บทท่ี วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 493
พระสรุ ิโยทยั
ชอ่ื สงคราม วรี สตรศี รสี ุรโิ ยทัย
คู่สงคราม ไทยกบั พม่า
เวลา พ.ศ. 2091 รชั กาลพระมหาจักรพรรดิ
แม่ทพั ฝ่ายไทย พระมหาจกั รพรรดิ
ฝ่ายพม่า พระเจ้าตะเบง็ ชะเวต้ี
สาเหตุ ทางเมอื งไทยเกดิ จลาจลเนอ่ื งจากพระชยั
ราชาธิราชสวรรคต พระโอรสคือ พระแก้วฟ้า ซ่ึงได้
ราชสมบัติยังทรงพระเยาว์พระชันษาเพียง 11 พรรษา
แมอ่ ยหู่ วั ศรสี ดุ าจนั ทรส์ มคบกบั ขนุ วรวงศาธริ าชแยง่ ราชสมบตั ไิ ดป้ ลงพระชนมพ์ ระแกว้ ฟา้
เสียต่อมาอีก 24 วัน พระเฑียรราชาได้ราชสมบัติทรงพระนามว่า พระมหาจักรพรรดิ
โดยความรว่ มมอื จากพวกขา้ ราชการซง่ึ ชว่ ยกนั จบั แมอ่ ยหู่ วั ศรสี ดุ าจนั ทรแ์ ละขนุ วรวงศา
ธริ าชประหารชวี ติ พระเจา้ ตะเบง็ ชะเวตท้ี ราบเรอื่ งโปรดใหป้ ระชมุ พลกนั ทเ่ี มาะตะมะแลว้
เสดจ็ เปน็ จอมทพั ยกเขา้ มาตไี ทย หมายจะเอากรงุ ศรอี ยธุ ยา สว่ นสาเหตตุ ามพงศาวดาร
พมา่ นน้ั มวี า่ จะไปตยี ะไขแ่ ตไ่ ทยไปตที วายกอ่ นพระเจา้ ตะเบง็ ชะเวตก้ี ลบั จากเมอื งยะไข่
ก็โกรธจงึ ยกทพั เข้ามาตกี รงุ ศรอี ยธุ ยา
ผล ไทยเสยี พระศรีสรุ ิโยทยั พม่าตกี รงุ ไม่สำ� เร็จต้องถอยทัพกลบั ไป
494 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย การด�ำเนินสงคราม พระมหาจักรพรรดิจะเสด็จยกพยุหโยธาทัพออกไป
ดูก�ำลังศึกที่ทุ่งภูเขาทอง จึงทรงเคร่ืองอลังการยุทธ เสด็จทรงช้างต้นพลายแก้วจักรพรรดิ
สูงหกศอกคืบเจ็ดน้ิวเป็นพระคชาธาร พระสุริโยทัยเอกอัครมเหสีก็โดยเสด็จด้วย โดย
ทรงประดับพระองค์เป็นพระมหาอุปราช ทรงเครื่องส�ำหรับราชณรงค์ เสด็จทรงช้าง
“พลายทรงสุริยกษัตริย”์ สูงหกศอกเป็นพระคชาธาร
ส�ำหรับพระราชโอรสน้ัน พระราเมศวรทรงเครื่องส�ำหรับพิชัยสงครามเสด็จ
ทรงชา้ งตน้ พลายมงคลจกั รพาฬสงู หา้ ศอกคบื สบิ นวิ้ และพระมหนิ ทราธริ าชทรงเครอ่ื งสำ� หรบั
พระมหาพชิ ัยยุทธ ทรงช้างต้นพลายพมิ านจักรพรรดิสูงห้าศอกคบื แปดนว้ิ
จะเห็นได้ว่าช้างพลายทรงสุริยกษัตริย์ ซึ่งเป็นช้างทรงของพระสุริโยทัยน้ัน
มีขนาดสูงที่สุดในกระบวนช้างแม่ทัพฝ่ายไทย คือสูงถึงหกศอก แต่ถ้าเทียบกับช้างศึก
ของฝ่ายพม่าแล้ว ช้างทรงของพระสรุ โิ ยทยั กลับต�่ำกว่า
ช้างของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ คือช้างต้นพลายมงคลทวีปสูงเจ็ดศอกและช้าง
ของพระเจา้ แปรผปู้ ระหารพระนางชอื่ พลายเทวนาคพนิ าย สงู หกศอกคบื เจด็ นวิ้ สงู กวา่ ชา้ ง
ทรงของพระสรุ ิโยทยั คบื เจด็ น้วิ เตม็
ในการศกึ ตอนน้ี ขอเสนอขอ้ ความจากพระราชพงศาวดาร ฉบบั ราชหตั ถเลขา
“สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็ยกพยุหโยธาทวยหาญออกต้ังยังท้องทุ่ง ตรงหน้า
ทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิห่างกันประมาณร้อยเส้น เสด็จยืนพระคชาธารคอยฤกษ์
จงึ ตรัสให้พลม้าร�ำทวน ชิงคลองกนั ไปให้พลเรื่องหน้าทัพฝ่ายพลเครอ่ื งเล่นเต้นร�ำร้องเฮฮา
เป็นโกลาหล ฝ่ายพลดาบดง้ั ดาบสองมอื กร็ �ำล่อเล้ียวกันไปมา
“ขณะนน้ั สมเดจ็ พระเจา้ หงสาวดที อดพระเนตรด์ บู นอากาศ เหน็ พระอาทติ ยแ์ จม่
ดวงหมดเมฆหมอก แล้วมีคิชฌราชบินน�ำหน้าทัพ คร้ันเห็นศุภนิมิตรราชฤกษ์ ดังนั้น
ก็ให้ลั่นฆ้องชัยอุโฆษแตรสังข์ถึงอินทเกรีขึ้นพร้อมกัน ก็ตรัสให้ขับพลเข้าโจมตีทัพ
สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ
“ฝา่ ยสมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ ดำ� รสั ใหแ้ ยกพลเปน็ ปกี กา พลโยธาหาญทงั้ สองฝา่ ย
บา้ งเหโ่ หเ่ ปน็ โกลาหลเขา้ ปะทะประจนั ตฟี นั แทงแยง้ ยทุ ธ ยงิ ปนื ระดมศสั ตราธมาการตลบไป
ทั้งอากาศ พลท้งั สองฝ่ายบ้างตายบ้างล�ำบากกลง้ิ กลาดเกล่อื นท้องทุ่งเป็นอนั มาก
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ก็ขับพระคชาธารเข้าชนช้างกองหน้า วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 495
พระเจ้าหงสาวดี พระคชาธารเสียทีให้หลังข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรได้ท้ายข้าศึก
เช่นนนั้ กข็ บั พระคชาธาร ตามไล่ช้างพระมหาจักรพรรดิ พระสุริโยทยั เหน็ พระราชสามีทไ่ี ม่
พ้นมือข้าศึก ทรงพระกตัญญภาพ ก็ขับพระคชาธารพลายทรงสุริยกษัตริย์สะอึกออกรับ
พระคชาธารพระเจ้าแปรได้ร่างแบกถนัด พระคชาธารพระสุริโยทัยแหงนหงายเสียที
พระเจา้ แปรจว้ งฟนั ดว้ ยพระแสงของา้ ว ตอ้ งพระองั สกพระสรุ โิ ยทยั ขาดกระทงั่ ถงึ ราวพระถนั
ประเทศพระราเมศวรกบั พระมหนิ ทราธริ าชกข็ บั พระคชาธารถลนั เขา้ แกพ้ ระราชมารดาไดท้ นั ที
พอพระชนนสี ิ้นพระชนม์กับคอช้าง พระพ่ีน้องท้ังสองพระองค์ถอยรอรับข้าศึก กนั พระศพ
สมเดจ็ พระราชมารดาเขา้ พระนครได้ โยธาชาวพระนครแตกพา่ ยขา้ ศกึ รพี้ ลตายเปน็ อนั มาก
“สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดริ าชาธริ าชเจา้ จงึ ใหเ้ ชญิ พระศพพระสรุ โิ ยทยั
ผเู้ ปน็ พระอคั รมเหสีมาไว้ต�ำบลสวนหลวง”
ยทุ ธหตั ถคี ราวนี้ หนงั สอื พระราชพงศาวดารฉบบั หลวงประเสรฐิ วา่ มพี ระราชธดิ า
สิน้ พระชนม์กบั สมเด็จพระสุรโิ ยทยั ด้วยอีกพระองค์หน่ึง
496 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย “พระศพพระสุริโยทัยนั้น เชิญไปประดิษฐานไว้ท่ีสวนหลวงตรงท่ีสร้างวังหลัง
ต่อมา เมื่อเสร็จสงครามแล้วจึงได้ท�ำพระเมรุ พระราชทานเพลิงพระศพพระสุริโยทัย
ทใ่ี นลานหลวงตรงตอ่ เขตวดั สบสวรรค์ แลว้ สรา้ งพระอารามขนึ้ ตรงพระเมรุ มพี ระเจดยี ใ์ หญ่
เป็นส�ำคญั เรียกกนั ว่า “วัดหลวงสบสวรรค”์
กองทพั หงสาวดยี กเขา้ มาถงึ กรงุ ศรอี ยธุ ยา ตงั้ คา่ ยรายอยทู่ างดา้ นเหนอื ดา้ นเดยี ว
จะตหี กั เอาพระนครกย็ งั ไมไ่ ด้ เพราะไทยไดเ้ ปรยี บในทางพชิ ยั สงคราม ประกอบกบั หวั เมอื ง
ฝา่ ยเหนอื ยงั เขม้ แขง็ พระมหาจกั รพรรดจิ งึ มรี บั สง่ั ใหข้ น้ึ ไปใหพ้ ระมหาธรรมราชายกกองทพั
หวั เมอื ง ฝา่ ยเหนอื ลงมาตกี ระหนาบทพั พระเจา้ หงสาวดี ซง่ึ กำ� ลงั ขดั สนเสบยี งอาหารอยแู่ ลว้
เมื่อทราบข่าวเช่นน้ัน จะเลิกทัพกลับไปทางด้านพระเจดีย์สามองค์ที่ยกมา เสบียงอาหาร
ตามหวั เมอื งรายทางกห็ มดสน้ิ แล้ว จงึ ให้ยกทพั กลับขนึ้ ไปทางเหนอื จะเดนิ ทัพออกไปทาง
ด้านแม่ละเมาแขวงเมอื งตาก พงศาวดารพม่าบรรยายตอนนว้ี า่ ฝา่ ยไทยได้ที กย็ กพลตามตี
จนพม่าล้มตายลงเป็นอันมากจนเหลือเวลาอีก 3 วัน จะทันกองทัพพระเจ้าหงสาวดี
ที่ก�ำแพงเพชร พระเจ้าหงสาวดีเห็นจวนตัว จึงให้แต่งทัพซุ่มอยู่สองข้างทาง แล้วรบล่อ
ใหไ้ ทยถลำ� เขา้ ไปในทลี่ อ้ ม จบั ไดท้ งั้ พระมหาธรรมราชาและพระราเมศวร พระมหาจกั รพรรดิ
จงึ ทรงยอมหยา่ ทพั เอาชา้ งพลายศรมี งคล พลายมงคลทวปี อนั เปน็ ชา้ งชนะงา ถวายตอบแทน
พระเจา้ หงสาวดี แลกเอาพระมหาธรรมราชาและพระราเมศวรกลบั มา กองทพั พระเจา้ หงสาวดี
จึงยกกลบั พม่าได้โดยสะดวก
บทที่ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 497
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระราชประวัติ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลท่ี 18 แห่ง
กรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตริย์
ประสูตทิ ่ีเมอื งพษิ ณุโลก เมอ่ื พ.ศ. 2098
มีพระพ่ีนาง 2 พระองค์ คือ สมเด็จ
พระสุพรรณกัลยา และพระเทพกษัตรีย์
มีพระอนุชาพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จพระ
เอกาทศรถ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงสืบเช้ือสายท้ังราชวงศ์สุโขทัย และ
กรุงศรีอยุธยา ทรงใช้ชีวิตในวัยเยาว์
เมืองพิษณุโลก ก่อนจะถูกน�ำพระองค์ไป
พม่าเมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา และ
ประทบั ทพี่ มา่ จนพระชนมายไุ ด้ 16 พรรษา ดงั นน้ั พระองคจ์ งึ ทรงเจรญิ วยั ขน้ึ ทา่ มกลาง
ภาวะสงครามที่ไทยต้องเป็นฝ่ายต้ังรับจากการจู่โจมของพม่า ท่ามกลางความขัดแย้ง
ในพระราชวงศ์ของไทย ท่ามกลางความดูแคลนเหยียดหยามเมื่อไทยอยู่ในฐานะ
ประเทศราชของพม่า
498 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกลับจากพม่า ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยา
เสอื่ มโทรมอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ปอ้ มคา่ ยถกู ทำ� ลายรอ้ื ถอน ผคู้ นถกู กวาดตอ้ นไปพมา่ ความมง่ั คงั่
ร่�ำรวยท่ีสั่งสมกันมากว่าสองร้อยปีและความสมบูรณ์พูนสุขลดลงไปเพราะสงคราม
และขาดแคลนแรงงาน ร่องรอยความเสียหายจากการสงครามยังปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป
เพราะไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ อีกทั้งยังมีกองทัพพม่าประจ�ำอยู่เพ่ือป้องกันไม่ให้
กรุงศรีอยุธยากระด้างกระเด่ือง ส่วนทางตะวันออก เขมรก็ได้ส่งกองทัพมาซ้�ำเติมโดย
กวาดต้อนผู้คนและทรพั ย์สมบตั ใิ นยามทีก่ รุงศรีอยธุ ยาเสอื่ มอ�ำนาจ
สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงมอบหมายให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรง
ปกครองหวั เมอื งเหนอื โดยประทบั อยทู่ เี่ มอื งพษิ ณโุ ลกหลงั จากเสดจ็ กลบั จากพมา่ ไมน่ านนกั
คอื ใน พ.ศ. 2114 ในระยะเวลา 14 ปี ท่ที รงปกครองหัวเมอื งเหนอื อยู่นั้น ทรงดำ� เนนิ การ
หลายอย่างท่จี ะมคี วามส�ำคญั ในอนาคต เช่น การฝึกหัดข้าราชการ การรวบรวมกำ� ลังคน
ท่ีหลบหนีพม่า การฝึกฝนยุทธวิธีการรบ การสร้างขวัญก�ำลังใจให้เกิดข้ึนมาใหม่ ดังน้ัน
หวั เมอื งเหนอื จงึ เปน็ ฐานเรม่ิ ตน้ ทส่ี ำ� คญั ในการกอบกเู้ อกราชของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
การทเี่ ขมรโจมตถี งึ เมอื งหลวงและชายแดนของกรงุ ศรอี ยธุ ยาท�ำใหก้ รงุ ศรอี ยธุ ยา
สามารถอา้ งเหตผุ ลเพอ่ื การเสรมิ สรา้ งกำ� ลงั ขนึ้ ได้ เพราะเพยี งระยะกอ่ นการประกาศอสิ รภาพ
ใน พ.ศ. 2127 เขมรส่งกองทพั เข้ามาถงึ 5 ครงั้ คือใน พ.ศ. 2113 พ.ศ. 2118 พ.ศ. 2122
พ.ศ. 2124 และ พ.ศ. 2125 ทง้ั ใน พ.ศ. 2124 ยงั เกดิ กบฏญาณพเิ ชยี รทล่ี พบรุ ี การทต่ี อ้ งตอ่ สู้
ปอ้ งกนั และขบั ไลศ่ ตั รแู ละตอ้ งปราบปรามกบฏภายใน ทำ� ใหต้ อ้ งมกี ารสรา้ งเสรมิ กำ� ลงั ไพรพ่ ล
และเตรยี มการปอ้ งกนั ใหเ้ ขม้ แขง็ ดงั ใน พ.ศ. 2123 มกี ารขยายแนวกำ� แพงเมอื งไปถงึ แนวแมน่ ำ�้
การประกาศอสิ รภาพ
การหาจังหวะประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชน่าจะเกิดข้ึน
หลังจากการไปเฝ้าพระเจ้านันทบุเรงในโอกาสข้ึนครองราชย์ใหม่ และทรงได้แสดงฝีมือ
ชว่ ยกษตั รยิ พ์ มา่ ปราบเจา้ ฟา้ ไทยใหญเ่ มอื งคงั ไดส้ ำ� เรจ็ การทพี่ มา่ ตดั ถนนเขา้ มากำ� แพงเพชร
ยงิ่ ต้องท�ำให้สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเร่งหาโอกาสให้เรว็ ข้ึน ดงั นน้ั ในปลาย พ.ศ. 2126
เม่ือพระองค์ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงปราบเมืองอังวะ จึงทรงเดินทัพ
ไปชา้ ๆ เพอื่ หาจงั หวะโจมตหี งสาวดี ระหวา่ งทพี่ ระเจา้ นนั ทบเุ รงไมอ่ ยหู่ รอื อยา่ งนอ้ ยเพอื่ ให้
มโี อกาสนำ� คนไทยทถ่ี กู กวาดต้อนไปกลบั คืนประเทศ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงในเขตแดนพม่า วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 499
ตอนล่าง อันเป็นถ่ินเดิมของมอญ ใน พ.ศ. 2127 หลังจากที่ทรงรับรู้ว่า พม่าวางแผน
ก�ำจัดพระองค์เหมือนกัน พระองค์ประกาศว่า “ต้ังแต่วันนี้กรุงศรีอยุธยาขาดทางไมตรีกับ
กรุงหงสาวดี มไิ ด้เป็นมติ รกนั ดังแต่ก่อนไป” แล้วส่งคนไปชกั ชวนให้คนไทยท่ีถกู กวาดต้อน
กลับกรุงศรีอยุธยา เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศอิสรภาพในครั้งน้ี ทรงกระท�ำในขณะ
ทีท่ รงเป็นรชั ทายาท โดยทส่ี มเดจ็ พระมหาธรรมราชาธริ าชยงั ไม่ทรงทราบ
พระเจา้ นนั ทบเุ รงไมเ่ ปดิ โอกาสใหไ้ ทยไดต้ งั้ ตวั ตดิ ในทนั ทที ที่ ราบวา่ ผลการกำ� จดั
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชของพระองค์ล้มเหลว และสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชประกาศ
อิสรภาพ จึงทรงส่งกองทัพติดตามโจมตีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทันที อย่างไรก็ดี
การโจมตีของกองทัพพม่าแต่ละคร้ังมีแต่แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงเป็นแม่ทพั ที่ปรชี าสามารถและกล้าหาญ ความเก่งกล้าของกองทพั พม่าท่เี คยมใี นสมัย
พระเจ้าบุเรงนอง (พ.ศ. 2094 - พ.ศ. 2124) ได้หมดไปเม่ือเผชิญกับกองทพั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระอนุชาธิราช การท่ีทรงใช้ “พระแสงปืนต้น
ข้ามแม่น้�ำสะโตง” (พ.ศ. 2127) และ “พระแสงดาบคาบค่าย” (พ.ศ. 2128) ล้วนเป็น
เรอื่ งเลา่ ขานใหเ้ หน็ ถงึ ความกลา้ หาญของแมท่ พั ไทย กองทพั พมา่ ขนาดใหญม่ รี พ้ี ลมากมาย
ถึง 250,000 คน และน�ำโดยพระเจ้านันทบุเรง ใน พ.ศ. 2129 - พ.ศ. 2130 ยงั ถกู กองทพั ไทย
ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระอนุชาขับไล่ออกไปและประสบความเสียหาย
อย่างยับเยิน ยังผลให้การโจมตีของกองทัพพม่าต้องว่างเว้นไปถึง 3 ปี การล่าถอยของ
กองทัพพม่าในครั้งน้ีแสดงให้เห็นว่าอิสรภาพของเมืองไทยเป็นเรื่องท่ีปลอดภัยและยั่งยืน
และในปีเดยี วกนั นย้ี งั ทรงท�ำให้กมั พชู าอยู่ในอำ� นาจกรงุ ศรีอยุธยาได้อกี ครง้ั ด้วย
500 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย ก่อนที่จะถึงศึกใหญ่จากพม่าในรอบสอง มีการเปลี่ยนแปลงท่ีส�ำคัญเกิดขึ้น
ที่กรุงศรีอยุธยา น่ันคือในปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2133 สมเด็จพระมหาธรรมราชา
เสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงได้ข้ึนเสวยราชสมบัติ พร้อมกันน้ีทรงแต่งตั้ง
สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นเสมือนกษัตริย์องค์ท่ี 2 “พระองค์ดำ� ” และ “พระองค์ขาว”
จึงเป็นพระนามที่ชาวตะวันตกเรียกขานพระนามตามสีพระวรกายกษัตริย์ไทยทั้งสอง
พระองค์ตามล�ำดบั
สงครามยทุ ธหตั ถี
กองทพั พมา่ เรมิ่ โจมตกี รงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ระลอกสอง ใน พ.ศ. 2133 หลงั การผลดั
แผ่นดินเพียง 4 เดือน โดยมีพระมหาอุปราชาเป็นแม่ทัพคุมพล 200,000 คน มาทาง
ด่านพระเจดีย์สามองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงน�ำทัพออกไปรับมือกับข้าศึก
ที่เมืองสุพรรณบุรีและสามารถขับไล่กองทัพพม่าออกไปได้อย่างง่ายดาย ทำ� ให้ทัพพม่า
เสียหายอย่างยับเยิน 2 ปีต่อมาพระมหาอุปราชาได้ทรงน�ำทัพพม่ามาอีกในสงคราม
ท่ีมีความส�ำคัญและเป็นท่ีเลื่องลือในการสู้รบระหว่างประเทศทั้งสองนั่นคือ แม่ทัพทั้งสอง
ฝ่ายพร้อมด้วยแม่ทพั รองได้ท�ำยทุ ธหตั ถกี ันทหี่ นองสาหร่าย เมอื งสุพรรณบรุ ี เม่ือวนั ท่ี 18
มกราคม พ.ศ. 2135
ผลของการท�ำยุทธหัตถีคือพระมหาอุปราชาถูกฟันส้ินพระชนม์บนคอช้าง
ส่วนอีกคู่สมเด็จพระเอกาทศรถก็ทรงได้ชัยชนะอีกเช่นกัน หลังสงครามคร้ังนี้ โฉมหน้า
ของการสงครามไดเ้ ปลยี่ นไป พมา่ ไมก่ ลา้ ยกกองทพั มาโจมตไี ทยอกี และเวน้ วา่ งไปนานกวา่
100 ปี และไทยกลบั เป็นฝ่ายตอบโต้พม่าบ้าง พม่าจงึ ต้องเป็นฝ่ายตง้ั รับแทน
สงครามยทุ ธหตั ถไี มเ่ พยี งแตพ่ ลกิ สถานการณใ์ หมใ่ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งไทย
กบั พมา่ เทา่ นนั้ แตย่ งั รวมถงึ เพอ่ื นบา้ นอนื่ ๆ ดว้ ย เขมรถกู สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชปราบได้
โดยทรงยกกองทัพไปโจมตีถึงกรุงละแวกใน พ.ศ. 2136 สงครามดำ� เนินมาถึงต้นปีถัดมา
แม้ว่ากองทัพไทยจะยึดกรุงละแวกจับพระยาศรีสุพรรณมาธิราชอนุชาพระยาละแวกได้
แตพ่ ระยาละแวกคอื นกั พระสฏั ฐาสามารถหลบหนเี ขา้ ไปในเขตแดนลาวไดแ้ ละสน้ิ พระชนม์
ท่ีน่ัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกกองทัพไปตีเขมรอีกคร้ังใน พ.ศ. 2146 คราวนี้
ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่การตอบโต้ส่วนใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชน้ัน
กระทำ� ตอ่ พมา่ ซงึ่ กำ� ลงั เสอื่ มอำ� นาจและแตกแยก อนั เปน็ ผลจากความออ่ นแอทไี่ มส่ ามารถ
ปราบกรงุ ศรอี ยธุ ยาได้ และแมว้ า่ การยกกองทพั ไปโจมตพี มา่ จะเตม็ ไปดว้ ยความยากล�ำบาก วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 501
เพราะตอ้ งขนึ้ ไปทสี่ งู ทเี่ ปน็ ภเู ขา แตก่ องทพั ไทยกย็ กไปถงึ 5 ครง้ั คอื ใน พ.ศ. 2135 พ.ศ. 2137
พ.ศ. 2138 พ.ศ. 2142 และ พ.ศ. 2147 ซ่งึ เป็นการยกทพั ครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชเพราะเสดจ็ สวรรคตในระหว่างทางทเ่ี มอื งหาง เมอ่ื วนั ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148
การขยายอ�ำนาจของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชท�ำให้เขตแดนกรุงศรีอยุธยาแผ่ออกไปได้
กวา้ งใหญท่ ส่ี ดุ นบั แตส่ ถาปนากรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ตน้ มา คอื ครอบคลมุ ทง้ั เขตแดนมอญ พมา่
ล้านนา ไทยใหญ่ ล้านช้าง และเขมร
แม้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงอุทิศเวลาเกือบตลอดรัชสมัยให้กับ
สงครามเพ่ือเสริมสร้างความม่ันคงและความย่ิงใหญ่ให้กับกรุงศรีอยุธยา แต่ความมั่นคง
และยิ่งใหญ่มิได้อยู่เฉพาะเพียงชัยชนะของสงครามเท่าน้ัน หากขึ้นกับวินัยและขวัญ
ของประชาชนด้วย ดังท่ีพระองค์ขอค�ำมั่นจากบุคคลที่อัญเชิญพระองค์ข้ึนครองราชย์
การควบคุมก�ำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างวินัยท่ีต้องเช่ือฟังพระองค์และเคารพ
กฎหมายอยา่ งเครง่ ครดั การลดความละโมบของประชาชนถงึ ขนาดไมส่ นใจทองทท่ี ง้ิ อยกู่ ลาง
ถนน พระองคท์ รงกวดขนั เรอื่ งเหลา่ นอ้ี ยา่ งจรงิ จงั ถงึ กบั ปลอมพระองคอ์ อกตรวจตราบา้ นเมอื ง
และสอดส่องทกุ ข์สขุ ของประชาชนด้วยพระองค์เอง
502 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย นอกจากนี้ ความม่ันคงยังขึ้นกับความม่ังค่ังร่�ำรวยของอาณาจักรด้วย
ซ่ึงส่ิงท่จี ะได้มากโ็ ดยการค้าระหว่างประเทศ โปรตุเกสในฐานะทเ่ี ป็นชาติตะวันตกชาตแิ รก
ท่ีเข้ามาค้าขายและเผยแผ่ศาสนายังคงดำ� เนินกิจการอยู่ และอาวุธปืนของโปรตุเกสก็เป็น
ท่ีต้องการของไทยมาก ต่อมาใน พ.ศ. 2147 ฮอลันดาซง่ึ มาค้าขายท่ีปัตตานีเมื่อ 3 ปีท่ีแล้ว
ก็เข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา การติดต่อค้าขายเช่นนี้ไม่เพียงแต่ท�ำให้เกิดความมั่งค่ังมั่นคง
แต่ยังท�ำให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีโลกทัศน์กว้างไกลยิ่งข้ึน ถึงกับมีการส่งทูตไป
เจริญทางพระราชไมตรีกับฮอลันดาก่อนท่ีจะสวรรคตเล็กน้อย ส่วนการค้ากับชาติเอเชีย
การค้ากับจีนมีความส�ำคัญมาก เพียงหน่ึงปีหลังการประกาศอิสรภาพทรงส่งทูตไปยัง
ราชส�ำนกั หมงิ (พ.ศ. 1911 - พ.ศ. 2187) ซงึ่ ปกครองจนี ในเวลานน้ั เพอ่ื ขอพระราชทาน
ตราแผ่นดินแทนของเก่าท่ีถูกพม่ายึดไป และจากน้ีการค้ากับจีนได้เริ่มขึ้นใหม่ แน่นอนว่า
การค้าทางทะเลของไทยขยายตวั ออกไปอย่างกว้างขวางในทะเลด้านตะวันออก อันรวมถึง
ญปี่ นุ่ ดว้ ย เมอ่ื ญปี่ นุ่ ในสมยั โตโยโตมิ ฮเิ ดโยชิ (พ.ศ. 2079 - พ.ศ. 2141) มแี ผนการใหญท่ จี่ ะยดึ
ครองจนี และเรม่ิ ตน้ โดยการสง่ กองทพั เขา้ ไปเพอ่ื ยดึ ครองเกาหลี ซง่ึ เปน็ รฐั บรรณาการของจนี
ก่อนใน พ.ศ. 2135 (ซึ่งเป็นปีเดยี วกนั กบั สงครามยทุ ธหัตถ)ี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรง
เสนอทจี่ ะสง่ กองทพั เรอื ไทยไปชว่ ยจนี ปราบญป่ี นุ่ แตจ่ กั รพรรดจิ นี ไดป้ ฏเิ สธขอ้ เสนอของไทย
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเสดจ็ สวรรคต พ.ศ. 2148 เมอื่ พระชนมายุ 50 พรรษา
ทรงครองราชสมบัติ 15 ปี ไม่ทรงมีพระราชโอรส พระอนุชา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ
เสด็จข้ึนครองราชสมบัติต่อ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงได้รับการยกย่องเชิดชูใน
ประวัติศาสตร์ไทยท่ีทรงกอบกู้เอกราชท�ำให้บ้านเมืองมีความม่ันคง มีอ�ำนาจท่ีย่ิงใหญ่
และมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ท์ ยี่ งิ่ ใหญแ่ ละมคี วามส�ำคญั มากพระองค์
หนึ่งในประวตั ศิ าสตร์ไทย
บทท่ี วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 503
ชาวบ้านบางระจัน
วีรกรรมชาวบ้านบางระจนั
ถึงแม้กรุงศรีอยุธยาใกล้
จะแตกพา่ ย แต่พม่าเองกต็ ้องเอาชวี ติ
มาสังเวยด้วยน้�ำมือของคนดีแห่งบ้าน
บางระจนั ไมน่ อ้ ย วรี กรรมของชาวบา้ น
บางระจนั ไดร้ บั การยกยอ่ งและเชดิ ชไู ว้
ในประวัตศิ าสตรส์ ืบมาจนทุกวนั นี้...
