The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธนพร พิเศษศิลป์, 2023-09-14 10:26:54

โครงงานเปเปอร์มาเช่

โครงานน

Keywords: โครงงาน

1 โครงงานศิลปะ เร ื่อง เปเปอร ์ มาเช่ Paper mache เสนอ คุณครูศรายุธ สุวรรณชาตรี จัดท าโดย นางสาวรักษิณา ศรีเทพ ม.6/1 นางสาวอริษา ไหมอ่อน ม.6/2 นางสาวกมลวรรณ ขันพระแสง ม.6/4 นางสาวธนพร พิเศษศิลป์ ม.6/4 นายภูรีภัทร เว่นเซ่ง ม.6/4 โรงเรียนพนมเบญจา อ าเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ภาคเรียนที่1 ปี การศึกษา2566 รายงานฉบบัน้ีเป็นส่วนหน่ึงของโครงงานศิลปะ ในรายวิชาเลือกเพิ่มเติมช้นัมธัยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนพนมเบญจา อ าเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่


2 กิตติกรรมประกาศ โครงงานวิจยัฉบบัน้ีสา เร็จอยา่งสมบูรณ์ไดด้ว้ยความช่วยเหลืออยา่งยงิ่จากคุณครูศรายุธ สุวรรณชาตรี คุณครูที่ปรึกษา ที่ได้ให้ค าแนะน าปรึกษา และให้ขอ้มลูต่างๆ ขอกราบขอบพระคุณอยา่งสูง ณ โอกาสน้ี ขอขอบพระคุณ กลุ่มสาระศิลปะ โรงเรียนพนมเบญจา ที่ให้ค าแนะน าและเอ้ือเฟ้ือวสัดุอุปกรณ์ต่างๆ สา หรับ การท าโครงงาน ขอขอบพระคุณ นายยงยุธ ก่ออ้อครูโรงเรียนพนมเบญจา ซึ่งสละเวลาใน การแนะแนวทาง และให้ความรู้ในการท าโครงงาน อน่ึงผวู้ิจยัหวงัว่า งานวิจยัฉบบัน้ีจะมีประโยชน์อยไู่มน่อ้ยจึงขอมอบส่วนดี ท้งัหมดน้ีให้แก่ เหล่าอาจารยท์ ี่ไดป้ระสิทธ์ิประสาทวิชาจนทา ใหผ้ลงานวิจยัเป็นประโยชน์ต่อผเู้กี่ยวขอ้งและขอ มอบ ความกตัญญูกตเวทิตาคุณแด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่านตลอดจนเพื่อนๆ ที่คอยให้ความ ช่วยเหลือและก าลังใจ ส าหรับ คณะผู้จัดท า


3 บทคัดย่อ โครงงานเรื่องยานลอยตวัจดัทา ข้ึนมวีตัถุประสงคเ์พื่อ(1) เพื่อลดการเกิดขยะจากกระดาษเหลือใช้ (2) เพื่อที่จะสามารถนา โครงงานน้ีไปปรับปรุงและพฒันาสิ่งของใหมีประสิทธิภาพสูงสุด ้ ในการทดลองน้ีคณะผจู้ดัทา ไดใ้ชอุ้ปกรณ์ในการท าเปเปอร์มาเช่โดยประกอบด้วย (1) กระดาษเหลือใช้(2กาว ลาเท็ก(3) สี(4) โครงข้ึนแบบ และสิ่งที่ คณะผู้จัดท าโครงงานประดิษฐ์ คือกล่องใส่เอกสารและจานใส่ เครื่องประดบัเพื่อทดสอบการใชง้าน ไดท้า การนา ชิ้นงานไปใชจ้ริง ชิ้นงานสามารถใชไ้ดตามวัตถุปรสงค์ ้


4 Abstract The floating vehicle project was created with the objectives: (1) to reduce waste from leftover paper; (2) To be able to improve this project. and develop things to be most efficient In this experiment, the team used paper mache equipment. It consists of (1) leftover paper (2) latex glue (3) paint (4) a molded frame and what the project team invented, which is a document box. and a jewelry plate to test usage The work pieces were actually put to use. The workpiece can be used according to its intended purpose.


5 สารบัญ หน้า บทคดัยอ่ ข Abstract ค กิตติกรรมประกาศ ง บทที่ 1 บทน า 1 วัตถุประสงค์ 6 บทที่ 2เอกสารและงานวิจยัที่เกี่ยวขอ ้ ง 27 บทที่ 3วิธีด าเนินการทดลอง 31 บทที่ 4ผลการทดลอง 32 บทที่ 5 สรุปและวิจารณ์ผลการทดลอง 2


6 บทที่1 บทน า ที่มาและความส าคัญของโครงงาน ปัญหาสิ่งแวดลอ้มเป็นอีกปัญหาหน่ึงที่มีการพดูถึงเป็นอยา่งมากและ ยงัเป็นหวัขอ้ในการประชุมระดบัโลก เลยก็ว่าไดเ้พราะในหลายประเทศไดม้องเห็นปัญหาสิ่งแสดลอ้มที่อาจเป็นสาเหตุหน่ึงที่ทา ใหฤ้ดูการเปลี่ยนไป หรืออาจท าให้เกิดผลกระทบต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์เช่น ในฤดูฝน ฝนอาจตกมากทา ใหเ้กิดน้า ท่วมทา ลาย ที่อยอู่าศยัของมนุษยแ์ละทา ลายแห่ลงทา กินของสิ่งมีชีวติซ่ึงกระดาษสามารถนา มาดดัแปลง ตกแต่ง ให้ สวยงาม แลว้นา มาใชป้ระโยชนไ์ด้เศษกระดาษที่เราทิ้งไปกลายเป็นขยะที่มีมากในโรงเรียนของ เราน้นัสามารถ น าเศษเหล่าน้ีมาประดิษฐเ์ป็นของใช้ของประดบัตกแต่งได้ผเู้รียนเลง็เห็นคุณค่าของเศษกระดาษ วสัดุและเห็น แนวทางจากของจริงจึงไดว้างแผนออกแบบ จดัเตรียมวสัดุอุปกรณ์จนถึงข้นั ปฏิบตัิงานพร้อมท้งัรายงานผลการ ปฏิบัติงาน ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ ความรู้ได้ด้วยตนเองและ ผู้เรียนสามารถประดิษฐ์ได้เองใน ระยะเวลาส้นัๆ นอกจากน้นัจะเป็นการนา เศษวสัดุที่เหลอืใชก้ลบัมาดดัแปลงใหเ้กิดประโยชน์อีกคร้ังแลว้ยงั เป็นการฝึกสมาธิไดด้ว้ย ฝึกทกัษะ ฝึกการทา งาน ฝึกความสามคัคีนอกจากน้ียงัสามารถพฒันาความคิด สร้างสรรคใ์หก้บัผเู้รียนไดด้ียงิ่ข้ึนดว้ย พร้อมท้งัพฒันาการทา งานร่วมกบัผอู้ื่น การแกไ้ขปัญหาฉะเพราะหนา้ แล้วยังได้ฝึ กการปฏิบัติกิจกรรมที่ตนเองและเพื่อนสนใจจนส าเร็จไปได้ด้วยดี วัตถุประสงค ์ ของการศ ึ กษา


7 1.เพื่อลดเศษขยะภายในโรงเรียน 2.เพื่อนา เศษขยะที่ทิ้งแลว้กลบัมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3. เพื่อสร้างรายได้ให้แก่นักเรียนและให้นักเรียนสามารถน าเศษวัสดุเหลือใช้มา ดัดแปลงให้เกิด ประโยชน์ได้ 4. เพื่อให้นักเรียนรู้จักการท างานร่วมกับผู้อื่นและมีความสามัคคีในหมู่คณะ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.จ านนวนเศษขยะในโรงเรียนลดลง 2.น าเศษขยะมาสร้างประโยช 3.ความสามัคคีของนักเรียนในกลุ่ม 4.นักเรียนมีทักษะในกระบวนการคิดวิเคราะห์และวางแผน


