The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ดนตรีไทยแต่ละยุคสมัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aom.bns04, 2022-12-08 23:07:17

Thai music

ดนตรีไทยแต่ละยุคสมัย

วิชา : การสอนประวัติและทฤษฎีดนตรีไทย

นางสาวบุญณัฐทรัพย์ บุญญาโชคทวี
รหัสนักศึ กษา 6440115204

หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึ กษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสี มา


คำนำ

หนังสือเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการสอนประวัติและทฤษฎีดนตรีไทย รหัส
วิชา 205033 เพื่อให้ได้ศึกษาในความรู้เรื่องประวัติดนตรีไทย เครื่องดนตรีไทย วง
ดนตรีไทย และบทเพลงไทยในสมัยต่าง ๆ และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์
กับการเรียน

ผู้จัดทำหวังว่า หนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา
ที่กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ
ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย


สารบัญ 1
4
เรื่อง 7
หน้า 9
ดนตรีไทยสมัยกรุงสุโขทัย 12
ดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา
ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู
ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง
ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย


ดนตรีไทยสมัยกรุงสุโขทัย 1



ประวัติดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัย
จากข้อความศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ 2 อธิบายถึงการมีอิสระในการบรรเลงดนตรี และขับร้อง ได้

ปรากฏคำได้ปรากฏคำที่เกี่ยวกับดนตรี ได้แก่ เสียงพาด เสียงพิณ เสียงเลื้อน และเสียงขับ
ศิลาจารึกวัดพระยืนปรากฏหลักฐานทางดนตรี บรรทัด ที่ 23-27 อธิบายได้ว่า พระเจ้ากือนาได้ให้ขุนนางทั้ง

หลายไปอาราธนานิมนต์พระสงฆ์จากสุโขทัยชื่อว่า พระมหาสุมนเถร ให้ขึ้นมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาและจัดพิธี
ต้อนรับพร้อมด้วยกระทงข้าวตอกดอกไม้ และการประโคมดนตรี และโห่ร้องไปทั่วทั้งนครหริภุญชัย ทั้งนี้ได้ปรากฏชื่อ
ดนตรี ได้แก่ พาทย์ พิณ ฆ้อง กลองปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์มาน มรทงค์ และดงเดือด

ในสมัยพระยาลิไท ปรากฏหนังสือชื่อ ไตรภูมิพระร่วง และมีเนื้อหาดนตรีในหลายตอน เช่น ในตอนมนุสภูมิ
และกล่าวถึงดินแดนทางทิศเหนือขอบพระสุเมรุ ชื่อ “ดินแดนอุตรกุรุทวีป” ได้ปรากฎหลักฐานทางดนตรี ในตอนนี้แต่
กล่าวถึงการละเล่น และการบรรเลงเครื่องดนตรีต่าง ๆ ไว้ ดังนี้การละเล่น ได้แก่ การเต้น รำ ฟ้อนและระบำ ส่วน
ดนตรี ได้แก่ ดีด สี ตี เป่า ฆ้อง กลอง แตรสัง ระฆัง กังสดาล มโหระทึก และอีกตอนหนึ่งได้กล่าวสรรเสริญพระ
บารมีของพระมหาจักรพรรดิราช ส่วนประชาชนทั้งหลายก็ร่วมชื่นชมยินดีแล้วพากันร้องรำบรรเลงดนตรี ในตอนนี้ได้
กล่าวถึงการละเล่นและการบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆในการชื่นชมพระบารมีของพระหัสมหาจักรพรรดิราช คือ คือ
การละเล่นได้แก่ รำ เต้น และระบำ ส่วนเครื่องดนตรี ได้แก่ พาทย์ พิณ สีซอพุงตอ แตรสังข์ กลองใหญ่ กล่องราม
กลองเล็ก ฉิ่งแฉ่ง บัณเฑาะว์ กลอง ฆ้อง กรับ

เครื่องดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัย
เครื่องดนตรีที่ปรากฏขึ้นในสมัยสุโขทัย มี 4 ประเภท แบ่งออกเป็น

เครื่องดีด ได้แก่ พิณน้ำเต้า พิณเพียะ กระจับปี่
เครื่องสี ได้แก่ ซอพุงตอ(ซอสามสาย)
เครื่องตี ได้แก่ ดงเดือด(กลองทัด), กลองใหญ่, กลองราม, กลองเล็ก, ทะเทียด(กลองมลายู), มรทงค์(ตะโพน),
บัณเฑาะว์, กรับ, กังสดาล, ฉิ่ง, แฉ่ง(ฉาบ), ฆ้อง, มโหระทึก
เครื่องเป่า ได้แก่ สังข์, พิสเนญชัย(ปี่เสนง), สรไน(ปี่ไฉน), กาหล(แตรงอน)


ดนตรีไทยสมัยกรุงสุโขทัย 2


วงดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัย

นักวิชาการทางดนตรีได้อธิบายถึงการประสมวงดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัยออกเป็น 4 ชนิด ดังนี้

วงบรรเลงพิณ การบรรเลงพิณนับได้ว่าเป็นวงดนตรีที่ วงขับไม้ วงขับไม้เป็นวงดนตรีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเกิดขึ้น
ตั้งแต่สมัยใด วงขับไม้มีข้อสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจาก
ปรากฏขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 สุจิตต์ วงษ์เทศ อาหรับ-เปอร์เซียที่เข้ามาปกครองอินเดียในยุคราชวงศ์โมกุล
อิทธิพลดังกล่าวแพร่เข้าสู่ไทยในช่วงสมัยอยุธยาทำให้วง
อธิบายว่าพบหลักฐานทางดนตรีเป็นภาพปูนปั้นสลักไว้ ขับไม้เป็นวงขับไม้เริ่มใช้ในราชสำนักตั้งแต่กรุงศรีทยาตอนต้น
ซึ่งประกอบไปด้วย คนขับซอ สามสาย และบัณเฑาะว์จำนวน
บริเวณฐานเจดีย์เป็นเมืองโบราณบ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี 2 ใบ

ได้ปรากฏเป็นรูปนักดนตรีผู้หญิง 5 คน เครื่องดนตรีที่ใช้

บรรเลงนั้นเป็นเครื่องดนตรีตระกูลพิณใช้สำหรับสำหรับดีด

ด้นนำ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงพิณ ดังนี้

พิณเพียะ หรือ พิณน้ำเต้า 1 คัน

พิณห้าสาย 1 คัน

กรับ 1 คู่

ฉิ่ง 1 คู่

ขับลำนำ (ขับร้อง) 1 คู่

วงปี่พาทย์ วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีที่ชนิดหนึ่งที่ใช้เครื่องตี วงประโคม วงดนตรีที่ใช้บรรเลงในงานพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งใน
และเครื่องเป่าเป็นหลักใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรม และ สมัยกรุงสุโขทัย ได้ปรากฏวงประโคม 2 วง ได้แก่
ประกอบการแสดงเป็นหลักจำแนกออกวงปี่พาทย์เป็นหลัก
จำแนกออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ วงปี่พาทย์ใช้สำหรับการ วงแตรสังข์ เป็นวงที่ประกอบในงานพระราชพิธี
บรรเลงประกอบละครชาตรี และวงปี่พาทย์เครื่องห้าใช้ ประกอบไปด้วย สังข์ หรือแตรสังข์ ก็คือหอยทะเลชนิดหนึ่งที่
สำหรับบรรเลงประกอบโขนละคร ดังนี้ ใช้เป็นเครื่องประโคมในพิธีกรรม ลักษณะของหอยสังข์หอย
เปลือกหอย เมื่อนำมาขัดจะให้สีขาว เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์
วงปี่พาทย์เครื่องเบา เป็นวงที่ใช้บรรเลงประกอบ แต่เนื่องจากสังข์หายากขึ้น จึงได้นำแตรงอนมาทดแทน บาง
ละครของชาวพื้นเมือง เข่น ละครโนราห์ มีเครื่องดนตรีดังนี้ ครั้งอาจนำบัณเฑาะว์เข้ามาร่วมประโคมด้วย
ปี่นอก, ทับ(ใบที่ 1), ทับ(ใบที่ 2), กลองชาตรี, ฆ้องคู่
วงปี่ไฉนกลองชนะ ใช้ในงานพระราชพิธี ซึ่งผู้บรรเลงปี่ไฉน
วงปี่พาทย์อย่างหนัก หรือวงปี่พาทย์เครื่องห้า มี เรียกว่า จ่าปี่ ส่วนกลองชนะใช้ในพระราชพิธีเป็นหลัก ในอดีต
ลักษณะคล้ายกับวงปี่พาทย์เครื่องเบาแต่เพิ่มเครื่องทำลำนำอีก เป็นกลองใช้ตีให้จังหวะขณะฝึกอาวุธ ต่อมาใช้ในกระบวน
1 ชิ้น ใช้สำหรับบรรเลงประกอบโขน ละคร และบางครั้งใช้ พยุหยาตรา และในการแห่พระบรมศพเจ้านายต่างๆ ใช้ตั้งแต่ 1 คู่
บรรเลงไปกับกลองทัพ มีเครื่องดนตรี ดังนี้ จนไปถึง 200 คู่ ณ ปัจจุบันนี้ยังใช้ในงานพระราชทานเพลิงศพ
ปี่ 1 เลา, ฆ้องวง 1 วง, โทน(ตะโพน) 1 ใบ, กลอง 1 ใบ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่


ดนตรีไทยสมัยกรุงสุโขทัย 3


บทเพลงในสมัยกรุงสุโขทัย

จากหลักฐานที่ปรากฏในสมัยกรุงสุโขทัยไม่พบหลักฐานว่ามีเพลงชนิดใดบ้าง พบเพียงแต่หลักฐานที่จารึกไว้
ว่ามีการบรรเลงขับร้อง และบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ทั้งนี้เพลงในสมัยกรุงสุโขทัยประกอบด้วยเพลงต่างๆ
ดังนี้
1. เพลงเทพทอง

การละเล่นเพลงพื้นเมืองเป็นที่นิยมเล่นในลักษณะร้องโด้ตอบแก้กันระหว่างชายหญิงเช่นเดียวกับเพลง
ปรบไก่ และเพลงฉ่อย ซึ่งการร้องโต้ตอบนี้นิยมใช้กลอนหัวเดียว และลูกคู่ต้องร้องรับว่า "ฮ้าไฮ้" เพลงลักษณะ
โต้ตอบแก้กันนี้มันจะเป็นเพลงสองแง่สามง่าม หรือหยาบโลน ซึ่งการร้องเพลงในลักษณะนี้เรียกว่เล่นเทพทอง
ต่อมามีผู้คิดประดิษฐ์ให้มีการเล่นแบบจับเรื่อง เช่นเดียวกับเพลงทรงเครื่องและแอ่วซอ แต่เนื่องจากไม่เป็นที่นิยม
จึงไม่ได้รับการนิยมและสูญหายไป ส่วนทำนองร้องนั้นมีผู้นำไปใช้ในการแสดงโขน ละคร โดยครั้งแรกรับด้วยลูกคู่
และร้องผ้าใช้เช่นเดิม ภายหลังได้ประดิษฐ์ทำนองขึ้นเพื่อสอดและรับแทนลูกคู่จนถึงปัจจุบัน
2. เพลงพระทอง และเพลงนางนาค

เพลงเทพทอง และนางนาคน่าจะเป็นเพลงในสุโขทัย ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากเขมร แล้วไทย
เราจึงนำมาตัดแปลงเพิ่มเต็มทำนองขึ้นบ้าง เช่น เพลงนางนาคของเขมรนั้นมีเพียงท่อนเดียวแล้วไทยได้นำมาปรับ
สำเนียง และเพิ่มเป็นสองท่อนแต่ก็ยังเรียกชื่อตามเดิม
3. เพลงขับไม้

เพลงขับไม้เป็นเพลงประเภทขับกล่อมต่อมาแต่งขึ้นเป็น 2 ท่อน และมีท่อนสร้อยแทรกระหว่างท่อน 1
และท่อน 2 มีทำนองเพลงเหมือนเพลงปราสาทไหว ซึ่งเป็นเพลงของล้านนา ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกับ
อาณาจักรสุโขทัยด้วย ทั้งนี้เพลงชับไม้ถือได้ว่าเป็นเพลงแม่บทที่เกิดจากกาพย์ขับไม้

ตัวอย่างเพลงขับไม้ กิจกรรมท้ายยุคกรุงสุโขทัย


ดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา 4



ประวัติดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
การรับคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเปรียบเสมือนสมมติเทพ หรือเทพเจ้า และยังมีฐานะเป็นเทวราชา ส่ง

ผลให้ศิลปวัฒนธรรมในสมัยกรุงสรีอยุธยานี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยกรุงสุโขทัย กล่าวคือ ดนตรี นาฎศิลป์
และการละครที่แบ่งออกระหว่าง ราชสำนัก และราษฎร ที่ได้รับแนวคิดมาจากระบบเทวราชา ที่ถือว่าพระมหาราชา ที่
ถือว่ากษัตริย์นั้นคือของสูง จึงทำให้สิ่งที่ต้องนำไปปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์จะต้องมีความพิเศษ มีระบบ และ
ระเบียบกำกับอยู่ มากกว่าของราษฎร ซึ่งคติความเชื่อดังกล่าวส่งผลกับราษฎรที่ให้ความเชื่อถือ และยอมรับในองค์
พระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังส่งผลถึงการจัดแบ่งเป็นระบบศักดินาซึ่งแบ่งแยกระหว่าง "ราชสำนัก" และ "ราษฎร" ออก
จากกัน ตังนั้นจึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี และนาฎศิลป์ ก็ได้ถูกแยกออกจากกัน ซึ่งปรากฎใน
หลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม อีกดังนี้

1.หลักฐานจากกฏมณเฑียรบาล
2.คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม
3.จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์
4.บันทึกของนิโกลาส์ แชรแวส
5.บทขับร้องเพลงยาวไหว้ครูมโหรี

เครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับจากของเดิมในสมัยสุโขทัย

และนำเข้ามาปรีบปรุให้เหมาะสมขึ้น และเครื่องดนตรีที่พบเพิ่มเติมมีดังนี้
เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี จะเข้
เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้
เครื่องตี ได้แก่ ระนาด ฆ้องวงใหญ่ โทน รำมะนา
เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้


ดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา 5


วงดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา

วงขับไม้ เข้ามามีบทบาทในราชสำนักช่วงก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเพื่อใช้ประกอบในงนพระราษพิธีต่างๆ
ประกอบไปด้วย พราหมณ์ผู้อ่านโองการ ผู้บรรเลงขอสามสายและผู้ใกวบัณฑาะว์ซึ่งการใช้บัณเฑาะร่วมในงาน
พระราชฟิธีนี้มี 2 ลักษณะคือ "การไกว" และ "การแกว่ง" คือผู้บรรเลงจะถือบัณเฑาะว์ไว้เพียงมือเดียวดังนั้น
เครื่องดนตรีที่ผสมอยู่ในวงขับไม้ประกอบไปด้วยผู้ขี้บลำนำ ซอสามสาย และบัณเฑาะว์ 2 ใบ

วงม์โหรึ เป็นวงคนตรีที่มีพัฒนาการมาจากงขับไม้ ต่อมาได้มีการเพิ่มเติมเครื่องดนตรีขึ้น ได้แก่ กระจับปี่
และทับ มีพัฒนาการตามลำดับดังนี้
1.วงมโหรี่เครื่องสี่ ประกอบด้วย คนขับลำนำ สีขอสามสาย ดีดกระจับปี ตีทับ
2.วงมโหรีเครื่องห้า เช่นกันกับเครื่องสี่ เพิ่มคนเป่าปี่หรือขลุ่ย
3.วงมโหรีเครื่องหก เช่นกันกับเครื่องห้า เพิ่มรำมะนา
4. วงมโหรีเครื่องเก้า เช่นกันกับเครื่องหก เพิ่ม ฉิ่ง ฆ้องวง ระนาด

วงปี่พาทย์เครื่องห้า การประสมวงปีพาทย์เครื่องห้าในสมัยกรุงศรีอยุธบาแบ่งออกเป็น 2 แบบคือวงปี่
พาทย์เครื่องเบาและวงปี่พาทย์เครื่องหนัก ซึ่งวงคนตรีทั้งสองนนิดนี้มีเครื่องคนตรีและการบรรเลงจะแตกต่าง
กัน รวมถึงมีการปรับขนาดเครื่องดนตรีให้เล็กลงอีกด้วย
วงปี่พาทย์เครื่องเบา ประกอบด้วย ปี่นอก 1 เลา โทนไม้ 2 ลูก กลองชาตรี 1 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ ฆ้องคู่ 1 ชุด
วงปี่พาทย์เครื่องหนัก ประกอบด้วย ปี่ใน 1 เลา ระนาด 1 ราง ฆ้องวง 1 วง ตะโพน 1 ใบ กลอง 1 ลูก


6



ดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทเพลงในสมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรื่องมากกว่าในสมัยสุโขทัย จึงปรากฏบทเพลงที่ใช้บรรเลงและขับร้องเป็นจำนวน
มากรวมไปถึงเพลงไทยสำเนียงต่างๆ ด้วย ดังนั้นเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยามีดังต่อไปนี้
1.เพลงมโหรี แบ่งออกเป็น 5 ส่วนได้แก่ การอธิบายเรื่องมโหรี ตำราเพลงมโหรี เพลงยาวตำรามโหรี เพลงยาวไหว้ครู
มโหรึ มโหรีจากวรรณคดีและบทเกร็ดมโหรี ลักษณะของเพลงมโหรีประกอบไปด้วย เพลงตับเรื่อง เพลงเกร็ดนอก
เพลงมอญนอกเรื่อง และเพลงจีน
2.เพลงดอกสร้อยสักวา เป็นลักษณะของคำประพันธ์ประเภทบหร้อยกลอนเพื่อประกอบการเล่นรื่นเริงในวันนักขัต
ฤกษ์ต่างๆ
3.เพลงโหมโรง สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
โหมโรงพิธีกรรม ได้แก่ โหมโรงเช้า โหมโรงเย็น โหมโรงเทศน์
โหมโรงการแสดง ได้แก่ โหมโรงโขน โหมโรงหนังใหญ่ เป็นต้น
4.เพลงหน้าพาทย์ มีไว้สำหรับบรรเลงประกอบการแสดงโขนละคร บรรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหวต่างๆ และใช้
บรรเลงประกอบพิธีกรรมอื่นๆ เช่น พิชีไหวัครูดนตรีนาฏศิลป์และพิธีเทศน์มหาชาติ

ตัวอย่างเพลงลา ในชุดโหมโรงเย็น กิจกรรมท้ายยุคกรุงศรีอยุธยา


ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู 7



ประวัติดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู
ดนตรีในยุคพื้นฟูนี้อยู่ระหว่างสมับพระบาทสมเด็จพระพุทธบอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชถึงสมัยพระบาทสมเด็จ

พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงของการฟื้นฟูบ้านเมืองรวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความรุ่งเรืองเช่น
เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทรงปรับปรุงและฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีและ
วัฒนธรมขึ้นใหม่ซึ่งการฟื้นฟูในด้านต่่างๆ นี้ ทำให้ศิลปะวรรณกรรมนาฏศิลป์และดนตรีได้รีบการปรับปรุงและพัฒนา
ขึ้นตามไปด้วย เช่น นำเครื่องดนตรีที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยามาฟื้นฟูอีกทั้งยังได้นำเครื่อง
ดนตรีเดิมมาปรับปรุง และคิดประดิษฐ์เครื่องคนตรีชนิดใหม่ๆ ขึ้นอีก

เครื่องดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู
เครื่องดนตรีที่ปรากฏในยุคพื้นฟูนี้ส่วนหนึ่งเป็นเครื่องคนตรีที่ได้ฟื้นฟูจากสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี

แต่มีการนำเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงแล้วยังได้ปรากฎเครื่องดนตรีชนิดใหม่ขึ้น ดังนี้
กลองทัด โดยในสมับสุโขทัย เรียกว่า กลองใหญ่ในสมับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ได้นำกลองทัดเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งใบโดยให้ใบหนึ่งมีเสียงสูงและใบหนึ่งมีเสียงต่ำจึงรวมเป็น 2 ใบ
กลองสองหน้า ปรากฎในสมัยรัชกาลที่ 2 คล้ายกับลูกของเปีงมางคอกแต่มีความยาวกว่าเล็กน้อย
ระนาดทุ้ม เป็นการเลียนแบบมาจากระนาดเอกแต่มีความแตกต่างกัน คือ เสียงระนาดทุ้มจะมีเสียงต่ำกว่าระนาด

เอกและนิยมใช้ไม้ไผ่
ฆ้องวงเล็ก เกิดขึ้นในสมัยรัยกาลที่ 3 มีลักษณะคล้ายฆ้องวงแบบเดิมทุกอย่างแต่มีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย ดังนั้น

จึงเรียกฆ้องวงเดิมว่าฆ้องวงใหญ่และของที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือ ฆ้องวงเล็ก


ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู 8



วงดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู

วงปี่พาทย์ เป็นการนำวงปี่พาทย์เครื่องนำชนิดเดิมมาปรับปรุงเละพัฒนาขึ้นใหม่ วงปี่พาทย์ในยุคนี้
ประกอบไปด้วย
1.ปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องห้า นำกลองทัดเข้าไปเพิ่ม 1 ใบ
2.วงปี่พาทย์เสภา ได้นำกลองสองหน้ามาแทนตะโพน
3.วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ คิดค้นระนาดหุ้มมาเล่นคู่กับระนาดเอกและฆ้องวงเล็กมาเล่นคู่ฆ้องวงใหญ่

วงมโหรี ยุคนี้เป็นการนำมโหรีเครื่องหกที่มีอยู่มาฟัฒนขึ้นใหม่และยังย่อขนาดเครื่องดนตรีให้เหมาะสม
กับผู้หญิงบรรเลง วงมโหรีที่ปรากฏอยู่ในยุคฟื้นฟูมีดังนี้
1.วงมโหรีเครื่องแปด โดย ร.1 นำวงมโหรีเครื่องหกมาเพิ่มระนาดไม้และระนาดแก้ว
2.วงมโหรีเครื่องเก้า โดย ร.2 นำฆ้องวงมาแทนระนาดแก้วและเพิ่มจะเข้ 1 ตัว
3.วงมโหรี ร.3 น้ำระนาดเอกและระนาดทุ้มเข้าไปในวงมในรึ นำระนาดทุ้มเละฆ้องวงเล็กไปใช้ในวงปี่พาทย์
เครื่องคู่ ใช้ฉิ่งแทนกรับพวง

บทเพลงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้ นฟู

เพลงไทยที่ปรากฏอยู่ในยุดพื้นฟูนี้ส่วนใหญ่เป็นการสืบทอดมาจากกรุงศรีอยุธยา ปรากฎเพลงที่
พัฒนาขึ้นใหม่ๆ ดังนี้
บทเพลงในวงปี่พาทย์เสภา ใช้บรเลงแทรกเฉพาะหน้าพาทย์ เช่น เพลงเชิด เพลงเสมอ เพลงโอด ต่อมาใช้
บรรเลงเพลงละคร เช่น เพลงโอ้ปี ช้าปี่ โอัโลม ตีมาเปลี่ยนจากเพลงลเครมาเป็นเพลงมโหรี คือ ร้องและ
บรรเลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นเสภาจึงมีการเลียนแบบโดยนำเพลงสองชั้นต่างๆ มาร้องแล้วให้ปี่พาทย์รับ จากนั้นจึง
ได้ขับเสภาต่อไป
เพลงสามชั้น ในช่วงปลาย ร.3 เริ่มมีการนำเพลงสองขึ้นมาขยายและแต่งเพลงขึ้นใหม่เป็นเพลงสามชั้น โดยมี
พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) เป็นผู้เริ่มแต่งขึ้นเป็นท่านแรก

ตัวอย่างเพลงนกขมิ้น 3 ชั้ น กิจกรรมท้ายยุคกรุ งรัตนโกสิ นทร์
ยุคฟื้ นฟู


ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง 9



ประวัติดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง
ในสมัย ร.4 ถึง ร.6 ได้มีพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงเปิด โอกาสให้ชาติตะวัน

ตกเข้ามาเจริญสัมพันธิ์ไมตรีกับประเทศไทยจี้งส่งผลให้ประเทศไทยขณะนั้นเป็นระยะของการปรับปรุง และแลก
เปลี่ยนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมเศรษฐกิจขนบธรรมเนียมประเพณีรวมไปถึงคนตรีนาฎศิลป์ด้วย ทั้งนี้
ได้
ปรากฎหลักฐานทางคนตรี ให้มีการอนุญาตให้เล่นละครผู้หญิง ยกเลิกทรงผมมหาดไทย มีวงโยธวาทิต เพลงพระ
ราเชคนิรพื่อนธง์แดลนะมตีดรนีใตนรีตสะมวัันยตกกรมุงากรัขตึ้นนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง

ดนตรีในยุคนี้มีความเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมากส่งผลให้ศิลปะวัฒนธรรมของชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงตาม
ไปด้วย ทั้งนี้เครื่องดนตรีไทยยังเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้า เครื่องคนตรีไทยที่ปรากฎขึ้นในยุคนี้
เป็นเครื่องคนตรีที่ถูกปรับปรุงและพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในงคนตรีบนิดใหม่ๆ ดังนี้

เครื่องตี ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ขิม กลองตะโพน ฆ้องหุ่ย ฆ้องมอญ ตะโพนมอญ เปิง
มาง อังกะลุง

เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ยอู้ ปี่มอญ


ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง 10



วงดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง

ในยุครุ่งเรือง ปรากฎวงคนตรี ดังนี้
วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ คือการนำเครื่องดนตรีที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้ม
เหล็กเข้ามาประสมในวงปี่พาทย์เครื่องคู่
วงปี่พาทย์นางนงส์ เป็นวงปี่พาทย์ที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง แต่มีการนำเอาปี่ชวามาแทนปี่
นอกและปี่ใน ใช้กลองมลายูแทนกลองทัดและตะโพนและใช้ในเฉพาะพิธีศพเท่านั้น
วงปี่พาทป์ไม้นวม การนำไม้ตีระนาดในวงปี่พาทย์ไม้แข็งมาปรับปรุงให้เป็นไม้ที่ตีแล้วจะให้เสียงที่นุ่มนวล
โดยการพันผ้าแล้วถักด้วยด้ายสลับจนนุ่ม
วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เป็นการนำเอาวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่มาปรับเปลี่บนเป็นใช้ไม้นวม รวมถึงได้นำ
เครื่องดนตรีที่มีเสียงเล็กแหลม และเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังมากออกทั้งหมด ใช้ขลุ่ยแทนปี่ใช้ตะโพนแทน
กลองทัด สร้างฆ้องหุ่ยขึ้น 7 เสียง เพิ่มขลุ่ยอู้และซออู้เข้าไปประสมในวงดนตรีชนิดนี้ด้วย
วงปี่พาทย์มอญ เป็นที่นิยมในเฉพาะงานศพ
วงมโหรี เป็นการนำเครื่องปี่พาทย์ เช่น ระนาด และฆ้องวงใหญ่เข้ามาผสมกับเครื่องสาย ได้แก่ ซอด้วง
ซออู้ จะเข้ และปากกระจับปี่ออก และเปลี่ยนขลุ่ยรองออเป็นขลุ่ยเพียงออแทน ซึ่งจะมีเสียงสูงกว่า 1
เสียง
วงเครื่องสาย จัดหมวดหมู่วงเครื่องสายออกเป็น 3 ประเภทได้แก่วงเครื่องสายไทย วงเครื่องสายปี่ขวา
และวงเครื่องสายผสมโดยมีรายละเอียดดังนี้

วงเครื่องสายไทย เป็นวงที่เหมาะสำหรับการบรรเลงในอาคารและใช้บรรเลงขับกล่อมในงานมงคล
ต่างๆ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขนาด คือ วงเครื่องสายวงเล็ก และวงเครื่องสายคู่

วงเครื่องสายปี่ชวา เป็นการนำปี่ชวาบรรเลงแทนขลุ่ยเพียงออและคงเหลือไว้เพียงแต่ขลุ่ยหลิบ
ซึ่งมีเสียงสูง ส่วนเครื่องหนังเปลี่ยนจากโทนรำมะนาเป็นกลองแขก มี 2 ขนาดคือวงเครื่องสายปี่ชวาวง
เล็กกับวงเครื่องสายปี่ชวาวงใหญ่

วงเครื่องสายประสมขิม เป็นแนวคิดการนำเอาเครื่องดนตรีตะวันตกมาบรรเลงร่วมกับวงดนตรีไทย
เช่น การนำเอาเปียโนและไวโอลินมาประสม เรียกว่า วงเครื่องสายประสมเปียโน หรือการนำออร์แกนมา
ประสมกับวงเครื่องสายจนเกิดวงเครื่องสายประสมออร์แกน หรือการนำขิมมาประสมกับวงเครื่องสาย
จนเกิดวงเครื่องสายประสมขิม


ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง 11



บทเพลงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง

โหม์โรงเสภา ใช้บรลงประกอบการขับเสภา มีรูปแบบการใช้ในการประกอบการขับเสภา เป็นขั้น
ขั้นตอนที่ 1 ปี่พาทย์บรรเลงเพลงโหมโรงเมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาขับไหวัครู และดำเนินเรื่อง
ขั้นตอนที่ 2 ร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อน 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาดำเนินเรื่องต่อไปเล็กน้อย
ขั้นตอนที่ 3 ร้องส่งเพลงจระเข้หางยาว 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาคั่น
ขั้นตอนที่ 4 ร้องส่งเพลงสี่บท 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาคั่น
ขั้นตอนที่ 5 ร้องส่งเพลงบุหลัน 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาคั่น

เพลงเถา เพลงเถาคือเพลงทยอยในซึ่งเป็นการนำเพลงทยอย 2 ชั้นของโบราณที่เป็นเพลงหนึ่งในเพลง
ประเภทเพลงเรื่อง มาแต่งขึ้น สามชั้น สองชั้นและชั้นเดียวจนครบเป็นเถา

เพลงตับ เป็นเพลงที่นำบรรเลงติดต่อกันมีบทร้องเป็นเรื่องเดียวกันและดำเนินไปโดยตามลำดับฟัง
ติดต่อกันเป็นเรื่องราวเป็นคนละอัตราจังหวะหรือคนละประเภทก็ได้ไม่สำคัญ เช่น ตับนางลอย ตับ
นาคบาศ ตับเพลง

เพลงเดี่ยว เกิดจากการประชันวงปี่พาทย์ตั้งแต่ปลายสมัยรัยกาลที่ 4 เพลงเดี่ยวที่ใช้ในวงประชัน เช่น
พญาโศก ลาวแพน นกขมิ้น เป็นเพลงที่ใช้อกฝีมือในการบรรเลงความแม่นยำและรวดเร็ว

เพลงลา เป็นเพลงที่มีผู้ประดิษฐ์สำหรับร้องเป็นเพลงส่งท้ายเมื่อเวลาจะเลิกบรรเลงโดยการเอาลำลา
ของการเล่นสักวามารวมใช้แต่งขึ้นใหม่

เพลงกรอ สันนิษฐานว่าคือเพลงเขมร่ไทรโยคซึ่งเป็นเพลงพระนิพธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เป็น
เพลงแรกที่มีการใช้บรรเลงในลักษณะนี้อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของการบรรเลงเพลงทางกรอ

ตัวอย่างเพลงเขมรไทรโยค กิจกรรมท้ายยุคกรุ งรัตนโกสิ นทร์
ยุครุ่งเรือง


12



ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย

ประวัติดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย
คนตรีไทยในยุคคลี่คลายเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนผ่านระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่

ระบอบประชาธิปไตยจึงทำให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นสภาพความเป็น
อยู่การดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จึงทำให้ศิลปะวิทยาการหลายแขน่งเกิดผลกระทบตามไป
ด้วยจึงทำให้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ดังนั้นดนตรีไทยในยุดที่ใครจึงเกิดการ
เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับใน รัยกาลที่ 7 จนถึงปัจจุบัน

เครื่องดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย
เครื่องดนตรีในยุคนี้ยังคงสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่ในช่วงยุครุ่งเรือง และไม่ปรากฏว่ามีผู้คิดประดิษฐ์

เครื่องดนตรีใหม่ๆ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เกิดความสวยงาม หรือมีเสียงที่ไพเราะขึ้นหรือปรับ
เป็นวัสดุคงทนต่อการใช้งาน

ขิม มีการปรีบเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูตัวกระเป๋าทำจากพลาสติกเนื้อแข็ง เปลี่ยนไป
ใช้สายสแตนเลสซึ่งสายนี้ไม่เป็นสนิมขาดยากกว่าสายทองเหลือง

ระนาดเอก เปลี่ยนไปใช้ไม้ยิงชันเพราะมีน้ำเสียงหนักแน่นกว่า
ฆ้อง เปลี่ยนไปใช้การหล่อลูกฆ้องแหนการลงหิน
จะเข้ และซอด้วง เปลี่ยนมาใช้สายเอ็นหรือสายเทนนิสแทนสายไหม
ขลุ่ยเพียงออ เปลี่ยนเลาขลุ่ยจากไม้ไผ่เป็นท่อพีวีซี ซึ่งประหยัดและทนทานกว่า


ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย 13



วงดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย
มืวงดนตรีเกิดขึ้นหลากหลายเพราะเป็นบุคที่เกิดการเปลี่ยนผ่านระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย วงดนตรีแบ่งออกได้หลายลักษณะ ดังนี้
วงคนตรีไทยเดิม วงมโหรีหลวง
วงเครื่องสายประสมปี่พาทย์ แบ่งออกได้ 3 ประเภทคือวงเครื่องสายประสมปี่พาทย์เครื่องเดี่ยว วงเครื่อง
สายประสมปี่พาทย์เครื่องคู่ วงเครื่องสายประสมปี่พาทย์เครื่องใหญ่
วงดนตรีสำหรับใช้บรรเลงเพลงรำวง
วงดนตรีแจ๊ส แบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ ดิ๊กซี่แลนด์และบิ๊กแบนด์
วงดนตรีร่วมสมัย

บทเพลงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย
มีเพลงเพิ่มเติมมากมายหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 2 ลักษณะ ดังนี้

เพลงไทยเดิม ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงบทเพลงการบรเลงท่อนนำโดยให้มีทำนองสั้นๆบรรเลง
ก่อนขึ้นเรียกว่า ท่อนนำหรือลูกนำ ซึ่งจะต้องมีระดับเสียงเดียวกัน เช่น เพลงแสนคำนึง เงี้ยวรำลึก รวมไป
ถึงการเดี่ยวทัายเพลงโนมโรง โดยประดิษฐ์ทำนองมาต่อท้ายเพลงแรกให้เป็นการเดี่ยวเพื่อให้ได้เดี่ยวรอบวง
เพลงไทยสากล เป็นเพลงที่ได้รับอิทพลมาจากคนตรีตะวันตกรวมไปถึงทำนองจังหวะลีลาและเครื่องดนตรี
โดยการนำเพลงไทยเดิมมาดัดแปลงให้มีท่วงทำนองแบบตะวันตก และนำดนตรีไทยกับดนตรีสากลมา
บรรเลงร่วมกัน เช่น เพลงประทุมไฉไล เพลงแม่งู เพลงลาวเสี่ยงเทียนบของการบรรเลงเพลงทางกรอ

ตัวอย่างเพลงลาวเสี่ ยงเทียน


Click to View FlipBook Version