The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Louk Nok, 2022-09-11 11:29:43

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ

YONISOMANASIKARA

โยนิโสมนสิการ

นายธเนศ บริสุทธิ์

คำนำ

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่คณะ
กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ ดำเนินการพัฒนาหลังจากการใช้หลักสูตรการ
ศึกษา พุทธศักราช 2544 และจากข้อมูลของผลการศึกษาวิจัย ติดตามผลการใช้
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กับข้อมูลจากแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) เพื่อให้มีความ
เหมาะสม ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งเป้าหมายของหลักสูตรใน การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
และกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ การกำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย
สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และ
ตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมอบหมายให้เขต พื้นที่และสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้น
ฐาน ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นกรอบและ
ทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียน
บางกระทุ่มพิทยาคม จึงได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้น ประกอบด้วย เรื่องของโยนิโส
มนสิการ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เป็นวิธีคิดเพื่อเอาชนะความทุกข์ เพื่อใช้เป็นแนวทางใน
การปฏิบัติและจัดการเรียนรู้

ขอขอบคุณคณะครูและคณะผู้ที่เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมในการจัดทำทุกฝ่าย
คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน ที่ทำให้การจัดทำ
หนังสือเล่มนี้ สำเร็จได้ ด้วยดี

ผู้จัดทำ
นายธเนศ บริสุทธิ์

สารบัญ หน้า

เรื่อง 1
2
ความหมายของโยนิโสมนสิการ 3
วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย 4
วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ 5
วิธีคิดแบบสามัญลักษณะ 6
วิธีคิดแบบอริยสัจ 7
วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ 8
วิธีคิดแบบเห็นคุณ - โทษ ทางออก 9
วิธีคิดแบบคุณค้าแท้ - คุณค่าเทียม 10
วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม 11
วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน 12
วิธีคิดแบบวิภัชชวาท 13
กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้
บรรณานุกรม

โยนิโสมนสิการ

ห ม า ย ถึ ง ก า ร ก ร ะ ทำ ใ ห้ ใ น ใ จ โ ด ย อุ บ า ย อั น แ ย บ ค า ย ก า ร คิ ด พิ จ า ร ณ า อ ย่ า ง ล ะ เ อี ย ด


ถี่ ถ้ ว น แ ล ะ ลึ ก ซึ้ ง ห รื อ ก า ร คิ ด ที่ ถู ก วิ ธี มี ร ะ เ บี ย บ มี เ ห ตุ ผ ล แ ล ะ ส ร้ า ง ส ร ร ค์

คิดแบบ คิดแบบ คิดแบบ คิดแบบ
สืบสาว แยกแยะ สามัญ อริยสัจ
เหตุปัจจัย ส่วนประกอบ ลักษณะ
คิดแบบ
คิดแบบ วิธีคิดแบบ อรรถธรรม
วิภัชชวาท โยนิโสมนสิการ
สัมพันธ์

คิดแบบ คิดแบบ คิดแบบ คิดแบบ
เป็นอยู่ในขณะ อุบายปลุกเร้า คุณค่าแท้ คุณ-โทษ
คุณค่าเทียม ทางออก
ปัจจุบัน คุณธรรม
นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบสืบสาว
เหตุปัจจัย

วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยเป็นวิธีคิดพิจารณาสิ่งที่เป็นผล

ให้รู้สภาวะที่เป็นจริงหรือวิธีคิดพิจารณาปัญหาหาหนทางแก้ไข

ด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอด
กันมา เหตุ คือสิ่งหรือเรื่องที่ทำให้เกิดผล ปัจจัย คือเงื่อนไข

อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเดียวกันวิธีคิดแบบนี้ ตามหลัก

พระพุทธศาสนาเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา

หรือ วิธีคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท จัดเป็นวิธีคิดแบบพื้นฐาน
มีแนวปฏิบัติ 2 แนว คือ

1.คิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิด

ขึ้นนั่นคือเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึง
เกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
เช่น เมื่อตัณหามี ทุกข์จึงมี เพราะตัณหาเกิดขึ้น ทุกข์จึง
เกิดขึ้น เมื่อตัณหาไม่มี ทุกข์ถึงไม่มี เพราะตัณหาดับ
ทุกข์จึงดับ

2. คิดแบบสอบสวนหรือตั้งคำถาม เช่น(อุปาทานความยึดมั่น
ถือมั่น) เพราะอะไรเป็นปัจจัยอุปาทานมีเพราะตันหา
(ความทะเยอทะยานอยาก) เป็นปัจจัย ตัณหามีเพราะอะไร
เป็นปัจจัย ตันหามีเพราะเวทนา (ความรู้สึก) เป็นปัจจัย