8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ควรมขี้อความเกริ่นเพอื่น าไปสู่ที่มาและความส าคญัของเรื่องที่ศึกษา 1.กระดาษ 2.การจัดองค์ประกอบศิลป์ 3.สี 4.ผลิตภัณฑ์ 1 หัวข้อเอกสารที่ศึกษาค้นคว้า กระดาษ กระดาษ เป็นวสัดุที่ผลิตข้ึนมาสา หรับการจดบนัทึก มีประวตัิศาสตร์ยาวนาน เชื่อกนัว่ามกีารใชก้ระดาษคร้ังแรก ๆ โดยชาวอียิปต์และชาวจีนโบราณ แต่กระดาษในยคุแรก ๆ ลว้นผลิตข้ึนเพื่อการจดบันทึกดว้ยกนัท้งัสิ้น จึง กล่าวได้ว่าระบบการเขียนคือแรงผลกัดนัใหเ้กิดการผลิตกระดาษข้ึนในโลก [ต้องการอ้างอิง] ปัจจุบันกระดาษไม่ได้มี ประโยชน์ในการใช้จดบันทึกตัวหนังสือ หรือขอ้ความ เท่าน้นัยงัใชป้ระโยชน์อื่น ๆ ไดม้ากมาย เช่น กระดาษ ช าระกระดาษห่อของขวัญ กระดาษลูกฟูกส าหรับท ากล่อง เป็ นต้น กระดาษของชาวอียิปต์โบราณ หรือกระดาษพาไพรัส ผลิตจากกกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า พาไพรัส (papyrus) พบว่ามีการใช้จารึกบทสวดและค าสาบาน บรรจุไว้ในพีระมิดของอียิปต์นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีการ ใชก้ระดาษที่ทา จากพาไพรัสมาต้งัแต่ปฐมราชวงศข์องอียปิต์(ราว3,000 ปี ก่อนคริสตกาล) สา หรับวสัดุใชเ้ขียนน้นั ในสมยัโบราณมดีว้ยกนัหลายอยา่ง เช่น แผน่ โลหะ หิน ใบลาน เปลือกไม้ผา้ไหม ฯลฯ ผู้คนสมัยโบราณคงจะใช้วัสดุต่าง ๆ หลากหลายเพื่อการบนัทึก คร้ันเมื่อราว ค.ศ. 105 สมัยพระเจ้าจักรพรรดิโฮ ตี่ ชาวจีนได้ประดิษฐ์กระดาษโดยชาวเมืองลีบางชื่อว่าไช่หลุ่น (Ts'ai'Lung) ใช้เปลือกไม้เศษแหอวนเก่า ๆ มาต้ม จนได้เยื่อกระดาษและมาเกลี่ยบนตระแกรงปล่อยใหแ้หง้และหลงัจากน้นั ไดม้กีารใชว้ิธีผลิตกระดาษเช่นน้ี แพร่หลายอย่างรวดเร็ว


9 กระดาษถูกน าจากประเทศจีนสู่โลกมุสลิมผ่านสงครามทัลลัส (Tallas) ในปี ค.ศ. 751 ที่กองทัพจีนรบกับกองทัพ มุสลิม เชลยศึกชาวจีน 2 คนไดเ้ปิดเผยวิธีการทา กระดาษแก่ชาวมุสลิมก่อนไดร้ับการปล่อยตวัไป จากน้นัมุสลิม ได้ท าให้การท ากระดาษเปลี่ยนจากศิลปะไปเป็ นอุตสาหกรรมกระดาษ ท าให้มีการพัฒนาการศึกษาในโลกมุสลิม อย่างกว้างขวาง มุสลิมในสมัยกลางจึงเจริญก้าวหน้าด้านศิลปวิทยาการที่สุดในโลก ชาวมุสลิมปรับปรุงวิธีการท ากระดาษใช้ผ้าลินินแทนเปลือกของต้นหม่อนอย่างที่ชาวจีนท า เศษผ้าลินินไม่เน่า เปื่ อย แต่จะเปียกโชกอยใู่นน้า และหมกัอยใู่นน้นัเศษผา้ที่ตม้แลว้จะปราศจากกากที่เป็นด่างและสิ่งสกปรกอื่น ๆ จากน้นัเศษผา้จะถกูนา มาตอกดว้ยคอ้นใหเ้ป็นเยอื่เทคนิคที่ทา ใหเ้ป็นเยอื่บางน้ีถกูพฒันาโดยชาวมุสลิม แบกแดด ราชธานีของอาณาจักรอับบาซิด สมยัน้นัเต็มไปดว้ยโรงงานทา กระดาษ จากน้นัยงักระจายไปสู่อีก หลาย ๆ ส่วนของโลก กระดาษที่ส่งออกไปยุโรปโดยมากท าในเมืองดามัสกัส (ซีเรีย) เมื่อขยายการผลิตเพิ่มข้ึน กระดาษจึงมีราคาถกูลงคุณภาพดีข้ึนและมีจา หน่ายแพร่หลาย จากน้นัโรงงานกระดาษที่เฟื่องฟอูยใู่นอิรัก ซีเรีย และปาเลสไตน์ก็ขยายตวัไปสู่ทางตะวนัตก ในทวีปแอฟริกา โรงงานกระดาษแห่งแรกของประเทศอียปิตต์ ้งัข้ึนในปีค.ศ. 850 จากน้นัขยายไปมอรอคโคและในปีค.ศ. 950 ได้ ขยายไปยังอันดาลูซิอา อาณาจักรมุสลิมสเปน กระดาษถกูผลิตข้ึนคร้ังแรกในยโุรปโดยมุสลิมมวัร์ โดยวสัดุที่ใชท้า กระดาษคือปอช้นัดีของบาเลนเซีย และมูร์เซียโดยมีศูนย์กลางโรงงานกระดาษของอันดาลูซิอา ที่เมืองชาติวา (Xativa หรือ Jativa) ใกล้บาเลนเซีย จากสเปนและเกาะซิซิลีซ่ึงในขณะน้นัเป็นอาณาจกัรมุสลิม การทา กระดาษไดข้ยายไปสู่ชาวคริสเตียนในอิตาลี จากน้นั ในปีค.ศ. 1293 มีการต้งัโรงงานกระดาษที่โบโลญญา (Bologna) ในปี ค.ศ. 1309 เริ่มมีการใชก้ระดาษเป็น คร้ังแรกในองักฤษ จากน้นั ในปลายศตวรรษที่14 ชาวเยอรมนัจึงเพิ่งรู้จกักระดาษ กระดาษในประเทศไทย ประวัติการใช้กระดาษในสยามไม่ปรากฏหลกัฐานชดัเจน แต่วสัดุที่มีลกัษณะอยา่งกระดาษน้นัเรามี กระดาษที่เรียกว่า สมุดไทยผลิตจากเยื่อไม้ทุบละเอียด ต้มจนเปื่อย ใส่แป้งเพื่อใหเ้น้ือกระดาษเหนียว แลว้นา ไป กรองในกระบะเลก็ๆ ทิ้งไวจ้นแหง้แลว้ลอกออกมาเป็นแผน่พบัทบไปมาจนตลอดความยาวจึงไดเ้ป็นเล่มสมุด เรียกว่า สมุดไทยขาว หากต้องการ สมุดไทยด าก็จะผสมผงถ่านในข้นัตอนการผลิต ในทางภาคเหนือของไทย มีการผลิตกระดาษด้วยวิธีการคล้ายคลึงกัน เรียกว่ากระดาษสา เมื่อน ามาท าเป็ นสมุด ใช้เขียน เรียกว่า ปั๊บสา ค าว่ากระดาษ ในภาษาไทยสันนิษฐานว่าน่าจะทับศัพท์มาจากภาษาอาหรับและเปอร์เซียคือ กิรฏอส[ต้องการ อ้างอิง] ในสมัยที่ชาวเปอร์เซียเข้ามาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งภาษามลายูก็ได้ทับศัพท์จากสองภาษาน้ี


10 เช่นเดียวกัน คือ kertas หมายถึง กระดาษ เช่นกนัส่วน กิรฏอส ในภาษาอาหรับน้นัแมว้่าจะมีใชม้าก่อน คริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่ก็เป็ นค าที่ยืมมาจากภาษากรีก khartes ซี่งภาษาองักฤษก็ไดย้มืคา น้ีไปใชเ้ป็น chart, card และ charter นอกจากน้ียงัมขีอ้สนันิษฐานเพิ่มเติมอีกว่ามาจากภาษาโปรตุเกส cartas [2]รูปพหูพจน์ของ carta แปลว่าจดหมายแผนผงัเขา้ใจว่าโปรตุเกสคงเป็นผนู้า กระดาษแบบฝรั่งเขา้มาก่อนในสมยักรุงศรีอยธุยา การใชก้ระดาษในปัจจุบนัเนื่องจากกระดาษเป็นวสัดุสิ้นเปลือง จึงมีการนา กระดาษกลับมาใช้อีก เช่น กระดาษ หนงัสือพิมพน์า มาพบัถุงกระดาษ กระดาษสา หรับเขียนแมใ้ชแ้ลว้ท้งัสองหนา้ก็สามารถนา ไปพิมพอักษรเบรลล์ ์ ส าหรับคนตาบอดได้ เมื่อหมดสภาพแล้ว ก็น าไปเข้าโรงงานแปรรูปเป็ นสินค้าประเภทลังกระดาษ ได้อีก กระดาษที่ใชง้านในสา นกังานในประเทศไทยทวั่ ไปปัจจุบนัน้ีใชข้นาดมาตรฐาน คือ ขนาด A4 น้า หนกั 70-80 แกรม เป็ นส่วนมาก ประเภทของกระดาษ กระดาษพิมพ์เขียนชนิดเคลือบผิว กระดาษอาร์ตมันสองหน้า กระดาษอาร์ตการ์ดสองหน้า กระดาษอาร์ตด้าน กระดาษอาร์ตมันหน้าเดียว กระดาษอาร์ตคาร์บอนเลส กระดาษพิมพ์เขียนชนิดไม่เคลือบผิว กระดาษออฟเซ็ต ส าหรับเทคโนโลยีงานพิมพ์แบบออฟเซ็ต กระดาษถ่ายเอกสาร ใชก้บัอุปกรณ์สา นกังานทวั่ ไป เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร โทรสาร เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เป็ นต้น กระดาษคอมพวิเตอร์มีเน้ือกระดาษบาง รูปแบบจดัจา หน่ายโดยมากมีลกัษณะเป็นมว้นพร้อมรู ปรุด้านข้าง ตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อย เช่น ใบเสร็จรับเงิน กระดาษขาวพรีเมี่ยมไวท์ / การ์ดสี กระดาษแอร์เมล์กระดาษสา หรับใชง้านพิมพห์รือเขียนจดหมายส่งต่างประเทศ มีน้า หนกัเบาเป็นพิเศษ กว่ากระดาษทวั่ ไป ช่วยลดค่าใชจ้่ายในการส่งจดหมายซ่ึงคิดตามน้า หนกัของกระดาษ


