สรปุ องคค์ วามรู้
การตรวจคณุ ภาพของแบบทดสอบ
3. ความยากรายขอ้
นิยมใชเ้ ฉพาะแบบทดสอบอิงกลุ่ม การวเิ คราะห์ “ดัชนีความยากรายขอ้
(Item difficulty)” หรือ “ระดับความยากรายข้อ (Item difficult level)” สญั ลักษณ์ “p”
โดยจาแนกเปน็ 2 กรณี คอื 1) กรณที ใี่ ห้คะแนนเปน็ 0 กบั 1
2) กรณีท่ีการใหค้ ะแนนไมใ่ ช่ 0 กบั 1
ค่า p ท่เี ปน็ ไปได้ 0 ถึง 1 และ คา่ p ทีใ่ ช้ได้ 0.2 ถงึ 0.8 (ใกล้ 0.5 จะดมี ากกก)
4. อานาจจาแนกรายขอ้
4.1 กรณีแบบทดสอบอิงกลมุ่
การวิเคราะห์ “ดชั นีอานาจจาแนกรายขอ้ (Item discriminant index)”
สัญลกั ษณ์ “r” หรอื ”D” หมายถงึ ระดบั คุณภาพของข้อสอบแต่ละข้อของแบบทดสอบ
ฉบับหน่งึ ๆ ทีส่ ามารถแยกคนออกเปน็ 2 กลุม่ คอื กลุม่ สงู และกล่มุ ตา่
ซ่ึงแบง่ เป็น 2 กรณี คือ 1) กรณที ี่ใหค้ ะแนนเป็น 0 กบั 1
2) กรณที ี่การให้คะแนนไม่ใช่ 0 กบั 1
คา่ r ทเ่ี ปน็ ไปได้ -1 ถงึ 1 และ คา่ r ท่ใี ชไ้ ด้ 0.2 ถงึ 1 (เข้าใกล้ 1 จาแนกได้ดีมากกก)
4.2 กรณีแบบทดสอบองิ เกณฑ์
การวิเคราะห์ “ดัชนีอานาจจาแนกรายขอ้ (Item discriminant index)”
นยิ มใชว้ ิธขี อง Brennan เรียกวา่ “B - index” ซึ่งจะต้องมีการกาหนดเกณฑ์ผา่ น (c)
ของแบบทดสอบทัง้ ฉบบั ไว้ เรยี กว่า “จดุ ตดั ” หรอื “จดุ แบ่ง” สามารถจาแนกคนออกเปน็
2 กลุม่ คอื กลมุ่ รอบรู้และกลมุ่ ไม่รอบรู้
ค่า B – index ทเ่ี ปน็ ไปได้ -1 ถงึ 1 และ ค่า B – index ทย่ี อมรบั ได้มีคา่ ต้ังแต่ 0.2 ขน้ึ ไป
สรปุ องคค์ วามรู้
การตรวจคณุ ภาพของแบบทดสอบ
5. ความเชอื่ มน่ั ของแบบทดสอบ (Reliability)
สามารถวัดคณุ ลกั ษณะทต่ี อ้ งการวดั ได้คงเส้นคงวา วดั ก่ีครง้ั กไ็ ด้ผลเหมือนเดิม
หรอื ใกล้เคียงของเดิม (ขึ้นอยกู่ ับสภาพการณด์ ้วย)
5.1 กรณีแบบทดสอบอิงกลุม่
5.1.1 กรณีท่ขี ้อสอบแตล่ ะข้อใหค้ ะแนนเปน็ 0 กับ 1
ใช้วิธขี อง Kuder – Richardson ซง่ึ มี 2 สูตร คือ KR20 และ KR21
( KR21 เหมาะสาหรบั คา่ p ของข้อสอบทุกขอ้ อยใู่ นระดับกลาง ๆ “เป็นไปไดน้ ้อย”)
คา่ ความเชอ่ื มมน่ั มีไดต้ ้ังแต่ 0 ถงึ 1 (เข้าใกล้ 1 จะดมี ากกก)
5.1.2 กรณีทขี่ อ้ สอบแตล่ ะข้อให้คะแนนไม่ใช่ 0 กับ 1
ใชว้ ธิ ขี อง Cronbach เรียกวา่ “สัมประสทิ ธ์แิ อลฟา (Coefficient alpha)”
สามารถวเิ คราะห์ความเช่ือมนั่ ของแบบทดสอบไดท้ ง้ั กรณี 5.1.1 และ 5.1.2
ค่าความเชื่อมม่นั มีได้ตง้ั แต่ 0 ถงึ 1 (เข้าใกล้ 1 จะดมี ากกก)
5.2 กรณแี บบทดสอบอิงเกณฑ์
การหาความเชอ่ื ม่นั สามารถหาได้โดยการนาแบบทดสอบทั้งฉบบั ไปทดลอง
ใช้ แล้วนาข้อมูลท่ไี ดม้ าวิเคราะห์หาความเช่ือม่นั โดยวธิ ขี อง Lovett คอื rcc
คา่ ความเช่ือมมั่นมีไดต้ งั้ แต่ 0 ถึง 1 (เข้าใกล้ 1 จะดีมากกก)
WEEK 10
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ spss
การวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบ
และแบบสอบถามโดยใช้ spss
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ spss การหาคา่ อานาจจาแนกรายขอ้ (r) และคา่ % ความยาก (p)
โดยใช้เทคนคิ 27 % กล่มุ สูง – ต่า
สิง่ ท่ีตอ้ งรูจ้ กั ขั้นที่ 1 สร้างไฟลข์ อ้ มูล ของกลมุ่ ทดลองใช้ N คน
Name : ต้งั ช่ือตัวแปร ขนั้ ท่ี 2 รวมคะแนนทั้งฉบบั ของแตล่ ะคน โดยใชค้ าส่งั
Type : กาหนดลักษณะขอ้ มลู ท่ีคยี ์ Compute variable
(numeric : คีย์เป็นตวั เลข, ข้ันท่ี 3 เรียงคะแนนจากน้อยไปมาก โดยใช้คาส่งั Short case
string : คยี ์เป็นตัวอักษร) ข้ันที่ 4 คานวณหาจานวนคนในกลุ่มสูง (Nu) และจานวนคน
Width : กาหนดความกว้างของข้อมลู ในกลมุ่ ตา่ (NI) โดยใช้สตู ร 20 % ของ N
(จานวนหลกั /จานวนตวั อกั ษร) ขั้นท่ี 5 สร้างตวั แปรใหม่ Group โดยกาหนดค่า (Value)
Decimal : กาหนดตาแหน่งทศนิยม ให้ 1 แทน กลุ่มตา่ (L), 2 แทนกลมุ่ กลาง (M) และ 3 แทน
Label : อธิบายเพ่มิ เติมเกยี่ วกบั ตัวแปร กลุ่มสงู (U)
Values : กาหนดค่าตัวเลข ใช้ในกรณตี วั แปร ขนั้ ที่ 6 คียข์ อ้ มลู ตวั แปร Group โดย กลมุ่ ต่าพมิ พ์เลข 1
นามบญั ญตั ิ (nominal scale) กลมุ่ สงู พิมพ์เลข 2 และกลุม่ กลางพิมพเ์ ลข 3
Missing : กาหนดค่าแทนขอ้ มลู ผดิ พลาด ขนั้ ท่ี 7 ตดั ขอ้ มลู กลุ่มกลางออกท้งั หมด จากนั้นบันทึก
Align : วางตาแหนง่ ของขอ้ มลู ท่คี ีย์ ไฟลใ์ หม่ หรือใชค้ าส่ัง Select case เลือกเฉพาะ Group = 1 or
(ซา้ ย/ขวา/ตรงกลาง) Group = 3
Measure : ระดับการวัดขอ้ มูล ขน้ั ที่ 8 วเิ คราะหข์ อ้ มูล เพอ่ื คานวณจานวนคนตอบถกู
ในกลุ่มต่า (Rl) และจานวนคนตอบถูกในกลุ่มสงู (Ru)
การสรา้ งไฟล์ข้อมูล ของข้อสอบแต่ละขอ้ โดยใช้คาส่งั Crosstabs
การวเิ คราะห์ ข้ันที่ 9 คดั เลอื กข้อสอบทที่ ง้ั ค่า p และ r ผา่ นเกณฑ์
การอา่ น Printout ใหไ้ ดต้ ามจานวนท่ีตั้งไว้
ขัน้ ท่ี 10 วเิ คราะหค์ วามเชื่อมนั่ ของแบบทดสอบทัง้ ฉบับ
โดยใชส้ ูตร KR20 ในโปรแกรมเลือก alpha
สรปุ องคค์ วามรู้
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใช้ spss
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ spss
สงิ่ ทตี่ อ้ งรจู้ กั
Name : ต้ังชอื่ ตวั แปร (เวน้ วรรคใหใ้ ช้ _)
Type : กาหนดลกั ษณะข้อมูลทค่ี ยี ์ (numeric : คยี ์เป็นตัวเลข, string : คยี เ์ ปน็ ตัวอกั ษร)
Width : กาหนดความกวา้ งของข้อมูล (จานวนหลกั /จานวนตวั อกั ษร)
Decimal : กาหนดตาแหน่งทศนิยม
Label : อธบิ ายเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับตวั แปร (ex. คะแนนสอบ)
Values : กาหนดคา่ ตัวเลข ใชใ้ นกรณตี วั แปรนามบญั ญตั ิ (nominal scale)
Missing : กาหนดค่าแทนขอ้ มูลผิดพลาด
Align : วางตาแหน่งของข้อมูลทคี่ ีย์ (ซา้ ย/ขวา/ตรงกลาง)
Measure : ระดบั การวดั ขอ้ มลู (ตวั แปรเชิงปรมิ าณ)
การสร้างไฟลข์ อ้ มูล
- เปดิ โปรแกรม
- สรา้ งตัวแปร
- คียข์ ้อมูล
- บนั ทึกไฟล์
การวิเคราะห์
การอ่าน Printout
สรปุ องคค์ วามรู้
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ spss
การวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบและแบบสอบถามโดยใช้ spss
การหาค่าอานาจจาแนกรายข้อ (r) และค่า % ความยาก (p) โดยใช้เทคนคิ 27 % กลุ่มสงู – ตา่
ขั้นที่ 1 สรา้ งไฟล์ข้อมูล ของกล่มุ ทดลองใช้ N คน
ขน้ั ท่ี 2 รวมคะแนนทัง้ ฉบบั ของแต่ละคน โดยใช้คาส่ัง Compute variable
ขน้ั ท่ี 3 เรียงคะแนนจากน้อยไปมาก โดยใชค้ าสงั่ Short case
