The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suriyong Oungjitham, 2021-01-03 10:11:55

หัวโขน

หัวโขน

หวั โขน

จากวิกิพีเดยี สารานุกรมเสรี

หวั โขน เปนงานศลิ ปะชนั สงู ใช้สําหรบั สวมครอบศรี ษะ ปดบงั ส่วนหน้า
ของผูแ้ สดงโขนอยา่ งมิดชดิ เปนศลิ ปวัตถุประเภทประณตี ศลิ ป และงาน
ศลิ ปะทไี ดร้ บั การสรา้ งสรรคข์ นึ อยา่ งวิจติ รตระการตาเช่นเดียวกับเครอื ง
แต่งกาย ประณตี บรรจงตามแบบช่างไทย มรี ปู ลักษณะสวยงาม
ลักษณะคลา้ ยหนา้ กาก แตกตา่ งตรงทีเปนการสรา้ งจาํ ลองรปู ทรง
ใบหนา้ และศีรษะทังหมด เจาะชอ่ งเปนรูกลมทีนัยนต์ าของหวั โขน ใหต้ รง
กับนยั น์ตาของผแู้ สดงเพอื การมองเหน็ [1] แบ่งเปน 2 ประเภทคือหวั โขน
สาํ หรบั ใช้ในการแสดง หมายความถงึ หวั โขนทสี อื ถึงตัวละครนนั ๆ เช่น
พระ ยกั ษ์ เทวดา วานรและสัตวต์ ่าง ๆ สรา้ งขึนด้วยกรรมวธิ ีแบบโบราณ
ตามเอกลกั ษณ์ของหวั โขนทีถกู ตอ้ งและสมบูรณแ์ บบของศลิ ปะไทย[2]
และหวั โขนทีใช้สําหรบั เปนของประดบั ตกแตง่ หรอื ของทรี ะลึก
หมายความถงึ หวั โขนทีทาํ ขึนโดยการหลอ่ ปน ฉดี และขึนรปู ด้วย
พลาสติกหรอื กรรมวธิ ีอืน ๆ ลงรกั ปดทอง ประดบั กระจก[3]

เนือหา มงกุฏสามกลบี ขององคต สเี ขียว ปากหุบ
ตาโพลง
ประเภทของหวั โขน
จาํ แนกตามใบหนา้
จําแนกตามสหี น้า สีกาย มงกฎุ และอาวุธ
การทําหวั โขน

การเตรยี มลาย
การขนึ โครงเตรยี มหนุ่
การประดบั ตกแตง่
การลงรกั ปดทอง ประดบั กระจก

การตงั และการเก็บรกั ษา
ดเู พมิ
อ้างอิง

ประเภทของหวั โขน

หวั โขนทีใชส้ าํ หรบั แสดง แบ่งเปนประเภทต่าง ๆ ตามลกั ษณะของตวั ละครคอื หวั โขนพงศน์ ารายณ์ ประกอบด้วย
เผ่าพงศว์ งศ์กษัตรยิ ์แหง่ กรงุ อโยธยา หวั โขนพรหมพงศแ์ ละอสูรพงศ์ ประกอบด้วยพรหมผสู้ รา้ งกรุงลงกาและ
อสรู พงศ์ในกรงุ ลงกา หวั โขนมเหศวรพงศ์ ประกอบดว้ ยพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหมและเทวดาต่าง ๆ