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบแยกแยะ
ส่วนประกอบ

วิธีคิดแบบแยกส่วน เป็นการคิดวิเคราะห์ที่แยกเป็นส่วน ๆ
ขององค์ประกอบในประเด็นหลัก ก่อนที่จะนำมาบูรณาการเป็นองค์รวม
โดยต้องแยกแยะออกมาเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ ได้ กระบวนการคิดแบบนี้

ได้แก่ การแตกประเด็นย่อย การจัดหมวดหมู่การวิเคราะห์ในแต่ละประเด็น

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของประเด็นย่อย และหมวดหมู่ และการสรุป

ประเด็นปัญหา เหตุและผล และแนวทางแก้ไข เป็นต้น

ข้อพิจาณาประกอบการคิดแบบแยกส่วน

ก. กฎแห่งธรรมชาติ หมายความว่า ถ้ามีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นย่อมมีอีก


ปรากฏการณ์หนึ่งเกิดตามมา มีความสอดคล้องกัน เช่น กาแฟมีรสขม ยิ่ง ใส่ปริมาณ


มากยิ่ง เพิ่มความขมมากขึ้น ใส่น้อยขมน้อย ไม่ใส่เลยไม่ขมเลย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น


เหตุเป็นผลกัน

ข. กฎแห่งความแตกต่าง หมายความว่า ในปรากฏการณ์หนึ่งถ้านำปรากฏการณ์


หนึ่งออกไปจนพบเหตุที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น กาแฟร้อน 1 แก้ว เมื่อดื่ม พบว่า มีรสถม

หวาน มัน เพราะประกอบด้วยเหตุทั้ง 3 แต่ถ้าเรานำเหตุออกไป 1อย่าง เช่น นำน้ำตาล


ออกรสชาติของกาแฟก็จะเปลี่ยนแปลงไปทันที เรียกได้ว่าไม่มีเหตุนั้นก็ไม่มีผลนั้นเกิดขึ้น


นั้นเอง

ค. กฎของค่าต่างระดับ หมายถึง มีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นแล้วมีอีกปรากฏการณ์


ตามมา แต่ถ้าเราเปลี่ยนปริมาณและคุณภาพย่อยเกิดการเปลี่ยนแปลงผล เห็นความแตก


ต่างระดับกันของสิ่งนั้นเราเรียกว่า เกิดทักษะการคิดแยกแยะเห็นความเกี่ยวเนื่องกันเป็น


อรรถธรรมสัมพันธ์การสอนให้เกิดทักษะด้านนี้ต้องสามารถเห็นความสัมพันธ์ภายใน


องค์ประกอบย่อยเหล่านั้นสามารถคิดและเข้าใจบทบาทขององค์ประกอบย่อยว่ามีความ


สัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันพึ่งพาอาศัยกันและต้องมีความประสานสอดคล้อง


กันเป็นหนึ่งเดียวเกิดเป็นองค์รวมที่สมบูรณ์ได้ด้วยจึงจะเรียกว่า “คิดเป็น”

ง. เหตุเดียวย่อมให้ผลเดียว หลายเหตุย่อมให้ผลหลายผล และถ้าเราจับคู่เหตุกับผล


ได้หมดทุกคู่เราจะหาคู่สุดท้ายเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันเสมอ (กรณีต้องการทราบ


ข้อมูลที่เราไม่รู้จักหรือการสืบค้นสิ่งที่เราไม่แน่ใจ) เช่น ขนมลอดช่องไทย 1 ถ้วย

รับประทานแล้วพบว่าสามารถบอกเหตุผลกันและกันได้ ดังนั้นจะพบว่าคู่สุดท้ายคือคู่ที่เรา


ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ แต่เมื่อศึกษาเป็นเหตุเป็นผลครบแล้ว จึงเป็นข้อยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็น


เหตุเป็นผลกันอย่างแท้จริง นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบสามัญ
ลักษณะ

วิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา เป็นวิธีมองเหตุการณ์ สถานการณ์

ความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายอย่างรู้ เข้าใจธรรมดาธรรมชาติของมัน

ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างนั้นในฐานะที่มันเป็นสิ่งซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัย

ต่าง ๆ ปรุง แต่งขึ้น จึงจะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้น กล่าวคือ

การที่มันเกิดขึ้นแล้วจะต้องดับไป ไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่คงอยู่ตลอดไป

มีภาวะที่ถูกปัจจัยต่างๆ ที่ขัดแย้ง บีบคั้นได้ ไม่มีอยู่และไม่สามารถ
ดำรงอยู่โดยไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณ์ จึงเรียกว่า วิธีคิดแบบ