ขน้ั ที่ 4 คานวณหาจานวนคนในกล่มุ สูง (Nu) และจานวนคนในกลุ่มต่า (NI) โดยใช้สูตร 20 % ของ N
ข้นั ท่ี 5 สร้างตวั แปรใหม่ Group โดยกาหนดค่า (Value) ให้ 1 แทน กลุม่ ต่า (L), 2 แทนกลุม่ กลาง (M)
และ 3 แทนกลุ่มสูง (U)
ข้นั ที่ 6 คีย์ข้อมลู ตวั แปร Group โดย กลุ่มต่าพิมพ์เลข 1 กลุม่ สงู พมิ พ์เลข 2 และกลุม่ กลางพมิ พ์เลข 3
ขน้ั ท่ี 7 ตัดขอ้ มลู กลุ่มกลางออกทงั้ หมด จากนัน้ บนั ทึกไฟล์ใหม่ หรอื ใชค้ าสง่ั Select case เลือกเฉพาะ
Group = 1 or Group = 3
ข้นั ที่ 8 วเิ คราะหข์ อ้ มลู เพอ่ื คานวณจานวนคนตอบถกู ในกลุ่มตา่ (Rl) และจานวนคนตอบถูกในกลมุ่ สงู (Ru)
ของข้อสอบแตล่ ะขอ้ โดยใชค้ าส่ัง Crosstabs
ข้นั ที่ 9 คดั เลอื กข้อสอบทที่ ้งั ค่า p และ r ผา่ นเกณฑ์ ให้ได้ตามจานวนข้อสอบที่วางแผนไว้
ขน้ั ท่ี 10 วเิ คราะห์ความเช่ือมัน่ ของแบบทดสอบทัง้ ฉบับ โดยใช้สูตร KR20 ในโปรแกรมเลือก alpha โดยใช้
ขอ้ มลู ของกลมุ่ ทดลองใช้ท่ีมีท้ัง กลมุ่ สงู กลาง และตา่
กรณหี าคา่ r กรณเี ปน็ แบบมาตรประมาณคา่ โดยใช้ Item – total Correlation
ให้คดั ข้อคาถามทผ่ี า่ นเกณฑ์ แล้วหาความเชื่อมน่ั โดยใชว้ ิธีสัมประสิทธแิ์ อลฟา
WEEK 11
เปน็ การวางแผนและจัดทาหน่วยการเรยี นรู้ ซงึ่ เปน็ สาระการเรยี นรยู้ ่อยของ
รายวชิ า
โดยมี “มาตรคฐวานามกาหรมเรายียนขอรู้แงกลาะรตอวั ชอ้วีกัดแ”บเบป็นหเนปว่ ้ายหกมาายรสเราคยี นญั รขออู้ งงิ กมาารตเรรยี ฐนารนู้
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน
โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน ขนั้ ตอนการออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน
โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั
1. ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มี 3 ขั้นตอนหลัก
2. มาตรฐานและตวั ชวี้ ดั (พืน้ ฐาน)/ผลการเรยี นรู(้ เพม่ิ เติม) 1. ระบผุ ลลพั ธ์ท่ีต้องการ/กาหนดข้ันเป้าหมาย/กาหนด
3. สาระสาคญั ผลการเรียนรู้ ผลลัพธต์ อ้ งครอบคลมุ KPA
4. สาระการเรียนรู้ 2. กาหนดหลักฐานการเรยี นรูท้ ยี่ อมรบั ได/้ หลกั ฐาน
5. ชน้ิ งานหรอื ภาระงานที่ให้ผู้เรียนปฏบิ ตั ิ ท่แี สดงว่าผเู้ รยี นบรรลุข้อ 1 แล้ว
6. วธิ กี ารวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ และวางแผนวธิ ีการวัดและประเมนิ ผล เพือ่ ตรวจสอบ
7. กิจกรรมการเรียนรหู้ รอื วิธกี ารจดั การเรยี นการสอน 3. วางแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้หรือ
8. เวลาเรียน และน้าหนักคคะแนนประจาหน่วยการเรียนรู้ การเรียนการสอน
9. องคป์ ระกอบอ่ืน ๆ ท่นี ามาพิจารณารว่ มดว้ ย เช่น
สมรรถนะสาคัญทตี่ ้องการพฒั นา เปน็ ต้น
สรปุ องคค์ วามรู้
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน
โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั
ความหมายของการออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน
เปน็ การวางแผนและจดั ทาหน่วยการเรียนรู้ ซง่ึ เป็นสาระการเรียนรยู้ อ่ ยของรายวิชา
โดยมี “มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชวี้ ัด” เป็นเป้าหมายสาคญั ของการเรียนรู้ *ทกุ องคป์ ระกอบของ
หน่วยการเรียนร้ตู ้องเชอ่ื มโยงกบั มาตรฐานการเรียนรู้
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั
Grant Wiggins และ Jay McTighe เปน็ ผเู้ สนอ “การออกแบบยอ้ นกลบั (Backward design)”
1. ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้
2. มาตรฐานและตวั ชี้วัด (รายวิชาพ้ืนฐาน) / ผลการเรยี นรู้ (รายวชิ าเพิ่มเติม)
3. สาระสาคัญประจาหน่วยการเรียนรู้
4. สาระการเรียนรู้ (K P A)
5. ชนิ้ งานหรอื ภาระงานทใี่ ห้ผเู้ รยี นปฏิบัติ
6. วิธกี ารวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ (เน้นผลงานจากขอ้ 5)
7. กจิ กรรมการเรยี นรู้หรือวธิ กี ารจดั การเรียนการสอน
8. เวลาเรียนและน้าหนกั คะแนนประจาหน่วยการเรยี นรู้
9. องคป์ ระกอบอน่ื ๆ ทส่ี ามารถนามาพจิ ารณารว่ มด้วย เชน่ สมรรถนะสาคัญที่ตอ้ งการพัฒนา,
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ตามจดุ เนน้ ของสถานศกึ ษา เป็นต้น
สรปุ องคค์ วามรู้
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน
โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั
ขนั้ ตอนการออกแบบหนว่ ยการเรยี นรอู้ งิ มาตรฐาน โดยใชก้ ระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั
มี 3 ขั้นตอนหลัก ดงั น้ี
1. ระบุผลลัพธ์ท่ีต้องการ/ข้นั กาหนดเป้าหมาย/กาหนดผลการเรียนรู้ เป้าหมายตอ้ งครอบคลุม 3 ดา้ น K P A
ที่ขาดไมไ่ ด้เลยคือ*เป้าหมายการเรียนรตู้ ามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วดั ตา่ ง ๆ
2. กาหนดหลักฐานการเรียนรู้ท่ียอมรับได้/หลกั ฐานทแ่ี สดงวา่ ผู้เรียนได้บรรลเุ ป้าหมายในขัน้ 1 แล้ว เช่น
ชิ้นงานหรือภาระงานต่าง ๆ ที่ผู้เรียนปฏิบตั ิ อีกทง้ั จะต้องวางแผนวิธกี ารวัดและประเมนิ ผลหลักฐานการ
เรียนรนู้ ้นั ๆ ดว้ ย เพ่ือตรวจสอบว่าบรรลุตามผลลัพธท์ ี่ต้องการ
3. วางแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรหู้ รอื การเรยี นการสอน (Learning Activity)
WEEK 12
เป็นกระบวนการของการติดตอ่ ส่อื สารหรือการแสดงปฏกิ ิรยิ าโต้ตอบ 1. ผูส้ ่งสาร
ระหว่างบคุ คลสองคนหรือมากกวา่ นั้นขนึ้ ไป 2. สาร
เปน็ การส่ือสารทส่ี มบรู ณ์และมโี อกาสบรรลุจุดประสงคไ์ ด้ดที ส่ี ุด 3. ส่ือหรือช่องทาง
4. ผู้รบั สาร
ความรเู้ บอื้ งตน้ เกย่ี วกบั การสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล องคป์ ระกอบของการส่อื สารระหว่างบุคคล
การประเมนิ จากการสอื่ สารระหวา่ งบคุ คล
วธิ กี ารหลากหลายของการวดั และประเมนิ ผล ความหมายของการวดั และประเมนิ ผล
การเรยี นรจู้ ากการสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล การเรยี นรจู้ ากการสอื่ สารระหวา่ งบคุ คล
1. จากการถามตอบในชั้นเรียน กระบวนการเกบ็ รวบรวม
“ระหวา่ งการจัดการเรยี นการสอน” วเิ คราะห์ ตีความ
2. จากการพบปะพูดคุยกบั ผเู้ รยี น บันทึกขอ้ มูลทไี่ ด้
“กอ่ น/ระหวา่ ง/หลังเรียน” จากการตดิ ต่อสอ่ื สารหรอื
3. จากการพดู คยุ กบั ผู้ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับผูเ้ รียน การแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ
“กอ่ น/ระหวา่ ง/หลงั เรียน” ระหว่างผู้สอนกบั ผเู้ รยี น
4. จากการอภปิ รายในช้ันเรยี น “เกิดข้ึนตลอดระยะเวลา
“ระหวา่ งการจัดการเรียนการสอน” ของการจดั การเรียนการสอน”
5. จากการสอบปากเปล่า
“ระหวา่ งการจดั การเรยี นการสอน”
6. จากการบนั ทึกเหตกุ ารณ์ของผเู้ รียน
“หลังเรียน”
7. จากการตรวจการบา้ นหรือแบบฝึกหัดประจาวนั
“หลังเรียน”
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ จากการสื่อสารระหวา่ งบคุ คล
การประเมนิ จากการส่อื สารระหวา่ งบคุ คล “Interpersonal communication
assessment” นามาใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลผู้เรียนทสี่ อดคลอ้ งกับสภาพ
การจัดการเรยี นการสอนจรงิ ในชั้นเรยี น แลว้ นาขอ้ มูลมาวเิ คราะหจ์ ดุ แขง็ จุดอ่อน
เพอ่ื ให้ Feedback
ความรเู้ บอื้ งตน้ เกย่ี วกบั การสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล
เปน็ กระบวนการติดตอ่ สอ่ื สาร/การแสดงปฏิกิรยิ าโตต้ อบ ระหวา่ งบุคคล
สองคนหรือมากกวา่ น้นั ขน้ึ ไป “เปน็ การส่ือสารทีส่ มบูรณ์ มโี อกาสบรรลจุ ดุ ประสงค์
ได้ดที สี่ ดุ ”
องค์ประกอบของการสอ่ื สารระหว่างบคุ คล มี 4 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่
1. ผ้สู ่งสาร หมายถึง บคุ คล/กลุ่มบุคคล ทท่ี าหนา้ ท่ีในการสง่ สาร/แหล่งกาเนดิ สาร
2. สาร หมายถงึ เรอ่ื งราวทมี่ คี วามหมาย หรอื ส่ิงตา่ ง ๆ ทอี่ ย่ใู นรปู ของ ขอ้ มลู
ความรู้ ความคดิ เช่น ข้อความทเ่ี ขยี น เรอื่ งราวที่อา่ น บทเพลงทีร่ อ้ ง เปน็ ต้น
3. สอ่ื หรอื ชอ่ งทาง หมายถึง สิ่งท่เี ป็นพาหนะของสาร ทาหน้าทน่ี าสารจากผสู้ ่งไปยัง
ผู้รับสาร เชน่ คาพูด สหี นา้ ท่าทาง วิดีทัศน์ เปน็ ต้น
4. ผรู้ บั สาร หมายถึง กลุ่มบคุ คล/มวลชนทร่ี บั เรือ่ งราวข่าวสารจากผู้สง่ สารและ
แสดงปฏิกริ ิยาตอบกลบั ตอ่ ผู้สง่ สาร
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ จากการส่ือสารระหวา่ งบคุ คล
ความหมายของการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรจู้ ากการสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล
กระบวนการเกบ็ รวบรวม วิเคราะห์ ตคี วาม บนั ทกึ ข้อมูลทไี่ ดจ้ าก
การติดต่อสอื่ สารหรอื การแสดงปฏกิ ิริยาโตต้ อบระหวา่ งผูส้ อนกับผเู้ รียน แลว้ นาผล
ทไี่ ดม้ าวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน เพอ่ื ให้ขอ้ มลู ป้อนกลับ/ตดั สินผลการเรียนรู้
“เกิดขน้ึ ตลอดระยะเวลาของการจดั การเรยี นการสอน”
วธิ กี ารหลากหลายของการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรจู้ ากการสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล
1. จากการถามตอบในชั้นเรียน
กระบวนการเก็บรวบรวม วเิ คราะห์ ตีความ บนั ทกึ ข้อมลู ที่ได้จาก
การถามคาถามท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกบั พฤตกิ รรมการเรียนรู้ท่ตี อ้ งการวดั
เพ่อื ที่จะไดส้ รุปผลแล้วให้ Feedback/เสรมิ แรง ผเู้ รียน และใชพ้ ฒั นาการสอน
“วัดและประเมินผลระหวา่ งการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน”
2. จากการพบปะพูดคุยกบั ผูเ้ รียน
กระบวนการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ ตีความ บนั ทกึ ข้อมูลทไี่ ด้จากการสนทนา
กับผเู้ รียนอยา่ งมเี ป้าหมาย เพอื่ ใช้วางแผนพัฒนาการเรยี นรู้ใหบ้ รรลุเป้าหมาย
“วดั และประเมินผล ก่อน/ระหวา่ ง/หลงั การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน”
3. จากการพดู คุยกับผู้ท่เี กย่ี วข้องกบั ผู้เรียน
กระบวนการเก็บรวบรวม วเิ คราะห์ ตีความ บันทกึ ขอ้ มูลท่ีได้จากการสนทนา
กับผู้ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ผู้เรียนอย่างมีเปา้ หมาย เพ่อื ความถูกตอ้ ง เสรมิ ความมนั่ ใจ
ในการสรุปผลการเรียนรขู้ องผู้เรยี น
“วัดและประเมินผล กอ่ น/ระหว่าง/หลังการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน”
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ จากการสื่อสารระหวา่ งบคุ คล
4. จากการอภิปรายในชนั้ เรยี น
กระบวนการเกบ็ รวบรวม วเิ คราะห์ ตีความ บันทกึ ขอ้ มูลทไ่ี ด้จากการให้
ผู้เรยี นพูดคุย แลกเปล่ียนความคิดเหน็ กนั ภายในกลุ่ม เพอ่ื ให้ไดข้ อ้ มลู สารสนเทศ
มาพัฒนา (ตอ้ งให้ Feedback) /ประเมินสรุปผล
“วดั และประเมนิ ผลระหวา่ งการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน”
5. จากการสอบปากเปล่า
กระบวนการเก็บรวบรวม วเิ คราะห์ ตคี วาม บันทึกขอ้ มลู ทไ่ี ด้จาก
การสอบปากเปลา่ ของผูเ้ รียน เพอ่ื นาข้อมูลสารสนเทศ มาใชพ้ ัฒนาผเู้ รยี น/สรุป/
ตัดสนิ ผลการเรียน
“วดั และประเมินผลระหว่างการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน”
6. จากการบนั ทึกเหตุการณข์ องผเู้ รยี น
กระบวนการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ ตคี วาม บนั ทึกข้อมลู ทีไ่ ด้จากการเขียน
บนั ทกึ เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ของผเู้ รียน ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการเรียนร้ทู ั้งใน/นอกห้องเรยี น
เพอื่ นาขอ้ มูลสารสนเทศ มาใชพ้ ฒั นาผ้เู รยี น/สรปุ /ตดั สินผลการเรียน ซึ่งผลจากการ
ประเมินผสู้ อนสามารถเขยี นตอบสะท้อนความคิดเหน็ เพ่อื ให้ Feedback
“วัดและประเมนิ ผลหลงั การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน”
7. จากการตรวจการบ้านหรอื แบบฝกึ หัดประจาวนั
กระบวนการเกบ็ รวบรวม วเิ คราะห์ ตคี วาม บนั ทึกข้อมลู ท่ีได้จากการตรวจ
การบ้าน/แบบฝกึ หดั เพอ่ื ให้ไดข้ อ้ มูลสารสนเทศ มาพัฒนาผู้เรยี น (ให้ Feedback)/
สรปุ ผลการเรยี นรู้
“วดั และประเมนิ ผลหลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน”
WEEK 13
กระบวนการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั พฤติกรรมการเรยี นร้ขู องผู้เรียน
ผ่านการลงมือปฏิบตั จิ ริงตามภาระงานท่ผี ู้สอนไดอ้ อกแบบไว้
แลว้ นาข้อมลู ที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาผเู้ รยี น/ตดั สินคุณภาพผลการเรียน
แนวคดิ และความหมายของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
ลกั ษณะสาคญั ของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
