ใบความรทู้ ่ี 1 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1
วชิ าการเขียนลวดลายด้วยสี จำนวน 3 หน่วยกติ
ชือ่ หน่วย ความรทู้ ั่วไปเกย่ี วกบั การเขียนลวดลาย
ด้วยสี จำนวนชว่ั โมงรวม 5 ช่ัวโมง
ชอ่ื เรือ่ ง ความรทู้ ัว่ ไปเก่ยี วกับการเขียนลวดลายด้วยสี สปั ดาหท์ ่ี 1
ความรทู้ ั่วไปเก่ยี วกับการเขียนลวดลายด้วยสี
ประวตั คิ วามเป็ นมาของการออกแบบลวดลาย
การออกแบบลวดลายมีประวัตคิ วามเป็นมาที่ยาวนาน พร้อมๆกบั ววิ ฒั นาการของมนุษย์มาตัง้ แต่ยคุ
ก่อนประวัตศิ าสตรม์ าตง้ั แต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ การตอ่ สแู้ ก่งแย่งชว่ งชิงพื้นที่ในการดำรชวี ิต การล่าสัตว์เพ่ือ
หาอาหารประทงั ชีพ ตลอดจนความหวาดกลัวในสิง่ ลีล้ ับเหนือธรรมชาติ ทำใหเ้ กดิ การค้นหาสิ่งยึดเหนี่ยวที่จะ
สร้างขวัญและกำลังใจให้เข้มแข็ง พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ จึงก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงาน
ศลิ ปะต่างๆขนึ้ มา
ก่อนที่มนุษย์จะมีพัฒนาการจนสามารถสร้างผลงาน
ศิลปะได้หลากหลายขึ้นนั้น เชื่อกันว่าการสร้างลวดลายบน
ร่างกาย ใบหน้าของมนุษย์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ
ลวดลายกอ่ นทีจ่ ะนำไปใชพ้ นื้ ผวิ ของวัสดอุ ืน่ ภายหลัง เพราะความ
ต้องการในการกระตุ้นจิตใจให้ฮึกเหิมสร้างความน่ากลัวและน่า
เกรงขาม เปน็ ยทุ ธวิธหี น่งึ ทีจ่ ะลดทอนขวัญกำลงั ใจของคู่ตอ่ สู่ ใน
ปัจจุบันก็ยังมีชนเผ่าพื้นเมืองบางกลุ่มในเอเชีย อาฟริกา
ออสเตรเลีย อเมริกา และอินเดีย ออกแบบลวดลายบนร่างกาย
เพื่อใช้ในพิธีกรรมตามความเชื่ออยู่ หลังจากนั้นจงึ เกิดการขูดขีด
เสน้ สายต่างๆลงบนอาวุธและเครอื่ งมือ เคร่อื งใช้ต่างๆ จนเกดิ การออกแบบลวดลายเขยี นสีบนผนังถ้ำและเพิง
ผา จากการขุดค้นพบผลงานต่างๆ ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทั่วโลก บ่งบอกให้รู้ถึงความสามารถในการ
คดิ คน้ สร้างสรรคผ์ ลงานศิลปะตา่ งๆ ข้นึ มาปลกุ ปลอบจติ ใจ การขีดเขยี นสหี รอื การทำลวดลายบนพืน้ หินจะถูก
เรยี กโดยรวมวา่ ศลิ ปะถ้ำ (Cave art) หรือ ศลิ ปะบนหนิ (Rock art)
ศิลปะถ้ำ เริ่มมีการศึกษากันอย่างจิงจัง เมื่อมีการค้นพบภาพเขียนสีรูปวัวไบซัน (Bison) โดยนัก
โบราณคดีสมัครเล่น ที่ถ้ำอัลตามิรา ในประเทศสเปนราวพ.ศ. 2422 ซึ่งเป็นภาพเขียนสีในยุคหินเก่าตอน
ปลาย อายปุ ระมาณ 10,000 ปมี าแล้ว จากนัน้ มาการค้นหาภาพสีของมนุษยโ์ บราณจงึ ได้แพรก่ ระจายทั่วโลก
ราว 30 ปี ต่อมาใน พ.ศ. 2454 จงึ มกี ารคน้ พบภาพเขียนสเี ป็นคร้ังแรกในประเทศไทย ทแี่ หล่งภาพเขียนสี
เขาเขียน ในอ่าวพังงา แต่ทีม่ ักจะไดร้ ับการกล่าวถึงกนั มาก เพราะเปน็ แหล่งเขียนสีท่ใี หญ่ที่สุด มีช่ือเสียงมาก
ที่สุดในประเทศไทย คือ ที่ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2524 และเป็นศิลปะถ้ำแห่ง
แรกในประเทศทไ่ี ดร้ บั การขึ้นทะเบยี นอยา่ งเปน็ ทางการในราชกิจจานเุ บกษา
ในภาคเหนือได้มีการค้นพบภาพเขียนสีในหลายจังหวัด เช่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ลำปาง โดย
เฉพาะที่จังหวัดลำปางมีการพบภาพเขยี นสีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 แต่ได้รับการสำรวจอย่างจริงจังในปี พ.ศ.
2541 จากการสำรวจครั้งนี้ทำให้พบว่า ภาพเขียนสีที่แหล่งโบราณคดีประตูผา อำเภอแม่เมาะ จังหวัด
ลำปาง มีภาพลวดลายต่างมากกว่า 1,872 ภาพ ซึ่งส่วนมากจะเป็นภาพมือที่ใช้หลากหลายวิธีในการ
สร้างภาพ ภาพสัตว์ ภาพคน และ ภาพสัญลักษณ์ แต่ที่แตกต่างจากแหล่งภาพเขียนสีอื่นๆที่ค้นพบใน
ประเทศไทยก็คอื ทกุ พืน้ ทีท่ ี่มีภาพเขียนสีบรเิ วณเชงิ ผา พ้นื ดนิ สว่ นลา่ งจะพบหลมุ ฝงั ศพทุกแหง่ ในหลุมศพจะ
มโี ครงกระดูก เคร่ืองปน้ั ดินเผาและเครอ่ื งมอื เคร่อื งใช้ตา่ งๆ
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์มีวิวัฒนาการสูงขึ้น การออกแบบลวดลายต่างๆของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไป
ตามยุคสมยั ในบางยคุ มีความเจริญรุง่ เรือง ในบางยุคก็ตกตำ่ แต่ในวงการประวัตศิ าสตร์ศิลป์ได้ยก
ยอ่ งให้อียิปต์ กรกี และโรมันเปน็ ยุคท่ีมนุษย์มพี ฒั นาการทางศิลปะถึงจุดสงู สุด เปน็ ต้นแบบให้กับศิลปะ
ในยุคตอ่ มาจนถงึ ปจั จุบนั
ลักษณะลวดลายของภาพเขียนสี ยุคก่อนประวตั ศิ าสตร์
ภาพเขยี นสีท่ีพบในศิลปะถำ้ นัน้ ปรากฏลวดลายทแี่ ตกต่างกนั ไปตามแหล่งคน้ พบ บางลวดลายจะมี
ความคมชัด สื่อความหมายงา่ ยๆสามารถบอกไดว้ ่าเปน็ ภาพอะไร แตบ่ างภาพตอ้ งทำการศกึ ษาวิเคราะหใ์ ห้
ลึกซึ้งโดยดูจากองคป์ ระกอบอื่นๆด้วย ลวดลายที่พบเหลา่ น้แี บง่ ออกได้ 2 ลกั ษณะคือ
1. ลวดลายเหมือนจริง เป็นลวดลายที่พบเห็นมากที่สุด เช่น
คน สตั ว์ มอื เครอื่ งมือ เครือ่ งใช้ เรือ และพชื พนั ธ์ตา่ งๆ
2. ลวดลายสญั ลกั ษณ์ เปน็ ลวดลายท่ีผู้สร้างงานตอ้ งการสื่อความหมายหรือบอกใหร้ ถู้ งึ บางส่ิงบางอยา่ ง
ซึง่ ไมส่ ามารถแปลความหมายได้ ต้องทำการศกึ ษาค้นควา้ กันตอ่ ไป เช่น ภาพ
สามเหลยี่ ม วงกลม หรอื ภาพสี่เหล่ยี มมเี ส้นทแยงมมุ เป็นตน้
เม่อื โลกเปล่ียนแปลงไป มนษุ ยม์ ีวิวฒั นาการสงู ขน้ึ การออกแบบลวดลายตา่ งๆของมนษุ ยก์ เ็ ปล่ยี นไป
ตามยุคสมยั ในบางยุคมีความเจรญิ ร่งุ เรือง ในบางยคุ ก็ตกตำ่ แต่ในวงการประวตั ศิ าสตร์ศิลปไ์ ดย้ กย่องให้
อยี ปิ ต์ กรีก และโรมันเปน็ ยคุ ท่มี นุษย์มพี ฒั นาการทางศิลปะถึงจุดสูงสุด เป็นต้นแบบใหก้ บั ศลิ ปะในยุคต่อมา
จนถึงปจั จุบัน
ความหมายของการออกแบบลวดลาย
การออกแบบลวดลายในความหมายของภาษาไทยตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2542 ไม่มีการกล่าวถึงและคำวา่ การออกแบบ หรอื ออกแบบ กไ็ มม่ ปี รากฎ มแี ตค่ ำว่า
ลวดลาย ซ่ึงหมายถึง ลายต่างๆที่เขียนหรือแกะสลกั , ฝมี ือความสามารถทแี่ สดงใหป้ รากฏ
ในความหมายของภาษาองั กฤษมีคำท่มี ีความหมายเกีย่ วข้องกับการออกแบบลวดลายดังน้ี
Decorate. vt. หมายถงึ การตกแต่ง, ประดับ
Ornament. vt. หมายถงึ ประดับ
n. หมายถงึ เคร่อื งประดบั
design. vt. หมายถึง ออกแบบ, แผนการ
n. หมายถงึ แบบ, การออกแบบ,ลวดลาย, แผนการ
การออกแบบลวดลาย (Decorative Design) หมายถึง การออกแบบเพ่อื ใช้ในการตกแตง่ ประดับ
พื้นที่ หรือวัสดุต่างๆให้มีความสวยงามเหมาะสม กลมกลืนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยลวดลาย
เหลา่ นอี้ าจจะมีความหมายชดั เจนหรือเป็นสญั ลกั ษณ์
จะเห็นได้ว่า การออกแบบลวดลายไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาได้โดยอิสระ ต้องคำนึงถึง
องค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น สถานที่ พื้นที่ ขนาด วัสดุ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดให้การ
ออกแบบลวดลายอยูใ่ นขอบเขตตามวัตถุประสงค์
ชนิดของการออกแบบลวดลาย
ผลงานการออกแบบลวดลายที่มนษุ ย์สร้างสรรค์ข้ึนมา บง่ บอกถึงจินตนาการไม่มที ี่ส้ินสดุ ของมนุษย์
ซึง่ ผลงานเหลา่ นี้จะมคี วามแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของงาน ของวสั ดุ และของกรรมวิธใี นการสร้างสรรค์
การออกแบบลวดลายแบง่ ออกเป็นชนิดใหญ่ๆได้ 3 ชนิด คอื
1. การออกแบบลวดลายตกแตง่ วสั ดุ 2 มติ ิ
2. การออกแบบลวดลายตกแต่งผลิตภัณฑ์ 3 มิติ
3. การออกแบบลวดลายสถาปัตยกรรม
1.การออกแบบลวดลายตกแตง่ วสั ดุ 2 มิติ
การออกแบบลวดลายตกแตง่ วสั ดุ 2 มิติ เป็นการออกแบบลวดลายลงบนวสั ดทุ ี่เป็นพนื้ ระนาบ มี
ความกว้างกับความยาวเท่านัน้ เชน่ กระดาษ ไม้ ผนัง ผา้ กระจก ซึง่ ลกั ษณะของลวดลายทอ่ี อกแบบลง
บนวสั ดุเหล่านี้ จะแตกต่างออกไปตามวัตถปุ ระสงคแ์ ละกรรมวธิ ี เชน่
1.1การออกแบบลวดลายบนกระดาษ เปน็ การ
ออกแบบท่ีตอ้ งการบันทกึ เหตกุ ารณ์ เรอ่ื งราวและความรูต้ ่างๆให้
คนรนุ่ หลงั ได้ศึกษา การออกแบบลวดลายลักษณะน้ีจึงมักจะใช้
ประกอบกบั การเขียนอกั ษร โดยการใช้ลวดลายเป็นส่อื อธิบายให้
ทำความเข้าใจงา่ ยข้นึ การออกแบบลวดลายบนกระดาษสามารถ
ทำได้หลายวธิ ี เชน่ การวาดภาพ การทำแมพ่ ิมพจ์ ากไม้หรือ
โลหะ การจารดว้ ยเหล็กแหลม การพมิ พด์ ว้ ยแทน่ พิมพ์
1.2 การออกแบบลวดลายบนไม้ เป็นการ
ออกแบบเพอ่ื ประดบั ตกแตง่ ไมท้ ่ใี ช้ประกอบสถาปัตยกรรมใหม้ ี
ความสวยงาม มีเนอื้ หาสาระมากขึ้นนอกจากนกี้ ารเตรยี มพ้ืนท่ี
กอ่ นการออกแบบลวดลายลงไป ยังช่วยให้เน้ือไม้มคี วามทนทานยดื อายุการใช้งานใหน้ านข้ึน
1.3 การออกแบบลวดลายบนผนงั เป็นการออกแบบพ้นื ผวิ ระนาบท่มี ีความเกา่ แก่ทส่ี ดุ ที่มี
มาต้งั แต่ยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ และตอ่ เนอื่ งมาจนถงึ ปัจจบุ นั เนอ่ื งจากเปน็ พน้ื ที่ท่อี ยรู่ อบตวั มนษุ ย์ พบเห็น
ได้ทกุ วนั เชน่ ผนังถำ้ เพงิ ผา ฝาบ้าน ผนังโบสถ์และวหิ าร จงึ ง่ายและเหมาะสมในการออกแบบลวดลาย
ลักษณะของลวดลายจะเปล่ยี นแปลงไปตามยคุ สมัยโดยสอดคลอ้ งกับความเชื่อ ศาสนาและ
ความสามารถของผู้สรา้ งสรรค์ผลงาน
1.4 การออกแบบลวดลายบนผ้า เปน็ การออกแบบลวดลายเพ่อื ตกแต่งวัสดทุ ี่มีความเบาบาง
อ่อนพล้ิว ลักษณะของลวดลายจะเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของการใชง้ าน เชน่ นำมาตดั เยบ็ เปน็ เส้ือผ้า
สำหรบั ใชส้ อย หรือทำพระบฏสำหรบั ตอบสนองความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนา การออกแบบลวดลายผ้ามี
หลายวธิ ี เช่น การยอ้ มผ้า การทอและการวาดภาพระบายสี
1.5 การออกแบบลวดลายบนกระจก เปน็ การออกแบบลาดลายบนวสั ดุท่ีมคี วามมนั และ
เรียบ โดยการเขียนสี กดั ด้วยกรดหรอื พ่นดว้ ยทราย ในสมยั โกธกิ (Gothic) จะใช้วิธีประดบั กระจกสีหน้าตา่ ง
(Stained Glass) ของวิหาร ความสดใสของสีกระจกเมอ่ื แสงสวา่ งส่องผ่าน สรา้ งบรรยากาศให้เกดิ ความขลงั
และศกั สิทธ์ิ
2.การออกแบบลวดลายตกแตง่ ผลติ ภณั ฑ์ 3 มิติ
การออกแบบลวดลายตกแตง่ ผลิตภัณฑ์ 3 มิติ เปน็ การออกแบบลวดลายบนรูปทรงที่มีความ
ลึกและหนา ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการออกแบบลวดลายจึงต้องคำนึลถึงรูปทรงเหล่าน้ี
ประกอบดว้ ยเพอ่ื ให้เกิดการสอดคล้อง สัมพนั ธ์กัน เช่น รปู ทรงกลม สามเหลย่ี ม สเ่ี หลย่ี มและรูปทรงอิสระ
อื่นๆ
รูปทรงต่างๆนี้อาจจะมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน ซึ่งแต่ละลักษณะของลวดลายจะมี
เป้าหมายทเ่ี หมือนกนั คือ ต้องสร้างความสวยงามเหมาะสมใหก้ บั รูปทรงนน้ั
ลวดลายบนแก้วเป็ นชดุ ต่างๆ
3. การออกแบบลวดลายตกแต่งสถาปัตยกรรม
การออกแบบลวดลายตกแต่งสถาปัตยกรรม เป็นการใช้ลวดลายตกแต่งพื้นที่ต่างๆของ
สถาปตั ยกรรมทัง้ ภายในและภายนอกให้มีความสวยงาม อลังการ น่าศรัทธา การตกแตง่ สถาปตั ยกรรม ใน
ระยะแรกๆจะเน้นทศี่ าสนสถาน เชน่ วหิ าร โบสถ์ กอ่ นจะปรับเปล่ียนมาใช้กับทีพ่ ักอาศัยโดยวิธีการที่ใช้จะ
แตกตา่ งกันออกไปตามวตั ถุประสงค์ ลกั ษณะของงานและพ้ืนท่ีในการตกแตง่ ลวดลาย ซึ่งวธิ ีการโดยรวมจะมี
2 วธิ ี คอื
3.1ประติมากรรม จะเป็นการนำเอากรรมวิธีต่างๆในการสร้างลวดลายทางประติมากรรมมา
ประกอบเขา้ กับรปู ทรงสถาปัตยกรรม ช่วยเนน้ ความงามของสถาปัตยกรรมใหเ้ ดน่ ชัดขึ้น โดยทำใหป้ ระโยชน์ใช้
สอยสูญเสียไป เช่น การแกะสลักลวดลายหัวเสาของอียิปต์ กรีก และโรมัน การปั้นลวดลายตกแต่งซุ้มประตู
โขง หน้าบนั ของอโุ บสถและวหิ ารในศลิ ปะลา้ นนา หรอื การแกะสลักบานประตู บานหนา้ ต่างของศาสนสถาน
ตา่ งๆ
ใบงานที่ 1
เรอื่ ง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนลวดลายดว้ ยสี
ชื่อ…………………………………………………………………………………………………เลขที่………………ระดับช้นั ……………….