11 กระดาษถนอมสายตา หมายถึงกระดาษที่มีอตัราการสะทอ้นแสงนอ้ยกว่ากระดาษทวั่ ไป ซ่ึงจะมีสีที่ หม่นกว่าปกติเล็กน้อย กระดาษแบงค์สี หมายถึงกระดาษที่ใช้ในธนาคาร มีสีสันต่าง ๆ หลากหลาย การจัดองค์ประกอบศิลป์ การจัดองค์ประกอบของศิลปะ คือ การใช้ทัศนธาตุ อันได้แก่ เส้น สี แสง และเงา รูปราง รูปทรง พ้ืนผวิ ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงาม โดยศิลปิ นและนักออกแบบใช้ทัศนธาตุมาสร้างสรรค์ตามแนว ทางการ ออกแบบและสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคลที่เราเรียกว่า คุณค่าทางด้าน เน้ือหา เป็นเรื่องราว ที่ศิลปินและ นักออกแบบได้สร้างสรรค์ แสดงออกมา ให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้โดยอาศัยรูปลักษณะที่เกิดจากการจัด องค์ประกอบ ศิลป์ หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ 1.สัดส่วน (Proportion) การเอาน าส่วนประกอบต่างๆ มาจัดให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมซึ่งแสดง ความสัมพันธ์ของจ านวน ความกวา้ง ยาว ลึก น้า หนัก ขนาดของรูปทรงต่างๆ สัดส่วนนับเป็ นหลักส าคัญของ การจดัภาพ ท าใหช้ิ้นงานน้นัมีความสมบูรณ์และสมัพนัธก์ลมกลืนกนัอยา่งงดงาม เช่น สัดส่วนของมนุษย์กับ ที่ อยอู่าศยัเครื่องใชส้อยและเส้ือผา้ สดัส่วนในทางศิลปะเป็ น


12 เรื่องราวของความรู้สึกทางสุนทรียภาพ การ สมสดัส่วนน้ีหมายรวมไปถึงความสมัพนัธก์นัอยา่ง เหมาะสมของ สี แสง เงา และทัศนธาตุอื่น ๆ ด้วย สัดส่วน หมายถึง ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระหว่าง ขนาดขององคป์ระกอบที่แตกต่างกนัท้งัขนาด ที่อยู่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่างรูปทรง และรวมถึง ความสมัพนัธก์ลมกลืนระหว่างองคป์ระกอบท้งัหลาย ด้วย ซึ่งเป็ นความพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยของ องคป์ระกอบท้งัหลายที่น ามาจดัรวมกนัความ เหมาะสมของสัดส่วนอาจจะพจิารณาจากคุณลกัษณะดงัต่อไปน้ี GOLD SECTION/ GOLDEN RATIO สัดส่วนที่เป็ นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตาม ธรรมชาติของคน สัตว์พืช ซ่ึงโดยทวั่ ไป ถือว่า สดัส่วนตามธรรมชาติจะมีความงามที่ เหมาะสมที่สุด หรือจาก รูปลักษณะที่เป็ นการ สร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold section/ Golden Ratio เป็ นกฎในการ สร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า "ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่ กว่า ส่วนที่ใหญ่กว่าสัมพันธ์กับ ส่วนรวม" ท าใหส้ิ่งต่าง ๆ ที่สร้าง ข้ึนมีสดัส่วนที่สมัพนัธก์บัทุกสิ่งอยา่งลงตวั Golden Ratio (สัดส่วนทองค า) มาจากการค านวนทางคณิตศาสตร์เพื่อท าให้งาน ออกแบบมีสัดส่วนที่งามตามสูตรค านวณที่คิดค้นโดย เลโอนาร์โด ฟี โบนัชชี ที่ใช้ตัวเลขทาง คณิตศาสตร์มาอธิบายความงามงดงามของธรรมชาติ อัตราส่วนของสัดส่วนทองค าจะเท่ากับ 1 : 1.618 หลักการ ของ Golden ratio คือ เมื่อมีจา นวนอยสู่องจา นวน สองจา นวนน้นัจะเป็นสัดส่วนทองค าหรือ Golden ratio ก็ ต่อเมื่อผลบวกของสองจา นวนน้นัส่วนดว้ย จา นวนที่มากกว่า มีค่าเท่ากบัจา นวนที่มคี่ามากส่วนดว้ยจา นวนที่มี ค่านอ้ย จา นวนบวกสองจา นวนที่เป็นคาตอบของสดัส่วนน้ีคือ1 บวกรูท 5และ 2 ซ่ึงจะท าให้Golden ratio มี ค่าเป็ น 1.618033988 หรือถ้าเทียบง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าเรามีรูปยาว 1000pixel อีกด้าน หนึ่งก็คือ 1618pixel นนั่เอง สัดส่วนทองค า (Golden Ratio) สามารถพบเห็นได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็ น พืช สัตว์ ใบหน้า มนุษย์ งานศิลปะ งาน สถาปัตยกรรม งานออกแบบ เช่น ในการออกแบบ Logo ต่างๆก็จะ พบเห็นว่ามีการใช้สัดส่วนทองค า (Golden Ratio)อ้างอิงได้เสมอ Logo ที่ออกมาจึงดูมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์และสามารถใช้ไปได้อย่างยาวนาน การใช้ GOLDEN RATIO ส าหรับผเู้ริ่มตน้ ในส่วนของการน าไปใช้เพียงน า Template Grid ( .EPS / .PSD ) ไป วางไว้บนสุด Layer ของ Artwork แล้วจะกลับซ้าย กลับขวา หมุนไปมา หรือ ยืดเข้า ออก เพื่อให้เห็นเส้นแบ่ง collum ที่เหมาะสม โดยไม่ได้มีข้อจ ากัดตายตัวว่าจะต้องยึด สัดส่วนแบบลงได้พอดี แต่สามารถปรับ และ ยืดหยุ่นได้เพื่อเป็ นแนวทางให้เห็นถึงเส้น Grid เพื่อก าหนด Space และ Alignment ของวัตถุ ต าแหน่งของการ ออกแบบต่างๆ ไดส้มดุลมากข้ึน เช่น จะจดัช่องใดพ้นืที่ว่าง และช่องใดจะเป็นจุดเด่นของงาน ซ่ึงส่วนมากก็จะ พบว่า มักจะวางไว้ในจุดเริ่มตน้ของเสน้ลายกน้หอยที่จะมว้นออกมาแบบไม่มีที่สิ้นสุด