หวั โขน ษี ประกอบดว้ ย ษีผูส้ รา้ งกรุงอโยธยา ษีทีพระราม พระลกั ษมณ์และนางสีดาพบเมือคราวเดินดง
หวั โขนวานรพงศ์ ประกอบดว้ ยพญาวานร วานรสิบแปดมงกุฎ เสนาวานร วานรเตยี วเพชร วานรจงั เกียงและพล
ลงิ หรอื เขนลิง
หวั โขนคนธรรพ์ ประกอบดว้ ยเทพคนธรรพแ์ ละคนธรรพ์ หวั โขนพญาปกษา ประกอบด้วยพญาครุฑ พญาสัมพาที
พญาสดายุ และหวั โขนแบบเบด็ เตล็ด ประกอบดว้ ยหวั สตั ว์ตา่ ง ๆ เปนต้น และอาจแบ่งตามประเภทของหวั โขนทใี ช้
สวมอยา่ งละ 2 ประเภทคอื ยกั ษย์ อด ยกั ษโ์ ลน้ ลิงยอดและลงิ โล้น[4] นอกจากนียังแบ่งตามชนิดของมงกฎุ ซึงมี
ลกั ษณะแตกต่างกนั ไป แบง่ เปนฝายลงกาคอื มงกุฎยอดกระหนก มงกฎุ ยอดจีบ มงกฎุ ยอดหางไก่ มงกุฎยอดนาํ
เตา้ มงกฎุ ยอดนําเต้ากลม มงกุฎยอดนําเตา้ เฟอง มงกุฎยอดกาบไผ่ มงกฎุ ยอดสามกลบี มงกุฎยอดหางไหล
มงกฎุ ยอดนาคา มงกฎุ ตามหวั หรอื หนา้ พวกไม่มีมงกุฎ พวกหวั โลน้ พวกหวั เขนยกั ษห์ รอื พลทหารยักษแ์ ละตวั ตลก
ฝายยกั ษ์
ถึงแมม้ ีการบัญญัตแิ ละประดิษฐห์ วั โขนใหม้ ีลกั ษณะทีแตกต่างกัน ยงั คงมหี วั โขนบางประเภททีมีมงกุฎยอดเหมอื น
กนั จึงมกี ารทาํ หน้าโขนใหป้ ากและตาแตกต่างกนั ไป แบง่ เปน 4 ประเภทคอื ประเภทปากแสยะตาโพลง ประเภทปาก
แสยะตาจระเข้ ประเภทปากขบตาโพลง และประเภทปากขบตาจระเข้ เปนตน้ [5] ฝายพลบั พลาคือ มงกุฎยอดบดั
มงกฎุ ยอดชยั หรอื ยอดแหลม มงกุฎยอดสามกลีบ พวกไมม่ มี งกุฎแตเ่ ปนลิงพญามีฤทธเิ ดช พวกไมม่ ีมงกุฎแต่
เรยี กมงกุฎ พวกเตยี วเพชร จังเกยี ง หวั ลิงเขนหรอื พลทหารลิงและหวั ตลกฝายลงิ สําหรบั พวกพญาวานรทไี มม่ ี
มงกุฎและพวกสบิ แปดมงกุฎ มกั นยิ มเรยี กรวมกันว่าลิงโล้น[6]

จาํ แนกตามใบหนา้

การจาํ แนกตามใบหน้าของโขน เปนการจาํ แนกหน้าของหวั โขนจํานวน
มากออกจากกนั แบง่ เปน 2 ประเภทไดแ้ ก่หนา้ มนษุ ย์ หนา้ เทวดาและหนา้
อมนษุ ย์ ในส่วนของหน้ามนษุ ยฯ์ ช่างทําหวั โขนจะนิยมปนเคา้ โครงหนา้ ให้
มลี ักษณะละมา้ ยคลา้ ยคลึงกับมนษุ ย์ มคี วามแตกต่างเพียงเล็กน้อย
ตรงบรเิ วณหู ดวงตา จมูกและปาก ซงึ จะปนออกมาเปนลกั ษณะกลาง ๆ
ไม่เหมอื นกบั รูปหนา้ ของหนุ่ และมนษุ ยจ์ รงิ มากนัก ดังนนั ใบหน้าของ
หวั โขนประเภทหนา้ มนษุ ย์ฯ จะมเี คา้ โครงหนา้ เหมือนกันทุกหวั นิยมเขียน
ระบายสีสนั บนใบหนา้ ใหย้ ิมแยม้ อยูใ่ นหน้าดว้ ยอารมณ์รา่ เรงิ วาดเส้น
โค้งกลับขนึ บรเิ วณสว่ นปากกบั ไพรหนวด ดวงตาทังสองข้างโค้งงอน
ขึน สามารถมองเหน็ ได้อย่างชัดเจนในหนา้ ของ ษี สีหน้าและมงกุฏยอดแบบตา่ ง ๆ ของ

หวั โขน

สําหรบั หนา้ อมนษุ ย์ ส่วนใหญ่จะเปนหน้ายกั ษ์ ปนเคา้ โครงจากใบหน้า
มนษุ ยท์ วั ๆ ไปเช่นเดยี วกบั หน้ามนษุ ย์ฯ ในการปนหวั โขนหนา้ อมนุษยน์ นั
ช่างทาํ หวั โขนจะตอ้ งมีความชํานาญ ศกึ ษาเรยี นรูภ้ ูมหิ ลังและประวตั ิความเปนมาของตัวละครยกั ษ์แตล่ ะตัวอย่าง
ละเอยี ด เพอื ใหส้ ามารถปนหวั โขนใหม้ ีลักษณะใกล้เคยี งกบั ตัวละครมากทีสดุ เช่น ทศกณั ฐซ์ งึ ลักษณะนสิ ยั ตามเนือ
เรอื งทีดุรา้ ย โกรธง่าย มสี บิ หนา้ สบิ มือและมีฤทธิมาก จึงเลือกเอาลกั ษณะความโหดรา้ ย หนา้ ตาถมงึ ทึงทีเปน
เอกลกั ษณ์มาใช้ นํามาเขียนสีและระบายสสี นั เขยี นลงบนใบหนา้ ของทศกณั ฐ์ หรอื พิเภกทีมลี กั ษณะนสิ ัยไมด่ ุรา้ ย
เปนยักษฝ์ ายดี ไม่มฤี ทธเิ ดชมาก การเขียนสีและระบายบนใบหน้าจึงแลดไู ม่ดุรา้ ยมากนกั [7]

