เกณฑห์ ลกั สูตรการฝึกอบรมแพทยป์ ระจำบ้าน
เพอ่ื วุฒิบัตรแสดงความรูค้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรม
สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน
ฉบบั พ.ศ. ๒๕๖๑
โดย
คณะอนกุ รรมการฝกึ อบรมและสอบ
เพอื่ หนงั สอื อนมุ ัติและวุฒบิ ตั รแสดงความรคู้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน
สมาคมเวชศาสตร์ป้องกนั แหง่ ประเทศไทย
คำนำ
จากการท่ีแพทยสภา ได้กำหนดใหม้ ีการดำเนนิ การปรับปรุงหลกั สูตรฝึกอบรมความรูค้ วามชำนาญใน
การประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยให้สอดคลอ้ งกับเกณฑ์มาตรฐานสากลสำหรบั แพทยศาสตร์ศกึ ษาของ
World Federation for Medical Education (WFME) เพ่อื ให้การฝึกอบรมแพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญใน
การประกอบวชิ าชพี เวชกรรม เป็นไปอยา่ งมีมาตรฐาน มีการสอนและการประเมินอยา่ งเปน็ ระบบ ตลอดจนมี
ประสทิ ธิภาพสูงสุดนัน้ คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน
จึงไดท้ ำการทบทวนและปรบั ปรงุ หลักสตู รใหเ้ ป็นไปตามแนวทางการฝกึ อบรมของ World Federation for
Medical Education (WFME) โดยยดึ หลักการตอบสนองตอ่ ความต้องการทางสาธารณสขุ ของประเทศ และมี
ความกา้ วหนา้ ทันสมัยเหมาะกบั สถานการณโ์ ลก เน้นการดำเนนิ การเชงิ รกุ ดา้ นการส่งเสรมิ สขุ ภาพจิต การ
ป้องกนั ปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวช และการบำบัดฟน้ื ฟูผูม้ ีปญั หาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวชที่พบบ่อย ทง้ั ใน
ระดบั บคุ คล ครอบครวั ชุมชน และประชาชน รวมทง้ั ผสมผสานงานสุขภาพจติ แบบองคร์ วมทงั้ รา่ งกาย จติ ใจ
สังคม ให้เช่อื มโยงกับวิถีชีวิต สอดคล้องกบั สภาพสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ตอบสนองต่อ
เปา้ หมายยุทธศาสตร์สขุ ภาพจิตแหง่ ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) คอื การท่ี “ประชาชนมปี ญั ญา อารมณ์
ดี และมีความสุข อยใู่ นสงั คมอย่างทรงคณุ คา่ ”
คณะอนกุ รรมการการฝึกอบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน หวงั เปน็
อยา่ งยิง่ ว่าการปรับปรุงหลกั สูตรฯ ในครง้ั นี้จะช่วยเปน็ แนวทางในการผลิตแพทยเ์ วชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนง
สุขภาพจติ ชมุ ขน ทีม่ ีความรู้ ทักษะ เจตคติทีด่ ี มีคุณธรรมและจริยธรรม และรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม สามารถนำเอา
ความรู้ และประสบการณจ์ ากการฝกึ อบรมไปพฒั นาต่อเนอื่ งเกิดประโยชน์แกป่ ระเทศชาติสบื ไป
นายแพทยห์ ม่อมหลวง สมชาย จกั รพนั ธ์ุ
ประธานคณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบ
เพือ่ วุฒบิ ตั รฯ สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน
สมาคมเวชศาสตร์ปอ้ งกันแห่งประเทศไทย
สารบญั
คำนำ หน้า
สารบัญ 1
หลกั สตู รและเกณฑ์การฝึกอบรมแพทย์ประจำบา้ นสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน (สขุ ภาพจติ ชมุ ชน) 3
สมาคมเวชศาสตร์ป้องกนั แห่งประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๑ 5
๑. ชื่อหลกั สตู ร 5
๒. ชอ่ื วุฒิบัตร 5
๓. หน่วยงานท่ีรบั ผดิ ชอบ 5
๔. พันธกจิ ของการฝึกอบรม/หลักสูตร 5
๕. ผลลัพธ์ของการฝึกอบรม/หลักสตู ร 6
๖. แผนการฝกึ อบรม/หลกั สูตร ๙
๗. การรับและคดั เลือกผเู้ ข้ารับการฝกึ อบรม 1๘
๘. อาจารยผ์ ู้ใหก้ ารฝึกอบรม 1๙
๙. ทรัพยากรทางการศึกษา ๒๐
๑๐.การประเมินแผนการฝึกอบรม/หลักสูตร ๒๐
๑๑.การทบทวน/พัฒนาหลกั สตู รการฝกึ อบรม ๒๑
๑๒.ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ ๒๑
๑๓.การประกนั คุณภาพการฝึกอบรม ๒๒
ภาคผนวกที่ ๑ รายนามคณะอนุกรรมการจดั ทำเกณฑห์ ลกั สูตรและเกณฑ์การฝกึ อบรมแพทย์ 2๓
ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน (สุขภาพจิตชุมชน) ฉบับ พ.ศ. 2561 2๕
๓๑
ภาคผนวกท่ี ๒ เกณฑ์การเปิดหลักสตู รฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน ๔๑
(สุขภาพจติ ชุมชน) พ.ศ. 2561 ๔๗
4๙
ภาคผนวกท่ี ๓ เนอื้ หาหลกั สูตรฝกึ อบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ป้องกนั (สุขภาพจติ
ชุมชน)
ภาคผนวกท่ี ๔ การทำวิจยั และการขอรบั รองวุฒบิ ตั รฯ สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั (สุขภาพจติ
ชุมชน) ใหม้ ีคณุ วฒุ เิ ทยี บเท่าปรญิ ญาเอก
ภาคผนวกที่ ๕ สมรรถนะตามเปา้ ประสงคห์ ลักในแต่ละระดบั ของการฝกึ อบรมตามเกณฑ์
ภาคผนวกที่ ๖ การวัดและประเมนิ ผลเพื่อวุฒิบัตรฯ สาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน (สุขภาพจิต
ชุมชน)
หลกั สูตรและเกณฑ์การฝกึ อบรมแพทย์ประจำบา้ น
เพือ่ วุฒบิ ัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรม
สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจติ ชุมชน
สมาคมเวชศาสตรป์ ้องกันแห่งประเทศไทย
ฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๑
๑. ช่ือหลักสตู ร
(ภาษาไทย) หลักสูตรการฝึกอบรมแพทยป์ ระจำบ้านเพ่ือวฒุ ิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญ
ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน
(ภาษาอังกฤษ) Residency training in Preventive Medicine (Community Mental Health)
๒. ชือ่ วุฒบิ ัตร
ชอื่ เต็ม
(ภาษาไทย) วฒุ บิ ัตรเพ่ือแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน
(ภาษาองั กฤษ) Diploma of the Thai Board of Preventive Medicine (Community Mental
Health)
ช่อื ย่อ
(ภาษาไทย) ว.ว. เวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสุขภาพจติ ชุมชน
(ภาษาองั กฤษ) Dip. Preventive Medicine (Community Mental Health)
๓. หน่วยงานทรี่ ับผิดชอบ
สมาคมเวชศาสตรป์ ้องกันแห่งประเทศไทย
คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสุขภาพจิตชุมชน
๔. พนั ธกจิ ของการฝกึ อบรม/หลักสูตร
สขุ ภาพจิตและโรคจติ เวชเกดิ ข้ึนจากปฏิสัมพนั ธ์ของปัจจยั ที่หลากหลายทั้งดา้ นสงั คม เศรษฐกจิ จติ ใจ
และปัจจยั ทางชีวภาพเช่นเดียวกับสขุ ภาพและโรคภัยไข้เจ็บโดยทวั่ ไป ทผ่ี ่านมาความพยายามลดภาระสุขภาพ
สังคมและเศรษฐกิจจากความเจบ็ ป่วยทางจติ เวชนน้ั จะมุง่ เน้นท่ีการรักษาผปู้ ว่ ยรายบคุ คลมากกวา่ ทั้งทกี่ าร
สง่ เสรมิ สขุ ภาพจติ และการป้องการปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชเป็นอกี สว่ นท่มี คี วามสำคัญมาก และต้อง
ดำเนินการดว้ ยการมสี ว่ นรว่ มและการสนับสนุนของชุมชน และการสรา้ งพันธมิตรในการทำงาน รว่ มกันกับภาคี
เครือข่ายตา่ ง ๆ ทงั้ ในภาคราชการ เอกชน และภาคประชาสงั คม จึงจะเกิดผลสำเร็จและอยอู่ ยา่ งยั่งยนื ได้
หลกั สูตรแพทย์ประจำบา้ นเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวชิ าชีพเวชกรรม
สาขาเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน มีพนั ธกิจเพอ่ื ฝึกอบรมวิชาเวชศาสตร์ป้องกนั ด้านสขุ ภาพจติ
ชมุ ชน ซง่ึ เปน็ วิชาทางการแพทยแ์ ละการสาธารณสุขเฉพาะทางท่เี กี่ยวกบั การส่งเสริมสุขภาพจิต การปอ้ งกนั
ปัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวช และการบำบัดฟน้ื ฟผู มู้ ปี ัญหาสขุ ภาพจิตและโรคจิตเวชทพ่ี บบอ่ ย ทัง้ ในระดบั
บุคคล ครอบครัว ชมุ ชน และประชาชน รวมทง้ั ผสมผสานงานสขุ ภาพจติ แบบองคร์ วมท้ังร่างกาย จิตใจ สงั คม
ใหเ้ ชอ่ื มโยงกับวถิ ีชีวิต สอดคล้องกบั สภาพสังคม วฒั นธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถจัดการกับ
ภาวะวิกฤติท่เี กิดข้ึนอย่างเปน็ ระบบได้ แพทยผ์ ูเ้ ขา้ ฝกึ อบรมเป็นผเู้ ชย่ี วชาญสาขาเวชศาสตรป์ ้องกันสขุ ภาพจติ
ชุมชน จึงควรมีความรคู้ รอบคลมุ เน้อื หาดงั กลา่ วทง้ั ในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ
นอกจากความรู้และทักษะด้านเวชศาสตรป์ อ้ งกันสขุ ภาพจิตชมุ ชน แล้ว แพทย์เชยี่ วชาญสาขาเวช
ศาสตรป์ ้องกนั สุขภาพจติ ชุมชน ควรมคี วามสามารถดา้ นอน่ื ๆ ท่ีสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการเรยี นรู้และ
พัฒนาตนเองอย่างตอ่ เนื่องตลอดชีวติ ความสามารถด้านการศึกษา คน้ คว้า วจิ ยั เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ
ปฏสิ ัมพันธ์และการสื่อสาร ทักษะการเปน็ ผนู้ ำ (leadership) และการทำงานเปน็ ทมี การบรหิ ารจัดการ ความรู้
ความเขา้ ใจในระบบสุขภาพและการสาธารณสุขทีท่ ันสมยั รอบดา้ น การบรู ณาการงาน การใชท้ รัพยากร และ
ร่วมดำเนินการกับหน่วยงาน องค์กรทัง้ ภาครัฐและเอกชนท่เี กีย่ วข้อง รวมทง้ั ชุมชนและเครอื ขา่ ยตา่ งๆ เพ่ือ
ประโยชน์สงู สุดและเกิดความยง่ั ยืนของงานสขุ ภาพจติ ชมุ ชน ตลอดจนมจี ติ สำนกึ แห่งการสง่ เสริมและป้องกนั
ปญั หาสขุ ภาพจิตและโรคจิตเวช มีความรับผดิ ชอบ คณุ ธรรม จริยธรรมและเจตคติอันดีต่อบคุ คล ครอบครวั
ชุมชน และประชาชน รวมถึงบุคลากรและเครือข่ายทีเ่ กี่ยวขอ้ ง อันก่อให้เกิดประโยชน์สงู สุดตอ่ ประเทศชาติ
สว่ นรวม ดงั เปา้ หมายยทุ ธศาสตรส์ ุขภาพจติ แห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) คอื การท่ี “ประชาชนมี
ปญั ญา อารมณด์ ี และมีความสขุ อยใู่ นสังคมอยา่ งทรงคุณคา่ ”
๕. ผลลพั ธ์ของการฝึกอบรม/หลกั สูตร
แพทย์ทจ่ี บการฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน ต้องมี
คณุ สมบตั แิ ละความรูค้ วามสามารถขน้ั ตำ่ ตามสมรรถนะหลักทง้ั ๖ ด้านดังนี้
๑) การสง่ เสริมสุขภาพจิต การป้องกนั ปัญหาสุขภาพจิตและโรคจติ เวช และการบำบดั ฟ้ืนฟผู มู้ ี
ปัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวชท่พี บบ่อย ทั้งในระดบั บุคคล ครอบครวั ชุมชน และประชาชน
ในภาวะปกตแิ ละภาวะวิกฤต (Patient/Family/Population/Community Care)
ก. สามารถให้การสง่ เสริมสุขภาพจติ และการป้องกนั ปัญหาสุขภาพจติ และโรคจิตเวชใน
ระดบั บคุ คล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน
ข. สามารถให้การประเมินปัญหาสขุ ภาพจิตและโรคจติ เวชที่พบบอ่ ยในระดับบคุ คล
ครอบครัว ชมุ ชนและประชาชน
ค. สามารถทำการวิเคราะห์และจดั ลำดับความสำคญั ของปัญหาสุขภาพจิตและโรคจติ เวชที่
พบบอ่ ยในระดบั บุคคล ครอบครวั ชมุ ชนและประชาชน
ง. สามารถทำการวางแผน ดำเนินการ และจัดการปัญหาสขุ ภาพจิตและโรคจติ เวชท่ีพบบ่อย
ในระดบั บคุ คล ครอบครวั ชุมชนและประชาชน
จ. สามารถทำการตดิ ตามและประเมนิ ผลการดำเนินงานการสง่ เสริมสุขภาพจิต การป้องกนั
และจัดการปัญหาสขุ ภาพจิตและโรคจติ เวชท่ีพบบ่อยในระดับบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน
และประชาชน
๒) ความรู้ ความเช่ียวชาญ และความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพจิต การป้องกันปัญหา
สขุ ภาพจิตและโรคจติ เวช และการบำบัดฟ้ืนฟูผู้มปี ญั หาสขุ ภาพจิตและโรคจติ เวชที่พบบอ่ ย
ทง้ั ในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน (Preventive medicine knowledge)
ก. มีความรู้หลักการและประยกุ ต์ใช้เวชศาสตรป์ อ้ งกนั ทว่ั ไป หลักระบาดวิทยาและการเฝ้า
ระวังโรค
ข. มคี วามรคู้ วามสามารถในวชิ าชีพ และเช่ยี วชาญในสาขาเวชศาสตร์ป้องกนั (สุขภาพจติ
ชมุ ชน)
ค. มคี วามรู้ ความสามารถในการประยกุ ต์ใชห้ ลกั เวชศาสตรป์ ้องกนั สขุ ภาพจิตชุมชนให้
เชือ่ มโยงกบั ชีวิตทกุ ชว่ งวยั วิถีชวี ติ สภาพสงั คม วัฒนธรรมและเศรษฐกจิ ของประเทศ
