เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่อง ข้าวโพดหวาน เสนอคณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาควิชา เกษตรศาสตร์ เรียบเรียงโดย นายฟากอฟ มันอิ รหัสนักศึกษา 65305010017 สาขาวิชา เกษตรศาสตร์ สาขางาน การเกษตร วิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรและประมงปัตตานี
ชื่อวิทยาศาสตร์: Zea mays var. rugosa. ชื่อสามัญ: Sweet corn (bicolor) ชื่ออื่น/ชื่อท้องถิ่น: ข้าวสาลี สาลี (เหนือ) คง (กระบี่) โพด (ใต้) บือเคเส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยาฆง (ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส) ลักษณะทั่วไปของข้าวโพดหวาน ข้าวโพดหวาน (Zea mays var. Rugosa.) เป็นข้าวโพดชนิดหนึ่ง เป็นพืชล้มลุก มีอายุสั้น เพียงฤดูเดียว เจริญเติบโตได้ง่ายๆ ลำต้นตั้งตรงแข็งแรง ลำต้นมีลักษณะอวบกลม มีแก่นเนื้อคล้ายฟองน้ำ มีข้อและ ปล้อง มีขนหยาบๆ ปกคลุม ต้นมีสีเขียว ใบมีลักษณะยาวรี ก้านใบออกหุ้มรอบๆ ลำต้น มีขนเล็กๆ ปกคลุม มีสีเขียว ออกเป็นช่อดอก ดอกตัวเมีย มีลักษณะทรงกรวยยาว มีกาบบางๆ มีสีเขียว หลายชั้นล้อมรอบ มีเส้นคล้าย เส้นไหมมีสีน้ำตาลม่วงอ่อน สีม่วงอ่อน หรือสีเหลืองส้ม ออกอยู่ด้านบนเป็นกระจุก ก้านช่อดอกสั้น ดอกออกตาม กาบของใบและลำต้น ดอกตัวผู้ออกปลายยอด มีดอกย่อยเล็กๆมีเกสรสีเหลืองเบาปลิวกระจายได้ ผลเป็นฝัก มีลักษณะทรงกระบอก หุ้มด้วยกาบบางๆ หลายชั้นรอบฝัก ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่กาบจะแห้ง มีสีน้ำตาลนวล ข้าง ในมีเส้นคล้ายเส้นไหมยาว หุ้มเมล็ดอยู่ประปราย และมีเมล็ดเรียงอยู่สม่ำเสมอ มีฝักยาวใหญ่ เมล็ดเรียงเต็มถึง ปลายฝัก เมล็ดมีลักษณะทรงกลมแบนเล็กๆ มีเยื่อหุ้มเมล็ดผิวเรียบบางใส มีสีเหลืองเมล็ด เมล็ดอ่อนมีเนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ มีรสชาติหวานมัน เมล็ดแก่จะแข็งมาก ข้าวโพดหวานนำมารับประทาน ทำเครื่องดื่มต่างๆได้นำมาประกอบอาหาร ต่างๆ
รากและลำต้น รากข้าวโพดหวาน เป็นพืชไม่มีรากแก้วมีเพียงระบบรากฝอยที่เจริญจาก 2 ส่วน คือ รากส่วนที่หนึ่ง เจริญ มาจากคัพภะ เรียกว่า primary root เป็นรากที่พัฒนาจาก radical มีรากแขนงที่แตกออกจาก primary root เรียกว่า lateral root และระบบรากที่เกิดขึ้นจาก scutellar node เรียกว่า seminal root รากทั้งหมดจะเติบโต ในระยะเวลาสั้นในระยะที่ข้าวโพดหวานเป็นต้นกล้า และจะตายเมื่อต้นข้าวโพดเจริญเติบโตมากขึ้น ส่วนที่ 2 เป็น รากที่เจริญจากลำต้น เรียกว่า adventitious root โดยแตกออกจากส่วนข้อช่วงข้อล่างของลำต้น ประมาณข้อที่ 1 ถึง 2 ซึ่งจะแทงรากลงดิน ลำต้นข้าวโพดหวานประกอบด้วยข้อและปล้อง มีลักษณะแก่นเนื้อไม่กลวง บริเวณข้อ เนื้อเยื่อเจริญที่เป็น จุดกำเนิดของราก (ข้อ 1 ถึง 2) ตา และกาบใบ มีลักษณะปล้องสั้น ใหญ่ที่โคนต้น และปล้อง ยาวเล็กเล็กตามระยะตามความสูงเพิ่มขึ้น
ใบ ใบประกอบด้วยกาบใบที่หุ้มลำต้น และแผ่นใบแผ่กาง มีเส้นกลางใบชัดเจน ใบมีลักษณะ เรียวยาว ปลายใบแหลม ใบมีสีเขียวอ่อนถึงเขียวแก่ตามอายุของใบ