คำช้ีแจง ให้นกั เรียนตอบคำถามต่อไปน้ี โดยเขียนคำตอบลงในช่องคำตอบทก่ี ำหนดให้
1.ในภาคเหนือไดม้ ีการค้นพบภาพเขยี นสีในจังหวดั อะไรบ้าง
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.ลกั ษณะลวดลายของภาพเขยี นสี ยุคก่อนประวัตศิ าสตร์ ลวดลายที่พบแบง่ ออกได้ 2 ลักษณะคือ
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.จงอธบิ ายความหมายของการออกแบบลวดลาย
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.การออกแบบลวดลายแบ่งออกเป็นชนดิ ใหญๆ่ ได้ กชี่ นิด อะไรบา้ ง
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.การออกแบบลวดลายตกแต่งวัสดุ 2 มิติ กรรมวธิ ีใดท่เี ปน็ การออกแบบพ้นื ผิวระนาบท่ีมคี วามเก่าแก่ที่สุด
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบความร้ทู ี่ 1 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1
วชิ าการเขียนลวดลายดว้ ยสี จำนวน 3 หนว่ ยกิต
ชือ่ หน่วย ความรทู้ ่วั ไปเกย่ี วกับการเขยี นลวดลาย
ด้วยสี จำนวนชวั่ โมงรวม 5 ชั่วโมง
ชื่อเรอื่ ง ความรทู้ วั่ ไปเกยี่ วกบั การเขียนลวดลายด้วยสี สัปดาหท์ ่ี 2
ความรู้ทัว่ ไปเก่ียวกับการเขียนลวดลายด้วยสี (ต่อ)
ประเภทของลวดลาย
ลวดลายที่มนุษย์นำมาออกแบบเพ่ือสร้างสรรค์ผลงาน ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งที่อยู่
รอบตัวแทบทง้ั ส้นิ บางลวดลายจะนำเอาสง่ิ ทพี่ บเห็นแสดงออกมาตรงๆ โดยไมป่ ระยุกตห์ รอื ดดั แปลง แตบ่ าง
ลวดลายได้ผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรองมาอย่างเป็นระบบเพ่ือให้ลวดลายที่จะนำมาใช้งานมีความ
สมบรู ณท์ ่สี ดุ
เน่ือจากมลี วดลายบางประเภทจะมคี วามหมายทีซ่ ่อนเรน้ แอบแฝงอยู่ ลกั ษณะของลวดลายจะ
เป็นสญั ลักษณ์หรือปริศนาธรรม การเลอื กใช้จึงควรร้ถู งึ ความหมายและใช้อย่างเหมาะสมซ่งึ ลวดลายเหล่นนี้
จำแนกไดเ้ ป็น 3 ประเภทดังน้ี
1.ลวดลายธรรมชาติ
ลวดลายธรรมชาติ เป็นลวดลายทพ่ี บเหน็ อยูท่ ่วั ไปในชีวติ ประจำวันถูกมนุษยน์ ำมาเป็นสื่อในการ
บันทึกและบอกเล่าเรือ่ งราวตา่ งๆ ตลอดจนนำมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายในสรา้ งความสวยงามใหก้ ับ
ผลติ ภัณฑ์ เครื่องมือ เครอ่ื งใช้ ทีพ่ กั อาศัย และศาสนสถาน
ลวดลายจากธรรมชาติเหล่าน้ปี ระกอบดว้ ย
1.1 ลวดลายจากสงิ่ ท่มี ี
ชวี ติ เชน่ คน สัตว์ ถกู นำมาออกแบบเป็น
ลวดลายในลกั ษณะท่เี หมือนจริงบ้าง ถกู ตัดทอน
เพอ่ื ลดความซบั ซอ้ นลงบ้างหรอื ถกู เพ่มิ เติมโดย
ผสมผสานจิตนาการและความเช่อื ใหด้ ู
สูงสง่ น่าเชอ่ื ถือเข้าไปบ้าง
1.2 ลวดลายจากสิ่งทไ่ี ม่มชี ีวิต เช่น ภูเขา ตน้ ไม้ ทะเล แม่นำ้ เป็นลวดลายนยิ มนำมาใช้ในการออกแบบเพอื่
สรา้ งสสี นั และบรรยากาศมากที่สุดชนดิ หนง่ึ อาจจะใชส้ ่ิงท่ีไม่มีชวี ิตเพยี งอย่างเดียว หรอื นะมาประกอบเข้ากบั
สิง่ มีชีวิตทำให้ลวดลายมีความสมดุลข้นึ และลวดลายชนิดนี้ถกู นำไปประยกุ ต์ ดัดแปลงสร้างความสวยงามได้
อยา่ งเหมาะสมกลมกลืนกบั ขนบธรรมเนยี บประเพร๊ของประเทศต่างๆ ได้เปน็ อยา่ งดี เช่น หลายกระหนก
ตา่ งๆ ของไทย
2. ลวดลายเลขาคณิต
ลวดลายเลขาคณติ เป็นลวดลายทเ่ี กิดจากการขดู ขีดเส้นเป็นลวดลายงา่ ยๆ กอ่ นจะนำมา
ประกอบกันจนเกิดเป็นรปู รา่ งขึ้นมา ตามลักษณะของเลขาคณติ และถกู นำไปใชอ้ อกแบบเปน็ ลวดลายตกแตง่
ในผลงานทางศลิ ปะแขนงตา่ งๆ
ลวดลายเรขาคณิต ทน่ี ำมาออกแบบจดั วางบนถงุ กระดาษให้ดูแปลกตา
3. ลวดลายสัญลักษณ์
ลวดลายสญั ลักษณ์ เปน็ ลวดลายทเี่ กิดจากการนำลวดลายจากธรรมชาติ และลวดลายเลขา
คณิตมากำหนดเปน็ สญั ลกั ษณ์ และใหค้ วามหมายขึ้นมานอกเหนอื จากการตกแตง่ เพ่อื ความสวยงามเพียง
อย่างเดียวโดยความหมายตา่ งๆ จะถูกซอ้ นเร้นเปน็ ปรศิ นาเพ่อื ใหผ้ พู้ บเห็นไดค้ ิดและแปลความหมายออกมา
ตามหลักของศาสนาในแต่ละลัทธิ แตล่ ะนกิ าย ซ่ึงลว้ นแล้วแต่เป็นมงคลแกช่ วี ิตท้งั ส้นิ เชน่ อวยพรใหม้ ี
ความสุข อายยุ นื เจริญก้าวหนา้ ในอาชพี ร้ำรวยทรพั ยส์ ินเงินทองหรอื ในบางศษสนาจะใช้สัญลักษณบ์ อกเล่า
เร่อื งราวทางศาสนสา เชน่
นกอินทรี เปน็ สญั ลกั ษณ์ของพระคริสต์ (กุลวดี มกราภริ มย์,2542,58)
ปลา เป็นสัญลักษณข์ องพระครศิ ต์และการรบั ศลี ลา้ งบาป
หม้อปูรณฆฏะ เปน็ สัญลักษณข์ องความอุดมสมบูรณเ์ ปน็ ตน้
ภาพ Super at Emmaus เปน็ ภาพลวดลายสนี ้ำมนั บนผ้าใบ
วาดเม่อื ค.ศ. 1525 แสดงลวดลายสญั ลักษณ์รูปดวงตาในสามเหล่ยี ม
ซง่ึ เปน็ สญั ลักษณข์ องตรเี อกภาพในศาสนาครสิ ต์
3.1. ลายไทย
เกดิ จากความเล่อื มใสศรัทธาในพุทธศาสนา จึงเปน็ เหตสุ ำคญั ให้ช่างหรือศิลปินประดิษฐ์ลายไทย
โดยได้แนวคิดมาจาก ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน แล้วนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลวดลาย
ตา่ งๆ เชน่ ลายกนก ลายเปลวเพลงิ ลายใบเทศ ลายพฤษชาติ ซึ่งเมื่อศกึ ษาถงึ ทมี่ าของลวดลายเหล่านนั้ พบว่า
บางส่วนมีการพัฒนาจากรูปดอกบัวหลากหลายชนิด อาทิ บัวหลวง บัวสัตตบงกช บัวสัตตบุษย์ และมีการ
พัฒนาจากลักษณะการเคลื่อนไหวของเปลวไฟที่มคี วามพลิ้วไหว จึงนำมาสร้างสรรคใ์ หเ้ กิดลายไทยที่สวยงาม
แม้ว่าศิลปะไทยจะได้รับอิทธิพลจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย จีน ขอม เขมร แต่ช่างไทยก็
สามารถนำไปพัฒนาลวดลายจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองทีม่ ีความแตกต่างไปจากชาติตะวันตก คือ ศิลปะ
ไทยแตกต่างไปจากศิลปะตะวนั ตกตรงทีศ่ ิลปะตะวันตกนั้นเป็นแบบธรรมชาตินิยม แต่ศิลปะไทยจะดดั แปลง
ธรรมชาตไิ ปตามคตินยิ มท่ีคดิ สร้างสรรค์จากปรัชญา (ความเชอ่ื ในเรื่องสวรรคน์ รก) ดงั ภาพพระแมธ่ รณีบิด
มวยผม
ภาพพระแมธ่ รณบี ดิ ผมมวย โดย Ljungkngs
ท่มี า : https://pixabay.com/en/mother-earth-squeeze-the-bun-1581680/
ลวดลายไทยบางอยา่ งก็ไดจ้ ากธรรมชาติ ต้นไม้ หรือสตั ว์ และการได้รับอทิ ธพิ ลความเชอื่ เก่ียวกับศาสนา
รวมถึงในด้านของไสยศาสตร์ ทำใหล้ ายไทยเขา้ ไปมีสว่ นร่วมในการรบั ใช้สถาบนั พทุ ธศาสนา และรับใช้สถาบัน
พ ร ะ ม ห า ก ษ ั ต ร ิ ย ์ โ ด ย น ำ ไ ป ใ ช ้ ป ร ะ ด ั บ ต ก แ ต ่ ง อ า ค า ร ส ถ า น ท ี ่ห ร ือ ส ถ า ป ั ต ย ก ร ร ม เ ช่ น
โบสถ์ วิหาร ปราสาท พระราชวัง เครื่องนุ่งห่ม สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ทางด้านบ้านเรือนและ
สิ่งของเคร่ืองใช้มีหลายรูปแบบและถูกนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะลายไทยพื้นฐาน นอกจากนำมา
ประยุกต์ใช้งาน เกิดผลงานทางด้านการออกแบบสร้างสรรค์ในหลายสาขาต่างๆ แล้วยังเป็นการดำรงคุณค่า
ทางศิลปะ วัฒนธรรมของไทยใหป้ รากฏแก่ผพู้ บเหน็ ทั้งชาวไทยด้วยกันและชาวตา่ งชาติ
การศึกษาการวาดเสน้ ลายไทยจะแยกเปน็ สองรปู แบบใหญ่ๆ คือ ลายไทย และจิตรกรรมไทย ซึ่งลาย
ไทยท่ีเปน็ ลวดลายหลักสำคัญ ดงั น้ี
1. ลายกระหนก เป็นลายพืน้ ฐานหนง่ึ ท่ีสำคัญของลายไทย มีพื้นฐานจากสามเหลยี่ มชายธง อาจมีตัว
เดียว หรอื หลายตวั ก็ได้ มกั มฐี านมมุ แหลมหันไปทางเดยี วกัน โดยมขี นาดและสัดสว่ นทีแ่ ตกต่างกันไป
ลายกระหนกทีส่ ำคญั ไดแ้ ก่ กระหนกสามตวั กระหนกสามตัวเปลว
2. ลายกระจงั เป็นลายพ้นื ฐานประเภทหน่ึงทีส่ ำคญั ของลายไทย รปู ทรงคล้ายสามเหลีย่ มหน้าจั่ว
ตน้ แบบลายน้ีมาจากธรรมชาติ เชน่ กระจังตาอ้อย ตน้ อ้อย กระจังฟันปลา
3. ลายทรงพุ่มขา้ วบณิ ฑ์ ลวดลาย “ลายช่อ” ทม่ี ีรปู ทรงพุม่ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากขา้ วป้ันตีแตง่ เป็น
รูปคลา้ ยดอกบัวตมู ท่ใี ช้บวงสรวงบูชา นิยมนำไปใชง้ านทางด้านที่เกีย่ วกับศาสนา
4. ลายประจำยาม ลวดลายทมี่ รี ูปร่างส่เี หล่ียมจัตุรสั ตะแคง มีลักษณะคล้ายดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจาก
ดอกไม้ชนิดหนึง่ ท่เี รียกว่า “ดอกสี่ทิศ”
5. ลายกาบ เปน็ ลายทก่ี ำเนิดลาย “ช่อลาย” โครงสร้างของลายนม้ี าจากพชื พนั ธใ์ุ นส่วนที่เป็นกาบหุ้ม
ตรงโคนหรือข้อ เช่น กาบของตน้ ไผ่ กาบตน้ กลว้ ย
6. ลายนกคาบและนาคขบ มีลักษณะเป็นหนา้ ของนกหน้านาคทเ่ี อาปากคาบลายตัวอน่ื เอาไว้หรอื มลี าย
ช่ออื่นๆ ออกทางปาก ตำแหนง่ ของลายนกคาบจะอยตู่ รงขอ้ ต่อท่ีจะเชอื่ มกา้ นกันและกัน
“ลายไทย” งานประดิษฐก์ รรมในเชงิ ศิลปะช้ันสงู และสืบเน่อื งมาแตค่ รั้งโบราณกาลของไทย งานศลิ ปะ
ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยบ่งบอกถึงภูมิปัญญาของคนไทยหรือช่างไทย ใช้จินตนาการในเชิง
สร้างสรรค์มีแบบอย่างเฉพาะตัว นบั ได้ว่าเป็นศลิ ปะและวัฒนธรรมอนั มีคา่ ของชาติเปน็ ทเ่ี ชดิ หน้าชตู า ได้รับคำ
ช่นื ชมจากนานาประเทศว่า “ศิลปะลายไทยสวยงามไมแ่ พ้ชาตใิ ดในโลก” แตป่ ัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่น้นั มัก
ไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัสกับงานศิลปะไทยอย่างลึกซึ้ง อาจจะทำให้ศิลปะลายไทยค่อยๆ จางหายไป
เพราะฉะนน้ั เราควรรกั ษาและสืบสานศลิ ปะลายไทยไว้ใหอ้ ยูค่ ู่กบั ประเทศไทยตลอดไป
การเขียนลวดลายดว้ ยสี