1. การปฏบิ ัติงาน ตอ้ งมี “ภาระงาน” ใหผ้ ้เู รียนไดป้ ฏิบัตจิ รงิ
2. การประเมินการปฏบิ ตั สิ ามารถประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นรไู้ ด้ทงั้ ท่ีเปน็
ทักษะพสิ ัย ทักษะทางสมอง และคณุ ลักษณะนิสัย
3. การประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นรขู้ องผเู้ รียน สามารถประเมนิ ได้จาก
กระบวนการปฏบิ ัติงาน/ผลงานหรอื ช้นิ งานจากการปฏบิ ตั ิงาน
4. การประเมนิ การปฏบิ ัตสิ ามารถใช้ไดส้ อดคล้องตามแนวปฏบิ ัติการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
5. การประเมินการปฏบิ ัติมักมคี วามเปน็ อตั นัย
(ผ้ปู ระเมินควรมีเครือ่ งมือ/เกณฑ์ในการให้คะแนนทมี่ ีคุณภาพ)
6. การประเมนิ การปฏบิ ัตทิ ่เี นน้ การประเมนิ “Process” ผ้ปู ระเมนิ ตอ้ งเฝา้ สังเกต
ดูว่าผู้เรยี นสามารถปฏิบัติงานทก่ี าหนดไว้หรือไม่ อย่างไร
ส่วนการประเมนิ ที่เนน้ เฉพาะ Product อาจไมจ่ าเป็นตอ้ งเฝ้าดูอยา่ งจรงิ จงั
ขัน้ ที่ 1 กาหนดจุดม่งุ หมายของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
ข้ันท่ี 2 กาหนดรายการทักษะ ความสามารถ ความรู้ และการประยุกตใ์ ช้รวมถึงคณุ ลกั ษณะต่าง ๆ
(ตอ้ งสอดคล้องกับเปา้ หมายการเรียนรู)้
ขน้ั ที่ 3 ออกแบบงานหรอื ภาระงานให้ผเู้ รยี นปฏิบัติ (ผูเ้ รียนตอ้ งไดป้ ฏิบตั จิ รงิ )
ขั้นท่ี 4 พฒั นาเกณฑก์ ารประเมินการปฏบิ ัตงิ านแต่ละงานท่ีมอบหมายอยา่ งชัดเจน
ข้ันท่ี 5 เลอื กวธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูลและเครือ่ งมอื ที่ใช้
ข้นั ที่ 6 จัดทาใบงานเพ่อื ช้ีแจงการปฏบิ ตั งิ านอย่างชัดเจนและถูกตอ้ ง
ขน้ั ท่ี 7 วางแผนและดาเนินการลดความคาดเคลือ่ นในการให้คะแนน
หรือประเมนิ คุณภาพการปฏบิ ัตงิ านของผูเ้ รยี น
ขน้ั ตอนการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
จุดออ่ น
จดุ แขง็ และจดุ ออ่ น 1. การให้คะแนน ให้มีความเช่ือมั่น/
ของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ คงเส้นคงวาค่อนขา้ งทาได้ยาก
2. มีข้อจากดั ในการเลือกตวั อย่างเนือ้ หา
3. ค่อนขา้ งใช้เวลานานและยาก
ในการพฒั นาการปฏิบตั ิงานใหส้ มบูรณ์
จดุ แขง็ 4. ในทางปฏิบตั อิ าจมีขอ้ จากัดเก่ียวกับปัจจัยต่าง ๆ
1. สามารถวัดความสามารถทไี่ ม่อาจวัดได้โดยวิธีอนื่
2. เหมาะกบั ทฤษฎีการเรียนรรู้ ่วมสมัย
3. สง่ ผลใหก้ ารจัดการเรยี นการสอนไดด้ ีกวา่
การใชว้ ธิ ีทาแบบทดสอบเพยี งอยา่ งเดียว
4. สามารถประเมินได้ทั้ง Process และ Product
5. เปน็ การขยายวิธกี ารวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ของผูเ้ รียนใหม้ ีความหลากหลาย
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
การประเมนิ การปฏิบตั ิ “Performance assessment” มจี ดุ เด่นทส่ี าคัญ คอื สามารถวดั ทกั ษะ
ความสามารถตา่ ง ๆ ทไี่ ม่อาจวัดโดยวธิ อี ืน่ ได้ สามารถประเมนิ ไดค้ รอบคลุมในจดุ ประสงค์การเรียนรทู้ ่ี
ซับซอ้ น และสอดคล้องกบั ทฤษฎีร่วมสมยั
แนวคดิ และความหมายของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
กระบวนการเกบ็ รวบรวมข้อมลู เก่ยี วกับพฤติกรรมการเรยี นรขู้ องผู้เรียน ผา่ นการลงมอื ปฏิบัตจิ รงิ
ตามภาระงานที่ผูส้ อนได้ออกแบบไว้ แล้วนาข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์สารสนเทศ เพ่อื พัฒนาผู้เรียน/ตดั สนิ
คณุ ภาพการเรยี นรู้
ลกั ษณะสาคญั ของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
1. ตอ้ งมี “ภาระงาน (Task)” ใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมือปฏิบัตจิ รงิ (ภาระงานต้องสอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์)
2. สามารถประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นร้ไู ดท้ ง้ั ทเ่ี ปน็ ทกั ษะพิสยั ทักษะทางสมอง และคุณลกั ษณะนสิ ัย
(ประเมินผา่ นภาระงาน/การปฏบิ ตั งิ าน)
3. การประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นรูข้ องผ้เู รียน สามารถประเมินไดจ้ าก Process และ Product
ทีเ่ กดิ จากการปฏบิ ตั ิ
4. สามารถใช้ได้สอดคล้องตามแนวปฏบิ ตั ิการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ท้งั 2 จุดหมาย คือ 1) การวัดและประเมินผลเพ่อื พฒั นา
การเรียนรขู้ องผู้เรียน และ 2) การวัดและประเมินผลเพอื่ ตัดสนิ ผลการเรียนหรอื สรปุ ผลการเรยี นรู้
5. การประเมนิ การปฏบิ ตั มิ ักมคี วามเปน็ อตั นัย (Objective) ผูส้ อน/ผ้ปู ระเมินจาเป็นตอ้ งใชเ้ ครือ่ งมอื /
เกณฑ์การใหค้ ะแนนท่มี ีคุณภาพ (Rubrics) ใช้เทคนคิ วิธีการที่หลากหลาย
6. การประเมนิ การปฏิบัตทิ เี่ นน้ Process ผสู้ อน/ผ้ปู ระเมนิ ตอ้ งเฝา้ สังเกตดูว่าผูเ้ รยี นสามารถดาเนนิ การ
ปฏิบตั ิงานท่ีกาหนดได้หรือไม่ อยา่ งไร สว่ นการประเมินการปฏิบตั ิท่ีเนน้ Product ไม่จาเป็นตอ้ งเฝ้าดู
อย่างจริงจงั แต่ถ้ามีจดุ มงุ่ หมายเพอ่ื Formative assessment ควรจะสังเกตการปฏบิ ตั ิงานด้วย เพอ่ื ใด้
Feedback ไดต้ รง
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
ขน้ั ตอนการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
ขั้นท่ี 1 กาหนดจุดมุ่งหมายของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ วา่ มีจดุ มุ่งหมาย เพ่อื อะไร
ถ้า Formative assessment จะตอ้ งมกี ารเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการจัดการเรียนการสอนอย่างตอ่ เนอ่ื ง
เพ่ือนาขอ้ มูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพอื่ ให้ Feedback เพื่อให้ผ่านเกณฑท์ ี่ตง้ั ไว้
ถา้ Summative assessment จะเนน้ การตดั สนิ คณุ ภาพการปฏบิ ัติงาน ตามเกณฑท์ ่กี าหนด
ไมม่ ีการให้ Feedback เพราะเป็นการใหค้ ะแนนเพื่อตดั สนิ ผลการเรยี น/ประเมนิ ว่าผา่ นไม่ผ่าน
คุณภาพอยู่ระดับใด มกั ใชเ้ มอื่ จบหน่วยการเรยี นรู้ Midterm Final
ข้ันท่ี 2 กาหนดรายการทักษะ ความสามารถ ความรแู้ ละการประยุกตใ์ ช้ รวมถงึ คุณลักษณะต่าง ๆ
ขน้ั ที่ 3 ออกแบบช้นิ งานหรอื ภาระงานใหผ้ เู้ รียนปฏิบัติ (ผูเ้ รยี นตอ้ งได้ปฏิบัติจรงิ )
ขน้ั ท่ี 4 พัฒนาเกณฑก์ ารประเมนิ การปฏิบตั ิงานแตล่ ะงานทมี่ อบหมายอยา่ งชัดเจน
ข้ันท่ี 5 เลือกวธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูลและเคร่อื งมือทใ่ี ช้
ข้นั ท่ี 6 จัดทาใบงานเพอื่ ชแ้ี จงการปฏิบตั งิ านอย่างชัดเจนและถูกตอ้ ง