พฤติกรรมของทัพพม่าที่ยกมาคร้ังน้ีกระท�ำเย่ียงโจรปล้นสะดมทรัพย์สิน
เอาตามอ�ำเภอใจ ผิดกว่าการรบสมัยบุเรงนองมหาราช เม่ือยกไปถึงไหนก็เข้าปล้น
แย่งชิงสมบัติปล้นพรหมจรรย์ของหญิงสาวชาวบ้านอย่างสนุกสนาน โดยไม่ค�ำนึงถึง
ศักดิ์ศรีของความเป็นนักรบอย่างแท้จริง การกระท�ำของทหารเลวในยามนั้น สร้าง
ความเคยี ดแค้นให้แก่คนไทยไปทกุ หวั ระแหง
แตเ่ มอ่ื รกุ เขา้ ไปถงึ เขตแขวงเมอื งวเิ ศษไชยชาญ พมา่ กป็ ระสบกบั การลา้ งแคน้
ของชาวบ้านบางระจันอย่างสาสม แม้จะแพ้ในการศึกแต่ก็ได้เลือดของพม่าเลว ๆ
ส่วนมากบางคนมาล้างแค้นอย่างสาสม
504 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย และดูเหมือนว่าจะไม่มีเมืองไหนที่ท�ำช่ือเสียงเกียรติยศของคนไทย
ไดม้ ากเทา่ กบั เมอื งวเิ ศษไชยชาญในสมยั นนั้ เพยี งกองทพั นอ้ ย ๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ จากการ
รวมตวั ของชาวเมอื งสงิ ห์ เมอื งสรรค์ และเมอื งวเิ ศษไชยชาญ เขา้ เปน็ “ชาวบางระจนั ”
กองเดยี วซง่ึ มชี ายฉกรรจไ์ มถ่ งึ 500 คน ในขนั้ แรกกส็ ามารถยนื หยดั ตอ่ สกู้ บั กองทพั พมา่
อนั มหมึ าได้อย่างทรหด เปน็ เวลาถึง 5 เดือน ก่อนทจี่ ะจบชีวิตลงอย่างนา่ สลด
บางระจัน...เป็นช่ือของต�ำบลบ้าน ซ่ึงอยู่ที่พรมแดนเมืองวิเศษไชยชาญ
เมอื งสพุ รรณและเมอื งสงิ หต์ อ่ กนั ในถนิ่ ฐานทรี่ าษฎรชาวเมอื งทง้ั สามแหง่ นหี้ นภี ยั จากพมา่
พากันเข้าไปต่อต้านกับภัยสงครามครั้งน้ีได้ เพียงเพื่อคิดว่าจะหลบภัยจากข้าศึกไว้ก่อน
เพราะในกลุ่มพวกนไ้ี ม่ใช่แต่จะมชี ายฉกรรจ์เพียงอย่างเดยี ว หากแต่ยังมเี ด็กเลก็ ๆ ผู้หญงิ
และคนเฒ่าคนแก่ท่ีไร้ท้ังฝีมือและอาวุธรวมกันอยู่ด้วย แต่เมื่อถึงคราวฮึดสู้ ก็สามารถ
จะใช้แรงกายและแรงใจเท่าที่มีอยู่สู้รบจนใจขาดดิ้น สมศักดิ์ศรีวีรกรรมของชาวบางระจัน
อย่างเลอ่ื งลือไปท่วั
เม่ือกองทัพพม่าบุกขึ้นถึงเขตแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ก็ส่งทหารไปเที่ยว
จับราษฎรเมืองวิเศษไชยชาญ ขู่เข็ญและบังคับให้คนไทยเหล่าน้ันน�ำไปค้นหาทรัพย์สิน
ท่ีซุกซ่อน รวมทั้งหาผู้หญิงชาวบ้านไปบ�ำรุงบ�ำเรอความสุขนายทัพนายกองด้วย แม้แต่
เสบียงกรังทส่ี ะสมไว้เพ่อื ประทงั ชีวติ ของคนทั้งหมู่บ้านก็ถกู ย้ือแย่งไปจนเกือบจะหมดส้นิ
ชาวเมืองวิเศษไชยชาญ จึงได้รวมกลุ่ม
ก�ำลังชายฉกรรจ์และหญิงที่แกร่งกล้าข้ึน มีหัวหน้า
ซ่ึงต้ังข้ึนกันเอง 6 คน เป็นชายชาวเมืองสิงห์ 4 คน
ชื่อ นายแท่น นายโชติ นายอิน และ นายเมือง
อกี 2 คน เปน็ ชาวพน้ื เมอื งวเิ ศษไชยชาญ คอื นายดอก
และนายทองแกว้
คนพวกนี้จึงได้วางแผนหลอกเอาพม่า
ไปแอบฆ่าเสยี หลายคน ครง้ั แรกหลอกทหารพม่ากลุ่มหนงึ่ จำ� นวน 20 คน ให้เข้าไปค้นหา
หญิงสาวท่ีซ่อนตัวอยู่ในป่า เม่ือทหารพม่าหลงเชื่อตามไป เพราะคิดว่าคนไทยไร้ฝีมือ
และอาวธุ กถ็ กู ลอบฆา่ เสยี ทงั้ หมดไมใ่ หห้ ลงเหลอื กลบั ทำ� เชน่ นอี้ ยู่ 2 - 3 คราว จนเปน็ ทส่ี งสยั
ของนายกองพม่า คนไทยกลุ่มน้ีรวมท้ังชาวเมืองวิเศษไชยชาญที่รวบรวมขึ้นมาได้มากข้ึน
กพ็ ากนั ไปอย่บู ้านบางระจนั ไปรวมกนั กบั พวกทอ่ี พยพไปอยกู่ ่อนแล้ว ได้จำ� นวนคนมากขนึ้ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 505
และเหน็ วา่ บรเิ วณแถบนเ้ี ปน็ ทห่ี ลบซอ่ นอยา่ งดี กไ็ ปนมิ นตพ์ ระอาจารยธ์ รรมโชติ วดั เขานางบวช
แขวงเมอื งสพุ รรณบรุ ี ซง่ึ คนรกู้ นั ทวั่ วา่ พระอาจารยธ์ รรมโชติ มฝี มี อื ในทางคงกระพนั ชาตรี
และวทิ ยาคมเป็นเอก ให้มาเป็นผู้คุ้มครองและให้แรงใจ
คราวน้ี บางระจนั กส็ ามารถรวบรวมคนไดม้ ากขน้ึ เกอื บ 500 คน เพม่ิ ตวั หวั หนา้
แบบกองทัพเล็ก ๆ ขึ้นอีก 5 คน จากคนในกลุ่มท่ีมีอยู่แล้ว คือ ขุนสรรค์ ซึ่งมีฝีมือ
ในการยงิ ปืนแม่น พันเรือง กำ� นนั ตำ� บลนั้น นายทองเหม็น นายจันหนวดเขีย้ ว และ
นายทอง แสงใหญ่ ซง่ึ ลว้ นแลว้ แตห่ า้ วหาญ ทรหด แลว้ จดั ตง้ั ขนึ้ เปน็ คา่ ยแบบก�ำแพงเมอื ง
ลอ้ มรอบบา้ นบางระจนั เปน็ สองคา่ ย เยย่ี งคา่ ยของกองทหารไทยอสิ ระขนึ้ การสรา้ งสมอาวธุ
กท็ ำ� ขน้ึ ดว้ ยฝมี อื ของคนในกลมุ่ และรวบรวมขน้ึ เทา่ ทไี่ ดม้ าจากขา้ ศกึ บา้ ง หรอื แมแ้ ตม่ ดี พรา้
ที่ใช้ในการถางป่าตัดฟืนก็ต้องถือว่าเป็นอาวุธอยู่ด้วย เม่ือถึงคราวจะต้องสู้ และเมื่อพม่า
ใช้วิธีการรบแบบกองโจรปล้นสะดม ชาวบางระจันก็ต้องใช้วิธีเดียวกันซ้อนกลพม่าขึ้นได้
เช่นเดยี วกนั
เม่ือทางแม่ทัพของพม่าท่ียกมาอยู่เขตแขวงเมืองวิเศษไชยชาญรู้ระแคะระคาย
ว่าทหารของตนถกู หลอกไปฆ่าแล้วหลบหนไี ปอยู่บ้านบางระจัน ก็ส่งทหาร 100 คน ยกไป
ปราบพวกทหารพม่าเหล่านี้ไม่ช�ำนาญทางดี เม่ือเข้าไปถึงแค่เขตนอกค่าย ก็ถูกกองรบ
ของนายแทน่ ชาวเมอื งสงิ ห์ ยกพวกออกมาโจมตพี มา่ อยา่ งเงยี บ ๆ โดยวธิ โี จมตถี งึ ตวั รมุ แทง
และฟันจนพม่าตายเกอื บหมด เหลอื รอดชีวติ แต่ตัวนายกองไปเพยี ง 2 - 3 คน เท่านั้น ซงึ่
จะเรยี กวา่ เปน็ การรบแบบประจญั บานกนั และเปน็ การสรา้ งชยั ชนะใหแ้ กไ่ ทยชาวบางระจนั
เป็นครั้งแรกกว็ ่าได้
วีรกรรมของชาวบางระจนั ในคร้งั น้ี เป็นข่าวกระจายแพร่หลายไปในหมู่คนไทย
ด้วยกันท่ัวท้ังชาติ ท�ำให้มีการเรียกร้องและรวบรวมชายฉกรรจ์เพ่ิมเข้ามามากข้ึนทุกที
ทุกคนเห็นแล้วว่าก�ำลังรบของพม่านั้นอาศัยเพียงจ�ำนวนพลรบกับอาวุธเท่านั้น แต่ฝีไม้
ลายมือพม่าไม่เหนือกว่าไทยเราเท่าไรนัก ย่ิงกว่านั้นก็คือ เลือดของนักสู้คนไทยได้ชื่อว่า
มเี ลอื ดนกั สมู้ าหลายบรรพบรุ ษุ แลว้ แมจ้ ะไมเ่ ชย่ี วชาญในเชงิ ยทุ ธ์ แตก่ ไ็ มใ่ หค้ วามขลาดกลวั
มามีอ�ำนาจเหนือได้ และคนท่ีคิดจะหนีเอาตัวรอดนั้น อยู่ท่ีพวกคนใหญ่คนโตหรือมีเงิน
เท่านน้ั
506 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย การสูร้ บกบั พมา่
ค่ายบางระจันซ่ึงเร่ิมจากคนกล้าเพียงไม่กี่ร้อยบัดนี้เพิ่มพูนขึ้นจนกลายเป็น
เรือนพัน ถ้าจะเรียกว่า บางระจันเป็นกองทัพกองหนึ่ง ก็จัดว่าเป็นกองทัพที่ดีที่สุด
ท่ีกรุงศรีอยุธยามีอยู่ในเวลานั้น เพราะตั้งแต่พม่ายกทัพเข้ามารุกรานไทย รบที่ไหน
กไ็ ม่เคยพบกบั ความยากเทา่ กบั ทค่ี ดิ จะมารกุ ไล่โจมตคี า่ ยบางระจนั ซง่ึ เป็นเพยี งคา่ ยเลก็ ๆ
แต่ก็ตียากกว่าตกี รุงศรอี ยุธยาหลายเท่า
เพราะพมา่ ตอ้ งใชเ้ วลาถงึ 5 เดอื นเศษ และตอ้ งยกกองทพั เขา้ มาตคี า่ ยบางระจนั
ร่วม 8 คร้งั หรือมากกว่านน้ั คอื
ครั้งที่ 1 พม่าคมุ กำ� ลังพลมา 500 คน มีนายกอง งาจุนหวุ่นผู้คุมทพั มาปราบ
ก็ถกู ชาวบางระจนั ตีแตกพ่ายกลบั ไป
ครั้งท่ี 2 เยกนิ หวนุ่ เปน็ แมก่ อง คมุ พลรบเพม่ิ ขนึ้ มากกวา่ เดมิ กถ็ กู ชาวบางระจนั
ต้านทาน ตแี ตกทัพกลบั ไป
ครงั้ ที่ 3 เนเมยี วสหี บดี เหน็ การไมค่ อ่ ยดนี กั จงึ สง่ั เพม่ิ พลรบอกี ครง่ึ เทา่ ตวั และ
ใหต้ งิ จาไป แมท่ พั ฝมี อื ดขี องพมา่ ทผี่ า่ นศกึ มาแลว้ อยา่ งโชกโชน คมุ กำ� ลงั ทหารเขา้ ตบี างระจนั
อยา่ งหนกั แตก่ ท็ ำ� อะไรคา่ ยบางระจนั ไมไ่ ด้ ตอ้ งลา่ ถอยกลบั ไป รายงานใหเ้ นเมยี วสหี บดที ราบ
ครั้งท่ี 4 สรุ นิ ทรจ์ อขอ้ ง เปน็ แมท่ พั ยกพลจำ� นวนเปน็ พนั กำ� หนดแผนวา่ จะตอ้ ง
ตบี างระจนั ให้แตก และจะไม่ยอมถอยทพั กลบั ไปจนกว่าจะได้ชยั ชนะ
คราวนี้ นักรบชาวบางระจัน ซ่ึงพอจะรู้ช้ันเชิงของพม่าดีอยู่แล้ว กองจัดเป็น
รูปกองทัพตามหลักยุทธศาสตร์ของไทยขึ้นมาบ้าง โดยมีนายแท่น ชาวเมืองสิงห์เป็น
แม่ทพั มีพลรบ 200 คน ให้นายทองเหม็นเป็นกองทพั ปีกขวา คุมพล 200 คน เคียงข้างกัน
ออกไป พันเรอื งเป็นปีกซ้าย คมุ พล 200 คน เท่ากัน ไม่มกี องทพั หนุนเพราะก�ำหนดแผน
ว่าจะต้องออกรบพร้อมกนั ถ้าชนะกช็ นะด้วยกนั ถ้าแพ้ก็ตายหมดด้วยกัน ทหารทีเ่ หลอื อยู่
ให้เพียงแค่คุมค่ายภายในให้ม่ันคงแน่นหนาไว้เท่าน้ัน ไม่ต้องยกกองหนุนออกไปช่วย
เร่ืองอาวุธยุทธภัณฑ์น้ันไม่ต้องพูดถึงมีพร้อมอยู่แล้ว แถมยังได้ปืนของพม่าไว้เม่ือคราว
รบชนะแรก ๆ จากทหารพม่าทต่ี ายไปกไ็ ม่น้อย
นายทัพของพม่าคอื สรุ ินทร์จอข้อง ผู้น้เี ป็นคนเจ้าระเบยี บเคร่งครัด เมื่อเวลา
เดนิ ทพั กไ็ วย้ ศเสมอแมท่ พั ผยู้ งิ่ ใหญ่ แตง่ ตวั เตม็ ยศเหมอื นนายพล ขมี่ า้ คมุ ขบวนอยกู่ ลางพล
และมรี ่มระยา้ กางก้ันแดดอย่างมรี ะเบยี บ หรอื บ่งบอกอ�ำนาจของตนเอง
ฉะนน้ั เมอื่ พลรบของบางระจนั ออกไปประจนั หนา้ กบั กองทพั พมา่ จงึ รไู้ ดท้ นั ทวี า่ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 507
ผู้ท่ีข่ีม้ามีธงระย้าก้ันอยู่กลางพลนั้น เป็นนายทัพใหญ่จึงรวมก�ำลังบุกทะลวงเข้าไปถึง
