเหรี่ยงและปะโอเป็นพี่น้องกัน เป็นต้น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๔ 4.ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน 4.1 ภูมิปัญญา ในอดีตชาวปะโอมีการสมุนไพรในการรักษาโรค โดยปัจจุบันก็ยังมีการใช้สมุนไพรอยู่ โดยเฉพาะ สมุนไพรสำหรับนำมาให้คนที่พึ่งคลอด อาบหรืออบ เพื่อบรรเทาอาการปวดและเพื่อป้องกันให้ไม่เจ็บป่วย หลังจากคลอดบุตร แต่ในปัจจุบันคนที่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรต่าง ๆ มีน้อยลง หรือบางคนสามารถไปหา สมุนไพรได้แต่ไม่รู้จักชื่อ และไม่สามารถถ่ายทอดได้เพราะรู้เพียงแค่สรรพคุณและวิธีใช้เท่านั้น ยารักษาโรคของชาติพันธุ์ปะโอ ใช้สมุนไพรจากรากไม้นำมาบดและอัดเป็นแท่ง เมื่อมีอาการเจ็บป่วยจะนำ สมุนไพรรากไม้อัดแทงมาละลายน้ำหรือบดเป็นผง ทานเพื่อปรับสมดุลธาตุในร่างกาย รูปภาพที่ 13 สมุนไพรรากไม้อัดแท่ง เผ่าปะโอ ยารักษาโรค ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๕ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาโรค โดยเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาของชาวไทใหญ่ เช่น ถ้าเป็นงูสวัดจะให้ หมอมนต์พื้นบ้านเสกคาถาและใช้ใบพลู เช็ดตรงตำแหน่งที่เป็นแผลที่เป็นก็จะหาย ถ้าประสบอุบัติเหตุ กระดูกหักให้หมอมนต์หรือหมอกระดูกเสกคาถาใส่น้ำมันงาทากระดูกก็จะติดกันหายสนิทโดยไม่ต้องผ่าตัด ชาวปะโอ นิยมปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ เป็นบ้านแบบมีใต้ถุนโล่ง มีขนาดไม่ใหญ่นัก หลังคามุงด้วยใบตอง ก๊อ พื้นบ้านและฝาบ้านทำด้วยไม้ฟาก หรือฝาบ้านอาจเป็นไม้ขัดแตะเพื่อความทนทานยิ่งขึ้น หรือหากมีฐานะดี ก็จะสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง โดยการสร้างบ้านมักมีระเบียงไว้ต้อนรับแขกหรือเพื่อนฝูง หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ทอผ้า เป็นต้น ในบ้านชาวปะโอมักจะมีหิ้งพระไว้สำหรับวางพระพุทธรูปเพื่อกราบไหว้บูชา นอกจากนี้บาง บ้านเรือนอาจจะแยกห้องครัวออกไปต่างหาก และบางบ้านอาจจะมียุ้งข้าวที่ทำด้วยไม้ไผ่สานทาด้วยดินผสม กับขี้ควายอยู่ภายในบ้าน -
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๖ ประเพณีปอยเซีย๊งลอง ประเพณีการแห่ตน้เกีย๊ะ พิธีแต่งงานของชาติพันธุ ์ปะโอ 5.ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล 5.1 การเกิดของชาติพันธุ์ปะโอ การเกิดของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ ก่อนคลอด ห้ามรับประทานของแสลง เช่น หน่อไม้ ผักชี ของร้อนใน เช่น ลิ้นชี้ฟ้า และพืชหรือเนื้อที่มีกลิ่นแรงๆ และห้ามทำงานหนัก การคลอดบุตร การคลอดของชน เผ่าปะโอในอดีตนั้น นิยมทำคลอดด้วยหมอตำแย แต่ปัจจุบันการคมนาคมสะดวกสบายขึ้นจึงนิยมไปคลอดที่ โรงพยาบาล และในชุมชนแม้จะยังมีหมอตำแยอยู่แต่ก็ทำคลอดไม่ไหวแล้วเนื่องจากอายุเยอะและไม่มีผู้มารับ ช่วงต่อ โดยในการคลอดจะใช้ผิวไม้ไผ่ที่คมๆ ตัดสายสะดือ และต้มน้ำเพื่อผสมให้อุ่นไว้คอยล้างตัวเด็ก หลังคลอดบุตร หลังจากคลอดแล้วก็จะหาสมุนไพรต่างๆ มาต้มอาบ โดยจะต้มอาบประมาณ 2-3 วัน และจะต้องนั่งสุ่มอบสมุนไพร 1-3 วัน วันละ 7 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง นอกจากนั้นหลังคลอดแล้วจะต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน ผักและผลไม้ รวมถึงเนื้อสัตว์ บางอย่างห้ามรับประทานเด็ดขาด บางอย่างต้องรอให้ผ่านไป 3 เดือน 6 เดือน หรือบางอย่างต้องรอให้ครบ 1 ปี เช่น ผักชี หน่อไม้ ถึงจะรับประทานได้ โดยมีความเชื่อว่าหากรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้เจ็บป่วย หรือ ลูกไม่สบาย หรือจะไม่สบายหลังจากอายุมากแล้ว ซึ่งแรกๆ ผักและเนื้อสัตว์หลายๆ อย่างจะรับประทานไม่ได้ นอกจากหัวปลีกล้วย ขิง ข่า หมูทอด ไก่ย่าง หลังจากคลอดแล้ว 1 เดือน ชาวปะโอจึงจะทำการตั้งชื่อปะโอให้ลูก พร้อมทั้งอาบน้ำเดือน โดย มีการเชิญ คนเฒ่า คนแก่ รวมถึงญาติสนิท มิตรสหาย มาทำการผูกข้อมือให้เด็กด้วยด้ายสายสิญจน์ ซึ่งบางคน ก็จะซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับแม่และเด็ก รวมถึงอาหารเสริม ของบำรุงต่างๆ มาให้ หรืออาจจะมัดเงินไปกับ ด้ายสายสินจน์เพื่อรับขวัญเด็กก็ได้ การตายและการทำศพของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ การตายและการทำศพของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ ตายในช่วงเช้าจะทำพิธีตอนเช้าและฝังก่อน เที่ยงเท่านั้น หากตายหลังเที่ยงจะต้องทำพิธีตอนบ่าย และฝังในวันถัดไป เมื่อมีการตายในหมู่บ้านจะหยุดงานที่ กำลังทำทุกอย่างเพื่อที่จะมาช่วยงานศพกันทั้งหมู่บ้าน บางส่วนก็จะช่วยทำโลงศพ บางส่วนก็จะช่วยทำอาหาร ต้อนรับแขก เตรียมหมู ไก่ ข้าวปุ๊ก หากครอบครัวผู้เสียชีวิตมีฐานะดีก็จะตั้งศพไว้ 3 วัน แต่หากฐานะไม่ดีก็ อาจจะตั้งศพไว้ 1 - 2 วัน พอตกเย็นก็นิมนต์พระมาสวดตามหลักศาสนาพุทธ แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ห่างไกล จากวัดต่างๆ และพระสงฆ์ในแต่ละวัดมีจำนวนไม่มาก การนิมนต์พระมาสวดศพ จึงไม่สามารถกำหนดเป็นเลขคู่ ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๗ คือ 4 หรือ 8 แบบชาวพุทธ ในเขตภาคกลางได้ การนิมนต์พระมาสวดศพ อาจนิมนต์พระจำนวน 4 , 5 , 6 องค์ ขึ้นอยู่กับว่าพระในวัดใกล้เคียงมีพระอยู่กี่องค์ หรือบางครั้งอาจนิมนต์เพียงแค่ 1 องค์ เนื่องจากทั้งวัดมี พระเพียงแค่องค์เดียว หรืออาจจะนิมนต์มากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าภาพ การประกอบพิธีศพ เป็นการประกอบพิธีศพแบบฝัง และจะทำพิธีแบบเงียบๆ ในวันฝังศพก็จะมีการ เคลื่อนศพไปแบบเงียบๆ ไม่มีขบวนแห่ ไม่มีเครื่องดนตรีบรรเลง และเคลื่อนศพมาถึงบริเวณหน้าป่าช้า จากนั้น ก็จะนิมนต์พระมาสวดศพ ก่อนที่จะฝังก็นำน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพแล้วก็ทำการฝัง หลังเสร็จพิธีก่อนที่ผู้ร่วมพิธี จะเดินทางกลับก็จะมีการเตรียมน้ำขมิ้นส้มป่อยไว้ให้ผู้ร่วมพิธีล้างมือ ล้างหน้า ล้างเท้า หรือประพรมร่างกาย เพื่อขับไล่ภูติผีปีศาจ สิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งที่ไม่ดี ออกจากร่างกาย หรือไม่ให้ติดตามออกไปจากบริเวณป่าช้า การสู่ขวัญ เรียกขวัญ หรือ คร่องยาว เวลาที่มีคนในหมู่บ้านไม่สบาย รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวหาย สามวันดี สี่วันไข้ ชาวปะโอจะเชื่อว่าขวัญของคนนั้นอาจจะไปอยู่ที่อื่น ก็จะทำพิธีเรียก ขวัญหรือคร่องยาว โดยนำข้าวสารมาใส่จานหรือถ้วย แล้วเอาไข่ใส่ลงไป เสร็จแล้วนำไม้ไผ่มาทำเป็นตัวยูแล้ว มัดด้วยเชือกทั้งสองด้าน แล้วพยายามยกไข่ขึ้นมาให้ได้ โดยให้ไข่นั้นตั้งตรงไม่ล้มหรือไม่ร่วง โดยจะต้องทำให้ได้ หากไข่ล้ม หรือร่วง ก็จะพยายามใหม่จนกว่าจะสำเร็จ เพื่อเป็นการเรียกขวัญผู้ที่ป่วยให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว การแต่งงาน ก่อนแต่ง เมื่อหญิงชายรักกันชอบกัน ฝ่ายชายก็จะให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ไปสู่ขอฝ่ายหญิง ส่วนสินสอดนั้นบิดามารดาของฝ่ายหญิงก็จะเป็นฝ่ายเรียก โดยในอดีตจะเรียกเป็นทอง จะเรียกมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับฐานะของฝ่ายชายหรือแล้วแต่จะตกลง ส่วนการจัดงานจะจัดยิ่งใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับฐานะของ ครอบครัวทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ถ้าตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ร่วมกินข้าวปลาอาหารกัน แล้วหลังจากนั้นจะ มอบหมายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปดูฤกษ์ดูยาม วันแต่งวันเตรียมงาน วันเตรียมงานก็จะมีการเตรียมข้าวปลาอาหารไว้รับรองแขกที่จะมาร่วมงาน วันแต่ง ในวันแต่งงานก็จะมีการนิมนต์พระเพื่อมาเจริญพระพุทธมนต์และให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาวในการ ดำรงชีวิตคู่เพื่อความเป็น สิริมงคลแก่ชีวิตสืบต่อไป ส่วนบางพื้นไม่มีการนิมนต์พระทำพิธีก็มีโดยให้ผู้ใหญ่ใน หมู่บ้าน/ชุมชนเป็นผู้ประกอบพิธีแต่จะนำสำรับกับข้าวไปส่งที่วัดแทน ในสมัยก่อนนั้นการแต่งงานจะเป็นแบบดั้งเดิม มีพิธีการง่ายๆ คือ ให้ญาติผู้ใหญ่ คนที่เคารพนับถือ รวมถึง ญาติสนิท มิตรสหายมาผูกข้อมืออวยพรให้ แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการจัดงานที่ใหญ่ขึ้น โดยมีขั้นตอนพิธี แต่งงานดังนี้ ขั้นตอนพิธีแต่งงาน 1. เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวเตรียมเครื่องประกอบด้วย หมาก พลู ข้าวหมัก และกล้วยหวีที่มี ลูกครบคู่ สำหรับไปขออนุญาตแต่งงาน และไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านให้เป็นพยานในการขออนุญาต แต่งงานจากหัวหน้าคนหนุ่มให้หัวหน้าคนหนุ่มแกะห่อหมากพลู ห่อใบชา ใบยาสูบซึ่งพิธีนี้ต้องให้หัวหน้าคน หนุ่มเป็นคนแกะให้เท่านั้นจึงจะเป็นงานแต่งที่สมบูรณ์ 2. พิธีในวันงานแต่งผู้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินไปสู่พิธีแล้วตามมาด้วยเพื่อนของเจ้าบ่าว เจ้าสาว และผู้เป็นพ่อแม่ของเจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติที่มาในงาน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๘ 3. เพื่อนของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่พ่อแม่ยังมีชีวิตครบสมบูรณ์ผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงหนึ่ง คนต้องแกะห่อหมากพลูข้าวหมักและห่อใบยาสูบอีกครั้ง 4.ผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่งรดน้ำสังข์ให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและอวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวทั้งสองจง มีความซื่อสัตย์ต่อกันและกันแล้วให้คู่บ่าวสาวป้อนข้าวกัน 5. เจ้าบ่าวเจ้าสาวทั้งสองแสดงความเคารพต่อพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายนั้นก็จะ กล่าวอวยพรให้พร้อมกับผูกข้อมือและรดน้ำสังข์แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวทั้งสอง 6.ผู้หลักผู้ใหญ่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวแต่งงานกันโดยเอาสายสิญจน์ผูกมัดโยงกันแล้วประกาศว่า ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว 7.ผู้มีเกียรติที่มาในงานทยอยมาอวยพรและผูกข้อมือให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมมอบ ของขวัญให้แก่คู่บ่าวสาว 8.ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากเสร็จจากพิธีแต่งงานแล้ว เวลาเข้าห้องหอจะต้องผ่านด่านหนุ่ม สาว โดยต้องจ่ายค่าผ่านทางซึ่งก็แล้วแต่คนหนุ่มสาวจะเรียกว่าต้องการเท่าใด รูปภาพที่ 14 พิธีแต่งงานของชาวปะโอ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๙ รูปภาพที่ 15 ผูกข้อมืออวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาว 5.2 ประเพณีของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ ประเพณีวันงานรำลึกบรรพชน วันงานรำลึกบรรพชน หรือ "ปอยแด่นซีหล่าบ่วย" จะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษของชาวปะโอในอดีตที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ผู้ซึ่งให้การสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่นจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานในปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อให้ชาวปะโอ เยาวชนคนรุ่นใหม่ของชาวปะโอได้เรียนรู้และทราบถึงประวัติความเป็นมาของชาวปะโอ และ ความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปะโอตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ว่ามีความสำคัญอย่างไร และมีผลต่อการดำรงชีวิตของตนเองและครอบครัวอย่างไร รวมถึงจะอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามเหล่านี้อย่างไรเพื่อที่จะได้ไม่สูญหาย ให้คงอยู่ชั่ว ลูกชั่วหลานสืบต่อไป พร้อมทั้งเป็นการสร้างความสามัคคี และรำลึกถึงชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ไทย ที่ชาวปะโอได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้อยู่อย่างสงบร่มเย็นดังเช่นใน ปัจจุบันนี้ ภายในงานช่วงเช้าก็จะมีการทำบุญตักบาตร และทอดกฐินซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาว ปะโอซึ่งมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งชาวปะโอได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีใจบุญและทำ ทานอยู่เสมอ จะคอยสร้างวัดที่โน่นที่นี่อยู่เป็นประจำ สำหรับขบวนกฐินของชาวปะโอก็จะมีข้าวของ เครื่องใช้ต่าง ๆ แต่ที่โดดเด่นก็จะเป็นต้นกฐินที่ต้องใช้คนช่วยกันแบกหลายคน และยอดกฐินจะอยู่สูง โดยชาวปะโอจะบอกว่าเพราะพระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดพระมารดาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ ชาว ปะโอเลยต้องทำยอดกฐินให้สูงๆ เพื่อที่จะได้รับเสด็จพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ซึ่ง เมื่อก่อนจะใช้ไม่ไผ่ยาวๆ ปล่อยให้สูงขึ้นไป แต่ปัจจุบันนี้ก็อาจจะไม่สูงมาก และอาจจะทำในลักษณะ ของจองพาราแทน เพื่อที่จะได้เป็นการแห่จองพาราไปในตัวด้วย หลังจากทอดกฐินแล้วก็จะมีการ ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์และรับศีลรับพร จากนั้นก็จะมีการแสดงต่าง ๆ ของชนเผ่าปะโอ พร้อมทั้งมีการร้องรำทำเพลงและมีมหรสพ รื่นเริงตลอดงาน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๐ รูปภาพที่ 16 ขบวนแห่กฐินในงานวันรำลึกบรรพชน ประเพณีปอยลูเมโบ่ออกพรรษา ประเพณีปอยลูเมโบ่ออกพรรษา กลุ่มชาติพันธุ์ปะโอจะไปทำบุญที่วัดและ ดำหัวผู้ใหญ่ในวันออก พรรษา และเป็นการเฉลิมฉลองวันออกพรรษาโดยแห่ขบวนไปวัดและในรอบหมู่บ้านพร้อมทั้งดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อเป็นพุทธบูชา โดยวันออกพรรษาจะนับจากความสว่างของดวงจันทร์ เดือนแจ้ง ( แรม 15 ค่ำ ) ก่อนวันดำหัวทุกบ้านจะทำขนมสำหรับให้แขกที่มาดำหัวผู้ใหญ่ในบ้าน และจะเริ่มดำหัวผู้ใหญ่ใน บ้านก่อจากนั้น จะดำหัวผู้ใหญ่ในชุมชนหมู่บ้านตนเอง คล้ายกับการดำหัวของคนพื้นเมือง ประกอบด้วย ธูป ดอกไม้ และเงิน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๑ รูปภาพที่ 17 ประเพณีปอยลูเมโบ่ออกพรรษา พิธีแห่ต้นเกี๊ยะ การจัดงานแห่ต้นเกี๊ยะจัดในช่วงวันแรม 14 ค่ำ เดือน 11 โดยจะนำต้นเกี๊ยะ (ต้นแปก) มาตกแต่งให้สวยงาม เพื่อเข้าร่วมการประกวดกับทางเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ขบวนแห่จะเริ่มตั้ง ตั้งแต่ตลาดนัดวันอาทิตย์หรือถนนรุ่งเรืองการค้า ถึงวัดจองคำ และนำถวาย เวลาเริ่มแห่ประมาณ 15.00 น. ขบวนจะมีการจัดตกแต่งต้นแปกของแต่ละแห่งให้ดูสวยงามจะมีการแสดง การก้าลาย ก้าแลว กิ่งกะหล่า ก้าโต ซึ่งเป็นศิลปะของไทใหญ่ที่อยู่คู่กับชาวแม่ฮ่องสอนมานาน ขบวนแห่จะมี การแห่ไปตามท้องถนน เมื่อขบวนไปถึงหน้าวัดจองคำจะมีการนำต้นเกี๊ยะของแต่ละแห่ง มาเรียงกัน อยู่ที่หน้าวัดจองคำ จากนั้นก็ได้มีการนำเอาสายสิญจน์มามัดรอบต้นเกี๊ยะตั้งแต่ต้นแรกจนถึงต้น สุดท้าย แล้วจะมีการพ่วงสายสิญจน์อีกเส้นขึ้นไปบนวัด จากนั้นประธานในพิธีก็จะนำไหว้พระและ รับศีล เมื่อเสร็จจากการรับกรรมทานศีลแล้วจะมีการกล่าวคำถวายต้นเกี๊ยะ (ต้นแปก) และพระสงฆ์ ก็จะกล่าวคำอนุโมทนาเป็นภาษาบาลี เมื่อพระสงฆ์กล่าวเสร็จตัวแทนของแต่ละแห่งก็จะไปจุดต้น เกี๊ยะที่หน้าวัด สุดท้ายก็จะมีการขอขมาพระสงฆ์ แต่บางแห่งก็จะนำต้นเกี๊ยะไปจุดยังวัดหรือหมู่บ้าน ของตน หรือวัดใกล้เคียง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๒ รูปภาพที่ 18 ประเพณีการแห่ต้นเกี๊ยะ ประเพณีปอยเซี๊ยงลอง พิธีบรรพชาอุปสมบท เป็นพิธีทางสงฆ์ปฏิบัติเหมือนกับท้องถิ่นอื่นทุกประการ การบรรพชา นิยมทำกันในตอนบ่าย