ขั้นที่ 7 วางแผนและดาเนินการลดความคลาดเคล่ือนในการใหค้ ะแนน
หรอื ประเมนิ คณุ ภาพการปฏบิ ัติงานของผู้เรยี น
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
จดุ แขง็ และจดุ ออ่ นของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
จดุ แขง็
1. สามารถวดั ความสามารถทไ่ี ม่อาจวดั โดยวธิ อี ื่นได้ เช่น การรอ้ งเพลง วาดภาพ เปน็ ต้น
2. เหมาะกับทฤษฎีการเรียนรูร้ ว่ มสมยั
3. สง่ ผลใหก้ ารจัดการเรียนการสอนไดด้ ีกวา่ การใชว้ ิธกี ารทดสอบเพียงอยา่ งเดียว
4. สามารถประเมินไดท้ ้งั Process และ Product
5. เป็นการขยายวิธกี ารวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผู้เรยี นให้มีความหลากหลาย
จดุ ออ่ น
1. การให้คะแนนใหม้ คี วามเชือ่ มั่น/คงเสน้ คงวา ค่อนข้างทาได้ยาก
2. มกั มีข้อจากดั ในการเลือกตวั อยา่ งเน้อื หา เน่ืองจาก มันเป็นการยากทจ่ี ะสรปุ ทกั ษะความรทู้ ีผ่ เู้ รียนมีอยู่
3. ค่อนขา้ งใช้เวลานานและยากในการพฒั นาการปฏบิ ตั ิงานใหส้ มบรู ณ์
4. ในทางปฏบิ ัติอาจมขี อ้ จากดั เก่ียวกับปจั จัยตา่ ง ๆ เชน่ ความต้องการพน้ื ท่ีดา้ นการปฏบิ ัตงิ าน เปน็ ตน้
WEEK 14
1. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจรงิ เป็นทางเลือกใหม่ของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ของผู้เรียน ทมี่ ีจดุ เด่นหลายประการ อาทิ
1) การประเมนิ ความสามารถผู้เรียนแบบองคร์ วม ผ่านการลงมือปฏบิ ัตงิ าน
2) การท่ีผเู้ รียนได้ตอบสนองหรอื แสดงออกอย่างหลากหลาย
3) ผลการประเมินสิง่ ทผ่ี ู้เรยี นไดเ้ รียนรู้มีความถกู ต้อง แม่นยา
4) การสง่ เสริม สนบั สนนุ และเปน็ สว่ นหนึง่ ของการจัดการเรยี นการสอนที่เน้นผูเ้ รยี นเป็นสาคัญ
5) การใช้วิธกี ารและเครอื่ งมือทห่ี ลากหลาย
2. ความหมายของการประเมนิ สภาพจริงในช้นั เรียน
กระบวนการวัดและประเมินศกั ยภาพของผู้เรยี นแบบองค์รวม (พุทธพิ ิสยั ทกั ษะพสิ ัย จิตพิสยั )
ผ่านการลงมอื ปฏิบัติ สอดคล้องกบั ชวี ติ จรงิ และเปน็ ส่วนหนงึ่ ของการจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ
แนวคดิ และความหมายของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชน้ั เรยี น
ลกั ษณะสาคญั ของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
1. มุ่งประเมนิ ความสามารถผเู้ รยี นแบบองค์รวม ผา่ นการลงมอื ปฏิบตั ิงาน
ทีส่ อดคลอ้ งกับชีวิตจริงและมีความหมายต่อผู้เรียน
2. ผู้เรยี นไดใ้ ชท้ กั ษะการคดิ ขน้ั สงู และประยุกต์ใช้ความรู้
3. เน้นการประเมนิ ทีใ่ ห้ผู้เรียนได้ตอบสนองหรือแสดงออกอย่างหลากหลาย
4. เป็นการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผ้เู รยี นทม่ี ีลกั ษณะเฉพาะเจาะจง
5. มีการให้ผู้เรยี นประเมนิ ตนเอง ซึง่ จะทาให้มองเห็นจุดแข็ง จดุ อ่อน เพื่อพัฒนาตัวเอง
6. มกี ารใชเ้ ครอ่ื งมอื และวิธีการทห่ี ลากหลายอยา่ งตอ่ เนือ่ ง
7. เปน็ การประเมินแบบองิ เกณฑ์ ทต่ี ัดสินการปฏิบัติงานของผูเ้ รียนตามระดับคุณภาพ/มาตรฐานของงาน
8. สามารถดาเนนิ การควบคู่ไปกับการจดั การเรยี นการสอนทั้งใน/นอกหอ้ งเรียน
9. ใหผ้ ลสมั ฤทธิข์ องผู้เรียนมีความสอดคลอ้ ง/ตรงตามสภาพการเรียนร้ทู ่ีแทจ้ ริง
10. ใชก้ ารประเมนิ ในแง่ของ “Assessment” ไม่ใช่ “Evaluation”
11. การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ยังมขี ้อจากัดบางอย่างอยู่
12. การประเมินแบบดงั้ เดมิ ใชร้ ่วมกับการประเมินตามสภาพจริงได้
(ขึน้ อยู่กับสถานการณ์และผลลพั ธ์ท่คี าดหวงั )
“การประเมนิ ปฏิบัติ” ผูเ้ รียนจะแสดงพฤติกรรมทต่ี อบสนองและรับการประเมนิ ภาตใต้เงือ่ นไขท่ีกาหนด/
มีลักษณะทีเ่ ฉพาะเจาะจง ไมส่ อดคลอ้ งกับชีวติ จริง
“การประเมินสภาพจรงิ ” ผู้เรยี นจะแสดงพฤติกรรมทีต่ อบในสนองแบบอิสระ ให้ความสนใจ
กบั บรบิ ทสง่ิ แวดลอ้ มท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการตอบสนอง
ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งการประเมนิ การปฏบิ ตั กิ บั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชน้ั เรยี น
แนวทางการประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในการจดั การเรยี นการสอน
1. ออกแบบหน่วยการเรียนรู้อยา่ งมคี วามหมาย
2. ใช้วธิ กี ารประเมนิ ที่เหมาะสมอย่างหลากหลาย เนน้ การมีส่วนรว่ ม
3. ผเู้ รยี นต้องรับรแู้ ละเห็นด้วยกบั เกณฑ์การประเมนิ
4. ตอ้ งมกี ารทดลองใช้ Rubrics ของทงั้ ผเู้ รียนและผ้สู อน
5. ผู้สอนต้องมองการประเมินเปน็ เหมอื นการเฉลมิ ฉลองการเรยี นรู้ของผเู้ รียน
6. ใหผ้ เู้ รียนไดม้ ที างเลอื กในการสร้างชิน้ งานท่พี วกเขาพอใจ เพอ่ื รบั การประเมิน
7. ใหผ้ ู้เรียนมโี อกาสเห็นขอ้ บกพรอ่ งในงานที่ไดร้ บั การประเมิน โดยให้ Feedback
8. ผูส้ อนต้องมองว่า สงิ่ สาคัญทสี่ ุดของ Formative assessment คอื Feedback
ขน้ั ตอนการประเมนิ สภาพจรงิ
1. กาหนดงาน/ภาระงาน ให้ผูเ้ รยี นปฏิบัติ
2. กาหนดขอบเขตของสง่ิ ทจี่ ะประเมินอย่างชัดเจน
3. กาหนดวัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมายของการประเมนิ
4. กาหนดผ้ปู ระเมนิ
5. เลอื กวธิ ีการและเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
6. กาหนดเกณฑ์ในการประเมนิ การปฏบิ ตั งิ าน
7. จัดทาเอกสารใบงานอย่างชดั เจน
8. ดาเนนิ กิจกรรมตา่ ง ๆ ตามภาระงานทมี่ อบหมาย
9. กากับ ตดิ ตาม ตรวจสอบ และให้คาแนะนา ในระหว่างทากิจกรรม
10. ประเมนิ สรุปรวบยอด
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชน้ั เรยี น
การประเมนิ ตามสภาพจริง (Authentic assessment) เป็นการประเมินส่ิงทผี่ ู้เรยี นได้เรยี นรู้ มีความถูกตอ้ ง
แมน่ ยา วิธกี ารวดั และประเมนิ ผลสามารถตรวจสอบความสามารถโดยรวมของผเู้ รียน
แนวคดิ เกย่ี วกบั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ
เป็นทางเลอื กใหม่ของการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ ที่มจี ุดเดน่ หลายประการ ท่วี ิธีการแบบเดิม
ทาได้ยาก อาทิ
1. เป็นการประเมินความสามารถของผูเ้ รยี นแบบองคร์ วม ผา่ นการลงมอื ปฏิบตั ทิ ส่ี อดคลอ้ งกบั ชวี ิตจรงิ และมีความหมาย
2. ผูเ้ รยี นไดต้ อบสนองและแสดงออกอยา่ งหลากหลาย เช่น ทักษะทางสังคม ทักษะการแก้ปัญหา เปน็ ตน้
3. ผลการประเมนิ มีความถูกตอ้ ง แมน่ ยา สอดคลอ้ งกบั ความสามารถท่แี ท้จรงิ ของผเู้ รียน
4. สง่ เสรมิ สนบั สนนุ และเปน็ สว่ นหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทเี่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สาคญั
5. ใช้วธิ ีการและเคร่อื งมือทีห่ ลากหลาย เช่น การสังเกต การสมั ภาษณ์ การตรวจงาน เปน็ ต้น
ความหมายของการประเมนิ สภาพจรงิ ในชน้ั เรยี น
กระบวนการวดั และประเมินศกั ยภาพของผ้เู รียนแบบองค์รวม (พทุ ธพิ สิ ัย ทักษะพสิ ัย และจติ พสิ ัย)
ผ่านการลงมือปฏิบัตงิ าน ท่ีสอดคลอ้ งกบั ชวี ิตจริง มคี วามหมายตอ่ ผู้เรียน ส่งเสริม สนับสนนุ และเปน็ สว่ นหน่ึง
ของการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั
ลกั ษณะสาคญั ของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
1. มงุ่ ประเมนิ ความสามารถของผู้เรียนแบบองค์รวม ผ่านการลงมือปฏิบัติงาน ทีส่ อดคล้องกบั ชีวิตจริง และมคี วามหมาย
2. ผเู้ รียนได้ใช้ทกั ษะการคดิ ข้นั สงู และประยกุ ต์ใช้ความรู้ “การเรยี นรูไ้ มไ่ ด้เปน็ เพยี งเรอื่ งของการทอ่ งจา”
3. เนน้ การประเมนิ ท่ีใหผ้ เู้ รียนไดต้ อบสนองหรอื แสดงออกอย่างหลากหลาย
4. เป็นการวัดและประเมินผลการเรยี นรูข้ องผูเ้ รียนทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะเจาะจง ทาใหผ้ ลการประเมนิ ถกู ต้องและเชอ่ื ถอื ได้
5. มีการให้ผู้เรยี นประเมินผลงานตนเอง ทาใหม้ องเหน็ จุดแขง็ จุดอ่อน เพ่อื จะไดต้ ั้งเปา้ หมายในการพฒั นาตนเอง
6. มกี ารใช้เครื่องมือและวิธกี ารทหี่ ลากหลายอย่างต่อเน่ือง (ชว่ งเวลาหนง่ึ ) เชน่ การแสดงละคร การสมั ภาษณ์ เป็นต้น
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชนั้ เรยี น
7. เป็นการประเมนิ แบบองิ เกณฑ์ ตดั สินการปฏบิ ัติงานทร่ี ะดบั คณุ ภาพ/มาตรฐาน
8. เป็นสว่ นหนึง่ ของการจัดการเรยี นการสอน (ดาเนินการพรอ้ มกับการสอนใน/นอกห้องได้)
9. ทาใหไ้ ดผ้ ลสมั ฤทธขิ์ องผู้เรยี นทสี่ อดคลอ้ ง/ตรงกับสภาพการเรยี นรู้ทีแ่ ทจ้ ริงของผู้เรยี น
10. การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ใชก้ ารประเมนิ ในแง่ของ “Assessment” ไม่ใช่ “Evaluation”
11. การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ยงั มีข้อจากัดอยู่ เชน่ อาจใช้ไดไ้ ม่หมดทกุ กรณี, ความนา่ เชอื่ ถือ/ยอมรบั ยงั นอ้ ย เป็นตน้
12. การสรุปอ้างอิงอาจผดิ พลาดได้ จากสาเหตขุ องจานวนงาน ทไ่ี ม่เหมาะสม
ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งการประเมนิ การปฏบิ ตั กิ บั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ
“การประเมินการปฏบิ ัติ” ผูเ้ รยี นจะแสดงพฤติกรรมที่ผสู้ อนต้องการวัดออกมา ภายใตก้ รอบและเง่ือนไขทถี่ กู กาหนดหรอื
สร้างข้นึ อย่างมลี กั ษณะเฉพาะเจาะจง ซงึ่ ไมส่ อดคล้องกบั ชวี ิตจรงิ (มงุ่ ตรวจสอบการตอบสนองของผู้เรียน)
“การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ” ผู้เรยี นจะแสดงพฤตกิ รรมท่ีผู้สอนตอ้ งการวดั ออกมาอย่างอิสระ ในบริบท/สภาพแวดลอ้ ม
ทอ่ี ยูใ่ นชวี ติ จรงิ (ให้ความสนใจบริบทสง่ิ แวดล้อมที่เกย่ี วขอ้ งกบั การตอบสนอง)
แนวทางการประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในการจดั การเรยี นการสอน
1. การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้อย่างมีความหมาย
2. ใช้วธิ กี ารประเมินท่ีมคี วามเหมาะสม หลากหลาย เน้นการมีสว่ นร่วม (อาจใชแ้ บบดั้งเดิมร่วมดว้ ย)
3. ผเู้ รยี นจะตอ้ งรับรู้และเห็นดว้ ยกบั เกณฑ์หรือรายการประเมิน (Rubrics) กอ่ นลงมือปฏบิ ัติงาน
4. ต้องมกี ารทดลองใช้ Rubrics กอ่ น เพ่ือปรับปรงุ ให้ดีข้ึน เหมาะสมกบั งาน
5. ผสู้ อนตอ้ งมองการประเมนิ เปน็ เหมือนการเฉลิมฉลองการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น
6. ให้ผูเ้ รียนเลือกสร้างช้ินงานท่ีพวกเขาพอใจจะเข้ารับการประเมิน
7. ใหผ้ ูเ้ รียนมโี อกาสไดเ้ หน็ ข้อผิดพลาดของงาน โดยผ้สู อนจะให้ Feedback
8. ผสู้ อนตอ้ งมองว่าส่งิ สาคัญที่สุดของ Formative assessment คือ การให้ Feedback
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชนั้ เรยี น
ขน้ั ตอนการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
1. กาหนด Task ให้ผเู้ รียนได้ลงมอื ปฏิบตั ิ (Task ต้องมุ่งประเมนิ ความสามารถผู้เรียนแบบองคร์ วม ตามเป้าหมาย
การเรยี นรู้ และท่ีสาคญั ตอ้ งสอดคลอ้ งกับชีวิตจริงและมีความหมายตอ่ ผเู้ รียน)
2. กาหนดขอบเขตของส่ิงทจ่ี ะประเมินใหช้ ัดเจน ว่าจะประเมินอะไรบ้าง อย่างไร
3. กาหนดวัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมายของการประเมิน
4. กาหนดผู้ประเมนิ (ผู้เรียนกส็ ามารถประเมนิ ตนเองได้ แตน่ า้ หนักคะแนนจะอยทู่ ี่ผสู้ อนมากกว่า)
5. เลอื กวิธีการและเครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรอู้ ย่างหลากหลาย เช่น การสังเกตตามสภาพจริง,
การสัมภาษณ์, การสอบถาม, การทดสอบ, การตรวจสอบช้นิ งาน เป็นตน้
6. กาหนดเกณฑ์ในการประเมินการปฏิบตั งิ าน ผลงาน/ชิน้ งาน (ใหส้ อดคลอ้ งกบั เปา้ หมายการเรยี นรู้) และผูเ้ รยี น
จะต้องมสี ่วนร่วมในการกาหนดเกณฑ์ด้วย
7. จัดทาเอกสารใบงานอย่างชัดเจน
8. ดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ตามภาระงานทีม่ อบหมาย
9. ประเมินสรุปรวบยอดเก่ียวกบั ภาระงานท่ีมอบหมาย (ประเมนิ ตามหลักฐานการเรียนรู)้
WEEK 15
เปน็ แนวทางในการให้ 1. เกณฑ์การประเมนิ หรือ ขน้ั ที่ 1 กาหนดงานท่ตี ้องประเมนิ
คะแนนคุณภาพการ ประเดน็ ท่ีจะประเมนิ ขั้นท่ี 2 กาหนดประเภทของ Rubrics ทีใ่ ชป้ ระเมนิ งาน
ปฏบิ ัติงาน 2. ระดบั ความสามารถหรอื ขั้นที่ 3 กาหนดเกณฑ์หรอื ประเดน็ ท่ีจะประเมนิ
ของผู้เรยี น ทั้งในส่วนท่เี ป็น ระดบั คณุ ภาพ ขั้นที่ 4 กาหนดจานวนระดับคุณภาพ
Performance และ Product 3. การบรรยายคุณภาพ ข้ันท่ี 5 เขียนบรรยายคณุ ภาพของแต่ละระดบั
รวมถึงพฤติกรรมการทางาน ของแตล่ ะระดบั ขน้ั ท่ี 6 ทดลองและฝกึ ใช้ Rubrics
ข้ันที่ 7 จดั ทาเปน็ เครอ่ื งมือการให้คะแนนที่สมบูรณ์
ความหมายของรบู รกิ ส์ องคป์ ระกอบของรบู รกิ ส์
แนวทางและขน้ั ตอนการสรา้ งรบู รกิ ส์
การใชร้ บู รกิ สใ์ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การแบง่ ประเภทของรบู รกิ ส์
Holistic rubrics และ Analytic rubrics General rubrics และ Task specific rubrics
“Holistic rubrics (รบู รกิ สแ์ บบองค์รวม)” “General rubrics (รบู ริกสแ์ บบท่วั ไป)”
ถกู สรา้ งข้ึนสาหรับให้คะแนน Performance และ สร้างขน้ึ โดยใชเ้ กณฑ์หรือประเดน็ ทีจ่ ะประเมินกวา้ ง ๆ
Product โดยจะนาเอาทุกประเดน็ ที่จะประเมนิ เพ่อื ให้สามารถใชป้ ระเมนิ ได้หลายงาน โดยที่งาน
มาเขยี นอธิบายไปพรอ้ ม ๆ กนั ในแต่ละระดบั เหลา่ นนั้ อย่ใู นกลมุ่ เดยี วกัน สามารถสรา้ งไดท้ ั้งใน
คณุ ภาพ ลักษณะทเี่ ป็น Holistic rubrics และ Analytic rubrics
“Analytic rubrics (รบู รกิ ส์แบบแยกส่วน)” “Task specific rubrics (รบู ริกสแ์ บบเฉพาะงาน)”
ถกู สรา้ งขน้ึ สาหรับให้คะแนน Performance และ สร้างขึน้ โดยมีเปา้ หมายเพื่อประเมินเฉพาะงานใด
Product แยกแยะตามประเด็นที่จะประเมนิ งานหนึ่ง เกณฑ์หรือประเดน็ จะกาหนดไว้อย่างชดั เจน
โดยกาหนดนา้ หนักคะแนนของแตล่ ะประเดน็ ตรงกับงานนั้น ๆ
เขยี นอธบิ ายแต่ละระดับคุณภาพ และตอ้ งกาหนด
เกณฑ์การตัดสนิ รวม
สรปุ องคค์ วามรู้
การใชร้ บู รกิ สใ์ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ความหมายของรบู รกิ ส์
Rubrics เปน็ แนวทางในการให้คะแนนคุณภาพการปฏิบตั งิ านของผ้เู รียน ทง้ั ในส่วน
ท่เี ปน็ Performance และ Product รวมถงึ พฤติกรรมการทางาน โดยแยกแยะและอธบิ าย
คุณภาพของเกณฑท์ ่ีใช้ประเมินไวอ้ ย่างชดั เจน จากระดบั ท่ีต้องปรับปรุงจนถงึ ระดบั ยอดเยี่ยม
องคป์ ระกอบของรบู รกิ ส์
1. เกณฑก์ ารประเมนิ (Criteria) หรอื ประเด็นท่ีจะประเมิน “ส่ิงที่ผสู้ อนและผเู้ รียน
ร่วมกนั กาหนดขน้ึ เพ่ือสะทอ้ นถึงคุณภาพการปฏิบตั งิ านของผเู้ รยี น”
2. ระดับความสามารถหรือระดบั คุณภาพ (Performance level) “จานวนระดบั คณุ ภาพ
ของการปฏบิ ตั ิงานตามประเด็นท่จี ะประเมนิ ตัง้ แตร่ ะดบั ดีมากไปจนถึงปรบั ปรุง และไม่ควรใช้
คาท่ีอา่ นแล้วบัน่ ทอนจติ ใจผู้เรยี น”
3. การบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ (Quality description) เขยี นบรรยายวา่
คณุ ภาพในแต่ละระดับเปน็ อยา่ งไร เขยี นบรรยายใหช้ ดั เจน แยกความแตกต่างใหช้ ัดเจน
การแบง่ ประเภทของรบู รกิ ส์
1. Holistic rubrics และ Analytic rubrics
1.1 Holistic rubrics (รูบรกิ สแ์ บบองค์รวม) ถูกสรา้ งขึน้ สาหรบั ใหค้ ะแนน
การปฏิบตั ิงาน/ผลผลติ จากการปฏิบัติงาน โดยนาเอาทกุ ประเด็นท่ีจะประเมินมาเขยี นอธิบาย
ไปพร้อม ๆ กนั ในแตล่ ะระดบั คุณภาพ
ข้อดี 1) สามารถนาไปใชก้ บั การประเมนิ งานตา่ ง ๆ ได้หลายงาน ท่ีมีลักษณะคล้าย ๆ กนั
2) ประหยดั เวลาในการประเมนิ เพราะ ใหค้ ะแนนแบบ a single score
3) ถ้าฝกึ ฝน ก็สามารถประยกุ ต์ rubrics ในการให้คะแนนได้คงเส้นคงวา นา่ เช่อื ถือ
สรปุ องคค์ วามรู้
การใชร้ บู รกิ ส์ในการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
ข้อเสีย 1) ไม่ได้ให้ Feedback แก่ผู้เรียน ทาให้ยากต่อการพฒั นา
2) ขาดรายละเอียดท่ีเฉพาะเจาะจง ทาให้ไมม่ ีประโยชน์สาหรับ Formative assessment
1.2 Analytic rubrics (รบู ริกส์แบบแยกส่วน) ถกู สร้างข้ึนสาหรับใหค้ ะแนนการ
ปฏิบตั ิงาน/ผลผลติ จากการปฏิบัติงาน แยกแยะตามประเดน็ ทจ่ี ะประเมิน โดยทัว่ ไปนิยมกาหนด
จานวนนา้ หนักคะแนนเท่ากนั ทุกประเด็น ในชว่ ง 3 – 6 ระดบั
ข้อดี 1) มปี ระโยชนใ์ นการให้ Feedback
2) ถว่ งน้าหนักคะแนน/ประเด็นทจ่ี ะประเมิน ได้ตามความสาคญั
3) ถา้ ใช้ rubrics ชุดเดิมอย่างตอ่ เน่ือง จะทาใหเ้ ห็นความกา้ วหน้าของผ้เู รียน
ข้อเสีย 1) เมื่อนาคะแนนแตล่ ะสว่ นมารวมกัน อาจไม่ใชค่ ะแนนอย่างแทจ้ รงิ
2) ใชเ้ วลาในการสรา้ ง/ใช้นาน
2. General rubrics และ Task specific rubrics
2.1 General rubrics (รบู รกิ สแ์ บบทว่ั ไป) สร้างขึ้นโดยใชเ้ กณฑ/์ ประเดน็ ท่ีจะประเมนิ
กว้าง ๆ เพอื่ ให้สามารถใช้ประเมินไดห้ ลายงาน ที่อยใู่ นกลมุ่ เดยี วกัน ลกั ษณะของงานคล้าย ๆ กนั
(In the same family) สรา้ งได้ทง้ั Holistic rubrics และ Analytic rubrics
ขอ้ ดี 1) สามารถนาไปใชป้ ระเมินได้หลายงาน
2) ผเู้ รียนสามารถรว่ มสร้างกับผ้สู อนได้ และผูเ้ รียนมโี อกาสประเมินตนเอง
ขอ้ เสีย 1) มีความเชือ่ ม่นั /คงเส้นคงวาตา่ กวา่ Task specific rubrics
2) สรา้ งยากกว่า Task specific rubrics ตอ้ งนาไปทดลองใชก้ ่อน
สรปุ องคค์ วามรู้
การใชร้ บู รกิ ส์ในการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
2.2 Task specific rubrics (รูบรกิ สแ์ บบเฉพาะงาน) สร้างขน้ึ โดยมีเป้าหมายเพอ่ื
ประเมินเฉพาะงานใดงานหนง่ึ ท่มี อบหมายให้ผเู้ รียนไดป้ ฏิบัติ เกณฑ์/ประเด็นที่จะประเมิน
กาหนดไวอ้ ย่างละเอยี ด ชัดเจน และตรงกับงานปฏิบตั ิ
ข้อดี 1) สามารถใหค้ ะแนนงา่ ยกวา่ General rubrics
2) ใช้เวลานอ้ ยในการทา
ข้อเสยี 1) ไม่สามารถนามาช้ีแจงทาความเขา้ ใจกับผู้เรียนได้
2) ยุ่งยาก เสยี เวลา เพราะต้องเขยี นใหม่ทกุ ครั้งในแตล่ ะงาน
3) งานทเี่ ปดิ กว้างในการทา ไม่เหมาะทีจ่ ะใช้ Task specific rubrics
แนวทางและขนั้ ตอนการสรา้ งรบู รกิ ส์
ขน้ั ท่ี 1 กาหนดงานทจ่ี ะประเมนิ (ผลผลติ /ผลการปฏิบตั ิ)
ขั้นท่ี 2 กาหนดประเภทของ Rubrics ท่ใี ช้ประเมินงาน
ขน้ั ท่ี 3 กาหนดเกณฑ์หรอื ประเดน็ ท่ีจะประเมนิ (ขน้ั น้สี าคัญมากกก)
ขนั้ ที่ 4 กาหนดจานวนระดับคณุ ภาพ (ดีมากไปจนถึงปรบั ปรุง)
ขัน้ ที่ 5 เขยี นบรรยายคณุ ภาพของแตล่ ะระดับ
ขน้ั ท่ี 6 ทดลองและฝึกใช้ Rubrics (นาเสนอตัวอยา่ ง “งาน”)
ขั้นที่ 7 จดั ทาเปน็ เครอ่ื งมอื การใหค้ ะแนนท่ีสมบูรณ์
WEEK 16
วิธีประเมินผลการเรยี นรู้อย่างหนึง่ ท่ีมสี งิ่ ประเมนิ คือ “แฟม้ สะสมผลงาน” ซ่ึงผู้เรียนจัดทาขนึ้ โดย
การรวบรวมผลงานจากการปฏบิ ตั ิงานทเี่ ก่ียวขอ้ งกับการเรยี นการสอน มีจุดมุ่งหมาย มกี ารวางแผนลว่ งหน้า
อย่างเปน็ ระบบ ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง 1. เป็นการทางานร่วมกนั ระหว่างผเู้ รยี นกับผ้สู อน
2. เปน็ การรวบรวมผลงานตลอดชว่ งระยะเวลาท่กี าหนด
ความหมาย หลกั การ 3. ตอ้ งดาเนินการรวบรวมผลงานอยา่ งมจี ดุ หมาย
4. ตอ้ งมกี ารวางแผนล่วงหน้าอยา่ งเป็นระบบ
5. ผูเ้ รียนเก็บรวบรวมและคัดเลอื กผลงานดว้ ยตวั เอง
6. ผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ มในการเลือกรายการผลงาน กาหนดเกณฑ์
