นิทานพนื้ บ้าน
เรื่อง พญาคนั คาก
นิทานพื้นบ้านอีสาน เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ของสังคมชาวอีสานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าการด้ินรนต่อสู้เพ่ือ
เอาชนะภัยธรรมชาติ คือ ความแห้งแล้ง การอพยพย้ายถิ่น ที่อยู่อาศัย ความ
เชื่อและความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา การยึดถือขนบธรรมเนียม
ประเพณีวฒั นธรรมตา่ ง ๆ อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญา เป็นเอกลักษณ์ของแต่
ละท้องถิ่นท่ีจดจาสืบทอดกันมาจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหน่ึง หากเร่ืองราว
ดังกล่าวไม่ได้รับการสืบทอด หรือบันทึกไว้ มรดกภูมิปัญญาเหล่าน้ีก็จะหายไป
จากสังคม เช่น เร่ือง พญาคักคาก มีแง่คิด จักประพฤติตน มีความพากเพียร
สารวมกาย วาจา และใจ ดังท่ีพญาคันคากได้รับฟังพระราชบิดา สอนว่า จง
ร้จู ักเจยี มตวั ไม่พูดจาโอ้อวด หม่นั เพียรในการทาบุญ คนทาดีนั้นไม่ต้องโอ้อวด
คนดีไม่ว่าจะตก อยทู่ ่ใี ด คา่ ของความดกี ็ยงั เหมอื นเดมิ
เนอื้ เร่อื ง
พญาคนั คาก เป็นราชาครองเมืองชมพู บรรดาบ้านเมืองบริวาร
ใหญน่ ้อย พร้อมใจกนั บังคมก้มใหพ้ ญาคันคากถว้ นทวั่ ทกุ หัวระแหง
พระนางสีดา มเหสีของพญาเอกราชผคู้ รองเมือง ได้ให้กาเนิดโอรสลักษณะ
แปลกประหลาด คือผิวกายเหลืองอร่ามด่ังทองคา แต่เป็นตุ่มตอเหมือนผิว
คางคก คนทั้งหลายจึงขนานนามพระกุมารว่า ท้าวคันคาก ซึ่งคันคาก
แปลว่าคางคก
เนือ้ เร่ือง
เม่ือเติบใหญ่ข้ึน พระกุมารประสงค์จะได้พระชายาท่ีมีสิริโฉมงดงาม
แต่พญาเอกราชได้ห้ามปรามไว้ ด้วยทรงอับอายในรูปกายของท้าวคันคาก
แต่ท้าวคันคากก็ไม่ย่อท้อ ได้ต้ังจิตอธิษฐานขอพรจากพระอินทร์ ด้วยบุญ
บารมีแต่ชาติปางก่อนของท้าวคันคาก พระอินทร์จึงเนรมิตปราสาทพร้อม
ท้ังประทานนางอุดรกุรุทวีป ผู้เป็นเนื้อคู่ให้เป็นชายา ส่วนท้าวคันคากเอง
กถ็ อดรูปกายคนั คากออกให้ กลายเปน็ ชายหนุ่มรูปงาม
พญาเอกราชยินดกี ับพระโอรส จึงสละราชบัลลังก์ให้ครองเมืองต่อทรงพระ
นามว่า พญาคันคาก พญาคันคากตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีเดชานุภาพ
เปน็ ท่ีเลื่องลอื จนเมอื งนอ้ ยใหญต่ ่างมาสวามิภักดิ์
เนอ้ื เรอื่ ง
แต่กท็ าให้มีผเู้ ดอื ดร้อน คือพญาแถน ผู้อยบู่ นฟากฟา้ เพราะมนุษยห์ ันไปสง่
ส่วยใหพ้ ญาคันคากจนลืมบูชาพญาแถน จึงแกล้งงดสง่ั พญานาคใหไ้ ปให้นา้
ในฤดูทานา ทาใหเ้ กดิ ความแห้งแลง้ ข้าวยากหมากแพง ชาวเมืองจึงไปรอ้ ง
ขอพญาคันคากใหช้ ว่ ย
พญาคนั คากจงึ เกณฑ์กองทัพสัตว์มีพิษทั้งหลาย ได้แก่ มด ผ้ึง แตน ตะขาบ
กบ เขียด เป็นอาทิ ทาทางและยกทัพข้ึนไปสู้กับพญาแถน โดยส่งมดปลวก
ไปกัดกินศัตราวุธของพญาแถนท่ีตระเตรียมไว้ก่อน ทาให้เม่ือถึงเวลารบ
พญาแถนไม่มีอาวุธ แม้จะร่ายมนต์ ก็ถูกเสียงกบ เขียด ไก่ กา กลบหมด
เสกงูมากัดกินกบเขียด ก็โดนรุ้ง (แปลว่าเหยี่ยว) ของพญาคันคากจับกิน
ทง้ั สัตว์มีพิษก็ยังไปกดั ตอ่ ยพญาแถนจนต้องยอมแพ้ในทส่ี ุด
เน้อื เรือ่ ง
พญาคันคากจึงเริ่มเจรจาต่อพญาแถน ขอให้เมตตาชาวเมือง ประทานฝน
ตามฤดูกาลทุกปี พญาแถนแสร้งว่าลืม พญาคันคากจึงทูลเสนอว่าจะให้
ชาวบา้ นจุดบ้ังไฟข้ึนมาเตือน พญาแถนกเ็ ห็นชอบดว้ ย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุก ๆ เดือนหกซ่ึงเป็นช่วงเร่ิมฤดูทานา ชาวอีสานจึงมี
ประเพณีบุญบ้ังไฟเพ่ือบูชาพญาแถน เพ่ือจะได้อานวยความสะดวกตลอด
ฤดเู พาะปลกู และเม่ือพญาแถนประทานฝนลงมาถึงพ้ืนโลกแล้ว บรรดากบ
เขียดคางคกที่เปน็ บริวารของพญาคนั คาก กจ็ ะร้องประสานเพื่อแสดงความ
ขอบคุณตอ่ พญาแถน
นิทานพ้ืนบ้านอีสาน เรื่อง พญาคันคาก ถือเป็นวรรณกรรม
ท้องถ่ินอีสานอีกเร่ืองหนึ่งท่ีสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต อันเป็นต้นกาเนิดของ
ประเพณีบุญบั้งไฟ ความเป็นอยู่ของคนอีสาน ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
จนมีการสร้างพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ท่ีจังหวัดยโสธร เป็นตึกของ
พพิ ธิ ภัณฑ์รปู คางคก ความสูงกวา่ 19 เมตร หรือประมาณตกึ 5 ช้ัน สาหรับ
ชาวอีสานน้ัน คางคก เป็นสัตว์ท่ีแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ
และยังเป็นตานานความเช่ือเก่ียวกับประเพณีบุญบ้ังไฟ และเป็นสิ่งที่ควร
ค่าแก่การอนุรักษไ์ ว้ใหอ้ นชุ นรนุ่ หลังไดศ้ กึ ษาตอ่ ไป
สมาชกิ
1. 44-ด.ช.ฉัตรชยั สนั ธนะพานิช ม.1/12 (ทา)
2. 41-ด.ช.จนิ ตนาการ ราชหงษ์ ม.1/12 (ทา)
3. 39-ด.ช.พรี พล ปีนงั มาเลเซยี ม.1/12 (ทา)
4. 46-ด.ช.ไวยากรณ์ นครสันตภิ าพ ม.1/12 (ทา)
5. 45-ด.ช.แทนพงศ์ สิทธจิ นั ดา ม.1/12 (ทา)
6. 37-ด.ช.วัชระพงศ์ เกษารตั น์ ม.1/12 (ทา)
7. 38-ด.ช.ศุภรุจ ทานะ ม.1/12 (ทา)