ตวั นายทพั กอ่ นอนื่ แลว้ กฟ็ นั สรุ นิ ทรจ์ อขอ้ งจนถงึ กบั ตกมา้ ตายในชว่ั เวลาไมช่ า้ แตต่ วั นายแทน่
แม่ทัพเอง ก็ต้องกระสุนปืนของพม่าเข้าอย่างถนัดถึงกับต้องหามกลับเข้าค่าย แต่การรบ
กย็ งั คงดำ� เนนิ ตอ่ ไป เพราะไมม่ เี วลาทจี่ ะคดิ หนหี รอื คดิ ถอยกนั แลว้ รบกนั ตงั้ แตเ่ ชา้ จนถงึ เทย่ี ง
แดดจัดหนักข้ึนต่างฝ่ายต่างชักจะอ่อนเพลียเต็มทน ซ้�ำยังไม่มีอะไรรองท้องกันหิวอีกด้วย
จึงส่งสัญญาณขอพักรบเพื่อหุงข้าวกินกันก่อน เพราะมิฉะน้ัน ก็จะต้องลงนอนรบกันแน่
ด้วยหมดแรงเพราะหวิ ข้าว
ฝา่ ยพมา่ พอไดพ้ กั รบกร็ บี ลงมอื หงุ หาอาหารกนั อยา่ งเรง่ รบี แตฝ่ า่ ยไทยไดเ้ ปรยี บ
กเ็ พราะไมต่ อ้ งเสยี เวลาหงุ พวกผหู้ ญงิ ชาวบางระจนั อยแู่ นวหลงั เตรยี มหงุ หาไวใ้ หเ้ สรจ็ แลว้
พกั รบมาถงึ กไ็ ดก้ นิ ทนั ที แลว้ กก็ นิ เสรจ็ กอ่ นพมา่ ตงั้ นาน พมา่ ยงั หงุ ขา้ วไมส่ กุ ดว้ ยซำ้� คราวนี้
ชาวบางระจนั เห็นได้โอกาส ไม่รอแล้ว พม่ายังไม่ทันได้กินข้าวทีไ่ หนจะเอาแรงมาสู้กบั ไทย
ต่อได้อกี จึงตกเป็นฝ่ายรบั เคราะห์ ถกู ตแี ตกพ่ายล้มตายเกล่อื นกลาดจนแทบจะไม่มีทหาร
เหลือกลบั ไป และตวั นายทพั พม่ากองนี้เองก็ตกเป็นเหยอ่ื ของแร้งกากลางทุ่งนั่นเอง
พม่ายกกองทัพมาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 5 และครั้งท่ี 6 ก็ถูกตีแตกพ่ายยับเยิน
กลบั ไปเช่นเดยี วกนั
ครั้งท่ี 7 พม่าพยายามคัดเลือกทหารฝีมือดีช้ันหน่ึง จ�ำนวน 1,000 คน
ให้อากายนั คยี เป็นนายทพั หมายรกุ เข้าตีค่ายบางระจันด้วยอาวธุ ปืนเป็นหลกั ใหญ่
ทางบางระจนั เมอื่ นายแทน่ ตอ้ งปว่ ย ไมส่ ามารถนำ� ทพั ได้ กต็ งั้ นายจนั หนวดเขย้ี ว
เป็นนายทพั แทน ถึงแม้ศึกคร้งั น้ีจะเปิดฉากด้วยการใช้อาวธุ ปืนยิงกันก่อน ไทยเรากม็ ฝี ีมือ
ยิงปืนไม่แพ้พม่าเหมือนกัน โดยมีขุนสรรค์เป็นครูฝึกสอนไว้ก่อนแล้ว และขุนสรรค์เอง
กอ็ อกแสดงฝมี อื ปนื ดว้ ยเชน่ กนั ยงิ ถกู อากายนั คยนี ายทพั พมา่ ตาย พวกพลรบพมา่ ทวี่ า่ เกง่ ๆ
พอเสยี นายทพั ควบคมุ กต็ อ้ งแตกพา่ ยทงั้ กอง เหลอื รอดกลบั ไปไมถ่ งึ ครง่ึ กองทพั เนเมยี วสหี บดี
แทบจะหมดกำ� ลงั ในการเอาชนะศกึ บางระจันครง้ั นเี้ สียแล้ว เพราะไม่เคยพบกับนักรบไทย
ของกรงุ ศรอี ยุธยาที่เข้มแขง็ ถึงขนาดนี้
แตเ่ พราะดวงชะตาของกรงุ ศรอี ยธุ ยาจะถงึ คราวแตกพา่ ยเปน็ ครงั้ ท่ี 2 ซง่ึ ไมอ่ าจ
หลีกเล่ียงได้น่ันเอง ชาวบางระจันถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นกองรบที่เข้มแข็งยอดเยี่ยมที่สุด
ในหมู่คนไทยท่ีอยู่นอกกรุงศรี และเป็นเหมือนกองก�ำลังทัพหน้าท่ีปกป้องกรุงศรีอยุธยา
ไว้ด้วย แต่แล้วเม่อื ถงึ คราวคับขนั ขาดอาวธุ หนักคอื ปืนใหญ่ท่ีจะใช้ต่อสู้กับพม่าในการรบ
ครงั้ สดุ ท้าย ได้ร้องขอไปทางกรงุ ศรอี ยุธยา กลบั ต้องพบกับความผดิ หวัง
508 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย กรุงศรีอยุธยาไม่ได้ส่งปืนใหญ่มาให้ แต่ส่งขุนนางผู้หนึ่งให้มาอ�ำนวยการหล่อ
ปนื ใหญแ่ ทนและขุนนางผู้นี้ไม่ใช่ใครอ่ืน คือ พระยารัตนาธิเบศร์ ท่ีได้กล่าวมาแล้วนั้น
ซึ่งไม่มีความรู้ในเร่ืองการหล่อปืนเลย เม่ือหล่อเสร็จก็ใช้ยิงไม่ได้ ชาวบางระจันจึงต้อง
ไร้ปืนใหญ่จะต่อสู้
จะเรียกว่า การรบคร้ังสุดท้ายของชาวบ้านบางระจันกับพม่าในครั้งน้ี เป็น
ครงั้ ท่ี 8 กว็ ่าได้ ทีพ่ ม่าสามารถตคี ่ายบางระจันแตกได้ ซ่ึงมไิ ด้เกดิ จากสมองอนั ชาญฉลาด
หรือฝีมือของเนเมียวสีหบดี หรือพม่าเลย แต่เป็นเพราะบังเอิญที่เกิดมีมอญคนหน่ึง
อาศัยร่มโพธิ์ร่มไทรและบรมโพธิสมภารของเมืองไทยมาช้านานแล้ว พอท่ีจะรู้ว่าช่องทาง
ท่ีจะตีค่ายบางระจันนั้นจะต้องท�ำอย่างไร มอญผู้น้ีรับอาสาปราบชาวบ้านบางระจัน
เนเมยี วสหี บดจี งึ ตงั้ ใหเ้ ปน็ นายกองพงศาวดารเรยี กกนั วา่ สกุ ้ี หรอื ซกุ คะยี (ภาษาพมา่ แปลวา่
นายกองใหญ่) มีสมัครพรรคพวกต้ัง เป็นกลุ่มหรือก๊กหน่ึงขึ้น ภายหลังท่ีกรุงศรีอยุธยา
ใกล้จะเสียแก่พม่าแล้วนั่นเอง มอญนายกองผู้นี้ใช้วิธีค่อย ๆ เคล่ือนขบวนเข้ามาทีละข้ัน
และลอบท�ำร้ายคนของบ้านบางระจันลงเรื่อย ๆ ชาวบ้านบางระจันเองก็เคยพยายาม
จะท�ำลายล้างค่ายของมอญผู้น้หี ลายครั้งแต่ไม่ส�ำเร็จ
และยงิ่ จะตกเปน็ ฝา่ ยเสยี เปรยี บยงิ่ ขน้ึ เมอ่ื กองทพั พมา่ ซงึ่ นำ� โดยสกุ พ้ี ระนายกอง
ผใู้ ชป้ นื ใหญย่ งิ เมอื่ เขา้ มาไดร้ ะยะใกล้ ๆ ครง้ั ลา่ สดุ เมอื่ เคลอื่ นเขา้ มาประชดิ คา่ ยบางระจนั ได้
กใ็ ช้วิธขี ดุ อโุ มงค์เอาปืนใหญ่เข้ามายงิ ยงิ อย่างถนดั ในระยะใกล้ ๆ
ชาวบางระจนั จงึ ตอ้ งเสยี คา่ ยและเสยี ชวี ติ ไพรพ่ ลอยา่ งยบั เยนิ เพราะฝมี อื ของสกุ ้ี
เม่ือวันแรม 2 ค่�ำ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ. 2309 รวมเวลาท่ีต้องต่อสู้กับพม่าอย่างโชกโชน
ถึง 5 เดือน
และเม่ือสิ้นค่ายบางระจันเสียแล้ว กรุงศรีอยุธยาก็ต้องพลอยแตกพ่ายยับเยิน
ลงไปด้วย นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยเราต้องพ่ายแพ้แก่พม่า ในรัชกาลสมเด็จพระสุริยาศน์
อมรินทร์ เม่อื ปี พ.ศ. 2310
กรงุ ศรอี ยธุ ยาอนั บรมกษตั ราธริ าชไดท้ รงครอบครองสบื กนั มา 33 พระองค์
ดำ� รงศกั ดเิ์ ปน็ ราชธานขี องสยามประเทศ ตลอดเวลา 417 ปี กม็ าถงึ กาลอวสานลง
บทท่ี วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 509
สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี
(สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช)
พระราชประวตั ิ
สมเดจ็ พระเจ้ากรุงธนบรุ ี หรอื สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชมพี ระนาม
เมอ่ื ครองราชยต์ ามพระราชพงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขาวา่ สมเดจ็ พระบรมราชาท่ี 4
และมพี ระนามทร่ี าษฎรเรยี กเมอ่ื สน้ิ รชั กาลแลว้ วา่ ขนุ หลวงตาก ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ์
พระองค์เดยี วของกรงุ ธนบุรี
510 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย พระราชประวัติเมื่อทรงพระเยาว์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นนิทาน
เชิงอภินิหาร เพราะบันทึกไว้ในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ซ่ึงพอสรุปเฉพาะส่วนส�ำคัญ
ของพระราชประวตั ิว่า เสด็จพระราชสมภพใน พ.ศ. 2277 ในแผ่นดินสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา บิดาชื่อไหยฮอง มารดาช่ือนางนกเอี้ยง บิดาเป็นขันพัฒน์
นายอากรบ่อนเบย้ี เจ้าพระยาจักรีสมหุ นายกรับเลี้ยงในฐานะบุตรบญุ ธรรม ให้ชอ่ื ว่า สิน
ครน้ั เตบิ ใหญศ่ กึ ษาเลา่ เรยี นในสำ� นกั พระอาจารยท์ องดมี หาเถระ ณ วดั โกษาวาสน์ จากนน้ั
ได้ถวายตวั เป็นมหาดเลก็ ได้รบั ยศเป็นหลวงยกกระบตั ร แล้วได้เลอื่ นเป็นพระยาตาก
พระราชประวัติช่วงนี้ได้มีผู้ศึกษาวิเคราะห์กันมาก วันพระราชสมภพน้ัน
หากยึดจดหมายเหตุโหรว่าเสด็จสวรรคตเม่ือพระชนมพรรษาได้ 48 พรรษา 15 วัน และ
หากเป็นวนั ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราชเสด็จพระราชสมภพ
วนั ท่ี 22 มีนาคม พ.ศ. 2277 เร่ืองพระชาตภิ มู ิสรุปได้ว่าทรงเป็นชาวไทยเชื้อสายจนี บิดา
มาจากมณฑลกวางตุ้ง มารดาเป็นคนไทย และจากเอกสารราชวงศ์ชิงและเอกสาร
ภาคเอกชนจีนกล่าวถึงพระนามว่า “เจิ้งเจา” ซึ่งแปลว่า กษัตริย์แซ่เจ้ิง (ตรงกับเสียง
จนี แต้จ๋วิ ว่า “แต้”) และพระนามเดมิ คอื สิน
พระราชพงศาวดารได้บันทึกถึงตอนที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
สมเด็จพระอนชุ าธริ าชในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คร้งั ยังทรงเป็น
นายสุจินดามหาดเล็กหนีพม่าไปพึ่งเจ้าตาก ณ เมืองจันทบุรี เจ้าตากก็รับชุบเล้ียงไว้
ต้ังเป็นพระมหามนตรี เพราะรู้จักคุ้นเคยกันแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า และ
การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรต์ิก็แสดงว่าทรงได้รับ
การศกึ ษาและทรงรอบรู้ขนบธรรมเนยี มประเพณไี ทย
อย่างไรก็ตาม ยังมีพระราชพงศาวดารฉบับย่อยๆ ท่ีบันทึกเชื้อสายสมเด็จ
พระเจา้ ตากสนิ มหาราชแตกตา่ งกนั ออกไป เชน่ พระราชพงศาวดารเหนอื เลขท่ี 47 กลา่ ววา่
พระยานกั เลงมเี ชอ้ื สายพระเจ้ามกั กะโท ทรงพระนามพระยาตาก ตง้ั เมอื งใหมท่ ธ่ี นบรุ ี และ
สมดุ ไทยดำ� ฉบบั หมายเลข 2 กลา่ ววา่ เดมิ ชอื่ จนี แจง้ เปน็ พอ่ คา้ เกวยี นกอ่ นทจี่ ะมคี วามชอบ
ในแผ่นดินจนได้เป็นผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดินอยู่ ณ เมืองตาก ซึ่งก็ตรงกับท่ีพระราช
พงศาวดารฉบับความพิสดาร เช่น ฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกเร่ืองหนังสือพุทธทำ� นาย
ของมหาโสภิตอธิการวัดใหม่ว่า เมื่อพระนครเสียแก่พม่าแล้วจะมีบุรุษพ่อค้าเกวียนได้ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 511
เป็นพระยาครองเมืองบางกอกได้ 10 ปี ต้องเสียเมืองแก่พม่าให้เสด็จไปอยู่เมืองลพบุรี
ซง่ึ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชกไ็ ดเ้ สดจ็ ไปประทบั เมอื งลพบรุ ี 7 วนั พอเปน็ เหตุ อาจเพราะ
ทรงเป็นพ่อค้าเกวียนจึงทรงช�ำนาญภูมิประเทศ และทรงเช่ียวชาญรับสั่งได้หลายภาษา
ทง้ั จนี ลาว และญวน
เหตุการณก์ ่อนเสยี กรุงศรีอยธุ ยา คร้งั ท่ี 2
พระราชพงศาวดารฉบับความพิสดารเร่ิมบันทึกเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชเมื่อ พ.ศ. 2308 สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ตั้งแต่ยังทรงเป็นพระยาตาก
มาชว่ ยราชการสงครามปอ้ งกนั พมา่ ซง่ึ ยกทพั มาลอ้ มกรงุ ศรอี ยธุ ยา พระยาตากมฝี มี อื การรบ
เข้มแข็งจึงได้เลื่อนต�ำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองก�ำแพงเพชร ระหว่างท�ำศึก
รักษาพระนคร แม้จะพยายามบัญชาการรบและต่อสู้ข้าศึกจนสุดความสามารถ แต่ด้วย
ความอ่อนแอของผู้บัญชาการและการขาดการประสานงานท่ีดีระหว่างแม่ทัพนายกอง
ท�ำให้พระยาวชิรปราการเกิดความท้อแท้ใจหลายคร้ัง เมื่อเห็นว่าถึงจะอยู่ช่วยรักษากรุง
กไ็ มเ่ กดิ ประโยชนอ์ นั ใด พระยาวชริ ปราการจงึ ตดั สนิ ใจพาสมคั รพรรคพวกประมาณ 500 คน
พระราชพงศาวดารบางฉบบั ว่าประมาณ 1,000 คน ยกออกจากค่ายวดั พชิ ยั ตีฝ่าทัพพม่า
ไปทางทศิ ตะวันออกในเดอื นยี่ พ.ศ. 2309
512 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย พระยาวชิรปราการน�ำพรรคพวกสู้รบชนะพม่าที่ไล่ติดตามไปตลอดทางจน
กิตตศิ พั ท์ความสามารถเป็นท่เี ลอ่ื งลือ ท�ำให้มีผู้คนมาขอเข้าเป็นบรวิ ารมากมาย ท่ไี ม่ยอม
ออ่ นนอ้ มกจ็ ำ� ตอ้ งตหี กั เอาคา่ ยได้ เสน้ ทางการเดนิ ทพั ออกจากคา่ ยวดั พชิ ยั นอกกำ� แพงเมอื ง
ไปบา้ นขา้ วเมา่ บา้ นสมั บณั ฑติ บา้ นโพสงั หาร บา้ นพรานนก ผา่ นเมอื งนครนายก ปราจนี บรุ ี
ฉะเชิงเทรา ชลบุรี คร้ันถึงเมืองระยองพระยาก�ำแพงเพชรคาดการณ์ว่าคงเสียกรุงแล้ว
จงึ ตงั้ ตวั เปน็ เจา้ เพอื่ รวบรวมผคู้ นกแู้ ผน่ ดนิ พวกบรวิ ารจงึ เรยี กวา่ เจา้ ตากแตน่ น้ั มา ขณะนนั้
ทางกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า เจ้าตากจึงระวังตัวมิให้คนท้ังหลายเห็นว่าเป็นกบฏ
และให้เรียกค�ำส่ังเพียงพระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอก พระระยองพาพรรคพวกออกมา
ต้อนรับแต่โดยดี แต่ก็ยังมกี รมการเมอื งบางส่วนคิดแข็งข้อ พระยาวชิรปราการรู้จงึ วางแผน
ปราบผู้คิดร้ายแตกพ่ายไป และเข้ายดึ เมืองระยองเป็นสทิ ธิข์ าด
เมื่อกรุงศรอี ยธุ ยาเสียแก่พม่าในวนั ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ผู้มีอ�ำนาจบางคน
คดิ ตง้ั ตวั เปน็ ใหญ่ พระยาจนั ทบรุ ซี ง่ึ เดมิ เคยสญั ญาวา่ จะเปน็ ไมตรกี บั เจา้ ตากกไ็ มท่ ำ� ตามสญั ญา
เจ้าตากจึงยกทัพไปปราบ เข้ายึดได้จันทบุรีและตราดตามล�ำดับ หลังจากยึดเมืองตราด
ไปแลว้ เจา้ ตากกย็ กทพั กลบั มาตงั้ มนั่ ทจ่ี นั ทบรุ แี ละใชเ้ ปน็ ทจ่ี ดั เตรยี มกำ� ลงั พล เสบยี งอาหาร
อาวุธยทุ โธปกรณ์ รวมทง้ั ต่อเรอื ได้ 100 ล�ำ
หลังจากส้ินฤดูมรสุมเจ้าตากก็ยกทัพออกจากจันทบุรีเข้าปากแม่น้�ำเจ้าพระยา
ในเดือน 12 ปีเดียวกัน เมื่อยึดเมืองธนบุรีได้แล้วจึงบุกเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นท่ี
พระนครศรีอยุธยา และสามารถยึดค่ายโพธ์ิสามต้นได้ใน 2 วัน ขับไล่พม่าออกไปจาก
พระนครศรีอยธุ ยา รวมเวลาทไ่ี ทยสูญเสียเอกราชแก่พม่าคราวนัน้ เพียง 7 เดือน เจ้าตาก
ไดจ้ ดั การบา้ นเมอื งใหอ้ ยใู่ นสภาพปกติ จดั หาทป่ี ระทบั ใหแ้ กบ่ รรดาเจา้ นายทถี่ กู พมา่ คมุ ตวั ไว้
แต่ยังไม่ทันส่งไปพม่า จัดการปลดปล่อยผู้คนท่ีถูกกักขัง พร้อมทั้งแจกจ่ายทรัพย์สิน
เครื่องอุปโภคบริโภคโดยถ้วนหน้า แล้วให้จัดการพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ
พอสมพระเกยี รตเิ ทา่ ทจี่ ะทำ� ไดใ้ นขณะนนั้ จากนน้ั กอ็ พยพผคู้ นมาตงั้ ราชธานอี ยทู่ เ่ี มอื งธนบรุ ี
ซง่ึ ในเวลานนั้ นบั วา่ มชี ยั ภมู เิ หมาะสมกวา่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา เมอ่ื ยา้ ยมาประทบั ทก่ี รงุ ธนบรุ แี ล้ว
เจ้าตากท�ำพิธีปราบดาภิเษกข้ึนครองราชสมบัติ แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าเมื่อใด
ทางราชการจึงก�ำหนดเอาวันแรกสุดที่เสด็จออกขุนนาง ตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุโหร
เป็นวนั คล้ายวนั ปราบดาภเิ ษก คือวนั ที่ 28 ธนั วาคม พ.ศ. 2311
การปราบปรามชมุ นมุ ต่าง ๆ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 513
ภายหลงั ปราบดาภเิ ษกแลว้ สมเดจ็ พระเจา้
ตากสนิ มหาราชทรงดำ� เนนิ การสรา้ งชาตใิ หเ้ ปน็ ปกึ แผน่
ม่ันคงทันที โดยนอกจากจะทรงท�ำสงครามขับไล่พม่า
กว่า 10 คร้ังแล้ว ยังทรงปราบปรามบรรดาคนไทย
ท่ีแยกตัวไปต้ังเป็นชุมนุมต่าง ๆ มีชุมนุมเจ้าพระยา
พิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุม
เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (หน)ู และชมุ นมุ เจา้ พมิ าย หรอื
กรมหมน่ื เทพพพิ ธิ พระราชโอรสในสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
บรมโกศ กระทั่งถงึ พ.ศ. 2313 จึงสามารถมชี ัยเหนือ
ชมุ นมุ ตา่ ง ๆ ไดท้ งั้ หมด สง่ ผลใหช้ าตไิ ทยกลบั มารวมเปน็
อนั หนง่ึ อนั เดียวกนั อกี ครั้ง หลังศึกอะแซหวุ่นก้ใี น พ.ศ. 2318 แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ทรงดำ� เนนิ การขยายพระราชอาณาเขตของกรงุ ธนบรุ อี อกไป อกี จนกวา้ งใหญไ่ พศาล ทศิ เหนอื
ได้ถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศใต้ตลอดหัวเมืองตานี (ปัตตานี) ทิศตะวันออกตลอดกัมพูชา
จำ� ปาศกั ดจ์ิ ดญวนใต้ ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตลอดเวยี งจนั ทน์ หวั เมอื งพวน และนครหลวง
พระบาง ทศิ ตะวนั ตกจดเมอื งมะรดิ และตะนาวศรี ออกมหาสมทุ รอนิ เดยี
ส่วนการฟื้นฟูประเทศน้ัน แม้ว่าตลอดรัชสมัยจะเต็มไปด้วยการศึกสงคราม
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังเอาพระทัยใส่ดูแลโดยใกล้ชิด ทรงท�ำนุบ�ำรุงบ้านเมือง
ทงั้ ในดา้ นการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม เชน่ โปรดใหช้ �ำระกฎหมาย โปรดใหพ้ จิ ารณา
ตัดสินคดีความต่าง ๆ ตามปกติไม่ให้คั่งค้างแม้ในยามสงคราม โปรดให้ส่งส�ำเภาหลวง
ไปคา้ ขายถงึ เมอื งจนี ตลอดถงึ อนิ เดยี ตอนใต้ โปรดใหข้ ดุ คคู ลองเพอื่ ประโยชนด์ า้ นการคา้ ขาย
และดา้ นยทุ ธศาสตรไ์ ปพรอ้ มกนั โปรดใหข้ ยายพน้ื ทใ่ี หท้ หารควบคมุ ไพรพ่ ลทำ� นา นอกจากนี้
ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครเร่ืองรามเกียรติ์บางตอน ท้ังยังโปรดให้การอุปถัมภ์เหล่ากวี
ให้รวบรวมบรรดาช่างฝีมือและให้ฝึกสอนทุกแผนกเท่าท่ีมีครูสอน โปรดให้บำ� รุงการศึกษา
ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ให้ตั้งหอหนังสือหลวงรวบรวมต�ำราต่าง ๆ ท่ีกระจัดกระจาย
เม่ือคราวเสียกรุง โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามใหม่ และให้คัดลอกพระไตรปิฎกท่ียัง
หลงเหลอื จากเมอื งนครศรธี รรมราชสร้างเปน็ ฉบบั หลวง และโปรดให้เขยี นสมดุ ภาพไตรภมู ิ
ในส�ำนักสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น การฟื้นฟูบ้านเมืองเกือบทุกด้านนี้ได้รับการสืบสาน
514 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย สร้างเสริมจนสำ� เร็จสมบรู ณ์ในรชั กาลท่ี 1 แห่งกรุงรตั นโกสนิ ทร์
คร้ันล่วงถึงปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใฝ่พระราชหฤทัย
ในทางศาสนาท�ำให้ส�ำคัญพระองค์ว่าบรรลุโสดาบนั เกิดความวุ่นวายท้งั แผ่นดนิ ผู้คนถกู
ลงโทษโดยปราศจากความผดิ มเี พมิ่ ขนึ้ ทกุ วนั ชาวกรงุ เกา่ บางพวกจงึ รวมตวั กนั กอ่ การกบฏ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้พระยาสรรค์ (สรรคบุรี) ข้ึนไปปราบกบฏ แต่
พระยาสรรค์กลับเข้ากับพวกกบฏยกทัพมาตีกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงรับผิด และยอมเสด็จออกผนวช ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ในระหว่างน้ัน
กรงุ ธนบรุ เี กดิ ความวนุ่ วายฆ่าฟันกนั ไมเ่ วน้ แตล่ ะวนั เกดิ สงครามกลางเมอื งระหว่างกรมขนุ