การประเมนิ โดยใชแ้ ฟม้ สะสมงาน 7. ผ้เู รยี นต้องมีการสะทอ้ นความคิดเหน็ ต่อผลงานและการ
ประเมินตนเอง
8. แสดงให้คนอื่นได้เห็นถงึ การเรียนรู้และความก้าวหนา้
9. ผ้เู รียนต้องมสี ว่ นร่วมท้งั กระบวนการเรียนรู้และประเมนิ ผล
ประเภท การเรยี นรู้
1. Working portfolio
เป็นแฟ้มสะสมผลงานทผี่ ูเ้ รียนจัดทาข้นึ
ขน้ั ตอนการประเมนิ เพอ่ื เกบ็ รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เก่ียวกับ
ผลการปฏิบตั ิงานในระหวา่ งการเรยี นการสอน
1. ข้นั เตรียมการโดยใชแ้ ฟ้มสะสมงาน 2. Display or show portfolio
2. ข้ันจดั ทาแฟม้ สะสมงาน เปน็ แฟม้ สะสมผลงานทผ่ี ู้เรียนจดั ทาขึน้
3. ขั้นประเมินแฟ้มสะสมงานทส่ี มบูรณ์ โดยทาการคดั เลือกผลงานท่ีดีท่ีสดุ
4. ข้ันประชาสัมพนั ธผ์ ลงาน จากแฟ้มสะสมผลงานที่รวบรวมไว้ในระหว่างปฏบิ ัตงิ าน
3. Assessment portfolio
เป็นแฟ้มสะสมผลงานที่ผ้เู รียนจดั ทาขึ้น
โดยมจี ดุ มงุ่ หมายเพอื่ ให้ผ้สู อนทาการประเมนิ คณุ ภาพการเรยี นรู้
จดุ มงุ่ หมาย ดา้ นตา่ ง ๆ ตามเกณฑ์หรือรายการประเมนิ ท่ไี ดก้ าหนดไว้ลว่ งหน้า
ระหวา่ งผ้เู รียนและผสู้ อน
1. เพอ่ื ให้ผเู้ รียนได้พัฒนา ปรบั ปรงุ ผลงานต่าง ๆ ให้สู่การเป็นผลงานท่สี มบูรณ์ บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้
2. เพือ่ ใหผ้ ู้เรยี นไดพ้ ัฒนาความสามารถในการสะท้อนและประเมินผลงานของตนเอง
3. เพือ่ ให้ผเู้ รียนได้พัฒนาความสามารถในการคัดเลือกผลงาน การเกบ็ รวบรวมผลงานอย่างเป็นระบบ
และสอดคล้องกบั เกณฑ์หรือรายการประเมนิ ทไ่ี ด้กาหนดไว้
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้มสะสมผลงาน
ความหมายของการประเมนิ โดยใชแ้ ฟม้ สะสมผลงาน
การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolio assessment) หมายถึง วธิ กี าร
ประเมนิ ผลการเรียนรู้อย่างหนึ่งทีม่ สี ิ่งประเมิน คือ “แฟ้มสะสมผลงาน” ซึง่ ผ้เู รยี น
ไดร้ วบรวมผลงานจาการปฏิบัติงานในชว่ งท่เี รียนอยู่อยา่ งมีจดุ หมาย วางแฟนลว่ งหนา้
อยา่ งมรี ะบบ ตลอดชว่ งระยะเวลาหนึง่ (Over time not Short time)
หลกั การของการประเมนิ โดยใชแ้ ฟม้ สะสมผลงาน
1. เป็นการทางานร่วมกนั ระหวา่ งผู้เรยี นและผูส้ อน
2. เปน็ การรวบรวมผลงานตลอดช่วงระยะเวลาท่ีกาหนด
3. ดาเนนิ การรวบรวมผลงานอยา่ งมจี ุดหมาย
4. มีการวางแผนการทางานล่วงหน้าอยา่ งมรี ะบบ และชี้แจงผู้เรียนก่อนดาเนนิ การ
5. ผ้เู รยี นเก็บรวบรวมและคัดเลือกผลงานดว้ ยตวั เอง
6. ผ้เู รยี นมสี ว่ นร่วมในการเลอื กรายการผลงาน การกาหนดเกณฑค์ ัดเลือกผลงาน
เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพของงานและเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของแฟม้ สะสมผลงาน
7. ผ้เู รียนต้องมกี ารสะทอ้ นความคดิ เหน็ ต่อผลงานและการประเมินตนเอง
8. การจดั ทาแฟ้มสะสมผลงาน เปน็ การแสดงใหค้ นอื่นได้เห็นถึงการเรยี นรูแ้ ละ
ความก้าวหน้าในการทางานของผู้เรยี น
9. ผู้เรียนตอ้ งมสี ่วนรว่ มทั้งกระบวนการเรียนรแู้ ละประเมนิ ผลการเรยี นรู้
สรปุ องคค์ วามรู้
การประเมนิ โดยใชแ้ ฟม้ สะสมผลงาน
ประเภทของแฟม้ สะสมผลงานของผเู้ รยี น
1. Working portfolio เปน็ แฟม้ สะสมผลงานทผ่ี ู้เรยี นจัดทาข้นึ เพือ่ เกบ็ รวบรวม
หลักฐานการเรียนรตู้ า่ ง ๆ ทีไ่ ด้ระหวา่ งเรยี น “ทาหนา้ ท่ีเหมอื นเป็นศูนย์รับฝากผลงาน
ต่าง ๆ ของผเู้ รียนทเ่ี กิดขน้ึ ระหว่างปฏบิ ัติงาน”
2. Display portfolio เป็นแฟม้ สะสมผลงานทีผ่ ้เู รยี นจัดทาขนึ้ โดยคดั เลอื กผลงานท่ี
ดที สี่ ดุ จาก Working portfolio ด้วยความชว่ ยเหลือจากครผู ูส้ อน “มจี ดุ หมายเพื่อ
คดั เลือกผลงานดเี ดน่ สาหรบั นาเสนอผู้สอน”
3. Assessment portfolio เปน็ แฟม้ สะสมผลงานท่ีผู้เรยี นจัดทาขน้ึ โดยมจี ดุ มุ่งหมาย
เพ่อื ใหผ้ ู้สอนทาการประเมินคณุ ภาพการเรยี นรู้ดา้ นตา่ ง ๆ ของผู้เรียน ตามเกณฑ์
ที่ได้กาหนดไว้ ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน
จดุ มงุ่ หมายของการประเมนิ แฟม้ สะสมผลงาน
1. เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนไดพ้ ัฒนา ปรบั ปรงุ ผลงานตา่ ง ๆ ให้สกู่ ารเป็นผลงานทสี่ มบูรณ์
บรรลุเปา้ หมายการเรยี นรู้ทค่ี าดหวังไว้
2. เพ่ือให้ผู้เรียนไดพ้ ฒั นาความสามารถในการสะทอ้ นและประเมนิ ผลงานของตนเอง
3. เพ่ือให้ผูเ้ รยี นไดพ้ ัฒนาความสามารถในการคัดเลอื กผลงาน ใหผ้ ู้สอนประเมิน
ขนั้ ตอนของการประเมนิ โดยใชแ้ ฟม้ สะสมผลงาน
1. ขั้นเตรยี มการประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้มสะสมผลงาน 2. ข้ันจัดทาแฟ้มสะสมผลงาน
3. ขน้ั ประเมนิ แฟ้มสะสมผลงานท่ีสมบรู ณ์ 4. ข้ันประชาสมั พันธ์ผลงาน
สญั ญาการเรยี น
ถงึ อาจารยท์ เ่ี คารพรกั ...
ความรู้สกึ ครัง้ แรกทีไ่ ดเ้ รียนกบั อาจารย์ ต่ืนเต้นมากคะ่ เพราะไม่รวู้ า่
อาจารยจ์ ะเปน็ คนยงั ไง แต่พอไดเ้ รยี นจรงิ ๆ แลว้ อาจารย์เป็นคนที่ใจดี
มเี หตผุ ล เปน็ คนที่น่าเคารพนบั ถือ และที่สาคัญนะคะ อาจารย์สอนดีมากค่ะ
เทคนคิ การถ่ายทอดความรู้คือ The best มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ทาให้
การเรียนในแตล่ ะสัปดาห์นั้นไม่เครียด แถมยังได้ความรู้อกี ด้วย การสอบในแต่
ละคร้งั กไ็ มเ่ ครยี ดเลยคะ่ เพราะวา่ อาจารย์ออกข้อสอบได้ตรงกับเนื้อหา
ที่เรียน ถา้ ต้งั ใจเรียนในหอ้ ง + ทบทวนเนื้อหา กท็ าใหข้ ้อสอบได้ 60 % แลว้ คะ่
หนูตอ้ งขอกราบขอบพระคณุ ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.สาราญ กาจดั ภยั
เป็นอยา่ งยิ่ง ท่ีไดม้ อบความรทู้ เ่ี ป็นประโยชนใ์ ห้กบั นักศกึ ษา และสามารถนาไป
ตอ่ ยอดในวิชาชีพครูในอนาคตได้ และมอี กี สงิ่ หนึ่งท่ีหนูอยากจะบอกอาจารยค์ ะ่
... หนูต้องขอโทษอาจารยด์ ว้ ยนะคะ ที่ตอนนัน้ หนูทกั ไลนไ์ ปถามใบความรู้
อาจารย์ ซ่งึ หนไู ด้ปรึกษากบั เพอื่ นวา่ จะทักวา่ ยงั ไงดี ทาให้ใชค้ าพูดทมี่ ันอาจจะไม่
น่ารกั ไปนดิ นึงคะ่ หนูจะนาจดุ ทผ่ี ดิ พลาดตรงนีไ้ ปปรับปรงุ ใหด้ ขี ึ้น และจะไมใ่ ห้
เกิดเหตกุ ารณ์แบบน้กี ับใครอกี (อยา่ โกรธหนูเลยนะคะอาจารย์ หนไู มไ่ ด้ตั้งใจคา่
ออิ )ิ
และสดุ ทา้ ยนี้ หนูขอให้อาจารย์มสี ขุ ภาพรา่ งกายท่ีแขง็ แรง หา่ งไกลจาก
Covid – 19 และขอให้ทุก ๆ วนั ของอาจารย์มีแต่ความสุขค่ะ
Chang is the end result
of all true learning.