ดอก ดอกข้าวโพดเป็นพืชที่มีช่อดอกตัวผู้ เรียกว่า Tassel และช่อดอกตัวเมีย เรียกว่า Ear อยู่บน ต้นเดียวกันแต่แยกกันอยู่คนละตำแหน่ง (Monoecious plant) โดยพบว่า ช่อดอกตัวผู้อยู่ที่ส่วนยอดของลำต้น เป็นแบบ Panicle มีแกนกลางช่อดอก เรียกว่า Rachis ที่ Rachis มีกิ่งแขนงชั้นแรกเกิดอยู่ และบนกิ่งแขนงนี้เป็นที่ เกิดของกิ่งแขนงชั้นที่สอง กลุ่มดอกย่อย (Spikelet) เกิดเป็นคู่ คือ ชนิดที่มีก้าน (Pedicelled spikelet) และไม่มี ก้าน (Sessile spikelet) แต่ละกลุ่มดอกประกอบด้วย 2 ดอกย่อย แต่ละดอกย่อยประกอบด้วยกลีบดอกที่ เรียกว่า Lemma และ Palea มีเกสรตัวผู้ 3 อัน เยื่อรองรังไข่ 2 อัน และเกสรตัวเมียที่ไม่ทำหน้าที่ 1 อันส่วนช่อดอกตัวเมีย หรือฝัก เกิดจากตาที่มุมใบข้อที่ 6 นับจากใบธงลงมา มีช่อดอกแบบ Spike การพัฒนาของช่อดอกเริ่มขึ้นเมื่อ ข้าวโพดมีอายุ 40 ถึง 45 วันหลังงอก กลุ่มดอกตัวเมียเกิดเป็นคู่เรียงกันเป็นแถวยาวบนแกนกลางช่อดอกหรือซัง (Cob) ทำให้ฝักข้าวโพดมีจำนวนแถวของเมล็ดเป็นแถวคู่ ภายในแต่ละกลุ่มดอกมีดอกย่อย 2 ดอก แต่ละดอกย่อย ประกอบด้วย Lemma และ Palea รวมเรียกว่า Chaff มีเกสรตัวเมีย 1 อัน เยื่อรองรังไข่ 2 อัน และเกสรตัวผู้ที่ เป็นหมัน 3 อัน ก้านเกสรตัวเมียยาว 10 ถึง 30 เซนติเมตร เรียกว่า ไหม (Silk) ซึ่งไหมแต่ละเส้นจะมีขนที่สามารถ รับละอองเกสรตัวผู้ได้ตลอดความยาว เส้นไหมบริเวณโคนฝักจะเกิดขึ้นก่อนตามด้วยส่วนกลางฝัก แต่เส้นไหม บริเวณกลางฝักจะยืดตัวโผล่พ้นกาบหุ้มฝักก่อน ทำให้ได้รับการผสมก่อน ส่งผลให้เมล็ดบริเวณกลางฝักมีความ สมบูรณ์กว่าโคนฝักและปลายฝัก ไหมจะเปลี่ยนเป็น สีน้ำตาลและแห้งเหี่ยวเมื่อดอกได้รับการผสม ข้าวโพด 1 ฝัก จะมีไหม 400 ถึง 1,000 เส้น ทำให้เกิดเมล็ด 400 ถึง 1,000 เมล็ด
ผลและเมล็ด ผลและเมล็ด ผลของข้าวโพดเป็นแบบ Caryopsis ที่มีเยื้อหุ้มผล (Pericarp) ติดอยู่กับเยื่อหุ้มเมล็ด(Seed coat) มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ ใสไม่มีสี เยื่อหุ้มผลและเยื่อหุ้มเมล็ด รวมเรียกว่า Hull เมล็ดประกอบด้วย คัพภะ (Embryo) เอนโดสเปิร์ม (Endosperm) (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตรกำแพงแสน ภาควิชาพืชไร่นา, 2558) โดยข้าวโพดจะสะสมแป้งไว้ในส่วนของเอนโดสเปิร์ม การสะสมแป้งจะสิ้นสุดเมื่อข้าวโพดเจริญเติบโตถึง ระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยา ซึ่งจะปรากฏแผ่นเยื่อสีดำ หรือสีน้ำตาลดำ (Black layer) ที่บริเวณโคนของเมล็ด เมล็ดมี ลักษณะทรงกลมแบนเล็กๆ มีเยื่อหุ้มเมล็ดผิวเรียบบางใส มีสีนวล สีเหลือง สีขาว หรือสีม่วงดำ ตามสายพันธุ์ มี รสชาติหวานมัน เมล็ดอ่อนมีเนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ เมล็ดแก่จะแข็งมากสามารถทำเครื่องดื่มต่างได้ นำมาประกอบอาหาร ต่างๆ หลายเมนู การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก พื้นที่สำหรับปลูกควรเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง (หากเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรขุดร่องเพื่อระบายน้ำ) ดิน ที่ใช้ควรเป็น ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำดี เนื้อดินไม่แน่นมีความเป็นกรดด่างหรือค่า pH อยู่ที่ 5.5 ถึง 6.5 