อนรุ กั ษส์ งคราม (พระเจา้ หลานเธอในสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช) เปน็ ฝา่ ยพระยาสรรค์
กับพระยาสุริยอภัย (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช) ซึ่งน�ำทัพเมืองนครราชสีมามาปราบกบฏ พระยาสุริยอภัยเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ครง้ั เปน็ สมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ
ซงึ่ กำ� ลงั ยกทพั ไปตเี ขมรทราบขา่ วการจลาจลจากพระยาสรุ ยิ อภยั กเ็ ลกิ ทพั กลบั ถงึ กรงุ ธนบรุ ี
หลังจากไต่สวนจนทราบเหตุการณ์ทั้งปวงแล้ว ให้บรรดาข้าราชการพิจารณาปรึกษาโทษ
สมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช และส�ำเรจ็ โทษเม่อื วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ผ์ มู้ พี ระมหากรณุ าธคิ ณุ
อันยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงก�ำหนดให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น
วนั สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช และให้มรี ัฐพิธีถวายสักการะ ณ พระบรมราชานสุ าวรยี ์
ที่วงเวยี นใหญ่ กรงุ เทพฯ ตง้ั แต่ พ.ศ. 2497 สบื มาทกุ ปี และเมือ่ วนั ท่ี 27 ตุลาคม พ.ศ. 2524
คณะรัฐมนตรมี มี ตใิ ห้เทดิ พระนามว่า สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช
บทที่ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 515
อนสุ าวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก
ชีวประวัติ
พระยาพชิ ยั ดาบหัก ค�ำว่า “ดาบหกั ”
เป็นสมญาที่ท่านได้รับในการต่อสู้กับทหารพม่า
จนดาบหัก แต่ก็ยังสามารถเอาชนะทหารพม่าได้
เปน็ วรี บรุ ษุ ไทยทมี่ คี ณุ ธรรม มคี วามกลา้ หาญ และ
มีความกตัญญูกตเวทีจนได้เลื่อนบรรดาศักด์ิขึ้น
เป็น “พระยาสีหราชเดโชชัย” ด�ำรงต�ำแหน่ง
เจ้าเมอื งพชิ ยั คือจังหวดั อตุ รดิตถ์ในปัจจุบัน
มีประวัติความเป็นมาโดยย่อ ๆ ว่า
พระยาพิชัยดาบหัก มีนามเดิมช่ือ “จ้อย” เป็น
ลกู ชาวนา อย่เู มอื งพชิ ยั ตรงกบั สมยั พระเจ้าอย่หู วั
บรมโกศ ระหวา่ ง พ.ศ. 2275 - 2301 มพี นี่ อ้ งรว่ มทอ้ ง
ด้วยกัน 4 คน ตายเสีย 3 คน เหลือแต่จ้อย
คนเดียว บิดาได้พาจ้อยไปฝากไว้กับท่านพระครู
วัดมหาธาตุ เมืองพิชัย จ้อยเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อย มีสติปัญญาดี เก่งกล้าในเรื่อง
หมดั ๆ มวย ๆ จดั วา่ พอตวั จนไมม่ ใี ครทจ่ี ะกลา้ รงั แก จอ้ ยอยกู่ บั ทา่ นพระครวู ดั มหาธาตุ
จนอายุได้ 14 ปี แต่ก็เจอการถูกรงั แกเขา้ จนได้ อยมู่ าวนั หนง่ึ โดนคณุ เฉดิ บตุ รเจา้ เมอื ง
516 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย และลูกน้องคณุ เฉิดรมุ เล่นงานจ้อย แต่โดนจ้อยเล่นงานเอาเสียยำ่� แย่ จ้อยเกรงว่าถ้ายงั อยู่
ท่ีวัดนี้ต่อไปจะต้องมีเรื่องแก้แค้นกันไม่สิ้นสุด จึงตัดสินใจหนีไปบ้านท่าเสา แขวงเมือง
อุตรดิตถ์ เพ่ือไปหาครูมวยท่ีช่ือ “เมฆ” แต่พอเดินทางไปถึงวัดบ้านแก่ง ต�ำบลบ้านแก่ง
มีครูมวยช่ือ “เที่ยง” ก�ำลังสอนวิชามวยให้ศิษย์อยู่ จ้อยจึงขอสมัครเป็นลูกศิษย์ด้วย
แต่ได้เปลี่ยนช่ือใหม่ว่าช่ือ “ทองดี” ได้เรียนวิชามวยกับครูเท่ียงเก่งและช�ำนาญกว่า
ศิษย์คนอ่ืน บังเอิญเจอพระที่วัดบ้างแก่งจะไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ นายทองดี
จึงได้โอกาสลาครูเท่ียงเดินทางไปศิลาอาสน์ด้วย ในงานวัดเขามีง้ิว เล่นหกคะเมนตีลังกา
กระโดดข้ามหัวคนได้ นายทองดีจึงจดจ�ำเอามาฝึกฝนบ้าง จนสามารถท�ำได้อย่าง
คล่องแคล่ว จึงได้เดินทางต่อไปจนพบครูเมฆตามความต้องการ ขณะนี้นายทองดีอายุ
ย่างเข้า 18 ปี อยู่ทท่ี ่าเสาด้วยความสงบสุข เป็นทีร่ ักของชาวบ้านโดยทวั่ ไปและเริม่ ชกมวย
อาชีพเพอื่ ให้ได้เงนิ จนมชี อ่ื เสยี งในเมอื งลับแล ทุ่งยงั้ สวางคบุรี และเมืองพชิ ัย
อยู่มามีพระภิกษุรูปหน่ึงจากสวรรคโลกมาท่ีท่าเสา พบกับนายทองดีชักชวน
ใหไ้ ปเรยี นการฟนั ดาบกบั นกั ดาบฝมี อื ดที ส่ี วรรคโลก นายทองดจี งึ ลาครเู มฆไปเรยี นวชิ าการ
ฟันดาบ จนส�ำเร็จภายในเวลา 3 เดือน พระภิกษุองค์เดียวกันได้พานายทองดีไปเที่ยว
เมืองสโุ ขทยั ไปพบครูมวยจนี เข้าอกี นายทองดีก็สามารถเรยี นวิชามวยจนี จบในเวลาเพียง
1 เดือน ช่ือเสียงของนายทองดีร่�ำลือมีคนนิยมมาก นายทองดีจึงเปิดค่ายสอนมวย
และฟันดาบเพ่อื เลี้ยงชีพ จึงได้เจอเดก็ ก�ำพร้าคนหน่งึ ชอ่ื “บญุ เกิด” มาเป็นเพื่อนร่วมสขุ
ร่วมทุกข์ด้วย อยู่สุโขทัยไม่นานนัก นายทองดีได้รู้จักกับพ่อค้าจีนชาวเมืองตากคนหนึ่ง
มาค้าขายท่ีสุโขทัยเสร็จแล้ว ต้องการเพื่อนเดินทางกลับเมืองตาก พ่อค้าจีนคนน้ัน
เล่าให้ฟังว่า พระยาตากสินเจ้าเมืองตากนิยมคนดีมีฝีมือทางมวยและการฟันดาบ
คนอย่างนายทองดถี ้าไปเมอื งตากคงมโี อกาสเจรญิ ก้าวหน้ากว่าอยู่ทีส่ ุโขทัยแน่ นายทองดี
ได้ฟังดงั น้นั นึกดีใจอยากไปเสย่ี งโชคดู จงึ ตอบตกลงกับพ่อค้าจนี คนนั้น ครนั้ แล้วพ่อค้าจีน
นายทองดี และบุญเกดิ ก็ออกเดนิ ทางไปด้วยกนั คร้ันไปนอนพักแรมกลางป่า ต้องผลัดกัน
สุมไฟอยู่ยาม เพราะสัตว์ป่าและเสือชุม คืนวันหนึ่งเด็กบุญเกิดหลับยามลืมสุมไฟ
เสือจึงตะครุบคาบเด็กบุญเกิดไป ความว่องไวเม่ือได้ยินเสียงเด็กร้องของนายทองดี
คว้ามีดส้ันไล่ตามเสือไปแย่งเอาเด็กบุญเกิดคืนมาได้ แล้วฆ่าเสือตาย นายทองดี
และพ่อค้าจีนก็ช่วยกันพยาบาลและหามเด็ก วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 517
บญุ เกิดไปจนถงึ เมอื งตาก พยาบาลอยู่ 2 เดือน
เด็กบญุ เกดิ จงึ หายเป็นปกติ
วนั หนงึ่ มพี ธิ ถี อื นำ้� พระพพิ ฒั นส์ ตั ยา
คอื การแสดงความจงรกั ภกั ดตี อ่ พระมหากษตั รยิ ์
ทางราชการจัดให้มีงานรื่นเริงต่าง ๆ และมี
การแข่งขันชกมวยด้วย นายทองดีได้ไปดูเขา
เปรียบมวย (ประกบคู่มวย) แต่มีนักมวยอยู่
คนหนึ่งยังหาคู่ชกไม่ได้ ทราบว่ามีฝีมือดีและ
เปน็ ครมู วยดว้ ย ชอ่ื วา่ ครหู า้ ว นายทองดรี บั อาสา
ชกกบั ครหู า้ ว ทง้ั ทคี่ รหู า้ วรปู รา่ งโตกวา่ นายทองดี
ชาวเมอื ง เม่ือทราบว่ามนี ักมวยหนุ่มแปลกหน้า
มาท้าชกกับครูห้าว ผู้คนก็ฮือฮาตื่นเต้นอยากดู
การชกของมวยค่นู กี้ นั ทง้ั เมอื ง รวมไปถงึ เจ้าเมอื งตากดว้ ย แตท่ ่านพระครใู นวดั ทนี่ ายทองดี
พกั อยขู่ อรอ้ งและหา้ มปราม เพราะทา่ นเคยเหน็ ฝมี อื ของครหู า้ วแลว้ นบั วา่ เกง่ หาตวั จบั ยาก
ถ้าแพ้ก็เจ็บตัวเปล่า ถ้าชนะก็จะอยู่ในเมืองตากไม่ได้ ดังน้ันพอถึงเวลามวยส�ำคัญคู่น้ี
กรรมการเรยี กตวั นายทองดจี งึ ไมย่ อมออกไปตอ่ ย ในขณะนนั้ พระยาตากนง่ั อยทู่ สี่ นามมวย
เมื่อทราบว่ามีคนกล้าท้าทายครูห้าวชกก็อยากดู จึงให้คนไปตามตัวมาจากกุฏิท่านพระครู
ท่านพระครูจึงน�ำนายทองดีไปหาพระยาตาก และเล่าถึงความสามารถของนายทองดี
ที่ผ่านมาทั้งเหตุผลที่ไม่อยากชกกับครูห้าวฟัง เม่ือพระยาตากได้ทราบเรื่องโดยตลอด
จึงให้ค�ำรับรองว่า สิ่งวิตกน้ันจะมิให้เกิดข้ึนเป็นอันขาด ในที่สุดการชกระหว่างนายทองดี
กับครูห้าวก็ระเบิดข้ึน พอข้ึนยกท่ี 1 นายทองดียังไม่ชกเต็มฝีมือเพียงแต่ดูช้ันเชิง
ส่วนครหู ้าวกไ็ ล่ขยี้เตม็ ที่ คนดกู พ็ ากันสงสาร พระยาตากยงั ถามว่าจะสู้ไหวไหม ถ้าไม่ไหว
ก็ให้ยอมแพ้เสีย นายทองดีตอบว่าขอลองอีกสักยก พอเริ่มยกท่ี 2 นายทองดีใช้กลยุทธ์
แบบจีนปนไทยกระโดดข้ามหัวคู่ต่อสู้ ไปยืนข้างหลังโดยฉับพลัน พร้อมท้ังระดมชกต่อย
เตะจนครูห้าวตั้งตัวไม่ติด ในท่ีสุดถูกเตะขากรรไกรอย่างแรง จนเลือดไหลออกทางปาก
518 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย ทางจมูกล้มทั้งยืน สลบคาเวที นายทองดีจึงชนะครูห้าวไปอย่างสบาย อยู่ต่อมามีคนมา
ขอทา้ ชกกบั นายทองดอี กี นายทองดกี ร็ บั ค�ำทา้ แตป่ รากฏวา่ เวลาชกกนั จรงิ ฝมี อื ยงั เปน็ รอง
นายทองดีอีกมาก จึงโดนนายทองดีเตะเล่นแบบเตะต้นกล้วย จนสลบคาที่อีกคนหน่ึง
คนดูจึงโห่ร้องกันรอบทิศ พระยาตากพอใจมากให้เงินรางวัลถึง 5 ต�ำลึง แล้วชวนให้ไป
อยู่ด้วย นายทองดีพอใจและมีความยินดีมาก แต่เนื่องจากนายทองดีมิใช่เก่งแต่ทาง
ชกมวยอย่างเดียว ยังมีความรู้ทางด้านหนังสือด้วยจึงได้เข้ารับราชการ ส่วนนายบุญเกิด
ก็ได้เข้าฝึกงานราชการด้วยกัน พระยาตากรักให้ความอุปการะนายทองดีเท่ากับญาติ
คนหน่ึง คือเมื่ออายุครบ 21 ปี ก็จัดอุปสมบทให้ตามประเพณี 1 พรรษา สึกออกมา
แล้วรบั ราชการตามเดมิ จนได้รบั บรรดาศกั ดเ์ิ ป็นหลวงพิชัยอาสา และแต่งงานตั้งหลักฐาน
อยู่ที่เมืองตากจนถึง พ.ศ. 2309 ในระยะนี้สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์มีพระบรมราชโองการ
ให้พระยาตากไปช่วยรบพม่าที่กรุงศรีอยุธยา พระยาตากจึงได้พาหลวงพิชัยอาสาและ