๓) การพัฒนาตนเองและการเรียนรจู้ ากการปฏิบัติ (Practice-based learning and
Improvement)
ก. ดำเนนิ การศึกษา คน้ คว้า วิจยั งานในงานสุขภาพจิตชมุ ชนสอดคล้องตามมาตรฐานการ
วจิ ยั ทางการแพทย์และสาธารณสขุ
ข. วิเคราะห์ วพิ ากษ์บทความ งานวจิ ัยทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยเฉพาะประเด็น
ด้านสุขภาพจติ ชมุ ชน
ค. มกี ารพฒั นาตนเองและการเรียนรูจ้ ากการปฏิบัติ (Practice-based) หาประสบการณ์
อยา่ งต่อเน่ือง มีความคิดสร้างสรรคต์ ามหลกั วทิ ยาศาสตร์ในการสร้างความร้ใู หมแ่ ละ
พัฒนางานสขุ ภาพจติ ชุมชน
๔) ทกั ษะปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสาร (Interpersonal and Communication Skills)
ก. นำเสนอข้อมูลงานสขุ ภาพจติ ชุมชนและอภิปรายปัญหาอย่างมีประสิทธภิ าพ
ข. ถา่ ยทอดความรู้และทักษะงานสขุ ภาพจติ ชุมชนให้แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์และ
สาธารณสุข
ค. เผยแพร่ สื่อสาร ให้ข้อมูลงานสุขภาพจิตชมุ ชนแก่สาธารณชน ชมุ ชน สงั คม เครอื ขา่ ย
องค์กรและหนว่ ยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทเ่ี กยี่ วข้อง
ง. วเิ คราะห์ ชอ่ งทางและแนวทางที่เหมาะสมในการเผยแพร่ ส่ือสาร ให้ขอ้ มูลงาน
สขุ ภาพจิตชมุ ชนได้อยา่ งถูกต้องและมีประสิทธภิ าพ โดยไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อบุคคล
สงั คมและชมุ ชน
จ. มมี นุษยสมั พันธท์ ี่ดี สามารถทำงานร่วมกับบุคลากร เครือขา่ ย องคก์ รและหน่วยงานทั้ง
ภาครัฐและเอกชนทเี่ กี่ยวข้องท่ีเกี่ยวข้องได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
ฉ. เป็นท่ปี รึกษาและให้คำแนะนำแก่แพทย์ บุคลากรสขุ ภาพ เครอื ขา่ ย องค์กรและ
หนว่ ยงานทงั้ ภาครฐั และเอกชนทเี่ ก่ียวข้องในประเด็นสุขภาพจิตชุมชน
๕) ความเปน็ มืออาชพี (Professionalism)
ก. มีจิตสำนกึ แหง่ การสง่ เสรมิ สขุ ภาพจิตและการป้องกันปญั หาสุขภาพจติ และโรคจิตเวช
ข. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และเจตคตอิ นั ดีต่อบุคคล ครอบครัว ชมุ ชน และประชาชน รวมถงึ
บุคลากรสขุ ภาพและเครอื ข่ายทเี่ ก่ียวข้อง
ค. มที กั ษะในการเป็นผูน้ ำและสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ดา้ นสขุ ภาพจติ ชุมชนท้ังใน
ภาวะปกตแิ ละภาวะวกิ ฤติอย่างเปน็ ระบบไดอ้ ย่างเหมาะสม
ง. มีความสนใจใฝ่รู้ และสามารถพฒั นาไปสูค่ วามเป็นผู้เรียนรู้ต่อเนอ่ื งตลอดชวี ิต
จ. มคี วามตระหนักในหนา้ ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบในงานส่งเสริมสุขภาพจติ และปอ้ งกนั ปัญหา
สขุ ภาพจิตและโรคจิตเวช โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
ฉ. มีความสามารถในการบรู ณาการงานสขุ ภาพจติ ชุมชน รวมท้ังผสมผสานงานสุขภาพจิต
แบบองคร์ วมทั้งรา่ งกาย จติ ใจ สังคม ให้เชือ่ มโยงกับวถิ ีชวี ิต สอดคลอ้ งกบั สภาพสงั คม
วฒั นธรรมและเศรษฐกจิ ของประเทศ
๖) การปฏิบตั ิงานให้เขา้ กับระบบ (System-based practice)
ก. มีความรูเ้ กีย่ วกับระบบสุขภาพและการสาธารณสขุ ทั้งในระดับพน้ื ท่ี ระดับเขตสขุ ภาพ
ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ในงานส่งเสรมิ สุขภาพจิตและปอ้ งกันปัญหา
สขุ ภาพจติ และโรคจิตเวช
ข. มีความรู้ ความเขา้ ใจ และมสี ่วนรว่ มในการบูรณาการงานส่งเสรมิ สขุ ภาพจติ และป้องกนั
ปญั หาสขุ ภาพจิตและโรคจติ เวช ทสี่ อดคล้องกับระบบพฒั นาคณุ ภาพในระดับ
สถานพยาบาลและกบั ชมุ ชน
ค. สามารถใชท้ รัพยากรท้ังของสถานพยาบาลและชุมชนได้อย่างเหมาะสม และสามารถ
ปรบั เปลยี่ นการดำเนินงานสง่ เสรมิ และป้องกนั ปญั หาสุขภาพจติ และโรคจติ เวช ให้เข้ากับ
บรบิ ทของการบริการสาธารณสุขและเช่ือมโยงกับวถิ ชี วี ิต สอดคล้องกับสภาพสงั คม
วฒั นธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
๖. แผนการฝึกอบรม/หลักสูตร
๖.๑ วิธีการใหก้ ารฝกึ อบรม
สถาบันฝึกอบรมจัดการฝึกอบรมให้แพทย์ประจำบ้านได้ประสบการณเ์ รียนรู้ทีส่ อดคลอ้ งกบั ผลลพั ธ์
การฝึกอบรมท่ีพึงประสงค์ เน้นการฝึกอบรมโดยใช้การปฏิบัติเปน็ ฐาน (practice based training) มีสว่ นรว่ ม
ในการบริบาลและรับผิดชอบผู้ป่วยโดยเฉพาะโรคจิตเวชที่พบบ่อย มีสว่ นรว่ มในกิจกรรมสขุ ภาพจติ ชมุ ชนทง้ั ใน
ระดับบุคคล ครอบครวั ชุมชน และประชาชน มีการบูรณาการภาคทฤษฎแี ละภาคปฏิบัติ ควรระบุวธิ ฝี กึ อบรม
และเปา้ ประสงค์หลักในแตล่ ะชนั้ ปี (milestone) ของการฝึกอบรม และมกี ารติดตามตรวจสอบกำกบั ดแู ล
(supervision) และให้ขอ้ มลู สะทอ้ นกลับ (feedback) แก่แพทย์ประจำบ้าน เพ่อื ให้เกดิ การพัฒนาปรับปรุง
อยา่ งสม่ำเสมอ โดยมีการใหก้ ารอบรมในด้านต่าง ๆ ดงั น้ี
๑) สมรรถนะการส่งเสริมสขุ ภาพจติ การป้องกนั ปัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวช และการบำบัดฟนื้ ฟู
ผู้มปี ญั หาสุขภาพจิตและโรคจติ เวชทพี่ บบ่อย ทง้ั ในระดบั บุคคล ครอบครวั ชุมชน และประชาชน
ในภาวะปกตแิ ละภาวะวิกฤต (Patient/Family/Population/Community Care)
จดั ตารางการฝึกอบรมได้ตามความเหมาะสมของแต่ละสถาบนั แพทย์ประจำบา้ นสามารถ
ดำเนินการงานสขุ ภาพจติ ชุมชนทเี่ ป็นปัญหาสาธารณสุขทีส่ ำคัญตามบรบิ ทของประเทศ โดยมี
ความสามารถในแตล่ ะระดบั (ภาคผนวกท่ี ๔) ดังน้ี
ก. แพทย์ประจำบ้านชน้ั ปีท่ี ๑ เรียนรู้และปฏบิ ตั ิเกย่ี วกับงานเวชศาสตร์ปอ้ งกัน (สขุ ภาพจิต
ชุมชน) ในระดับไมซ่ ับซ้อนภายใต้ความควบคุมของอาจารย์ผูใ้ หก้ ารฝึกอบรม ครอบคลุม
ประเดน็ ต่อไปนี้
- ส่งเสรมิ สุขภาพจติ ในระดบั บุคคล ครอบครวั ชมุ ชนและประชาชน
- ประเมินภาวะปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวชทพี่ บบ่อยของบคุ คล ครอบครัว
ชุมชนและประชาชน
- วิเคราะหแ์ ละจดั ลำดบั ความสำคัญของปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวชที่พบบ่อย
ของบุคคล ครอบครัว ชมุ ชนและประชาชน
- วางแผน ดำเนินการป้องกนั และจัดการปัญหาสุขภาพจติ และโรคจิตเวชทพี่ บบ่อย
ของบุคคล ครอบครัว ชมุ ชนและประชาชน
- ตดิ ตาม ประเมนิ ผลการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพจติ การป้องกนั และจดั การ
ปญั หาสขุ ภาพจติ และโรคจติ เวชที่พบบอ่ ยของบุคคล ครอบครัว ชุมชนและ
ประชาชน
ข. แพทย์ประจำบ้านชน้ั ปีที่ ๒ และ ๓ เรยี นรู้และปฏบิ ตั ิเกย่ี วกบั งานเวชศาสตร์ป้องกนั แขนง
สุขภาพจติ ชุมชน ของแพทย์ประจำบา้ นปีท่ี ๑ ในระดับท่ีไม่ซบั ซอ้ นไดด้ ้วยตัวเอง และใน
ระดบั ซับซ้อนมากขึ้นในความควบคุมของอาจารย์ผู้ใหก้ ารฝึกอบรม
๒) ความรู้ ความเช่ียวชาญ และความสามารถ ในการส่งเสรมิ สุขภาพจิต การป้องกันปญั หา
สขุ ภาพจิตและโรคจิตเวช และการบำบดั ฟืน้ ฟูผู้มีปัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจติ เวชท่ีพบบ่อย ท้ังใน
ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน (Preventive medicine knowledge)
ก. แพทยป์ ระจำบา้ นชนั้ ปีท่ี ๑ ศึกษาความรูพ้ ื้นฐานด้านเวชศาสตรป์ อ้ งกนั ท่ัวไป ระบาด
วทิ ยาและการเฝ้าระวงั โรค และเวชศาสตร์ป้องกนั ดา้ นสขุ ภาพจติ ชุมชน
ข. แพทยป์ ระจำบา้ นชั้นปที ี่ ๑ ศึกษาและปฏิบตั งิ านเวชศาสตร์ป้องกนั ด้านสขุ ภาพจิตชุมชน
ทวั่ ไป
ค. แพทยป์ ระจำบา้ นช้ันปีท่ี ๒ และ ๓ ศกึ ษาและปฏิบัติงานเวชศาสตร์ป้องกนั ด้าน
สุขภาพจติ ชุมชนในประเด็นเฉพาะด้าน และประเดน็ เชิงระบบ
ง. แพทย์ประจำบา้ นทุกช้นั ปี เข้าร่วมในกจิ กรรมทางวิชาการ
จ. แพทย์ประจำบา้ นทุกชน้ั ปี ได้รับการฝึกอบรมการใชเ้ ทคโนโลยีสุขภาพจติ เครื่องมือ
ประเมินสขุ ภาพจิตตา่ ง ๆ ท้ังในระดับบุคคล ครอบครัว ชมุ ชน และประชาชน
๓) การพัฒนาตนเองและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Practice-based learning and
Improvement)
ก. แพทย์ประจำบ้านทุกชั้นปีต้องมีประสบการณ์เรยี นร้กู ารทำงานแบบองค์รวม บูรณาการ
รว่ มกับเครอื ขา่ ย องค์กรและหน่วยงานทัง้ ภาครฐั และเอกชนทเ่ี กย่ี วข้อง โดยเช่ือมโยงกบั
วิถชี วี ิต สอดคล้องกับสภาพสังคม วฒั นธรรมและเศรษฐกจิ ของประเทศ
ข. แพทย์ประจำบา้ นทุกช้นั ปีควรปฏบิ ตั งิ านสอนนกั ศึกษาและบคุ ลากรสขุ ภาพ และแพทย์
ประจำบ้านช้ันปที ่ี ๒ และปีท่ี ๓ สามารถปฏบิ ัติงานสอนแพทยป์ ระจำบา้ นรนุ่ หลงั ได้
ค. ในการดำเนินการศึกษา คน้ คว้า วิจยั งานในงานสขุ ภาพจิตชุมชนสอดคลอ้ งตามมาตรฐาน
การวจิ ัยทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุขนั้น
- แพทย์ประจำบา้ นช้ันปที ี่ ๑ สามารถวเิ คราะห์ปญั หาและค้นหาปัญหาวิจัย
(research question)
- แพทย์ประจำบ้านชนั้ ปที ่ี ๒ และ ๓ สามารถนำเสนอโครงรา่ งการวิจัย และผ่าน
การประเมนิ จากอาจารยท์ ี่ปรึกษา
- แพทย์ประจำบา้ นชน้ั ปีที่ ๓ สามารถดำเนนิ การวจิ ัยทางการแพทย์และ
สาธารณสุขจนแล้วเสรจ็ ได้
๔) ทกั ษะปฏสิ ัมพนั ธ์ และการส่ือสาร (Interpersonal and Communication Skills)
จัดให้แพทย์ประจำบา้ นทกุ ช้นั ปี
ก. เรยี นรู้ทกั ษะปฏสิ มั พันธ์และการสือ่ สาร
ข. เรียนรทู้ กั ษะการเปน็ ผนู้ ำและทกั ษะการทำงานเป็นทีม
ค. เรียนรู้วธิ กี ารแนวทางและฝกึ ทักษะในการเผยแพร่ สื่อสาร ให้ขอ้ มูลงานสุขภาพจติ ชมุ ชน
ตามกล่มุ เปา้ หมาย เชน่ บคุ ลากรทางการแพทย์และสาธารณสขุ เครือขา่ ย องคก์ รและ
หน่วยงานทงั้ ภาครฐั และเอกชนทเ่ี กี่ยวข้อง สาธารณชน ชุมชน สงั คม
ฉ. เรยี นรู้การวิเคราะห์ ชอ่ งทางและแนวทางที่เหมาะสมในการสื่อสาร ให้ขอ้ มูลงาน
สุขภาพจิตชุมชนได้อย่างถูกต้องและมปี ระสิทธภิ าพ โดยไม่ส่งผลกระทบทางลบตอ่ บุคคล
สังคมและชุมชน
ง. เรียนรทู้ ักษะการให้คำปรึกษา และการให้คำแนะนำบุคลากรสุขภาพและเครอื ขา่ ยฯ
สาธารณชน ชุมชนและสงั คม
๕) ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism)
จัดให้แพทย์ประจำบ้านทุกช้ันปี
ก. เขา้ ร่วมกิจกรรมเรยี นรู้การดำเนินงานสขุ ภาพจติ ชมุ ชนแบบองคร์ วมท่ีบรู ณาการกบั ชมุ ชน
ข. พัฒนาตนเองใหม้ จี ิตสำนึกและเจตคติท่ดี ใี นการปฏบิ ตั ิงานดา้ นสุขภาพจติ ชุมชน
ค. มีการเรียนร้ดู า้ นจริยธรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข และสิทธิผปู้ ว่ ย รวมถงึ กฎหมาย
สขุ ภาพจิต
๖) การปฏบิ ัตงิ านใหเ้ ข้ากับระบบ (System-based Practice)
จัดใหแ้ พทย์ประจำบา้ นทุกชัน้ ปี
ก. มีประสบการณ์เรยี นรู้การบริหารจดั การเชิงระบบในงานสุขภาพจติ ชุมชนทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั
ระบบสขุ ภาพทัง้ ในระดับพน้ื ที่ ระดับเขตสุขภาพ ระดบั ชาติ และระดับนานาชาติ
ข. มีประสบการณ์การเรียนรู้และมีส่วนรว่ มในการบูรณาการงานสุขภาพจติ ชุมชนที่
สอดคล้องกบั ระบบพัฒนาคุณภาพในระดับสถานพยาบาลและกับชุมชน
ค. มีประสบการณ์เรียนรู้การบริหารจดั การเชิงระบบในงานสุขภาพจติ ชมุ ชนทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับ
นอกระบบสุขภาพทรี่ วมถงึ เครือข่าย องค์กรและหน่วยงานทัง้ ภาครัฐและเอกชนที่
เก่ียวขอ้ ง สาธารณชน ชุมชน และสังคม
ง. มปี ระสบการณเ์ รียนรู้ในการใช้ทรัพยากรท้ังของสถานพยาบาลและชุมชนได้อย่าง
เหมาะสม และสามารถบรู ณาการงานสุขภาพจิตชมุ ชนใหเ้ ข้ากับบริบทของการบริการ
สาธารณสุขและสงั คม
๖.๒ เนื้อหาของการฝกึ อบรม/หลกั สตู ร
มเี นอื้ หาของการฝึกอบรมและหลักสูตร ครอบคลุมในดา้ นต่าง ๆ ดังนี้
๑) ความรู้พ้นื ฐานของเวชศาสตร์ป้องกัน