ช่วงเวลาที่ควรปลูก ข้าวโพดหวานเป็นพืชที่เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด ดินร่วนปนทรายจะ เจริญเติบโตได้ดี ควรปลูกในฤดูฝนจะดี การปลูกจะนิยมปลูกโดยใช้ วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยนำเมล็ดพันธุ์ 2-3 เมล็ด มาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ใส่ลงในหลุมกลบดินพอแน่น ระยะห่างประมาณ 50×50 เซนติเมตร การปลูก เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกควรมีความงอกมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ หยอดหลุมละ 1 ถึง 2 เมล็ด ความลึกของ หลุมประมาณ 3 ถึง 5 เซนติเมตร แล้วใช้ดินกลบเมล็ด เนื่องจากข้าวโพดหวานไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง ดังนั้นก่อน ปลูกทุกครั้งต้องคลุก เมล็ดพันธุ์ด้วยสารเมตาแลกซิลในอัตราส่วน 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือสารเมตาแลก ซิล เอ็กซ์แอล อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้างและควรคลุกเมล็ดให้เพียงพอ
สำหรับใช้ปลูกเพียง 1 ครั้งเท่านั้น อัตราปลูก ที่เหมาะสมของข้าวโพดหวานประมาณ 8,533 ถึง 11,000 ต้นต่อไร่ สำหรับวิธีการปลูกมี ดังนี้ 1 การปลูกแถวเดี่ยว ยกร่องปลูกความกว้างประมาณ 75 เซนติเมตร แล้วปลูก 1 แถว บนสันหรือข้างร่อง ใช้ ระยะระหว่างต้น 20 ถึง 25 เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุ 10 ถึง 17 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม จะได้ประชากร ประมาณ 8,533 ถึง 10,667 ต้นต่อตัน 2 การปลูกแถวคู่ ยกร่องขนาด 150 เซนติเมตร แล้วปลูก 2 แถว บนสันหรือข้างร่อง ใช้ระยะระหว่างต้น 20 ถึง 25 เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 7 ถึง 10 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม จะได้จำนวน ประชากรประมาณ 8,533 ถึง 10,667 ต้นต่อไร่ หรือยกร่องขนาด 80 เซนติเมตร แล้วปลูก 2 แถว บนข้างร่องแต่ ละด้าน ใช้ระยะระหว่างต้น 40 เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 7 ถึง 10 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น ต่อหลุม จะได้จำนวนประชากรประมาณ 10,000 ต้นต่อไร่ 3 การปลูกแบบยกร่องสวน ใช้ระบบปลูก 50x50 เซนติเมตร ทำหลุมปลูกลึก 3 ถึง5 เซนติเมตร หยอด เมล็ดจำนวน 2 ถึง 3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบด้วยดิน เมื่อข้าวโพดหวานอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม จำนวน 6,500 ถึง 8,500 ต้นต่อไร่ (วันชัย, 2548) การดูแลรักษา นิยมปลูกเป็นแถวโดยยกร่องในแปลงปลูกเป็นสันลูกฟูก สันร่องห่างกันประมาณ 75 เซนติเมตร และระยะ ระหว่างหลุมห่างกัน 25 เซนติเมตร การหยอดเมล็ด ต้องเอาเมล็ดคลุกยา กันราและกันแมลง คือ ไดเทนเอม 45 กรัมต่อ 100 เมล็ด และยากันมดคือฟูราแคน เพราะเมล็ดพันธุ์มีความหวานทำให้มดและราทำลายในขณะปลูก หยอดเมล็ดหลุมละ 3 เมล็ด เมื่อข้าวโพดโตขึ้นมาประมาณ 15 ถึง 20 วัน ให้ถอนเหลือหลุมละ 1 ต้น โดยเลือกต้น ที่แข็งแรงไว้ จะได้ประมาณ 8,533 ต้นต่อไร่ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ อีกวิธีหนึ่งจะหยอดเมล็ด หลุมละ 