นายบญุ เกดิ เดินทางไปยงั กรงุ ศรีอยธุ ยาด้วย กรุงศรีอยธุ ยาหลงั จากทีส่ มเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศเสด็จสวรรคตลงแล้ว ข้าราชการแบ่งกันเป็นพรรคเป็นพวก แตกความสามัคคีกัน
บา้ งถกู เนรเทศ บา้ งถกู สำ� เรจ็ โทษ บา้ งหลบหนกี ระจดั กระจายไปจากกรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ อนั มาก
เม่ือกองทัพพม่าได้ยกทัพเข้ามาใกล้กรุงศรีอยุธยา พระยาตากต้องน�ำทหารเข้าต่อสู้
แต่ก็ไม่ประสบผลส�ำเร็จเท่าท่ีควร พระยาตากต้องผจญกับภาวะคับแค้นใจหลายอย่าง
ในการต่อสู้กับพม่าข้าศึก เช่น ในเร่ืองการยิงปืนใหญ่และเร่ืองผู้ร่วมงานที่ไม่ยอมเช่ือฟัง
และไมส่ ามคั คกี นั กองทพั พมา่ มกี ำ� ลงั มากกวา่ การรบมผี ลคบื หนา้ มาเปน็ ลำ� ดบั สว่ นฝา่ ยไทย
ไม่มีผลคืบหน้ามีแต่เสียทีมาเป็นระยะ แม่ทัพนายกองล้มตายมากขึ้น พระยาตาก
เห็นเหตุการณ์บีบรัดเข้ามาทุกทีขึ้นต่อสู้ในยุทธวิธีเดิมในไม่ช้ากรุงต้องแตกและจะพากัน
ตายหมด โดยไม่มีโอกาสที่จะแก้คืนได้จึงต้องหาทางเปล่ียนวิธีการเสียใหม่ เช่น
ไปหาที่สะสมคน อาวุธ และเสบียงอาหาร แล้วยกมาช่วยกรุงศรีอยุธยาภายหลัง
คนส่วนหนง่ึ กเ็ ห็นด้วย พระยาตากจงึ รวบรวมผู้คนท่มี คี วามสวามภิ ักดิแ์ ละรักชาติท้ังหลาย
พรอ้ มดว้ ยหลวงพชิ ยั อาสาประมาณ 500 คน ตฝี า่ วงลอ้ มของทหารพมา่ ออกไปได้ แมจ้ ะตอ้ ง
ปะทะกบั ทหารพม่าในระหว่างการเดนิ ทางหลายครง้ั แต่กส็ ามารถเอาชนะไปได้โดยตลอด
ดว้ ยความรว่ มมอื ทเ่ี ขม้ แขง็ ของหลวงพชิ ยั อาสาและนายบญุ เกดิ จนผา่ นไปถงึ ชลบรุ ี ศรรี าชา
ระยอง ต่างได้รับความร่วมมือจากเมืองเหล่านั้นเป็นอย่างดี แต่พอไปถึงเมืองจันทบุรี วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 519
มีผู้ยุยงเจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมให้ความร่วมมือกับพระยาตาก ดังนั้นพระยาตาก
จึงส่ังหลวงพิชัยอาสาและทหารให้ท�ำลายภาชนะหุงต้มและเสบียงอาหารที่มีอยู่ให้
หมดเสียก่อน ถ้าตีเมืองจันทบุรีไม่ได้ในคืนนั้น รุ่งเช้าก็ต้องให้อดอาหารกันหมดทุกคน
จะเปน็ เพราะเหลา่ ทหารเกรงจะอดขา้ วหรอื เพราะความกลา้ หาญเดด็ เดย่ี วกไ็ มอ่ าจทราบได้
ในทีส่ ดุ ทหารพระยาตากกต็ ีเข้าเมืองจนั ทบรุ ไี ด้ส�ำเรจ็
พระยาตากอยู่ท่จี ันทบุรี 3 เดอื น ได้ต่อเรือรบได้ 100 ล�ำ สะสมผู้คนทีม่ ฝี ีมือ
ได้อีกมาก จึงยกกองทัพเรือไปช่วยกรุงศรีอยุธยาท่ีคืนจากพม่าได้เสร็จเรียบร้อยภายใน
เวลา 7 เดอื น ตามแผนที่ได้วางไว้ ข้าราชการ ทหาร และประชาชนพร้อมใจกนั อัญเชญิ
พระยาตากขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินในเวลาต่อมา ในการสงครามทุกครั้ง หลวงพิชัยอาสา
เป็นทหารเอกใกล้ชิดผู้หนึ่ง จึงได้สมญาว่าเป็นหน่ึงในทหารเสือพระเจ้าตาก ได้ทำ� การรบ
อยา่ งเดด็ เดย่ี วกลา้ หาญมาตลอด จนไดเ้ ลอ่ื นบรรดาศกั ดข์ิ นึ้ เปน็ “พระยาสหี ราชเดโชชยั ”
และทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาสีหราชเดโชชัย หรือพระยาพิชัยดาบหักคุมทหาร
4,000 คน ไปอยู่เมืองพิชัยและมอบอ�ำนาจให้ประหารชีวิตคนได้ ส่วนเด็กชายบุญเกิด
เป็นหมื่นหาญณรงค์
ต่อมาพระยาสีหราชเดโชชัยหรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “พระยาพิชัย”
ได้น�ำพลออกต่อสู้กับทหารพม่า ขณะท่ีชุลมุนกันพระยาพิชัยก�ำลังเสียหลักเซถลาดาบ
ลงดนิ จนหกั ทหารพม่ากระโดดเข้าฟัน แต่บังเอญิ หมน่ื หาญณรงค์หรอื นายบุญเกดิ กระโดด
เข้าขวางก้ันฟันทหารพม่าน้ันตายคาท่ี และตัวเขาเองก็โดนปืนยิงตายด้วยเหมือนกัน
ส่วนพระยาพิชัยคงใช้ดาบหักไล่ฟันพม่าอย่างดุเดือด จนพม่าพ่ายแพ้กลับไปอย่างยับเยิน
ตั้งแต่น้ันมาประวัติศาสตร์ได้บันทึกและให้สมญาท่านว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”
และคงรบั ราชการอยู่นานจนสน้ิ แผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช และไม่ยอมรับ
ราชการตอ่ ในรชั สมยั ของสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช เพราะรกั เจา้ นายเกา่ มาก
ตามประวตั ศิ าสตร์กล่าวว่าถูกลงโทษประหารชวี ิตในปี พ.ศ. 2324 อายุได้ 41 ปี แต่ลูกชาย
ได้รับราชการสืบต่อมา จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลท่ี 5 ได้
พระราชทานนามสกลุ “วชิ ยั ขทั คะ” เป็นต้นสกุลของพระยาพิชยั มาจนปัจจุบันนี้
520 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย บทที่
สมเด็จกรมพระราชวงั บวร
มหาสุรสิงหนาท
“ผู้ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อกอบกู้เอกราชจน
มีสมญานามว่า “ทหารเสอื พระเจ้าตาก” และเป็นขนุ ศกึ คู่บลั ลังก์ของพระบาทสมเดจ็
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้พิชิตศึกเสือเหนือใต้จนราบคาบ เพื่อด�ำรงไว้
ซึ่งความเป็นไทให้คงอยู่ตราบเท่าทุกวันน้ี จนชีพสลายในระหว่างการท�ำศึกสงคราม
ท่านผู้นน้ั กค็ อื สมเดจ็ กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สิงหนาท”
ชวี ประวัติ
สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหา
สุรสิงหนาท มีพระนามเดิมว่า “บุญมา”
สืบเช้ือสายมาจากเจ้าพระยาโกษาปาน
พระบิดาชื่อว่า หลวงพินิจอักษร พระมารดา
ช่ือว่า ดาวเรือง เป็นพ่ีน้องร่วมบิดามารดา
กับนายทองด้วง หรือพระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช มีพี่น้องร่วมท้อง
ด้วยกัน 4 คน คนท่ี 1 เป็นหญงิ (กรมพระยา
เทพสดุ าวด)ี คนท่ี 2 เป็นชาย (ขนุ รามณรงค์
ถึงแก่กรรมก่อนกรุงศรีอยธุ ยาเสยี แก่พม่า) คนท่ี 3 เป็นหญิงชือ่ แก้ว (กรมพระศรีสดุ ารกั ษ์) วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 521
คนที่ 4 เป็นชาย ชอื่ ทองด้วง (พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช) คนที่ 5
เปน็ ชาย คอื นายบญุ มา ไดส้ มภพเมอื่ วนั ท่ี 8 กนั ยายน พ.ศ. 2546 ในรชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
บรมโกศ สนิ้ พระชนมเ์ มอ่ื พ.ศ. 2346 เมอื่ พระชนมายไุ ด้ 60 พรรษา ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในระหว่างยกทัพไปรบพม่าท่ีมารุกรานลานนาและ
หัวเมอื งฝ่ายเหนอื แต่มาส้นิ พระชนม์ ณ กรงุ เทพมหานคร ทรงอภเิ ษกสมรสกับท่านผู้หญิง
ศิริรจนา มีพระราชโอรสและพระราชธิดาหลายพระองค์เท่าที่ทราบชื่อ 1. เจ้าล�ำดวน
2. เจ้าอนิ ทปัต 3. กรมขนุ นรานชุ ิต ฯลฯ เป็นต้น
ได้รับต�ำแหน่งในระหว่างรับราชการสนองพระเดชพระคุณตั้งแต่รัชสมัย
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถึงรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็น
ลำ� ดบั มาคอื
จากเดิมนายบุญมา เป็นนายสุดจินดา พระมหามนตรี พระยาอนุชิตราชา
เจ้าพระยาสรุ สิงหนาท และสุดท้ายเป็น กรมพระราชวงั บวรมหาสุรสิงหนาท หรอื พระนาม
เต็มว่า “สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท” แต่ชาวไทย
มกั จะเรยี กย่อ ๆ ว่า “สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ” หรอื พระยาเสอื
สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ มีพระกรณียกิจในการรบทัพจับศึกทั้งสองรัชสมัย
มากมาย กล่าวคอื
ใน พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ
ตำ� แหนง่ ขณะนนั้ คงไมใ่ หญโ่ ตนกั ไดต้ ฝี า่ วงลอ้ มพมา่ ขา้ ศกึ ออกมาพรอ้ มกนั กบั พระเจา้ ตากสนิ
และได้บุกบ่ันฟันฝ่าท�ำศึกกู้บ้านเมืองเคียงข้างกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
มาโดยตลอด จนกระทง่ั ช่วยกนั กอบกู้เอกราชของชาตไิ ทยกลบั คนื มาได้ จงึ ได้รับตำ� แหน่ง
เปน็ เจา้ พระยาสรุ สงิ หนาทซงึ่ มสี มญานามวา่ “ทหารเสอื พระเจา้ ตาก” คนหนงึ่ เชน่ เดยี วกบั
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พระเชษฐา) และหลังจากกอบกู้
บา้ นเมอื งแลว้ ยงั ตอ้ งเกลยี้ กลอ่ มปราบปรามกก๊ ตา่ ง ๆ ของไทยใหร้ วมเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั
ท้งั ภาคเหนอื ภาคใต้จนเรยี บร้อย
ใน พ.ศ. 2328 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
บ้านเมอื งต้องท�ำศกึ กบั พม่าลาวและเขมรมาโดยตลอด คร้งั ส�ำคัญท่ีสุดคอื
522 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย ศึก 9 ทัพ พระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่า
กรธี าทัพมาตเี มอื งไทยถงึ 9 ทัพในเวลาพร้อมกนั
เข้าตีเมืองหลวงทางกรุงเทพมหานคร 5 ทัพ
จำ� นวนพล 84,000 คน เข้าตที างเมอื งเหนือ 2 ทพั
จ�ำนวนพล 35,000 คน และเข้าตีทางเมืองใต้