การเขียนภาพระบายสใี นงานพาณิชยศิลป์
การเขียนภาพระบายสี หมายถึง การใช้สีหยด สลัด ระบายแต้มลงในภาพร่างบนพื้นระนาบ
สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภาพระบายสีโดยเน้นความงาม ความประสานสัมพันธ์กลมกลืนของสี แสง เงา และ
บรรยากาศเหมอื นจรงิ เป็นสำคัญข้ันตอนท่ลี ะขั้น (Step by Step) ในการเขียนภาพ ระบายสภี าพผลติ ภัณฑ์สิ้น
ค้าชนดิ ต่างๆ ขน้ั ที่ 1 รา่ งภาพแลว้ ลงสอี ่อนเพอ่ื กำหนดแสงเงา ขนั้ ที่ 2 ลงสแี สงเงาระยะกลาง ข้ันที่ 3 ลงสีเงา
เน้นรายละเอยี ด ความคมชัด และบรรยากาศของภาพ
การเขยี นลวดลายด้วยสีลงบนผา้
การเพน้ ท์สี เพน้ ท์ (Painting) คอื การสร้างผลงานดว้ ยวิธรี ะบายสี แต้ม ปา้ ย ทา เกลยี่ ปัด บีบ
สบัด ให้สีปรากฎเป็นลวดลาย ซึ่งอาจพบเห็นบนวัสดุต่าง ๆ เช่น แก้ว กระจก กระเบื้อง ผ้า ไม้ พลาสติก ซึง
การเพ้นท์ลวยลายลงบนผ้ามีวิธีดังตอ่ ไปนี้
1.การเพ้นท์ดว้ ยกรวย
การเพน้ ท์ดว้ ยกรวย คือ การเขียนลวดลายโดยการบีบสใี ห้เปน็ ลายเสน้ ตา่ งๆ เช่น เส้นตรง เส้น
โคง้ เหมาะสำหรบั งานช้ินเลก็ และชิน้ ใหญล่ ากเส้นเป็นใบ กง่ิ เกสร
วธิ กี ารเพ้นท์ดว้ ยกรวย
ใชห้ วั แม่มอื และนิ้วชจี้ บั รอยม้วนกรวยแล้วบบี เบาๆ สกี จ็ ะออกมาทางปลายกรวยเป็นเส้นหรือตุ่มเลก็ ๆ
2.การเพน้ ทด์ ว้ ยพู่กนั
การเพ้นท์ด้วยพูก่ ัน คือ การเพ้นท์งานชิ้นใหญท่ ี่ไม่ต้องการความประณีตมากนกั ทำได้รวดเรว็
และป้ายสซี ำ้ ๆ ได้ง่าย พกู่ ันทใี่ ช้มี 2 ลกั ษณะ คือ พกู่ ันแบนใช้เพ้นท์งานพ้นื ท่ีใหญ่ๆ เช่น กลีบดอก ใบ พู่กัน
กลมใช้เพ้นท์งานทีม่ ลี วดลายออ่ นไหว
วธิ กี ารเพน้ ทด์ ้วยพู่กัน
ใช้พู่กันแตะสีปา้ ยลงบนกระดาษหรอื วสั ดอุ นื่ ๆ โดยป้ายจากเส้นนอกเขา้ หาดา้ นในตามลวดลายที่
ต้องการ
3.การเพน้ ทด์ ว้ ยน้วิ มือ
การเพ้นท์ด้วยนิ้วมือ คือ การเพ้นท์สีโดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์อื่นๆ จะใช้นิ้วชี้และนิ้วก้อย
(เลอื กใช้ตามความถนัด)นวิ กอ้ ยใช้เพ้นท์ดอกหรือใบ นิ้วชใ้ี ชเ้ พ้นท์ดอกและใบทมี่ ีขนาดใหญข่ น้ึ
วิธกี ารเพ้นทด์ ้วยนว้ิ มือ
ใช้ปลายนิ้วแตะสีแล้วลากเบาๆโดยให้น้ำหนักที่ปลายเล็บแล้วกดกนิ้ว สะบัดปลายนิ้วเบาๆ จะได้
ลวดลายตา่ งๆ
4.การเพน้ ทด์ ้วยเกรียง
การเพน้ ทด์ ว้ ยเกรียง คอื การเพน้ ท์สีด้วยเครอื่ งมอื คลา้ ยกบั เกรียงของช่างปนู แต่มีขนาดเล็กกวา่
เหมาะสำหรับผู้ทีม่ คี วามชำนาญ ลักษณะงานออกมาจะเปน็ ภาพ 2 มติ ิ มคี วามนูน การเพน้ ท์ด้วยเกรยี งต้อง
มีการฝกึ ฝนจากงา่ ยไปหายาก เช่น เพน้ ทด์ อกเดซ่ี เพ้นท์ดอกดาวกระจาย และเพน้ ท์ดอกกหุ ลาบตามลำดบั
วิธีการเพน้ ทด์ ว้ ยเกรียง
ใช้เกรียงส่วนปลายด้านหลังปาดสแี ลว้ กดปลายเกรยี งลงในตำแหน่งปลายกลีบดอกแลว้ ลากเกรยี งลง
มายงั จุดศนุ ย์กลางบรเิ วณกลางดอกหรือใบ
ใบงานที่ 2
เร่อื ง ความรูท้ ่ัวไปเกี่ยวกับการเขยี นลวดลายดว้ ยสี
ชือ่ …………………………………………………………………………………………………เลขที่………………ระดบั ชั้น……………….
คำชแี้ จง ให้นกั เรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ โดยเขยี นคำตอบลงในชอ่ งคำตอบท่กี ำหนดให้
1.ประเภทของลวดลายถกู จำแนกเปน็ กี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.ลวดลายธรรมชาติ คอื
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.เหตุสำคญั ที่ช่างหรือศิลปนิ ประดิษฐ์ลายไทยโดยไดแ้ นวคิดมาจาก
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.จงยกตัวอยา่ ง ลวดลายเลขาคณติ มาอยา่ งนอ้ ย 5 ลวดลาย
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.การเพน้ ทล์ วดลายลงบนผา้ มีก่ีวธิ แี ละวิธีอะไรบา้ ง
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบความรทู้ ่ี 2 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1
วชิ าการเขียนลวดลายดว้ ยสี จำนวน 3 หนว่ ยกติ
ชื่อหนว่ ย ความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกบั การออกแบบ จำนวนช่ัวโมงรวม 5 ชัว่ โมง
ชอื่ เร่อื ง หลกั การออกแบบ สปั ดาห์ที่ 3
หลกั การออกแบบ
การออกแบบหมายถึง
ความหมายของการออกแบบ การออกแบบ คอื อะไร ซึ่งความหมายของคำว่า "ออกแบบ" นัน้ ถูกให้คำ
นยิ าม หรอื คำจำกัดความ ไว้หลายรปู แบบมากมาย ตามความเขา้ ใจ การตคี วามหมาย และการสือ่ สารออกมา
ด้วยตวั อกั ษรของแตล่ ะคน ตวั อยา่ งความหมายของการออกแบบ เช่น
- การออกแบบ หมายถึง การรู้จักวางแผนจัดตั้งขั้นตอน และรู้จักเลือกใช้วัสดุวิธีการเพื่อทำตามที่
ต้องการนั้น โดยให้สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบ และคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด ตามความคิดสร้างสรรค์
และการสรา้ งสรรคส์ ิ่งใหม่ข้ึนมา เช่น การจะทำโต๊ะขึ้นมาซักหนงึ่ ตัว เราจะต้องวางแผนไว้เปน็ ข้นั ตอน โดยต้อง
เริ่มต้นจากการเลอื กวัสดุทีจ่ ะใช้ในการทำโต๊ะนัน้ ว่าจะใช้วสั ดุอะไรที่เหมาะสม ในการยึดต่อระหวา่ งจุดต่างๆ
นั้นควรใช้ กาว ตะปู สกรู หรือใช้ข้อต่อแบบใด รู้ถึงวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งาน ความแข็งแรงและการ
รองรบั น้ำหนกั ของโต๊ะสามารถรองรับไดม้ ากน้อยเพยี งใด สีสันควรใช้สอี ะไรจึงจะสวยงาม เปน็ ต้น
- การออกแบบ หมายถงึ การปรับปรุงแบบ ผลงานหรือสิง่ ต่างๆ ทม่ี ีอยแู่ ลว้ ให้เหมาะสม และดูมีความ
แปลกใหม่ขึ้น เช่น โต๊ะที่เราทำขึ้นมาใช้ เมื่อใช้ไปนานๆก็เกิดความเบื่อหน่ายในรูปทรง หรือสี เราก็จัดการ
ปรับปรุงให้เป็น รูปแบบใหม่ให้สวยกว่าเดิม ทั้งความเหมาะสม ความสะดวกสบายในการใช้งานยังคง
เหมือนเดิม หรอื ดีกว่าเดิม เปน็ ต้น
- การออกแบบ หมายถึง การรวบรวมหรือการจัดองค์ประกอบทัง้ ที่เป็น 2 มิติ และ 3 มิติ เข้าด้วยกัน
อย่างมีหลกั เกณฑ์ การนำองคป์ ระกอบของการออกแบบมาจัดรวมกนั นัน้ ผู้ออกแบบจะต้องคำนงึ ถงึ ประโยชน์
ในการใช้สอยและความสวยงาม อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการออกแบบ เป็นศิลปะของมนุษย์เนื่องจาก
เปน็ การสรา้ งคา่ นยิ มทางความงาม และสนองคณุ ประโยชน์ทางกายภาพใหแ้ ก่มนษุ ยด์ ว้ ย
- การออกแบบ หมายถึง กระบวนการทส่ี นองความต้องการในสิ่งใหม่ๆของมนุษย์ ซ่งึ ส่วนใหญ่เพ่ือการ
ดำรงชีวติ ใหอ้ ย่รู อด และสร้างความสะดวกสบายมากย่ิงขึน้
หลักการออกแบบ
หลักการออกแบบ (Design) เป็นการวางแผนสร้างสรรค์รูปแบบ โดยจัดส่วนประกอบให้มีความงาม
น่าสนใจ เหมาะสมกับวัสดุและประโยชน์ใช้สอย การออกแบบอาจจะเปน็ การกำหนดความคิด หรือออกแบบ
เป็นรูปแผนงานที่จะสร้าง นักออกแบบจะต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ ในการ
ออกแบบ ทั้งเรื่องเครื่องหมาย (Sign) สัญลักษณ์ (Symbol) และจิตวิทยาการรับรู้ ความเชื่อ ศรัทธาของ
กลุ่มเป้าหมาย หลกั การออกแบบ ในการออกแบบจะคำนึงถึงหลกั การตา่ ง ๆ ต่อไปน้ี
สมดุล (Balance) หมายถึง การจัดวางตำแหน่งขององค์ประกอบตา่ ง ๆ ในภาพให้มีน้ำหนักเท่ากนั
ทำให้ไม่เกดิ ความรู้สึกว่าองคป์ ระกอบของภาพน้ันหนกั ไปทางใดทางหนึ่ง น้ำหนักของภาพนั้นข้ึนอยู่กับขนาด
รูปร่าง ความเข้มและสี แบ่งออกเป็น
- สมดลุ แบบทงั้ 2 ข้างเหมอื นกนั (Symmetrical balance) ทัง้ ซ้ายขวาเหมอื นกนั การสมดุล
แบบนี้จะทำให้ดูม่ันคงหนักแน่น ยุติธรรม เช่น งานราชการ ใบวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร การถ่ายรูปตดิ บัตร
เป็นตน้
- สมดุลแบบ 2 ข้างไม่เหมือนกัน (Asymmetrical balance )ด้านซ้ายและขวาจะไม่เหมือนกนั
แต่มองดูแล้วเท่ากันด้วยน้ำหนักทางสายตา เช่น สมดุลด้วยน้ำหนักและขนาดของรูปทรง ด้วยจุดสนใจ ด้วย
จำนวนดว้ ยความแตกต่างของรายละเอยี ดด้วยคา่ ความเขม้ – จางของสี เป็นต้น
เอกภาพ (Unity) ในการออกแบบ ผอู้ อกแบบจะต้องคำนึงถึงงานทัง้ หมดให้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
เป็นกลุ่มกอ้ น หรือมีความสมั พนั ธ์กันท้งั หมดของงานนั้น ๆ และพจิ ารณาส่วนย่อยลงไปตามลำดบั ในส่วนย่อยๆ
ก็คงตอ้ งถอื หลกั การนเี้ ช่นกนั
การสร้างเอกภพในทางปฎบิ ตั ิมี 2 แบบคอื
- Static unity การจัดกลุ่มของ from และ shape ที่แข็ง เช่น รูปทรงเรขาคณิต จะให้ผลทรง
พลงั เด็ดขาด แข็งแรก และ แน่นอน
- Dynamic unity เป็นการเน้นไปทางอ่อนไหวการเคลื่อนไหว ซึ่งอยู่รูปในลักษณะ gradation
or harmony or contrast อยา่ งใดอย่างหนึ่งให้แสดงออกมาจากงานช้ินนั้นด้วยจะทำใหง้ านสมบูรณข์ นึ้ การ
จดั องค์ประกอบที่ดีนั้นควรให้สว่ นประกอบรวมตวั เปน็ อันหนึง่ อันเดยี วกนั ไมแ่ ตกกระจาย การรวมตวั กันจะทำ
ใหเ้ กิดหน่วย หรอื เอกภพ จะไดส้ ่วนประธานเป็นจุดสนใจ และมสี ่วนประกอบต่างๆ ใหน้ า่ สนใจ
ช่องไฟ (Space) คอื พ้นื ที่ว่างทอ่ี ยู่ระหวา่ งหรือโดยรอบวัตถุ หรอื ตัวอักษร ช่องไฟทำให้ส่ิงที่นำมาใส่
ไวใ้ นหนา้ งานแยกออกจากกนั หรือดเู ปน็ อันหน่ึงอนั เดียวกัน ทำให้เกิดการเน้น และเปน็ จดุ พักสายตา
จังหวะหรอื ลีลา (Rhythm) จังหวะเกิดจากการต่อเนอ่ื งกนั หรอื ซำ้ ซ้อนกนั จังหวะท่ีดีทำให้ภาพดูสนุก
เปรียบได้กับเสียงเพลงอันไพเราะในดา้ นการออกแบบ แบ่งจังหวะ เป็น 4 แบบคอื