สำหรับการอุปสมบทนั้นนิยมทำกันในตอนเช้ามืดเลียนแบบการออกผนวชของ เจ้าชายสิทธัตถะ โดยขบวนส่างลองเจ้าไปในศาลาการเปรียญหรือวิหารที่ใช้เป็นที่บรรพชาอุปสมบท ส่างลองเดินเข้าไปนั่งเรียงแถวหน้าพระอุปัชฌาย์ กราบพระอุปัชฌาย์ 3 ครั้ง เมื่อพร้อมกันแล้วหัน หน้ามากราบ 3 ครั้ง แล้วรับผ้าจีวรจากบิดา มารดา หรือพ่อข่าม แม่ข่าม (พ่อ แม่อุปถัมภ์) ซึ่งแสดง ถึงความผูกพันและสนับสนุนกันระหว่าง พ่อ แม่ กับลูก เสร็จแล้วหันกลับไปหาพระอุปัชฌาย์ เปล่ง วาจาขอบรรพชา พระอุปัชฌาย์รับผ้าจีวรไปแก้ห่อและนำผ้าอังสะ หรือผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งในห่อผ้าจีวร คล้องคอส่างลอง เพื่อนำไปให้เปลี่ยนเครื่องส่างลอง และพระภิกษุจะช่วยนุ่งผ้าจีวรให้ พร้อมกลับมา เปล่งวาจาขอรับศีล 10 และขอนิสัย พระอุปัชฌาย์ให้ศีลบอกกัมมัฏฐานและให้โอวาทส่างลอง ซึ่ง ได้กลายเป็นเหล่ากอของสมณะ คือสามเณรเป็นเพศพรหมจรรย์สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์เป็นผู้เข้า สู่เส้นทางดำเนินไปสู่สิ่งสูงสุดทางพุทธศาสนา คือพระนิพพานตามปณิธานของเจ้าภาพและผู้บรรพชา ที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก ได้ยอมเสียสละทรัพย์ที่ไม่จีรังเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่จะบรรลุถึงอริยทรัพย์อันจีรัง ยั่งยืนตลอดไป หลังจากเสร็จพิธีจะมีเทศนา 1 กัณฑ์ เจ้าภาพใหญ่เจ้าภาพร่วมและผู้มาร่วมงานในพิธี ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี หลังจากนั้น หากมีคณะโบกไพ (บ้องไฟ) มา ร่วมงานก็จะนำโบกไพไปจุด เมื่อจุดเสร็จเจ้าของจะนำโบกไพไปรับ “อะซู” จากเจ้าภาพ บางทีอาจมี ส่างลองพาง (ส่างลองปลอม) คือคนธรรมดาแต่งกายเลียนแบบส่างล่องแห่ไปด้วย จะมีการ “เฮ็ด กวาม” ขอ “อะซู” จากเจ้าภาพซึ่งเจ้าภาพจะมอบรางวัลให้เป็นเงินแถมยังเลี้ยงข้าวปลาอาหาร สำหรับเงินที่ได้นั้นคณะโบกไพจะนำไปซื้อเครื่องใช้ไม้สอยถวายวัดหรือบางทีก็ทำเป็นต้นผ้าป่าถวายวัด ต่อไป
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๓ รูปภาพที่ 19 ประเพณีปอยเซี๊ยงลอง ประเพณีการขึ้นปีใหม่ของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ การขึ้นปีใหม่ของปะโอจะถือเอาวันรำลึกบรรพชนเป็นวันขึ้นปีใหม่ และจะถือทั้งวันสงกรานต์และวัน ขึ้นปีใหม่ ชาวปะโอ นิยมปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ เป็นบ้านแบบมีใต้ถุนโล่ง มีขนาดไม่ใหญ่นัก หลังคามุงด้วยใบตอง ก๊อ พื้นบ้านและฝาบ้านทำด้วยไม้ฟาก หรือฝาบ้านอาจเป็นไม้ขัดแตะเพื่อความทนทานยิ่งขึ้น หรือหากมีฐานะดี ก็จะสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง โดยการสร้างบ้านมักมีระเบียงไว้ต้อนรับแขกหรือเพื่อนฝูง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ทอผ้า เป็นต้น ในบ้านชาวปะโอมักจะมีหิ้งพระไว้สำหรับวางพระพุทธรูปเพื่อกราบไหว้บูชา นอกจากนี้บาง บ้านเรือนอาจจะแยกห้องครัวออกไปต่างหาก และบางบ้านอาจจะมียุ้งข้าวที่ทำด้วยไม้ไผ่สานทาด้วยดินผสม กับขี้ควายอยู่ภายในบ้าน แต่ด้วยสภาพปัจจุบันความเจริญเริ่มเข้ามาแทนที่ บ้านเรือนของชาวปะโอจึงเริ่ม เปลี่ยนเป็นบ้านแบบสมัยใหม่ที่ทำด้วยปูน หลังคามุงสังกะสี หรือกระเบื้อง โดยยังคงเห็นบ้านเรือนที่ยังเป็น แบบดังเดิม หรือบ้านเรือนแบบผสมผสานบ้าง รูปภาพที่ 20 บ้านเรือนของชาวปะโอ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๔ ปอยลูเมโบของชาวปะโอ งานบุญประเพณี การนับถือศาสนาพุทธ 6.