13 สดัส่วนจากความรู้สึก โดยที่ศิลปะน้นั ไม่ไดส้ร้างข้ึนเพื่อความงามของ รูปทรงเพียง อย่างเดียว แต่ยัง สร้างข้ึนเพื่อแสดงออกถึงเน้ือหา เรื่องราว ความรู้สึก ด้วยสัดส่วนจะช่วย เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็ นไปตาม เจตนารมณ์ และ เรื่องราวที่ศิลปินตอ้งการ ลกัษณะเช่น น้ีท าใหง้าน ศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะ แตกต่างกัน เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และ ความรู้สึกที่ต้องการ แสดงออกต่าง ๆ กันไป ความสมดุล (BALANCE) ความสมดุล หมายถึง ความเท่ากัน หรือการถ่วงเพื่อให้เกิดการเท่ากัน การเท่ากนัน้ี อาจจะไม่เท่ากันจริงก็ได้ แต่เท่ากันในความรู้สึกของมนุษย์ ในงานศิลปะถ้ามองดูแล้วรู้สึก ว่า บางส่วนหนักไป แน่นไป หรือ เบา บางไปก็จะท าใหภ้าพน้นัดูเอนเอียง และเกิด ความ รู้สึกไม่สมดุล เป็ นการ บกพร่องทางความงาม ในทางศิลปะและการออกแบบ เราแทนค่าของน้า าหนักเป็ นภาพที่เห็นด้วยตา เช่น น้า หนักเป็ นเส้น รูปร่าง รูปทรง หรือสี ซึ่งเป็ นการรับรู้ได้ทางประสาทตา ความสมดุลทเี่กดิขนนี้ มี ึ้ 3 ลักษณะคือ 1. สมดุลที่เท่ากัน (Symmetrical Balance หรือ Formal Balance) เป็ น การจัดวาง ภาพสองขา้งที่มีขนาดเท่ากนัลงบนพ้นืที่ซ่ึงแต่ละภาพจะถกูจดัวางห่างจาก ศูนย์กลางเท่ากัน หรือจะเทียบง่ายๆ คือ สามารถวาดเส้นลงกลางกระดาษ เพื่อสร้างภาพ สะท้อนก็จะได้สมดุลที่เท่ากนัซ่ึงท าใหเ้กิดความรู้สึกนิ่งอยู่ กบัที่มนั่คง สง่างามน่าเกรง ขาม 2. สมดุลที่ไม่เท่ากัน (Asymmetrical Balance หรือ Informal Balance) ภาพสอง ข้างไม่เท่ากัน โดยข้างหนึ่งมีขนาดมากกว่าอีกข้างหนึ่ง ท าให้เกิดดุลยภาพที่ไม่ เท่ากันซึ่งการหาต าแหน่งเพื่อจัด วางภาพใหเ้กิดสมดุลแบบน้ีมกันิยมใชก้ฎแห่งการ ชดเชย (Rule of Compensation) และกฎอมตะ (Golden Rule) คือ จะต้อง เลื่อนภาพขา้งที่มีน้า หนักมากกว่าเข้ามาใกล้จุดศูนย์กลาง จึงจะท าให้เกิดความ สมดุล หรือ ต าแหน่งที่เกิดจากเส้นแบ่งส่วน 3 ส่วน ในแนวต้งัฉาก และแนวนอนตัดกัน คือ ต าแหน่งที่ เหมาะสมส าหรับวางภาพเพื่อให้เกิด ความสมดุลที่ไม่เท่ากัน จังหวะ (RHYTHM) จังหวะ (Rhythm) คือ การเคลื่อนไหวที่เกิดจาการซ้า กันของ องคป์ระกอบปเป็นการซ้า ที่ เป็นระเบียบจากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงห่างเท่าๆ กนัมาเป็นระเบียบที่สูงข้ึน ซับซ้อน ข้ึนจนถึงข้นัเกิดเป็นรูปลกัษณะของศิลปะ การซ้า ของหน่วย หรือการสลับกันของหน่วยกับช่องไฟ หรือเกิดจาก การเลื่อนไหล ต่อเนื่องกนัของเสน้ สีรูปทรง หรือ น้า หนัก รูปแบบๆ หนึ่ง อาจเรียกว่า “แม่ลาย” กา รน า แม่ลายมาจดัวางซ้า ให้เกิด จังหวะ และถ้าจัดจังหวะให้แตกต่างกันออกไป ด้วยการ เว้นช่วง หรือสลับช่วง ก็จะเกิดลวดลาย ที่แตกต่างกันออกไปได้อย่างมากมาย แต่จังหวะ ของลายเป็ นจังหวะอย่างง่าย ๆ ให้ความรู้สึก


14 เพียงผิวเผิน และเบื่อง่าย เนื่องจากขาด ความหมายเป็นการรวมตวัของสิ่งที่เหมือนกนัแต่ไม่มีความหมายใน ตัวเอง จังหวะที่น่าสนใจและมีชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหวของ คน สัตว์ การเติบโตของพืช การ เต้นร า เป็ น การเคลื่อนไหวของโครงสร้างที่ให้ ความบันดาลใจในการสร้างรูปทรงที่มีความหมาย เนื่องจากจังหวะของลาย น้นัซ้า ตวัเองอยตู่ลอดไปไม่มีวนัจบ และมีแบบรูป ของการซ้า ที่ตายตวัแต่งานศิลปะแต่ละชิ้นจะต้องจบลงอย่าง สมบูรณ์ และมีความหมายใน ตัว การจัดจังหวะต่อเนื่อง (Continuous Rhythm) หมายถึงการเคลื่อนไหวที่มี จังหวะ ต่อเนื่องกนัซ่ึงอาจจะเป็นเสน้ สีน้า หนกัรูปร่างรูปทรงมีจงัหวะต่อเนื่องกนัไป โดยไม่เห็น พ้ืนที่ว่าง การจัดจังหวะแบบก้าวหน้า (Progressive Rhythm) การจดัจงัหวะใหเ้พิ่มข้ึนเป็น ล าดับ เป็ นการสร้างสรรค์ให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทีละนอ้ย สามารถเกอดข้ึนไดโ้ดยการใช้เสน้ สีน้า หนกัขนาด รูปร่างรูปทรง พ้นืผวิ การซ้า (REPETITION) การสร้างภาพดว้ยวิธีการซ้า ท าไดห้ลายวิธีเช่น การซ้า ดว้ยองคป์ระกอบที่ มองเห็นได้ ได้แก่ รูปร่าง ขนาด ผิวสัมผัส ทิศทาง ต าแหน่ง ที่ว่าง และแรงดึงดูด การซ้า ในงานศิลปะสามารถ เกิดไดห้ลายลกัษณะ เช่น การซ้า ดว้ยเสน้การซ้า ดว้ยสีการซ้า ดว้ย รูปร่าง รูปทรง การซ้า ดว้ยขนาด โดยการซ้า ด้วยรูปร่าง (SHAPE) น้นัสา คญัที่สุดและมีการใช้งานบ่อยที่สุด อีกท้งัยงัแสดงถึงความแตกต่างระว่าง องค์ประกอบที่น ามาใช้ไม่ว่าจะเป็ นขนาด สีผิวสัมผัส นอกจากน้ียงัมกีารซ้า ดว้ยขนาด คือการสร้างสรรค์ รูปทรงใหม่ๆให้มีขนาดที่เท่าๆกับรูปทรงที่ เหมือนกันหรือคล้ายกัน ขอ้ควรระวงัในการซ้า การซ้า เป็นการสร้าง องค์ประกอบที่ง่ายที่สุด ช่วยให้เกิดความกลมกลืน เรียบง่าย แต่ระมัดระวังว่า ถ้าเรียบง่ายมากเกินไปก็จะเกิด ความน่าเบื่อได้ การเน้นจุดเด่น ( EMPHASIS) จุดเด่น ( Emphasis) หมายถึงส่วนส าคัญที่ปรากฏชัด สะดุดตาที่สุดใน งาน ศิลปะ จุดเด่นจะช่วยสร้างความน่าสนใจในผลงานให้ภาพมีความสวยงาม มีชีวิตชีวา จุดเด่นน้นั เกิดจากการ จัดวางที่เหมาะสม ระดับจุดสนใจในงานออกแบบเป็ น 3ระดับด้วยกัน คือ 1. จุดส าคัญของงาน (Dominant) 2. จุดส าคัญรอง (Subdominant) 3. จุดส าคัญย่อย (Subordinant) การออกแบบที่น าหลักการเน้นมาใช้ จะต้องพิจารณาถึงการจัดคุณภาพและประสิทธิภาพของรูปทรง รูปร่าง ช่วงระยะ เสน้ สีและพ้ืนผวิในงานออกแบบ วิธีการเน้นจุดสนใจซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ 1. การเน้นด้วยการตัด กัน (Emphasis by Contrast) จุดสนใจมีผลมาจากองคป์ระกอบสิ่งหน่ึง สิ่งใดที่มีความแตกต่างออกไปจากสิ่งอื่น สิ่งน้นัเป็นการดึงดูดความสนใจด้วยความแปลกของตัวเอง เช่น องคป์ระกอบเป็นแนวต้งั ถ้ามีสิ่งที่เป็ นแนวนอน มาขัด น้นั นจะเป็นจุดสนใจ /องค์ประกอบส่วนใหญ่มีรูปร่างไม่แน่นอน ถ้ามีรูปที่เป็ นเรขาคณิต หรือมีสีสีสัน