ครอบคลุมความรู้พ้ืนฐานเวชศาสตรป์ ้องกันท่วั ไป สาธารณสขุ ศาสตร์ ระบาดวทิ ยา อาชีวเวช
ศาสตร์ เวชศาสตร์ปอ้ งกนั คลินิก เวชศาสตรท์ างทะเล เวชศาสตรก์ ารบนิ เวชศาสตรก์ ารเดนิ ทางและ
ทอ่ งเท่ยี ว รายละเอยี ดดังภาคผนวกที่ ๓
๒) ความรู้พน้ื ฐานของเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสุขภาพจติ ชุมชน
รายละเอียดเนื้อหาโดยสงั เขป ดังภาคผนวกที่ ๓
๓) การทำวจิ ัย
เนอื่ งจากความสามารถในการทำวจิ ยั ดว้ ยตัวเองเปน็ สมรรถนะหนึง่ ทแ่ี พทย์ประขำบา้ นสาขาเวช
ศาสตรป์ อ้ งกัน (สุขภาพจิตชุมชน) ต้องบรรลุตามหลักสตู รฯ แพทยป์ ระจำบ้านต้องทำงานวิจัยเชิง
ระบบ (system research) ในประเดน็ สขุ ภาพจิตชุมชน อย่างน้อย ๑ เรือ่ ง ในระหว่างการ
ปฏบิ ัติงาน ๓ ปี โดยเปน็ ผู้วิจยั หลัก และตอ้ งผ่านการนำเสนอการประชุมวิชาการสุขภาพจติ
นานาชาติ หรอื ตีพิมพเ์ ผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั ในวารสารท่ไี ด้การรับรองมาตรฐาน TCI รายละเอยี ดดัง
ภาคผนวกท่ี ๕
๔) การเรียนรู้ทางดา้ นบูรณาการ
ก. ทกั ษะปฏสิ ัมพันธ์ และการสือ่ สาร (Interpersonal and Communication Skills)
๑. การวเิ คราะห์ เผยแพร่ สอ่ื สาร ให้ข้อมูลงานสุขภาพจติ ชุมชนตามกลุ่มเปา้ หมาย เชน่
- บคุ ลากรทางการแพทย์และสาธารณสขุ
- เครอื ข่าย องค์กรและหน่วยงานทัง้ ภาครฐั และเอกชนทเี่ ก่ยี วข้อง
- สาธารณชน ชมุ ชน สงั คม
๒. การสอื่ สารสงั คม การมีมนษุ ยสัมพนั ธ์ การเปน็ ทปี่ รึกษาและทำงานรว่ มกับบุคลากร
และเครือข่าย
๓. มีการสอ่ื สารสาธารณะในประเดน็ mental health literacy
ข. ความเป็นมืออาชีพ
๑. การดำเนินงานด้านสุขภาพจติ ชมุ ชน โดยมีบุคคล ครอบครัว ชมุ ชน และประชาชน
เปน็ ศูนย์กลาง เช่อื มโยงกบั วถิ ีชวี ติ สอดคลอ้ งกับสภาพสงั คม วฒั นธรรมและ
เศรษฐกจิ เปน็ ไปตามบริบทของประเทศ
๒. พฤตนิ สิ ยั
- มคี วามรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา ความซื่อสตั ย์ และมีวินัย
- การแต่งกายให้เหมาะสมกบั กาลเทศะ
๓. จรยิ ธรรมการแพทย์
- การหลกี เลย่ี งการรับผลประโยชน์สว่ นตวั ในทกุ กรณี
- การนบั ถือใหเ้ กยี รติ สทิ ธิ และรบั ฟงั ความเห็นของบุคลากรสุขภาพและผมู้ ีสว่ น
ไดเ้ สียอน่ื ๆ ทเ่ี ก่ียวข้อง
- การขอความยนิ ยอมจากผู้ปว่ ยในการดแู ลรักษาและหตั ถการ ในกรณที ่ผี ปู้ ่วย
ตัดสนิ ใจไม่ไดต้ ้องสามารถเลอื กผตู้ ดั สนิ ใจแทนผปู้ ว่ ยได้
- การรักษาความลบั และการเปิดเผยข้อมูลผ้ปู ่วย
- การประเมนิ ขดี ความสามารถ และยอมรับขอ้ ผดิ พลาดของตนเอง
๔. การเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดชวี ิต
- การกำหนดความต้องการในการเรยี นรู้ของตนเอง
- การค้นคว้าความรู้ และประเมินความน่าเช่ือถือไดด้ ว้ ยตนเอง
- การประยุกต์ความรทู้ ี่คน้ คว้ากับปัญหาสถานการณ์ทเ่ี กิดขึ้นไดอ้ ย่างเหมาะสม
- การวิเคราะห์และวิจารณบ์ ทความทางวิชาการ
- การเข้าร่วมกจิ กรรมวิชาการอย่างสม่ำเสมอ
- การใช้ electronic databases และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรใ์ นการเรยี นรู้
- การถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อ่ืน เช่น แพทย์ บุคลากรสุขภาพ เครือข่าย องค์กรและ
หน่วยงานทั้งภาครฐั และเอกชนทีเ่ ก่ียวข้อง
ค. การปฏบิ ัติงานใหเ้ ข้ากับระบบ
๑. ความรูเ้ กยี่ วกับระบบสขุ ภาพและการสาธารณสุข ในระดบั พื้นท่ี ระดับเขตสุขภาพ
ระดับชาติ และระดับนานาชาติ
๒. ความรู้เกยี่ วกับกับระบบประกันสุขภาพ และการประกนั คุณภาพ ท้งั ในระบบสุขภาพ
และในเครือข่ายชมุ ชนท่ีเก่ยี วข้อง
๓. ความรู้ด้านกฎหมายทางการแพทย์ พ.ร.บ. สุขภาพจิต ยุทธศาสตรส์ ุขภาพจติ และ
พ.ร.บ. และกฎหมายอ่ืนทเี่ ก่ียวขอ้ งกับงานสุขภาพจติ ชุมชน
ง. การพัฒนาตนเองและการเรียนรจู้ ากการปฏิบตั ิ
๑. ทักษะและจรยิ ธรรมการวิจัย โดยเฉพาะการวิจัยในชุมน
๒. ทักษะการเป็นผ้นู ำและการทำงานเป็นทีม
๓. การทำงานแบบทีมสหวชิ าชีพ และการมสี ่วนร่วมในองค์กร หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วข้อง
๔. การบูรณาการงานสุขภาพจิตชมุ ชน รวมท้งั ผสมผสานงานสขุ ภาพจิตแบบองค์รวมทั้ง
ร่างกาย จติ ใจ สงั คม ให้เชอ่ื มโยงกบั วิถชี ีวติ สอดคลอ้ งกบั สภาพสงั คม วัฒนธรรม
และเศรษฐกิจของประเทศ
๕. การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรและทุนสังคมอย่างสมเหตผุ ล
๖. การบรหิ ารจัดการเชงิ ระบบและบรหิ ารจัดการสถานการณท์ ้ังในภาวะปกตแิ ละภาวะ
วกิ ฤตไิ ด้อยา่ งเหมาะสม
๖.๓ จำนวนปีของการฝึกอบรม ๓ ปี
โดยแพทยป์ ระจำบ้านชน้ั ปที ี่ ๒ เขา้ รับการศึกษาหลกั สูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑติ หรือเทียบเทา่
๖.๔ การบรหิ ารการจดั การฝึกอบรม
สถาบันฯ ต้องมีคณะกรรมการซ่งึ มีหน้าท่ีรับผดิ ชอบและอำนาจในการจดั การ การประสานงาน การ
บรหิ าร และการประเมินผลสำหรบั แต่ละขั้นตอนของการฝึกอบรม รวมถงึ การใหผ้ มู้ ีส่วนไดส้ ว่ นเสียท่เี หมาะสม
มสี ่วนรว่ มในการวางแผนการฝกึ อบรม ประธานแผนการฝกึ อบรม/หลกั สตู รต้องมปี ระสบการณ์ในการ
ปฏิบตั ิงานในสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชมุ ชน มาแลว้ ไม่น้อยกว่า ๕ ปี และไดร้ บั การรบั รองจาก
สมาคมเวชศาสตรป์ ้องกนั แห่งประเทศไทย
๖.๕ สภาวะการปฏบิ ตั ิงาน
สถาบนั ฯ ตอ้ งจดั สภาวะการปฏิบัติงานดงั ต่อไปนี้
๑) ใหผ้ เู้ ข้ารับการอบรมเขา้ ร่วมกิจกรรมวชิ าการ (รวมถึงการปฏบิ ัตงิ านนอกเวลาราชการ) ที่เก่ียวขอ้ งกบั
การฝึกอบรม
๒) ระบกุ ฎเกณฑ์และประกาศให้ชัดเจนเรื่องเง่ือนไขงานบริการและความรับผดิ ชอบของผู้เข้ารบั การ
ฝกึ อบรม
๓) มีการกำหนดการฝกึ อบรมทดแทนในกรณีทผ่ี ูเ้ ขา้ รับการฝึกอบรมมีการลาพัก เช่น การลาคลอดบุตร
การเจบ็ ป่วย การเกณฑ์ทหาร การถกู เรยี กฝกึ กำลงั สำรอง การศกึ ษาดูงานนอกแผนการฝึกอบรม/
หลกั สูตร เป็นต้น
๔) จดั มคี า่ ตอบแทนผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมอยา่ งเหมาะสมกบั ตำแหน่งและงานที่ไดร้ บั มอบหมาย
๕) สถาบนั กำหนดให้ชวั่ โมงการทำงานของแพทย์ประจำบา้ นนอกเวลาราชการไม่เกิน ๔๐ ชว่ั โมง/สัปดาห์
(อา้ งอิงตามประกาศแพทยสภา)
๖.๖ การวัดและประเมินผล
มีการแจง้ กระบวนการการวดั และประเมินผลให้ผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมได้รบั ทราบ โดยสามารถขอ
ตรวจสอบและอุทธรณ์ได้เม่ือตอ้ งการ การวัดและประเมินผลผเู้ ข้ารบั การฝกึ อบรม ประกอบดว้ ย
๖.๖.๑ การวัดและประเมนิ ผลระหวา่ งการฝกึ อบรมและการเลอ่ื นชั้นปี
๑) สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดให้มกี ารประเมินผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมระหว่างการฝึกอบรม
ครอบคลุมท้งั ด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ และกิจกรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ ในมิติตา่ งๆ ดงั นี้
มติ ิที่ ๑ ประเมินสมรรถนะตามเปา้ ประสงคห์ ลักในแต่ละระดบั ของการฝกึ อบรมตามเกณฑ์
milestone ทคี่ ณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ กำหนด (ภาคผนวกท่ี ๕)
มิติท่ี ๒ การรายงานผลการสอบจดั โดยสถาบัน (ผ่าน/ไม่ผา่ น)
มติ ทิ ่ี ๓ การรายงานประสบการณเ์ รยี นรู้โดยสถาบนั (portfolio)
มติ ทิ ่ี ๔ การรายงานความก้าวหนา้ งานวจิ ัยและการรว่ มกจิ กรรมประชุมวชิ าการทางเวช
ศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน และสขุ ภาพจิตและจิตเวช
มิติท่ี ๕ การรายงานประสบการณ์เรยี นรู้จาก การนัดหมายเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาหรือ
อาจารย์ทร่ี ับผดิ ชอบในสถาบันนัน้ ๆ
มิตทิ ี่ ๖ การประเมินสมรรถนะด้าน professionalism และ interpersonal and
communication skills โดยอาจารย์และผ้รู ่วมงาน
๒) สถาบนั ฝึกอบรมจดั ให้มีการประเมินระหว่างการฝึกอบรมโดยสม่ำเสมอและแจง้ ผลให้ผู้เขา้ รับการ
ฝกึ อบรมรบั ทราบ เพื่อชว่ ยให้เกดิ การพัฒนาสมรรถนะหลกั ด้านตา่ ง ๆ ของผ้เู ข้ารบั การฝึกอบรมได้
สมบรู ณข์ น้ึ
๓) สถาบันฝกึ อบรมจัดใหม้ ีการวัดผลและประเมินผลการปฏบิ ัตงิ านของแพทย์ประจำบ้าน
เมื่อส้นิ สดุ การอบรมในแตล่ ะช่วงหรือแต่ละปี โดยมีการระบเุ กณฑ์การผา่ นการสอบท่ีชดั เจน รวมถึง
จำนวนคร้งั ท่ีอนญุ าตให้สอบแก้ตวั
๔) สถาบันฝกึ อบรมทำการบันทกึ ข้อมลู การประเมินผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมในมติ ิท่ี ๑-๖ ท้ัง
รายบุคคลและรายสถาบนั เพื่อรายงานผลมายังคณะกรรมการฝกึ อบรมและสอบฯ ตามที่กำหนด โดย
ผลการประเมนิ นำไปใชใ้ นกรณี ตอ่ ไปน้ี
๑. เพื่อเล่ือนระดบั ชน้ั ปี
๒. เพ่อื ใช้พจิ ารณาคุณสมบัตผิ ้เู ข้าสอบเพื่อวฒุ บิ ัตรฯ
เกณฑก์ ารเลื่อนชั้นปี
๑. ปฏิบตั ิงานไดไ้ มต่ ่ำกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของระยะเวลาที่กำหนด
๒. ผา่ นการประเมินตามมิตติ า่ งๆ ทก่ี ำหนดในหลักสตู ร โดยได้คะแนนไมต่ ่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของ
แต่ละมติ ิ ยกเว้นการสอบตามมติ ิท่ี ๒ ใหใ้ ช้เกณฑต์ ามแตล่ ะสถาบนั กำหนด
๓. ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ EPA (ภาคผนวกที่ ๕)
๔. ปฏบิ ตั ิงานไดส้ อดคล้องตามข้อกำหนดของสถาบนั ฝกึ อบรมไม่ก่อใหเ้ กิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันฝึกอบรม
แนวทางการดำเนนิ การกรณไี มผ่ า่ นการประเมนิ เพือ่ เล่ือนชัน้ ปี
๑. ตอ้ งปฏิบตั งิ านเพ่ิมเติมในส่วนทส่ี ถาบนั กำหนด แลว้ ทำการประเมนิ ซำ้ ถา้ ผา่ นการประเมินจึง
สามารถเลอ่ื นชนั้ ปีได้
๒. ถา้ ไม่ผ่านการประเมนิ เพื่อเลื่อนชนั้ ปใี นข้อท่ี ๑ หรือไม่ผา่ นการประเมินเพ่อื รับการเสนอชื่อ
เขา้ สอบวฒุ บิ ตั ร ตอ้ งปฏบิ ตั งิ านในระยะช้ันปีเดิมอีก ๑ ปี
๓. หลงั จากปฏบิ ัตงิ านซำ้ ในช้นั ปีเดิมอีก ๑ ปี แล้วยงั ไม่ผา่ นการประเมนิ เพือ่ เลื่อนชน้ั ปี ให้ยตุ ิการ
ฝกึ อบรม
ท้ังนใี้ หส้ ถาบนั สง่ ผลการประเมินแพทยป์ ระจำบา้ น ภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคมของทุกปี เพอ่ื
เสนอทป่ี ระชมุ คณะอนุกรรมการฝกึ อบรมและสอบฯราชวิทยาลยั ฯและแพทยสภาตามลำดบั
๖.๖.๒ การวัดและประเมนิ ผลเพือ่ วุฒิบัตรฯ
การประเมนิ เพื่อวฒุ ิบตั รฯ แสดงความรคู้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรมสาขา
เวชศาสตร์ป้องกัน (สขุ ภาพจิตชมุ ชน) เปน็ การประเมนิ เพื่อสอบวฒุ บิ ตั รฯ สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนง
สขุ ภาพจติ ชมุ ชน ซงึ่ สมาคมเวชศาสตร์ปอ้ งกนั แห่งประเทศไทย โดยคณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบ
ความร้คู วามชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรม (อฝส.) สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน (สุขภาพจติ ชมุ ชน)
ท่ีแพทยสภามอบหมายให้เปน็ ผู้รับผดิ ชอบดแู ล เปน็ ผู้ดำเนินการจดั ใหม้ ีการสอบวฒุ ิบัตร โดยคณุ สมบัติ
ของผูม้ ีสทิ ธเิ ขา้ รับการสอบเพ่ือวฒุ บิ ัตร วิธกี ารวัดและประเมินผล และเกณฑ์การตดั สิน จะเปน็ ไปตาม
ข้อบงั คบั แพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การออกหนังสอื อนุมตั ิบัตรและวฒุ ิบัตรเพ่ือแสดงความรู้ความ
ชำนาญในการประกอบวชิ าชีพเวชการม (ภาคผนวกที่ ๖)
๖.๖.๓ การวดั และประเมนิ ผลเพื่อออกอนมุ ัติบตั รฯ
ผู้สมคั รสอบต้อง
๑. จะต้องเป็นผไู้ ด้รับใบอนุญาตประกอบวชิ าชพี เวชกรรม ตามพระราชบญั ญตั ิวิชาชพี เวชกรรม พ.ศ.
