พระมหากษัตริย์ริ ย์ E-BOOK
พ่อขุนศรีอิ รี อินทราทิตย์ สำ หรับพระนามแรก คือ พ่อขุนบาง กลางหาว นั้นเป็นพระนามดั้งเดิมเมื่อ ครั้งเป็น เจ้าเมืองบางยาง เป็นที่ ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า พ่อขุนบางกลาง หาวเป็น พระนามสมัยเป็นเจ้าเมืองบาง ยาง โดยแท้จริง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หรือพระนามเต็ม กมรเตงอัญศรีอินทรบดินทราทิตย์ พระนามเดิม "พ่อขุนบางกลางหาว" ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ไทย แห่ง ราชวงศ์พระร่วง ( อาณาจักรสุโขทัย ) และเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ พระร่วง ตาม ประวัติศาสตร์ไทย ทรง ครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. 1781 ตราบจน เสด็จสวรรคตเมื่อใดไม่ปรากฏ พ่ออขุนศรีอินทราทิตย์เมื่อครั้งยังเป็นพ่อขุน บางกลางหาวได้ร่วมมือกับ พ่อขุนผาเมือง เจ้า เมืองราด แห่ง ราชวงศ์ศรีนาวนำ ถุม รวมกำ ลังพลกัน กระทำ รัฐประหาร ขอมสบาด โขลญลำ พง โดยพ่อขุนบางกลางหาวตีเมือง ศรีสัชนาลัย และเมืองบางขลงได้ และยกทั้ง สองเมืองให้พ่อขุนผาเมือง ส่วนพ่อขุนผาเมือง ตีเมืองสุโขทัยได้ ก็ได้มอบเมืองสุโขทัย ให้พ่อขุนบางกลางหาว พร้อมพระขรรค์ชัยศรี และพระนาม "ศรีอินทรบดินทราทิตย์" ซึ่งได้นำ มาใช้เป็นพระนาม ภายหลังได้คลายเป็น ศรีอิน ทราทิตย์ การเข้ามาครองสุโขทัยของพระองค์ เเละสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ส่งผลให้ ราชวงศ์พระร่วง เข้ามามีอิทธิพลในเขต พระราชกรณียณีกิจกิ นครสุโขทัยเพิ่มมากขึ้นและได้แผ่ขยายดิน แดนกว้างขวางมากออกไป แต่เขตแดนเมือง สรลวงสองแคว ก็ยังคงเป็นฐานกำ ลังของ ราชวงศ์ศรีนาวนำ ถุมอยู่ ในกลางรัชสมัย ทรงมีสงครามกับ ขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ทรงชนช้าง กับขุนสามชน แต่ไพร่พลของ พระองค์ ได้เตลิดหนีดังคำ ในศิลา จารึกว่า "ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนี ญญ่ายพ่ายจแจ๋น"(หนี-ยอ-ย่ายพ่าย-จอ-แจ้น) ขณะนั้นพระโอรสองค์ เล็ก ( รามราช ) มีพระปรีชาสามารถ ได้ขับช้างแซงขึ้นไปชนช้างชนะขุน สามชน ภายหลังจึงทรงเฉลิม พระนามพระโอรสว่า รามคำ แหง ในยุคประวัติศาสตร์ชาตินิยม มีคติหนึ่งที่ เชื่อกันว่า พระองค์ทรงเป็นผู้นำ ชาวสยาม ต่อสู้กับอิทธิพลขอมใน สุวรรณภูมิ ทรง ได้ชัยชนะและประกาศอิสรภาพตั้งราช อาณาจักรสุโขทัยขึ้น และทรงเป็นปฐม กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย แต่ภาย หลัง คติดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ จริง เพราะพระองค์ไม่ได้เป็นปฐมกษัตริย์ อีกทั้งยังมี พ่อขุนศรีนาวนำ ถุม ครอง สุโขทัยอยู่ก่อนแล้ว
พ่อขุนรามคำ แหง พ่อขุนรามคำ แหงมหาราชเป็นพระราชโอรส ของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ปฐมกษัตริย์ แห่งกรุงสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระมเหสีคือ พระนางเสือง มี พระราชโอรสสามพระองค์ พระราชธิดาสองพระองค์ พระราชโอรส องค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์ องค์ กลางมี พระนามว่า บานเมือง และพระราชโอรสองค์ที่ สาม คือ พ่อขุนรามคำ แหงมหาราช เมื่อพระชันษาได้ ๑๙ ปีได้ปีด้ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด พ่อขุนศรี อินทราทิตย์ จึงพระราชทานนามว่า " พระรามคำ แหง " เมื่อสิ้นรัชสมัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และพ่อขุนบานเมืองแล้ว พระองค์ได้ ครองกรุงสุโขทัย ต่อมาเป็น พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่ง ราชวงศ์พระร่วงสันนิษฐานว่าพระองค์ สิ้นพระชนม์ในราวปี พ . ศ . ๑๘๖๐ รวมเวลาที่ทรงครองราชย์ประมาณ ๔๐ ปี พระราชกรณียกิจ การขยายอาณาจักร เมื่อพระเจ้ารามคำ แหง เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติสืบต่อ จากพ่อขุนบาลเมืองนั้น อาณาจักรสุโขทัยนับว่าตกอยู่ ในระหว่างอันตรายรอบด้าน และยากทำ การขยาย อาณาจักรออกไปได้ เพราะทางเหนือก็ติดต่อกับแคว้น ลานนา อันเป็นเชื้อสายไทยด้วยกันมีพระยาเม็งราย เป็นเจ้าเมืองเงินยางและพระยางำ เมืองเป็นเจ้าเมือง พะเยาและทั้งพระยาเม็งรายและพระยางำ เมือง ขณะนั้น ต่างก็มีกำ ลังอำ นาจแข็งแกร่งทั้งคู่ ทางตะวันออกนั้น เล่าก็ติดต่อกับดินแดนของขอม ซึ่งมีชาวไทยเข้าไปตั้ง ภูมิลำ เนาอยู่มาก ตะวันตกของอาณาจักรสุโขทัยก็จด เขตแดนมอญและพม่า ส่วนทางใต้ก็ถูกเมืองละโว้ของ ขด้อด้วมยกระหนาบอยู่ เหตุนี้พระเจ้ารามคำ แหงจึงต้องดำ เนินวิเทโศบายใน การแผ่อาณาจักรอย่างแยบยล และสุขุมที่สุดเพื่อหลีก เลี่ยงการฆ่าฟันระหว่างคนไทยด้วยกันเองคือแทนที่จะ ขยายอาณาเขตไปทางเหนือหรือตะวันออกซึ่งมีคนตั้งหลัก แหล่งอยู่มากพระองค์กลับทรงตัดสินพระทัยขยาย อาณาเขตลงไปทางใต้อันเป็นดินแดนของของและทางทิศ ตะวันตกอันเป็นดินแดนของมอญเพื่อให้คนไทยในแคว้น ลานนาได้ประจักษ์ในบุญญาธิการ และได้เห็นความ แข็งแกร่งของกองทัพไทยแห่งอาณาจักรสุโขทัยเสียก่อน แล้วไทยในแคว้นลานนาก็อาจจะมารวมเข้าด้วยต่อภาย หลังได้โดยไม่ยาก การทำ นุบำ รุงบ้านเมือง เมื่อได้ทรงขยายอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัย ออกไปอย่างกว้างขวางดังกล่าวแล้วพระเจ้า รามคำ แหง ยังได้ทรงทำ นุบำ รุงบ้านเมืองอีกเป็น อันมาก เช่นได้ทรงสนับสนุนในทางการค้าพานิช เลิกด่านเก็บภาษีอากรและจังกอบ เพื่อเปิดโอกาส ให้ผู้คนไปมาค้าขายกันได้โดยสะดวกได้ยิ่งขึ้น ได้ ส่งเสริมการทำ อุตสาหกรรมทำ เครื่องถ้วยชาม ถึงกับได้เสด็จไปดูการทำ ถ้วยชามในประเทศจีน ถึงสองครั้ง แล้วนำ เอาช่างปั่นถ้วยชามชาวจีน เข้ามาด้วยเป็นอันมาก เพื่อจะได้ให้ฝึกสอนคน ไทยให้รู้จักวิธีทำ ถ้วยชามเครื่องเคลือบดินเผา ต่างๆ ซึ่งปรากฏว่าได้เจริญรุ่งเรืองมากในระยะ นั้ในนั้ ด้านทางศาลก็ให้ความยุติธรรมแก่อาณา ประชาราษฎรโดยทั่วถึงกันไม่เลือกหน้าทรงเอา พระทัยใส่ในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ถึง กับสั่งให้เจ้าพนักงานแขวนกระดิ่งขนาดใหญ่ไว้ ที่ประตูพระราชวังด้านหน้าแม้ใครมีทุกข์ร้อน ประการใดจะขอให้ทรงระงับดับเข็ญแล้วก็ให้ลั่น กระดิ่งร้องทุกข์ได้ทุกเวลา
พระมาหาธรรมราชาที่1 (ลิไทย) เป็นหลานปู่ของพ่อขุนรามคำ แหงมหาราชพระยาลิ ไทยเป็นกษัตริย์องค์ที่ 6 แห่ง อาณาจักรสุโขทัย มี พระนามเดิมว่า ฦๅไทย (ลิไทย) ซึ่งภาษาบาลีสะกดว่า ลิเทยฺย [4] (ลิไทย) ขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระยางั่ว นำ ถุม เดิมทรงปกครองเมืองศรีสัชนาลัย ในฐานะ อุปราชหรือรัชทายาท เมืองสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 1882 เมื่อ พระยาเลอไทย เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 1884 พระยางั่วนำ ถุมได้ขึ้นครองราชย์จนเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 1890 พระยาลิไทยโดยต้องใช้กำ ลังทหารเข้า มายึดอำ นาจเพราะที่สุโขทัยเกิดการกบฏการสืบราช บัลลังก์ ไม่เป็นไปตามครรลองครองธรรม พระยาลิ ไทยยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติได้ และขึ้นครอง ราชย์ใน พ.ศ. 1890 ทรงพระนามว่า พระบาทกมรเต งอัญศรีสุริยพงษ์รามมหาธรรมราชาธิราช พระราชกรณียกิจ การสร้างเมือง ทรงทำ นุบำ รุงบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ เช่น สร้างถนนพระร่วงตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุง สุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำ แพงเพชร) บูรณะ เมืองนครชุม ทรงสร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมือง ลูกหลวงโดยการย้ายเมืองซึ่งเคยอยู่ที่สองแควซึ่ง เดิมอยู่ทางใต้ (วัดจุฬามณีใณีนปัจจุบัน) แต่ยังคง เรียกว่าเมืองสองแควตามเดิม ภาษาและวรรณคดี ด้านอักษรศาสตร์ทร์รงพระปรีชาสามารถนิพนธ์ หนังสือไตรภูมิพระร่วงที่นับเป็นงานนิพนธ์ที่เก่า แก่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ด้วยทรง เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกจึงทรงนิพนธ์ถึงเรื่อง ราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ประเพณีในพระพุทธ ศาสนา โลกมนุษย์ สวรรค์ และนรก นอกจากพระเจ้าลิไทยจะทรงนิพนธ์วรรณคดีเล่ม แรกของไทยแล้ว ยังทรงดัดแปลงการเขียน หนังสือไทยที่พ่อขุนรามคำ แหงทรงสร้างไว้ โดย กำ หนดให้มีสระข้างบน ข้างล่าง ข้างหน้า ข้างหลัง รวมทั้งแก้ไขรูปพยัญชนะให้อ่านเขียนสะดวกขึ้น
สมเด็จพระรามาธิบดีที่1 (อู่ทอง) มีข้อสันนิษฐานว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เป็น ราชบุตรพระองค์ที่ 5 เพราะคำ ว่า "งั่ว" หมายถึงลำ ดับที่ 5 ตามการนับเลขแบบไทย และเป็นพระเชษฐาของพระมเหสี ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึง ตรัสเรียกพระองค์ว่าพระเชษฐา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1893 ในการนั้นพระองค์ทรงสถาปนาขุนหลวง พ่องั่วขึ้นเป็น "สมเด็จพระบรมราชาธิราช" พร้อมทั้งโปรด ให้ขึ้นไปครองราชสมบัติ ณ เมืองสุพรรณบุรี ภายหลัง การสวรรคตของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สมเด็จพระรา เมศวร พระราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จมา แต่เมือง ลพบุรี และขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อมา โดย พระองค์ยังคงครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีเช่น เดิม พระราชกรณียกิจ การพระศาสนา เมื่อ พ.ศ. 1918 พระองค์และพระมหาเถรธร รมากัลญาณได้ปรึกษากันและทรงสถาปนาพระ ศรีรัตนมหาธาตุ ฝ่ายบูรพาทิศ ( วัดมหาธาตุ ) หน้าพระบันชรสิงห์สูง 19 วา ยอดนพศูลสูง 3 วา ราชการ ด้วยทรงเป็นจอมทัพที่เข้มแข็ง พระราช กรณียกิจส่วนใหญ่ตลอดรัชกาลจึงทรงเป็น จอมทัพออกไปทำ การรณรงค์ โดยศึกสำ คัญ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชสมภพที่ทุ่งพระอุทัย หรือใน ปัจจุบันเรียกว่า ทุ่งหันตรา โดยเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) จะยกกองทัพลงไปตีเมืองพระนครหลวง (นคร ธม) นั้น ได้รวมพลและตั้งพลับพลาเพื่อประกอบพิธีกรรมตัดไม้ ข่มนามที่ทุ่งพระอุทัย ขณะนั้นพระอัครชายาซึ่งเป็นพระราชธิดาของ พระมหาธรรมราชาที่ 2 กษัตริย์แห่งพระราชวงศ์พระร่วง กำ ลัง ทรงพระครรภ์อยู่ ได้ออกไปส่งเสด็จ ได้ประสูติสมเด็จพระบรมไตร นาถที่พลับพลานั้น เมื่อปีกุน จุลศักราช 797 (พ.ศ. 1962 - ไทย สากล) ซึ่งในยวนพ่ายโคลงดั้น ระบุว่า "แถลงปางพระมาตรไท้ สมภพ ท่านนา แดนด่ำ บลพระอุทัย ทุ่งกว้าง" พระราชกรณียกิจ ด้านวรรณกรรม ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ประชุม นักปราชญ์ ราชบัณฑิต แต่งหนังสือ มหาชาติคำ หลวง นับว่าเป็น วรรณกรรมทาง พระพุทธศาสนา เรื่องแรกของ กรุงศรีอยุธยา และเป็น วรรณคดี ชั้นเยี่ยมที่ใช้ เป็นแนวทางในการศึกษา ภาษา และวรรณคดี ของไทย นอกจากนี้ยังมี ลิลิตพระลอ ซึ่งเป็นยอด วรรณคดีประเภท ลิลิต ของไทย ตราพระราชกำ หนดศักดินา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตราพระราช กำ หนดศักดินาขึ้นเป็นกฎเกณฑ์ของสังคม ทำ ให้มีการแบ่งประชากรออกเป็นหลายชนชั้น [4] เช่นเดียวกับหน้าที่และสิทธิของแต่ละ บุคคล ศักดินาเป็นความพยายามจัดระเบียบ การปกครองให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น อันเป็น หลักที่เรียกว่า การรวมเข้าสู่ศูนย์กลาง ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าศักดินาจะเป็นการกำ หนดสิทธิในการ ถือครองที่ดิน แต่ในทางปฏิบัติแล้วหมายถึง จำ นวนไพร่พลที่สามารถครอบครอง เกณฑ์ การปรับไหม และลำ ดับการเข้าเฝ้าแทน
สมเด็จพระสุริโริยทัย พระสุริโยทัย หรือ คำ ให้การชาวกรุงเก่า ออก พระนามว่า พระมหาเทวี [1] เป็นพระอัครมเหสีใน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์รัชกาล ที่ 15 ของ อาณาจักรอยุธยา สมัย ราชวงศ์สุพรรณ ภูมิ พระสุริโยทัยตามพงศาวดารหลวงประเสริฐฯ กล่าวเพียงแค่เป็นอัครมเหสีผู้เสียสละพระชนม์ชีพ เพื่อปกป้องพระราชสวามีใน สงครามพระเจ้าตะเบ็ง ชเวตี้ ในปี พ.ศ. 2092 จึงได้รับยกย่องเป็นวีรสตรี พระสุริโยทัยทรงเป็นพระอัครมเหสีใน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในขณะที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขึ้นครองราชสมบัติกรุง ศรีอยุธยาต่อจาก ขุนวรวงศาธิราช ได้เพียง 7 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2091 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และ มหาอุปราชาบุเรงนอง ยกกองทัพ พม่าเข้ามาทาง ด่านเจดีย์สามองค์ และเข้ามาตั้งค่ายล้อมพระนคร การศึกครั้งนั้นเป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของพระสุริโยทัย เพราะ ขณะพระเจ้าแปร ตะโดธรรมราชาที่ 1 กำ ลังปะทะกับสมเด็จพระ มหาจักรพรรดิ พระนางได้ไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางด้วยเกรงว่าพระ ราชสวามีจะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาด สะพายแล่ง สวรรคตอยู่บนคอช้าง เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีจุลศักราช 910 ตรงกับวันเดือนปีทางสุริยคติคือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2091 เมื่อสงครามยุติลง สมเด็จพระมหาจักรพร รดิได้ทรงปลงพระบรมศพของพระนางและสถาปนาสถานที่ปลง พระศพเป็นวัดศพสวรรค์ [2] (หรือ วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ใน ปัจจุบัน) พระราชกรณียกิจ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช [3] หรือ สมเด็จพระสรร เพชญ์ที่ญ์ ที่2 มีพระนามเดิมว่าพระนเรศ หรือ "พระองค์ดำ " เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และ พระวิสุทธิกษัตรีย์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2098 ที่ พระราชวังจันทน์ เมือง พิษณุโลก มีพระเชษฐภคินีคือ พระ สุพรรณกัลยา มีพระอนุชาคือ สมเด็จพระเอกาทศรถ (องค์ ขาว) เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 ครองราชสมบัติ 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 สิริพระชนมพรรษา 49 พรรษา พระราชกรณียกิจ ตีได้หัวเมืองมอญ ปี พ.ศ. 2137 พระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะ เกิดวิวาทกับเจ้าพระยาพะโร เจ้าเมืองเมาะลำ เลิง พระยาพะโรกลัวพระยาลาวจะมาตีเมาะลำ เลิงจึงให้ สมิงอุบากองถือหนังสือมาขอบารมีสมเด็จพระนเรศวรเป็นที่พึ่ง ขอ พระราชทานกองทัพไปช่วยป้องกันเมือง สมเด็จพระนเรศวรจึงยอมรับ ช่วยเหลือพระยาพะโรทันที มีดำ รัสสั่งให้พระยาศรีไศลออกไปช่วยรักษา เมืองเมาะลำ เลิง ซึ่งแต่บัดนี้ไปได้ยอมมาสวามิภักดิ์เป็นประเทศราชของ ไทย ฝ่ายข้างพระยาลาวเจ้าเมืองเมาะตะมะ ก็ไปขอความช่วยเหลือทาง หงสาวดีบ้าง ทางหงสาวดีให้พระเจ้าตองอูยกทัพมาช่วย แต่กองทัพ ไทยกับมอญเมาะลำ เลิงได้ตีทัพพระเจ้าตองอูแตกไป พระมหาอุปราชายกทัพมาครั้งแรก สมเด็จพระนเรศวร ขณะทรงม้ารบกับแม่ทัพตองอู สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ได้ 8 เดือนก็เกิดข้าศึกพม่าอีก เหตุที่จะ เกิดศึกครั้งนี้คือเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังตั้งแข็งเมืองขึ้นอีก พระเจ้า นันทบุเรงตรัสปรึกษาเสนาบดี เห็นกันว่าเป็นเพราะเหตุที่เจ้าเมืองคังได้ ทราบว่าปราบกรุงศรีอยุธยาไม่สำ เร็จ จึงตั้งแข็งเมืองเอาอย่างบ้าง ตราบใดที่ยังไม่ปราบกรุงศรีอยุธยาลงได้[ด้31] ถึงแม้จะปราบเมืองคังได้ เมืองอื่นก็คงแข้งข้อเอาอย่าง แต่ในเวลานั้นพระเจ้านันทบุเรงทรงอยู่ใน วัยชราทุพพลภาพ ไม่ทรงสามารถจะไปทำ สงครามเอาได้ดังแต่ก่อน
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จพระราช สมภพเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. 2175 (นับ แบบปัจจุบัน พ.ศ. 2176) เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กับพระราชเทวีไม่ ปรากฏพระนาม คำ ให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่า พระชนนีของพระองค์ชื่อพระสุริยา ส่วน คำ ให้การขุนหลวงหาวัด ระบุพระนามว่าพระอุบล เทวี และ หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ระบุพระนาม ว่าพระนางศิริธิดา และมีพระขนิษฐาร่วม พระมารดาคือ กรมหลวงโยธาทิพ (หรือพระราช กัลยาณี) พระราชกรณียกิจ พระราชบิดาและพระราชมารดาเป็นเครือญาติกัน หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ระบุว่าพระมารดาของ พระนารายณ์เป็น "...พระขนิษฐาต่างมารดาของ พระเจ้าปราสาททอง" แต่งานเขียนของนิโคลาส์ เดอ แซร์แวส ระบุว่า มารดาเป็นพระราชธิดาใน สมเด็จ พระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระราชบิดาคือ สมเด็จ พระเจ้าปราสาททอง ฟาน ฟลีต ระบุว่า เป็นลูกของ น้องชายพระราชมารดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม การต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ รุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและ การทูตกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักร เป็นจำ นวนมาก ในจำ นวนนี้รวมถึง เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ชาวกรีกที่รับราชการตำ แหน่ง สูงถึงที่ สมุหนายก ขณะเดียวกันยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่ง คณะทูตนำ โดย เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับราชสำ นักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้า หลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้งด้วยกัน ผู้ที่เขียนเกี่ยวกับกรุง ศรีอยุธยา และ สยาม มากที่สุดในสมัยนี้ก็คือ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ วรรณกรรมในรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียงทรงพระปรีชา สามารถทางด้านการทูตเท่านั้น หากทรงเป็นกวี และทรงอุปถัมภ์กวีในยุคของพระองค์อย่าง มากมาย กวีลือนามแห่งรัชสมัยของพระองค์ คือ พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์ หนังสือ จินดามณี ซึ่งเป็นตำ ราเรียน ภาษาไทย เล่มแรก และตอนหนึ่งของเรื่อง สมุทรโฆษคำ ฉันท์ (อีกตอนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จพระนารายณ์)
สมเด็จพระเจ้าตากสิน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี [6] หรือ สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช [เชิงอรรถ 1] ( จีน : 鄭昭 ; พินอิน : Zhèng Zhāo ; แต้จิ๋ว : Dênchao; 17 เมษายน พ.ศ. 2277 – 6 เมษายน พ.ศ. 2325) มีพระนามเดิมว่า สิน เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ ก่อตั้ง อาณาจักรธนบุรี และเป็นพระมหา กษัตริย์พระองค์เดียวของราชอาณาจักร ธเดินดิมบุพบุรีรรีะองค์เป็นนายทหารในรัชกาล สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ต่อมา พ.ศ. 2310 เกิด การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้ง ที่สอง พระองค์ได้เป็นผู้นำ ขับไล่ทหารพม่า ที่ยึดครองกรุงศรีอยุธยาอยู่ในเวลานั้น และได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้ากรุง ศรีอยุธยาอีกเจ็ดเดือนถัดมา โดย พระองค์ย้ายเมืองหลวงไปยัง กรุงธนบุรี พระราชกรณียกิจ ด้านการปกครอง หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตก กฎหมาย บ้านเมือง กระจัดกระจายสูญหายไปมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำ การสืบเสาะ ค้นหามารวบรวมไว้ได้ประมาณ 1 ใน 10 และโปรดฯ ให้ชำ ระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใดยังเหมาะแก่กาล สมัยก็โปรดฯ ให้คงไว้ ฉบับใดไม่เหมาะก็โปรดให้แก้ไขเพิ่ม เติมก็มี ยกเลิกไปก็มี ตราขึ้นใหม่ก็มี และเป็นการแก้ไขเพื่อ ราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น โปรดฯ ให้แก้ไข กฎหมายว่าด้วยการพนันให้อำ นาจการตัดสินลงโทษขึ้นแก่ ศาลแทนนายตราสิทธิ์ขาด และยังห้ามนายตรานายบ่อนออก เงินทดลองให้ผู้เล่น เกาะกุมผูกมัดจำ จองเร่งรัดผู้เล่น กฎหมายพิกัดภาษีอากรก็เกือบไม่มี เพราะผลประโยชน์แผ่น ดินได้จากการค้าสำ เภามากพอแล้ว กฎหมายว่าด้วยการจุก ช่องล้อมวงก็ยังไม่ตราขึ้น เปิดโอกาสให้ราษฎรได้เฝ้าแหน ตามรายทาง โดยไม่มีพนักงาน ตำ รวจ แม่นปืนคอยยิง ราษฎร ซึ่งแม้แต่ชาวต่างประเทศก็ยังชื่นชมในพระราช อัธยาศัยนี้ เช่น มองเซนเยอร์ เลอบอง ได้บรรยายไว้ใน จดหมายถึงผู้อำ นวยการคณะต่างประเทศว่า ด้านเศรษฐกิจ สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองมี ผลกระทบให้เกิดทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์ไทย [64] นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังเสียหายอย่างร้ายแรงอันเนื่องมา จากการปล้นสะดม และเมืองท่าที่สำ คัญตก เป็นของพม่าอย่างเด็ดขาดถึงสองเมือง ได้แก่ มะริดและตะนาวศรี และยังเสียปืนใหญ่และปืน คาบศิลารวมหลายหมื่นกระบอกด้วย
พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระนาม เดิมว่า ทองด้วง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. 2280) (วันที่ 20 เดือน 4 ตามปีจันทรคติ) ในแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่ง อาณาจักรอยุธยา พระองค์เป็นบุตรคนที่ 4 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับ การสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก กับ พระอัครชายา (หยก)เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ถวายตัว เมป็หป็นาดเล็ก ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต (ต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ) ครั้นพระชนมายุครบ 21 พรรษา ก็เสด็จออกผนวชเป็นภิกษุอยู่วัดมหาทลาย 1 พรรษา แล้ว ลาผนวชเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จ พอุทุรทุมะเพจ้ารดังเดิม เมื่อพระชนมายุได้ 25 พรรษา พระองค์เสด็จ ออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรีในตำ แหน่ง " หลวงยกกระ บัตร " ในแผ่นดิน สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ และได้ สมรสกับคุณนาค (ภายหลังได้รับการสถาปนาที่ สมเด็จพระ อมรินทราบรมราชินี ) ธิดาในตระกูลเศรษฐีมอญที่มีรกรากอยู่ ที่บ้านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือกรุง รัตนโกสินทร์) เป็นราชธานี และทรงสถาปนาราชวงศ์ จักรีปกครองราชอาณาจักรไทยเมื่อ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 (วันจักรี) ภายหลังการเสด็จเสวยราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำ คัญยิ่ง คือ การป้องกัน ราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอัน เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัย สุโขทัย และ อยุธยา การที่ ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะ ทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการ บัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า " สงครามเก้าทัพ " นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบาง ฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความ ยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มี การตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จ แล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตรา ราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า " กฎหมายตราสามดวง " สำ หรับใช้เป็นหลักใน การปกครองบ้านเมือง