15 หรือเป็นสิ่งของคนละประเภทที่แตกต่างกนัมาประกอบรูปน้นั ก็ จะกลายเป็ นจุ ดสนใจ /การออกแบบที่มีสี เรียบ ส่วนที่มีรายละเอียดมากที่สุด มีความ คมชัด และมี สี หลายส่วนน้นัจะเป็นจุดเนน้ข้ึนมา/เมื่อ องค์ประกอบส่วนอื่นๆของภาพมีขนาด ใกลเ้คียงกนัน้นัถา้มีส่วนไหนหรือชดักว่าส่วนน้นัก็จะกลายเป็นจุด สนใจในทันทีและเมื่อรูปทรง ธรรมชาติถูกท าให้ผิดรูปร่างไป รูปที่พอจะเหลือเค้าเดิมบ้างก็จะกลายเป็ นจุด สนใจ 2. การเน้นด้วยการแยกอยู่โดดเดี่ยว (Emphasis by Isolation) การเน้นด้วยการขัดกัน เป็น เทคนิคของการเนน้ดว้ยการแยกอยโู่ดดเดี่ยว เมื่อสิ่งหน่ึงถกูแยกออกมาจากกลุ่ม สิ่งน้นัจะ เป็ นจุดสนใจ เพราะ เมื่อแยกออกไปสิ่งน้นักจ็ะดูสา คญัข้ึนมา นี่เป็นการขดักนัอีกแบบหน่ึง ซ่ึงเป็น ในเรื่องของต าแหน่งที่ว่าง การ วางจุดสนใจไวก้ลางภาพถือเป็นความต้งัใจของผอู้อกแบบ แต่ถา้ ผู้ออกแบบวางจุดสนใจไว้ใกล้ขอบภาพ จะมี แรงดึงดูดสายตาของผู้ดูให้ออกมาดูภาพมากกว่า เอกภาพ (UNITY) เอกภาพ (Unity) ความเป็ นหน่วยหรือเป็ นอันดียวกัน มีความกลมกลืนเข้ากันได้ หรืออยู่รวมกันได้ดีระหว่างองค์ประกอบ เช่น เส้น รูปร่าง รูปทรง ซึ่งสายตามองเห็น และรู้สึกได้ว่ามีความ กลมกลืนต่อเนื่องเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน การสร้างงานออกแบบให้มี เอกภาพมี 4 วิธี 1การซ้า (Repetition) คือ การจดัองคป์ระกอบในส่วนต่างๆใหซ้้า กนัสมัพนัธก์นัซ่ึงองคป์ระกอบที่ซ้า กันอาจ เป็นไดท้ ้งัสีรูปร่าง ผิวสัมผัส ทิศทาง หรือ 2 น ามาใกล้ชิดกัน (Proximity) สี ความส าคัญของสี สี คือ ลักษณะของแสงที่ปรากฏแก่สายตาให้เห็นเป็ นสี (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ในทาง วิทยาศาสตร์ให้ค าจ ากัดความของสีว่า เป็ นคลื่นแสงหรือความเข้มของแสงที่สายตาสามารถมองเห็น ในทาง ศิลปะสี คือ ทัศนธาตุอย่างหนึ่งที่เป็ นองค์ประกอบส าคัญของงานศิลปะและใช้ในการสร้างงานศิลปะโดยจะท า ให้ผลงานมีความสวยงามช่วยสร้างบรรยากาศ มีความสมจริงเด่นชัดและน่าสนใจมากข้ึน


16 สีเป็ นองค์ประกอบส าคัญอย่างหนึ่งของงานศิลปะ และเป็ นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอารมณ์ และ จิตใจได้มากกว่าองค์ประกอบอื่น ๆในชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสีต่างๆอย่างแยกไม่ออก โดยที่ สีจะให้ประโยชน์ในด้านต่างๆเช่น 1ใชใ้นการจา แนกสิ่งต่างๆเพื่อให้เห็นชัดเจน 2ใชใ้นการจดัองคป์ระกอบของสิ่งต่างๆเพื่อใหเ้กิดความสวยงาม กลมกลืนเช่น การแต่งกาย การจดัตกแต่งบา้น 3 ใช้ในการจัดกลุ่ม พวก คณะด้วยการใช้สีต่างๆ เช่น คณะสี เครื่องแบบต่าง ๆ 4 ใช้ในการสื่อความหมายเป็ นสัญลักษณ์หรือใช้บอกเล่าเรื่องราว 5 ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อให้เกิดความสวยงาม สร้างบรรยากาศสมจริงและน่าสนใจ 6เป็นองคป์ระกอบในการมองเห็นสิ่งต่างๆของมนุษย์ การใช้สีในยุคสมัยต่าง ๆ อียิปต์โบราณ ในสมัยอียิปต์โบราณการใช้สีมีความสัมพันธ์กับพิธีกรรมและเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา การระบายสีไม่ เกี่ยวข้องกับความเป็ นจริงทางทัศนีย์วิทยาหรือหลักความเป็ นจริงเป็ นภาพที่ไม่มีแสงเงา เป็ นรูปแบนระบายสีที่ สว่างสดใส มองเห็นชัดเจนโดยใช้เทคนิคสีฝุ่ นผสมไข่ขาว (Egg tempera) หรือใช้ไข่ขาวเคลือบบนผิวที่ เขียนดว้ยสีฝ่นุผสมน้า กรีกโบราณ ผลงานในสมัยกรีกโบราณที่เห็นชัดเจน ได้แก่ งานประติมากรรมและสถาปัตยกรรมจะพบเห็น งานจิตรกรรมค่อนข้างน้อยไม่ค่อยปรากฏงานจิตรกรรมฝาผนังแต่จะพบในงานวาดภาพระบายสี ตกแต่งเครื่องป้ันดินเผาจะนิยมใชส้ีเพียง2 –3 สี คือ ขาว เหลือง แดง และเคลือบด า


17 โรมันโบราณ นิยมสร้างภาพบนผนงัและพ้นืหอ้งประดับด้วยโมเสค (Mosaic) ส าหรับการวาดภาพใช้เทคนิคผสม ไข (Encaustic painting) ซึ่งเป็ นการใช้สีผสมกับไขระบายในขณะที่ยังร้อนๆจากการค้นพบหลักฐาน ผลงานในสมัยโรมันหลายๆแห่งนิยมสร้างเป็ นภาพในเมือง ชนบท ภูเขา ทะเล การต่อสู้ กิจกรรมของพลเมือง การค้าขาย กีฬา เรื่องเกี่ยวกับนิยายปรัมปราและประวัติศาสตร์ คริสเตียนยุคแรก ในยุคไบเซนไทน์ (Bizentine) ซ่ึงเป็นยคุเริ่มตน้ของคริสเตียนนิยมสร้างภาพโดยใชโ้มเสคกระจก( Glass Mosaic) ท าเป็ นภาพบุคคลส าคัญในพระคัมภีร์ไบเบิล ประดับตกแต่งภายในโบสถ์ โดยมากมี จุดมุ่งหมายเพื่อแสดงถึงความศรัทธาอย่างสูงต่อศาสนาคริสต์


18 การใช้สีในจิตรกรรมไทย จิตรกรรมไทย เป็ นงานวิจิตรศิลป์ ที่มีความสวยงามเป็ นเอกลักษณ์เฉพาะ สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม อันดีงามของชาติ มีคุณค่าทางศิลปะและเป็ นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดี จิตรกรรมไทยแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1 จิตรกรรมไทยแบบประเพณี (Thai Traditional painting) เป็ นงานจิตรกรรมที่แสดง ความรู้สึกชีวิตจิตใจและความเป็นไทย ที่มีความละเอียด ออ่นชอ้ยงดงาม สร้างสรรคส์ ืบต่อกนัมาต้งัแต่อดีต และสังเคราะห์จนได้ ลักษณะประจ าชาติ ที่มีรูปแบบเป็ นพิเศษเฉพาะตัว เป็นงานศิลปะในแบบอุดมคติ (Idialistic Art) นิยมเขียน เป็ นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวต่าง ๆ คือ 1.1 พุทธประวัติ และเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธ 1.2 พงศาวดาร ต านาน เรื่องราวเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เรื่องคตินิยมอันเป็ นมงคล 1.3 วิถีชีวิต ความเป็ นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ ลักษณะของผลงานเป็ นภาพจิตรกรรมระบายสีแบนเรียบด้วยสีที่ค่อนข้างสดใส แล้วตัดเส้นมีขอบที่ คมชัดให้ความรู้สึกเป็ นภาพ 2 มิติ มีลักษณะในการจัดวางภาพแบบเล่าเรื่องเป็ นตอนๆจากบนลงล่าง มี วิธีการใช้สีแตกต่างกันออกไปตามยคุสมยัท้งัสีเอกรงค์และพหุรงค์ 2 จิตรกรรมไทยร่วมสมัย (Thai Contemporary painting) เป็ นงานจิตรกรรมที่แสดงออก ถึงวัฒนธรรมใหม่แนวความคิดใหม่ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันเป็ นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะตะวันตกที่ น ามาผสมผสานกับรูปลักษณ์แบบไทยๆแล้วสร้างสรรค์เป็นรูปแบบใหม่ข้ึน สีที่ช่างนา มาใชใ้นงานจิตรกรรมแต่เดิมน้นัมีนอ้ยมาก มกัใชส้ีเดียว ที่เรียกวา่“เอกรงค์” โดยใช้สีขาวสีด าและสีแดง เท่าน้นัทา ใหเ้กิดความกลมกลืนกนัมาก ต่อมาสีที่ใชใ้นภาพจิตรกรรมกม็ีมากข้ึน มีการเขียนภาพที่เรียกว่า”เบญจรงค์” คือใช้สี 5