จําแนกตามสหี นา้ สกี าย มงกฎุ และอาวุธ

การจําแนกหวั โขนตามสีของสีกายและใบหน้า เปนการแก้ปญหาของช่างทาํ หวั โขน เพอื ใหส้ ามารถรูถ้ งึ ชอื รูปแบบ
และเครอื งประดบั ของหวั โขนแตล่ ะตวั ทีมีเปนจาํ นวนมาก ดว้ ยการเขยี นระบายสพี นื ลงบนส่วนใบหนา้ ของหวั โขน
เพือใหแ้ ยกแยะได้ง่ายขึนเช่น พญาวานรทสี วมมงกฎุ ยอดเหมอื นกัน แตแ่ ตกต่างกนั เพียงสขี องใบหนา้ เชน่ พญา
วานรทีสวมมงกุฏยอดบัด ถา้ ใบหน้าสีเขยี วสดคือพาลี แต่ถ้าเปนสีขาบคือท้าวมหาชมพู หรอื สีแดงชาดคือสคุ รพี
เปนต้น สําหรบั สีทใี ชร้ ะบายสหี นา้ ของหวั โขนเชน่ สีดํา สีเหลือง สีขาว สีแดงและสคี รามหรอื เรยี กวา่ สีเบญจรงค์ ใน
การระบายสนี ัน เปนทักษะความรูแ้ ละความสามารถเฉพาะตัวของชา่ งทาํ หวั โขนแต่ละคน ซงึ มกั หวงแหนวิชาความรู้
และเก็บเปนความลับ ไม่ยอมถ่ายทอดวชิ าใหแ้ ก่ผ้อู ืนนอกจากลกู ศษิ ยเ์ ทา่ นัน ซึงสตี ่าง ๆ ทนี ิยมใช้ระบายลงบนพืน
ใบหนา้ ของหวั โขนแตล่ ะตวั มดี งั นี[8]

สแี ดง ไดแ้ กส่ ีแดง สีแดงชาด สแี ดงเสน สี สีมว่ ง ได้แกส่ ีมว่ ง สบี วั โรย สีม่วงแก่ สมี ว่ งออ่ น
ดนิ แดง สลี นิ จี สีหงสบาท สีหงดนิ สีหงชาด สหี ง สเี ขยี ว ได้แก่สีเขยี ว สีก้ามปู สนี ําไหล สเี ขียวใบแค
เสน สเี ขียวตงั แช
สดี ํา ไดแ้ ก่สดี ํา สดี ําหมึก สีผา่ นหมกึ สมี อหมกึ
สีแสด ได้แก่สีดอกชบา สีฟาแลบ สเี ทา ไดแ้ กส่ เี ทา สผี า่ นขาว สีเมฆ

สเี หลือง ไดแ้ กส่ ีเหลอื งรง สีเหลอื งดนิ สเี หลือง
อ่อน สีเหลืองเทา สเี ลอื มเหลอื ง สีเลอื มประภัสสร
สีจนั ทร์

สคี ราม ไดแ้ กส่ ีคราม สีขาบ สคี ราออ่ น สีดอก
ตะแบก สีมอคราม

สีนาํ ตาล ได้แก่สนี าํ รกั สผี า่ นแดง

นอกจากการจําแนกหวั โขนตามสขี องใบหน้าแลว้ ชา่ งทําหวั โขนยังมีวธิ จี ําแนกหวั โขนตามแตป่ ระเภทของมงกุฏ
ยอด ซงึ มจี ํานวนมากกว่ารอ้ ยหวั ทมี เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะใหแ้ ตกตา่ งกันออกไปอกี ด้วย ซึงแม้จะมีการแยกประเภทขอ
งมงกุฏยอดใหแ้ ตกตา่ งกันแล้ว ก็ยงั มบี างพวกทมี สี ีของกาย ใบหนา้ และมงกุฎทสี ีซํากัน แตแ่ ตกตา่ งเพยี งอาวุธ
เช่น ยักษํกายสีมว่ งแก่ สวมมงกฎุ ยอดกระหนก ถอื หอกเปนอาวุธคือพญาทษู ณ์ แต่ถ้ากายสมี ว่ งแก่ สวมมงกุฎ
ยอดกระหนกแตถ่ อื กระบองเปนอาวุธคือขนุ ประหสั ต์ วานรกายสขี าวปากอา้ ถอื ตรคี อื หนุมาน แตถ่ ้าปากหบุ ถอื พระ
ขรรคค์ ือสัตพลี วานรกายสีดาํ ปากหบุ คือพมิ ลพานร แตถ่ ้าปากอ้าคือนลิ พทั เปนตน้ ช่างทําหวั โขนจึงต้องกําหนด
ใหห้ วั โขน มีลกั ษณะเฉพาะแตกต่างกนั ออกไปตามรปู ลกั ษณข์ องหวั โขน เช่น มงกฏุ ฝายลงกา มีประเภทของสกี าย
และมงกฏุ ดังนี

