คำสมาสและ
คำสนธิ
มัธยมศึกษาตอนปลาย
สารบัญ หน้า
คำสมาส 1
ลักษณะของคำสมาสคำสมาส 5
ข้อสังเกตของคำสมาสคำสมาส 12
คำสนธิ 16
ลักษณะของคำสนธิ 17
ประเภทของคำสนธิ 19
คำสมาส
1
คำสมาส แบ่งเป็น ๒ ๑. คำสมาสที่ไม่มีการกลมกลืนเสียง เรียกว่า คำสมาส
ประเภท
๒.คำสมาสที่มีการกลมกลืนเสียง เรียกว่า คำ สมาส
สนธิ
2
คำสามาสคืออะไร?
คือ การสร้างคำใหม่ในภาษาบาลี
สันสกฤต เช่นเดียวกับคำประสมในภาษา
ไทย เกิดจากการนำคำบาลีสันสกฤต
ตั้งแต่ ๒ คำ ขึ้นไป มารวมกันเป็นคำ
เดียวให้มีความหมายเกี่ยวเนื่องกัน
3
คำสนธิคืออะไร ?
คือ การเชื่อมคำเข้าด้วยกัน โดยนำคำบาลีสันสกฤต
ตั้งแต่ ๒ คำ ขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันเป็นคำเดียวกัน เสียง
สุดท้ายของคำหน้ารับเสียงหน้าของคำหลังเพื่อทำให้
เกิดการกลมกลืนของเสียง ซึ่งสนธิมีด้วยกัน 3 ชนิด
คือ สนธิสระ (สระสนธิ), สนธิพยัญชนะ (พยัญชนะ
สนธิ) และสนธินิคหิต (นิคหิตสนธิ)
4
ลักษณะของ
คำสมาส
5
ลักษณะของคำสมาส
๑. เกิดจากการประสม ๒.เป็นคำที่มีรากศัพ
ท์มาจาก
คำตั้งแต่สองคำขึ้นไป
ภาษาบาลีและสันสกฤต
เท่านั้น เช่น ภูมิ (ส./ป.) +
ศาสตร์ (ส.) = ภูมิศาสตร์
6
ลักษณะของคำสมาส
๓.พยางค์สุดท้ายของคำหน้าไม่ใช่
รูปสระอะ เช่น
กาละ + เทศะ = กาลเทศะ
7
ลักษณะของคำสมาส
8
๔.พยางค์สุดท้ายของคำหน้าไม่
ใส่รูปการันต์ เช่น แพทย์ +
ศาสตร์ = แพทยศาสตร์
ลักษณะของคำสมาส
๕.แปลความจากหลังมาหน้า เช่น ราชบุตร แปลว่า 9
บุตรของพระราชา
๖.ออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสร
ะ
กำกับอยู่ เช่น เทพบุตร อ่านว่า เทบ-พะ-บุด
ลักษณะของคำสมาส
7. คำบาลีสันสกฤตที่มีคำว่า พระ
ที่แผลงมาจาก วร ประกอบข้าง
หน้า จัดเป็นคำสมาส เช่น
พระจันทร์ พระบาท
10
ลักษณะของคำสมาส
11
8. คำสมาสส่วนใหญ่มักลงท้าย
ด้วยคำว่า ศาสตร์ กรรม ภาพ
ภัย ศึกษา ศิลป์ วิทยา เช่น
ประวัติศาสตร์ กิจกรรม
ข้อสังเกตของ
คำสมาส
12
ข้อสังเกตของคำสมาส
๑.คำสมาสเกิดจากการประสมคำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตเท่านั้น
คำที่มาจากภาษาอื่นๆ นำมาประสมกันไม่นับเป็นคำสมาส เช่น
เคมี (อ.) + ภัณฑ์(ป.,ส.) = เคมีภัณฑ์ (ไม่ใช่คำสมาส)
พล (ป.,ส.) + เมือง (ท) = พลเมือง (ไม่ใช่คำสมาส)
13
ข้อสังเกตของคำสมาส
2. คำสมาสบางคำไม่ออกเสียงตรง 14
พยางค์ท้ายของคำหน้า เช่น สุภาพ
บุรุษ อ่านว่า สุ-พาบ-บุ-หรุด
ข้อสังเกตของคำสมาส
3. คำที่ไม่สามารถแปลความ 15
จากหลังมาหน้าได้ไม่ใช่คำสมาส
เช่น นายกสมาคม แปลว่า
นายกของสมาคม
คำสนธิ
16
ลักษณะของคำสนธิ
๑.เกิดจากการประสมคำมูล 2.เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจาก
ตั้งแต่สองคำขึ้นไป ภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น
17
ลักษณะของคำสนธิ
3.เชื่อมคำโดยเปลี่ยนแปลงสระ 4.มักเรียงคำหลักไว้หลังคำ 18
พยัญชนะ หรือนิคหิตของคำ ขยาย (แปลจากหลังไปหน้าเช่น
เดิม เดียวกับคำสมาส)