19 สี ได้แก่ สีเหลือง เขียวหรือคราม แดงชาด ขาว และด า การวาดภาพที่ใช้ หลาย ๆ สี เรียกว่า “พหุรงค์” สีที่ใช้ล้วนได้มาจาก ธรรมชาติเป็ นส่วนใหญ่ และมีที่ก าเนิดต่าง ๆกันบางสีเป็ นธาตุจากดิน บางสีได้จากสัตว์ จากกระดูก เขา งา เลือด บางสีได้จาก พืช ลักษณะของสีที่น ามาใช้มักจะท าเป็ นผงละเอียด ซึ่งเรียกว่า สีฝุ่ น ( Tempera) น ามาผสมกับวัสดุอื่นเพื่อให้ยึดเกาะผิวหน้า วัตถุได้ดี ได้แก่ กาวหรือยางไม้ ที่นิยมใช้คือ ยางของต้นมะขวิดและกาวกระถิน ลักษณะเด่นของจิตรกรรมไทยอีกอย่างหนึ่งคือ การปิ ดทองค าเปลวในบางส่วนของภาพที่มีความส าคัญ เช่น เป็ นเครื่องทรงหรือเป็ นผิวกายของของบุคคลส าคัญในเรื่องเป็ น ส่วนประกอบของปราสาทราชวัง หรือสถาปัตยกรรมที่ส าคัญ ๆ ในภาพ เป็ นต้น แม่สี Primary Colour แม่สี คือ สีที่น ามาผสมกันแล้วท าให้เกิดสีใหม่ ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสีเดิมแม่สี มีอยู่ 2 ชนิด คือ 1. แม่สีของแสง เกิดจากการหกัเหของแสงผ่านแท่งแกว้ปริซึม มี3 สีคือ สีแดง สีเหลือง และสีน้า เงิน อยใู่นรูปของแสงรังสีซ่ึง เป็ นพลังงานชนิดเดียวที่มีสีคุณสมบัติของแสงสามารถน ามาใช้ ในการถ่ายภาพ ภาพโทรทัศน์ การจัดแสงสีในการแสดงต่าง ๆ เป็ นต้น 2. แม่สีวัตถุธาตุ เป็ นสีที่ไดม้าจากธรรมชาติและจากการสังเคราะห์โดยกระบวนทางเคมีมี3 สีคือ สีแดง สีเหลือง และสีน้า เงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็ นแม่สีที่น ามาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ในวงการศิลปะวงการอุตสาหกรรม ฯลฯ แม่สีวัตถุธาตุ เมื่อน ามาผสมกัน ตามหลักเกณฑ์ จะท าให้เกิด วงจรสี ซึ่งเป็ นวงสี ธรรมชาติเกิดจากการผสมกนัของแม่สีวตัถุธาตุเป็นสีหลกัที่ใชง้านกนัทวั่ ไป ใน วงจรสีจะแสดงสิ่งต่าง ๆ ดงัต่อไปน้ี วงจรสี ( Color Circle) สีข้นัที่1คือแม่สีไดแ้ก่สีแดง สีเหลือง สีน้า เงิน กิดสีใหม่ 3 สี ได้แก่ สีแดง ผสมกับสีเหลือง ได้สี ส้ม สีแดงผสมกบัสีน้า เงิน ไดส้ีม่วง สีเหลืองผสมกบัสีน้า เงิน ไดส้ีเขียว


20 สีข้นัที่3คือ สีที่เกิดจากสีข้นัที่1ผสมกบัสีข้นัที่2 ในอตัราส่วนที่เท่ากนัจะไดส้ีอื่น ๆ อีก 6 สี คือ สีแดง ผสมกับสีส้ม ได้สี ส้มแดง สีแดง ผสมกับสีม่วง ได้สีม่วงแดง สีเหลือง ผสมกับสีเขียว ได้สีเขียวเหลือง สีน้า เงิน ผสมกบัสีเขียว ไดส้ีเขียวน้า เงิน สีน้า เงิน ผสมกบัสีม่วง ไดส้ีม่วงน้า เงิน สีเหลือง ผสมกับสีส้ม ได้สีส้มเหลือง วรรณะของสี คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน-เย็น ในวงจรสีจะมีสีร้อน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบ่งที่ สีม่วงกับสีเหลือง ซ่ึงเป็นไดท้้งั สองวรรณะ สีตรงข้าม หรือสีตัดกัน หรือสีคู่ปฏิปักษ์ เป็ นสีที่มีค่าความเข้มของสี ตัดกันอย่าง รุนแรง ในทางปฏิบัติไม่นิยมน ามาใช้ร่วมกัน เพราะจะท าให้แต่ละสีไม่สดใส เท่าที่ควร การนา สีตรงขา้มกนัมาใชร้่วมกนัอาจกระทา ไดด้งัน้ี 1. มีพ้ืนที่ของสีหน่ึงมาก อีกสีหนึ่งน้อย 2.ผสมสีอื่นๆ ลงไปสีสีใดสีหน่ึง หรือท้งัสองสี 3.ผสมสีตรงขา้มลงไปในสีท้งัสองสี สีกลางคือ สีที่เขา้ไดก้บัสีทุกสีสีกลางในวงจรสีมี2 สีคือ สีน้า ตาลกบัสีเทา สีน้า ตาลเกิดจากสีตรงขา้มกนั ในวงจรสี ผสมกนั ในอตัราส่วนที่เท่ากนัสีน้า ตาลมีคุณสมบตัิสา คญัคือใชผ้สมกบัสีอื่นแลว้จะทา ใหส้ีน้นัๆ เขม้ข้ึนโดยไม่เปลี่ยน แปลงค่าสีถา้ผสมมาก ๆ เขา้กจ็ะกลายเป็นสีน้า ตาลสีเทา เกิดจากสีทุกสีๆ สีในวงจรสีผสมกนั ในอตัราส่วนเท่ากนัสีเทา มี คุณสมบัติที่ส าคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะท าให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนที่เป็นเงา ซ่ึงมีน้า หนกั


21 อ่อนแก่ในระดับต่าง ๆ ถ้าผสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็ นสีเทา คุณลักษณะของสี เป็ นการใช้สีในลักษณะต่าง ๆ เพื่อเกิดความสวยงามและความรู้สึกต่าง ๆ ตามความต้องการของ ผูส้ร้าง คุณลกัษณะของสีที่ใชโ้ดยทวั่ ไป มีดงัน้ีคือ สีเอกรงค์ (Monochrome) เป็นการใชส้ีเพียงสีเดียว แต่มีหลาย ๆ น้า หนกั ซ่ึงไล่เรียงจากน้า หนกัอ่อนไปแก่เป็นการใชส้ีแบบด้งัเดิม ภาพจิตรกรรมไทยแบบด้งัเดิมจะเป็นลกัษณะน้ีต่อมาเมื่อมีการใชส้ี อื่นๆเขา้มาประกอบมากข้ึน ทา ใหม้ีหลายสีซ่ึงเรียกวา่“พหุรงค์” ภาพแบบสีเอกรงค์ มักดูเรียบ ๆ ไม่ค่อยน่าสนใจ วรรณะของสี (Tone) สีมีอยู่ 2 วรรณะ คือ วรรณะสีร้อน และ สีเย็นสีร้อนคือสีที่ดูแล้วให้ความรู้สึกร้อน สีเย็นคือสีที่ดู แลว้รู้สึกเยน็ซ่ึงอยใู่นวงจรสีสีม่วงกบัสีเหลืองเป็นไดท้้งัสีร้อนและสีเยน็แลว้แต่ว่าจะอยกู่บักลุ่ม สีใด การใชส้ีในวรรณะ เดียวกันจะท าให้เกิดรู้สึกกลมกลืนกัน การใช้สีต่างวรรณะจะท าให้เกิดความแตกต่าง ขัดแย้ง การเลือกใช้สีในวรรณะ ใด ๆ ข้ึนอยกู่บัความตอ้งการและจุดมุ่งหมายของงาน ค่าน้า หนกัของสี(Value of colour) เป็นการใชส้ีโดยใหม้ีค่าน้า หนกัในระดบัต่าง ๆ กนัและมีสีหลาย ๆ สีซ่ึงถา้เป็ น สีเดียวกจ็ะมีลกัษณะเป็น สีเอกรงค์การใชค้่าน้า หนกัของสีจะทา ใหเ้กิดความกลมกลืน เกิดระยะใกลไ้กล ต้ืนลึกถา้มีค่าน้า หนกั หลาย ๆ ระดบัสีกจ็ะกลมกลืนกนัมากข้ึน แต่ถา้มีเพียง1 – 2 ระดับที่ห่างกัน จะท าให้เกิดความแตกต่าง ความเข้มของสี (Intensity)เกิดจาก สีแท้คือสีที่เกิดจากการผสมกนั ในวงจรสีเป็นสีหลกัที่ผสมข้ึนตามกฎเกณฑแ์ละ ไม่ถูกผสมดว้ยสีกลางหรือสีอื่นๆ จะมีค่าความเขม้ สูงสุด หรือแรงจดัที่สุด เป็นค่าความแทข้องสีที่ไม่ถูกเจือปน เมื่อสีเหล่าน้ีอยู่ ท่ามกลางสีอื่น ๆ ที่ถูกผสมใหเ้ขม้ข้ึนหรืออ่อนลงใหม้ืดหม่นหรือเปลี่ยนค่าไปแล้ว สีแท้จะแสดงความแรงของสี ปรากฏออกมาใหเ้ห็น อยา่งชดัเจน ซ่ึงจะทา ใหเ้กิดจุดสนใจข้ึนในผลงาน ลกัษณะเช่นน้ีเหมือนกบัดอกเฟื่องฟ้าสีชมพู สดๆหรือบานเย็น ที่อยู่ท่าม กลางใบเฟื่ องฟ้ าที่เขียวจัด ๆ หรือ พลุที่ถูกจุดส่องสว่างในยามเทศกาลตัด กับสีมืด ๆ ทึบ ๆ ทึมๆ ของท้องผ้ายามค ่าคืน เป็ นต้น สีส่วนรวมหรือสีส่วนรวม (Tonality) เป็ นลักษณะที่มีสีใดสีหนึ่ง หรือกลุ่มสีชุดหนึ่งที่ใกล้ เคียงกัน มีอิทธิพล ครอบคลุม สีอื่น ๆ ที่อยใู่นภาพ เช่น ในทุ่งดอกทานตะวนัที่กา ลงัออกดอกชูช่อบานสะพรั่ง สีส่วนรวมกค็ือ สีของดอกทานตะวนั หรือ บรรยากาศการแข่งขนั ฟุตบอลในสนาม ถึงแมผู้เ้ล่นท้งัสองทีมจะแต่งกายดว้ยเส้ือผา้หลากสีต่างกนักต็าม แต่สีเขียว ของสนามกจ็ะมีอิทธิพลครอบคลุม สีต่าง ๆ ท้งัหมด สีใดกต็ามที่มีลกัษณะเช่นน้ีเป็นสีส่วนรวมของภาพ