- จังหวะแบบเหมือนกันซำ้ ๆกนั เป็นการนำเอาองคป์ ระกอบหรอื รปู ที่เหมอื นๆ กนั มาจดั วางเรยี งต่อกัน
ทำให้ดูมีระเบียบ ( order ) เปน็ ทางการ การออกแบบลายตอ่ เนอ่ื ง เชน่ ลายเหลก็ ดัด ลายกระเบอ้ื งปูพื้นหรือ
ผนัง ลายผ้า เป็นตน้
- จังหวะสลับกันไปแบบคงที่ เป็นการนำองค์ประกอบหรือรูปที่ต่างกันมาวางสลับกันอย่างต่อเนื่อง
เปน็ ชุด เป็นชว่ ง ให้ความร้สู ึกเปน็ ระบบ สมำ่ เสมอ ความแนน่ อน
- จงั หวะสลับกันไปแบบไมค่ งที่ เป็นการนำองค์ประกอบหรอื รปู ท่ีต่างกันมาวางสลบั กัน อย่างอิสระ ท้ัง
ขนาด ทิศทาง ระยะหา่ ง ให้ความรสุ้ ึกสนุกสนาน
- จังหวะจากเล็กไปใหญ่ หรือจากใหญ่ไปเล็ก เป็นการนำรูปที่เหมือนกัน มาเรียงต่อกันแต่มีขนาด
ต่างกัน โดยเรยี งจากเลก็ ไปใหญ่ หรอื จากใหญไ่ ปเลก็ อยา่ งต่อเน่อื ง ทำให้ภาพมคี วามลึก มมี ิติ
ทิศทาง (Direction) หมายถงึ ลกั ษณะที่แสดงใหร้ วู้ า่ การออกแบบนัน้ จงู ใจใหผ้ ผู้ นเห็นในทิศทางใดและ
รู้สึกวาการออกแบบนั้นลักษณะเช่นใดผู้ออกแบบสามารถเลือกและกำหนดทิศทางของภาพได้ตาม ความ
ต้องการการออกแบบทิศทางมกี ารใชท้ ศิ ทางในลักษณะตางๆ เช่น
1. ลักษณะของทิศทางที่เกิดจากส่วนประกอบพื้นฐานของศิลปะที่มีมุมเหลี่ยม ความกว้าง และ
ความยาว
2. ลักษณะของทิศทางทเ่ี กดิ จากระนาบ
3. ลกั ษณะของทศิ ทางท่ีเกิดจากการใช้เทคนิคในการทำงาน เช่น ฝีแปรง (Brush Stroke)
4. ลกั ษณะของทศิ ทางท่ีเกิดจากลักษณะของการจัดองคป์ ระกอบของภาพท่ีเปน็ โครง
5. ลกั ษณะของทิศทางทเี่ กดิ ขึ้นจากลักษณะการมองของมนษุ ย(์ Circular Observation)
การจัดทิศทางที่ดีในงานทัศนศิลป์ ควรคำนึงถึง ความกลมกลืนของทิศทาง ได้แก่
จุด เส้นรูปร่าง พื้นผิว และสี ฯลฯ ควรจดั ทศิ ทางของวตั ถใุ หเ้ กดิ ความเคลื่อนไหว ทเี่ ปน็ เอกภาพในผลงาน
วัสดุ (Materials)
พ้นื ผิวคือสง่ิ ท่ีมองเหน็ หรือสัมผัสได้บนผวิ หน้าของงาน พื้นผิวทไ่ี มเ่ หมอื นกันทำให้งานออกแบบเดียวกัน
ดแู ตกต่างกัน พ้นื ผวิ จะเพ่มิ มติ ิให้กบั งาน และผู้ดสู ามารถสัมผัสกบั พ้ืนผวิ ทีน่ กั ออกแบบใชก้ ับงานได้
อักษรประดิษฐ์ (Lettering) ตัวอักษรเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากองค์ประกอบอื่น ตัวอักษร
สามารถเรียงร้อยบอกเล่าเรือ่ งราวให้ผู้อ่านได้โดยตรง ไม่ต้องแปลความหมายเหมือนเช่นองค์ประกอบอ่ืน ใน
ขณะเดียวกันเรากส็ ามารถตกแต่งตัวอักษรโดยใช้รูปแบบ ขนาด และสีสัน มาจัดวางเป็นรูปแบบต่าง ๆ สร้าง
แรงดึงดูดใหส้ นใจและน่าติดตาม
1. ตรงกบั จดุ มงุ่ หมายของเนือ้ หาวิชา
2. การออกแบบโดยการคำนึงถึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้งานโดยมุ่งที่จะได้รับจากการใช้วัสดุ
กราฟกิ เพ่อื การสอื่ ความหมายสำคัญ
3. การออกแบบวัสดุกราฟิกควรมีลักษณะง่าย ๆ ส่วนประกอบต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องแสดง
รายละเอยี ดมากเกนิ ไป และขบวนการผลติ ไมย่ ุ่งยากซับซอ้ น
4. คำนึงถึงความประหยัดท้งั เงินงบประมาณและเวลาในการจดั ทำ
5. มสี ดั สว่ นดี องคป์ ระกอบท้งั หมดกลมกลืน เช่น รูปแบบ พื้นผวิ เสน้ สี เปน็ ต้น
6. มโี ครงสรา้ งทีเ่ หมาะสม กลมกลนื กับวฒั นธรรม สังคม และมคี วามถูกตอ้ งตามสภาพทเ่ี ป็นจรงิ
สี (Color) เป็นองค์ประกอบของการออกแบบที่มีความสำคัญมาก เพราะสีจะมีผลด้านอารมณ์ และ
ความรู้สึก สยี ังทำใหเ้ กดิ ภาพ ดึงดูดความสนใจ และบอกความรู้สึกของสิง่ ต่าง ๆ ก่อนจะเลอื กใชส้ ีตอ้ งพจิ ารณา
กอ่ นวา่ ต้องการใช้สที ำให้เกิดผลในลักษณะใด และสีใดทเี่ หมาะกบั วัตถปุ ระสงคน์ ้นั ๆ
สัดส่วน (Proportion) การถ่ายภาพที่จะสื่อความหมายออกมาในเชิงขนาดของสิ่งที่ถ่าย ไม่ว่าจะเป็น
อาคารสิ่งก่อสร้าง ดอกไม้ หรือภาพคน ภาพสัตว์ ช่างภาพควรนึกถึงความเป็นจริง ความสมจริง ถ้าหากใน
กรอบภาพนั้นมีสิง่ ที่ต้องเปรียบเทียบ สัดส่วนจะต้องสัมพันธก์ ัน เช่น มีกลุ่มพุทธศาสนิกชน ถ่ายภาพบริเวณ
องค์พระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐม ภาพที่ได้จะเห็นสัดส่วนสัมพันธ์ว่า คนและเจดีย์ มีขนาดแตกต่างกัน
อย่างไร โดยปกติการถา่ ยภาพ ช่างภาพอาจจะสร้างสถานการณ์ให้ผดิ ไปจากความเป็นจริงได้ง่ายมาก ถ้าถ่าย
ทำใกล้กับสิง่ ใด ส่งิ นั้นจะมขี นาดใหญ่โต องค์ประกอบอน่ื ๆ หรือส่ิงอืน่ ทีอ่ ยไู่ กลออกไปกจ็ ะมีขนาดเล็กลง ทำ
ใหก้ ารส่ือความหมายผดิ พลาดได้ ในเรือ่ งของสัดสว่ นน้ีถา้ ต้องการแสดงใหเ้ หน็ ขนาด ควรมีส่งิ ทเ่ี ปรยี บเทียบกัน
อยู่ร่วมด้วย การจัดองค์ประกอบภาพควรพิจารณาให้สัดส่วนเหมาะสมกับกรอบภาพ และจะทำให้ภาพ
นา่ สนใจได้ดว้ ย
ลักษณะเด่น ลักษณะด้อย (Dominance and Subordination)
จุดเด่นในความหมายของทัศนศิลป์ ก็คือบริเวณหรือส่วนสำคัญของงานทัศนศิลป์ ที่ปรากฎขึ้น
จากการเนน้ (Emphasis) ของสว่ นประกอบมูลฐาน และองคป์ ระกอบทัศนศิลป์ อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ หรือหลาย
อยา่ งผสมกัน ซึ่งเมื่อสัมผัสด้วยสายตาแล้ว มีความชดั เจน เดน่ สะดดุ ตาเปน็ แห่งแรก เป็นจดุ ทมี ีพลงั มีอำนาจ
ดึงดูดสายตามากกว่าส่วนอน่ื ๆ การเนน้ ให้เกดิ จดุ เด่นในงาน ทศั นศิลปเ์ ป็นสิ่งสำคญั มาก เพราะจะเป็นเครื่อง
เรยี กรอ้ ง ความสนใจ เพอ่ื ชกั จงุ ให้เข้าไปสัมผัส ในส่วนละเอยี ดตอ่ ไป และเปน็ การเพิ่ม ความนา่ ดู สมบูรณ์ ลง
ตวั ข้ึนใหก้ บั งานออกแบบนั้น
จดุ ด้อย งานออกแบบนนั้ ไม่สามารถชกั จูง หรือดงึ ความสนใจได้ ไมม่ ีสง่ิ ใดที่โดดเด่นในตัวผลงาน
ข้นั ตอนการออกแบบลวดลาย
การออกแบบลวดลายเป็นการออกแบบที่หล่อหลอมเอาประสบการณ์ ความคิด จินตนาการ
องคป์ ระกอบทางศิลปะเขา้ ดว้ ยกัน โดยใชก้ รรมวิธีที่แตกต่างกันออกไปตามลกั ษณะของงานและเนื่องจาก
การออกแบบลวดลาย ถูกนำไปใช้ตกแต่งให้ผลงานมีคุณค่าหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ ตำแหน่ง ขนาดและความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่จะนำ
ลวดลายไปใช้ อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ เฉพาะกลุ่มหรือไม่จำกัดกลุ่มเป้าหมาย การวิเคราะห์ให้รู้ถึงสิ่งท่ี
เกี่ยวข้องต่างๆ จะทำให้ลวดลายที่ออกแบบขึ้นมาประสบผลสำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งขั้นตอนที่
สำคญั ในการออกแบบลวดลายจะประกอบไปดว้ ย
1.ขน้ั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมลู
ขั้นศึกษาขอ้ มลู เปน็ ขัน้ ตอนในการรวบรวมข้อมูลท้ังหมด ไมว่ า่ จะเป็นเนือ้ หาเรื่องราวสภาพเศรษฐกิจ
และสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี ลักษณะของพื้นที่และในด้านอืน่ ๆที่จำเป็นต้องนำมาศึกษา เพื่อเป็น
ข้อมูลในการออกแบบ โดยขอ้ มูลทไ่ี ด้รับทง้ั หมดต้องถกู ตอ้ ง ไมผ่ ดิ เพ้ยี นไปจากความเป็นจริง แตใ่ นบางกรณี
อาจจะมีความจำเปน็ ตอ้ งใหช้ ุมชนมสี ่วนร่วมในการออกแบบลวดลายถ้าลวดลายเหล่านัน้ มีจดุ ประสงค์ เพื่อ
เป็นสาธารณสมบัติ การใช้แบบสอบถามหรือใช้ประชาพิจารณ์ จะช่วยป้องกันมิให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นใน
ชมุ ชนได้
2.ขั้นจนิ ตนาการ
ขั้นจินตนาการเป็นขั้นที่ต้องแปลข้อมูลออกมาเป็นรูปธรรม ในลักษณะของลวดลาย ตามผลจาก
การศึกษาข้อมูล เพื่อให้ได้ลวดลายใหม่ และสามารถนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นการร่างแบบ
ขน้ึ มาอยา่ งง่ายๆ หลายๆแบบ เพื่อใช้เปน็ ตวั เลือกในการค้นหาลวดลายทดี่ ที ส่ี ุด
ภาพตัวอยา่ งการออกแบบลวดลายขน้ั จินตนาการ
3.ข้ันออกแบบ
ขน้ั ออกแบบเปน็ ขน้ั ตอนท่ีนำภาพรา่ งจากการจินตนาการมาออกแบบโดยแสดงรายละเอียดท่ีชดั เจน
ขนึ้ ของลวดลายและสีสนั ดังนนั้ ขนั้ ตอนนจี้ ึงเปน็ ขนั้ ตอนท่ีสมบรู ณ์สามารถมองเหน็ ลวดลายทีช่ ัดเจนได้ โดย
อาจจะทำไว้หลายๆแบบเพอ่ื การคัดสรรให้ได้ลวดลายที่ดีที่สุด
ภาพตัวอย่างการออกแบบลวดลายขน้ั ออกแบบ
4. ขัน้ ประเมนิ ผลงาน
ขน้ั ประเมินผลงานเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำใหร้ ถู้ ึงผลตอบรบั ทีเ่ กิดข้นึ จากการนำเสนอลวดลาย
ออกไปสู่สังคมว่าประสบผลสำเรจ็ หรอื ลม้ เหลว ซงึ่ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำแบบสอบถาม การ
วจิ ัย การประกวดผลงานตามหวั ขอ้ ทีก่ ำหนด
ภาพตัวอย่างการออกแบบลวดลายขัน้ ประเมินผล
องค์ประกอบในการออกแบบลวดลาย
การออกแบบลวดลาย นักออกแบบมีความจำเป็นอย่างยิง่ ที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในองค์ประกอบ
ต่างๆทางศิลปะอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากลวดลายที่ผ่านกระบวนการต่างๆ แล้วล้วน เกิดขึ้นจากการนำ
องค์ประกอบเหล่านี้มาจัดวางให้เหมาะสม ซ่งึ ในการออกแบบลวดลายมอี งค์ประกอบทีเ่ กีย่ วข้อง ดังนี้
1.เส้น
เสน้ เปน็ องค์ประกอบที่สำคญั ที่สดุ ลวดลายทุกชนดิ มีพน้ื ฐานมาจากการใช้เสน้ แทบทั้งสิน้ ไมว่ า่ จะใช้
กรรมวิธีใดๆสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา เส้นจะประกอบอยูก่ ับลวดลายทุกชนิดและทุกประเภทลวดลายบาง
ชนดิ อาจจะใช้เส้นเพียงอยา่ งเดยี วในการออกแบบลวดลายข้ึนมา
2. รปู ร่าง
เกิดจากนำเสน้ มาประกอบกันจนเปน็ รปู ร่างข้นึ มา เพือ่ นำไปใช้งานตามวตั ถุประสงค์ เชน่ รูปรา่ ง
เรขาคณิต รูปรา่ งธรรมชาติ รูปร่างอสิ ระ
3. สี
เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ลวดลายมีความสวยงาม สดใส สะดุดตา ช่วยสร้างความ
น่าสนใจกับลวดลายนั้นได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้การจะเลือกใช้ให้เหมาะสมว่าจะใช้สีแบบใด ลักษณะไหน
เช่น สีกลมกลืน สีตรงข้าม หรือ เน้นจุดใดจุดหนึ่งของลวดลายก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของลวดลาย และ
ประสบการณข์ องผอู้ อกแบบ
องค์ประกอบทางศิลปะทั้ง 3 ชนิด เป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทั้งหมด ท่ีนำมาใช้
ออกแบบลวดลาย ซึ่งอาจจะใช้องค์ประกอบอ่ืนๆบ้างก็ขึ้นอยู่กับวัสดุทีใ่ ช้ออกแบบและกรรมวิธใี นการ
สร้างสรรคล์ วดลาย เส้น รปู ร่าง และสี ลว้ นแล้วแต่มีอทิ ธพิ ลตอ่ ความรู้สึกในการมองเหน็ และอิทธพิ ลต่อ
จิตใจของมนษุ ย์ ทท่ี ำให้เกิดการจนิ ตนาการผลงานออกมาได้อยา่ งมากมายในงานศลิ ปกรรมทกุ สาขา
ใบงานที่ 3
เร่อื ง หลักการออกแบบ
ชือ่ …………………………………………………………………………………………………เลขท่ี………………ระดับช้นั ……………….
คำชี้แจง ให้นักเรยี นตอบคำถามต่อไปนี้ โดยเขยี นคำตอบลงในช่องคำตอบทก่ี ำหนดให้
1.การออกแบบหมายถึง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.ในการออกแบบจะคำนงึ ถึงหลักการออกแบบอะไรบ้าง
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.จดุ เดน่ ในความหมายของทัศนศิลป์ ก็คือ
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.ข้นั ตอนการออกแบบลวดลายมีอะไรบ้าง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.องคป์ ระกอบในการออกแบบลวดลายมีอะไรบ้าง
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบความรทู้ ่ี 2 หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1
วชิ าการเขยี นลวดลายด้วยสี จำนวน 3 หน่วยกติ
ชอื่ หนว่ ย ความรูท้ ่ัวไปเกย่ี วกับการออกแบบ จำนวนชั่วโมงรวม 5 ชัว่ โมง
ช่ือเรอ่ื ง องค์ประกอบของศลิ ป์ สปั ดาหท์ ่ี 4
องคป์ ระกอบศลิ ป์
องค์ประกอบศิลป์ (Composition) คือ การนำสิ่งต่างๆ มาประยุกต์และดัดแปลง ผนวกความ
สร้างสรรค์ในแต่ละบุคคล แล้วนำมารวมกันตามสัดส่วนและความเหมาะสม จากนั้นสร้างสรรค์เป็นผลงาน
ออกมาให้เกิดเป็นความน่าสนใจและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุด อีกทั้งความน่าสนใจในแต่ละ
ชน้ิ งานนนั้ อาจจำเปน็ ตอ้ งตอบโจทย์และตอบสนองต่อความตอ้ งการของผูร้ ับสารด้วย เพราะความน่าสนใจน้ัน
อาจหมายรวมถึงการนำเสนอภาพรวม การสื่อความหมาย และวัตถุประสงค์ในการออกแบบ เป็นต้น
ปัจจัยสำคญั ในการออกแบบ
• สดั ส่วนของภาพ (Proportion)
• ความสมดลุ ของภาพ (Balance)
• จังหวะลลี าของภาพ (Rhythm)
• การเน้นหรอื จดุ เดน่ ของภาพ (Emphasis)
• เอกภาพ (Unity)
• ความขัดแย้ง (Contrast)
• ความกลมกลนื (Harmony)
และส่ิงตา่ งๆ ท่ีไดน้ ำมาประกอบใหเ้ ขา้ กันนัน้ คอื จุด เส้น รูปรา่ ง รูปทรง สี ลกั ษณะผวิ สว่ นประกอบ
ต่างๆ ของศลิ ปะนำมาจัดประสานสมั พนั ธก์ นั ให้เกิดคุณค่า ทางความงาม เราเรยี กว่า องคป์ ระกอบศลิ ป์
(Composition)
ความสำคัญขององคป์ ระกอบศลิ ป์
เพราะเปน็ เรอ่ื งท่ผี ู้เรยี นศิลปะทกุ คนตอ้ งเรยี นรูเ้ ป็นพื้นฐาน เพือ่ ที่จะนำไปใช้ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพใน
การออกแบบโครงสร้างหรือรูปร่างของภาพนนั่ เอง แล้วจากนั้นสามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ในงานออกแบบต่างๆ
ได้ เชน่ การตกแตง่ บา้ น จัดสวน หรือกจิ กรรมตา่ งๆ ท่สี ามารถนำไปใชก้ ับการออกแบบอ่นื ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ซ่งึ
เหล่าน้ตี ้องอาศัยหลกั องค์ประกอบศลิ ป์ทง้ั สิ้น
สว่ นประกอบขององคป์ ระกอบศิลป์ท่สี ำคญั
จุด (Point, Dot)
ส่วนประกอบที่เล็กที่สุด ที่เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อไปสู่ส่วนอื่น การนำจุดมาเรียงต่อกันตาม
ตำแหนง่ ที่เหมาะสมและซ้ำกันก็จะทำให้เราสามารถมองเหน็ เปน็ รูปร่าง รปู ทรง ลักษณะผิวและการออกแบบ
อื่นๆ ที่มีความน่าตื่นเต้นและน่าสนใจได้ จากจุดหนึ่งถึงจุดหนึ่งมีเส้นที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นได้ด้วย
จินตนาการ เราเรียกว่า เส้นโครงสร้าง นอกจากจุดที่เรานำมาจัดวางเพื่อการออกแบบ เราสามารถพบเห็น
ลักษณะการจัดวางจุดจากสิ่งเป็นธรรมชาติ ที่อยู่รอบๆ ตัวเราได้ เช่น ข้าวโพด เปลือกหอย และหลากหลาย
รูปทรงนนั้ ก็ได้รับอทิ ธพิ ลมาจากธรรมชาติท่หี ลอ่ หลอมเราให้สร้างสรรค์สิง่ เหล่านีข้ ้นึ
ลกั ษณะของจดุ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท
1.1 จดุ ทเี่ กดิ ข้นึ เองจากธรรมชาติ ได้แก่ จุดในสว่ นของพืช เช่น ใบ ดอก ผล ลำตน้ จุดในลายของ
สัตว์ เชน่ แมว เสอื กวาง ผเี สอ้ื เปน็ ตน้
1.2 จุดที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึน้ ด้วยวิธกี ารกด แต้ม จิ้ม ด้วยวัสดุอปุ กรณ์ต่างๆเช่น ดินสอ ปากกา
พ่กู ัน วัสดปุ ลายแหลม หรือเคร่อื งมืออ่ืนๆ
เส้น (Line)
เสน้ เกิดจาก จุดท่ีเรยี งตอ่ กัน แลว้ ลากเสน้ ไปยังทิศทางตา่ งๆ มีหลายลกั ษณะจนทำให้เกิดลักษณะเส้น
หลายแบบ เช่น ตั้ง นอน เฉียง โค้ง ฯลฯ เส้นมีมิติเดียว คือความยาว ไม่มีความกว้าง ทำหน้าที่เป็นขอบเขต
ของที่ว่าง รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนัก รวมทั้งเป็นแกนหลักโครงสร้างของรูปร่างรูปทรงต่างๆ เส้นถือว่าเป็น
พน้ื ฐานสำคัญของงานศิลปะทกุ ชนิด เสน้ สามารถสอื่ ความหมายและสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน
การสรา้ งเป็นรปู ทรงต่างๆ ข้นึ
ลักษณะของเส้น
1. เส้นตั้ง หรือ เส้นดิ่ง ให้ความรู้สึกทางความสูง สง่า มั่นคง แข็งแรง หนักแน่นเป็นสัญลักษณ์ของ
ความซอื่ ตรง
2. เส้นนอน ให้ความรู้สกึ ทางความกว้าง สงบ ราบเรียบ นิ่ง ผอ่ นคลาย
3. เส้นเฉียง หรือ เส้นทะแยงมุม ใหค้ วามรู้สกึ เคลอื่ นไหว รวดเรว็ ไมม่ ั่นคง
4. เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก แบบฟันปลา ให้ความรู้สึก คลื่อนไหว อย่างเป็นจังหวะ มีระเบียบ ไม่
ราบเรียบ นา่ กลัว อันตราย ขัดแยง้ ความรุนแรง
5. เสน้ โคง้ แบบคล่นื ใหค้ วามรสู้ กึ เคลอื่ นไหวอย่างช้า ๆ ลื่นไหล ตอ่ เน่อื ง สภุ าพอ่อนโยน นุ่มนวล
6. เส้นโค้งแบบกน้ หอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย หรือเติบโตในทิศทางที่หมุนวนออกมา ถ้า
มองเขา้ ไปจะเห็นพลงั ความเคลื่อนไหวทไี่ ม่สน้ิ สดุ
7. เส้นโคง้ วงแคบ ใหค้ วามรสู้ ึกถึงพลงั ความเคล่ือนไหวท่รี ุนแรง การเปล่ียนทิศทางท่รี วดเร็ว ไม่หยุด
นิ่ง
8. เสน้ ประ ใหค้ วามร้สู กึ ทีไ่ มต่ อ่ เน่อื ง ขาด หาย ไม่ชัดเจน ทำใหเ้ กิดความเครยี ด
ความสำคัญของเส้น
1. ใชใ้ นการแบ่งทีว่ ่างออกเป็นสว่ น ๆ
2. กำหนดขอบเขตของทวี่ ่าง หมายถึง ทำให้เกิดเป็นรูปร่าง (Shape) ขน้ึ มา
3. กำหนดเส้นรอบนอกของรูปทรง ทำให้มองเห็นรปู ทรง (Form) ชดั ข้นึ
4. ทำหนา้ ท่ีเปน็ นำ้ หนกั ออ่ นแก่ ของแสดงและเงา หมายถงึ การแรเงาด้วยเส้น
5. ให้คว ามร ู้สึก ด้ วยการเป็นแกน หร ือ โ ครงสร ้าง ขอ งร ูป และ โ คร ง สร ้าง ขอ งภาพ
รูปรา่ งและรปู ทรง (Shape and Form)
พน้ื ทีท่ ี่ลอ้ มรอบไปดว้ ยเส้นท่ีแสดงความกว้าง ความยาว รปู รา่ งมสี องมติ ริ ปู ทรง นน่ั กค็ อื ภาพสามมติ ทิ ่ี
ต่อเนื่องจากรปู ร่าง โดยมคี วามหนาหรือความลกึ ที่ทำให้ภาพทีเ่ ห็นนัน้ มคี วามสมบรู ณแ์ ละชัดเจน
รปู รา่ งและรปู ทรงแบง่ ออกเปน็ 3 ลกั ษณะใหญ่
รูปทรงเรขาคณติ (Geometric Form)
มรี ูปร่างรปู ทรงทแี่ นน่ อน มาตรฐาน สามารถวดั หรอื คำนวณได้ มีกฎเกณฑ์ เชน่ รูปสี่เหล่ียม รูป
วงกลม รปู วงรี เปน็ ต้น และรปู เรขาคณิตนเี้ องท่ีเป็นพนื้ ฐานของรปู ทรงตา่ งๆ
รปู ทรงธรรมชาติ (Nature Form)
การเลียนแบบธรรมชาติ รปู ทรงธรรมชาตทิ ี่มีอยรู่ อบตัวเรา เชน่ ดอกไม้ ใบไม้ สัตว์ตา่ งๆ เป็น
แม่แบบในการออกแบบและสรา้ งสรรค์ โดยยงั คงใหค้ วามรู้สกึ และรูปทรงทเ่ี ป็นธรรมชาติและบางรปู ทรงทม่ี ี
การลอ้ เลียนธรรมชาติ โดยใช้รูปทรง การต์ ูน อวัยวะ เปน็ ตน้ และในบางคร้งั ได้มีการนำวสั ดุทม่ี อี ยู่ ตาม
ธรรมชาติ เช่น เปลือกหอย, กง่ิ ไม้, ขนนก ฯลฯ นำมาออกแบบ ดดั แปลง สรา้ งสรรค์ผลงาน
รูปทรงอิสระ (Free Form)
รูปแบบโครงสรา้ งทไี่ ม่แนน่ อน ให้ความรสู้ ึกเคลอื่ นไหวและเปน็ อิสระ ได้อารมณ์ รปู อิสระอาจเกิด
จากรูปเรขาคณติ หรือรูปธรรมชาติ ทถี่ ูกกระทำจนมีรูปลักษณะเปลีย่ นไปจากเดิมจนไมเ่ หลือสภาพเดิม
นำ้ หนกั – แสงเงา
น้ำหนกั มี 4 น้ำหนัก หลักๆ คือ ออ่ น กลาง เขม้ เขม้ สดุ และในแต่ละนำ้ หนกั สามารถแบ่งได้อีก
สามน้ำหนักนั่นก็คือ อ่อน(อ่อน-กลาง-เข้ม) กลาง(อ่อน-กลาง-เข้ม) เข้ม(อ่อน-กลาง-เข้ม) เข้มสุด(อ่อน-
กลาง-เข้ม)น้ำหนักเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดถึงทิศทางของแสงเงา บอกถึงมิติ ความตื้น ความลึก และเป็น