๒๕๒๕ และไดท้ ำงานสาขาสุขภาพจิตชมุ ชนไมน่ ้อยกวา่ ๕ ปี ในสถาบนั ท่ีที่คณะอนุกรรมการ
ฝึกอบรมและสอบของสมาคมเวชศาสตรป์ ้องกนั แห่งประเทศไทยรบั รอง
๒. ตอ้ งมีการปฏิบตั งิ าน และมี Log book แสดงวา่ มีการปฏบิ ัติงานในแขนงเวชศาสตร์ป้องกัน แขนง
สุขภาพจิตชมุ ชน จรงิ โดยมีการลงรายมอื ช่ือรบั รองจากแพทย์ที่ไดร้ ับหนงั สืออนมุ ัติหรือวุฒิบัตร
เวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน หรือผู้บงั คับบัญชา โดยผ้สู มคั รต้องมปี ระสบการณ์
ดงั ต่อไปนี้
2.1 มีหลักฐานการดำเนนิ งานส่งเสริมสขุ ภาพจิตและ/หรือการป้องกันปัญหาสขุ ภาพจิตในระดับ
บุคคล ครอบครัว ชมุ ชน หรือประชาชน ในภาวะปกติ หรอื ภาวะวกิ ฤติ อยา่ งน้อย 3 กิจกรรม
๒.๒ มีหลักฐานการออกพน้ื ท่ีเพอ่ื ดำเนนิ งานสขุ ภาพจติ ชมุ ชน ในบรบิ ททห่ี ลากหลาย เชน่ ชมุ ชน
โรงเรียน ฯลฯ อยา่ งนอ้ ย ๓ ครั้ง
๒.๓ มกี ารตรวจรักษาผ้มู ีปัญหาสขุ ภาพจติ หรอื โรคจติ เวชท่ีพบบอ่ ย อยา่ งน้อย 50 ราย
๓. ในช่วง ๕ ปี ต้องเขา้ รบั การอบรมเชิงปฏิบัตกิ าร ในสถาบันฝกึ อบรมท่สี มาคมเวชศาสตร์ป้องกัน
แห่งประเทศไทยรับรอง เปน็ เวลาอย่างนอ้ ย ๒ เดือน และต้องผ่านการประเมนิ การปฏิบตั ิงาน
ตามที่คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบกำหนด
๔. สง่ ผลการดำเนินงานในการพัฒนางานสุขภาพจิตชุมชนในพื้นทที่ ่รี บั ผดิ ชอบหรือในพ้ืนที่ท่มี ี
ประสบการณ์ หรือสง่ ผลการวจิ ัยในงานสขุ ภาพจิตชมุ ชน ๑ เรื่อง โดยมผี ูบ้ งั คับบัญชารับรองและ
ผ่านการประเมินรบั รองจากคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ
องค์ประกอบและเง่ือนไขในการสมัครสอบ
๑. เงื่อนไขท่ัวไป ตามท่ีแพทยสภากำหนด
๒. คณุ สมบัติ
๒.๑ สอน เรียน ปฏบิ ัติงานดา้ นเวชศาสตรป์ ้องกัน จิตเวชหรือสขุ ภาพจติ ชมุ ชน เป็นเวลารวมกนั ไม่
นอ้ ยกวา่ ๕ ปี
๒.๒ ผา่ นการฝกึ อบรมระยะส้ันเกย่ี วกบั เวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน ที่
คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ รบั รอง
๒.๓ มคี ุณสมบตั ิข้อใดข้อหนึ่งตอ่ ไปนี้
๒.๓.๑ มปี ระสบการณ์การพัฒนางานสุขภาพจิตชมุ ชน หรอื ศกึ ษาวจิ ัยในงานสขุ ภาพจิต
ชุมชน
๒.๓.๒ มผี ลงานวจิ ัย วทิ ยานพิ นธ์ ตำรา หนังสือ หรอื บทความในงานเวชศาสตรป์ อ้ งกัน จติ
เวชหรือสขุ ภาพจิตชุมชน ในระยะเวลา ๕ ปีท่ีผา่ นมา และคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ
พิจารณาวา่ มีคณุ ภาพ
เกณฑ์การตดั สิน
• มคี ณุ สมบตั ิและผลงานครบถ้วนตามเกณฑ์
• สง่ รายงานการดำเนินงานโครงการพฒั นางานสขุ ภาพจติ ชมุ ชนตามข้อ ๓.๑ หรอื เอกสารวิชาการตาม
ข้อ ๓.๒และผลงานต้องมีคุณภาพผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ
• ผ่านการประเมิน EPA เชน่ เดียวกับผสู้ อบเพ่ือวฒุ ิบตั รฯ
• การสอบจะใชข้ ้อสอบและเกณฑ์การตดั สนิ เชน่ เดยี วกบั การสอบเพ่ือวฒุ บิ ตั รฯ
๗. การรบั และคัดเลือกผู้เข้ารับการฝกึ อบรม
๗.๑ คุณสมบตั ิของผู้เข้ารบั การฝึกอบรม
๑) ผู้เขา้ รับการฝึกอบรมจะต้องมีคณุ สมบัติดังต่อไปน้ี
- ได้รบั ปรญิ ญาแพทยศาสตรบัณฑติ หรอื เทยี บเท่า ท่ีแพทยสภารับรองได้รบั การขน้ึ
ทะเบียนประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภาแล้ว
- ผ่านการอบรมแพทยเ์ พิ่มพนู ทักษะเป็นเวลา ๑ ปี
๒) มีคณุ สมบตั คิ รบถ้วนตามเกณฑ์แพทยสภาในการเขา้ รบั การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง
๗.๒ ขั้นตอนในการรับและการคัดเลอื กผู้เข้ารบั การอบรม
ในการรบั และการคัดเลอื กผูเ้ ขา้ รบั การอบรม สถาบนั ฝึกอบรมต้องแสดงนโยบายและประกาศของ
สถาบัน เรื่องหลกั เกณฑแ์ ละขั้นตอนในการรับและคดั เลือกผูเ้ ข้ารับการฝึกอบรม มปี ระกาศแต่งต้งั
คณะกรรมการคัดเลือกของสถาบัน มเี กณฑ์การคัดเลือกแพทยป์ ระจำบ้านของสถาบนั ท่ีไม่ขดั กบั แพทยสภา
เพอื่ ทำให้เชอ่ื มน่ั ไดว้ า่ กระบวนการคดั เลือกมีความโปร่งใส เทา่ เทยี มยุตธิ รรม
๗.๓ จำนวนผเู้ ข้ารับการฝกึ อบรม
สมาคมเวชศาสตร์ป้องกนั แห่งประเทศไทย กำหนดใหส้ ถาบันฝกึ อบรมรับผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมได้
เรมิ่ ตน้ ๑ คนตอ่ อาจารยผ์ ู้ให้การฝกึ อบรมเตม็ เวลาเร่ิมตน้ อย่างน้อย ๒ คน ในกรณีทต่ี อ้ งการรับแพทยป์ ระจำ
บ้านปลี ะ ชั้นละมากกว่า ๑ คน ใหค้ ำนวณตามสดั ส่วนอาจารย์ผู้ให้การฝกึ อบรมเต็มเวลา ๑ คนทเ่ี พ่ิมข้นึ ต่อ
แพทยป์ ระจำบ้านท้ังหมดทีเ่ พิ่มขน้ึ ปลี ะ ชนั้ ละ ๑ คน รวมทั้งต้องมีเกณฑก์ ำหนดงานบรกิ ารและงานสุขภาพจิต
ชุมชนต่อจำนวนผ้เู ขา้ รับการฝึกอบรม ๑ คน ตามท่ีกำหนดในภาคผนวกท่ี ๒
สัดส่วนจำนวนผู้เขา้ รับการฝึกอบรมชน้ั ปีต่อจำนวนอาจารย์ (คน:คน)
๑:๒ ๒:๓ ๓:๔ ๔:๕ ๕:๖ ๖:๗ ๗:๘ ๘:๙ ๙:๑๐ ๑๐:๑๑
หมายเหตุ แพทยป์ ระจำบา้ นชั้นปที ่ี ๒ เข้ารบั การศึกษาหลักสูตรสาธารณสขุ ศาสตรม์ หาบณั ฑิตหรือเทียบเท่า
ทำให้อาจารย์ผ้ใู ห้การฝกึ อบรมเตม็ เวลาดแู ลแพทย์ประจำบ้านเฉพาะปีท่ี ๑ และ ๓ เทา่ น้ัน
๘. อาจารย์ผ้ใู ห้การฝึกอบรม
๘.๑ คุณสมบัติของประธานการฝกึ อบรม
ตอ้ งเปน็ แพทยซ์ ่ึงไดร้ ับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัตเิ พ่ือแสดงความรคู้ วามชำนาญในการประกอบ
วิชาชพี เวชกรรม สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน และปฏบิ ตั ิงานด้านเวชกรรมป้องกัน
(สุขภาพจิตชุมชน) อย่างนอ้ ย ๕ ปี ภายหลังได้รบั วุฒบิ ัตรหรือหนังสอื อนมุ ัติ ฯ
๘.๒ คุณสมบัตแิ ละจำนวนของอาจารย์ผใู้ ห้การฝึกอบรม
๘.๒.๑ คณุ สมบตั ขิ องอาจารย์ผูใ้ หก้ ารฝกึ อบรม
ตอ้ งเป็นแพทยซ์ ่ึงได้รับวุฒบิ ตั ร หรอื หนงั สืออนุมัตเิ พอ่ื แสดงความรคู้ วามชำนาญในการ
ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน และปฏบิ ัตงิ านดา้ นเวช
ศาสตร์ปอ้ งกัน (สุขภาพจิตชมุ ชน) อย่างนอ้ ย ๒ ปี ภายหลงั ได้รับวฒุ ิบัตรหรือหนังสืออนมุ ัติ ฯ
๘.๒.๒ จำนวนอาจารย์ผใู้ ห้การฝึกอบรม
สถาบนั ฝกึ อบรมจะต้องจดั ให้มอี าจารยป์ ระจำหลกั สตู รซ่งึ เป็นผฝู้ กึ อบรมเต็มเวลาอยา่ งน้อย
๒ คน ในการเปดิ ฝกึ อบรมแพทยป์ ระจำบา้ นจำนวน ๑ คน ในกรณที ่ีตอ้ งการรับแพทยป์ ระจำบ้านปี
ละ ชนั้ ละมากกว่า ๑ คน ใหค้ ำนวณตามสัดส่วนอาจารย์ ๑ คนท่เี พิ่มขึ้น ต่อแพทยป์ ระจำบ้านท่ี
เพิ่มขึ้นปีละ ชนั้ ละ ๑ คน ซง่ึ ในกรณที ่ีอาจารยผ์ ูใ้ หก้ ารฝึกอบรมแบบเตม็ เวลาไมเ่ พยี ง อาจให้มี
อาจารยแ์ บบไมเ่ ต็มเวลาได้ โดยมขี ้อกำหนดดงั น้ี
๘.๒.๒.๑ จำนวนอาจารย์แบบไม่เตม็ เวลาต้องไม่มากกว่าร้อยละ ๕๐ ของจำนวนอาจารยเ์ ตม็
เวลา
๘.๒.๒.๒ ภาระงานของอาจารย์แบบไม่เต็มเวลาแต่ละคนต้องไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ของภาระ
งานอาจารย์เต็มเวลา
สถาบนั ฯ ต้องกำหนดและดำเนนิ นโยบายการสรรหาและคัดเลอื กอาจารย์ผใู้ หก้ ารฝึกอบรมให้
สอดคลอ้ งกับพนั ธกจิ ของแผนการฝกึ อบรม/หลกั สตู ร ระบคุ ณุ สมบัติของอาจารย์ผ้ใู ห้การฝกึ อบรมที่
ชัดเจน โดยครอบคลมุ ความชำนาญที่ต้องการ ได้แก่ คณุ สมบัติทางวชิ าการ ความเป็นครู และความ
ชำนาญทางสขุ ภาพจิตชมุ ชน
สถาบนั ฯ ตอ้ งระบุหน้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ ภาระงานของอาจารย์ และสมดุลระหวา่ งงานด้าน
การศกึ ษา การวิจัย อาจารย์ต่อผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑท์ ี่แพทยสภากำหนดไว้
อาจารย์จะต้องมีเวลาเพยี งพอสำหรับการให้การฝึกอบรม ใหค้ ำปรึกษา และกำกับดูแล นอกจากน้ัน
อาจารยย์ งั ต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองทงั้ ทางด้านการแพทย์และสาธารณสขุ และด้าน
แพทยศาสตรศึกษา สถาบันฯ ต้องจดั ใหม้ ีการพฒั นาอาจารยอ์ ยา่ งเปน็ ระบบ และมกี ารประเมิน
อาจารย์เปน็ ระยะ
ในกรณที ่สี ัดสว่ นของอาจารย์ต่อผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรมลดลงกวา่ ท่ีไดร้ ับอนุมตั ิไว้ สถาบันควร
พจิ ารณาลดจำนวนผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมลงตามความเหมาะสมเพอ่ื คงคุณภาพการฝึกอบรมไว้
๙. ทรพั ยากรทางการศกึ ษา
สถาบนั ฯ ต้องกำหนดและดำเนินนโยบายเก่ียวกบั ทรัพยากรการศกึ ษาให้ครอบคลมุ ประเดน็ ต่อไปนี้
- สถานที่และโอกาสในการเรียนรทู้ ง้ั ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบตั ิ การเขา้ ถึงแหลง่ ข้อมลู ทางวชิ าการท่ี
ทันสมัย สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ มีอปุ กรณส์ ำหรบั
ฝึกอบรมภาคปฏบิ ัติและมสี ่งิ แวดลอ้ มทางการศึกษาท่ีปลอดภยั
- การคดั เลือกและรบั รองการเปน็ สถานทีส่ ำหรับการฝึกอบรม (ภาคผนวกท่ี ๒)
- กิจกรรมบริการด้านการจัดการปัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวชทีพ่ บบอ่ ยทเี่ พยี งพอ เหมาะสม
เช่น จำนวนผปู้ ่วยเพยี งพอและชนิดของผปู้ ว่ ยหลากหลายสอดคล้องกับผลลัพธ์ของการเรียนรทู้ ี่
คาดหวงั ทั้งผู้ปว่ ยนอกและผู้ปว่ ยใน ผู้ปว่ ยนอกเวลาราชการและผู้ป่วยวิกฤต การเขา้ ถึงสิ่งอำนวย
ความสะดวกทางคลินิกและการเรยี นภาคปฏบิ ตั ทิ ่ีพอเพยี งสำหรบั สนับสนุนการเรยี นรู้
- กิจกรรม/โครงการด้านสง่ เสริมสขุ ภาพจติ และป้องกันปญั หาสุขภาพจติ และโรคจิตเวชที่
หลากหลายสอดคล้องกบั ผลลัพธ์ของการเรียนรทู้ ่ีคาดหวงั
- ส่อื อิเลก็ ทรอนิกสส์ ำหรับการเรยี นรู้ท่ผี ู้เขา้ รบั การฝึกอบรมสามารถเข้าถงึ ได้ มกี ารใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสือ่ สารให้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมอยา่ งมปี ระสิทธิภาพและถกู หลกั
จรยิ ธรรม
- การจัดประสบการณ์ในการปฏิบตั งิ านเป็นทีมร่วมกับผู้รว่ มงานและบคุ ลากรวิชาชีพอ่นื รวมทงั้
ภาคเี ครือข่ายท่ีเกีย่ วข้องในชมุ ชน
- การนำความเช่ียวชาญทางแพทยศาสตร์ศึกษามาใชใ้ นการจัดทำแผนการฝึกอบรม การดำเนินการ
ฝึกอบรม การประเมนิ การฝกึ อบรม
- การฝกึ อบรมในสถาบนั อ่ืน ทง้ั ในและนอกประเทศตามท่ีระบุไว้ในหลกั สูตร ตลอดจนระบบการ
โอนผลการฝกึ อบรม
๑๐. การประเมินแผนการฝกึ อบรม/หลกั สูตร
สถาบนั ฯ ต้องกำกับดูแลการฝึกอบรมใหเ้ ป็นไปตามแผนการฝึกอบรม/หลักสูตรเป็นประจำ มี
กลไกสำหรับการประเมนิ หลกั สตู รและนำไปใชจ้ ริง การประเมินแผนการฝึกอบรม/หลักสูตร ตอ้ ง
ครอบคลุม
- พนั ธกจิ ของแผนการฝกึ อบรม/หลักสูตร
- ผลลัพธ์การเรยี นรูท้ ่พี งึ ประสงค์
- แผนการฝกึ อบรม
- ข้นั ตอนการดำเนนิ งานของแผนการฝึกอบรม
- การวดั และประเมนิ ผล
- พฒั นาการของผู้รบั การฝกึ อบรม
- ทรัพยากรทางการศึกษา
- คุณสมบตั ิของอาจารย์ผใู้ ห้การฝกึ อบรม
- ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งนโยบายการรับสมัครผรู้ ับการฝึกอบรมและความต้องการของระบบ
สุขภาพ
- สถาบันฯร่วม
- ข้อควรปรับปรงุ
สถาบันฯ ตอ้ งแสวงหาขอ้ มลู ปอ้ นกลับเกยี่ วกับการฝึกอบรม/หลักสูตร จากผใู้ ห้การฝึกอบรม
ผ้เู ขา้ รับการฝกึ อบรม นายจ้างหรอื ผูใ้ ช้บัณฑติ และผมู้ ีสว่ นได้ส่วนเสียหลกั รวมถงึ การใชข้ ้อมูล
ปอ้ นกลบั เกย่ี วกับความสามารถในการปฏบิ ัตงิ านของแพทย์ผูส้ ำเรจ็ การฝึกอบรม ในการประเมนิ การ
ฝึกอบรม/หลกั สูตร
๑๑. การทบทวน/พัฒนาหลักสตู รการฝกึ อบรม
สถาบันฯ ตอ้ งจดั ให้มกี ารทบทวนและพัฒนาคณุ ภาพของหลกั สูตรฝึกอบรมเป็นระยะๆ หรือ
อย่างน้อยทุก ๕ ปี ปรับปรุงกระบวนการ โครงสร้าง เนอื้ หา ผลลพั ธ์ และสมรรถนะของผู้สำเรจ็ การ
ฝกึ อบรม รวมถึงการวัดและการประเมินผล และสภาพแวดล้อมในการฝกึ อบรม ใหท้ ันสมัยอยู่เสมอ
ปรับปรุงแก้ข้อบกพร่องทีต่ รวจพบ มีข้อมูลอ้างอิง และแจ้งผลการทบทวน และพฒั นาให้แพทยสภา
รบั ทราบ
สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทยเป็นผรู้ ับผดิ ชอบดูแลการฝกึ อบรม และทบทวน/พฒั นา
หลักสตู รการฝกึ อบรมเป็นระยะ ๆ หรืออย่างน้อยทุก ๕ ปี และแจง้ ผลการทบทวน/พัฒนาใหแ้ พทยสภา
รับทราบ
๑๒. ธรรมาภิบาลและการบริหารจดั การ
- สถาบันฯตอ้ งบรหิ ารจดั การหลักสูตรใหส้ อดคล้องกบั กฎระเบยี บที่กำหนดไว้ในด้านต่าง ๆ ไดแ้ ก่
การรับสมคั รผู้เขา้ รบั การฝึกอบรม (เกณฑก์ ารคัดเลือกและจำนวนท่ีรับ) กระบวนการฝกึ อบรม
การวัดและประเมนิ ผล และผลลพั ธ์ของการฝึกอบรมท่ีพึงประสงค์ การออกเอกสารที่แสดงถึงการ
สำเรจ็ การฝึกอบรมในแตล่ ะระดบั หรอื หลกั ฐานอยา่ งเป็นทางการอน่ื ๆ ทีส่ ามารถใชเ้ ป็นหลักฐาน
แสดงการผ่านการฝึกอบรมในระดบั นน้ั ได้ท้งั ในประเทศและตา่ งประเทศ
- สถาบันฯ ต้องกำหนดหนา้ ทีร่ ับผิดชอบและอำนาจในการบรหิ ารจดั การงบประมาณของแผนการ
ฝึกอบรม/หลกั สตู รใหส้ อดคล้องกับความจำเปน็ ดา้ นการฝกึ อบรม
- สถาบนั ฯ ต้องมบี คุ ลากรท่ีปฏิบตั ิงานและมคี วามเช่ียวชาญท่เี หมาะสม เพ่ือสนับสนุนการ
ดำเนนิ การของการฝกึ อบรมและกิจกรรมอืน่ ๆท่ีเก่ยี วข้อง การบริหารจัดการท่ดี แี ละใช้ทรัพยากร
ได้อย่างเหมาะสม
- สถาบนั ฯ ตอ้ งจดั ใหม้ ีใหม้ จี ำนวนสาขาความเชยี่ วชาญทางการแพทย์และหน่วยงานสนับสนนุ ด้าน
อ่นื ๆ ทเี่ กี่ยวข้องครบถว้ น สอดคล้องกับข้อบังคับและประกาศของแพทยสภาในการเปิดการ
ฝกึ อบรม
๑๓. การประกนั คณุ ภาพการฝกึ อบรม
สมาคมเวชศาสตร์ป้องกนั แห่งประเทศไทยกำหนดใหส้ ถาบันฝกึ อบรมที่จะไดร้ บั การอนมุ ัติให้
จดั การฝึกอบรม จะต้องผ่านการประเมนิ ความพร้อมในการเป็นสถาบันฝกึ อบรม และสถาบนั ฝกึ อบรม
จะตอ้ งจัดใหม้ ีการประกนั คุณภาพการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องดงั นี้
๑๓.๑ การประกนั คุณภาพการฝึกอบรมภายในสถาบนั ฝึกอบรมจะต้องจัดให้มีระบบและกลไกการ
ประกนั คุณภาพการฝึกอบรมภายใน อยา่ งน้อยทกุ ๒ ปี
๑๓.๒ การประกันคุณภาพการฝึกอบรมภายนอก สถาบนั ฝึกอบรมจะต้องได้รับการประเมินคุณภาพ
จาก คณะอนุกรรมการฝกึ อบรมฯ อยา่ งน้อยทุก ๕ ปี
ภาคผนวกที่ ๑
รายนามคณะอนกุ รรมการจัดทำเกณฑ์หลกั สูตรและเกณฑก์ ารฝกึ อบรมแพทย์ประจำบ้าน
เพือ่ วุฒิบตั รแสดงความรคู้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๑
๑. นพ.มล.สมชาย จกั รพันธ์ุ ประธานอนกุ รรมการ
๒. นายแพทย์ยงยุทธ วงศภ์ ิรมยศ์ านติ์ คณะทำงาน
๓. นายแพทยบ์ ุญชัย นวมงคลวัฒนา คณะทำงาน
๔. นายแพทย์สมัย ศิริทองถาวร คณะทำงาน
๕. นายแพทย์สวุ ฒั น์ มหตั นิรนั ดรก์ ุล คณะทำงาน
๖. นายแพทย์พงศเ์ กษม์ ไข่มุกด์ คณะทำงาน
๗. นายแพทย์ปริทรรศ ศลิ ปกจิ คณะทำงาน
๘. นายแพทย์ศริ ิศักด์ิ ธิตดิ ิลกรตั น์ คณะทำงาน
๙. แพทย์หญิงเบญจพร ปัญญายง คณะทำงาน
๑๐. นายแพทย์ศรตุ พันธ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา คณะทำงาน
๑๑. นายแพทย์บรุ ินทร์ สุรอรณุ สมั ฤทธิ์ คณะทำงาน
๑๒. แพทย์หญิงเบญ็ จมาส พฤกษ์กานนท์ คณะทำงาน
๑๓. นายแพทย์พนา ไวยคณี คณะทำงาน
๑๔. นายแพทย์ทวศี ิลป์ วิษณโุ ยธนิ คณะทำงานและเลขานุการ
๑๕. แพทยห์ ญิงพันธ์ุนภา กิตตริ ัตนไพบูลย์ คณะทำงานและเลขานุการ
ภาคผนวกที่ ๒
เกณฑ์การเปดิ หลกั สตู รฝกึ อบรมแพทยป์ ระจำบา้ น วว. เวชศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสุขภาพจติ ชุมชน
พ.ศ. ๒๕๖๑
เกณฑม์ าตรฐานสถาบันฝึกอบรม วว. เวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน
๑. เกณฑ์ทั่วไป
สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันฝึกอบรม หลกั สตู รการฝึกอบรมแพทย์
ประจำบ้านเพอ่ื วฒุ ิบตั รแสดงความรูค้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน
แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน จะต้องมคี ุณสมบัติตามเกณฑท์ วั่ ไปทีร่ ะบุไวใ้ นข้อบังคบั ของแพทยสภา วา่ ด้วยการเสนอ
ขอเปิดการฝึกอบรมเปน็ ผ้มู ีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาและอนุสาขาตา่ ง ๆ
พ.ศ. ๒๕๖๐
สถาบันฝกึ อบรมต้องมีคุณสมบตั ิทวั่ ไป ดงั นี้
(ก) ได้รบั การรับรองคุณภาพ หรือกำลงั ดำเนนิ การพัฒนาเพ่ือการรับรองคณุ ภาพ
(ข) มีบรรยากาศทางวิชาการในลักษณะสังคมนกั วิชาการ เพ่ือเสรมิ สรา้ งคณุ สมบตั ิในการใฝร่ ู้ให้แกผ่ ู้
เขา้ รับการฝกึ อบรม
(ค) มีระบบการบริหารจดั การทด่ี ี มีสถานท่ี เครื่องมืออปุ กรณ์ และจำนวนผู้ป่วยทง้ั ประเภท
ผู้ป่วยในและผู้ปว่ ยนอก กิจกรรมส่งเสรมิ ปอ้ งกัน และการดำเนินงานสุขภาพจติ ชุมชนพอเหมาะ
แก่การฝึกอบรม และผ้เู ข้ารับการฝึกอบรมได้มีสว่ นดำเนนิ การดแู ลรกั ษาและให้บริการกบั ผปู้ ว่ ย
โดยตรง และได้มสี ่วนร่วมในกิจกรรมการดำเนินงานสขุ ภาพจิตชมุ ชน
(ง) มีหนว่ ยงานเทียบเทา่ ภาควิชาในคณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ หรอื แผนกใน
โรงพยาบาลเปน็ ผรู้ บั ผิดชอบดำเนินการ โดยผ้บู ริหารของหน่วยงานดงั กลา่ วทร่ี บั ผดิ ชอบ
ดำเนินการต้องไม่มีผลประโยชน์สว่ นตัวทอ่ี าจขัดขวางการบริหารงานและการพัฒนางานการ
ฝกึ อบรมแพทย์ประจำบา้ น
(จ) มีปณิธานและพันธกจิ ระบไุ ว้ชดั เจนวา่ มุ่งผลิตแพทย์ประจำบา้ นท่มี ีความรู้ ความสามารถและ
คณุ สมบตั ิสอดคล้องกับหลักสูตร มคี วามสามารถในการเปน็ นกั วิชาการ และศึกษาตอ่ เน่ืองได้
และมวี ัตถปุ ระสงค์ของหลักสูตรท่ีสอดคล้องกับพันธกิจ
(ฉ) มีระบบบริหารงานที่ชัดเจนเพ่ือสนับสนนุ การจักการฝึกอบรมใหบ้ รรลตุ ามปณธิ าน ไดแ้ ก่ การ
บรหิ ารงานทั่วไป การบรหิ ารการศึกษา เป็นต้น ระบบบริหารงาน ดงั กล่าวให้ทำเปน็ ระเบียบของ
สถาบันฝึกอบรม และประกาศให้ผู้เกยี่ วข้องทราบท่วั กัน
(ช) มแี พทย์ผทู้ รงคุณวุฒิจำนวนเพียงพอรับผิดชอบในสาขาที่ฝึกอบรมและในสาขาท่ีเกย่ี วข้องและมี
ความมุ่งม่ัน ความเตม็ ใจในการเป็นอาจารย์ประจำหลักสตู รฝกึ อบรม
(ซ) ก่อนเปิดดำเนินการฝึกอบรม สถาบนั ฝึกอบรมจะต้องดำเนินการให้แพทยสภารับรองหลักสูตรของ
สถาบนั ฝึกอบรมและทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอาจารย์ ส่ือการศกึ ษาและอุปกรณ์การฝึกอบรม
ครบถ้วนตามเกณฑท์ ่ีกำหนด ท้งั นี้ตอ้ งมแี ผนดำเนนิ การในระยะ ๕ ปี ทีม่ ีความชดั เจนและเปน็ ไป
ได้ โดยแผนปฏิบัตกิ ารจะต้องแสดงให้เหน็ ความพรอ้ มดังกล่าว ก่อนเรมิ่ การฝึกอบรมแตล่ ะชน้ั ปี
อยา่ งน้อย ๑ ปกี ารศึกษา
๒. เกณฑเ์ ฉพาะ
สถาบนั ฝกึ อบรมสาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน จะตอ้ งได้รับการรบั รองจากสมาคม
เวชศาสตรป์ อ้ งกันแห่งประเทศไทย โดยมีสถานท่ี เคร่ืองมือ อุปกรณ์ จำนวนและการกระจายผู้มปี ญั หา
สุขภาพจติ และผู้ปว่ ยจิตเวชที่พบบ่อย โครงการและแผนการพัฒนางานสุขภาพจิตชมุ ชน มาตรฐานการ
ให้บริการ และผใู้ ห้การฝึกอบรมเปน็ ไปตามเกณฑท์ ่ีคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตร์
ป้องกัน (สุขภาพจติ ชมุ ชน) กำหนด โดยความเห็นชอบของสมาคมเวชศาสตรป์ ้องกนั แห่งประเทศไทย และ
แพทยสภา ดังน้ี
๒.๑. มีสถานทแ่ี ละเครอื่ งมืออุปกรณ์ท่เี พียงพอสำหรบั งานบริการ และการฝกึ อบรม
สถาบันฝึกอบรมนน้ั หรอื สถาบนั ฝกึ อบรมรว่ ม จะต้องมหี น่วยงานกลางพื้นฐานใหบ้ ริการดังตอ่ ไปนี้
๑) หนว่ ยงานที่เกีย่ วข้องกบั การดูแลรักษาผู้มีปญั หาสขุ ภาพจิตและผู้ป่วยจิตเวชทพ่ี บบ่อย เช่น
คลนิ ิกผู้ป่วยนอก หอผู้ปว่ ยใน หน่วยฟ้ืนฟสู มรรถภาพ คลินิกใหค้ ำปรึกษา
๒) หนว่ ยงานที่เกย่ี วข้องกบั กจิ กรรมส่งเสริมสุขภาพจิต การป้องกนั ปญั หาสุขภาพจติ และการ
ดแู ลฟนื้ ฟูต่อเนื่องในชมุ ชน เช่น หนว่ ยงานและหรือทีมงานด้านสขุ ภาพจติ หรอื จิตเวชชุมชน
๓) หนว่ ยเวชระเบยี นและสถติ ิ ท่ีมีการจัดแฟม้ ประจำตวั ผู้ปว่ ยทีบ่ นั ทกึ ประวัติ ผลการตรวจ
ร่างกาย การส่ังรักษาท่ีเป็นมาตรฐาน และมีระบบการจัดเก็บ คน้ หา และประมวนผลทีม่ ี
ประสิทธิภาพ
๔) ห้องสมดุ ทางการแพทย์และสาธารณสขุ สถาบนั ฝึกอบรมจะตอ้ งมีห้องสมดุ ซง่ึ มีตำรา
มาตรฐานทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ วารสารการแพทยแ์ ละสาธารณสุขที่ใช้บ่อย และ
หนงั สอื ดรรชนีสำหรบั ช่วยค้นรายงานท่ตี ีพิมพ์ในวารสารสำหรับให้แพทยป์ ระจำบา้ นใชไ้ ด้
สะดวก
๕) สถานที่เพื่อจัดกิจกรรมวชิ าการ สถานฝกึ อบรมต้องจัดให้มีสถานทเี่ พอ่ื จัดกิจกรรมวชิ าการ
เช่น การบรรยาย หรือสอนเป็นกล่มุ ตลอดจนความพร้อมของส่ืออุปกรณโ์ สตทัศนูปกรณ์
เช่น computer, internet, LCD projector, เครอ่ื งบนั ทึกภาพ บนั ทกึ เสียง เปน็ ต้น สถานท่ี
จัดประชุมวิชาการ ห้องประชุม/บรรยาย จำนวนหอ้ งและจำนวนทน่ี งั่ แตล่ ะห้องเหมาะสมกับ
กิจกรรมเรียนรู้
๖) ห้องพักสำหรับแพทย์ประจำบ้าน สถาบันฝึกอบรมควรจดั ให้มีหอ้ งพกั สำหรบั แพทย์ประจำ
บ้านภายในสถาบนั และ/หรือห้องพักสำหรบั อยเู่ วร เช่น มีห้องพักแพทย์ประจำบ้านอยเู่ วร
เข้าพักอาศยั ได้ ๑ คน จำนวนอยา่ งน้อย ๑ หอ้ ง
๒.๒. มีจำนวนและคณุ วฒุ ิของแพทยผ์ ้ใู ห้การฝึกอบรมทเี่ หมาะสม
สถาบนั ฝึกอบรมจะต้องมีแพทย์ซงึ่ ได้รบั วุฒิบตั รหรือหนังสืออนุมตั ิเพ่ือแสดงความรคู้ วามชำนาญ
ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน (สุขภาพจติ ชุมชน) จากแพทยสภาหรือแพทยสภา
รับรองอยา่ งน้อย ๒ คน โดยกำหนดใหส้ ถาบันฝึกอบรมรบั ผู้เขา้ รับการฝึกอบรมไดใ้ นสดั ส่วนปลี ะ ๑ คน ต่อ
อาจารย์ผูใ้ หก้ ารฝึกอบรม ๒ คน ในกรณีที่ต้องการรบั แพทยป์ ระจำบา้ นปลี ะ ชั้นละมากกว่า ๑ คน ใหค้ ำนวณ
ตามสดั ส่วนอาจารย์ผ้ใู ห้การฝึกอบรมเตม็ เวลา ๑ คนท่เี พมิ่ ขึ้น ต่อแพทยป์ ระจำบา้ นทั้งหมดทเ่ี พ่ิมข้ึนปีละ ช้นั
ละ ๑ คน และอาจารยผ์ ู้ทำหนา้ ทห่ี วั หน้าสถาบนั ฝกึ อบรม หรือประธานการฝึกอบรมจะต้องปฏิบตั ิงาน
ทางด้านเวชศาสตรป์ ้องกนั (สุขภาพจิตชมุ ชน) มาแล้วไม่นอ้ ยกว่า ๕ ปี
๒.๓. มีภาระงานดา้ นเวชกรรมปอ้ งกนั แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน ท่ีมคี ณุ ภาพและปริมาณทเี่ พยี งพอต่อการ
ฝกึ อบรม
สถาบนั ฝกึ อบรมจะต้องมีปริมาณภาระงานดา้ นเวชกรรมปอ้ งกนั แขนงสุขภาพจติ ชุมชน จำนวน
เพยี งพอ สำหรับการฝึกอบรม ดังน้ี
๑) กจิ กรรมบริการด้านการจดั การปญั หาสุขภาพจิตและโรคจิตเวชท่พี บบอ่ ย
กจิ กรรมบรกิ าร จำนวนข้ันตำ่ บรกิ าร (ครงั้ /ป)ี
จำนวนผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรม (คน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
การบริการผูป้ ว่ ยนอก ๑๐๐ ๒๐๐ ๓๐๐ ๔๐๐ ๕๐๐ ๖๐๐ ๗๐๐ ๘๐๐ ๙๐๐ ๑๐๐๐
การบรกิ ารผ้ปู ่วยใน ๒๐ ๔๐ ๖๐ ๘๐ ๑๐๐ ๑๒๐ ๑๔๐ ๑๖๐ ๑๘๐ ๒๐๐
การบริการประชาชนและชุมชนใน ๖ ๑๒ ๑๘ ๒๔ ๓๐ ๓๖ ๔๒ ๔๘ ๕๔ ๖๐
ภาวะปกติ
การบรกิ ารประชาชนและชุมชนใน ๒ ๔ ๖ ๘ ๑๐ ๑๒ ๑๔ ๑๖ ๑๘ ๒๐
ภาวะวิกฤติ
๒) กิจกรรม/โครงการดา้ นส่งเสริมสขุ ภาพจติ และป้องกนั ปญั หาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวช
กิจกรรม/โครงการ จำนวนกจิ กรรม/โครงการ (ครัง้ ต่อป)ี
จำนวนผเู้ ข้ารับการฝึกอบรม (คน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สุขภาพจิตและพัฒนาการเดก็ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สขุ ภาพจติ เดก็ และวยั รนุ่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สขุ ภาพจิตในวัยทำงาน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สุขภาพจิตผสู้ งู อายุ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สุขภาพจิตและการบำบดั ผตู้ ดิ สารเสพ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
ติด
สุขภาพจิตและนิติจิตเวช ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สุขภาพจติ ในภาวะวิกฤต ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สุขภาพจติ ในเขตเมอื ง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
การพัฒนาเทคโนโลยีการดำเนนิ งาน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สขุ ภาพจิตในชุมชน
การบูรณาการงานสุขภาพจติ ในระบบ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
บรกิ ารสาธารณสุข
การพฒั นางานสุขภาพจติ ชุมชน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
ร่วมกับเครอื ข่าย
การนเิ ทศและตดิ ตามผลการ ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ดำเนนิ งานสขุ ภาพจิตในชมุ ชน
แผนและยทุ ธศาสตรก์ ารดำเนนิ งาน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
สขุ ภาพจิตระดบั เขตสขุ ภาพ
การพัฒนางานสุขภาพจติ นอกระบบ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑
สาธารณสขุ
กฎหมายสขุ ภาพจิตและกฎหมายอืน่ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑
ที่เก่ียวข้องกบั งานสุขภาพจิตชุมชน
๒.๔. หน่วยงานสนับสนุน
สถาบันฝกึ อบรมควรมีหนว่ ยงานทส่ี ามารถให้การสนับสนนุ และรองรับงานวิจยั ได้ โดยเฉพาะงานดา้ น
สง่ เสริมสุขภาพจติ และป้องกันปัญหาสขุ ภาพจติ บุคคลและชมุ ชน เชน่ โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพ,
Well Child Clinic, Health Promotion Clinic, โรงเรียนพอ่ แม่, คลนิ กิ คนไทยไรพ้ งุ (Diet Physical
Activity Clinic DPAC), คลินกิ วยั รุ่น, คลนิ กิ ผสู้ งู อายแุ ละผู้พิการคณุ ภาพ, คลนิ กิ สุขภาพจิต และ ศูนย์
สุขภาพจิต
๒.๕. หอ้ งสมดุ และระบบบริการเวชสารสนเทศทเี่ หมาะสมกับการฝกึ อบรม
มีบรกิ ารเวชสารสนเทศที่เหมาะสมกบั การฝกึ อบรม เป็นแหลง่ คน้ ควา้ ทางด้านการแพทย์และสาธารณสขุ
๒.๖. มีกจิ กรรมวิชาการ
สถาบนั ฝึกอบรมจะต้องจดั ให้มีกจิ กรรมวิชาการสม่ำเสมอ ได้แก่
๑. การประชุมวิชาการในภาควิชา/หน่วยงาน ไมน่ อ้ ยกว่าเดือนละ ๑ คร้ัง ได้แก่ journal club,
interesting case, morbidity and mortality conference, topic review เปน็ ต้น
๒. การประชุมร่วมระหวา่ งฝ่าย/หนว่ ยงาน ไม่นอ้ ยกว่าเดือนละ ๑ ครั้ง
๓. การประชุมวชิ าการในลักษณะอน่ื ๆ
๔. สนบั สนนุ ให้แพทย์ผู้เข้าฝึกอบรมไปร่วมประชมุ วิชาการนอกสถานทตี่ ามโอกาสอันควร
หมายเหตุ: สถาบนั ฝึกอบรมใดขาดหน่วยงานหรือคุณสมบตั ขิ อ้ ใด อาจใชส้ ถาบนั อ่นื ร่วมดว้ ยโดยความ
เหน็ ชอบของคณะอนุกรรมการฝกึ อบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน (สุขภาพจิตชมุ ชน) ทีแ่ ต่งตั้ง
โดยแพทยสภา
๓. สถานภาพของสถาบันฝกึ อบรม
สถาบันฝึกอบรมมสี ถานภาพหลายอยา่ ง ตามบทบาทหนา้ ท่ใี นการฝึกอบรม ดังนี้
๓.๑ สถาบันฝึกอบรมหลัก ได้แก่ สถาบนั ฝึกอบรมทีด่ ำเนินการจดั ทำหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำ
บา้ น และได้รบั อนุมัตจิ ากแพทยสภาให้เปดิ เปน็ สถาบนั ฝกึ อบรม โดยจดั ให้ผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมไดร้ ับ
ประสบการณ์จากสถาบนั ฝึกอบรมตลอดหลกั สูตร หรือเปน็ เวลาไมต่ ำ่ กวา่ ระยะเวลา ๒ ใน ๓ ของ
หลักสตู ร
๓.๒ สถาบันรว่ มฝกึ อบรม ได้แก่ สถาบนั ฝึกอบรมต้ังแต่ ๒ แห่งขึน้ ไปที่ดำเนินการจดั ทำหลักสูตรการ