22 สีส่วนรวมหรือสีครอบง าจึงหมายถึงสีใดสีหนึ่งที่มีจ านวนมากกว่าสีอื่นในพ้ืนที่หรือภาพน้นัๆ เช่น ภาพตน้ ไม่ที่เรา มองเห็นเป็นสีเขียว แต่ความจริงแลว้ในสีเขียวของตน้ ไมน้้นัอาจมีสีอื่นประกอบอยดู่ว้ยเช่น สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีน้า ตาล เป็น ตน้งานจิตรกรรมท้งัแนวปัจจุบนัและสมยัใหม่ลว้นแลว้แต่ตอ้งใชอ้ิทธิพลของสีส่วนรวมเขา้ไปเกี่ยวขอ้งท้งัสิ้น แมว้่าสีอื่นจะ เด่นชดัในบางส่วนของภาพกต็าม สีส่วนรวมหรือสีครอบงา น้ีจะช่วยทา ใหภ้าพมีเอกภาพและสมบูรณ์ข้ึน ตวัอยา่งเช่น ภาพเขียนของศิลปินชาวอิตาเลี่ยนสมยัโบราณมกัจะใชส้ีเหลืองหรือสีน้า ตาลเป็นสีครอบงา ท้งัหมดภายในภาพแทบทุกชิ้น ท้งัน้ี ไม่จา กดัเฉพาะสองสีที่ยกตวัอยา่งมาเท่าน้นัอาจเป็นสีกลุ่มอื่นๆได้ข้ึนอยกู่บัความตอ้งการของผูส้ร้างสรรค์ สีครอบง าหรือสีส่วนรวม อาจจ าแนกได้สองประการคือ ประการแรกครอบง าโดยมีสีใดสีหนึ่งแผ่กระจายเต็มภาพ เช่นภาพทุ่งหญ้า ซึ่งแม้จะมีสีอื่นๆของพวกดอกไม้ ล าต้น ก็ ตามแต่สีส่วนรวมกย็งัเป็นสีเขียวของทุ่งหญา้อยนู่นั่เอง เราเรียกสีครอบงา หรือสีส่วนรวมของภาพคือสีเขียวนนั่เอง ยกตัวอย่างง่ายๆอีกประการเช่นเวลาเราดูฟุตบอลที่แข่งกันในสนาม จากมุมสูงๆเราจะเห็นสีส่วนรวมเป็ นสีเขียวครอบง าอยู่ถึงแม้ จะมีสีอื่นๆของนักกีฬาอยู่ก็ตาม ก็ถูกอิทธิพลของสีเขียวข่มลงจนหมด ประการที่สอง การครอบงา ของสีที่เกิดข้ึนระหว่างสีเช่น ถา้เรานา เอาสีแดงและสีเหลืองมาระบายเป็นจุดๆบนกระดาษ สลบักนัเตม็ไปหมด เมื่อดูกระดาษน้นั ในระยะห่างพอสมควรเราจะเห็นสองสีน้นัผสมกนักลายเป็นสีส้ม หรือเช่นเดียวกบัการที่ เราเขียนภาพดว้ยสีหลายๆสีแลว้เมื่อดูรวมๆแลว้กลายเป็นสีที่ผสมออกมาเด่นชดัเช่นตน้ ไม้ ประกอบดว้ยสีเหลือง น้า ตาล ดา เขียวแก่ เขียวอ่อน แต่เมื่อดูห่างๆก็กลับกลายเป็ นสีเขียว การวางโครงสร้างสี ส าหรับห้องเด็กเล่น ห้องนอน และห้องรับแก จะต้องน าความรู้เรื่องสีส่วนรวมมาใช้ให้ถูกต้อง เช่น หอ้งเดก็เล่นควรใชส้ีโครงสร้างในวรรณะร้อนเช่น เหลืองอ่อน ม่วงแดงอ่อนๆ ส่วนหอ้งนงั่เล่นไม่ควรใชส้ีฉูดฉาด ควรใช้ สีวรรณะเยน็เพราะเป็นหอ้งที่ใชม้ากที่สุด หากใชส้ีสดใสอาจทา ใหเ้บื่อง่าย นอกจากน้ีประโยชน์อีกประการหน่ึงกค็ือการนา เอา ไปใช้ในการกา หนดโครงสีบนผา้เช่น ถา้เป็นเส้ือผา้เดก็ควรเนน้ โครงสีที่ดูสดชื่น เช่น เหลือง หรือสีที่มีน้า หนกัตดักนัรุนแรง เช่น ขาวกบัน้า เงิน ส่วนสีน้า ตาล ปูนแหง้ สีเทา น้นัเหมากบัการวางโครงสีในผา้ผูสู้งอายุเป็นตน้ เอาองค์ประกอบที่อยู่กระจัดกระจายน ามาจัดให้อยู่ใกล้ชิดกัน ท าให้เหมือนเป็ น เรื่องเดียวกัน จะท าให้เกิดความรู้สึก เป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็ นเรื่องราวที่มีความสัมพันธ์กัน 3 การกระท าต่อเนื่อง (Alignment) คือ เป็ นการกระท าที่ต่อเนื่อง เป็ นธรรมชาติ โดยใช้ความต่อเนื่องของ เส้น มุม หรือ ทิศทาง จากรูปร่างหนึ่งไปอีกรูปร่างหนึ่ง รูปร่างจะดูไม่ล่องลอยอยู่อย่าง สับสน แต่จะจัดให้อยู่ในรูปแบบที่ค่อนข้างแน่นอน และ ก่อให้เกิดความเป็ นหนึ่งเดียวดังภาพ 4 ความหลากหลาย (contrast) ถึงแม้ว่าเอกภาพจะเป็ นการออกแบบที่มีความกลมกลืนกันขององค์ประกอบต่างๆ แต่การสร้าง ภาพให้มีเอกภาพมากเกินไปจะ ท าใหภ้าพน้นัเกิดความน่าเบื่อ เช่นภาพกระดานหมากรุก แต่เมื่อเราน ารูปทรงต่างๆ ซ่ึงอาจจะซ้า กันแต่ขนาดต่างกัน สีก็อาจจะ ซ้า กนัไดแ้ต่ต่างระดบัสีไม่ใช่การซ้า แบบธรรมดาแต่เป็ นความหลากหลายที่แตกต่างกัน