ชนิดของคำสนธิ
๑.สนธิสระ (สระสนธิ)
19
2.สนธิพยัญชนะ (พยัญชนะสนธิ)
3.สนธินิคหิต
(นิคหิตสนธิ)
สระสนธิ
20
สระสนธิ เป็นการนำคำที่ลงท้าย
ด้วยสระ ซึ่งเมื่อมีการสนธิแล้ว
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปสระ
เพื่อให้เสียงสระ ๒ เสียง
กลมกลืนเป็นเสียงเดียวกัน มี 8
วิธี
สระสนธิ
๑.อะ อา สนธิกับ อะ อา กลาย 2.อะ อา สนธิ กับ อิ อี กลาย 21
เป็น อะ หรือ อา เช่น เป็น อิ อี หรือ เอ เช่น
คช + อินทร์ = คเชนทร์
มหา+ อัศจรรย์ = มหัศจรรย์
สระสนธิ
3. อะ อา สนธิกับ อุ อู กลาย 4. อะ อา สนธิกับ เอ ไอ โอ
เป็น อุ อู หรือ โอ เอา กลายเป็น เอ โอ ไอ หรือ
มัคค + อุเทศน์ = มคคุเทศน์ เอา 22
มหา + โอสถ = มโหสถ
สระสนธิ
5. อิ อี สนธิกับ อิ อี กลายเป็น
อิ อี หรือ เอ
มนี + อินทร์ = มุนินทร์
อริ + อินทร์ = อรินทร์ หรือ
อเรนทร์ 23
สระสนธิ
6. อิ อี สนธิกับสระอื่นที่ไม่ใช่ อิ อี ด้วยกัน ต้องแปลง อิ อี เป็น ย 24
ก่อน แล้วจึงสนธิกับสระหลัง และถ้าคำนำหน้ามีพยัญชนะตัวตาม
ซ้อนกัน ต้องลบพยัญชนะตัวหน้าทิ้งหนึ่งตัวด้วย
อธิ + อาศัย = อธย + อาศัย + อัธยาศัย
สระสนธิ
7. อุ อู สนธิกับ อุ อู กลายเป็น 8. อุ อู สนธิกับสระอื่นที่ไม่ใช่ อุ 25
อุ อู หรือ โอ อู ด้วยกัน ต้องแปลง อุ อู เป็น
ว ก่อน แล้วจึงสนธิกับสระหลัง
ครุ + อุปกรณ์ = ครุปกรณ์ ธนู + อาคม = ธนว + อาคม =
ธันวาคม
พยัญชนะสนธิ
26
พยัญชนะสนธิ 27
๑. สนธิเข้าด้วยวิธี โลโป คือลบ
พยางค์สุดท้ายของคำนำหน้าทิ้ง
เช่น
นิรส + ภัย = นิรภัย
อายุรส + แพทย์ = อายุรแพทย์
พยัญชนะสนธิ 28
๒. สนธิเข้าด้วยวิธิ อาเสโท คือแปลงพยัญชนะท้ายของคำหน้า
เป็นสระ โอ แล้วสนธิตามปกติ เช่น
มนส + ภาพ = มโน + ภาพ = มโนภาพ
รหส + ฐาน = รโห + ฐาน = รโหฐาน
นิคหิตสนธิ
นิคหิตสนธิ เป็นการนำคำที่ลงท้าย
ด้วยนิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้น
ด้วยพยัญชนะหรือสระก็ได้ มีหลัก
เกณฑ์ ดังนี้
29
นิคหิตสนธิ
๑. นิคหิต สนธิกับ สระ แปลงนิคหิตเป็น ม เช่น 30
สํ + อาทาน = สม + อาทาน = สมาทาน
สํ + โอสร + สม + โอสร = สโมสร
นิคหิตสนธิ
31
2. นิคหิต สนธิกับ
พยัญชนะวรรค แปลง
นิคหิตเป็นพยัญชนะวรรค
ตัวสุดท้ายของวรรคนั้น ๆ
ตัวอย่าง นิคหิต สนธิกับ พยัญชนะวรรค 32
สํ + จร = สัญ + จร = สัญจร
สํ สนธิกับ จร ซึ่ง จ ตรงกับวรรค จ และตัวสุดท้าย
ของวรรค จ คือ ญ ดังนั้น นิคหิต ของ สํ คือ ญ
สํ + ฐาน = สัณ + ฐาน = สัณฐาน
สํ สนธิกับ ฐาน ซึ่ง ฐาน จ ตรงกับวรรค ฏ และตัว
สุดท้ายของวรรค ฏ คือ ณ ดังนั้น นิคหิต ของ สํ คือ
ณ
นิคหิตสนธิ
33
3. นิคหิต สนธิกับ เศษวรรค (ย ร ว
ศ ษ ส ห ฬ) แปลงนิคหิตเป็น ง เช่น
สํ + สรรค์ = สัง + สรรค์ = สังสรรค์
สํ + หรณ์ = สัง + หรณ์ = สังหรณ์
1. https://hw/wnowt.ecbleoaorknso/t1e4b3o0o11k2s.com/t อ้างอิง
2.
https://sites.google.com/site/m
oomoopow11/kha-smas-kha-
snthi
นางสาววรรณศิริ โฮเลช
ผู้จัดทำ