สามัญลักษณ์

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบอริยสัจ

วิธีคิดแบบอริยสัจ 4 เป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากวิธีคิดแบบสามัญ

ลักษณ์หรือรู้เท่าทันธรรมดา คือ เมื่อเข้าใจคติธรรมดาของสิ่ง
ทั้งหลายวางใจได้และตกลงใจว่าจะแก้ปัญหาที่ตัวเหตุตัวปัจจัย
จากนั้นก็ดำเนิน ความคิดต่อไปตามวิธีคิดแบบอริยสัจสี่นี้มีหลักการ
สำคัญ คือ การเริ่มต้นจากปัญหาหรือทุกข์โดยกำหนดรู้ ทำความ

เข้าใจปัญหาหรือความทุกข์ให้ชัดเจน แล้วสืบค้นหาสาเหตุเพื่อ

เตรียมแก้ปัญหา พร้อมกันนั้นก็กำหนด เป้าหมายของตนให้แน่ชัด

ว่าคืออะไร จะเป็นไปได้หรือไม่ จะเป็นไปได้อย่างไร แล้วคิดวางวิธี

ปฏิบัติที่จะกำจัด สาเหตุของปัญหาโดยสอดคล้องกับการที่จะ
บรรลุจุดหมายที่ได้กำหนดไว้นั้น

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบอรรรถธรรม
สัมพันธ์

วิธีคิดแบบอรรถสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย

เป็นวิธีคิดในระดับปฏิบัติการหรือ ลงมือทำ คือ การที่จะกระทำ
การต่าง ๆ โดยรู้และเข้าใจถึงหลักการและความมุ่งหมายของเรื่อง

นั้นๆ จะดำเนิน ไปเพื่อจุดหมายอะไร เพื่อให้เป็นการปฏิบัติที่ได้ผลตาม

ความมุ่งหมายนั้น ไม่กลายเป็นการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อน เลื่อนลอย

งมงาย เช่น เมื่อจะลงมือทำงานอะไรนั้น ก็ตรวจสอบตนเองให้ชัดเจน

ว่าเข้าใจหลักการและความมุ่ง หมายของงานนั้นดีแล้วหรือไม่ โดย

อาจคอยตั้งคำถามว่า อันนี้เพื่ออะไร ๆ เป็นต้น

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบคุณ-โทษ
และทางออก

วิธีคิดแบบเห็นคุณเห็นโทษ แล้วหาทางออก เป็นวิธีคิดในการมองให้ครบ

ทั้งข้อดี ข้อเสีย และ ทางแก้ไข หาทางออกให้หลุดรอดปลอดพ้นจาก
ข้อบกพร่องต่างๆ เป็นวิธีมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอีก แบบหนึ่ง

เน้นการศึกษาและยอมรับความจริงตามที่สิ่งนั้นๆ เป็นอยู่ทุกแง่ทุกมุมเพื่อ

ให้รู้และเข้าใจถูกต้องตาม ความเป็นจริงทั้งด้านดี ด้านเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง

ศัพท์ทางธรรมดา เรียกว่า วิธีคิดโดยรู้ อัสสาทะ คิดหาคุณค่า คิดหาข้อดี

อาทีนวะ คิดหาโทษ คิดหาข้อเสีย และนิสสรณะ คิดหาทางออกการยอมรับ

ทั้งด้านดี ทั้งด้านเสีย และเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องกับการปฏิบัติมาก มีลักษณะ
สำคัญ 2 ประการ คือ ต้องมองเห็นทั้งด้านดี และด้านเสีย หรือทั้งคุณทั้ง

โทษ ต้องมองเห็นทางออก เห็นจุดหมาย และรู้จุดหมายที่จะไป

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบคุณค่าแท้
คุณค่าเทียม

วิธีคิดแบบคุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับปฏิ

เสวนา เช่น การใช้สอย หรือ บริโภค เป็นวิธีคิดแบบสกัดหรือบรรเทา

ตัณหา ตัดทางไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบง าจิตใจแล้วชักจูงพฤติกรรมต่อ

ไป วิธีคิดแบบนี้ ใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภค

ใช้สอยปัจจัยสี่ และวัสดุอุปกรณ์อำนวย ความสะดวกต่างๆ ทาง

เทคโนโลยี มีหลักการโดยย่อว่า คนเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ

เพราะเรามีความ ต้องการ สิ่งใดที่สามารถสนองความต้องการของเรา

ได้ สิ่งนั้นก็มีประโยชน์มีคุณค่าแก่เรา

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบอุบาย
ปลุกเร้าคุณธรรม

วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เป็นวิธีคิดแบบเร้ากุศล หรือคิด

แบบกุศลภาวนา เป็นวิธีคิด ในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลา

ตัณหา ส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริม

สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะหลักการมีอยู่ว่า ประสบการณ์ คือ สิ่งที่ได้

ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกับบุคคลที่ ประสบหรือรับรู้ต่างกัน

อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่างสุดแต่โครงสร้าง

แนวทางความเคยชินที่ เป็นเครื่องปรุงของจิต คือ สังขาร ที่ผู้นั้นได้

สั่งสมไว้ หรือสุดแต่การท าใจในขณะนั้นๆ คนหนึ่งมองแล้ว คิดปรุง 8

แต่งไปในทางดีงาม แต่อีกคนหนึ่งมองแล้ว คิดปรุงแต่งไปในทางไม่ดี

ไม่งาม เป็นโทษเป็นอกุศล รวมถึงเรื่องของ เวลา คราวหนึ่งคิดดี

คราวหนึ่งคิดร้าย การท าใจที่ช่วยตั้งต้นและชักน าความคิดให้เด่นไป

ในทางที่ดีงามและเป็น ประโยชน์ เรียกว่า วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้า

คุณธรรม

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบเป็นอยู่
ในขณะปัจจุบัน

วิธีคิดแบบมีสติเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน เป็นวิธีคิดที่มีปัจจุบันธ
รรมดาเป็นอารมณ์ความจริง เป็น เพียงส่วนหนึ่งของวิธีคิดแบบ

อุบายปลุกเร้าคุณธรรม ข้อที่ใช้ สติก ากับไปด้วยวิธีคิดในแบบนี้
ที่แยกแสดง ออกมาเป็นอีกข้อหนึ่งต่างหากนั้นเป็นเพราะมีแง่ที่ควร
ทำความเข้าใจเป็นพิเศษ และเป็นวิธีคิดที่มีความสำคัญ โดยลำพัง

ตัวของมันเอง

นายธเนศ บริสุทธิ์

วิธีคิดแบบวิภัชชวาท

วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นวิธีคิดที่ใช้การพูดแยกแยะ จำเเนก เเจกเเจง

แถลงความ แบบวิเคราะห์ เป็นการมอง และแสดงความจริง โดย

เเยกเเยะออกให้เห็นในเเต่ละด้านให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่จับเอาบางเเง่บาง

ประเด็น ขึ้นมาวินิจฉัยตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมดความจริงวิภัชชวาท

เป็นชื่อเรียกระบบความคิดของ พระพุทธศาสนาทั้งหมด มีความหมาย

ครอบคลุมวิธีคิดที่ได้กล่าวมาเเล้วข้างต้นหลายๆ อย่างวิธีคิดแบบนี้ท

าให้ ความคิดและการวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ชัดเจนตรงไปตรงมาตาม

ความเป็นจริง เท่าความจริง พอดีกับความจริง เพื่อให้เข้าใจความ

หมายของวิภัชชวาทชัดเจนยิ่งขึ้น ขอจ าเเนกวิธีคิดเเบบวิภัชชวาทออก

ไปในลักษณะต่างๆ ดังนี้1) จำเเนกในด้านของความจริง 2) จำเเนกโดย

ส่วนประกอบ 3) จำแนกโดยลำดับขณะ 4) จำแนกโดย ความสัมพันธ์

แห่งเหตุปัจจัย 5) จำแนกโดยเงื่อนไข

นายธเนศ บริสุทธิ์

กิจกรรมพั ฒนาการเรียนรู้

1.สืบค้นความรู้เพิ่มเติมเรื่อง “โยนิโสมนสิการ” บันทึกสาระสำคัญ
แล้วนำเสนอในชั้นเรียนพร้อมอภิปรายแสดงความคิดเห็นใน
ประเด็นที่สงสัย

2. สำรวจดูว่าในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรามีเรื่องอะไรบ้าง
ที่ต้องใช้วิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” วิธีใดบ้าง จากนั้นนำผล
การสำรวจมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน

3. เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวหรือปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้น
กับเราเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้ววิเคราะห์ถึงสภาพปัญหา สาเหตุ
ของปัญหา เป้าหมายในการแก้ปัญหา และวิธีการในการแก้
ปัญหา โดยใช้วิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ”

บรรณานุกรม

วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ปัญญา, 2533.
พุทธธรรม ฉบับขยายความ. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2541.
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราช-

วิทยาลัย, 2546

พระพรหมณ์คุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
พิมพ์ครั้งที่ 13.กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2548.

สืบค้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2565 จาก,https://www.gotoknow.org
/posts/218983
สืบค้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2565 จาก,https://parnward8info.wordpress.com/

โยนิโสมนสิการ
YONISOMANASIKARA
นายธเนศ บริสุทธิ์


Click to View FlipBook Version