มงกุฎยอดกระหนก มงกฎุ ยอดจบี

ท้าวกเุ รปน กายสีม่วงอ่อน ถือกระบองเปนอาวุธ กมุ ภณั ฑน์ รุ าช กายสีแดงเสน ถือคทาเปนอาวุธ มี
ตรปี กกัน กายสีเขียว ถือศรเปนอาวุธ นาคเปนสงั วาลคล้องคอ
พญาทษู ณห์ รอื ทตู กายสมี ่วงแก่ ขมี า้ ผ่านดําเปน พญาขร กายสีเขยี ว ถือศรจกั รพาฬพงั
พาหนะ ปทตู นั หรอื ปทูตทันต์ กายสีหงดนิ
ประหสั ต์ กายสมี ่วงแก่ ถือกระบองเปนอาวุธ ท้าวสัตลงุ กายสีหงชาด ขดั คทา ถอื ศรเปนอาวุธ
มยั ราพณ์ กายสีม่วงออ่ น ถอื กลอ้ งเปายาคลา้ ย ท้าวสัทธาสูร กายสหี งเสน ขัดคทา ถือศรเปน
พลองยาวเปนอาวุธ อาวุธ
ท้าวไวยตาล กายสคี รามออ่ น ถือกระบองตาลเปน เหรนั ต์ทตู กายสีมว่ งอ่อน
อาวุธ
แสงอาทิตย์ กายสแี ดงชาด
พญาหริ นั ตย์ ักษ์ กายสที อง
อนรุ าช กายสจี ันทรอ์ อ่ น

มงกฎุ ยอดหางไก่ มงกุฏยอดนาํ เต้า

จักรวรรดิ กายสขี าว มสี หี น้า กมุ ภากาศ กายสหี งดนิ
บรรลยั จักร กายสมี ว่ งออ่ น ถือศรเหราพตเปน ชวิ หา กายสหี งชาด
อาวุธ พิเภก กายสเี ขียว
ทา้ วมหายมยกั ษ์ กายสแี ดงชาด วายุภกั ษ์ กายสีเขียว ยอดมงกุฏมีกาบรบั บวั แวง

มารนั กายสที องหรอื สเี หลือง
วริ ุญจําบงั กายสีมอหมึก

มงกฎุ ยอดนําเตา้ กลม มงกุฏยอดนําเตา้ เฟอง

กุมพล กายสีเขยี ว บรรลยั กัลป กายสีแดงหรอื สเี หลืองอ่อน ขัดคทา
กเุ วรนุราช กายสีขาว ขดั คทา ถอื ศรเปนอาวุธ ถือศรเปนอาวุธ
ตรปี ุรมั กายสีดําหมกึ ถอื กระบองเปนอาวุธ ท้าวลสั เตยี น กายสีขาว มงกฎุ ของทา้ วลสั เตียน
นนยุพกั ตร์ กายสีเขียว เปนนาํ เต้าเฟองปลายสะบัด
เปาวนาสูร กายสขี าว ไวยวกิ หรอื วนั ยุวกิ กายสีมว่ งแก่
พทั กาวี กายสเี หลือง
ไพจิตราสรู กายสขี าวหรอื สเี ขียว

มงกฎุ ยอดกาบไผ่ มงกุฏยอดสามกลีบ

ทศคีรวี นั กายสเี ขียว ทพั นาสูร กายสีหงดนิ ถือศรเปนอาวุธ
ทศครี ธี ร กายสหี งดิน สวาหุ กายสเี ขยี วหรอื สีหงดนิ ถือกระบองเปน
ปโรต กายสีมว่ งแก่ อาวุธ
รามสรู กายสเี ขียว มารศี กายสขี าว ถอื กระบองเปนอาวุธ

มงกุฏประเภทเดยี วกับอนิ ทรชิต

อนิ ทรชิต กายสีเขยี ว ถอื ศรเปนอาวุธ
สรุ ยิ าภพ กายสีแดง ถอื หอกเมฆพัทเปนอาวุธ
ไพนาสรุ ยิ วงศห์ รอื ทศพนิ กายสีเขยี ว ขมี ้าผ่านแดงเปนพาหนะ
วริ ณุ พัท กายสีเขียว