5 เมล็ด และเมื่องอกได้ 15 ถึง 20 วัน ถอนให้เหลือหลุมละ 3 ต้น แต่ใช้ระยะ 75 ถึง 100 เซนติเมตร จะ ได้ประมาณ 2,133 หลุมต่อไร่ หรือ 6,399 ตันต่อไร่โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีนี้ จะให้ฝัก ข้าวโพดโตไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นผลผลิตจะน้อยกว่าวิธีแรก การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 ที่ 14 วันหลังปลูก โดยดินร่วนปนทราย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ดินเหนียวใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 25 ถึง 30 วัน ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ หากสภาพดินทรายให้เพิ่มสูตร 21-0-0 เป็น 80 กิโลกรัมต่อ ไร่ หรือปุ๋ยยูเรียเป็น 44 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 40ถึง45วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร และอัตราเดียวกันกับครั้งที่ 2
การให้น้ำ เมื่อหยอดเมล็ดและกลบดินเสร็จทั่วแปลง ควรให้น้ำทันที แต่หากปลูกในฤดูฝน อาจรอวัน ฝนตกหรือ ปลูกในขณะที่ดินชื้น หากเป็นดินร่วนหรือดินร่วนเหนียว ควรให้น้ำข้าวโพดหวานอย่างน้อย 2 วันต่อครั้งและเมื่อข้าวโพดตั้งต้น ได้ อาจให้เพียง 4 ถึง 6 วันต่อครั้ง ในอัตราที่ดินไม่แฉะ และไม่เกิดน้ำท่วมขังหากเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ควรให้น้ำข้าวโพดหวานของระยะแรกอย่างน้อย 2 วันต่อครั้ง และเมื่อข้าวโพดตั้งต้นได้อาจให้เพียง 2 ถึง 3 วันต่อ ครั้ง ในอัตราที่ดินไม่แฉะ และไม่เกิดน้ำท่วมขังหากพบข้าวโพดหวานมีลักษณะใบม้วนในช่วงเวลาแสงแดดจัด แสดง ว่าดินมีความชื้นน้อย และข้าวโพดมีอาการขาดน้ำ ควรรีบให้น้ำทันทีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5 ถึง 7 วัน ควรหยุด ให้น้ำเพื่อให้ข้าวโพดหวานสะสมแป้ง และน้ำตาลในเมล็ดให้มากที่สุดก่อนการเก็บฝัก การกำจัดศัตรูพืช ข้าวโพดหวาน มีศัตรูพืชมากมายที่ชอบมากัดกินและทำลายต้นข้าวโพด ไม่ว่าจะเป็นหนอนเจาะลำต้น ข้าวโพด หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยอ่อนข้าวโพด มอดดินและหนอนกระทู้หอม ดังนั้น อาจใช้สารเคมี เช่น ไซเพอร์ เมทริน ไตรฟลูมูรอน ฟลูเฟนนอกซูรอน ฉีดพ่นบริเวณที่ถูกทำลายหรือตลอดทั้งลำต้นก็ได้ ทั้งนี้การใช้สารเคมีควร ใช้ก่อนการเก็บเกี่ยว อย่างน้อย 5 ถึง 14 วัน การเก็บเกี่ยวผลผลิต ระยะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือ หลังข้าวโพดออกไหม 18 ถึง 20 วัน หรือพบว่าไหมข้าวโพดเปลี่ยนเป็น สีดำหรือเมล็ดส่วนปลายของฝักเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หากเมล็ดสีขาวแสดงว่าข้าวโพดอ่อนเกินไป หากเมล็ดสีเหลือง และเมล็ดเริ่มเหี่ยวแสดงว่าแก่จัดเกินไป โดยวิธีการเก็บเกี่ยว ให้ใช้มือหักฝักสดบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น ฝัก ข้าวโพดหวานจะคงความสดได้ประมาณ 24 ชั่วโมง แต่ยืดอายุความสดได้ด้วยการตัดให้มีส่วนลำต้นปล้องด้านบน และด้านล่างติดที่ฝักซึ่งยืดอายุความสด และความหวานได้อีก 24 ชั่วโมง รวมเป็น 48 ชั่วโมง คุณค่าทางอาหารของข้าวโพดหวาน ฉลอง เกิดศรี และไพโรจน์ สุวรรณจินดา (2551) พบว่า ข้าวโพดหวานต้มช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและ มะเร็งได้ ข้าวโพดหวานต้มสามารถปลดปล่อยสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญชื่อ กรดเฟอรูลิก (ferulic acid) ซึ่งเป็น สารที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กรดเฟอรูลิกยังนิยมใช้สำหรับต้านการแก่ของเซลล์ ป้องกันเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจและไข้หวัด ต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังจาก แสงแดด
สรรพคุณของข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเป็นธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งชนิดที่คนส่วนใหญ่นิยมนำมารับประทาน คือ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดคั่ว และข้าวโพดข้าวเหนียวหรือข้าวสาลี โดยนำมาต้มสุกรับประทาน ใช้ประกอบอาหารหรือทำขนมหวาน แต่นอกจาก รสชาติหวานอร่อยแล้ว ข้าวโพดยังประกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็น ต่อร่างกาย ดังนี้ คาร์โบไฮเดรต ข้าวโพดมี คาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลักเช่นเดียวกับธัญพืชชนิดอื่นๆ โดยข้าวโพดต้ม 1 ฝัก ที่หนักประมาณ 100 กรัม จะมีแป้ง 21 กรัม และน้ำตาล 4.5 กรัม ซึ่งข้าวโพดเพียงครึ่งฝักให้คาร์โบไฮเดรตเทียบเท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี แพทย์จึงไม่แนะนำให้รับประทานข้าวโพดและข้าวสวยในมื้อเดียวกัน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความ จำเป็นเส้นใยอาหาร ข้าวโพดมีเส้นใยอาหารสูง โดยข้าวโพดหวานที่ต้มแล้ว 1 ฝัก จะมีเส้นใยอาหารประมาณ 2.4 กรัม ส่วนข้าวโพดคั่ว 1 ถุง ที่หนักประมาณ 112 กรัม จะมีเส้นใยอาหารประมาน 16 กรัม ซึ่งคิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายผู้ชายต้องการต่อวัน และ 64 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณ ที่ร่างกายผู้หญิงต้องการต่อ วัน วิตามินและแร่ธาตุ ข้าวโพด แต่ละชนิดประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุแตกต่างกันไป โดย ข้าวโพดหวานอุดม ไปด้วยวิตามินบี ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายนำสารอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนไปใช้อย่างมี ประสิทธิภาพ และยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาและเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ส่วนข้าวโพดคั่วนั้นเป็น แหล่งอาหารสำคัญของแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส สังกะสี และทองแดง แต่ข้าวโพด คั่วที่จำหน่ายตามท้องตลาดมักมีน้ำมัน เนย เกลือ หรือน้ำตาลเป็นส่วนผสมหากรับประทานมากเกินไปก็อาจ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ การปลูกและการขยายพันธ์ุข้าวโพดหวาน ข้าวโพดหวานเป็นพืชที่เจริญได้ ในดินแทบทุกชนิด ดินร่วนปนทรายจะเจริญเติบโตได้ดีควรปลูกในฤดูฝน จะดี การปลูกจะนิยมปลูกโดยใช้ วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยนำเมล็ดพันธุ์2 ถึง 3 เมล็ด มาปลูกในแปลงที่ เตรียมไว้ ใส่ลงในหลุมกลบดินพอแน่น ระยะห่างประมาณ 50×50เซนติเมตร