23 จติวทิยาสีกับความรู้สึก( Psychology of Colour) ในด้านจิตวิทยา สีเป็นตวักระตุน้ความรู้สึกและมีผลต่อจิตใจของมนุษย์สีต่างๆจะใหค้วามรู้สึกที่แตกต่างกนัดงัน้นัเรา จึงมักใช้สีเพื่อสื่อความรู้สึกและความหมายต่างๆ ได้แก่ สีแดง ให้ความรู้สึกเร่าร้อน รุนแรง อันตราย ตื่นเต้น สีเหลือง ให้ความรู้สึก สว่าง อบอุ่น แจ่มแจ้งร่าเริงศรัทธา มงั่คงั่ สีเขียว ให้ความรู้สึก สดใส สดชื่น เย็น ปลอดภัย สบายตา มุ่งหวัง สีฟ้ า ให้ความรู้สึก ปลอดโปล่ง แจ่มใส กว้าง ปราดเปรื่อง สีม่วง ให้ความรู้สึก เศร้า หม่นหมอง ลึกลับ สีด า ให้ความรู้สึก มืดมิด เศร้า น่ากลัว หนักแน่น สีขาว ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ว่างเปล่า จืดชืด สีแสด ให้ความรู้สึก สดใส ร้อนแรง เจิดจ้า มีพลัง อ านาจ สีเทา ให้ความรู้สึก เศร้า เงียบขรึม สงบ แก่ชรา สีน้า เงิน ใหค้วามรู้สึกเงียบขรึม สงบสุขจริงจงัมีสมาธิ สีน้า ตาลใหค้วามรู้สึกแหง้แลง้ ไม่สดชื่น น่าเบื่อ สีชมพู ให้ความรู้สึก อ่อนหวาน เป็ นผู้หญิง ประณีต ร่าเริง สีทอง ใหค้วามรู้สึก มงั่คงั่อุดมสมบูรณ์ ผลิตภัณฑ์ ความหมายของผลิตภัณฑ์หมายถึง สิ่งที่เสนอขายโดยธุรกิจเพื่อ สนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้รับ ความ พึงพอใจ ผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายอาจมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้ ซึ่งประกอบด้วย สินค้า บริการ ความคิด สถานที่ องค์กร หรือ บุคคล องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ 1 ผลิตภัณฑ์หลัก หมายถึง ประโยชน์พ้ืนฐาน ของผลิตภณัฑซ์ ่ึงผูบ้ริโภคไดร้ับจากการซ้ือสินคา้หรือ บริการโดยตรง 2 ส่วนที่บ่งช้ีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์2 หมายถึง รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้


24 3 ส่วนเพิ่มผลติภัณฑ์หมายถึง ส่วนควบหรือส่วนเสริม ของผลิตภัณฑ์ที่เป็ นผลประโยชน์ได้แก่ การบริการหลังการ ขายการรับประกัน 4 หมายถึง สิ่งที่เป็นคุณค่าหรือคุณประโยชน์อื่นที่ผู้บริโภคคาดว่า จะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์หลัก และส่วนควบ ของผลิตภัณฑ์ 5 ส่วนที่คาดหวังจากผลิตภัณฑ์ หมายถึง ส่วนของผลิตภณัฑท์ ้งัหมดที่มีการริเริ่ม การเปลี่ยนแปลง หรือการพฒันาไป เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต การแบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ 1 ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค หมายถึง สินคา้ที่ผซู้้ือซ้ือไปเพื่อนา ไปบริโภคเองหรือซ้ือไปสา หรับใชใ้นครัวเรือนข้นัสุดทา้ยมไิดเ้ป็น การซ้ือเพื่อนา ไปผลิตหรือขายต่อเรียกผซู้้ือน้ีว่าผบู้ริโภคคนสุดทา้ย แบ่งเป็ น4ประเภทไดแ ้ ก่ สินคา้สะดวกซ้ือ สินคา้เปรียบเทียบซ้ือ สินคา้เจาะจงซ้ือ สินคา้ไม่แสวงซ้ือ 2 ผลิตภัณฑ์เพื่อการอุตสาหกรรม หมายถึง สินคา้ที่ผูซ้้ือไปเพื่อใชใ้นการผลิต ประกอบ หรือแปรสภาพ โดยมีวตัถุประสงคเ์พื่อนา ไปจา หน่ายต่อเรียกผูน้้ี ว่าผซู้้ือสินคา้อุตสาหกรรม แบ่งเป็ น 6 ประเภท ได้แก่ วัตถุดิบ ถาวรวัตถุ เครื่องมือประกอบ วสัดุประกอบและชิ้นส่วน วสัดุใชส้อยหรือวสัดุสิ้นเปลือง บริการ


25 ส่วนประสมของผลิตภัณฑ์ หมายถึงจา นวนของผลิตภณัฑท์ ้งัหมดของกิจการที่มีอยเู่พอื่นา เสนอขายต่อผบู้ริโภค ประกอบดว้ย 1 สายผลิตภัณฑ์ หมายถึง กลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะของการใช้งานร่วมกัน เช่น สายผลิตภัณฑ์ของเครื่องหนัง 2 รายการผลิตภัณฑ์ หมายถึง ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างในด้านของขนาดรูปแบบราคา หรือคุณสมบัติส าคัญ อื่นๆ ภายในตราสินค้าหรือภายในสายผลิตภัณฑ์ การพิจารณาส่วนประสมของผลิตภัณฑ์ 1 ความกว้างของผลิตภัณฑ์ หมายถึง จา นวนของสายผลิตภณัฑท์ ี่กิจการมีไวจ้า หน่ายท้งัหมด 2 ความลึกของผลิตภัณฑ์ หมายถึง จ านวนรายการของผลิตภัณฑ์ในแต่ละสายผลิตภัณฑ์ เช่น สี ขนาด รูปแบบ 3 ความยาวของผลิตภัณฑ์ หมายถึงผลรวมของจา นวนรายการท้งัหมดในทุกสายผลิตภณั ฑ์ที่กิจการมีไว้จ าหน่าย 4 ความสอดคล้องของลิตภัณฑ์ หมายถึง ความสัมพนัธ์ที่เขา้กนัไดข้องผลิตภณัฑ์ท้งัทางดา้นการผลิตการจัดจ าหน่าย กลุ่มลุกค้าเป้ าหมายและ การด าเนินการด้านการตลาด ตราสินค้า ชื่อตราสินค้า เครื่องหมายตราสินค้า


26 เครื่องหมายการค้า มี4ประเภทดงัน้ี เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง เครื่องหมายร่วม โลโก้ ค าขวัญ ลิขสิทธ์ิ งานที่เกี่ยวกับลิขสิทธ์ิไดแ้ก่ งานวรรณกรรม งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม งานดนตรี ป้ ายฉลาก บาร์โค้ด


27 บทที่ 3 วิธีการด าเนินโครงงาน ตารางปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน เปเปอร์มาเช่ สัปดาห์ที่ กิจกรรมที่ปฏิบัติ สถานที่ท ากิจกรรม ผู้รับผิดชอบ 1 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการท าโครงงาน โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 01 /03 /2565 2 วางแผนการจัดท าโครงงาน โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 01 /03 /2565 3 ประชุมแบ่งหน้าที่สมาชิกในกลุ่ม โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 01 /03 /2565 4 จัดหาอุปกรณ์ โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 01 /03 /2565 5 เตรียมอุปกรณ์ โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 01 /03 /2565 6 เริ่มข้ึนเคา้โครง โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 7 เริ่มทา ช้นัแรกๆ โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 8 ท าจนเสร็จ โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 9 เก็บรายละเอียดลงสีตกแต่ง โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม 10 ทดลองใช้งานจริง โรงเรียนพนมเบญจา สมาชิกในกลุ่ม


28 เคร ื่องม ื อและวสัดุอุปกรณ ์ ที่ใช้ในการศึกษา วสัดุอุปกรณ์ 1.กระดาษเหลือใช้ 2.กรรไกร 3.กาวลาเท็กซ์ 4.แบบสา หรับข้ึนโครง 5.สี 6.พู่กัน 7.จานสี วิธีการศึกษา ตัดกระดาษเตรียมไว้


29 ผสมกาวกบัน้า อตัราส่วน 1:1 ทากาวลงบนกระดาษที่ตัดเตรียมไว้


30 ติดกระดาษที่เตรียมไว้ลงบนแบบโครงที่เตรียมไว้ เริ่มลงสีจากสีรองพ้ืน


31 บทที่4 ผลการศึกษา การทา เปเปอร์มาเช่จากกระดาษเหลือใชเ้ป็นกล่องใส่เอกสารทา ไดง้่าย เนื่องจากมีวิธีทา และข้นัตอนง่ายไม่ ยุ่งยากใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่เยอะ มีความสวยงามดึงดูดความสนใจน่ามอง ลดการเหลือใช้ของกระดาษ สามารถ นา ไปใชง้านไดจ้ริง เป็นการน้า ขยะประเภทกระดาษกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็ นการลดภาวะ โลกร ้ อน ลดปริมาณการเผาขยะ ทา ให ้ ลดแก ๊ สพิษในอากาศ และเป็ นการเพิ่มมูลค่าให ้ กบัวสัดเุหลือ ใช้อีกด้วย


32 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา สรุปผล จากการท ากล่องใส่เอกสาร เปเปอร์มาเช่จากกระดาษเหลือใช้ สรุปผลได้ว่าเป็ นการสร้างสรรค์ผลงาน ตามจินตนาการ ลดภาวะขยะเหลือใช้ มีความสวยงาม และสามารถน ามาใช้เป็ นกล่องใส่เอกสารได้เป็ นอย่างดี ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน 1.ฝึ กความคิดสร้างสรรค์ 2.ฝึ กการท างานเป็ นทีม 3.ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 4.รู้จักวางแผนการท างาน 5.ลดภาวะกระดาษเหลือใช้ ปัญหาในการด าเนินงาน ชิ้นงานไม่แหง้เนื่องจากสภาพอากาศและการผสมกาวที่ใส่น้า มากเกินไป


Click to View FlipBook Version