ตัวกำหนดสีสนั ของวตั ถุ วา่ วตั ถุเหล่าน้นั มสี อี ่อนเข้มอยา่ งไร
สี Colour
แมส่ ี (Primary Colour)
แม่สี คือ สที ่ีนำมาผสมกนั แลว้ ทำใหเ้ กิดสใี หม่ ทม่ี ีลักษณะแตกต่างไปจากสีเดมิ แมส่ ี มือยู่ 2 ชนดิ คือ
1. แม่สีของแสง เกดิ จากการหกั เหของแสงผ่านแทง่ แก้วปรซิ ึม มี 3 สี คอื สแี ดงสีเหลอื ง และสีน้ำเงิน
อยูใ่ นรูปของแสงรังสี ซ่ึงเปน็ พลังงานชนดิ เดียวทม่ี ีสี คณุ สมบตั ิของแสงสามารถนำมาใช้ ในการถ่ายภาพ ภาพ
โทรทัศน์ การจัดแสงสีในการแสดงตา่ ง ๆ เปน็ ตน้ (ดูเรื่อง แสงสี )
2. แมส่ วี ตั ถุธาตุ เปน็ สีทีไ่ ดม้ าจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คือ สี
แดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่นำมาใช้ งานกันอย่างกว้างขวาง ในวงการศิลปะ วงการ
อุตสาหกรรม ฯลฯ แม่สีวัตถุธาตุ เมื่อนำมาผสมกันตามหลักเกณฑ์ จะทำให้เกิด วงจรสี ซึ่งเป็นวงสีธรรมชาติ
เกดิ จากการผสมกนั ของแมส่ ีวัตถุธาตุ เป็นสีหลักทใี่ ชง้ านกนั ท่ัวไป ในวงจรสี จะแสดงสง่ิ ต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
วงจรสี ( Colour Circle)
สขี ั้นที่ 1 คอื แม่สี ได้แก่ สแี ดง สีเหลือง สีน้ำเงนิ
สีข้ันท่ี 2 คือ สีท่ีเกิดจากสขี ้ันที่ 1 หรือแมส่ ีผสมกันในอัตราส่วนท่เี ท่ากนั จะทำใหเ้ กดิ สีใหม่ 3 สี ไดแ้ ก่
สีแดง ผสมกับสเี หลือง ได้สี ส้ม
สีแดง ผสมกบั สีน้ำเงิน ได้สมี ่วง
สเี หลือง ผสมกบั สีน้ำเงิน ได้สเี ขียว
สขี น้ั ที่ 3 คอื สที ่เี กดิ จากสขี ้ันท่ี 1 ผสมกับสขี ั้นท่ี 2 ในอตั ราส่วนท่ีเท่ากนั จะไดส้ ีอื่น ๆอกี 6 สี คอื
สแี ดง ผสมกบั สีสม้ ได้สี ส้มแดง
สแี ดง ผสมกบั สีม่วง ไดส้ มี ว่ งแดง
สเี หลือง ผสมกับสเี ขยี ว ได้สีเขยี วเหลอื ง
สนี ำ้ เงนิ ผสมกบั สเี ขียว ได้สีเขียวน้ำเงนิ
สีนำ้ เงนิ ผสมกับสมี ว่ ง ไดส้ มี ว่ งนำ้ เงนิ
สเี หลือง ผสมกับสีส้ม ไดส้ ีสม้ เหลอื ง
วรรณะของสี คือสที ่ีใหค้ วามรู้สกึ รอ้ น-เยน็ ในวงจรสจี ะมสี รี ้อน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบ่งท่ี สมี ่วงกับสีเหลือง
ซ่ึงเปน็ ไดท้ ั้งสองวรรณะ
สีตรงข้าม หรือสีตัดกัน หรือสีคู่ปฏิปักษ์ เป็นสีที่มคี ่าความเข้มของสี ตัดกันอย่างรุนแรง ในทางปฏิบัติไม่นิยม
นำมาใชร้ ว่ มกัน เพราะจะทำให้แตล่ ะสีไม่สดใสเทา่ ท่คี วร การนำสีตรงข้ามกันมาใช้รว่ มกนั อาจกระทำได้ดงั น้ี
1. มีพ้ืนท่ขี องสีหนึง่ มาก อีกสหี น่ึงนอ้ ย
2. ผสมสอี ื่นๆ ลงไปสสี ใี ดสหี น่ึง หรอื ท้งั สองสี
3. ผสมสตี รงขา้ มลงไปในสีท้งั สองสี
สีกลาง คอื สที ่ีเข้าได้กับสีทกุ สี สกี ลางในวงจรสี มี 2 สี คอื สีนำ้ ตาล กบั สีเทา สนี ำ้ ตาล เกดิ จากสีตรงข้ามกัน
ในวงจรสีผสมกนั ในอตั ราสว่ นที่เทา่ กัน สีนำ้ ตาลมคี ุณสมบตั ิสำคัญ คอื ใช้ผสมกับสอี นื่ แลว้ จะทำใหส้ นี ั้น ๆ เข้ม
ข้นึ โดยไมเ่ ปล่ยี นแปลงค่าสี ถา้ ผสมมาก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นสนี ้ำตาล สีเทา เกดิ จากสที ุกสี ๆ สีในวงจรสีผสม
กัน ในอัตราส่วนเท่ากัน สีเทา มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะทำให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนท่ี
เป็นเงา ซ่งึ มนี ำ้ หนกั ออ่ นแก่ในระดับตา่ ง ๆ ถ้าผสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นสีเทา
ชนิดของสี
สนี ำ้ WATER COLOUR
สีน้ำ เป็น สีที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ทั้งในแถบยุโรป และเอเชีย โดยเฉพาะจีน และญ่ีปุ่น ซึ่งมี
ความสามารถในการระบายสีน้ำ แต่ในอดีตการระบายสีน้ำมักใช้เพียงสีเดียว คือ สีดำผู้ที่จะระบายได้อย่าง
สวยงามจะต้องมที กั ษะการใชพ้ ู่กนั ทส่ี งู มาก การระบายสนี ้ำจะใชน้ ำ้ เป็นส่วนผสม และทำละลายใหเ้ จือจาง ใน
การใช้สีนำ้ ไม่นยิ มใชส้ ขี าวผสมเพือ่ ใหม้ นี ้ำหนกั อ่อนลง และไมน่ ยิ มใช้สีดำผสมให้มีน้ำหนักเข้มข้ึน เพราะจะ
ทำใหเ้ กดิ นำ้ หนักมดื เกนิ ไป แตจ่ ะใชส้ ีกลางหรอื สีตรงข้ามผสมแทน ลักษณะของภาพวาดสนี ้ำ จะมีลักษณะใส
บาง และ สะอาด การระบายสีน้ำต้องใช้ความชำนาญสูงเพราะผิดพลาดแล้วจะแก้ไขยากจะระบายซ้ำ ๆ ทับ
กันมาก ๆ ไม่ได้จะทำให้ภาพออกมามีสีขุ่น ๆ ไม่น่าดู หรือที่เรียกว่า สีเน่า สีน้ำที่มีจำหน่าย ในปัจจุบัน จะ
บรรจใุ นหลอด เปน็ เนื้อสีฝุ่นท่ผี สมกับกาวอะราบิค ซึ่งเปน็ กาวทสี่ ามารถละลาย นำ้ ได้ มีทง้ั ลกั ษณะท่ีโปร่งแสง
( Transparent ) และกง่ึ ทึบแสง ( Semi-Opaque ) ซ่ึงจะมรี ะบุ ไว้ข้างหลอด สีน้ำนิยมระบายบนกระดาษท่ีมี
ผิวขรขุ ระ
สโี ปสเตอร์ POSTER COLOUR
เป็นสชี นิดสีฝ่นุ (Tempera) ที่ผสมกาวนำ้ บรรจเุ สร็จเปน็ ขวด การใช้งานเหมือน กับสนี ้ำ คือใชน้ ้ำเป็น
ตัวผสมให้เจือจาง สีโปสเตอร์เป็นสีทึบแสง มีเนื้อสีข้น สามารถระบายให้มีเนื้อเรียบได้ และผสมสีขาวให้มี
น้ำหนักอ่อนลงได้เหมือนกับสีน้ำมัน หรือสีอะครีลิค สามารถ ระบายสีทับกันได้ มักใช้ในการวาดภาพ
ภาพประกอบเรือ่ ง ในงานออกแบบ ตา่ ง ๆ ไดส้ ะดวก ในขวดสีโปสเตอรม์ ีส่วนผสมของกลีเซอรีน จะทำให้แห้ง
เรว็
สชี อล์ค PASTEL COLOUR
สีชอล์ค เป็นสีฝุ่นผงละเอียดบริสุทธิน์ ำมาอัดเป็นแทง่ ใช้ในการวาดภาพ มากว่า 250 ปีแล้ว ปัจจุบนั
มกี ารผสมข้ีผึ้งหรอื กาวยางไม้เขา้ ไปดว้ ยแลว้ อัดเป็นแทง่ ในลักษณะของดินสอสี แตม่ ีเนือ้ ละเอียดกว่า แท่งใหญ่
กวา่ และมีราคาแพงกวา่ มาก มกั ใช้ในการวาดภาพเหมือน
สีฝ่นุ TEMPERA COLOUR
สฝี นุ่ เปน็ สเี ริ่มแรกของมนุษย์ ไดม้ าจากธรรมชาติ ดิน หิน แรธ่ าตุ พืช สัตว์ นำมาทำให้ละเอียด เป็น
ผง ผสมกาวและน้ำ กาวทำมาจากหนังสัตว์ กระดูกสัตว์ สำหรับช่างจิตรกรรมไทยใช้ ยางมะขวิด หรือกาว
กระถิน ซึ่งเป็นตัวช่วยให้สีเกาะติดพื้นผิวหน้าวัตถุไม่หลุดได้โดยงา่ ย ในยุโรปนิยมเขียนสีฝุ่น โดยผสมกับกาว
ยาง กาวนำ้ หรือไข่ขาว สีฝุ่นเปน็ สีทมี่ ีลักษณะทบึ แสง มีเนือ้ สคี ่อนขา้ งหนา เขยี นสีทบั กนั ได้ สฝี นุ่ มักใช้ในการ
เขยี นภาพทว่ั ไป โดยเฉพาะภาพฝาผนัง ในสมยั หนง่ึ นยิ มเขยี นภาพผาฝนงั ทีเ่ รียกวา่ สีปนู เปียก (Fresco) โดย
ใช้สฝี ุ่นเขียนในขณะที่ปนู ที่ฉาบผนังยงั ไม่แหง้ ดี เนอื้ สีจะซมึ เขา้ ไป ในเนื้อปนู ทำใหภ้ าพไมห่ ลุดลอกงา่ ย สีฝุ่นใน
ปจั จุบนั มีลกั ษณะเป็นผง เม่ือใชง้ านนำมาผสมกับน้ำโดย ไม่ตอ้ งผสมกาว เนือ่ งจากในกระบวนการผลิตได้ทำ
การผสมมาแลว้ การใชง้ านหมือนกับสีโปสเตอร์
ดินสอสี CRAYON COLOUR
ดนิ สอสี เปน็ สผี งละเอยี ด ผสมกบั ข้ีผงึ้ หรือไขสัตว์ นำมาอดั ใหเ้ ป็นแทง่ อย่ใู นลกั ษณะของดนิ สอ เพื่อให้
เหมาะสำหรบั เด็ก ๆ ใชง้ าน มลี ักษณะคล้ายกับสชี อล์ค แตเ่ ป็นสีท่มี ีราคาถูก เน่อื งจากมีส่วนผสม อ่ืน ๆ ปะปน
อยู่มาก มีเนื้อสีน้อยกว่า ปัจจุบันมีการพฒั นาใหส้ ามารถละลายนำ้ หรือน้ำมันได้ โดยเมื่อใช้ ดินสอสีระบายสี
แล้วนำพูก่ นั จมุ่ น้ำมาระบายต่อ ทำให้มีลกั ษณะคล้ายกับภาพสนี ้ำ ( Aquarelle ) บางชนิด สามารถละลายได้
ในน้ำมัน ซึง่ ทำใหก้ ันนำ้ ได้
สอี ะครีลิค ACRYLIC COLOUR
สีอะครีลิค เป็นสีที่มีส่วนผสมของสารพลาสติกโพลีเมอร์ ( Polymer) จำพวก อะครีลิค ( Acrylic )
หรือ ไวนิล ( Vinyl ) เป็นสีที่มีการผลิตขึ้นมาใหม่ล่าสุด วลาจะใช้นำมาผสมกับน้ำ ใช้งานได้เหมือนกับสีน้ำ
และสีน้ำมัน มีทั้งแบบโปร่งแสง และทึบแสง แต่จะแห้งเร็วกว่าสีน้ำมัน 1 – 6 ชั่วโมง เมื่อแห้งแล้วจะมี
คุณสมบัติกันน้ำได้และเป็นสีที่ติดแน่นทนนาน คงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ ยึด
เกาะติดผิวหน้าวัตถุได้ดี เม่อื ระบายสแี ล้วอาจใชน้ ้ำยาวานชิ ( Vanish ) เคลอื บผวิ หน้าเพ่ือป้องกัน การขูดขีด
เพอ่ื ให้คงทน
สีน้ำมนั OIL COLOUR
สีน้ำมัน ผลิตจากการผสมของสีฝุ่นกับน้ำมนั ซึ่งเป็นน้ำมนั จากพืช เช่น น้ำมันลินสดี ( Linseed ) ซ่ึง
กลั่นมาจากต้นแฟลกซ์ หรือน้ำมันจากเมล็ดป๊อบปี้ สีน้ำมันเป็นสีทึบแสง เวลาระบายมักใช้สีขาว ผสมให้ได้
นำ้ หนกั ออ่ นแก่ งานวาดภาพสนี ้ำมนั มักเขียนลงบนผ้าใบ (Canvas ) มีความคงทนมากและ กนั น้ำ ศิลปินรู้จัก
ใช้สีน้ำมันวาดภาพมาหลายร้อยปีแล้ว การวาดภาพสีน้ำมัน อาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือ เป็นปีก็ได้ เนื่องจากสี
น้ำมันแหง้ ช้ามาก ทำให้ไม่ต้องรีบร้อน สามารถวาดภาพสีนำ้ มันที่มีขนาดใหญ่ ๆ และสามารถแก้ไขงาน ด้วย
การเขยี นทับงานเดมิ สีน้ำมันสำหรบั เขยี นภาพจะบรรจุในหลอด ซึง่ มรี าคา สูงต่ำขน้ึ อยูก่ บั คุณภาพ การใช้งาน
จะผสมด้วยน้ำมนั ลินสีด ซ่ึงจะทำให้เหนียวและเปน็ มนั แตถ่ ้าใช้ นำ้ มันสน จะทำใหแ้ ห้งเร็วขึ้นและสีด้าน พู่กัน
ที่ใช้ระบายสีน้ำมันเป็นพู่กันแบนที่มีขนแขง็ ๆ สีน้ำมัน เป็นสีที่ศิลปินส่วนใหญ่นิยมใช้วาดภาพ มาตั้งแต่สมัย
เรอเนซองส์ยคุ ปลายมากยิ่งขึ้น สอี ะครีลคิ ทีใ่ ช้วาดภาพบรรจใุ นหลอด มีราคาค่อนข้างแพง
ใบงานท่ี 4
เรอ่ื ง องคป์ ระกอบศลิ ป์ (Composition)
ชื่อ…………………………………………………………………………………………………เลขท่ี………………ระดับชั้น……………….
