๔หน่วยการเรียนรู้ท่ี สานวน คาพงั เพย สุภาษิต
• การใช้ภาษาไทยนอกจากจะต้องมีความรู้
ทางดา้ นไวยากรณ์ คือ ใชภ้ าษาไดถ้ ูกตอ้ งตาม
หลกั ภาษาแลว้ ผใู้ ชภ้ าษายงั ตอ้ งมีศิลปะในการ
ส่ือสาร
• การใชภ้ าษาใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์อยา่ ง
เดียวไม่เพียงพอ แม้จะใช้ส่ือสารสร้างความ
เข้าใจท่ีถูกต้องตรงกันได้ แต่ก็อาจไม่มีพลัง
พอที่จะกระทบอารมณ์ความรู้สึกของผรู้ ับสาร
• ผูใ้ ช้ภาษาจึงจาเป็ นตอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจ
เกี่ยวกบั สานวน โวหาร สุภาษิต คาพงั เพย ซ่ึง
เป็ นศิลปะในการใชภ้ าษาท้งั ในเชิงความหมาย
และกาลเทศะท่ีจะใชส้ ่ือสาร
๑ สานวน สุภาษิต คาพงั เพย
สานวน คาพงั เพย และสุภาษิต สะทอ้ นใหเ้ ห็นอุปนิสัยของคนไทยวา่ เป็นคนเจา้ บทเจา้
กลอน ดงั จะเห็นไดว้ า่ สานวน คาพงั เพย และสุภาษิตจะเป็นคาที่คลอ้ งจองกนั ทาใหจ้ ดจาไดง้ ่าย
สานวน
ธรรมชาติของสานวน มีลกั ษณะ ดงั น้ี
• พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานให้ความหมายของสานวนไวว้ ่า “ถอ้ ยคาท่ี
เรียบเรียง, โวหาร บางทีก็ใชว้ ่า สานวนโวหาร เช่น สารคดีเรื่องน้ีสานวนโวหารดี
ความเรียงเร่ืองน้ีสานวน โวหารลุ่มๆ ดอนๆ ; คดี เช่น ปิ ดสานวน; ถอ้ ยคาหรือ
ข้อความท่ีกล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายไม่ตรงตามตัว หรือมี
ความหมายอื่นแฝงอยู่ เช่น สอนจระเขใ้ หว้ า่ ยน้า ราไม่ดีโทษปี่ โทษกลอง, ถอ้ ยคาที่
แสดงออกมาเป็นขอ้ ความพิเศษเฉพาะภาษาหน่ึงๆ เช่น สานวนฝร่ัง สานวนบาลี,
ช้นั เชิง หรือท่วงทานองในการแต่งหรือพูด เช่น สานวนเจา้ พระยาพระคลงั (หน)
สานวนยาขอบ สานวนไม้ เมืองเดิม; ลกั ษณนามใชเ้ รียกขอ้ ความหรือบทประพนั ธ์
รายหน่ึงๆ เช่น อิเหนามีหลายสานวน บทความ ๒ สานวน” (ราชบณั ฑิตยสถาน
๒๕๔๖ : ๑๑๘๗)
๑ สานวน สุภาษติ คาพงั เพย
สานวน/ธรรมชาติของสานวน
• กาญจนา นาคพนั ธุ์ ใหค้ วามหมายของสานวนไวใ้ นหนงั สือสานวนไทยวา่ “คาพดู
ของมนุษยเ์ ราไม่ว่าจะชาติใดหรือภาษาใด แยกออกไดก้ วา้ งๆ ๒ อย่าง อย่างหน่ึง
พดู ตรงไปตรงมาตามภาษาธรรมดา พอพูดออกมากเ็ ขา้ ใจกนั ไดท้ นั ที อีกอยา่ งหน่ึง
พูดเป็นช้นั เชิงไม่ตรงไปตรงมา แต่ให้มีความหมายในคาพดู น้นั ๆ คนฟังอาจเขา้ ใจ
ความหมายทันทีถ้าคาพูดน้ันใช้กันแพร่หลายท่ัวไปจนอยู่ตัวแล้ว แต่ถ้าไม่
แพร่หลายคนฟังก็อาจไม่เขา้ ใจไดท้ นั ที ตอ้ งคิดจึงเขา้ ใจ หรือบางทีคิดแลว้ เขา้ ใจ
อย่างอ่ืนก็ได้ หรือไม่เขา้ ใจเอาเลยก็ได้ คาพูดเป็ นช้นั เชิงน้ี เราเรียกกนั ว่า สานวน
คือ คาพูดเป็ นสานวนอยา่ งชาวบา้ นเขาเรียกว่า พูดสาบดั สานวน” (กาญจนา นาค-
พนั ธุ์ ๒๕๑๓ : ๑-๒)
• จากนิยามข้างต้น อาจสรุปได้ว่า สานวน หมายถึง ถ้อยคาท่ีมีความหมายไม่
ตรงไปตรงมาตามตวั อกั ษร แต่เป็ นถอ้ ยคาที่มีความหมายแฝงนยั เป็ นช้นั เชิงให้
ชวนคิด
๑ สานวน สุภาษติ คาพงั เพย
สานวน/ธรรมชาติของสานวน
• สานวนมีลกั ษณะสืบทอดต่อกนั มา สานวนเป็นถอ้ ยคาที่มีความหมายไม่ตรงตาม
ตวั เช่น ตาน้าพริกละลายแม่น้า ไม่ไดห้ มายถึง ให้ตาน้าพริกแลว้ เทลงในแม่น้า
แต่หมายถึง การใชจ้ ่ายทรัพยม์ ากโดยไร้ประโยชน์ ใชส้ าหรับเตือนใจไม่ให้ใช้
จ่ายโดยไม่คิดถึงประโยชน์
• สานวนเป็ นเครื่องมือในการถ่ายทอดข้อคิด คติสอนใจ หรือช้ีแนะให้รู้จัก
ประพฤติปฏิบตั ิตนเป็นคนดี
• สานวนมีลกั ษณะเป็ นบนั ทึก ท่ีสะท้อนร่องรอยทางประวตั ิศาสตร์ ประเพณี
วฒั นธรรม ซ่ึงหากทราบแหล่งที่มาของสานวนก็จะทาใหเ้ ขา้ ใจเก่ียวกบั ทศั นคติ
ของคนในอดีตไดเ้ ช่นกนั
• สานวนเป็ นขอ้ ความส้ันๆ ที่มีความหมายแฝงนยั มกั ใชส้ ื่อสารในชีวิตประจาวนั
เพอื่ ยน่ ขอ้ ความหรือประหยดั ถอ้ ยคา
๑ สานวน สุภาษติ คาพงั เพย
สานวน
แหล่งทม่ี าของสานวน มีลกั ษณะ ดงั น้ี
• สานวนที่เกิดจากบุคคล เช่น ชาวไร่ ชาวนา หรือชาวบา้ นธรรมดา เพราะบุคคล
เหล่าน่ียอ่ มสงั เกตเห็นเหตุการณ์ใดกเ็ ปล่งถอ้ ยคาออกมาใหต้ รงกบั เร่ือง แลว้ ก็พูด
ต่อกนั มาจนถึงปัจจุบนั โดยผูท้ ี่ให้แนวคิดว่าสานวนเกิดจากบุคคลธรรมดา คือ
เจือ สตะเวทิน
- สานวนท่ีเกิดจากชาวนา เช่น จบั ไดค้ าหนงั คาเขา
- สานวนท่ีเกิดจากชาวเรือ เช่น น้าลดตอผดุ
- สานวนที่เกิดจากชาวไร่ เช่น หวา่ นอะไรกไ็ ดส้ ิ่งน้นั
- สานวนที่เกิดจากชาวบา้ น เช่น หุงขา้ วประชดหมา ปิ้ งปลาประชดแมว
- สานวนที่เกิดจากชาวตลาด เช่น ซ้ือง่ายขายคล่อง
๑ สานวน สุภาษติ คาพงั เพย
สานวน/แหล่งทมี่ าของสานวน
- สานวนท่ีเกิดจากชาวสวน เช่น มะพร้าวต่ืนดก ยาจกตื่นมี
- สานวนที่เกิดจากชาวป่ า เช่น ต่อหนา้ มะพลบั ลบั หลงั ตะโก
• สานวนเกิดจากสิ่งต่างๆ รอบตวั มนุษย์ เช่น ธรรมชาติ การกระทา สิ่งแวดลอ้ ม
อุบัติเหตุ การละเล่น เรื่องแปลกๆ นิทาน ตานาน ประวตั ิศาสตร์ โดยผูท้ ่ีให้
แนวคิดน้ีคือ กาญจนา นาคพนั ธุ์
- สานวนที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ตื่นแต่ไก่โห่ ลมเพลมพดั น้าซึมบ่อทราย
- สานวนที่เกิดจากการเล่น เช่น ยา่ งสามขมุ งูกินหาง ไม่ดูตามา้ ตาเรือ
- สานวนที่เกิดจากวฒั นธรรม ประเพณี เช่น ฝังรกฝังราก บา้ นเมืองมีข่ือมีแป
- สานวนที่เกิดจากศาสนา เช่น เจา้ ไม่มีศาล ขนทรายเขา้ วดั ปิ ดทองหลงั พระ
ควา่ บาตร
๑ สานวน สุภาษิต คาพงั เพย
สานวน/แหล่งทม่ี าของสานวน
- สานวนที่เกิดจากความประพฤติ เช่น ผกั ชีโรยหนา้ ขา้ วแดงแกงร้อน
- สานวนที่เกิดจากอุบตั ิเหตุ เช่น ตกกระไดพลอยโจน ตกที่นง่ั
- สานวนท่ีเกิดจากเคร่ืองมือเคร่ืองใชต้ ่างๆ เช่น หอกขา้ งแคร่ หนา้ สิ่วหนา้ ขวาน
ลม้ หมอนนอนเสื่อ
- สานวนที่เกิดจากอวยั วะในร่างกาย เช่น ตาแหลม หนา้ เลือด หูไวตาไว
- สานวนที่เกิดจากสตั ว์ เช่น กิ้งก่าไดท้ อง ววั สนั หลงั หวะ หมาเห่าใบตองแหง้
สุนขั จนตรอก จระเขข้ วางคลอง เห็นชา้ งเท่าหมู
- สานวนที่เกิดจากพชื พนั ธุต์ ่างๆ เช่น ลูกไมห้ ล่นไม่ไกลตน้
เอามะพร้าวหา้ วไปขายสวน พดู มะนาวไม่มีน้า น้าท่วมทุ่งผกั บุง้ โหรงเหรง
๑ สานวน สุภาษติ คาพงั เพย
สานวน/แหล่งทมี่ าของสานวน
- สานวนที่เกิดจากประวตั ิศาสตร์ เช่น กรุงศรีอยธุ ยาไม่สิ้นคนดี
- สานวนท่ีเกิดจากเรื่องราวในวรรณคดี นิทานต่างๆ เช่น วา่ แต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ลูกทรพี วดั รอยตีน หนุมานอาสา ใจดีสูเ้ สือ สิบแปดมงกุฎ
คาพงั เพย
ธรรมชาติของคาพงั เพย มีลกั ษณะ ดงั น้ี
• เป็ นคาท่ีกล่าวออกมาลอยๆ มีความหมายเป็ นกลาง หรือเป็ นสานวนท่ีทุกคน
เขา้ ใจความหมายไดท้ วั่ ๆ ไป
• คาพงั เพยไม่ใช่คาสอน หรือคาเตือน แต่เป็ นถอ้ ยคาท่ีกล่าวออกมาเพ่ือให้รู้ว่ามี
เหตุการณ์ใดเกิดข้ึน หรือดาเนินไปเช่นไร
๑ สานวน สุภาษิต คาพงั เพย
คาพงั เพย/ธรรมชาติของคาพงั เพย
• หลวงวจิ ิตรวาทการ อธิบายความหมายของคาพงั เพยไวว้ า่ “คาที่กล่าวข้ึนลอยๆ มี
ความหมายกลางๆ เพ่ือใหผ้ ูใ้ ชน้ าไปใชใ้ ห้เขา้ กบั เร่ือง หรือสถานการณ์ มีความ
ลึกซ้ึงมากกว่าสานวน มีลกั ษณะติชม และแสดงความคิดเห็นอยใู่ นตวั แต่ไม่ได้
วางหลกั ความจริงอนั เท่ียงแทแ้ ละยงั ไม่ไดเ้ ป็นคาสอนแท”้
• คาพงั เพยมีลกั ษณะคลา้ ยสุภาษิต แต่คาพงั เพยไม่เป็ นสุภาษิต เพราะไม่เป็ นคา
สอน ไม่ไดแ้ สดงความเป็นไปของโลก หรือช้ีใหเ้ ห็นสจั จะแห่งชีวติ
สุภาษิต
ธรรมชาติของสุภาษิต คากล่าวที่ดีท่ีเป็ นจริงทุกสมยั มีคติให้ชวนคิด เป็ นคาเตือน คา
สอน หรือคาส่ังให้ประพฤติดี มีกิริยามารยาทดี และกล่าวถึงเรื่องทวั่ ไป สอนให้เห็นสัจธรรมของ
ชีวติ เช่น ใหท้ ุกขแ์ ก่ท่านทุกขน์ ้นั ถึงตวั แพเ้ ป็นพระชนะเป็นมาร อยา่ ไวใ้ จทาง อยา่ วางใจคน จะจน
ใจเอง
๑ สานวน สุภาษิต คาพงั เพย
สุภาษิต
ลักษณะของคาพูดท่ีเป็ นสุภาษิต พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบบั หลวงพระสุตตนั ตปิ ฎกองั
คุตตรนิกายปัญจกนิบาต ไดก้ ล่าวถึง สุภาษิตวา่ เป็นคาสอน หรือเป็นคติสอนใจใหท้ าในสิ่งท่ีดีท่ีงาม
เป็นคากล่าวท่ีเป็นหลกั ของความจริง ลกั ษณะคาพดู ที่เป็นสุภาษิตในพระพุทธศาสนาประกอบดว้ ย
องคป์ ระกอบ ๕ ประการ ดงั น้ี
• วาจาท่ีกล่าวถูกกาล คือกล่าวถูกเวลา
• วาจาที่เป็นสจั คือวาจาท่ีเป็นจริง
• วาจาท่ีกล่าวอ่อนหวาน
• วาจาท่ีประกอบดว้ ยประโยชน์
• วาจาที่กล่าวดว้ ยเมตตาจิต
๑ สานวน สุภาษิต คาพงั เพย
สุภาษติ
ความเป็ นมาของสุภาษิต สุภาษิตมีมาแต่โบราณดงั ไดพ้ บจากเรื่องสุภาษิตพระร่วง ซ่ึง
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงสันนิษฐานว่า พ่อขุนรามคาแหงทรงพระราชนิพนธ์
เป็นคติสอนใจในทางโลก เป็นคาสอนท่ีควรค่าแก่การปฏิบตั ิ เช่น
“เม่ือน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเม่ือใหญ่ อย่าใฝ่ เอาทรัพย์ท่าน อย่าริ
ร่านแก่ความ ประพฤติตามบุรพระบอบ เอาแต่ชอบเสียผิด อย่ากอบกจิ เป็ นพาล
อย่าอวดหาญแก่เพื่อน เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่านอนใจ ไปเรือนท่านอย่า
นั่งนาน การเรือนตนเร่งคิด อย่าน่ังชิดผู้ใหญ่ อย่าใฝ่ สูงให้เกินศักด์ิ ที่รักอย่าดูถูก
ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าว สร้างกศุ ลอย่ารู้โรย” ฯลฯ
๒ การใช้สานวน สุภาษิต คาพงั เพยในชีวติ ประจาวัน
การนาสานวน สุภาษิต คาพงั เพยมาใช้ประกอบการพูด การเขียน บางคร้ังอาจเกิด
ปัญหาหรืออุปสรรคในการส่ือสารได้
อุปสรรคทเ่ี กดิ จากการใช้สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย
ไม่ทราบความหมายหรือทมี่ าของสานวน เช่น สานวน ขา้ นอกเจา้ ขา้ วนอกหมอ้ หมายถึง
การทาหรือประพฤติตนนอกคาสั่งหรือแบบอยา่ ง สานวนน้ีมีท่ีมาจากระบบมูลนายที่เจา้ นายมีขา้
ทาสเป็นบริวาร หากใครทานอกเหนือคาสั่งถือวา่ เป็นขา้ นอกเจา้ ส่วนขา้ วนอกหมอ้ หมายถึง ขา้ วที่
หกออกมานอกหมอ้ เปรียบเหมือนคนที่ไม่อยใู่ นที่ท่ีควรอยู่ ทาในสิ่งที่ไม่ควรทา หากผรู้ ับสารไม่มี
ความรู้เกี่ยวกบั ระบอบการปกครองด้งั เดิมของสังคมไทย ก็อาจไม่เขา้ ใจส่ิงที่ผูส้ ่งสารมีเจตนา
ส่ือสาร
สานวนมีความหมายเปล่ียนไป เช่น สานวน เป่ าป่ี ซ่ึงเดิมหมายถึง สูบฝิ่น เนื่องจากกลอ้ ง
ยาสูบมีรูปร่างคลา้ ยปี่ เสือสูบฝ่ิ นจึงมีอาการคลา้ ยเป่ าป่ี แต่ปัจจุบนั หมายถึง ร้องไห้ ซ่ึงอาจเป็ น
เพราะเสียงร้องไหม้ ีลกั ษณะคร่าครวญเหมือนเสียงปี่
๒ การใช้สานวน สุภาษติ คาพงั เพยในชีวติ ประจาวนั
อุปสรรคทเี่ กดิ จากการใช้สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย
หรือในสานวน ฤๅษีแปลงสาร ซ่ึงเดิมหมายถึง ชื่อวิธีเขียนหนงั สือลบั แห่งไทยโบราณ
กลบั ตวั อกั ษรขา้ งหลงั มาไวข้ า้ งหนา้ สานวนน้ีมีท่ีมาจากวรรณคดีเร่ือง พระรถเมรี ตอนท่ีพระรถถือ
สารของนางยกั ษไ์ ป ขอ้ ความในสาร คือ ให้เมรีผูเ้ ป็ นบุตรีของนางยกั ษฆ์ ่าพระรถ แต่พระฤๅษีได้
แปลงสารให้เมรีแต่งงานกับพระรถ การเปล่ียนแปลงขอ้ ความในสารจึงนามาใช้เรียกวิธีเขียน
หนงั สือลบั แต่ในปัจจุบนั การเขียนหนงั สือลบั เช่นน้ีเลิกใชไ้ ปแลว้ สานวนน้ีจึงนามาใชห้ มายถึง คน
ท่ีเปล่ียนแปลงขอ้ ความในจดหมายหรือสารเพ่อื ใหผ้ รู้ ับเขา้ ใจผดิ
สภาพสังคมเปลีย่ นไปทาให้สานวนไม่ส่ือความ หรือส่ือความผดิ ไปจากเดิม เช่น สานวน
งูกินหาง หมายถึง เก่ียวโยงกนั ไปเป็นทอด สานวนน้ีมีที่มาจากการละเล่นของเดก็ ไทย คือ งูกินหาง
การละเล่นน้ีใชผ้ เู้ ล่นหลายคน โดยใหผ้ เู้ ล่น ๑ คน เป็นพอ่ งู อีกคนเป็นแม่งู และมีลูกงูซ่ึงจะมีกี่คนก็
ได้ ลูกงูทุกตวั จะเกาะที่หลงั แม่งูต่อกนั เป็นแถวยาว พ่องูซ่ึงอยนู่ อกแถวจะร้องถามแม่งู แม่งูตอบคา
ร้องโดยมีลูกงูเป็นลูกคู่รับ เม่ือร้องถึงท่อนทา้ ยวา่ “กินหวั กินหาง กินกลางตลอดตวั ” พ่องูจะไล่จบั
ลูกงู เมื่อพอ่ งูจบั ลูกงูไดแ้ ลว้ จะร้องถามแม่งูใหม่เพื่อไล่จบั ลูกงูไปเรื่อยๆ จนกวา่ จะจบั ไดท้ ้งั หมด
๒ การใช้สานวน สุภาษิต คาพงั เพยในชีวติ ประจาวัน
อุปสรรคทเ่ี กดิ จากการใช้สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย
ลกั ษณะท่ีลูกงูต่อเป็ นแถวยาวและพ่องูไล่จบั ลูกงูจึงเป็ นที่มาของสานวนน้ี แต่ในยุค
ปัจจุบนั การละเล่นเช่นน้ีไดค้ ่อยๆ เลือนหายไป ทาให้ไม่เคยเห็น หรือไม่เคยเล่นก็อาจไม่เขา้ ใจ
สานวนน้ีได้
การใชส้ านวน สุภาษิต และคาพงั เพยประกอบการส่ือสารในชีวิตประจาวนั ผู้ส่งสาร
จะตอ้ งคานึงถึงปัจจยั หลายประการประกอบกนั
แนวทางการใช้สานวน สุภาษติ และคาพงั เพย
ใช้ให้ตรงกับความหมาย ผสู้ ่ือสารจะตอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ความหมายของ
สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย แบบท่ีเรียกว่า รู้ลึก รู้จริง เพราะถา้ ใช้ผิดความหมายจะทาให้การ
ส่ือสารไม่วา่ ดว้ ยวธิ ีการพดู หรือการเขียนดอ้ ยค่าลง เช่น
๒ การใช้สานวน สุภาษติ คาพงั เพยในชีวติ ประจาวนั
แนวทางการใช้สานวน สุภาษติ และคาพงั เพย
“เขาเป็ นคนมีการศึกษาสูง มีสถานภาพและบทบาทเป็ นที่ยอมรับใน
สังคม แต่ไม่คิดเลยว่าจะใจดาอามหิตสามารถฆ่าคนได้ คนประเภทนี้แหละ ที่
เรียกว่า หน้าซื่อใจคด”
ข้อความนี้ใช้สานวนไม่ตรงกับความหมายท่ีแท้จริง ควรใช้ สานวน
ว่า “หน้าเนื้อใจเสือ” จึงจะตรงความหมาย
ใช้ให้เข้ากับเร่ือง เมื่อจะนาสานวน สุภาษิต และคาพงั เพยไปใชจ้ ะตอ้ งพิจารณาความ
เหมาะสมกบั เร่ืองที่จะสื่อสาร เพราะจะช่วยทาให้เรื่องน้นั ๆ น่าอ่าน และผรู้ ับสารเขา้ ใจขอ้ ความได้
ง่ายยงิ่ ข้ึน เช่น
“ดูซิ พิธีกรชายหญิงคู่นี้ รับส่ง เข้ากนั ได้ดที ุกเรื่องเหมือนกบั กิง่ ทอง
ใบหยก”
๒ การใช้สานวน สุภาษติ คาพงั เพยในชีวติ ประจาวัน
แนวทางการใช้สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย
ข้อความนี้ใช้สานวนไม่เข้ากับเจตนา หรือไม่เข้ากับเรื่อง เพราะผู้ส่ง
สารมีเจตนาท่ีจะสื่อสารว่า พิธีกรคู่นี้ทาหน้าที่ของตนเองได้ดี รับส่ง คาพูดกัน
ได้ฉะฉาน ไม่บกพร่อง ซึ่งสานวนท่ีนามาใช้ ไม่มีความเก่ียวข้องกับเจตนา
ดังกล่าว และมักใช้ในบริบทเม่ือกล่าวถึงคู่รักที่มคี วามเหมาะสมกนั ในด้านต่างๆ
เช่น หน้าตา ฐานะเงนิ ทอง ทถี่ ูกควรใช้ว่า
“ดูซิ พธิ ีกรชายหญงิ คู่นี้ รับส่ง เข้ากนั ได้ดที ุกเร่ืองเป็ นป่ี เป็ นขลุ่ย”
ใช้ให้ถูกต้อง ผูส้ ่งสารควรจดจาสานวน สุภาษิต คาพงั เพยให้แม่นยา ท้งั ตวั บท และ
ความหมาย ไม่นาไปใช้ผิดๆ ถูกๆ เพราะนอกจากจะส่ือความหมายผิดไปด้วยแล้ว หากผูอ้ ื่น
นาไปใชอ้ า้ งอิงยอ่ มสร้างความเขา้ ใจผดิ ต่อๆ กนั ได้
๒ การใช้สานวน สุภาษติ คาพงั เพยในชีวติ ประจาวนั
แนวทางการใช้สานวน สุภาษติ และคาพงั เพย
ใช้อย่างเหมาะสม การใชส้ านวน สุภาษิต และคาพงั เพย เพ่ือการสื่อสารในชีวิตประจาวนั
ไม่ว่าจะดว้ ยวิธีการเขียน หรือการพูด ลว้ นเป็นไปเพื่อใชป้ ระกอบการส่ือสารเท่าน้นั การส่ือความ
ให้ตรงตามเจตนาดว้ ยถอ้ ยคาที่ตรงไปตรงมา ถูกตอ้ งตามหลกั ภาษายงั คงเป็ นประเด็นท่ีผูส้ ื่อสาร
จะต้องให้ความสาคญั ผูส้ ื่อสารควรใช้สานวน สุภาษิต และคาพงั เพยอย่างเหมาะสม ไม่มาก
จนเกินไป เพราะอาจทาใหผ้ อู้ ่านเกิดความราคาญ ที่จะตอ้ งอ่านแต่สานวน สุภาษิต และคาพงั เพยทุก
บรรทดั รวมท้งั อาจเป็นอุปสรรคในการสื่อสารระหวา่ งผสู้ ่งสารและผรู้ ับสารดว้ ย เช่น
“ปัญหาความวุ่นวายทเ่ี กดิ ขนึ้ ในปัจจุบัน เพราะจานวนคนที่เสนอตัว
ทางานเพ่ือส่วนรวมจาพวกวัวเห็นแก่หญ้า ขีข้ ้าเห็นแก่กิน มีมากขึน้ เรื่อยๆ คน
จาพวกนี้มีอุดมการณ์เหมือนไม้หลักปักเลน มีกิจวัตรประจาวันในการละเลง
ขนมเบื้องด้วยปาก เดินลอยชายไปมาและสวมหน้ากากเข้าหากันไปวันๆ
ประกอบกับคอยหาช่ องทางสร้ างวิมานในอากาศขายฝันให้ กับคนท่ัวไปเพ่ื อ
ประโยชน์ ส่ วนตน”
๒ การใช้สานวน สุภาษติ คาพงั เพยในชีวติ ประจาวนั
บทสรุป
ความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย ผูเ้ รียนไม่จาเป็ นจะตอ้ ง
แยกแยะให้ไดว้ ่าขอ้ ความใดคือสานวน ขอ้ ความใดคือสุภาษิต หรือข้อความใดเป็ นคาพงั เพย
เพราะคาจากดั ความไม่สามารถช้ีชดั หรือแบ่งแยกลกั ษณะออกจากกนั ได้ อีกประการหน่ึงคือ
ขอ้ ความบางขอ้ ความกป็ รากฏลกั ษณะท่ีเป็นไดท้ ้งั สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย เช่น
นา้ ขนึ้ ให้รีบตกั เป็ นสานวนได้ เพราะมคี วามหมายไม่ตรงตามตวั อกั ษร
เป็ นสุภาษติ ได้ เ พ ร า ะ ใ ห้ ค ติ ส อ น ใ จ ว่ า เ มื่ อ มี โ อ ก า ส
ท า อ ะ ไ ร แ ล้ ว ต้ อ ง รี บ ท า เ พ่ื อ ใ ห้ ไ ด้ รั บ
ผลสาเร็จโดยเร็ว
เป็ นคาพงั เพยได้ เพราะกล่าวตคิ นทาไม่ดี
๒ การใช้สานวน สุภาษติ คาพงั เพยในชีวติ ประจาวนั
บทสรุป
การมีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั สานวน สุภาษิต และคาพงั เพยท้งั ในดา้ นความหมาย
แนวทางการใช้ นอกจากจะทาให้สื่อสารไดต้ รงตามเจตนา ช่วยให้ผูร้ ับสารเห็นภาพ หรือเขา้ ใจ
เจตนาของผสู้ ่งไดง้ ่ายข้ึนแลว้ ยงั เป็นเสน่ห์ประการหน่ึงของผสู้ ่งสาร เพราะมีศิลปะในการใชภ้ าษา
ส่วนความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั ที่มาของสานวน จะช่วยใหม้ องเห็นร่องรอยของวิถีชีวติ ความคิด
ความเชื่อ วฒั นธรรมประเพณีของคนในอดีต ซ่ึงถือเป็นรากของคนรุ่นปัจจุบนั
คุณค่าของสานวน สุภาษิต และคาพงั เพย คือ การที่ผูใ้ ชน้ าไปใชแ้ ละสามารถสื่อสาร
กนั ไดต้ รงตามจุดมุ่งหมาย อนั เป็นการแสดงออกถึงความรุ่มรวยทางภาษาเอกลกั ษณ์ของภาษาไทย