การทําหวั โขน

การทําหวั โขน เปนการสรา้ งสรรคข์ องช่างทําหวั โขนทีมคี วามชาํ นาญ การสบื ทอดวชิ าแบบครูสอนศษิ ย์ ทมี ี
เอกลกั ษณห์ รอื รูปแบบเฉพาะตวั ของช่างไทยแบบโบราณ จากหลักฐานทางประวัติศาสตรใ์ นสมยั รตั นโกสินทรต์ อน
ตน้ มกี ารคน้ พบศีรษะของพระครแู ละศีรษะของทศกณั ฐใ์ นคลงั หลวงของสมเด็จเจา้ ฟากรมพระยานรศิ รานุวัติวงศ์
ทําใหส้ ามารถสนั นษิ ฐานได้วา่ การทําหวั โขนนันเรมิ ตน้ ในสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช
รชั กาลที 1 และเจรญิ รุง่ เรอื งเปนอย่างมากในสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกล้าเจ้าอยู่หวั รชั กาลที 6 ซึงเปน
ยุคทเี จรญิ รุง่ เรอื งถึงขดี สดุ ในด้านของวรรณกรรมและนาฏศิลปของไทย
การทําหวั โขนนนั มีกระบวนการและขนั ตอนเปนแบบแผนของชา่ งทําหวั โขนในสมัยโบราณจนถึงปจจุบนั ทีมีการเต
รยี มหนุ่ และแม่แบบเอง ในสมัยโบราณมักใชด้ ินเหนยี วสาํ หรบั ปนแบบขนึ รปู ปนใบหน้าหนุ่ ติดลวดลาย ปดทอง ติด
พลอยและกระจก เขยี นสีและทาํ ยอด ปจจุบนั เปลยี นมาใช้วสั ดทุ ีมคี ณุ สมบตั ิและคณุ ภาพใกล้เคยี งดนิ เหนียวคือกระ
ดาษสา กระดาษขอ่ ย กระดาษฟางและไม้ไผ่สาํ หรบั สานเปนโครง โดยเลอื กใชก้ ระดาษอย่างใดอย่างหนงึ ใชว้ ัสดแุ ละ
อุปกรณเ์ ช่นเดยี วกบั ชา่ งทาํ หวั โขนในสมยั โบราณ มขี ันตอนและกระบวนการทาํ หวั โขน ดงั น[ี 9]

การเตรยี มลาย

ขันตอนแรกในการทาํ หวั โขนคอื การเตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์ต่าง ๆ ใหพ้ รอ้ ม
เรมิ จากการเตรยี มลวดลายตา่ ง ๆ ทีใชส้ ําหรบั ประดับตกแตง่ หวั โขนใน
แตล่ ะแบบคอื รกั ตลี ายทีไดจ้ ากการนาํ รกั นาํ เกลียงชนั มาผสมใหเ้ ขา้ กัน
และนาํ ไปตงั ไฟออ่ น ๆ เคียวจนสว่ นผสมทงั สองงวดพอทีจะกดลงในแม่
พมิ พ์ทําเปนลวดลายเช่น ลายกระจงั เปนตน้ ซึงรกั ตลี ายนัน เมือแขง็ ตวั
แล้วจะคงรปู เดมิ ไมเ่ ปลียนแปลง หลังจากเคียวไดท้ แี ล้ว จะนาํ มาปนเปน
แท่งกลมยาวประมาณหนงึ คืบ ใช้ปูนแดงผสมนาํ ทาหมุ้ ใหท้ ัว หอ่ ดว้ ย
ใบตองเก็บไวใ้ หม้ ิดเกบ็ สาํ หรบั ใชส้ ํารองต่อไป

การขึนโครงเตรยี มหุ่น

หลังจากเตรยี มลวดลายแลว้ ขนั ตอนต่อไปเปนการเตรยี มหนุ่ ซงึ หนุ่
ต้นแบบทใี ชง้ านนัน เปนหนุ่ ทไี ด้จากการนาํ กระดาษมาปดทบั ใหท้ ัว ทิงไว้
ใหแ้ หง้ สนทิ แลว้ ถอดออกมาเปนหวั โขน วิธีทาํ แบบโบราณคอื ใช้ดิน หัวโขนพรหมพงศ์และอสูรพงศ์
เหนยี วปนเผาไฟใหส้ ุก หรอื ใช้ไมก้ ลงึ ขนึ รูปอยา่ งรูปโกลน ปจจุบนั วธิ กี าร เอกลกั ษณ์เฉพาะของไทย
ทาํ หนุ่ ต้นแบบใช้ปูนซเิ มนตห์ รอื ปูนปลาสเตอรแ์ ทน จากนนั ใชก้ ระดาษปด
ทบั ใหท้ วั แลว้ ถอดออกเปนหวั โขนทีภายกลวง เพือใชส้ าํ หรบั สวมศีรษะผู้
แสดง มีรอยตา จมกู ปาก เปนต้น หนุ่ หวั ชฎาหรอื มงกฎุ มกั นิยมทําเปนรปู ทรงกระบอก ด้านบนกลึงรดั เปนชัน ๆ
ขนึ ไป เปนจอมสําหรบั ใช้เปนทีสวมยอดมงกฎุ แบบตา่ ง ๆ เช่น ยอดชัย ยอดบัด ยอดทรงนาํ เตา้ เปนตน้ [10]

การประดับตกแต่ง

ต่อจากนันช่างทาํ หวั โขนจะเรมิ ปดหนุ่ ด้วยการปดกระดาษทบั ลายหนุ่ หรอื เรยี กอีกอยา่ งวา่ การพอกหนุ่ ปดกระดาษ
ทบั หลาย ๆ ชันใหห้ นาพอเปนรูปเปนรา่ ง แลว้ ถอดศีรษะออกจากหนุ่ โดยใช้มีดปลายแหลม กรดี เปดหวั หนุ่ ทีปดทับ
ดว้ ยกระดาษใหข้ าด แลว้ จึงถอดออกจากต้นแบบ จากนนั ใชเ้ ขม็ และดา้ ยเย็บประสานรอยกรดี ใหแ้ น่นสนิท แลว้ ปด
กระดาษทับอกี ชันหนึง ซงึ หวั โขนทเี ปนกระดาษจะเรยี กวา่ กะโหลก แล้วจึงเรมิ ปนเคา้ โครงของใบหนา้ ด้วยการใชร้ กั
ตลี ายทที ําสาํ รองเกบ็ ไว้ นํามาปนเพิมเติมลงบนกะโหลกบรเิ วณส่วน ควิ ตา จมูก ปาก ฯลฯ ใหน้ ูนขนึ รปู แลดชู ดั เจน
รวมทังแสดงอารมณ์ของใบหนา้ ซึงขนึ อยู่กับประเภทใบหน้าของหนุ่ จากนันเรมิ ตกแตง่ และประดบั ลวดลายบน
ตําแหนง่ เครอื งศิราภรณ์เช่น ประดับส่วนเกียวรกั รอ้ ย ฯลฯ ทําสว่ นหสู าํ หรบั ตัวยกั ษ์ ตวั ลงิ ตวั พระนางทปี ดหนา้

การลงรกั ปดทอง ประดับกระจก

เมือได้หวั หนุ่ ทปี ระดบั ลวดลายต่าง ๆ เสรจ็ เรยี บรอ้ ยแล้ว จะเปนการการปนรกั ตีลาย โดยการใช้รกั ตลี ายพิมพ์เปน
ลวดลายละเอียด สําหรบั ประดับตามตาํ แหนง่ บนกะโหลกทตี ิดลวดลายประดับไว้แล้ว ใชร้ กั นาํ เกลียงทาทบั สว่ นทีทํา
เปนลวดลายตา่ ง ๆ ทตี ้องการใหเ้ ปนสที องคํา ทงิ ไว้ใหแ้ หง้ สนิทแล้วนําทองคําเปลวมาปดทับใหท้ วั ประดบั กระจก
หรอื พลอยกระจกเพือใหเ้ กิดประกายแวววาม กระจกทีใช้เรยี กวา่ กระจกเกรยี ง ปจจุบนั หายากมาก ชา่ งทาํ หวั โขน
จงึ เลอื กใชพ้ ลอยกระจกประดับแทน จากนันเปนการระบายสีและเขียนสว่ นละเอียด ซงึ เปนขนั ตอนสดุ ท้ายของการ
ทาํ หวั โขน มักนยิ มใช้สีฝนุ ผสมกาวกระถนิ หรอื ยางมะขวิด ทมี คี ณุ สมบัตสิ ดใสและน่มุ นวล ในขนั ตอนของการการ
ระบายสแี ละเขยี นรูปลกั ษณบ์ นใบหนา้ ของหวั โขน ช่างทาํ หวั โขนจะต้องลงสตี ามแบบแผนอนั เกียวเนอื งกับชาตเิ ชือ
เผ่าพงศ์ของหวั โขนนัน ๆ ใหถ้ ูกต้องอีกด้วย[11]

การตงั และการเก็บรกั ษา

หวั โขนสาํ หรบั ใช้สวมใส่ศรี ษะในการแสดงโขนนนั เปนการแสดงออกทางดา้ นความสําคญั ของตําแหน่ง ยศถา
บรรดาศกั ดิ มคี วามประณีตสวยงามตามแบบฉบบั ของช่างทําหวั โขน ทีสามารถสรา้ งสรรคห์ วั โขนใหม้ ีลกั ษณะและ
รูปลักษณ์ทีสอื ถึงเพศ เผ่าพงศว์ งศ์ชาตเิ ชือ หรอื แม้แต่การแสดงออกดว้ ยอารมณ์ทางสีหนา้ บางหวั สรา้ งขนึ เพอื
เปนการชบี ่งบุคลิกลกั ษณะเฉพาะของตัวละครในเรอื งรามเกยี รติ บางหวั ถูกสรา้ งขึนใหเ้ ปรยี บเสมือนศีรษะของ