ศาสนาและความเชื่อ 6.1 การนับถือผี ชาวปะโอนั้นไม่มีการนับถือผี ในชุมชนชาวปะโอจะมีศาลเจ้าสำหรับรุกขเทวดาเพียงที่เดียวคือศาลเจ้า เมือง ภาษาปะโอเรียกว่า ศาสนา ซึ่งหมายถึงศาล นั่นเอง การนับถือศาสนาพุทธของชาวปะโอนั้นมีมาตั้งแต่ ดั้งเดิม และนับถือศาสนาพุทธก่อนที่ชาวปะโอจะได้มาอาศัยร่วมกับชาวไทยใหญ่เสียอีก (กรอบสาระการเรียนรู้ ท้องถิ่นโรงเรียนบ้านแม่คะ, 2566, น. 127) “เลี้ยงผี หรือ ลื่อลู” ชาวปะโอนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก จึงผูกพันและมีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ ภูตผี ปีศาจ ผู้ที่คอยดูแล ปกปัก รักษา ดลบันดาลในเรื่องต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจน ผีเจ้า เมือง ผีดิน ผีป่า ผีน้ำ ผีประจำไร่ นา ผีบ้านผีเรือน จะระมัดระวังมิให้มีการลบหลู่เกิดขึ้นเป็นอันขาด ซึ่งหาก เกิดการลบหลู่ขึ้นมาก็จะเป็นการนำภัยพิบัติ โชคร้าย หรือสิ่งที่ไม่ดีมาสู่ตน ญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูง หรือ อาจจะทำให้เกิดเหตุเภทภัยกับคนทั้งหมู่บ้านได้ จึงมีพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงผี โดยจะมีพิธี เลี้ยงผีตามวาระต่าง ๆ แบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากมากนัก เช่น ทำกระทงใบตองเล็ก ๆ ใส่หมาก พลู ยาเส้น อาหาร คาวหวาน แล้วนำไปวางไว้ยังที่ที่จะเลี้ยงผี บางอย่างก็จะทำพิธีเอง แต่บางอย่างก็จะให้หมอตะเลี๊ยบ เป็นผู้ทำ พิธีให้ ยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยงผีบ้านผีเรือน ก็อาจจะทำพิธีเอง แต่หากเป็นการเลี้ยงเจ้าเมืองหรือเลี้ยงผีตาม เรือกสวนไร่นา หรือเหมืองฝาย รวมทั้งหอเจ้าที่เจ้าทางต่าง ๆ ที่ตนนับถือ ก็อาจจะให้หมอตะเลี๊ยบเป็นผู้ทำพิธี เรียกขวัญ หรือ คร่องยาว เวลาที่มีคนในหมู่บ้านไม่สบาย รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวหาย สามวันดี สี่วันไข้ ชาวปะโอจะเชื่อว่าขวัญของคนนั้นอาจจะไปอยู่ที่อื่น ก็จะทำพิธีเรียกขวัญหรือคร่อง ยาว โดยนำข้าวสารมาใส่จานหรือถ้วย แล้วเอาไข่ใส่ลงไป เสร็จแล้วนำไม้ไผ่มาทำเป็นตัวยูแล้วมัดด้วยเชือกทั้ง สองด้าน แล้วพยายามยกไข่ขึ้นมาให้ได้ โดยให้ไข่นั้นตั้งตรงไม่ล้ม หรือไม่ร่วง โดยจะต้องทำให้ได้ หากไข่ล้ม หรือร่วง ก็จะพยายามใหม่จนกว่าจะสำเร็จ เพื่อเป็นการเรียกขวัญผู้ที่ป่วยให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว (กรอบ สาระการเรียนรู้ท้องถิ่นโรงเรียนดงป่าลัน, 2566, น. 1๕) ศาสนาและความเชื่อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๕ เปต๊าง ชนเผ่าปะโอมีความเชื่อในเรื่องของการดูดวง ดูฤกษ์ ดูยามเช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชนโดย ทั่วๆ ไป โดยจะเรียกว่า เปต๊าง หรือการดูดวง ดูฤกษ์ ดูยาม เหมือนกับของไทย ซึ่งก็มีตำราเหมือนกับตำรา พรหมชาติ ไว้สำหรับดูดวง ดูฤกษ์ ดูยาม การตั้งชื่อ และการจัดงานทั่ว ๆ ไป เปต๊าง จะใกล้เคียงกับภาษาไท ใหญ่ ว่า เป่ต่าง โดยมีที่มาจากภาษาพม่า ว่า เป่ติ่น แปลว่า การทำนาย หรือการพยากรณ์รวมทั้งการดู โชคชะตาราศี ที่เชื่อว่าเป็นลายแทงของชีวิต โดยมีหมอตะเลี๊ยบ เป็นผู้ทำนายหรือพยากรณ์ เปต๊างแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ ประเภทที่ 1 เรียกว่ามหาปุ๊กแต่ง (หลักมหาภูติ) ซึ่งเป็นตำราพม่า หากเป็นตำราของ ชาวไตเรียกว่า “ก่าลาไต” มหาปุ๊กแต่ง เป็นหลักที่ใช้เลข 7 ตัวพยากรณ์ โดยใช้หลักกาลโยค นำจุลศักราช (จศ.) เป็นตัวตั้งหารด้วย 7 แล้วนำเศษที่เหลือไปตั้งไว้ที่พังคะ สำหรับพังคะนั้นในหลักมหาภูมิเป็นรูปร่างของ คนมี 7 จุดด้วยกัน คือ หัว อก แขนซ้าย แขนขวา ขาซ้าย ขาขวา และอวัยวะเพศ (จุดที่ถ่ายออก) นับตาม หลักการของตำราแล้วทายปีที่ตกตามทักษาประจำปีประเภทที่ 2 เรียกว่า ตำราโหราศาสตร์ ในภาคเหนือ นิยมใช้ตำราของพม่า เป็นหลักที่ว่าด้วยตำแหน่งของดาวเคราะห์ในจักรวาล เฉพาะที่เป็น เส้นทางเดินของดวง อาทิตย์ ซึ่งจะแบ่งเส้นทางเดินได้ 3 ฤดู โดยมีหลักอยู่ว่า ตำแหน่งดาวเคราะห์ ในเวลาที่เกิดอยู่ตรงไหน กับดาว เคราะห์ที่โคจรมาในปัจจุบัน ดูว่าขัดกันหรือไม่ ถ้าขัดกันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษ ถ้าดูของหาย ก็จะดู วัน ดูยามที่มาถาม เอาวัน เดือน ปีเกิดของผู้ถามมาคิดคำนวณด้วย นับยามเป็นเกณฑ์ แล้วทายทักไปตามนั้น (กรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นโรงเรียนบ้านต้นโชค, 2566, น. ๒๓) 6.2 ศาสนา/ลัทธิ ชาวปะโอมีวัฒนธรรมและภาษาร่วมรากกับชาวกะเหรี่ยง แต่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นหลัก เช่นเดียวกับชาวพม่า มอญ และไทใหญ่ ชาวปะโอมีอุปนิสัยและการแต่งกายอย่างไทใหญ่ สามารถใช้ภาษาไท ใหญ่ควบคู่กับภาษาตัวเอง และบางคนก็มีจิตสำนึกว่าเผ่าของตนเป็นชาวไทอีกกลุ่มหนึ่ง ชาวปะโอจะมีประเพณีหนึ่งที่จัดขึ้นในระหว่างช่วงเทศกาลออกพรรษาถึงลอยกระทง คือประเพณี ปอยลูเมโบ (ลู = ถวาย เม (อ่านว่า เม๊)= ไฟ โบ่ = บัว หรือ บัวประทีป เรียกอีกอย่างได้ว่า ประเพณีถวายโคม ประทีป ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับประเพณีดับไฟเทียนของไทใหญ่ ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมาจากบรรพชนเป็นเวลาช้า นาน โดยชาวปะโอจะมีการแห่โคมบัวประทีปในช่วงกลางคืน อวดแสงเทียนที่ซ่อนอยู่ภายในโคมกระดาษแก้ว หลากสี สวยงามประทับใจยิ่งนัก ประกอบกันดนตรีมีจังหวะจะโคนที่เร้าใจ บางคนอดใจไม่ได้จนต้องวาดลีลา ตามเสียงดนตรีนั้นกันอย่างครึกครื้น ซึ่งก่อนวันงานชาวปะโอจะมาช่วยกันประดิษฐ์โคมไฟ โดยเอาไม้ไผ่มาทำ โครงคล้ายกลีบบัว แล้วใช้กระดาษแก้วสีสดใสมาทาด้วยกาวและติดลงไป ตรงกลางของดอกบัวจะมีช่องไว้เพื่อ ปักเทียนไขขนาดกลาง เพื่อจุดถวายเป็นพุทธบูชา ความเชื่อในการจัดประเพณีถวายโคมบัวประทีป ซึ่งชาวปะโอถือเป็นการเฉลิมฉลองต้อนรับองค์ พระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ หลังจากที่พระองค์ทรงเทศนาโปรดพระมารดาบนสวรรค์ในช่วง เข้าพรรษา อีกทั้งยังเป็นการฉลองให้คนที่ได้ถือศีลนอนวัดถวายตัวเป็นพุทธมามกะตลอดสามเดือนที่ผ่านมา โดยถือสัจจวาจาอย่างแน่วแน่ ลูก ๆ หลาน ๆ จึงได้จัดงาน ปอยลูเมโบ่ ให้ ในอีกความหมายหนี่งก็คือ ให้โคม ไฟเป็นดวงประทีปส่องสว่างนำไปสู่ความสุขในกาลข้างหน้านั่นเอง (กรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นโรงเรียนบ้าน แม่คะ, 2566, น. 127 – 128)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๖ - รูปภาพที่ 21 ปอยลูเมโบของชาวปะโอ ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ : o เวลานอนป่าอย่าทำสิ่งที่ไม่ดี เช่น ห้ามพูดคำหยาบ หรือตลกมากก็ไม่ได้ อย่าใช้ช้อนตักน้ำใน ลำห้วยมาดื่ม อย่าใช้หม้อแกงไปตักน้ำจากลำห้วย o เวลาไปหาฟืนห้ามลากฟืน ให้แบกฟืนกลับมาเท่านั้น เพราะจะเป็นการนำทางให้สิ่งที่ไม่ดีเข้า มาในหมู่บ้าน หรือเข้ามาทำร้ายผู้ที่ไปหาฟืนเอง o ห้ามเหยียบเตาไฟ o หลังจากกลับจากเข้าป่าแล้วเจ็บป่วยไม่หายต้องขอขมาโดยการจุดธูปเทียน และทำกระทง ใบตองใส่ข้าวสารอาหารแห้ง ของคาวหวาน เพื่อขอขมา o วันพระห้ามเข้าป่าล่าสัตว์และห้ามเข้าป่าเพื่อไปหาของป่า o ในวันพระให้พูดแต่สิ่งดีๆ ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกัน และควรเข้าวัดทำบุญ รับศีล รับพรจาก พระ ควรไหว้ศาลเจ้าเมือง ไหว้ผีบ้าน ผีเรือน และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตลอดจนอุทิศ ส่วนกุศลให้กับญาติสนิทมิตรสหายและเจ้ากรรมนายเวร เพื่อความเป็นสิริมงคล และจะได้ พบกับความสุขความเจริญ (กรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นโรงเรียนบ้านต้นโชค, 2566, น. 23)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๗ เครือ่งดนตรชีาตพินัธุป์ะโอ การแสดง ลาย / ไหล่ การแสดง กิว๊ลาย 7.