คำชแ้ี จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้ โดยเขยี นคำตอบลงในชอ่ งคำตอบทกี่ ำหนดให้
1.จงบอกความหมายขององค์ประกอบของศลิ ป์
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.องคป์ ระกอบของศิลป์มอี ะไรบ้าง
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.ใหน้ ักเรยี นวาดรปู วงจรสี ( Colour Circle)
ตอบ
ใบความรทู้ ี่ 3 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1
จำนวน 3 หนว่ ยกติ
วชิ าการเขียนลวดลายดว้ ยสี
ชื่อหน่วย ความรูท้ ่ัวไปเก่ยี วกับการเลอื กใชว้ ัสดุ จำนวนช่ัวโมงรวม 5 ชวั่ โมง
อุปกรณ์ในการเขียนลวดลายดว้ ยสี สัปดาหท์ ่ี 5
ชอื่ เร่ือง การเลือกใช้วสั ดุ – อุปกรณ์ ในการเขียนลวดลายดว้ ยสี
วัสดุ-อุปกรณ์ ในการเขียนภาพระบายสี
สิ่งสำคัญสิ่งแรกที่จะต้องเรียนรู้ก่อนเขียนภาพระบายสีนั่นกค็ ือ การทำความเขา้ ใจเกี่ยวกับวัสดุ-
อุปกรณ์ ตลอดจนรู้จักคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด และการจัดเตรียมพร้อมก่อนที่จะเขียนภาพ วัสดุ
อุปกรณ์พร้อม และมีคุณภาพมีส่วนช่วยในการปฏิบัติเขียนภาพมีผล สำเร็จที่ดีและรวดเร็ว ดังคำพูดที่ว่า
"วัสดอุ ปุ กรณด์ ี มชี ัยไปกว่าครึ่ง"
วัสดุ-อปุ กรณ์การเขยี นภาพระบายสี แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. ประเภทวัสดุ ได้แก่ ส่งิ ท่ใี ชแ้ ลว้ ส้นิ สภาพหรือหมดสิ้นไป เช่น กระดาษ สี ดินสอ
2. ประเภทอุปกรณ์ ได้แก่ วัตถุสิ่งของที่ถูกมาใชเ้ ป็นเคร่ืองมอื ที่ช่วยในการวาดภาพระบายสีเปน็ ไป
อยา่ งสะดวก รวดเร็วและสอดคลอ้ งกับวสั ดุท่ตี ้องการ เช่น พกู่ ัน จานสี เปน็ ต้น เพื่อใหก้ ารใชเ้ ครอื่ งมอื อุปกรณ์
ต่างๆ เป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ และมีอายกุ ารใช้งานนาน เราจึงควรศกึ ษาทำความเขา้ ใจเกี่ยวกบั คุณสมบัติ
การใชข้ องเครอื่ งเขียนแต่ละชนดิ และม่ันเก็บรกั ษาให้เปน็ ระเบยี บเรียบร้อยอยเู่ สมอ ดังน้ี
1. ใช้เคร่อื งมอื และอปุ กรณใ์ หถ้ ูกต้องและเหมาะสม
2. ทำความสะอาดเคร่อื งมือและอปุ กรณ์ภายหลงั ทีใ่ ช้ทุกครั้ง
3. เก็บรักษาไวใ้ ห้ถูกต้องและเหมาะสม
นอกจากน้ี ควรมีการสำรวจจัดหาเคร่ืองมือและอปุ กรณเ์ พิ่มเติมหรือทดแทนทีช่ ำรุดตามความจำเป็น
จะทำให้ผลงานท่สี ร้างสรรคอ์ อกมาน้ันมีความสะดวกรวดเรว็ และมคี วามสวยงาม
เครือ่ งมือและอปุ กรณท์ จ่ี ำเปน็ สำหรบั การเขียนภาพระบายสีที่ใช้บ่อยครง้ั มีดังตอ่ ไปน้ี
1. ดนิ สอ
ดินสอดำ เปน็ เครื่องเขียนท่ีใชร้ ะโยชน์หลายทาง โดยเฉพาะใชใ้ นการร่างภาพก่อนลงมือระบาย
สี ปกติดินสอดำมีไส้อยู่ ๓ ชนิดด้วยกันคือ ชนิดแข็ง (H) เหมาะสำหรับใช้ในงานเขียนแบบ ชนิดปานกลาง
(HB) ใชส้ ำหรับงานเขยี นทัว่ ไป ชนิดออ่ น (B) ใช้รา่ งภาพและแรงเรา มีความออ่ น แก่ไมเ่ ท่ากนั เชน่ 1B, 2B,
3B, 4B, 5B, 6B โดยเบอรม์ ากจะมีความเขม้ มาก การเขยี นภาพระบายสีในชั้นนอี้ ย่างนอ้ ยควรใช้ดินสอ 2
ชนดิ ดังนี้
1.1 ชนดิ 2B เป็นชนิดทีอ่ ่อนปานกลาง ลบงา่ ยไม่ดำจนเกนิ ไป เหมาะสำหรับการเขยี นภาพในขั้นตอนการรา่ ง
1.2 ชนิด 4B, 6B เป็นชนิดที่อ่อนกว่า 2B เหมาะสำหรบั การแรเงาภาพหรือการลงนำ้ หนกั
2. ยางลบ
ยางลบควรใช้ยางลบท่ใี ชส้ ำหรับดนิ สอดำโดยเฉพาะซ่งึ เป็นยางลบชนดิ ออ่ น ขนาดและรปู ทรง
แตกต่างกัน ไมค่ วรใช้ยางลบชนดิ แขง็ เพราะจะทำให้กระดาษเป็นขยุ่ เมือ่ ระบายสจี ะทำให้สีซึมตามรอยลบ
ของภาพ หรือขณะแรเงากจ็ ะทำให้ภาพไมเ่ รยี บ มีการสะดดุ ไม่สวยงาม
3. กระดาษ
กระดาษเขยี นภาพ ผู้ท่เี ริ่มต้นศกึ ษากระดาษที่นิยมใชใ้ นการเขยี นภาพจะมีอยู่ ๒ ชนดิ คือ
3.1 กระดาษปรู๊ฟ เหมาะสำหรับการเขียนภาพดว้ ยดินสอ หรอื ถ่านชารโ์ คร เพราะเนอ้ื กระดาษน่มุ นวล
ได้งา่ ยและเสน้ จะดำชดั เจน สามารถเกลย่ี นำ้ หนกั ออ่ นแกไ่ ด้ดี
3.2 กระดาษปอนด์หรือกระดาษวาดเขียน ควรจะใช้กระดาษท่ีมีความหนาประมาณ 60 แกรม 80
แกรม 100 แกรม เหมาะสำหรบั การเขยี นภาพท้ังทใ่ี ชด้ นิ สอ สว่ นภาพระบายสีจะใชก้ ระดาษ 100 แกรม
(หรอื 100 ปอนด์) ข้นึ ไป เน้อื กระดาษมคี วามหนาเหมาะท่ีจะระบายสี
4. แผน่ รองเขียน
แผน่ รองเขียน มีไวส้ ำหรบั รองรบั กระดาษ มลี ักษณะเปน็ วสั ดุผิวเรียบ อาจจะเป็นแผ่นไม้อัด
หรือแผ่นพลาสตกิ กไ็ ด้ ดา้ นบนตดิ ตวั หนีบ เพ่ือใช้สำหรับหนบี กระดาษให้ติดอยูก่ ับแผ่นรองเขียน
5. สี (Colour)
สีท่ีใช้ในการเขียนภาพระบายสมี หี ลายชนดิ ท้ังนอ้ี นั เนอ่ื งมาจากความเจรญิ ทางดา้ นวิทยาศาสตร์ได้
ก้าวหน้า สจี ึงมมี ากมายหลายชนิดแตล่ ะชนดิ ของแต่ละสีมคี ่าของแตล่ ะสีในตัวของมนั เอง ซึ่งนับวา่ ใหค้ วาม
สดวกอยา่ งยิ่ง สีท่ีใชป้ ระกอบงานดา้ นศลิ ปะพอจะ
5.1. สโี ปสเตอร์ (Poster color) เป็นสวี ตั ถธุ าตุ ใช้นำ้ ผสมระบายสี มีคุณสมบตั ิทบึ แสง (opaque)
5.2 สีน้ำ (Water Colour) เป็นสีที่ใชม้ าแต่โบราน ชาวยุโรปเริ่มใชส้ มัยคลาสสิค (Classic) จนถึงปัจจบุ ัน
ประเทศตะวนั ออกศลิ ปินของจีนและญี่ปุ่นที่ประสบความสำเรจ็ ในการใช้สีน้ำได้ดกี วา่ ชาวตะวนั ออกแต่เป็นการ
ใช้สเี พยี งสีเดยี วคอื สดี ำ
สนี ำ้ มีคุณสมบัติโปร่งแสง มีวิธรี ะบายดังนี้นำสที ี่ต้องการระบายมาผสมนำ้ ก่อนจะลงสที ภี่ าพอาจจะ
ลงนำ้ กอ่ น แลว้ ระบายสตี ามระบายสลี งไปโดยไมต่ ้องลงน้ำอีก สีทีผ่ สมน้ำพอดีภาพจะแห้งเร็วกว่าการเขยี น
ภาพระบายสีนำ้ นน้ั ต้องอาศยั ความชำนาญหรือการฝกึ ฝนเป็นอย่างดเี ยยี่ มถา้ ผดิ ผลาดแล้วจะแกไ้ ขยาก เพราะ
สนี ำ้ นัน้ จะระบายซำ้ ไมไ่ ด้จะทำให้สีออกมาในลกั ษณะงานชุ่มๆ หรือ เรยี กวา่ สเี นา่ สว่ นการผสมสีน้นั ตอ้ ง
ผสมให้เขา้ กนั ถา้ ผสมไดไ้ ม่ดีแล้วนำไประบายก็จะเรยี กว่า สดี บิ จะทำใหภ้ าพไมง่ ามกระดาษทใ่ี ช้ในการ
เขยี นภาพสนี ้ำ ควรมีผวิ หยาบ ขรขุ ระ จะดกี วา่ ผิวเรยี บเป็นมนั
5.3 สนี ำ้ มนั (Oil Colour) เปน็ สีจำพวกทใ่ี ชน้ ้ำมันเป็นส่วนผสม มีท้ัง แม่สีและสที ี่ผสมสำเร็จ เหมาะสำหรับ
งานตกแต่งภายในและภายนอก สนี ้ำมันใชส้ ำหรับทาพ้นื ที่ทำด้วยไม้และสว่ นทเ่ี ป็นเหลก็ สีนำ้ มนั เป็นสที ีม่ ี
คณุ สมบตั ทิ ึบแสง (Opaque) เกดิ จากการผสมของเนอ้ื สฝี ุ่นกับนำ้ มนั เช่นเช่น นำ้ มันซดี (Lin Seed) ซงึ่
กลั่นจากตน้ แฟลกซ์ นำ้ มันจากเมล็ดป๊อปปี้ และพืชอน่ื ๆ น้ำมนั ลินซีดเปน็ น้ำมันท่ีนิยมกนั มาก ในยโุ รปใช้
กันมาตัง้ แต่ ศตวรรษท่ี 8 การระบายสีใช้สีขาว (สีปอนด์เปน็ ตวั ผสม) หรอื ใช้สีอืน่ มาลดค่าลง
ภาพเขียนสนี ้ำมนั คงทนถาวร ทนนำ้ ไมต่ อ้ งใส่กรอบกระจกเวลาเขยี นถา้ จะแก้ไขก็สามารถเขียนทับใหม่ได้
ไม่จำเป็นตอ้ งใช้ความรวดเร็วเหมอื นสนี ำ้ เพราะแห้งช้ากวา่ เวลาเขยี นภาพจะใช้เวลานานนบั เดือนหรอื เปน็ ปกี ็
ได้ ภาพจงึ มีขนาดใหญต่ ามความตอ้ งการวธิ กี ารเขยี นสีน้ำมัน จะต้องใชน้ ำ้ มันผสมคอื
1.น้ำมนั ลนี ซดี (Lin Seed Oil) ชว่ ยทำให้เหนยี วและเป็นมัน
2.น้ำมันสน (Turpinrtine Oil) ทำให้สีแห้งเรว็ และสดี า้ น
ลักษณะเปน็ สีทึบแสง แห้งช้าสามารถวาดทับไดห้ ลายคร้งั บรรจุในหลอดอะลูมเิ นียมหรอื พลาสติก มีใหเ้ ลอื ก
หลายสีหลายย่หี ้อ ราคาค่อนข้างแพง ราคาข้ึนอยู่กับสแี ละขนาดของหลอดการใชง้ านบีบสีจากหลอดลงบน
จานสี ผสมกบั น้ำมนั ลนิ สิดแล้วใช้พกู่ นั วาดลงบนเฟรมผ้าใบ หรือใช้เกยี งสำหรับวาดรปู ปาดสีลงบนเฟรม วิธี
ล้างพู่กนั จะล้างด้วยน้ำมนั สน
ใบงานท่ี 5
เรอื่ ง วสั ด-ุ อปุ กรณ์ ในการเขยี นภาพระบายสี
ชือ่ …………………………………………………………………………………………………เลขที่………………ระดบั ชนั้ ……………….
คำชแี้ จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี โดยเขยี นคำตอบลงในช่องคำตอบทก่ี ำหนดให้
1.วัสด-ุ อุปกรณ์การเขียนภาพระบายสี แบ่งออกเปน็ ก่ีประเภท อะไรบา้ ง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.เคร่ืองมอื และอุปกรณ์ทจ่ี ำเป็นสำหรบั การเขยี นภาพระบายสที ี่ใช้บ่อยคร้งั มีอะไรบ้าง
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบความรทู้ ี่ 3 หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1
จำนวน 3 หน่วยกิต
วิชาการเขยี นลวดลายด้วยสี
ชื่อหน่วย ความรทู้ ว่ั ไปเกยี่ วกบั การเลอื กใช้วสั ดุ จำนวนช่ัวโมงรวม 5 ชว่ั โมง
อปุ กรณ์ในการเขยี นลวดลายด้วยสี สปั ดาหท์ ่ี 6
ชอ่ื เรอื่ ง การเก็บรักษาวัสดุ – อุปกรณ์
การเกบ็ รักษาวัสดุ-อุปกรณ์
1.ดินสอ
การใชแ้ ละการเกบ็ รักษา
ดนิ สอชนิดชนดิ 2B ใช้สำหรบั รา่ งภาพทเ่ี ราตอ้ งการมองเห็นรปู ลกั ษณะของภาพทจ่ี ะระบายสีหรือแรเงา
เวลารา่ งภาพควรร่างเบาๆ ก่อน เพ่อื สะดวกในเวลาต้องการลบออกไดง้ า่ ย ดินสอดำชนดิ 4B-6B ใชส้ ำหรับ
แรเงาลงนำ้ หนักใหอ้ ่อนหรอื แกห่ รือมเี งาดำ แล้วแตค่ วามตอ้ งการ
ดินสอแต่ละแท่งเมอ่ื เลกิ จากการใชง้ านแล้ว ก็ควรเหลาใหม่เพ่อื เตรียมไวใ้ ห้พรอ้ มทีจ่ ะใช้งานคราวต่อไป
ท้งั นค้ี วรเก็บใส่กล่องให้เรียบรอ้ ยเพ่ือไมใ่ ห้ปลายดินสอหกั หรอื จะใส่ไวใ้ นกล่องโดยเอาปลายดินสอข้ึนก็ได้
2. ยางลบ
การใชแ้ ละการเกบ็ รกั ษา
ก่อนใชค้ วรตรวจดูวา่ ยางลบนั้นสะอาดหรอื ไม่ เพราะถา้ ยางลบไมส่ ะอาดเวลาลบจะทำให้ภาพ
สกปรกเมื่อยางลบสกปรกให้ถูบนกระดาษขาวหรือเศษผ้าท่ีสะอาดเสยี กอ่ น เพอื่ ให้คราบสกปรกท่ีติดอยหู่ ลดุ
ออกไปแลว้ จึงนำไปลบภาพ วิธีการใชย้ างลบใหถ้ ูเพียงเบา ๆ ไปในทศิ ทางเดียวกัน แตถ่ ้าลบไมอ่ อกจึงค่อยถู
แรงขึ้น โดยถจู ากด้านซ้ายมอื ไปทางขวามอื เมอ่ื ลบเสร็จแล้วให้ใชผ้ ้าสะอาดหรอื แปรงปดั เศษยางลบออก อยา่
เอามอื ลบู หรอื ปัด เพราะอาจทำใหภ้ าพสกปรกได้ หลงั จากเลิกใช้งานควรเอาผ้าหรอื ทิชชเู ชด็ ให้สะอาดท่วั ทกุ
ดา้ น แลว้ เก็บใสก่ ล่องใหเ้ รียบรอ้ ย
3. กระดาษ
การใช้และการเกบ็ รักษา
กอ่ นจะร่างภาพบนกระดาษวาดเขยี น ควรมคี วามมัน่ ใจและตัดสินใจแนน่ อนแล้ววา่ จะเขียนภาพอะไร
ด้วยเทคนคิ แบบใด ไม่ควรนำกระดาษวาดเขยี นมาทดลองร่างภาพเล่นๆ หากไม่แน่ใจควรรา่ งภาพบนกระดาษ
ชนดิ อน่ื ก่อน เพ่อื จะได้เป็นการประหยดั ท้ังนี้กอ่ นจะหยิบกระดาษ ควรล้างมอื ให้สะอาดกอ่ น รอยคราบ
สกปรกจะไดไ้ มต่ ดิ ไปบนกระดาษ
สำหรับการเกบ็ รกั ษาพยายามอยา่ ใหก้ ระพับหรอื มีรอยยบั เพราะจะทำให้ไม่สามรถเขียนภาพตามที่
ตอ้ งการได้ ถ้าเปน็ กระดาษชนดิ แผ่นไมใ่ ช่เป็นเล่ม ควรจดั เกบ็ ด้วยการหอ่ ห้มุ ใหเ้ รียบร้อยเปน็ ปึกเดยี วกันอย่า
เกบ็ โดยวิธมี ้วนกระดาษ เพราะเวลาคล่อี อกมาใชก้ ระดาษจะงอเสียรปู ทรงและพ้ืนผวิ กระดาษจะมรี อยยบั ย่น
4. แผ่นรองเขียน
การใช้และการเกบ็ รักษา
กอ่ นจะใช้งานควรตรวจดวู า่ มีคราบสกปรกติดอยบู่ นแผ่นรองเขยี นหรือไม่ ถา้ ไม่มจี งึ ค่อยนำกระดาษ
มาวางทาบ ในการใชง้ านไม่ควรนำดินสอ ปากกา หรือสี มาขดี ทบั ลงบนแผน่ รองเขยี น และไมค่ วรนำไปรองรับ
ใบมดี หรอื คัตเตอร์ เพราะจะทำให้เกดิ เปน็ รอย เวลาเขยี นภาพสะดุด หลงั เสร็จการใช้งานควรทำความสะอาด
ใหเ้ รียบร้อย
5. สี ( Colour)
5.1. สีโปสเตอร์ (Poster color)
การดูแลรกั ษาสีโปสเตอร์ เนือ่ งจากสีโปสเตอรเ์ ป็นสีคอ่ นขา้ งแหง้ เรว็ เมอื่ เลกิ ใชง้ านแล้วควรจะพรม
นำ้ หรอื ฉีดนำ้ ใสล่ งในขวดแล้วปดิ ฝาเพอื่ ยดื อายกุ ารใชง้ านขอ้ ดีของสโี ปสเตอร์ สสี ดใส ราคาถูก ระบายทับกัน
ได้ ขอ้ บกพรอ่ งของสโี ปสเตอร์ เนือ้ สีไมท่ นทาน เช่น สนี ำ้ มนั (OIL COLORS) และสีอะคลีลิก แพ้อากาศ
แพ้นำ้ หากอบั ชน้ื เป็นเวลานานเนอ้ื มกั จะเป็นเชือ้ รา หรือภาพเขยี นเสรจ็ สมบูรณ์หากโดนนำ้ หยดลงในภาพ
อาจเกิดความเสียหายได้
ใบงานที่ 6
เรือ่ ง การเก็บรักษาวสั ด-ุ อุปกรณ์ ในการเขียนภาพระบายสี
ชอ่ื …………………………………………………………………………………………………เลขท่ี………………ระดบั ชนั้ ……………….
คำชี้แจง ใหน้ ักเรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ โดยเขียนคำตอบลงในชอ่ งคำตอบท่ีกำหนดให้
1.จลบอกวิธีการเก็บรักษาวัสดุ-อปุ กรณ์การเขียนภาพระบายสี
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบความร้ทู ี่ 4 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1
จำนวน 3 หนว่ ยกติ
วิชาการเขียนลวดลายดว้ ยสี
ช่ือหนว่ ย หลักการเขียนลวดลายด้วยสีบนวสั ดุ จำนวนช่ัวโมงรวม 5 ชว่ั โมง
ต่างๆ สปั ดาหท์ ี่ 7
ชื่อเร่ือง การเขียนลวดลายดว้ ยสบี นผา้
การเขียนลวดลายดว้ ยสีบนผ้า
การเพ้นท์สีบนผ้า
ข้นั ตอนการเพน้ ท์
ข้นั ตอนที่ 1 วาดแบบลงบนผา้
ขั้นตอนท่ี 2 ลงสีบนผ้าโดยเรม่ิ ลงสีพืน้ กอ่ น
ขัน้ ตอนท่ี 3 ลงสีพ้ืนให้ครบ
ขั้นตอนที่ 4 ใช้สีเหลอื งลากเปน็ เสน้ ใบ
ข้นั ตอนที่ 5 ใช้สี ออ่ นกว่าในการปัดเงา
ขน้ั ตอนที่ 6 ตกแต่งให้สวยงาม
ใบงานที่ 7
เรอ่ื ง การเขียนลวดลายดว้ ยสบี นผา้
ช่อื …………………………………………………………………………………………………เลขท่ี………………ระดบั ช้นั ……………….
คำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นวาดภาพและระบายสี ตามหัวข้อทีก่ ำหนดให้
1.จงออกแบบลวดลายท่ีจะใช้เพ้นท์ลงบนผา้
ใบความรทู้ ี่ 5 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1
จำนวน 3 หนว่ ยกิต
วิชาการเขียนลวดลายดว้ ยสี
ช่อื หนว่ ย หลักการเขยี นลวดลายด้วยสบี นวัสดุ จำนวนชั่วโมงรวม 5 ช่วั โมง
ต่างๆ สปั ดาหท์ ี่ 8
ช่อื เรอ่ื ง การเขยี นลวดลายดว้ ยสีบนไม้
การเขียนลวดลายดว้ ยสีบนไม้
ข้ันตอนการทำ
1.ลงสีน้ำตาลบนไม้ในสวนลา่ งท่ีเป็นค้อนไมแ้ ละลงสีเขยี วในส่วนทีเ่ ป็นใบเมือ่ ลง
สพี นื่ เสร็จแลว้ ใหต้ ากลมใหส้ แี หง้
2. จากนั้นเพน้ ท์เสน้ กลางใบ
3.จากน้นั ลงสีเนอื้ ขา้ งซ้ายลขั วาเปน็ วงลีรอใหส้ ีแห้ง แลว้ เพ้นท์
4. นำดอกไมท้ ลี่ งสีและเพ้นเกรสแล้วมาติดลงบนแผ่นไม้
5. จากนน้ั ใช้ดินสอรา่ งตัวอกั ษรทตี่ อ้ งการเพน้ ทล์ งบนแผ่นไม้
6.จากนั้นใช้พูกันจุม่ สขี าวแลว้ เพน้ ท์ตามตวั อกั ษรท่ีร่างไว้ จากน้นั ตาก
ให้สแี ห้งแลว้ ตกแต่ง ให้สวยงาม
รปู ภาพสำเร็จ
ใบงานที่ 8
เรอ่ื ง การเขียนลวดลายด้วยสบี นไม้
ชอ่ื …………………………………………………………………………………………………เลขท่ี………………ระดบั ชั้น……………….
คำชแี้ จง ให้นกั เรียนวาดภาพและระบายสี ตามหัวขอ้ ที่กำหนดให้
1.จงออกแบบลวดลายท่ีจะใช้เพน้ ท์ลงบนไม้
ใบความรู้ที่ 6 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1
จำนวน 3 หนว่ ยกิต
วิชาการเขยี นลวดลายด้วยสี
ช่อื หนว่ ย หลักการเขยี นลวดลายด้วยสีบนวัสดุ จำนวนชั่วโมงรวม 5 ช่ัวโมง
ต่างๆ สัปดาห์ท่ี 9
ชอ่ื เรื่อง การเขียนลวดลายด้วยสบี นเซรามคิ
การเขียนลวดลายด้วยสบี นเซรามคิ
ขัน้ ตอนการทำ
1.รา่ งลวดลายที่ตอ้ งการบนจานด้วยดนิ สอ
2.ใส่ Cobalt Oxide และ Gum Arabic ลงในถ้วย
ใสน่ ้ำเปลา่ เล็กนอ้ ย คนให้เข้ากัน
3. ลงสตี ามลายทร่ี า่ งไว้ (หากลงสพี ลาด ใช้คตั เตอรค์ อ่ ยๆ ขูดสอี อกอยา่ งเบามอื ) และทงิ้ ไว้ให้แห้ง
สนทิ