ฝึกอบรมแพทย์ประจำบา้ นได้รับอนมุ ัตจิ ากแพทยสภาใหเ้ ป็นสถาบนั ฝึกอบรมร่วมกัน โดยจัดให้ผ้เู ข้า
รับการฝึกอบรมไดร้ ับประสบการณ์จากทุกสถาบนั โดยแต่ละแห่งมีเวลาไมต่ ำ่ กวา่ ๑ ใน ๓ ของ
ระยะเวลาของหลกั สูตร
๓.๓ สถาบันฝึกอบรมสมทบ ได้แก่ สถาบันฝกึ อบรมที่ได้รับอนมุ ัติจากแพทยสภาใหเ้ ปน็ สถาบันฝกึ อบรม
สมทบกบั สถาบันหลกั เพื่อจดั การฝกึ อบรมแพทย์ประจำบา้ นในส่วนทสี่ ถาบันหลักไม่สามารถจัด
ประสบการณ์ได้ โดยกจิ กรรมดงั กลา่ วเมือ่ รวมกันแล้วตอ้ งมีระยะเวลารวมกนั ไม่ตำ่ กว่า ๓ เดอื น และ
ไมเ่ กนิ ๑ ใน ๓ ของระยะเวลาของหลักสตู ร
๔. การขออนุมัตเิ ป็นสถาบนั ฝึกอบรมสาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสุขภาพจติ ชมุ ชน
คณะแพทยศาสตร/์ วิทยาลัยแพทย์/โรงพยาบาลใด ทม่ี ีความประสงคจ์ ะเปิดเป็นสถาบันฝกึ อบรมใน
สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน ถ้าเป็นการจัดการฝึกอบรมทม่ี หี รือไม่มีสถาบันฝกึ อบรมสมทบ
ใหส้ ถาบนั ฝกึ อบรมหลักเปน็ ผู้ดำเนินการในการจดั ทำขอ้ มูล หากเปน็ การจดั การฝกึ อบรมในลักษณะท่ีมีสถาบนั
รว่ มฝึกอบรม ให้ทกุ สถาบนั ฝึกอบรมรว่ มรบั ผิดชอบเป็นผูด้ ำเนนิ การจัดทำขอ้ มลู ตามเกณฑ์หลักสูตรการ
ฝกึ อบรมที่สมาคมเวชศาสตรป์ อ้ งกันแห่งประเทศไทยกำหนด เสนอแพทยสภา เพอื่ ส่งให้สมาคมเวชศาสตร์
ป้องกนั แห่งประเทศไทยที่แพทยสภาเป็นผู้มอบหมายให้เป็นผู้รับผดิ ชอบดูแลการฝึกอบรม ประสานงานกับ
คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบฯ ตรวจรับรองการเปดิ เปน็ สถาบนั ฝกึ อบรมและกำหนดศักยภาพของ
สถาบนั ฝึกอบรมหลักและสถาบนั สมทบ (ถา้ ม)ี หรือสถาบันรว่ มฝกึ อบรมตามเกณฑ์หลกั สตู รและจำนวนความ
ตอ้ งการของแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน เมื่อคณะอนุกรรมการฝึกอบรม
และสอบฯ ประเมนิ แลว้ ให้สมาคมเวชศาสตรป์ อ้ งกนั แหง่ ประเทศไทย พจิ ารณาเสนอแพทยสภาเพ่ืออนุมตั ิ
ตอ่ ไป
ภาคผนวกที่ ๓
เน้อื หาหลกั สูตรฝึกอบรมแพทย์ประจำบา้ นสาขาเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน
พ.ศ. ๒๕๖๑
เนอ้ื หาหลักสตู ร ประกอบด้วย
1. ความรพู้ ้ืนฐานของเวชศาสตร์ปอ้ งกนั ท่ัวไป ประกอบด้วย
1.1.พื้นฐานและหลกั การของเวชศาสตร์ป้องกันท่ัวไป (Fundamental and Principle of
Preventive Medicine) ประกอบดว้ ย
1.1.1. Principles of preventive medicine
1.1.2. Concept of diseases prevention and health promotion
1.1.3. Public health system administration and intervention
1.1.4. Principles of epidemiology and its applications
1.1.5. Biostatistics
1.2.ความรู้พ้ืนฐานของเวชศาสตร์ป้องกันเฉพาะด้าน (Fundamental of Special Branch in
Preventive Medicine) ประกอบดว้ ย
1.2.1 ความรู้พ้ืนฐานสาธารณสขุ ศาสตร์ ประกอบด้วย
- Concept of public health
- Measuring, monitoring and evaluation the health of population, manage
the health problem of population
- National health system and global health
- Planning and managing health system
- The epidemiologic approach to disease and intervention
- Using epidemiology to identify the cause of disease
- Applying epidemiology evaluation and policy
1.2.2 ความรู้พื้นฐานระบาดวทิ ยา ประกอบดว้ ย
- Concept of disease distribution, determinants and epidemiological triad
- Study designs and basic statistics
- Concept of public health surveillance
1.2.3 ความรพู้ ืน้ ฐานสขุ ภาพจติ ชุมชน ประกอบด้วย
- Concept of community mental health
- Mental health promotion
- Preventing of mental health and mental health problems
- Common mental health problems and mental disorders
- Community mental health assessment and management
1.2.4 ความร้พู น้ื ฐานอาชีวเวชศาสตร์ ประกอบด้วย
- principle of occupational and environmental medicine
- health hazard and health effects
- fit for work
- basic safety
- Diagnosis of occupational diseases
1.2.5 ความร้พู น้ื ฐานเวชศาสตรป์ ้องกันคลินกิ ประกอบด้วย
- Natural history of diseases and level of prevention in clinical preventive
medicines
- Principles and provision of vaccines
- Prevention and control of sexually transmitted infections.
- Prevention and control of nosocomial infections
- Prevention and care of geriatric patients
1.2.6 ความรพู้ ้นื ฐานเวชศาสตรท์ างทะเล ประกอบด้วย
- Core concept of maritime health and maritime medicine
- Health requirements and fitness examination for seafarers and working at
sea
- Basic knowledge of diving and hyperbaric medicine
- Emergency service for maritime health
1.2.7 ความรูพ้ นื้ ฐานเวชศาสตรก์ ารบนิ ประกอบดว้ ย
- Concept of aviation medicine
- Health risk among aircrew and passenger and how to prevent
- Risk assessment and risk management among aircrew and passenger
- Risk of aircraft accident and how to prevent
- Aircraft accident assessment and management
1.2.8 ความรพู้ ื้นฐานเวชศาสตรก์ ารเดินทางและทอ่ งเท่ียว ประกอบด้วย
- Concept of travel medicine, pre- and post-travel care
- Health risk among travelers and how to prevent
- Risk assessment and risk management among travelers
2. ความร้เู ฉพาะทางเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน ประกอบดว้ ย
2.1. Foundation of Community Mental Health
2.1.1. Concepts of community mental health
2.1.2. Community mental health and community psychiatry
2.1.3. Mental health system
2.1.3.1. Mental health care system
2.1.3.2. Mental health service system
2.1.3.3. Quality care and quality right in mental health
2.1.4. Burden of mental disorders and mental health gap
2.1.5. Epidemiology in mental health - incidence, prevalence, morbidity, disability
and mortality
2.1.6. Inequity of mental health
2.1.7. Needs of people with mental illness
2.1.8. Cultural sensitive in mental health issue and care
2.2.Mental health promotion
2.2.1. Concepts of health promotion and mental health promotion
2.2.2. Positive mental health
2.2.3. Mental health wellbeing and Happiness
2.2.4. Culture, social capital, human right and mental health
2.2.5. Social determinants of mental health
2.2.6. Evidence based intervention for mental health promotion
2.2.7. Mental health and inter-sectorial collaboration
2.2.8. National mental health policy and strategies
2.3.Preventing of mental health problems and mental disorders
2.3.1. Prevention of mental disorders and mental health problems
2.3.2. Concepts of risk and protective factors
2.3.3. Macro-strategies to reduce risk and improve quality of life
2.3.4. Reducing stressors and enhancing resilience
2.3.5. Preventing mental disorders
2.3.5.1. Prevention of conduct problems/disorders
2.3.5.2. Depression and depressive symptoms
2.3.5.3. Substance abuse prevention
2.3.5.4. Early psychosis prevention
2.3.6. Applying prevention principles to preventing mental illness program
2.3.7. Evidence based effective public mental health intervention
2.4.Common mental disorders
2.4.1. Cause of psychiatric disorders
2.4.2. Sign and symptoms of psychiatric disorders
2.4.3. Psychiatric interview and psychosocial assessment
2.4.4. Overview of common mental disorders
2.4.4.1. Mood disorders
2.4.4.2. Psychotic disorders
2.4.4.3. Anxiety disorders
2.4.4.4. Post-traumatic stress disorders and acute stress reaction
2.4.4.5. Drug and alcohol use disorders
2.4.4.6. Psychiatric disorder due to medical conditions
2.4.4.7. Organic brain disorders, dementia
2.4.5. Recovery model for mental illness
2.5.Common mental health problems
2.5.1. Stress
2.5.2. Violence and aggression
2.5.3. Physical and sexual abuse
2.5.4. Mental health problems comorbidity with physical illness
2.5.5. Mental health and psychological support in disaster
2.5.6. Mental health of special group population-minorities, migrants
2.6.Maternal mental health, child development and developmental disorders
2.6.1. Developmental milestone
2.6.2. Bio-psycho-social factors affecting child development
2.6.3. Developmental problems and lifelong impact
2.6.4. Neurodevelopmental disorder: delayed development, autistic, LD
2.6.5. Epidemiology of child developmental problem
2.6.6. Maternal mental health intervention and parenting skills
2.6.7. Assessment tools for maternal mental health and early childhood mental
problems
2.6.8. child developmental promotion, prevention of delayed development and
development disorders
2.6.9. Community-based treatment and rehabilitation for preschoolers with delayed
development
2.7.Mental health and mental problems in school age children and adolescence
2.7.1. Definition and factors affecting school age children and adolescent mental
health
2.7.2. Common school age children and adolescent mental health and disorders
2.7.3. Assessment tools for school age children and adolescent mental health
problems and disorders
2.7.4. School age children and adolescent mental health promotion
2.7.5. School mental health
2.7.6. Community-based treatment and rehabilitation for school age children and
adolescent with mental disorders
2.8.Mental health and mental problems in working age
2.8.1. Health Promotion clinic and occupational health
2.8.2. Health promotion in working age group
2.8.3. Common mental health problems and disorder in working age group
2.8.4. Mental health in workplace
2.8.5. Happy workplace
2.8.6. Mental health in population out of workplace
2.8.7. Women mental health
2.8.8. Specific issues:
2.8.8.1. Job loss
2.8.8.2. Stress management
2.8.8.3. Alcohol and substance management in workplace
2.8.8.4. Marital and family problems
2.9.Mental health and mental problems in elderly
2.9.1. Aging trends
2.9.2. Health promotion in elderly
2.9.3. Common mental health problems and disorders in elderly
2.9.3.1. Depression
2.9.3.2. Dementia
2.9.3.3. Loss
2.9.4. การดูแลระยะยาวและการดูแลระยะสุดทา้ ยในผสู้ งู อายุ: ประเดน็ สขุ ภาพจิต
2.9.5. แนวคดิ และนโยบายการดแู ลระยะสุดท้ายในผสู้ งู อายุ
2.9.6. Institution long term care for elderly
2.9.7. Community based long term care for elderly
2.10. Suicide prevention
2.10.1. Global epidemiology of suicide and suicide attempt
2.10.2. Risk and protective factors and related intervention
2.10.3. Current situation in suicide prevention
2.10.4. National policy and strategies for suicide prevention
2.11. Drug and alcohol use prevention
2.11.1. Drug and alcohol control policies
2.11.2. Risk factors and protective factors
2.11.3. Drug and alcohol abuse prevention in the community
2.11.4. Applying prevention principles to drug and alcohol abuse prevention
programs
2.11.5. Evidence based effective drug and alcohol prevention interventions and
policies across the life span
2.12. Mental health literacy
2.12.1. Definition and conceptual framework
2.12.2. Recognition of mental disorders
2.12.3. Knowledge and beliefs about causes
2.12.4. Knowledge and beliefs about self-help
2.12.5. Knowledge and beliefs about professional help
2.12.6. Attitudes that facilitate recognition and help-seeking
2.12.7. Knowledge of how to seek mental health information
2.12.8. Cognitive organization of mental health literacy
2.12.9. Improving mental health literacy
2.12.10. Implications for mental health care
2.13. Stigma and discrimination
2.13.1. Public attitudes towards people with mental illness
2.13.2. Reduce stigma and discrimination
2.13.3. Advocacy for mental health in community
2.13.4. Working with the media to destigmatize mental illness