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน 7.1 ดนตรีพื้นบ้าน เครื่องดนตรีของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ เป็นเครื่องดนตรีทั่วไป ซึ่ง ประกอบด้วย กลองยาว ฆ้อง ฉาบ ฉิ่ง ตะเลงริด (ขลุ่ย) กังสะดาน หรือ ยะกั๊ง ซึ่งจะใช้ในงานวัฒนธรรมและประเพณี ทั่วไป เช่น งานบุญ งานแต่ง งานบวช ทอดกฐิน รวมทั้ง วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีอีกหนึ่งอย่าง คือ ขะหย่า ซึ่งมีลักษณะเหมือนหีบเพลง ซึ่งก็จะใช้ในงานต่างๆ เช่นกัน และในสมัยก่อนก็จะใช้ในการจีบสาว แต่ปัจจุบันมี ผู้ที่เล่นเป็นเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน รูปภาพที่ 22 เครื่องดนตรีชาติพันธุ์ปะโอ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๘ เพลงของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ “เง้าแต้ก” บางครั้งก็อาจจะมีเพียงแค่ฝ่ายชายร้องเพียงแค่คนเดียว ซึ่งหากมีเพียงแค่ฝ่ายชายก็จะเป็น การร้องแบบขับลำนำ เพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถี ชีวิต การถูกกดขี่ หรือเพื่อปลูกจิตสำนึกรักชาติรักเผ่าพันธุ์ 7.2 นาฏศิลป์พื้นบ้าน การเต้นรำของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ “ลาย / ไหล่” เป็นการร่ายรำ โดยประยุกต์มาจากการต่อสู้ด้วยมือเปล่ามาใช้ในการร่ายรำประกอบ ดนตรีเพื่อความสวยงาม ซึ่งเมื่อองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงเสด็จกลับจากโปรดพุทธมารดาบนสรวงสวรรค์ เมื่อพระพุทธเจ้ากลับคืนสู่โลกมนุษย์ประชาชนต่างชื่นชมยินดีและจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆ และในงาน เทศกาลก็มีการไหล่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีต่าง ๆ ของชาวปะโอ ซึ่งไหล่นี้นอกจากจะเป็นการร่ายรำแล้วยัง เป็นการออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย แถมยังเป็นการฝึกการต่อสู้ไปในตัวอีกด้วย สำหรับไหล่นี้ จะสามารถร่ายรำได้ทุกเพศทุกวัย และจากการแสดงในกิจกรรมหรืองานประเพณีต่างๆ เด็กๆ ก็จะรับและสืบสานไหล่ไปโดยปริยาย รูปภาพที่ 23 ภาพการแสดง ลาย / ไหล่ “กิ๊วลาย” เป็นการร่ายรำ โดยประยุกต์มาจากการต่อสู้ด้วยดาบมาใช้ในการร่ายรำประกอบดนตรีเพื่อ ความสวยงาม บางครั้งก็จะมีการเอามีดแกล้งเฉือนคอตัวเองให้ดูหวาดเสียว กิ๊วลายเกิดจากการที่เมื่อก่อนชาว ปะโอต้องมีการสู้รบอยู่เสมอ บางครั้งมีงานบุญ หรืองานใด ๆ ก็ตาม ก็จะมีการแสดงศิลปะและความสามารถ ของตนเองให้ผู้อื่นได้ชม ก็มีการร่ายรำและหลังๆ มาก็จะมีการตีกลอง ฉิ่ง และฉาบประกอบ จนกลายเป็น กิ๊วลายที่เป็นการร่ายรำประกอบดนตรีในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงแล้วยังมีการสืบสานศิลปะการ ต่อสู้ให้แก่ชนรุ่นหลังอีกด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๙ รูปภาพที่ 24 ภาพการแสดง กิ๊วลาย การเต้นรำ หรือร่ายรำ ที่ประยุกต์มาจากวิถีชีวิต นอกจากนี้แล้วชาวปะโอก็ยังมีการประยุกต์วิถีชีวิต เช่น การทำไร่ ทำนา เก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นท่า เต้นรำหรือร่ายรำเพื่อแสดงหรือต้อนรับแขกในงานต่าง ๆ อีกด้วย 7.3 การละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นของชุมชนชาติพันธุ์ปะโอ กล้องกล่อง กล้องกล่องเป็นการนำไม้ไผ่ผ่าซีกมาตีกระทบสลับบนล่าง สลับไปสลับมาให้เป็นทำนอง โดยบางครั้งจะมีการตีคู่กับตะลองริดหรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ ด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๐ ภาคผนวก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๑
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๒
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๓
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๔
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๕
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๖
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๗
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๘
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๙
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๐
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๑
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๒
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๓