เทพผู้เปนทีเคารพนับถือ กราบไหวบ้ ูชาเช่น หวั โขนพระพรหม พระอศิ วร
พระนาราย์ พระพฆิ เนศวร เปนต้น ทําใหไ้ ดร้ บั การยกยอ่ งเปนของสูงและ
มงคลวตั ถุ มศี กั ดแิ ละความสําคญั เหนอื กวา่ หวั โขนปกตธิ รรมดาทัวไป

หวั โขนเปนสิงประดิษฐ์ทางดา้ นศลิ ปะทีมีเอกลกั ษณแ์ ละทรงคุณคา่ ของ
ไทย เปนสงิ ทีตอ้ งเก็บรกั ษาใหค้ งอยูใ่ นสภาพดีตลอดเวลา ทะนถุ นอมไม่
ใหช้ าํ รดุ ทรดุ โทรมเสียหายด้วยการเกบ็ รกั ษาไวใ้ นลุง้ ซึงเปนภาชนะ
สาํ หรบั ใช้เกบ็ รกั ษาหวั โขนโดยเฉพาะ ทงั กอ่ นและหลงั แสดง แต่เดมิ ทาํ
ดว้ ยเครอื งจักสาน ลงรกั นําหนกั เบาเคลอื ยย้ายได้สะดวก ปจจุบัน
เปลยี นมาทําด้วยสังกะสแี ทน ลกั ษณะรูปทรงกระบอกสัน ประกอบด้วย
ตัวลงุ้ สําหรบั ใส่หวั โขนและฝาครอบ กึงกลางของลงุ้ จะเปนทีตังทวนหรอื
หลกั เตยี ลักษณะเปนแปนกลมใช้สําหรบั รองรบั หวั โขนหรอื มงกฎุ
ชฎา[12]

ลุ้งแบง่ ออกเปนสองชนดิ คอื ลงุ้ สําหรบั เกบ็ หวั โขนมีมงกฎุ ทรงยอดเชน่
พญาทษู ณ์ มัยราพณ์ พญาขร สทั ธาสูร วิรุญจาํ บัง บรรลยั จกั ร พิเภก
ชิวหา กุเวรนุราช เปาวนาสรู บรรลัยกัลป วนั ยุวกิ รามสรู ทศคีรวี ัน ทศ
ครี ธี ร ทพั นาสูร สวาหุ มารศี ตรเี มฆ มงั กรกณั ฐ์ ทศกัณฐ์ ลกั ษณะของ ทวน สาํ หรบั ตังหัวโขนและครอบปองกนั
ลุ้งชนิดนจี ะเปนฝารปู กรวยกลมทรงสูงหรอื เตีย ขึนอยูก่ บั ความสูงของ ด้วยลุ้ง

มงกุฎ เพือใหม้ ีทีว่างพอสําหรบั ความสูงของมงกุฎ ไม่ทําใหเ้ กดิ ความเสีย
หายเมือปดฝาลุ้ง และลงุ้ สําหรบั เกบ็ หวั โขนไมม่ มี งกฎุ หรอื หวั โล้น ทีฝาครอบมีลักษณะตดั ตรงเช่น พาลี สคุ รพี หนมุ
สน ชมพูพาน ชามพูวราช องคต นลิ พัท นิลนนท์ เปนตน้

การเก็บรกั ษาหวั โขนทีใชใ้ นการแสดงนนั ถา้ ไม่เก็บไวใ้ นลุง้ เพือปองกันความเสยี หาย จะตอ้ งนาํ หวั โขนหน้าต่าง ๆ
มาวางไว้บนทวนทที าํ จากไม้ นํามากลงึ ขนึ รปู เปนหลกั ทวน ฐานมีลกั ษณะแปนกลม ตรงปลายทวนมีแปนสําหรบั
รองรบั หวั โขน สงู ประมาณหนึงฟุต และต้องตงั ใหอ้ ยูส่ ูงจากพนื และทางเดนิ ไมน่ ําไปวางไวใ้ นทตี าํ ทสี ามารถเดิน
ข้ามไปมาได้ ไมท่ าํ หวั โขนรว่ งหลน่ ลงพืน ไม่ปลอ่ ยใหห้ วั โขนถกู แมลงสาบกัดแทะ หรอื กระทาํ การใด ๆ ทีเปนการ
แสดงออกถึงความไมเ่ คารพในครบู าอาจารย์