2.14. Ethics and mental health laws
2.14.1. Ethical framework for community mental health
2.14.2. Human rights and community mental health
2.14.3. Treatment pressures, coercion, and compulsion
2.14.4. Mental health laws
2.14.5. Forensic mental health
2.15. Psychosocial intervention in the community
2.15.1. Psycho-education for patients and family with mental illness
2.15.2. Behavior modification technique
2.15.2.1. Stress management (Breathing, exercise, muscle relaxation, imaginary
cognitive restructure)
2.15.2.2. Smoke cessation, obesity management and others lifestyle change
(BA/BI/MI)
2.15.2.3. Chronic pain management
2.15.3. Crisis intervention
2.15.4. Psychosocial first aids in emergency settings
2.15.5. Counseling and psychosocial intervention
2.15.5.1. Individual counseling
2.15.5.2. Family counseling
2.15.5.3. Group counseling
2.15.5.4. Supportive psychotherapy
2.16. Mental Health Information system
2.16.1. Concepts of Mental health information system
2.16.2. Principle of mental health system development
2.16.3. Mental health minimal data set
2.16.4. Designing and implementing a mental health information system
2.16.5. Barriers and solution in MHIS
2.16.6. Implications of mental health information
2.17. Mental health research
2.17.1. Basic concepts of mental health research
2.17.2. Qualitative research in mental health
2.17.3. Quantitative research in mental health
2.17.4. System research in mental health
2.17.5. Synthesis and criticize mental health research
2.17.6. Implications of mental health research
2.18. Community Mental Health Policy and Strategies
2.18.1. Mental health policy, plan and program
2.18.2. Mental health action plan: WHO
2.18.3. Thailand mental health strategies
2.18.4. Legislation, policy and ethics relevant to mental health care
2.18.5. Citizens’ and patients’ right
2.18.6. Shaping national mental health policy
2.18.7. Using information and evidence to improve mental health policy
2.18.8. Mental health financing and resource allocations
2.18.9. Human resource and training
2.18.10. Monitoring and evaluation of mental health policy and plan
2.19. Leadership, Network and Community Management
2.19.1. Concepts of leadership-theories, process and skills
2.19.2. Concepts of management (organization management, time management,
change management, budget control, human resource management)
2.19.3. Community assessment
2.19.4. Community management
2.19.5. Community empowerment
2.19.6. Case management
2.19.7. Social capital influencing mental health
2.19.8. Strengthening mental health network in the community
2.19.9. Strengthen mental health promotion and prevention in the community
2.19.10. Integrated mental health promotion and prevention into primary health
care and local health care system
2.19.11. Integrated mental health care to primary health care and local health care
system
2.19.12. Community based mental health program
2.20. Lesson learn of national programs of community mental health
2.20.1. Community Mental Health Tool
2.20.2. National mental health program
2.20.3. Depression surveillance system
2.20.4. National program to closing the mental health gap (psychosis, depression,
alcohol, ADHD, autistic) Child development program
2.20.5. National alcohol intervention program
2.20.6. Suicide prevention program
2.20.7. Teenage pregnancy
2.20.8. Youth Friendly Health Service (YHFS)
2.20.9. Parenting
3. หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรม์ หาบัณฑิตหรือเทยี บเทา่ และวทิ ยานพิ นธ์
4. หัตถการและทกั ษะเฉพาะด้านเวชศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสุขภาพจิตชุมชน
4.1.การประเมิน คดั กรอง วิเคราะห์ จัดการและเสริมพลังชมุ ชนในงานสขุ ภาพจติ ท้งั ระดับบุคคล
ครอบครวั ชุมชน และประชาชน
4.1.1.1. การประเมนิ ปญั หาสขุ ภาพจติ ระดับบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน และประชาชน
4.1.1.2. การวิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการงานสขุ ภาพจิตชมุ ชน
4.1.1.3. การเสริมพลังและบรู ณาการงานสุขภาพจติ ชุมชนร่วมกบั ภาคหี ลากหลาย
4.1.1.4. การเลือกและใช้เคร่อื งมือ แบบประเมนิ และเทคโนโลยดี ้านสุขภาพจติ ทเ่ี หมาะสม
กับปัญหาและบริบท
4.2.การให้คำปรกึ ษาและการให้จิตสังคมบำบดั แก่บุคคล ครอบครวั ชุมชน และประชาชน
4.2.1. การใหส้ ุขภาพจติ ศึกษาแกผ่ ู้ปว่ ยและญาติ
4.2.2. การปรบั พฤติกรรมให้กับประชาชนทว่ั ไป ประชนกลมุ่ เสี่ยง และผมู้ ปี ญั หาสขุ ภาพจิต
(Behavior modification)
4.2.2.1. การจัดการความเครียด (Breathing, exercise, muscle relaxation, imaginary
cognitive restructure)
4.2.2.2. การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมสุขภาพด้วยหลกั การเสริมสร้างแรงจงู ใจ (motivational
interviewing technique; MI)
4.2.2.3. การคดั กรองและการบำบดั แบบส้ันสำหรับผมู้ ปี ัญหาการด่ืมสรุ า สบู บหุ รีแ่ ละใชส้ าร
เสพติด
4.2.3. การสอื่ สารผ่านสื่อ (mass media) เพ่ือให้ความรู้ดา้ นสุขภาพจิต
4.2.4. Counselling and psychosocial intervention
4.2.4.1. การใหค้ ำปรึกษารายบุคคล (Individual counseling)
4.2.4.2. การใหค้ ำปรึกษาครอบครวั (Family counseling)
4.2.4.3. การใหค้ ำปรึกษารายกล่มุ (Group counseling)
4.2.4.4. การใหค้ ำปรึกษาแบบประคับประคอง (Supportive psychotherapy)
4.3.การประเมนิ และจดั การภาวะฉกุ เฉนิ ทางสุขภาพจติ และจิตเวช
4.3.1. การดแู ลเยยี วยาด้านจติ ใจในภาวะวกิ ฤติ (Mental health crisis management) ท้งั จากภยั
พบิ ัตธิ รรมชาตแิ ละจากน้ามือมนุษย(์ natural and man-made disaster)
4.3.2. การดูแลผมู้ ีปัญหาฉกุ เฉนิ ทางสุขภาพจติ และจิตเวช
4.3.2.1. พฤติกรรมฆา่ ตวั ตาย(suicidal behavior)
4.3.2.2. พฤติกรรมกา้ วรา้ ว (violence)
4.3.2.3. ภาวะฉกุ เฉนิ จากสรุ าหรอื สารเสพตดิ เชน่ alcohol withdrawal delirium,
amphetamine psychosis เปน็ ต้น
4.3.2.4. Hyperventilation syndrome
ภาคผนวกท่ี ๔
การทำวจิ ยั และการขอรบั รอง
วุฒบิ ัตรฯ สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงสุขภาพจติ ชุมชน ให้มคี ณุ วุฒเิ ทียบเทา่ ปรญิ ญาเอก
การทำวจิ ัยเพ่ือวุฒบิ ตั รสาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงสุขภาพจติ ชุมชน
๑. ขอบเขตความรบั ผดิ ชอบ
เนื่องจากความสามารถในการทำวิจัยด้วยตนเองเปน็ สมรรถนะหนึง่ ท่แี พทย์ประจำบา้ นสาขา
เวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสุขภาพจติ ชุมชน ตอ้ งบรรลุตามหลกั สตู รฯ ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๑ และ
ผลงานวิจยั ฉบับสมบูรณ์เปน็ องคป์ ระกอบหนง่ึ ของการประเมินคณุ สมบัตผิ ู้ทจ่ี ะได้รับวุฒบิ ัตรฯ เม่อื
ส้นิ สุดการฝกึ อบรม ดงั น้นั สถาบนั ฝกึ อบรมจะต้องรับผิดชอบการเตรยี มความพร้อมให้กบั แพทย์
ประจำบ้านของสถาบนั ตนเองต้งั แต่การเตรยี มโครงร่างการวจิ ัย ไปจนสน้ิ สุดการทำงานวิจยั และจัดทำ
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณเ์ พ่ือนำสง่ คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรูค้ วามชำนาญในการ
ประกอบวิชาชพี เวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกนั แขนงสุขภาพจติ ชุมชน ทั้งนี้สถาบันฝึกอบรมจะต้อง
รายงานชอื่ งานวจิ ยั อาจารย์ที่ปรกึ ษา และความคืบหนา้ ของงานวจิ ัย ตามกรอบเวลาทีก่ ำหนดไปยัง
คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบฯ เพอ่ื ใหม้ ีการกำกับดแู ลอยา่ งทัว่ ถึง
๒. องค์ประกอบของงานวจิ ัย
แพทยป์ ระจำบา้ นเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน ต้องทำงานวจิ ยั เชิงระบบ
(system research) หรือการวจิ ัยชุมชนแบบมีสว่ นรว่ ม (participatory action research) ใน
ประเดน็ สุขภาพจิตชมุ ชน อย่างนอ้ ย ๑ เร่อื ง ในระหว่างการปฏบิ ัตงิ าน ๓ ปี โดยเป็นผูว้ จิ ัยหลกั และ
ตอ้ งผ่านการนำเสนอการประชุมวิชาการสขุ ภาพจติ ระดบั ชาตหิ รือนานาชาติ หรือตีพิมพ์เผยแพร่
ผลงานวจิ ยั ในวารสารท่ไี ด้การรับรองมาตรฐาน TCI
๓. คุณลักษณะของงานวจิ ัย
๓.1. เป็นผลงานท่ีริเรม่ิ ใหม่ หรือเป็นงานวจิ ัยท่ใี ช้แนวคดิ ทีม่ ีการศึกษามาก่อนท้งั ในและตา่ งประเทศ แต่
นำมาดดั แปลงหรือทำซ้ำในบริบทของพนื้ ท่ี
๓.2. แพทย์ประจำบา้ นและอาจารย์ผดู้ ำเนนิ งานวิจัยทุกคน ควรผ่านการอบรมด้านจรยิ ธรรมการวิจยั ใน
คน และ good clinical practice (GCP)
๓.3. งานวิจยั ทกุ เรอื่ งต้องได้รบั การอนุมตั จิ ากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ัยฯของสถาบนั
๓.4. งานวจิ ัยทกุ เรอ่ื ง ควรดำเนินภายใต้ข้อกำหนดของ GCP หรือระเบียบวจิ ัยท่ีถกู ต้องและเหมาะสมกบั
คำถามวิจัย
๓.5. ใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอผลงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ อย่างนอ้ ยในบทคัดย่อ
๔. สง่ิ ที่ต้องปฏิบตั ิสำหรบั การดำเนินการวจิ ัย
๔.1. เมอื่ ได้รบั การอนุมตั ิจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในคนแลว้ ตอ้ งดำเนนิ การทำวจิ ัยตาม
ข้อตกลงโดยเคร่งครดั
๔.2. เมือ่ มีการลงนามในเอกสารชี้แจงอาสาสมัครหรือผู้แทนเพ่ือให้ยินยอมเข้ารว่ มวิจัย ต้องให้สำเนาแก่
อาสาสมัครหรือผ้แู ทนเกบ็ ไว้ ๑ ชุด
๔.3. หากเป็นการวิจัยในสถานพยาบาล ให้ระบุในเวชระเบยี นผปู้ ่วยนอกหรือผูป้ ว่ ยในถึงสถานะการเขา้
รว่ มงานวิจยั ของผปู้ ่วย
๔.4. การตรวจหรือรกั ษาเพิ่มเติมจากโครงการวิจยั ทีผ่ า่ นการอนุมัตแิ ลว้ โดยการกระทำดังกลา่ วไม่ไดเ้ ปน็
สว่ นหนง่ึ ของการดแู ลรกั ษาผู้ปว่ ยตามปกติ ไมส่ ามารถทำได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ท้ังส้ิน ยกเว้นไดม้ ีการระบุ
และอนุมัตใิ นโครงการวจิ ยั แลว้ และผ้วู จิ ัยหรอื คณะผู้วจิ ยั ต้องเป็นผรู้ บั ผดิ ชอบค่าใช้จ่ายทั้งทางตรง
และทางอ้อมที่เกดิ ขน้ึ กับผปู้ ่วยและผ้ดู ูแลผูป้ ว่ ย
๔.5. กรณที ี่โครงการวิจยั กำหนดให้ทำการตรวจหรอื รักษาท่ีเพ่มิ เติมจากการดแู ลรักษาผู้ปว่ ยตามปกติ
หากมีผลลพั ธ์ท่ีอาจส่งผลต่อประโยชน์ให้การดรู ักษาผู้ป่วย ให้ดำเนนิ การแจง้ คณะกรรมการจริยธรรม
การวิจยั เพือ่ วางแผนแจง้ ผู้ทเี่ กี่ยวข้องรับทราบต่อไป
๔.6. หากเกิดกรณีอ่นื นอกเหนอื การคาดการณ์ ให้รบี ปรึกษาอาจารย์ทีป่ รกึ ษาโครงการวจิ ยั หรือ
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย กรณีทไี่ ม่สามารถปรึกษาได้ ให้ย้อนกลับไปใชห้ ลักพื้นฐาน ๓ ขอ้
ของจริยธรรมทางการแพทย์ในการตดั สินใจ คือ
๔.6.1. การถือประโยชนส์ ขุ ของผู้ปว่ ยเป็นหลกั และการไม่กอ่ ใหเ้ กดิ ความทกุ ขท์ รมานกับผปู้ ว่ ย
๔.6.2. การเคารพสิทธิของผ้ปู ว่ ย
๔.6.3. การยดึ มนั่ ในหลักความเสมอภาคของทกุ คนในสงั คมท่ีจะไดร้ บั บริการทางการแพทยต์ าม
มาตรฐาน
๕. กรอบการดำเนนิ งานวจิ ยั ในเวลา ๓ ปี (๓๖ เดอื นของการฝกึ อบรม) แตล่ ะสถาบันควรกำหนดกิจกรรม
การวิจัย และมรี ะยะเวลาประมาณการดงั นี้
เดือนท่ี ประเภทกจิ กรรม
๖ จัดเตรียมคำถามวจิ ยั และติดต่ออาจารย์ท่ีปรึกษา
๙ จดั ทำโครงร่างงานวิจยั
๑๒ สอบและแกไ้ ขโครงรา่ งงานวจิ ยั
๑๘ ขออนุมตั จิ ากคณะกรรมการจรยิ ธรรมการวิจยั
ขอทุนสนับสนนุ งานวจิ ยั จากแหล่งทนุ ท้ังภายในและนอกสถาบัน (ถา้
ต้องการ)
๒๐ เริ่มเก็บข้อมูล
๒๔ นำเสนอความคบื หน้างานวิจัย
๓๐ วิเคราะหข์ ้อมูลและสรุปผลงานวจิ ัย
๓๑ จัดทำรายงานวิจัยฉบบั ร่างให้อาจารยท์ ปี่ รึกษาปรบั แก้ไข
๓๒ จัดทำรายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์และสอบปอ้ งกนั วทิ ยานิพนธ์
๓๖ สง่ รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ต่อสถาบัน
หมายเหตุ: กำหนดเวลาดังกล่าวอาจเปล่ยี นแปลงได้ตามความเหมาะสมและตามความเห็น
ของคณะอนุกรรมการสอบฯ
การขอรับรองวุฒิบัตรสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน ให้มีคุณวุฒิเทยี บเท่าปริญญาเอก
การรบั รองคณุ วฒุ ิหรือวฒุ กิ ารศึกษาวุฒิบัตร (ว.ว.) สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงสุขภาพจิตชุมชน
ให้ “เทยี บเท่าปริญญาเอก” น้ัน ถือเปน็ สิทธสิ ่วนบุคคลและของแตล่ ะสถาบันที่ให้การฝึกอบรม โดยให้เปน็ ไป
ตามความสมัครใจของแต่ละสถาบันทใ่ี ห้การฝกึ อบรมฯ และความสมัครใจของแพทยป์ ระจำบา้ นแต่ละรายดว้ ย
หากแพทย์ประจำบ้านมคี วามประสงค์จะขอการรับรองคุณวฒุ ิหรอื วฒุ กิ ารศึกษาวุฒบิ ตั ร (ว.ว.)
สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชมุ ชน ให้ “เทียบเทา่ ปริญญาเอก” เม่อื จบการศกึ ษาแพทย์ประจำ
บา้ นจะต้องแจง้ ให้สถาบนั ฝึกอบรมทราบเป็นลายลกั ษณอ์ ักษร ต้งั แตเ่ ร่ิมฝกึ อบรมวา่ จะรบั การฝกึ อบรมทมี่ ี
โอกาสไดร้ ับทั้ง ว.ว.และการรบั รองวุฒิดังกล่าวให้ “เทยี บเท่าปริญญาเอก” ซง่ึ กรณนี ้ผี เู้ ขา้ อบรมจะต้องมี
ผลงานวิจัยโดยท่ีเป็นผวู้ จิ ยั หลกั และผลงานน้นั ต้องตีพิมพ์ในวารสารที่เปน็ ทย่ี อมรับในระดบั ชาติหรอื นานาชาติ
ท่มี คี ณุ ภาพตามประกาศคณะกรรมการอดุ มศกึ ษาเรือ่ ง หลกั เกณฑก์ ารพจิ ารณาวารสารทางวชิ าการสำหรบั
การเผยแพรผ่ ลงานทางวิชาการ
ในกรณที สี่ ถาบันฝึกอบรมฯ ไม่สามารถจดั การฝกึ อบรมแพทยป์ ระจำบา้ น เพ่ือใหม้ กี ารรับรองคุณวฒุ ิ
ว.ว. “เทียบเท่าปริญญาเอก” ได้ สถาบนั น้นั มีสิทธท์ิ ่จี ะไมจ่ ัดการฝึกอบรมแบบท่ีมีการรบั รองคุณวฒุ ิให้
“เทียบเทา่ ปริญญาเอก” ได้ สถาบนั นนั้ ตอ้ งแจ้งให้แพทย์ประจำบ้านทราบต้ังแตว่ ันเริม่ เปิดรบั สมคั รเข้าเป็น
แพทยป์ ระจำบา้ นไปจนถึงวันที่เรม่ิ เปิดการฝกึ อบรม
ในกรณที สี่ ถาบนั ฝกึ อบรมใดต้องการใหม้ กี ารรับรอง ว.ว. ใหม้ ีคุณวุฒิดังกลา่ ว แตม่ ีทรัพยากรจำกัด
สถาบันสามารถตดิ ต่อขอความรว่ มมอื จากอาจารยแ์ ละทรพั ยากรจากสถาบนั อนื่ มาชว่ ยได้ การที่แพทย์ประจำ
บา้ นสอบผา่ นและมีสทิ ธิไ์ ด้รับวฒุ ิบตั รสาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน แล้ว หากมคี วามประสงค์
จะใหส้ มาคมเวชศาสตร์ปอ้ งกันแหง่ ประเทศไทย ดำเนินการออกเอกสารเพ่ือรบั รองวา่ วฒุ ิบัตร สาขาเวช
ศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจติ ชุมชน มคี ณุ วฒุ ิ “เทียบเท่าปรญิ ญาเอก” นน้ั จะต้องทำให้ผลงานวจิ ยั หรือส่วน
หนึง่ ของผลงานวิจยั ที่ส่งมาให้สมาคม ประกอบการเขา้ สอบ ว.ว. ในคร้ังน้นั มีลกั ษณะดังน้ี
๑. ผลงานวิจยั ต้องไดร้ ับการตพี ิมพ์หรอื อยา่ งน้อยไดร้ ับการตอบรบั ใหต้ พี มิ พใ์ นวารสารระดับชาติหรือ
นานาชาติท่ีมีคุณภาพตามประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง หลกั เกณฑ์การพิจารณา
วารสารทางวชิ าการ สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวชิ าการ
๒. ใหใ้ ชภ้ าษาอังกฤษในการเขยี นบทคัดย่อ
การตีพิมพใ์ นวารสารระดับชาติหรอื นานาชาตทิ ่ีมคี ณุ ภาพที่อยู่นอกเหนือประกาศของ TCI ใหเ้ ปน็
บทความทตี่ ีพมิ พ์ในวารสารท่ีถูกคดั เลือกใหอ้ ยู่ใน PubMed, Scopus, Web of Science หรือ Google
Scholar หรอื ในวารสารนานาชาตทิ ่ีใช้ภาษาอังกฤษในบทความหรือในบทคัดย่อและมกี ารตพี ิมพว์ ารสารฉบับ
นม้ี านานเกิน ๑๐ ปี (วารสารเรมิ่ ออกอย่างช้าในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๖)
ในกรณที ี่ ว.ว. สาขาเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชมุ ชน ได้รับการรับรองว่า “เทยี บเท่า
ปริญญาเอก” สมาคมฯ ห้ามใช้คำวา่ Ph.D. หรอื ปร.ด. ท้ายช่อื ในคณุ วฒุ ิหรือวุฒิการศึกษา และห้ามเขียนคำ
วา่ ดร. นำหนา้ ช่ือตนเอง แต่สถาบันการศึกษาสามารถใช้ ว.ว. ท่ี “เทยี บเทา่ ปรญิ ญาเอก” น้ี มาใช้ให้ผทู้ เี่ ทยี บ
คณุ วฒุ ิประจำหลกั สูตรการศึกษา อาจารยร์ บั ผดิ ชอบหลักสตู รการศึกษา อาจารย์คมุ วิทยานิพนธ์ หรอื เปน็ วุฒิ
การศึกษาประจำสถานศึกษาได้ โดยเสนอใหส้ ถาบันการศึกษาแสดงวฒุ ิการศกึ ษาแยกกันดงั นี้
- มอี าจารย์ “เทยี บเท่าปรญิ ญาเอก” จำนวนก่ีท่าน จาก ว.ว.
- มีอาจารย์ “Ph.D หรือ ปร.ด. หรือ ปรญิ ญาเอก” จำนวนกี่ทา่ น
ดังนน้ั วุฒบิ ตั รฯ หรอื หนังสืออนมุ ัตฯิ ท่ีได้รบั การรบั รองวุฒิการศกึ ษานี้ อาจจะมีคำว่า “เทยี บเท่า
ปรญิ ญาเอก” ต่อท้ายไดเ้ ท่าน้ัน
ภาคผนวกที่ ๕
สมรรถนะตามเป้าประสงคห์ ลักในแตล่ ะระดับของการฝึกอบรมตามเกณฑ์
หลกั สตู รฝึกอบรมแพทย์ประจำบา้ นสาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน พ.ศ. 2561
EPA (Entrustable professional activities)
การจัดลำดับ EPA
ระดบั 1 (L1) คือ สามารถปฏิบัตไิ ด้เองภายใต้การควบคมุ ของอาจารย์อยา่ งใกล้ชิด
ระดบั 2 (L2) คือ สามารถปฏบิ ัตไิ ดเ้ องภายใต้การชีแ้ นะของอาจารย์
ระดับ 3 (L3) คือ สามารถปฏบิ ัติไดเ้ องโดยมีอาจารย์ให้ความชว่ ยเหลือเมอื่ ต้องการ
ระดับ 4 (L4) คือ สามารถปฏิบตั ิได้เองและอาจควบคุมผทู้ ่ีมีประสบการณน์ ้อยกว่าใหป้ ฏิบัตไิ ด้
EPA ชัน้ ปที ่ี 1 ชน้ั ปที ่ี 3
EPA 1 การสง่ เสริมสุขภาพจติ (mental health promotion) L2 L4
EPA 2 การป้องกนั ปัญหาสุขภาพจิตและโรคจติ เวช (preventing mental L2 L4
health problems/disorders)
EPA 3 การประเมนิ วินิจฉัยและบำบัดฟนื้ ฟผู มู้ ีปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิต L3 L4
เวชทพ่ี บบ่อย (Common mental health problems/disorders
management)
EPA 4 การวิเคราะห์และจัดลำดบั ความสำคญั วางแผน ดำเนินการ จัดการ L1 L3
ปัญหาสขุ ภาพจติ ที่พบบ่อยในชมุ ชน (mental health gap)
EPA 5 การใหก้ ารสง่ เสรมิ พัฒนาการเดก็ ส่งเสริมสขุ ภาพจิตและ ป้องกนั L1 L3
ปญั หาสขุ ภาพจิตในเดก็ และแม่ตัง้ ครรภแ์ ละหลงั คลอด รวมท้งั
ประเมิน วินจิ ฉยั ปญั หาสขุ ภาพจิตและจิตเวชท่ีพบบ่อย และ
จดั บรกิ ารเพ่ือการดูแลชว่ ยเหลอื อย่างเป็นระบบ
EPA 6 การให้การส่งเสรมิ สุขภาพจิต และปอ้ งกันปัญหาสุขภาพจิตเดก็ และ L1 L3
วัยรุ่น รวมท้ังการประเมนิ วินิจฉยั ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชท่พี บ
บ่อย และจดั บริการเพื่อการดูแลชว่ ยเหลืออย่างเป็นระบบ
EPA 7 การใหก้ ารส่งเสริมสุขภาพจิต และปอ้ งกนั ปญั หาสุขภาพจติ ในวยั L1 L3
ทำงานท้ังในสถานประกอบการและบรบิ ทอน่ื นอกสถาน
ประกอบการ รวมทั้งการประเมนิ วินจิ ฉยั ปญั หา และจัดบริการเพื่อ
การดูแลช่วยเหลอื อย่างเป็นระบบ
EPA 8 EPA ชนั้ ปที ่ี 1 ชัน้ ปีที่ 3
L1 L3
EPA 9 การให้การสง่ เสริมสุขภาพจิต และปอ้ งกันปญั หาสุขภาพจติ ผู้สูงอายุ
รวมท้ังการประเมนิ วนิ ิจฉัยปัญหาสขุ ภาพจติ และจิตเวชท่ีพบบ่อย L1 L3
EPA 10
และจัดบรกิ ารเพ่ือการดูแลช่วยเหลอื อย่างเป็นระบบ L2 L4
EPA 11
EPA 12 การประเมนิ และจัดการภาวะฉุกเฉนิ ทางสุขภาพจติ และจติ เวช และ L2 L4
EPA 13 การดแู ลเยยี วยาด้านจติ ใจในภาวะวิกฤติ (Mental health crisis L1 L3
EPA 14 L1 L4
EPA 15 management) ทง้ั จากภัยพิบตั ธิ รรมชาตแิ ละจากน้ำมอื L1 L4
L1 L4
มนษุ ย(์ natural and man-made disaster)
การส่ือสารและใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจด้านสขุ ภาพจิต (mental
health literacy) และการดำเนินการเพื่อลด stigma and
discrimination
การให้บริการทางจิตสงั คมทง้ั ต่อบคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน
การพฒั นาเทคโนโลยีการดำเนนิ งานสุขภาพจติ ในชุมชน
การบรู ณาการงานสุขภาพจติ ในระบบบรกิ ารสาธารณสุข
การวางแผนและพฒั นางานสุขภาพจติ ชุมชนร่วมกับเครอื ข่าย
การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการสง่ เสริมสุขภาพจติ
การป้องกันและจดั การปญั หาสขุ ภาพจิตและโรคจิตเวชที่พบบอ่ ยใน
ระดบั บคุ คล ครอบครวั ชมุ ชนและประชาชน
หมายเหตุ แพทย์ประจำบา้ นชั้นปที ี่ ๒ เข้ารับการศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรม์ หาบณั ฑติ หรือเทยี บเท่า
ภาคผนวกที่ ๖
การวัดและประเมนิ ผลเพอ่ื วุฒบิ ตั รฯ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน
การประเมินเพื่อวุฒบิ ตั รแสดงความรคู้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์
ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน เป็นการประเมินเพ่ือการสอบวฒุ บิ ัตรฯ สาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนง
สุขภาพจิตชมุ ชน ซ่งึ สมาคมเวชศาสตร์ป้องกนั แห่งประเทศไทย โดยคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้
ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (อฝส.) สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสขุ ภาพจิตชุมชน ทแี่ พทย
สภาเปน็ ผู้มอบหมายให้รบั ผิดชอบดแู ล เป็นผูด้ ำเนนิ การจัดใหม้ ีสอบวุฒิบตั รฯ ในทุกๆ ปี โดยที่คุณสมบัติของผู้
มีสทิ ธเิ ขา้ สอบเพื่อวุฒบิ ัตรฯ วธิ ีการวัดและประเมินผล และเกณฑ์การตดั สินจะเป็นไปตามขอ้ บงั คบั แพทยสภา
วา่ ดว้ ยหลักเกณฑ์การออกหนังสืออนุมัติบตั รและวฒุ ิบัตรเพื่อแสดงความรคู้ วามชำนาญในการประกอบวชิ าชพี
เวชกรรม
๑. คุณสมบัติของผู้มสี ทิ ธเิ ข้ารับการประเมินเพอื่ การสอบวุฒิบัตรฯ
๑.1. เป็นผู้สำเร็จการฝกึ อบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชมุ ชน จาก
สถาบนั ฝึกอบรม ๒ ปี โดยมีระยะเวลาฝกึ อบรมไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ ๘๐ ของระยะเวลาทกี่ ำหนด
๑.2. เป็นผไู้ ดร้ บั ปรญิ ญาบตั รมหาบัณฑติ จากสถาบนั การศึกษาเพ่ือปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์
มหาบัณฑิตหรือเทยี บเท่า หรือปรญิ ญาเอกสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง และไดร้ ับความเห็นชอบจาก
คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ
๑.3. ในกรณที ่ผี ้เู ขา้ รับการฝึกอบรมไม่ไดเ้ ขา้ ศกึ ษาต่อหลักสตู รปริญญาดังกลา่ วระหว่างการฝกึ อบรม แต่
ได้รับปริญญาหลักสูตรดังกลา่ วก่อนหนา้ หรอื ภายหลงั จากวนั สิ้นสดุ การฝึกอบรม ไมเ่ กนิ ห้าปี
คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบฯ สามารถพิจารณาใหม้ ีสทิ ธ์ิเข้าสอบขอรบั วฒุ ิบัตรเพื่อแสดง
ความรคู้ วามชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรม สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสุขภาพจติ
ชุมชน จากแพทยสภาได้
๑.4. เปน็ ผู้ผา่ นการประเมินผลของคณะอนุกรรมการการฝกึ อบรมภายในสถาบันฝึกอบรม และสถาบนั ฯ
เห็นสมควรใหเ้ ข้าสอบได้
๒. เอกสารประกอบใบสมคั รเพื่อสอบวุฒบิ ตั รฯ
๒.1. เอกสารรับรองประสบการณ์ภาคปฏบิ ัติจากสถาบันฝึกอบรมตามที่กำหนด
๒.2. ผลงานวิจยั ฉบับสมบรู ณ์ (full paper) และ บทความงานวิจัยทไ่ี ดร้ บั การตีพิมพ์ (manuscript) หรือ
พร้อมส่งตีพิมพ์โดยมหี นังสือรับรองจากสำนักพิมพ์ หรือบทคัดย่อและหลักฐานการนำเสนอ
ผลงานวิจัยในการประชมุ วิชาการสขุ ภาพจิตระดับชาติหรอื นานาชาติ
๒.3. ใบรบั รองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั ในมนุษย์
๒.4. เอกสารรับรองการปฏบิ ตั งิ านตามแฟ้มสะสมผลงาน
๓. วธิ ีการประเมินผลเพ่ือหนงั สือวุฒบิ ัตร
การสอบแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้ (คะแนนเตม็ ๑,๐๐๐ คะแนน)
๓.1. การสอบภาคทฤษฎี ๖๐๐ คะแนน ประกอบด้วย
๓.1.1. ขอ้ สอบปรนัย (multiple choice question; MCQ) แบง่ เป็นข้อสอบ
๓.1.1.1. ความรู้พ้นื ฐานของเวชศาสตร์ปอ้ งกนั ทั่วไป ๕๐% ๓๐๐ คะแนน ประกอบดว้ ย
- พ้ืนฐานและหลักการของเวชศาสตรป์ ้องกันทว่ั ไป (๒๐%)
- ความรพู้ นื้ ฐานของเวชศาสตร์ป้องกันเฉพาะดา้ น (๘๐%) ในหวั ขอ้
ตอ่ ไปนี้
๑) ความรูพ้ ้ืนฐานสาธารณสุขศาสตร์
๒) ความรพู้ ื้นฐานระบาดวิทยา
๓) ความรูพ้ น้ื ฐานจิตเวชชมุ ชน
๔) ความรพู้ น้ื ฐานอาชีวเวชศาสตร์
๕) ความร้พู นื้ ฐานเวชศาสตรป์ อ้ งกนั คลินกิ
๖) ความรู้พ้นื ฐานเวชศาสตร์ทางทะเล
๗) ความรู้พื้นฐานเวชศาสตรก์ ารบิน
๘) ความรูพ้ ื้นฐานเวชศาสตรก์ ารเดินทางและท่องเท่ยี ว
๓.1.1.2. ความรเู้ ฉพาะทางเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน ๕๐% ๓๐๐ คะแนน
๓.1.2. ข้อสอบอตั นยั ความรเู้ ฉพาะทางเวชศาสตร์ป้องกนั แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน (modified
essay question; MEQ, Essay, short answer question; SAQ) ๓๐๐ คะแนน
๓.2. การสอบภาคปฏบิ ตั ิ ๒๐๐ คะแนน
๓.3. การสอบสัมภาษณ์ปากเปลา่ ๒๐๐ คะแนน
๓.4. การประเมินผลงานวจิ ัย ผา่ น/ไม่ผ่าน
เกณฑ์การพิจารณาตดั สินผลการประเมินใชเ้ กณฑ์ร้อยละ ๖๐ หรือโดยอยู่ในดุลยพินิจของ
คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน