กาพย์ย์ ย์ เ ย์ เห่ห่ ห่ เ ห่ เรืรื รื อ รื อ นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 6 / 9 โ ร ง เ รี ย น ส ต รี ภู เ ก็ ต
คำ นำ หนังสือ E-Book ฉบับนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้จัดทำ ได้ฝึกการศึกษา ค้นคว้า และนำ สิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาสร้างเป็นชิ้นงานเก็บไว้ เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของตนเองและครูต่อไป ทั้งนี้เนื้อหาได้รวบรวมมาจากหนังสือแบบเรียนและ เว็บไซต์อีกหลายๆแหล่ง ขอขอบพระคุณ อาจารย์ ลิขิต อย่าง สูงที่กรุณาตรวจให้คำ แนะนำ เพื่อแก้ไข ให้ข้อเสนอแนะตลอด การทำ งาน ผู้จัดทำ หวังว่ารายงานฉบับนี้คงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ นำ ไปใช้ให้เกิดผลตามความคาดหวัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9 โรงเรียนสตรีภูเก็ต ผู้จัดทำ ก
สารบัญ คำ นำ สารบัญ วัตถุประสงค์ของการเห่เรือ ประวัติความเป็นมา หลักฐานการเห่เรือในไทย ประเภทของการแห่เรือ วิธีการและขั้นตอนการเห่เรือพระราชพิธี วิธีการพายให้สัมพันธ์กับการเห่เรือ เรือพระราชพิธี ทำ นองที่ใช้ในการเห่เรือ กาพย์เห่เรือ บทถอดคำ ประพันธ์ แบบทดสอบ บรรณานุกรม ข หัวเรื่อง หน้า ก ข 1 2 3 4-6 7-9 10-11 12-18 19-20 21-22 23-35 36-41 42
วัตถุประสงค์ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ การให้จังหวะแก่ฝีพายจำ นวน มาก ในการพายเรือพระราชพิธี กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้ พร้อมเพรียงเป็นป็ระเบียบเรียบร้อย สง่างาม และเป็นป็การอนุรักษ์ฟื้นฟื้ ฟู มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ที่เกี่ยวกับพระราชประเพณีดั้งเดิม ในการ ใช้กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจ ของ พระมหากษัตริย์ไทย ให้คงอยู่สืบไป การเห่เรือของคนไทยแต่โบราณน่าจะไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ พิธีกรรม หรือศาสนาแต่ประการใด หากแต่เป็นป็ ไป เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือปลุกเร้าฝีพายให้มีกำ ลังฮึกเหิม ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย อัน จะส่งผลให้เกิดพลังและกำ ลังใจ ในการยกกระบวนพยุหยาตรา เพื่อออก ไปทำ การรณรงค์สงคราม ป้อป้งกันพระราชอาณาเขต วัตถุประสงค์ของการเห่เรือ 1
เจ้าฟ้าฟ้ธรรมธิเบศรทรงนิพนธ์กาพย์เห่เรือขึ้นเมื่อครั้น ทรงดำ รงตำ แหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถาน มงคลและได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไป นมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี อันเป็นธรรมเนียมที่ได้ปฏิบัติกันสืบมาตลอดสมัยอยุธยา ตั้งแต่ได้พบรอยพระพุทธบาท เมื่อปี พ.ศ.๒๑๔๙ ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมโดยได้มี การตั้งพระราชนิเวศน์ตำ หนักฟากตะวันออกของตำ บลท่าเรือ ชื่อว่า พระตำ หนักท่าเจ้าสนุก ไว้ประทับพักแรมเพื่อเสด็จต่อ ชลมารคอีก ๒ วัน นับแต่นั้นจึงมีการเดินทางไปนมัสการรอย พระพุทธบาทโดยอาศัยทางแม่น้ำ ป่าสักไปขึ้นที่ตำ บลท่าเรือเป็น ประจำ ตลอดมา ขบวนเสด็จของพระเจ้าแผ่นดินเพื่อไป นมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีนั้นเอิกเกริกและ เกรียงไกรยิ่งนัก ยิ่งถ้าเป็นการเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งหลังจะมีการเตรียมการอย่างยิ่งใหญ่ ประวัติความเป็นมาของการเห่เรือ 2
-สมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัตนโกสินทร์มีวรรณคดีที่ได้กล่าวถึงกระบวนพยุหยาตรา ทางชลมารค คือ ลิลิตพยุหยาตราเพชร พวง นิพนธ์โดยเจ้าพระยา พระคลัง (หน) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฟ้จุฬาโลก มหาราชและ ลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทางสถลมารคและ ทางชลมารค พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต ชิโนรส เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 แต่วรรณคดีทั้งสองเรื่องนี้ มิได้กล่าวถึง การเห่เรือเลย และแม้แต่หนังสือเรื่องอื่นๆ ที่แต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนรัชกาลที่ 4 ก็มิได้กล่าวถึงเห่เรือกระบวนการหลวง บทเห่ในสมัยรัตนโกสินทร์ที่จัดว่าเป็นป็ยอดของบทเห่ คือ กาพย์เห่ ชมเครื่องคาวหวานและว่าด้วยงาน นักขัตฤกษ์ พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งบทเห่เรือนี้ใช้สำ หรับการเห่ เรือ เสด็จประพาส ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ บทเห่เรือ 4 บท ใช้เป็นป็บทเห่เรือ เล่น และเห่เรือหลวง สืบทอดเป็นป็ ประเพณีต่อมา คือ นอกจากจะใช้ สำ หรับ เห่ถวายเวลาเสด็จลอยพระประทีปแล้ว ยังนำ มาใช้เห่กระบวน พยุหยาตราถวายผ้ากฐินด้วย จนกลายเป็นป็ ประเพณีพระราชพิธีสืบต่อ มา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราช นิพนธ์บทเห่เรือ ด้วยพระองค์เอง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระบรมวงศานุวงศ์ทรงพระนิพนธ์ขึ้นใช้ในพระราชพิธีด้วย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏหลักฐานว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัด กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค คราวฉลอง 150 ปี กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ.2475 โดยใช้เห่เรือพระ นิพนธ์ ในกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่แต่งทูลเกล้าฯ ถวาย หลังจากนั้น การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็ห่างหายไปนานถึง 30 ปี เนื่องจากเป็นป็พระราชพิธีใหญ่และสิ้นเปลืองงบประมาณ ประกอบกับ เรือพระราชพิธี หลายลำ ชำ รุดและเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา จวบจน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รักษาจารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำ เนิน ถวายพระกฐิน โดยให้มีกระบวน พยุหยาตราทางชลมารคขึ้นใหม่ และ ใช้บทเห่เรือของเก่าที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ในโอกาสสำ คัญ บทเห่เรือในปัจปัจุบัน จึงมีหลายบท ซึ่งแสดงให้เห็นประวัติศาสตร์และพัฒนาการของบทเห่ เรือได้อย่างดี 3 หลักฐานการเห่เรือ
• เห่เรือหลวง • เห่เรือเล่น ประเภทของการเห่เรือ การเห่เรือของไทยสามารถจำ แนกตามลักษณะ ความแตกต่างได้ 2 ประเภท คือ 4
เห่เรือหลวง คือ การเห่เรือเนื่องในการพระราชพิธีที่มีการจัดกระบวน พยุหยาตราทางชลมารค ทั้งอย่างใหญ่ และอย่างน้อย เพื่อให้ริ้วกระบวนเรือ ที่จัดขึ้นเป็นพระราชพาหนะ ในการ เสด็จพระราชดำ เนิน มีความพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ เรียบร้อย และสง่างาม โดยใช้บทเห่แต่ละลักษณะเป็น สัญญาณ และกำ กับจังหวะการพายให้พร้อมเพรียงกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า การเห่เรือหลวงน่าจะได้ต้นเค้าจาก ประเทศอินเดีย โดยพราหมณ์เป็นผู้นำ บทมนตร์ในตำ รา ไสยศาสตร์ ซึ่งแต่เดิมคงเป็นภาษาสันสกฤตเข้ามาเผยแพร่ ต่อมาก็เลือนกลายไป แต่ยังคงเรียกในตำ ราว่า “สวะเห่” “ช้าละวะเห่” และ“มูลเห่” 5
เห่เรือเล่น ตามความหมายเดิม คือ การเห่เรือแบบไม่เป็นพิธีการของ บุคคลทั่วไป เพื่อความสนุกสนานรื่นเริง และกำ กับจังหวะ ในการพายเรือ ให้พร้อมเพรียงกัน การพายเรือเล่นของ ชาวบ้านนั้นมีจังหวะการพายเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ พายจังหวะปกติ และพายจังหวะจ้ำ จึงทำ ให้การเห่แตก ต่างกันไป ตามจังหวะการพายด้วย กล่าวโดยสรุป การเห่เรือเล่นนอกจาก จะเป็นการร้อง เพื่อ ประกอบการพายเรือเล่นให้สนุกสนานแล้ว ยังหมายรวม ถึง การนำ แบบอย่างของการเห่เรือหลวงมาปรับปรุง เพื่อ การสาธิต หรือใช้ประกอบการแสดงก็ได้ด้วย ปรากฏหลัก ฐาน คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรานุวัด ติวงศ์ ทรงประดิษฐ์ ดัดแปลงทำ นองเห่เรือหลวงให้เข้า กับท่ารำ ของตัวละคร แล้วนำ มาใช้ประกอบการแสดงละคร ดึกดำ บรรพ์ เรียกว่า “เห่เรือดึกดำ บรรพ์” 6
ระเบียบวิธีในการเห่เรือ การจัดกระบวนเรือ จะจัดเรือทุกลำ ไว้กลางแม่น้ำ ยกเว้นเรือพระที่นั่งทรงและเรือพระที่นั่งรอง จะจอด เทียบท่าเพื่อรอเสด็จพระราชดำ เนินก่อน การจัดและ ควบคุมกระบวนเรือทั้งหมดเป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการ กระบวนเรือ โดยใช้สัญญาณแตร และผู้บัญชาการ กระบวนเรือจะต้องประจำ อยู่ในเรือกลองใน หรือเรือ แตงโม ซึ่งแล่นนำ หน้าเรือพระที่นั่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำ เนิน มาถึง และประทับในเรือพระที่นั่งทรงแล้ว จึงเป็นหน้าที่ ของนายเรือเป็นผู้ให้สัญญาณจับพายด้วยการรัวกรับ และให้สัญญาณมือแก่ผู้ถือแพนหางนกยูง หัวเรือ พระที่นั่ง เพื่อโบกแพนหางนกยูงให้สัญญาณเริ่มเดิน พายแก่ฝีพายอีกทอดหนึ่ง การให้จังหวะในการพายเรือพระที่นั่ง จะใช้กรับแทน การกระทุ้งเส้าให้จังหวะแก่ฝีพาย การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทั้งอย่างใหญ่ และอย่างน้อย เป็นการพระราชพิธีสำ คัญที่มีความเป็น ระเบียบแบบแผนตามโบราณราชประเพณี และเกี่ยวเนื่อง กับองค์ประกอบอื่นที่จำ เป็นอีกหลายประการ ได้แก่ การจัด ตำ แหน่งกระบวนเรือ การแต่งกายของฝีพาย และจังหวะ ในการพายเรือ โดยมีสิ่งสำ คัญที่ถือได้ว่า เป็นหัวใจของ กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคก็คือ การเห่เรือ ซึ่งมีวิธี การและขั้นตอน ดังนี้ 1. วิธีการและขั้นตอนการเห่เรือในพระราชพิธี 7
การเห่เรือในกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ แต่เดิมต้น เสียงจะต้องเห่ในเรือพระที่นั่งทรง และห่างจากบุษบก 1 เมตร แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเห่ในเรือพระที่นั่ง อนันตนาคราช และมีฝีพายเป็นลูกคู่รับ การรับจะร้อง รับเพียงลำ เดียวเท่านั้น ลำ อื่นๆ ไม่ต้องร้องรับ การเห่เรือในกระบวนพยุหยาตราอย่างน้อย กระบวน ราบใหญ่ และกระบวนราบน้อย ต้นเสียงจะต้องเห่ใน เรือทรงผ้าผ้ไตร พนักงานเห่เรือ จะเริ่มเกริ่นเห่เรือ เกริ่นโคลงได้ เมื่อ เรือพระที่นั่งทรงออกจากท่า แล้วกำ ลังจะเข้ากระบวน เมื่อเกริ่นโคลงจบ เรือพระที่นั่งก็พร้อมที่จะเคลื่อนตาม เรือทั้งกระบวนพอดี การขานเสียงรับ ฝีพายจะขานรับข้ามที่ประทับไม่ได้ เช่น ต้นเสียงเห่อยู่ตอนหัวเรือ ก็ให้ขานรับเฉพาะฝีพาย ที่อยู่ตอนหัวเรือ ฝีพายท้ายเรือขานรับไม่ได้ ถือว่าการ ขานเสียงข้ามที่ประทับเป็นเรื่องต้องห้าม พลฝีพายในเรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งรอง และ เรือทรงผ้าไตร ทั้ง 3 ลำ นี้ สำ นักพระราชวังจะเป็นผู้ กำ หนดให้แต่งกายรับเสด็จอย่างเต็มยศ หรือครึ่งยศ หากแต่งกายเต็มยศ พลฝีพายใช้พายเงินพายทอง แต่หากแต่งกายปกติ จะแต่งกายดำ สวมหมวกกลีบ ลำ ดวน ใช้พายทาน้ำ มัน ท่าพายเรือที่ใช้สำ หรับพายในเรือพระที่นั่งจะเป็นท่านก บินเป็นหลัก หากจะเปลี่ยนท่าพายเรือ ต้องขอ พระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนเสมอ การเสด็จพระราชดำ เนินกลับ หากเป็นยามพระอาทิตย์ อัสดงแล้ว ต้องโห่ 3 ลา ก่อน จึงจะออกเรือพระที่นั่ง ได้ วิธีการและขั้นตอนการเห่เรือในพระราชพิธี 8
2. วิธีพายเรือให้สัมพันธ์กับการเห่เรือ การพายเรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็น พระราชพิธีแบบโบราณนั้น มีระเบียบการพายอยู่ 4 วิธี คือ 2.1 พายนกบิน เป็นท่าพายที่ยกพายขึ้น พ้นน้ำ เป็นมุม 45 องศา ประดุจนกบิน ท่าพายนี้จะใช้กับเรือพระที่นั่ง เท่านั้น คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่ง อนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือ พระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 2.2 พายพลราบ เป็นท่าการพายโดยไม่ให้พายพ้นกราบ เรือ ท่าพายนี้จะใช้กับเรือร่วมในกระบวนทั้งหมด โดยแบ่ง การพายเป็น 4 จังหวะ 2.3 พายผสม เป็นท่าการพายที่ผสมกัน ระหว่างท่าพาย พลราบกับท่าพายนกบิน มักใช้ตอนเสด็จพระราชดำ เนิน กลับ ซึ่งเป็นการพายเรือทวนน้ำ โดยมีวิธีการพาย คือ พายพลราบ 2 พาย ต่อด้วยพายนกบินอีก 1 พาย จึงมัก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พาย 3 พาย 2.4 พายธรรมดา เป็นท่าการพายในท่าธรรมดาของการ พายเรือโดยทั่วๆ ไป วิธีการและขั้นตอนการเห่เรือในพระราชพิธี 9
การพายเรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็น พระราชพิธีแบบโบราณนั้น มีระเบียบการพายอยู่ 4 วิธี คือ 1. พายนกบิน เป็นท่าพายที่ยกพายขึ้น พ้นน้ำ เป็นมุม 45 องศา ประดุจนกบิน ท่าพายนี้จะใช้กับเรือพระที่นั่ง เท่านั้น คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่ง อนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือ พระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 2. พายพลราบ เป็นท่าการพายโดยไม่ให้พายพ้นกราบ เรือ ท่าพายนี้จะใช้กับเรือร่วมในกระบวนทั้งหมด โดย แบ่งการพายเป็น 4 จังหวะ 3. พายผสม เป็นท่าการพายที่ผสมกัน ระหว่างท่าพาย พลราบกับท่าพายนกบิน มักใช้ตอนเสด็จพระราชดำ เนิน กลับ ซึ่งเป็นการพายเรือทวนน้ำ โดยมีวิธีการพาย คือ พายพลราบ 2 พาย ต่อด้วยพายนกบินอีก 1 พาย จึง มักเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พาย 3 พาย วิธีการพายให้สัมพันธ์กับการเห่เรือ 10
4. พายธรรมดา เป็นท่าการพายในท่าธรรมดาของ การพายเรือโดยทั่วๆ ไป มีข้อสังเกตว่า การพายเรือพระราชพิธีในกระบวน พยุหยาตราทางชลมารค เฉพาะเรือพระที่นั่งจะพายท่า นกบินเป็นหลัก หากจะเปลี่ยนท่าพายเรือ ในกรณีมี เหตุฉุกเฉินใดๆ ก็ตามต้องขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาตก่อนเสมอ นอกจากนั้น การจะพายเรือให้พร้อมเพรียงกันได้ทั้ง กระบวน ต้องอาศัยผู้ให้สัญญาณต่างๆ ด้วย ได้แก่ สัญญาณเสียงกรับจากเรือพระที่นั่ง และเสียงเส้า กระทุ้งให้เข้าจังหวะการพายจากเรือดั้ง และเรือรูป สัตว์ การเห่เรือจึงมีวิธีการ และขั้นตอนมากมาย ที่ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของผู้ที่มีหน้าที่ทุกคน จึงจะประสบความสำ เร็จอย่างงดงามได้ วิธีการพายให้สัมพันธ์กับการเห่เรือ 11
เรือพระราชพิธี เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำ ปัจจุบัน สร้างขึ้นใหม่ในปลายรัชสมัย รัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่ง โบราณของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ เรือ ศรีสุพรรณหงส์ หรือ เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ ชื่อเรือ 2 ลำ นี้สะท้อนถึงอิทธิพลคัมภีร์ปุราณะของอินเดียที่มีต่อ คตินิยมและศิลปกรรม ไทย ตามคัมภีร์ปุราณะครุฑเป็นเจ้าแห่งนกทั้ง หลาย หรือเทพปักษิน ซึ่งผูกพันกับพระวิษณุ เพราะพระวิษณุทรง ท่องไปในสวรรค์โดยมีครุฑเป็นพาหนะ 12
ชื่อเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์มาจากคำ ภาษาสันสกฤตว่า อเนกะชา ตะภุชงฺคะ แปลว่า งูหลากหลายชนิดซึ่งสอดคล้องกับรูปโขนเรือที่ ลงรักปิดทองมีลายรูปงูตัวเล็กๆ จำ นวนมาก คำ ภาษาสันสกฤตคือ ภุชงฺคะ มีความหมายเดียวกันกับ นาคะ เรือพระราชพิธี ชื่อเรือสองลำ นี้มาจากคำ ภาษาสันสกฤต มีความหมายดังนี้ อสุร วายุภักษ์ แปลว่า “อสูรผู้มีลมเป็นอาหาร” อสุรปักษี แปลว่า “อสูรผู้เป็นนก” หัวเรือของเรือทั้งสองลำ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือมีร่างกายเป็นนก มีหัวหรือหน้าเป็นยักษ์ 13
ชื่อเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช มาจากคำ ภาษาสันสกฤตว่า อนนฺ ตนาคราชะ มาจากคำ 3 คำ คือ อนนฺตะ (แปลว่า ไม่สิ้นสุด นิรันดร) นาคะ (แปลว่า นาค หรือ งู) ราชะ (แปลว่า เจ้านาย หรือ พระราชา) ดังนั้นคำ นี้จึงแปลได้ว่า อนันตะ ราชาแห่งนาค เรือพระราชพิธี เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำ รณสินธ์ุ เป็นเรือ 2 ลำ ที่ ดัดแปลงมาจากเรือรบ (เรือที่ใช้ในการรบหรือการสงคราม) เป็นเรือนำ กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ในสมัยโบราณ เรียกเรือลักษณะนี้ว่า เรือพิฆาต 14
นารายณ์ทรงสุบรรณ มีความหมายเดียวกันกับ พระวิษณุทรง ครุฑ เนื่องจาก นารายณะ (ไทยเรียก นารายณ์) เป็นพระนาม หนึ่งของพระวิษณุ ส่วนสุบรรณ ก็เป็นชื่อเรียก ครุฑ หรือ พญา ครุฑ พาหนะของพระวิษณุ ส่วนที่เติมสร้อยว่า รัชกาลที่ 9 เพื่อ สื่อให้ประจักษ์ว่าเรือลำ นี้สร้างขึ้นใน รัชกาลที่ 9 เรือพระราชพิธี ทองขวานฟ้าฟ้แปลว่า ขวาน (ทำ ด้วย) ทอง ตกมาจาก ท้องฟ้าฟ้คนไทยโบราณมักเรียกขวานหินขัดสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ที่พบอยู่ในแหล่งต่างๆ ว่า ขวานฟ้าฟ้เพราะเชื่อ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำ ขึ้นเอง แต่ตกลงมาจากท้องฟ้าฟ้ 15
เอกชัยเหินหาว และเอกชัยหลาวทอง เป็นชื่อเรือ 2 ลำ คู่กัน ลักษณะใกล้เคียงกันคือหัวเรือเป็นรูปดั้งเชิดสูงงอนขึ้นไป ลงรักปิดทองเขียนลายรดน้ำ รูปเหรา (อ่านเห-รา) ซึ่งเป็นสัตว์ใน ตำ นาน ลักษณะคล้ายมังกรแต่มีหัวเป็นงูหรือนาค อย่างไรก็ตาม เรือ 2 ลำ นี้มีรูปลักษณ์ของหัวเรือที่ต่างกันอยู่บ้างเป็นที่สังเกตได้ เรือพระราชพิธี โขนเรือพระราชพิธีส่วนหนึ่ง ได้รับความเสียหายจากระเบิดเมื่อครั้ง สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เห็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโขนเรือที่ได้นำ มาเก็บ รักษา และจัดแสดงให้ผู้สนใจได้เห็นถึงวิถีและความปราณีตของคน ไทยที่มีต่อเรือ ทั้งที่ใช้ประกอบในพระราชพิธี และที่ใช้เพื่อการดำ เนิน ชีวิตประจำ วัน โดยจัดแสดงไว้ในโรงเก็บเรือพระราชพิธี ภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี 16
ชื่อเรือทั้งสองลำ นี้ สะท้อนความรับรู้วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่ง เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฟ้จุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1 (พุทธศักราช 2325 - 2352) เป็นวรรณกรรมที่ ดำ เนินเรื่องตามมหากาพย์รามายณะของอินเดีย เรือพระราชพิธี โขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ (ของเดิม): โขนเรือที่เห็นนี้เป็น โขนเดิมที่ยกเลิกใช้งานและนำ มาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย 17
ชื่อเรือ 2 ลำ นี้คือ พาลีรั้งทวีปและสุครีพครองเมือง สะท้อนความรับรู้เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฟ้จุฬาโลกมหาราช (พุทธศักราช 2325 - 2351) เป็นวรรณกรรมที่ดำ เนิน เรื่องตามมหากาพย์รามายณะของอินเดีย เรือพระราชพิธี 18
๑. ช้าละวะเห่ หรือในการเห่เรือเล่น เรียกว่า เห่ช้า เป็นป็ทำ นองที่ใช้เริ่มต้นการ เห่ มีจังหวะช้าๆ ท่วงทำ นองไพเราะ ถือเป็นป็การให้สัญญาณเริ่มต้นเคลื่อนเรือใน กระบวนทุกลำ ไปพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ บทนี้ขึ้นต้นว่า “เห่เอ๋ย...พระเสด็จ...โดย...แดน (ลูกคู่รับ โดยแดนชล)” การเห่ทำ นองช้าละวะเห่นี้ ฝีพายจะอยู่ในท่าเตรียมพร้อม จนกระทั่งลูกคู่รับ ท้ายต้นเสียง จึงเริ่มจังหวะเดินพายจังหวะที่ ๑ บทเห่ที่เป็นป็ตัวอย่างในตอนที่เป็นป็ ทำ นอง ช้าละวะเห่ คือ บทที่เป็นป็กาพย์ยานีบทแรก ในพระนิพนธ์เจ้าฟ้าฟ้ธรรมธิเบศร ความ ว่า “พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน ” ทำ นองที่ใช้ในการเห่เรือ ทำ นองที่ใช้ในการเห่เรือปัจปัจุบันมี 3 ทำ นอง คือ ช้าละวะเห่ มูลเห่ และสวะเห่ ๒. มูลเห่ หรือในการเห่เรือเล่น เรียกว่า เห่เร็ว เป็นป็การเห่ในจังหวะกระชั้น กระชับ พนักงานนำ เห่ แล้วลูกคู่จะรับว่า ชะ...ชะ...ฮ้าไฮ้ และต่อท้ายบทว่า เฮ้ เฮ เฮ เฮ...เห่ เฮ ฝีพายจะเร่งพายให้เร็วกว่าเดิมตามจังหวะกระทุ้งเส้า สมเด็จฯ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ในตำ นานเห่เรือว่า มูลเห่ คง หมายความว่า เห่เป็นป็พื้น ใช้ขณะพายเรือทวนน้ำ ต้องพายหนักแรง จึงพาย จังหวะเร็วขึ้น และใช้เห่ทำ นองเร็ว มีพลพายรับ “ฮะไฮ้” การเห่ทำ นองมูลเห่นี้เป็นป็ทำ นองที่ใช้ ขณะเดินทางไปเรื่อยๆ เป็นป็ทำ นองยืนพื้น พนักงานเห่จะร้องตามบทเห่เป็นป็ทำ นอง แล้วฝีพายจะรับตลอด มูลเห่จึงเป็นป็ ทำ นองที่สนุกสนาน ใช้ประกอบการพายพากระบวนเรือไปจนเกือบถึงที่หมาย บท เห่ที่เป็นป็ตัวอย่างในทำ นองมูลเห่ จากกาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าฟ้ธรรมธิเบ ศร ความว่า “คชสีห์ทีผาดเผ่น ดูดั่งเป็นป็เห็นขบขัน ราชสีห์ที่ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง” 19
๓. สวะเห่ เป็นการเห่เมื่อใกล้จะถึงที่หมาย พนักงานนำ เห่และพลพายจะต้องจำ ทำ นองและเนื้อความทำ นองสวะเห่ให้แม่น เพราะต้องใช้ปฏิภาณคะเนระยะทาง และใช้ เสียงสั้นยาวให้เหมาะแก่สถานการณ์ นับว่าเป็นการเห่ที่ยากที่สุด แต่แสดงความสง่า งามของกระบวนเรือได้ดี ทำ นองสวะเห่เป็นทำ นองเห่ตอนนำ เรือเข้าเทียบท่าหรือฉนวน คือ เมื่อขึ้น ทำ นองเห่นี้ ก็เป็นสัญญาณว่า ฝีพายจะต้องเก็บพายโดยไม่ต้องสั่งพายลง บทเห่ ทำ นองนี้ ขึ้นต้นว่า “ช้าแลเรือ” ลูกคู่รับ “เฮ เฮ เฮ เฮโฮ้ เฮโฮ้” วรรคสุดท้ายจบ ว่า “ศรีชัยแก้ว พ่อเอ๋ย” ลูกคู่รับ “ชัยแก้วพ่ออา” เรือพระที่นั่งก็จะเข้าเทียบท่าพอดี และจบบทเห่ บทเห่ที่เป็นตัวอย่างของสวะเห่ในปัจจุบัน พันจ่าเอก เขียว ศุขภูมิ แต่งขึ้นใหม่ เนื่องจากบทสวะเห่ในกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าฟ้ธรรมธิเบศรไม่เหมาะสม ตัวอย่างของบทสวะเห่ปัจจุบัน มีความว่า “ช้าแลเรือ (ลูกคู่รับ เฮ เฮ เฮ) เฮโฮ้ เฮโฮ้ (ลูกคู่รับ เฮโฮ้ เฮโฮ้) เฮโฮ้ เฮเฮ (ลูกคู่รับ เฮโฮ้ เฮโฮ้) เจ้าเอ๋ยก็พาย (ลูกคู่รับ พี่ก็พาย) พายเอ๋ยพายลง (ลูกคู่รับ พายลงให้เต็มพาย) โอ้ละเห่เห (ลูกคู่รับ โอ้เห่ เฮ เฮ เฮ) โอ้เห่มารา (ลูกคู่รับ โอ้เห่มารา โอ้เห่มารา) โอ้เห่เจ้าคะ (ลูกคู่รับ โอ้เห่เจ้าคะ มาระไชโย) ศรีชัยแก้วพ่อเอ๋ย (ลูกคู่รับ ชัยแก้วพ่ออา...เฮ)” ทำ นองที่ใช้ในการเห่เรือ 20
กาพย์เห่เรือ พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร สมรรถชัยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้าฟ้มาแดนดิน สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม เรือชัยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน 21
โคลง ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่ เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพรายทอง กาพย์ พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน นาวาแน่นเป็นป็ขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร สมรรถชัยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้าฟ้มาแดนดิน สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม เรือไชยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน คชสีห์ทีผาดเผ่น ดูดังเป็นป็เห็นขบขัน ราชสีห์ที่ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ แล่นเฉื่อยฉ่ำ ลำ ระหง เพียงม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง ดูยิ่งสิงห์ลำ พอง เป็นป็แถวท่องล่องตามกัน นาคาหน้าดังเป็นป็ดูเขม้นเห็นขบขัน มังกรถอนพายพัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี เลียงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี นาวาหน้าอินทรี มีปีกปีเหมือนเลื่อนลอยโพยม ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัสชื่นรื่นเริงพล กรีธาหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉาสารพันมี เห่ชมเรือ 22
โคลงเมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จทางชลมารค ทรงประทับเรือกิ่งซึ่งพรั่งพร้อม ด้วยกำ ลังพล ทหารห้อมล้อม เป็นขบวน ภาพของเรือต้นงดงามแวววาวระยิบระยับจากแสงสะท้อน ที่มาจากพายสีทอง พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จพระราชดำ เนินโดยทางชลมารคได้ประทับบนเรือต้นในการ เดินทาง ภาพของเรือกิ่งนั้นดูแพรวพราวภาพการพายเรือนั้นก็ดูอ่อนไหว งดงามอย่างพร้อม เพรียงกัน ขบวนเรือแน่นเป็นแถวเป็นแนว ประกอบด้วยเรือที่หัวเรือเป็นรูปสัตว์หลาย ๆ ชนิด มองเห็นธงเด่นสะพรั่งมาแต่ไกลการเดินทางด้วยขบวนเรือทำ ให้เกิดเป็นป็คลื่น น้ำ ระลอก เรือครุฑซึ่งบนเรือนั้นมีพลทหารกำ ลังพายเรืออย่างเป็นป็จังหวะพร้อมกับ เปล่งเสียงโห่ร้อง เรือสรมุขลอยมาเปรียบความสวยงามดั่งพิมานบนสวรรค์ที่กำ ลัง เคลื่อนที่ผ่านหมู่เมฆ เรือสรมุขตกแต่งไปด้วยม่านสีทอง หลังคาสีแดงมีลวดลาย มังกรประดับอยู่ เรือสมรรถชัยกำ ลังแล่นมาเทียบเคียงกับเรือสรมุข ประกอบไปด้วยกาบแก้วขนาดใหญ่ เกิดแสงแวววับ สะท้อนกับแม่น้ำ มีความงดงามมากเหมือนดั่งว่ากำ ลังร่อนลงจาก สวรรค์ฟากฟ้าฟ้ลงสู่พื้นดิน เรือสุวรรรณหงส์ มีพู่ห้อยอย่างสวยงามล่องลอยอยู่บนสายน้ำ เปรียบดั่งหงส์ที่เป็นป็ พาหนะของพระพรหม เตือนตาให้ชม เรือชัย แล่นด้วยความรวดเร็วเหมือนดั่งลม มีเสียงเส้าที่คอยให้จังหวะท้ายเรือให้แล่น ไปเคียงคู่กันไปกับ เรือพระที่นั่งลำ อื่นๆ เรือคชสีห์ ที่กำ ลังแล่นไปนั้น ดูแล้วชวนขบขัน เรือราชสีห์ ที่แล่นมาเคียงกันนั้นดูมั่นคงแข็งแรง เรือม้า กำ ลังมุ่งหน้าไปข้างหน้าซึ่งเรือม้าทีลักษณะที่สูงโปร่งเหมือนกับม้าทรงอันเป็นป็ พาหนะของพระพาย เรือสิงห์ ดูเหมือนกับว่ากำ ลังจะกระโจนลงสู่แม่น้ำ และมีความลำ พองใจนั้นก็แล่นป็นป็ แถวตามๆกันมา เรือนาค นั้นมองดูเหมือนกับมีชีวิตแล้วชวนขบขันกำ ลังจะถูกเรือมังกรแล่นตามมาทัน เรือเลียงผา นั้นทำ ท่าเหมือนกับกำ ลังจะกระโจนลงแม่น้ำ ส่วน เรืออินทรี ก็มีปีกที่เหมือนกับกำ ลังจะลอยไปในอากาศ เสียงดนตรีนั้นดังลั่นมีเสียงก้องมาจากแตรงอน เสียงพลทหารโห่ร้องอย่าง ครึกครื้นทำ ให้เกิดความความรื่นเริง ในหมู่พลทหาร การเคลื่อนขบวนออกจากนั้นดูเข้มแข็งเป็นป็ภาพที่ทำ ให้ชื่นอกชื่นใจมอง ดูเหมือนฝูงปลาที่มีมากมาย ในสายน้ำ บทถอดคำ ประพันธ์เห่ชมเรือ 23
บทถอดคำ ประพันธ์ เรือชายชมมิ่งไม้ ริมท่าไสวหลากหลายพรรณ เพล็ดดอกออกแกมกัน ส่งกลิ่นเกลี้ยงเพียงกลิ่นสมร ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร คิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม จำ ปาหนาแน่นเนื่อง คลี่กลีบเหลืองเรืองอร่าม คิดคะนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกว่าจำ ปาทอง ประยงค์ทรงพวงห้อย ระย้าย้อยห้อยพวงกรอง เหมือนอุบะนวลละออง เจ้าแขวนไว้ให้เรียมชม พุดจีบกลีบแสล้ม พิกุลแกมแซมสุกรม หอมชวยรวยตามลม เหมือนกลิ่นน้องต้องติดใจ สาวหยุดพุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป นึกน้องกรองมาไลย วางให้พี่ข้างที่นอน พิกุลบุนนาคบาน กลิ่นหอมหวานซ่านขจร แม้นนุชสุดสายสมร เห็นจะวอนอ้อนพี่ชาย เต็งแต้วแก้วกาหลง บานบุษบงส่งกลิ่นอาย หอมอยู่ไม่รู้หาย คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตราตรู มะลิวัลย์พันจิกจวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู หอมมาน่าเอ็นดู ชูชื่นจิตต์คิดวนิดา ลำ ดวนหวนหอมตระหลบ กลิ่นอายอบสบนาสา นึกถวิลกลิ่นบุหงา รำ ไปเจ้าเศร้าถึงนาง รวยรินกลิ่นรำ เพย คิดพี่เชยเคยกลิ่นปราง นั่งแนบแอบเอวบาง ห่อนแหห่างว่างเว้นวัน ชมดวงพวงมาลี ศรีเสาวภาคย์หลากหลายพรรณ วนิดามาด้วยกัน จะอ้อนพี่ชี้ชมเชย 24
บทถอดคำ ประพันธ์ โคลง เรือแล่นคล้อยไปจนพบพรรณไม้ต่างๆ อยู่ริมท่าน้ำ มีกลิ่นหอมสดชื่น ผลิดอก ออกช่อผสมกัน กลิ่นหอมน่าชื่นเชยเหมือนกลิ่นเนื้อของน้อง กระบวนเรือเคลื่อนมาพบต้นไม้กลากหลายชนิดขึ้นริมน้ำ ผลิดอกออกช่อผสมกัน มี กลิ่นหอมสดชื่นเหมือนกลิ่นกายน้อง พี่ชมดอกนางแย้มเป็นพวง แย้มกลีบชดช้อยเห็นเกสร ทำ ให้นึกถึงน้องยามแย้มปาก ยิ้มอย่างงดงาม ดอกจำ ปาดกแน่นต้น ต่างคลี่กลีบสีเหลืองกระจ่างสวย คิดถึงผิวน้องที่เป็นสีเหลือง สวยกว่าสีดอกจำ ปา ดอกประยงค์เป็นพวงห้อยระย้า เปรียบเหมือนอุบะที่น้องร้อยแขวนประดับให้พี่ดู ดอกพุดจีบมีกลีบ ทั้งดอกพิกุลขึ้นแซมดอกสุกรมนั้น ต่างโชยกลิ่นหอมระรวยมา ตามลม หอมเหมือนกลิ่นของน้องที่พี่ติดใจ ดอกสายหยุด ดอกพุทธชาติ บานเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด นึกถึงน้องซึ่งเคยร้อย มาลัยวางไว้ข้างที่นอนให้พี่ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ก็บานส่งกลิ่นหอมหวานกระจายไปทั่ว หากน้องมาเห็น ก็คง อ้อนวอนให้พี่เก็บให้ ต้นเต็ง ต้นแต้ว ต้นแก้ว และต้นกาหลง ต่างก็มีดอกบานหอม อบอวนไม่รู้หาย เหมือนกลิ่นผ้าของน้อง มะลิวัลย์เลื้อยพันต้นจิก ต้นจวง มีดอกเป็นพวง กลิ่นหอมอ่อนๆชื่นใจทำ ให้นึกถึง น้อง ดอกลำ ดวนก็หอมตระหลบติดจมูก คิดถึงกลิ่นบุหงารำ ไป (ดอกไม้ที่อบเครื่องหอม ห่อด้วยผ้าโปร่ง)ที่น้องทำ แล้วเศร้าใจนัก กลิ่นดอกไม้หอมรวยรินมากับสายลม ทำ ให้คิดถึงกลิ่นแก้มน้อง ยามนั่งแนบชิดไม่ เคยเว้นว่างห่างไกลกัน พี่ชมดอกไม้หลากหลายชนิด แล้วคิดว่า หากน้องมาด้วยคง อ้อนวอนให้พี่ช่วยชี้ชมดอกไม้ด้วยกัน 25
เห่ชมปลา โคลง พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คลึงกัน ถวิลสุดาดวงจันทร์ แจ่มหน้า มัตสยาย่อมพัวพัน พิศวาส ควรฤพรากน้องช้า ชวดเคล้าคลึงชม กาพย์ พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คิดถึงเจ้าเศร้าอารมณ์ มัตสยายังรู้ชม สาสมใจไม่พามา นวลจันทร์เป็นนวลจริง เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา คางเบือนเบือนหน้ามา ไม่งามเท่าเจ้าเบือนชาย เพียนทองงามดั่งทอง ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย กระแหแหห่างชาย ดั่งสายสวาทคลาดจากสม แก้มช้ำ ช้ำ ใครต้อง อันแก้มน้องช้ำ เพราะชม ปลาทุกทุกข์อกกรม เหมือนทุกข์พี่ที่จากนาง น้ำ เงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีสำ อาง ไม่เทียบเปรียบโฉมนาง งามเรืองเรื่อเนื้อสองสี** ปลากรายว่ายเคียงคู่ เคล้ากันอยู่ดูงามดี แต่นางห่างเหินพี่ เห็นปลาเคล้าเศร้าใจจร 26
เห่ชมปลา(ต่อ) หางไก่ว่ายแหวกว่าย หางไก่คล้ายไม่มีหงอน คิดอนงค์องค์เอวอร ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร ปลาสร้อยลอยล่องชล ว่ายเวียนวนปนกันไป เหมือนสร้อยทรงทรามวัย ไม่เห็นเจ้าเศร้าบ่วาย เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ เนื้อน้องฤๅอ่อนทั้งกาย ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วายนึกตรึกตรึงทรวง ปลาเสือเหลือที่ตา เลื่อนแหลมกว่าปลาทั้งปวง เหมือนตาสุดาดวง ดูแหลมล้ำ ขำ เพราคม แมลงภู่คู่เคียงว่าย เห็นคล้ายคล้ายน่าเชยชม คิดความยามเมื่อสม สนิทเคล้าเจ้าเอวบาง หวีเกศเพศชื่อปลา คิดสุดาอ่าองค์นาง หวีเกล้าเจ้าสระสาง เส้นเกศสลวยรวยกลิ่นหอม ชะแวงแฝงฝั่งแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฏบังอร พิศดูหมู่มัจฉา ว่ายแหวกมาในสาคร คะนึงนุชสุดสายสมร มาด้วยพี่จะดีใจ เห่ชมปลา 27
บทถอดคำ ประพันธ์เห่ชมปลา พันธุ์ปลาชนิดต่างๆว่ายวนเวียนอยู่ในสายน้ำ ทำ ให้มีจิตใจเศร้าหมอง ปลา ทั้งหลายยังรู้ว่าไม่มีใจที่จะว่ายน้ำ อยู่ในสายน้ำ พระจันทร์ส่องแสงสว่าง มีความงามราวกับเนื้อตัวของปลาซึ่งมีความงามราวกับ เนื้อตัวของปลา ซึ่งมีคางไม่โค้งมนเหมือนกับใบหน้ารูปร่างหน้าตาของผู้ชาย เปรียบดัง ทอง ไม่เหมือนกับน้องที่ห่มผ้าสไบ ปลากระแหซึ่งมีรูปร่างคล้ายปลาตะเพียน ทอง ดั่งปลาที่ว่ายจากกันไปอย่างเหมาะสม ปลานั้นแก้มช้ำ เหมือนมีคนมา จับ ต้องคล้ายกับว่า ปลาอันอมทุกข์ไว้มาก เหมือนกับการจากลาไปจากคนรัก สีน้ำ เงิน เปรียบเสมือนสีขาวผ่องเป็นมันวาวของปลาไม่เหมือนความงาม ของ หญิงสาว งามราวกับมีเนื้อตัวสองสี ปลากรายว่ายเวียนไปเคียงคู่กันแต่ นางกลับตีจากพี่ไป เห็นปลาแล้วรู้สึกเศร้าใจ ปลาหางไก่ซึ่งเป็นปลาทะเล ชนิด หนึ่ง แหวกว่ายอยู่ในน้ำ ปลาชนิดนี้ไม่มีหงอน คิดเพลงยาว รูปเอวอร มี ผมประบ่าเอี่ยมอร ปลาสร้อยล่องลอยว่ายวนอยู่ในแม่น้ำ เหมือนปลาสร้อย ใน วัยในเด็ก ไม่เห็นมีความโศกเศร้าในจิตใจ ปลาเนื้ออ่อนนั้นอ่อนแต่ชื่อ เนื้อ น้องหรือจะอ่อนไปทั้งกาย ใครจับต้องก็ไม่นึกอายและช้ำ ใจปลาเสือตา แหลม กว่าปลาทั้งหลายเปรียบเสมือนดวง ตา ซึ่งดูแหลมคม มีหอยแมลงภู่ เวียนว่ายน่าชื่นชม คิดความต่างๆในยามเหมาะสม เจ้าที่มีหน้าที่สระสาง เส้นผม ต่างสละสลวยมีกลิ่นหอม ว่ายวนไปตามแนวฝั่งน้ำ และมักจะมีปลาชะวาด ว่ายปนอยู่ด้วยเหมือนกับพี่มาดูแล น้องอย่างทะนุถนอม พันธุ์ปลาต่างๆ แหวก ว่ายมาในแหล่งน้ำ เปรียบดังหญิงงามที่มาหาพี่จะรู้สึกดีใจ 28
เห่ชมไม้ โคลง เรือชายชมมิ่งไม้ มีพรรณ ริมท่าสาครคันธ์ กลิ่นเกลี้ยง เพล็ดดอกออกแกมกัน ชูช่อ หอมหื่นรื่นรสเพี้ยง กลิ่นเนื้อนวลนาง กาพย์ เรือชายชมมิ่งไม้ ริมท่าไสวหลากหลายพรรณ เพล็ดดอกออกแกมกัน ส่งกลิ่นเกลี้ยงเพียงกลิ่นสมร ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร คิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม จำ ปาหนาแน่นเนื่อง คลี่กลีบเหลืองเรืองอร่าม คิดคะนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกว่าจำ ปาทอง ประยงค์ทรงพวงห้อย ระย้าย้อยห้อยพวงกรอง เหมือนอุบะนวลละออง เจ้าแขวนไว้ให้เรียมชม พุดจีบกลีบแสล้ม พิกุลแกมแซมสุกรม หอมชวยรวยตามลม เหมือนกลิ่นน้องต้องติดใจ สาวหยุดพุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป นึกน้องกรองมาไลย วางให้พี่ข้างที่นอน พิกุลบุนนาคบาน กลิ่นหอมหวานซ่านขจร แม้นนุชสุดสายสมร เห็นจะวอนอ้อนพี่ชาย เต็งแต้วแก้วกาหลง บานบุษบงส่งกลิ่นอาย หอมอยู่ไม่รู้หาย คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตราตรู มะลิวัลย์พันจิกจวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู หอมมาน่าเอ็นดู ชูชื่นจิตต์คิดวนิดา ลำ ดวนหวนหอมตระหลบ กลิ่นอายอบสบนาสา นึกถวิลกลิ่นบุหงา รำ ไปเจ้าเศร้าถึงนาง รวยรินกลิ่นรำ เพย คิดพี่เชยเคยกลิ่นปราง นั่งแนบแอบเอวบาง ห่อนแหห่างว่างเว้นวัน ชมดวงพวงมาลี ศรีเสาวภาคย์หลากหลายพรรณ วนิดามาด้วยกัน จะอ้อนพี่ชี้ชมเชย 29
บทถอดคำ ประพันธ์เห่ชมไม้ โคลง เรือแล่นคล้อยไปจนพบพรรณไม้ต่างๆ อยู่ริมท่าน้ำ มีกลิ่นหอมสดชื่น ผลิดอกออกช่อผสมกัน กลิ่นหอมน่าชื่นเชยเหมือนกลิ่นเนื้อของน้อง กระบวนเรือเคลื่อนมาพบต้นไม้กลากหลายชนิดขึ้นริมน้ำ ผลิดอกออกช่อผสม กัน มีกลิ่นหอมสดชื่นเหมือนกลิ่นกายน้อง พี่ชมดอกนางแย้มเป็นพวง แย้มกลีบชดช้อยเห็นเกสร ทำ ให้นึกถึงน้องยาม แย้มปากยิ้มอย่างงดงาม ดอกจำ ปาดกแน่นต้น ต่างคลี่กลีบสีเหลืองกระจ่างสวย คิดถึงผิวน้องที่เป็น สีเหลืองสวยกว่าสีดอกจำ ปา ดอกประยงค์เป็นพวงห้อยระย้า เปรียบเหมือนอุบะที่น้องร้อยแขวนประดับให้ พี่ดู ดอกพุดจีบมีกลีบ ทั้งดอกพิกุลขึ้นแซมดอกสุกรมนั้น ต่างโชยกลิ่นหอม ระรวยมาตามลม หอมเหมือนกลิ่นของน้องที่พี่ติดใจ ดอกสายหยุด ดอกพุทธชาติ บานเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด นึกถึงน้องซึ่งเคย ร้อยมาลัยวางไว้ข้างที่นอนให้พี่ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ก็บานส่งกลิ่นหอมหวานกระจายไปทั่ว หากน้องมา เห็น ก็คงอ้อนวอนให้พี่เก็บให้ ต้นเต็ง ต้นแต้ว ต้นแก้ว และต้นกาหลง ต่างก็มีดอกบานหอม อบอวนไม่รู้ หายเหมือนกลิ่นผ้าของน้อง มะลิวัลย์เลื้อยพันต้นจิก ต้นจวง มีดอกเป็นพวง กลิ่นหอมอ่อนๆชื่นใจทำ ให้ นึกถึงน้อง ดอกลำ ดวนก็หอมตระหลบติดจมูก คิดถึงกลิ่นบุหงารำ ไป (ดอกไม้ที่อบ เครื่องหอม ห่อด้วยผ้าโปร่ง)ที่น้องทำ แล้วเศร้าใจนัก กลิ่นดอกไม้หอมรวยรินมากับสายลม ทำ ให้คิดถึงกลิ่นแก้มน้อง ยามนั่งแนบ ชิดไม่เคยเว้นว่างห่างไกลกัน พี่ชมดอกไม้หลากหลายชนิด แล้วคิดว่า หาก น้องมาด้วยคงอ้อนวอนให้พี่ช่วยชี้ชมดอกไม้ด้วยกัน 30
เห่ชมนก โคลง รอนรอนสุริยโอ้ อัสดง เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง ค่ำ แล้ว รอนรอนจิตจำ นง นุชพี่ เพียงแม่ เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว คลับคล้ายเรียมเหลียว กาพย์ เรื่อยเรื่อยมารอนรอน ทิพากรจะตกต่ำ สนธยาจะใกล้ค่ำ คำ นึงหน้าเจ้าตาตรู เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่ ตัวเดียวมาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดาย เห็นฝูงยูงรำ ฟ้อฟ้น คิดบังอรร่อนรำ กราย สร้อยทองย่องเยื้องชาย เหมือนสายสวาทนาดนวยจร สาลิกามาตามคู่ ชมกันอยู่สู่สมสมร แต่พี่นี้อาวรณ์ ห่อนเห็นเจ้าเศร้าใจครวญ นางนวลนวลน่ารัก ไม่นวลพักตร์เหมือนทรามสงวน แก้วพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟ้าฟ้หน้าใยยอง 31
เห่ชมนก นกแก้วแจ้วแจ่มเสียง จับไม้เรียงเคียงคู่สอง เหมือนพี่นี้ประคอง รับขวัญน้องต้องมือเบา ไก่ฟ้าฟ้มาตัวเดียว เดินท่องเที่ยวเลี้ยวเหลี่ยมเขา เหมือนพรากจากนงเยาว์ เปล่าใจเปลี่ยวเหลียวหานาง แขกเต้าเคล้าคู่เคียง เรียงจับไม้ไซ้ปีกหาง เรียมคะนึงถึงเอวบาง เคยแนบข้างร้างแรมนาน ดุเหว่าเจ่าจับร้อง สนั่นก้องซ้องเสียงหวาน ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสียงน้องร้องสั่งชาย โนรีสีปานชาด เหมือนช่างฉลาดวาดแต้มลาย ไม่เท่าเจ้าโฉมฉาย ห่มตาดพรายกรายกรมา สัตวาน่าเอ็นดู คอยหาคู่อยู่เอกา เหมือนพี่ที่จากมา ครวญหาเจ้าเศร้าเสียใจ ปักษีมีหลายพรรณ บ้างชมกันขันเพรียกไพร ยิ่งฟังฟัวังเวงใจ ล้วนหลายหลากมากภาษา 32
บทถอดคำ ประพันธ์เห่ชมนก โคลง แดดรอนๆ ตอนตะวันตกดิน ดวงอาทิตย์กำ ลังเลื่อยลับไป ใกล้ค่ำ แล้วกาพย์ พระอาทิตย์กำ ลังจะตกดิน เวลาจะใกล้ค่ำ พี่ก็คิดถึง แต่หน้าน้อง นกบินสูงเฉียงไปทั้งฝูงแต่มีอยู่ตัวหนึ่งต้องพลัดจากคู่ เหมือนกับพี่ที่ต้องอยู่คนเดียว เห็นนกยูงแพนขนอยู่ก็นึกถึงน้อง ตอนท่าเคลื่อนไหวที่มีลีลาเหมือนกับไม้เถาชนิดหนึ่งที่กำ ลังเยื้องกราย นกสาลิกามาตามคู่ชมกันเหมือนกับนางงามแต่พี่นี้ก็คิดกังวลถึงน้อง แล้วเศร้าใจ นกนางนวลงามผุดผ่องแต่หน้านั้นงามผุดผ่องเหมือน กับหน้าน้องที่งามผุดผ่องเหมือนกับนางฟ้าฟ้ที่หน้าผุดผ่องเป็นยองใย นกแก้วเสียงแจ่มแจ้วอยู่บนต้นไม้เคียงคู่กันเหมือนกับพี่นั้นประคอง และรับขวัญน้องต้องมือเบา ไก่ฟ้าฟ้มาตัวเดียวเดินท่องเยวอยู่ตามเขา เ หมือนพี่พรากจากน้องที่เป็นที่รักพี่นั้นก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวใจคิดถึง น้อง นกแขกเต้าอยู่กันเป็นคู่อยู่บนต้นไม้ไซ้ปีกไซ้หางให้กัน พี่นั้นก็ คิดถึงตอนที่พี่นั้นได้กอดน้องแบบแนบชิดเป็นเวลานาน นกดุเหว่าก็ ร้องกันเสียงหวานสนั่นก้องไพเราะกังวานปานเสียงน้องที่พูดกับพี่ นกโนรีสีปานชาดนั้นมีลวดลายที่สวยงามแต่ก็สวยไม่เท่าน้องที่ห่ม ตาด(ชื่อผ้าชนิดหนึ่ง ทอด้วยไหมควบกับเงินแล่งหรือทองแล่ง)ที่ สวยงามมาหาพี่ นกสัตวาน่าเอ็นดูคอยหาคู่อยู่ทุกเวลาเหมือนพี่นั้นที่ ต้องจากน้องมา พี่ก็คิดถึงน้องจึงเศร้าเสียใจ นกปักษีนั้นมีหลาย พรรณ ต่างก็ชมกันขันเสียงในป่า พิ่ยิ่งฟังฟัก็รู้สึกวังเวงใจด้วยความ หลายหลากมากภาษาที่ทำ ให้พี่นั้นเศร้าใจ 33
เห่ครวญ โคลง เสียงสรวลระรี่นี้ เสียงใด เสียงนุชพี่ฤาใคร ใคร่รู้ เสียงสรวลเสียงทรามวัย นุชพี่ มาแม่ เสียงบังอรสมรผู้ อื่นนั้นฤามี กาพย์ เสียงสรวลระรี่นี้ เสียงแก้วพี่หรือเสียงใคร เสียงสรวลเสียงทรามวัย สุดสายใจพี่ตามมา ลมชวยรวยกลิ่นน้อง หอมเรื่อยต้องคลองนาสา เคลือบเคล้นเห็นคล้ายมา เหลียวหาเจ้าเปล่าวังเวง ยามสองฆ้องยามย่ำ ทุกคืนค่ำ ย่ำ อกเอง เสียงปี่มีครวญเครง เหมือนเรียมคร่ำ ร่ำ ครวญ นาน ล่วงสามยามไปแล้ว จนไก่แก้วแว่วขันขาน ม่อยหลับกลับบันดาล ฝันเห็นน้องต้องติดตา เพรางายวานเสพรส แสนกำ สรดอดโอชา อิ่มทุกข์อิ่มชลนา อิ่มโศกาหน้านองชล เวรามาทันแล้ว จึงจำ แคล้วแก้วโกมล ให้แค้นแสนสุดทน ทุกข์ถึงเจ้าเศร้าเสียดาย งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแย้มพราย งามคำ หวานลานใจถวิล แต่เช้าเท่าถึงเย็น กล้ำ กลืนเข็ญเป็นอาจิณ ชายใดในแผ่นดิน ไม่เหมือนพี่ที่ตรอมใจ โคลง เรียมทนทุกข์แต่เช้า ถึงเย็น มาสู่สุขคืนเข็ญ หม่นไหม้ ชายใดจากสมรเป็น ทุกข์เท่า เรียมเลย จากคู่วันเดียวได้ ทุกข์ปิ้มปานปี 34
บทถอดคำ ประพันธ์เห่ครวญ เสียงหัวเราะนี้เป็นของใคร เสียงน้องของพี่หรือใคร พี่ไม่รู้ เสียงหัวเราะ ของน้องเหมือนตามพี่มาเสียงของนางอันเป็นที่รักนั้นเพราะจนหาคนอื่น เทียบไม่ได้เสียงหัวเราะนี้เสียงแก้วใจพี่หรือเสียงใคร เสียงหัวเราะเสียง ของนางผู้เป็น ยอดรักเหมือนพี่ตามมา ลมแผ่ว ๆ ช่วยพัดกลิ่นหอม ของน้องเรื่อยมาจนถึงจมูก เหลือบมองเห็นเหมือนเจ้ามาพอมอง หาก ลับไม่เห็น ตีสองเสียงฆ้องดังบอกเวลา ทุก คืนพี่อยู่ตัวคนเดียว มี เสียงปี่บรรเลงเหมือนเสียงของน้องหญิงที่พี่คิด ถึง ยามตีสามใกล้เช้า จนไก่ขัน เมื่อหลับไปพี่กลับฝันเห็นน้องติดตาอยู่ ในฝันของพี่ เวลาเช้า จนถึงเย็นพี่นี้ไม่วายเศร้าหมอง อดกินของรสอร่อย เพราะอิ่มไปด้วย ความทุกข์อิ่มไปด้วยน้ำ ตา อิ่มความเศร้าโศกน้ำ ตานองหน้า เวร กรรม ตามมาทันแล้ว พี่จึงต้องจากเจ้าที่พี่รัก คิดแล้วก็แค้นใจนัก ที่ต้องจาก น้องมาเป็นทุกข์เศร้าเสียดายยิ่งนัก นางเปรียบเป็นดั่งภาพวาด งามทั้ง มารยาท รอยยิ้มรวมทั้งคำ พูดของน้อง ไม่มีชายใดที่จะมาตรอมใจ เหมือนพี่ ที่เฝ้าแต่คิดถึงน้อง พี่เฝ้าแต่ทนทุกข์ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ทุกวันคืนเหมือนตกนรกทั้งเป็น ผู้ชาย คนไหนถ้าได้จากหญิงอันเป็นที่รักก็ต้องทุกข์เหมือนพี่ จากกันแค่วัน เดียว แต่ทุกข์เหมือนจากกันนานนับปี 35
แบบทดสอบ 1.กาพย์เห่เรือ เริ่มต้นในตั้งแต่สมัยใด อยู่ในช่วงพระมหากษัตริย์ชื่อ อะไร ก.กรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ข.กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ค.กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ง.กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ 2.ใครเป็นผู้แต่ง กาพย์เห่เรือ ก.เจ้าฟ้าฟ้ธรรมาธิราช(เจ้าฟ้าฟ้กุ้ง) ข.เจ้าฟ้าฟ้ธรรมธิเบศร์(เจ้าฟ้าฟ้กุ้ง) ค.เจ้าฟ้าฟ้กุณฑล เจ้าฟ้าฟ้มงกุฎ ง.พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ 3.วัตถุประสงค์การเห่เรือ ข้อใดไม่ถูกต้อง ก.เพื่อให้จังหวะแก่ฝีพายจำ นวนมาก ข.เป็นพิธีกรรมหรือพิธีศาสนาอีกอย่างหนึ่ง ค.สร้างความสำ ราญส่วนพระองค์ของเชื้อพระวงศ์ ง.ปลุกเร้าฝีพายให้เกิดความฮึกเหิม 4.หลักฐานการเห่เรือพบเห็นได้ที่ใด ก.ตำ รับท้าวศรีสุดาจันทร์(แม่หยัวเมือง) ข.ตำ รับเจ้าวิมลนาคนพีศี (เจ้านางดารารัศมี) ค.ตำ รับท้าวศรีจุฬาลักษณ์(นางนพมาศ) ง.ตำ รับพระสุพรรณกัลยา(นางนพมาศ) 5.ประเภทการเห่เรือ แบ่งเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง ก. 2 ประเภท เห่เรือหลวง,เห่เรือเล่น ข. 2 ประเภท เห่เรือพระ,เห่เรือเล่น ค. 3 ประเภท เห่เรือหลวง,เห่เรือพระ,เห่เรือเล่น ง. 3 ประเภท เห่เรือไฟ,เห่เรือพระ,เห่เรือหลวง 36
แบบทดสอบ 6.ภาษาสันสกฤตที่ใช้ประกอบเห่เรือ ในข้อใด ไม่ถูกต้อง ก.สวะเห่ ข.ช้าละวะเห่ ค.มาละเหวย ง.มูลเห่ 7.ชื่อเรือพระราชพิธีต่อไปนี้ ข้อใดไม่มีในรายชื่อ ก.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ข.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ค.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ง.เรือพระที่นั่งทุรคาทรงสิงหร 8.เรือกระบี่ปราบมารและเรือกระบี่ราญรอนราพย์สะท้อนวรรณคดีเรื่องใด ก.รามเกียรต์ ข.โขน ค.พระอภัยมณี ง.อิเหนา 9.บทกาพย์เห่เรือ บทใดไม่ได้ปรากฏในกาพย์เห่เรือ ก.เห่ชมนก ข.เห่ชมปลา ค.เห่ครวญ ง.เห่ชาย 10.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำ ปัจจุบัน สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลใด และเสร็จในรัชสมัยรัชกาลอะไร ก.เริ่มรัชกาลที่ 4,เสร็จรัชกาลที่ 5 ข.เริ่มรัชกาลที่ 5,เสร็จรัชกาลที่ 6 ค.เริ่มรัชกาลที่ 5,เสร็จ รัชกาลที่ 7 ง.เริ่มรัชกาลที่ 4 ,เสร็จ รัชกาลที่ 6 37
แบบทดสอบ 11.นกชนิดใดไม่ได้อยู่ในกาพย์เห่เรือ ก.นกยูง ข.ไก่ฟ้าฟ้ ค.นกสัตวา ง.นกนางนวล 12.ดอกไม้ชนิดใดอยู่ในกาพย์เห่เรือทั้งหมด ก.นางผิน นางแย้ม จิก ข.สายสุดา แต้ว นาคี ค.กาหลง แก้ว ลำ ดวน ง.เต็ง กุหลาบ กาบแก้ว 13.เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑไตรรัตน์ แสดงถึงความเชื่อศาสนาใด ก.พระพุทธศาสนา ข.ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ค.ศาสนาอิสลาม ง.ความเชื่อดั้งเดิม 14.เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำ รณสินธุ์ ในสมัยโบราณ เรียกเรือลักษณะนี้ว่าอะไร ก.เรือพิฆาต ข.เรือล้างบาญ ค.เรืออาฆาต ง.เรือล้างผลาญ 15.พายเรือเล่น ใช้จังหวะจ้ำ มีสัญญานจังหวะ ข้อใดไม่ถูกต้อง ก.หุยฮาโห่ฮิ้ว ข.มาละเหวยมาละวา ค.สาระพาเฮโล ง.เฮอะเฮอะเห่เล่ห์ 38
แบบทดสอบ 16.พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธีตั้งอยู่ในบริเวณใด ก.แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย ข.แขวงอรุอมรินทร์ แขวงบางกอกน้อย ค.แขวงอรุณริณลณี เขตบางกอกน้อย ง.แขวงอรุ่มเจ๊าะ เขตยางกอกน้อย 17-18. ยามสองฆ้องยามค่ำ ทุกคืนค่ำ ย่ำ อกเอง เสียงปี่มีครวญเครง เหมือนเรียมคร่ำ ร่ำ ครวญนา 17.สองยามค่ำ มีความหมายว่าอะไร ก. 2 ทุ่ม ข. ตี 2 ค. ยาม 2 คน ง. บ่าย 2 แล้ว 18.กาพย์ดั่งกล่าวนี้ แสดงถึงรสวรรณคดีอะไร ก.เสาวรจนี ข.นารีปราโมทย์ ค.พิโรธวาทัง ง.สัลลาปังคพิสัย 19. ชมดวงพวงมาลี ศรีเสาวภาคย์หลากหลายพรรณ วนิดามาด้วยกัน จะอ้อนพี่ชี้ชมเชย คำ ใดที่มีความหมายเดียวกับ “ศรีเสาวภาคย์” ก.งาม นธี นารี ข.พิไล บรรพต กุญชร ค.วิไล อำ ไพ โสภณ ง.โนร วนิดา ทราม 20.บทเห่ชมปลา ปลาชนิดใด ไม่ได้กล่าวถึง ก.ปลาหางไก่ ข.ปลาแก้มช้ำ ค.ปลากราย ง.ปลาทับทิม 39
แบบทดสอบ 21-22 เต็งแต้วแก้วกาหลง บานบุษบงส่งกลิ่นอาย หอมอยู่ไม่รู้หาย คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตาตรู 21.กาพย์บทนี้มีดอกไม้กี่ชนิด ก. 4 ชนิด ข. 2 ชนิด ค. 3 ชนิด ง. 5 ชนิด 22.กาพย์นี้บาทใดแสดงถึงคุณค่าทางสังคม ก.เต็งแต้วแก้วกาหลง ข.บานบุษบงส่งกลิ่นอาย ค.หอมอยู่ไม่รู้หาย ง.คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตาตรู 23-24 เรื่อยเรื่อยมารอนรอน ทิพากรจะตกต่ำ สนธยาจะใกล้ค่ำ คำ นึงหน้าเจ้าตาตรู 23.กาพย์ข้างต้นแสดงถึงความงานของภาษาแบบใดชัดสุด ก.คำ ไวพจน์ ข.คำ ซ้ำ ค.รสวรรณคดี ง.ไม่มีข้อใดถูก 24.จากข้อที่แล้ว มีการเล่นสัมผัสอะไร ก.สัมผัสสระ ข.สัมผัสอักษร ค. ข้อ ก และ ข ถูก ง. ข้อ ก ถูกอย่างเดียว 25.โขนเรือพระราชพิธี ได้รับความเสียหายในช่วงสงครามอะไร ก.สงครามโลกครั้งที่ 1 ข.สงครามโลกครั้งที่ 2 ค.สงครามมหาเอเชียบูรพา ง.สงครามเย็น 40
แบบทดสอบ 26.บทชมใดต่อไปนี้ไม่มีการกล่าวถึงนางอันเป็นที่รัก ก. แก้มช้ำ ช้ำ ใครต้อง อันแก้มน้องช้ำ เพราะชม ปลาทุกทุกข์อกตรม เหมือนทุกข์พี่ที่จากนาง ข. ดนตรีมีอึ่งอล ก้องกาหลพลเห่โหม โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัศชื่นรื่นเริงพล ค. ปลาเสือเหลือที่ตา เลื่อมแหลมกว่าปลาทั้งปวง เหมือนตาสุดาดวง ดูแหลมล้ำ ขำ เพราคม ง. ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร คิดความอยากบังอร แย้มพระโอษฐ์พริ้มพรายงาม 27-28 แต่เช้าเท่าถึงเย็น กล้ำ กลืนเข็ญเป็นอาจิณ ชายใดในแผ่นดิน ไม่เหมือนพี่ที่ตรอมใจ 27.กาพย์ดังกล่าวแสดงถึงรสวรรณคดีอะไร ก.เสาวรจนี ข.นารีปราโมทย์ ค.พิโรธวาทัง ง.สัลลาปังคพิสัย 28.กาพย์บทนี้มีการเล่นสัมผัสอะไร ก.สัมผัสพยัญชนะ ข.สัมผัสอักษร ค.สัมผัสสระ ง.ไม่มีการสัมผัส 29. สายหยุดพุทธชาติ บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป นึกน้องกรองมาลัย วางให้พี่ข้างที่นอน ข้อใดแสดงถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย ก.สายหยุดพุทธชาติ ข.บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป ค.นึกน้องกรองมาลัย ง.วางให้พี่ข้างที่นอน 41
แบบทดสอบ 30.บทเห่ชมเรือบทใด ไม่ได้กล่าวถึงเรือพระราชพิธี ก. เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา ข. กรีธาหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉาสารพันมี ค. นาคาหน้าดังเป็น ดูเขมันเห็นขบขัน มังกรถอนพายพัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี ง. คชสีห์ทีผาดเผ่น ดูดังเป็นเห็นขบขัน ราชสีห์ที่ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง 42
บรรณานุกรม มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชน. (ม.ป.ป.). "วัตถุประสงค์ของการเห่เรือ." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้ จาก:https://www.saranukromthai.or.th สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2566 อรศิริ. (2561). "ความเป็นมา กาพย์เห่เรือ." [ออนไลน์]. เข้า ถึงได้จาก:https://ornsirinwk.blogspot.com สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2566 มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชน. (ม.ป.ป.). "วิธีการ และขั้นตอนในการเห่เรือพระราชพิธี." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้ จาก:https://www.saranukromthai.or.th สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2566 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี. (2558). "เรือพระ ราชพิธี."[ออนไลน์]. เข้าถึงได้ จาก::http://www.virtualmuseum.finearts.go.th สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2566 วัชรญาณ. (2566). " บทเห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าฟ้ธรรมธิเบศร." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:https://vajirayana.org สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2566 ปัทมาวรรณ อำ พันธุ์ทอง. (2564). "กาพย์เห่เรือชมนก." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:https://sites.google.com/site สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2566 43