เนืองจากหวั โขนทใี ช้ในการแสดงนนั ถอื เปนของสงู และมคี รู ทีตอ้ งใหค้ วามเคารพบูชาทังในเวลาแสดงและเวลา
ปกติ มกั นยิ มจัดเกบ็ โดยการแบง่ ออกเปนพวก ๆ เปนส่วนสดั เปนสว่ นเชน่ ฝายมนุษย์ ฝายยักษ์และฝายลงิ โดย
เฉพาะหวั โขนหน้ายกั ษ์และหน้าลิงต้องเก็บรกั ษาไว้คนละดา้ น มหี วั พระ ษีภรตมนุ หี รอื หวั พอ่ แกว่ างคันกลาง หา้ ม
นาํ มาเกบ็ รวมกันโดยเดด็ ขาด ซงึ ถือเปนธรรมเนยี มปฏบิ ตั สิ ืบตอ่ กนั มาแตโ่ บราณ รวมทงั หา้ มนาํ หวั โขนหรอื เครอื ง
แต่งกายสําหรบั แสดง มาเกบ็ รกั ษาไวท้ ีบ้านโดยเด็ดขาด ต้องนําไปฝากไวท้ วี ัดเทา่ นันเพราะถือกันว่าเปนของรอ้ น
ถา้ ผ้ใู ดเก็บรกั ษาไว้จะมีแตเ่ หตเุ ดือดรอ้ นวุน่ วายไม่สินสดุ หรอื แมก้ ระทงั หา้ มนาํ รปู วาดของตัวละครใด ๆ กต็ ามใน
เรอื งรามเกยี รติมาเก็บไว้เช่นกนั ปจจุบนั ขอ้ หา้ มดงั กลา่ วได้สญู หายไปตามกาลเวลา ทาํ ใหม้ ผี ู้นยิ มนาํ หวั โขนไปเปน
ของประดบั ตกแต่งหรอื ของทีระลึกแทน[13]

ดเู พมิ

โขน

อา้ งองิ

1. การทําหวั โขน (http://members.tripod.com/tyzo_ros/html/pagetakekhon.htm)
2. ประวัตหิ วั โขน (http://school.obec.go.th/wbpschool/E03/e036/history.HTM)
3. นิยามของหวั โขน (http://www.abnongphai.ac.th/%E1%CB%C5%E8%A7%A4%C7%D2%C1%C

3%D9%E9/coursware%20nectec/nectec/tcps221_47.pdf)
4. ประเภทของหวั โขนชนิดต่าง ๆ (http://www.anurakthai.com/khon_mask/index.asp)

5. การจาํ แนกประเภทของหวั โขนตามฝายเสนายักษแ์ ละเสนาลิง (http://art.hcu.ac.th/khon/head.html)
6. หวั โขน, โขน, ธนิต อยู่โพธิ, องคก์ ารคา้ ของคุรุสภา, 2538, หนา้ 130, เลขหมหู่ นงั สือ 793. 3209593, ISBN

974-000-849-4
7. การจาํ แนกหวั โขนตามใบหนา้ ระหวา่ งหนา้ มนษุ ย์และยกั ษ์ (http://members.tripod.com/tyzo_ros/html/pa

gecolor.htm)
8. การจําแนกหวั โขนตามสที ีใช้สําหรบั ระบายบนพนื ใบหน้า (http://members.tripod.com/tyzo_ros/html/pag

ecolor.htm)
9. ขันตอนการทาํ หวั โขน (http://www.elibrary.sacict.net/th/knowledge/handicraft/Khon/StepKhon.pdf)
10. การประดษิ ฐ์หวั โขน (http://www.bangsaiarts.com/thai_mask_making.html)
11. การทาํ หวั โขนของ ม.ล. พนั ธส์ วสั ดิ ศุขสวัสดิ (http://ayutthaya.mots.go.th/index.php?lay=show&ac=a

rticle&Id=538736276&Ntype=1)
12. หวั โขนจาํ ลอง (http://ayutthaya.mots.go.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=538736276&Nty

pe=1)
13. ความเชอื และการเก็บรกั ษาหวั โขน (http://members.tripod.com/tyzo_ros/html/pagebelive.htm)

เข้าถงึ จาก "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=หัวโขน&oldid=7658301"

หนา้ นีแก้ไขล่าสดุ เมอื วนั ที 5 มิถนุ ายน 2561 เวลา 07:42 น.

อนุญาตใหเ้ ผยแพร่ภายใต้สญั ญาอนญุ าตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงทมี า-อนญุ าตแบบเดียวกัน และอาจมีเงอื นไขเพมิ เติม ดรู าย
ละเอียดที ข้อกาํ หนดการใชง้ าน
Wikipedia® เปนเครืองหมายการค้าจดทะเบยี นของมูลนิธิวกิ มิ ีเดีย องคก์ รไมแ่ สวงผลกําไร

ตดิ ตอ่ เรา


Click to View FlipBook Version