ทง้ั ทางเรอื และทางบก 2 ทพั จำ� นวนพล 20,000 คน
รวมจ�ำนวนพลทั้ง 4 ทัพ 144,000 คน มากกว่า
ก�ำลงั พลของไทยเวลานน้ั ถงึ 2 เท่า
สมเดจ็ กรมพระราชวงั บวรฯ ทรงได้รบั
โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ จอมพลของกองทพั ที่ 2 (ทพั ท่ี 1
คือทัพหลวง) ถือพล 10,000 ไปต้ังรับทัพพม่า
ท่ีแขวงเมืองกาญจนบุรี ท�ำสงครามกันที่ต�ำบล
ลาดหญา้ เชงิ เขาบรรทดั เรยี กวา่ สงครามลาดหญา้
เมอ่ื วนั ท่ี 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2328 ผลปรากฏว่า ตที ัพพม่าแตกพ่ายแพ้กลับไป แล้วเลยไป
รบกับทัพที่ 2 ของพม่าซึ่งมีจนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพ ยกเข้ามาตั้งอยู่ท่ีเมืองราชบุรี
บรเิ วณเขางลู ำ� ภาชี และทเี่ มอื งเพชรบรุ ี กถ็ กู สมเดจ็ กรมพระราชวงั บวรฯ ตพี มา่ แตกกระเจงิ
ไปอกี หลงั จากนน้ั ไดย้ กทพั ไปตพี มา่ ทย่ี กเขา้ มาทางเมอื งเหนอื และเมอื งเชยี งแสนทปี่ ากพงิ
และที่เมอื งล�ำปาง จนพม่าต้องถอยทพั กลับไป คร้นั ปราบศกึ ทางภาคกลางและภาคเหนอื
ราบคาบแล้ว ต้องยกทัพย้อนลงไปทำ� ศึกกับพม่าทางภาคใต้อีก ไปต้ังทัพอยู่ท่ีเมืองไชยา
(อำ� เภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านใี นปจั จบุ นั ) ซงึ่ ไดแ้ รงสมทบกบั ทพั ของพระมหาอปุ ราชาชว่ ย
ชาวพทั ลงุ ช่วยกันโจมตขี บั ไล่พม่าแตกหนไี ป จากพทั ลงุ สงขลา ไชยา และหัวเมืองภาคใต้
ที่พม่ายดึ ครองอยู่ออกไปโดยเรยี บร้อย
และหลังจากน้ันได้ทราบข่าวว่าเจ้าเมืองปัตตานีและเจ้าเมืองไทรบุรีมีทีท่า
ว่าจะเอาใจออกห่างจากไทย สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ จึงยกทัพไปเมืองปัตตานี
เจ้าเมืองปัตตานีได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ส่วนเจ้าเมืองไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู
รวมหวั กนั ยกเกาะหมาก เกาะปนี งั ) ใหบ้ รษิ ทั อสิ ตอ์ นิ เดยี นขององั กฤษเชา่ เพอ่ื เอาใจองั กฤษ
ให้ช่วยคุ้มครองให้ ขากลับสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงขอปืนใหญ่จากเจ้าเมือง
ปัตตานีกลบั ไปด้วย 1 กระบอก ปืนกระบอกน้ันชอื่ ว่า “พระยาตานี” เวลาน้ีตัง้ อยู่ทีห่ น้า
กระทรวงกลาโหม แสดงว่าท่านต้องตรากตรำ� ทำ� ศึกในปีนต้ี ลอดทัง้ ปี
สงครามท่าดินแดง พ.ศ. 2329 พระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่ายกทัพมาแก้แค้นอีก วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 523
ยกเข้ามาทางด่านเจดยี ์สามองค์ ทางเดยี วโดยรวมก�ำลังทีเ่ หลือครั้งศกึ 9 ทัพ ท้ังทหารใหม่
และเกา่ จำ� นวนพลประมาณ 50,000 คน โดยใหพ้ ระมหาอปุ ราชาเปน็ ทพั หนา้ ยกทพั ลว่ งหนา้
มาต้ังทัพอยู่ที่ท่าดินแดง และท่ีต�ำบลสามสบ แขวงเมืองกาญจนบุรี สั่งก�ำชับต้ังค่าย
อย่างหนาแน่น สร้างยุ้งฉางเก็บเสบียงอาหาร ท�ำสะพานข้ามห้วยล�ำธารติดต่อถึงกัน
ตลอดภายในค่าย และเตรียมต่อเป็นเรือรบเพ่ือโจมตีโดยทางเรือด้วย ส่วนทัพหลวง
จะต้ังทัพอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ ฝ่ายไทยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ
เป็น 2 ทัพ ทัพท่ี 1 กรมพระราชวงั บวรฯ ยกล่วงหน้าไปตง้ั รบั ท่ีบ้านไทรโยค เพ่อื เข้าตีพม่า
ท่ีสามสบ ส่วนทัพหลวงมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นจอมทัพ ยกไปตีพม่า
ทางท่าดนิ แดง แต่ให้ท้ัง 2 ทัพ ระดมเข้าโจมตที พั พม่าพร้อมกันทั้ง 2 แห่ง ผลปรากฏว่า
พม่าโดนทัพท้ังสองของไทยบุกทะลวงเข้าโจมตีอย่างดุเดือดอยู่ 3 วัน ในที่สุดทัพพม่า
ก็แตกกระจัดกระจายพ่ายแพ้กลับไปอีก ไทยเก็บยุทโธปกรณ์เสบียงช้างม้าได้เป็นอันมาก
ส่วนพระมหาอปุ ราชาแม่ทพั หนีรอดไปได้
สงครามกบั พม่าท่ลี ำ�ปางและปา่ ซาง พ.ศ. 2330
ในรชั สมยั พระเจา้ ปดงุ กษตั รยิ พ์ มา่ อกี เชน่ เคย พระเจา้ ปดงุ แมแ้ ตจ่ ะยกทพั มารบ
กับไทยก่ีคร้ังก่ีหน ปรากฏว่าต้องพ่ายแพ้ไทยกลับไปทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงน�้ำใจของ
คนพมา่ วา่ มนี ำ้� ใจอาฆาตไมย่ อมแพใ้ ครงา่ ย ๆ เพยี งใด ไมเ่ ขด็ หลาบ ยกทพั มาตแี กแ้ คน้ ไทย
ทางภาคเหนอื ในเขตลานนา ล�ำปาง และป่าซางอีก
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยากาวิละ
เขา้ เมอื งล�ำปางแบง่ ก�ำลงั ตง้ั รบั เปน็ สองแหง่ คอื ทเ่ี มอื งเชยี งใหม่ ซง่ึ เวลานนั้ ยงั เปน็ เมอื งรา้ ง
มคี นนอ้ ยแหง่ หนงึ่ สว่ นพระยากาวลิ ะไปตงั้ คา่ ยรบั ทปี่ า่ ชาง โดยไดก้ ำ� ลงั จากเมอื งสวรรคโลก
และเมอื งกำ� แพงเพชร ไปช่วยสมทบด้วยให้พยายามป้องกนั เอาไว้ให้เข้มแข็ง จนกว่าจะได้
กองทัพจากเมืองหลวงไปช่วย ครั้นพม่าเข้าตีค่ายเหล่านั้นก็ปรากฏว่า พม่ายังไม่สามารถ
ตีค่ายเหล่าน้ันให้แตกได้ จึงได้แต่ต้ังค่ายล้อมอยู่ภายนอกเมือง คร้ันต่อมากองทัพหลวง
ของกรมพระราชวังบวรฯ ยกกองทัพไปถึงจึงเข้าตีล้อมทัพพม่าอีกชั้นหนึ่ง กองทัพพม่า
524 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย ก็ตกอยู่ในสภาพล�ำบากเพราะต้องรบศึกสองด้าน ในที่สุดกองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้
กลบั ไปตามเดมิ ตอนกรมพระราชวงั บวรฯ ยกทพั กลบั เมอื งหลวงไดอ้ ญั เชญิ พระพทุ ธสหิ งิ ค์
จากเมืองเชียงใหม่ลงไปด้วย คร้ังแรกได้น�ำไปประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
(วัดพระแก้ว) ต่อมาจึงได้ย้ายไปประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบันนี้
(ในขณะนน้ั เป็นวงั หน้าทป่ี ระทับของกรมพระราชวงั บวรฯ)
ตีเมืองทวาย พ.ศ. 2330 ในปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
ต้องการจะตอบโต้พม่าเป็นการแก้แค้นบ้าง จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวงั บวรฯ ยกไป
ตพี มา่ ทางเมอื งเหนอื สว่ นพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชจะยกทพั บกุ เขา้
ตพี มา่ ทางใตท้ เี่ มอื งทวาย แตท่ ไ่ี ดเ้ ปน็ บางสว่ นเพราะหนทางกนั ดาร เสบยี งอาหารไมเ่ พยี งพอ
จงึ ตอ้ งยกกองทพั กลบั แตเ่ ปน็ ผลในภายหลงั ตอ่ มาอกี 4 ปี พ.ศ. 2334 เมอื งทวาย เมอื งมะรดิ
และเมอื งตะนาวศรี กลับมาสวามภิ กั ด์กิ ับเมืองไทย เพราะเหน็ ว่าเมืองไทยมีผู้น�ำทเี่ ข้มแข็ง
พม่ายกทัพมาตีเชียงใหม่ พ.ศ. 2340 เพ่ือแก้แค้นท่ีต้องเสียถิ่นลานนาไป
ท้ัง ๆ ท่ีรู้ว่าฝีมือและยุทธวิธีของไทยในยุคนี้เข้มแข็ง ยากท่ีทหารพม่าจะเอาชนะได้ แต่
ความดื้อร้ันพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่าก็ยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่อีก คร้ันทางเมืองหลวง
คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทราบจึงรับสั่งให้กรมพระราชวังบวร
มหาสรุ สงิ หนาทยกทพั ขนึ้ ไปปราบ ในทสี่ ดุ กองทพั ของไทยกส็ ามารถรบชนะพมา่ อกี เชน่ เคย
พม่าต้องถอยทพั กลบั ไป
พ.ศ. 2345 พระเจา้ ปดงุ มคี วามอบั อายและโกรธแคน้ ไทยมากเปน็ ทวคี ณู เพราะ
ยกทัพมาทีไรรบแพ้ไทยทุกครั้ง ดังน้ันคร้ังนี้คิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องปราบเมืองไทยให้ได้
จงึ ระดมทพั ใหญ่ยกมาถงึ 7 กองทพั ด้วยกนั หวงั เข้าตเี อาเมอื งลานนาคนื ให้ได้ ส่วนทาง
เมอื งไทยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกไป 2 ทัพ
ทัพท่ี 1 หรือทัพหลวงคือทัพของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ส่วนทัพที่ 2 เป็น
ทัพของกรมพระราชวังหลัง ทั้ง 2 ทัพช่วยกันรบขับเกี่ยวกับพม่า บังเอิญกรมพระราชวัง
บวรมหาสรุ สงิ หนาทไปประชวรดว้ ยพระโรคนวิ่ จงึ ตอ้ งประทบั พกั อยทู่ เี่ มอื งเถนิ จงึ มอบงานศกึ
ครง้ั นใ้ี หก้ รมพระราชวงั หลงั บญั ชาการรบแทน ผลของสงครามในครงั้ นปี้ รากฏวา่ กองทพั ไทย
สามารถตีทัพพม่าแตกพ่ายกลับไป และยังท�ำให้ประเทศลานนาเป็นประเทศราชของไทย
โดยสมบรู ณ์ และยงั ไดเ้ มอื งลอื เมอื งเถนิ เขา้ มาสมทบดว้ ย พระยากาวลิ ะเจา้ เมอื งเชยี งใหม่
ได้เป็นหัวเร่ียวหัวแรงส�ำคัญในการต่อสู้กับพม่าข้าศึกมาทุกครั้ง จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็น
เจ้าประเทศราชครองเมืองเชียงใหม่ ทรงพระนามว่า พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์
ทีช่ าวเมอื งเรียกกันสน้ั ๆ ว่า เจ้าขนั ธสีมา ครองเมอื งเชยี งใหม่สืบมา
แต่แล้วก็มีสิ่งท่ีน่าสลดใจเกิดข้ึนแก่ประชาชนชาวไทยท่ัวหน้าที่ต้องมาสูญเสีย
สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ที่ทรงเป็นขุนศึกช้ันยอดเยี่ยมที่ได้ตรากตรำ� ศึก
มาถงึ 2 รชั กาล เพราะเนอ่ื งจากพระวรกายขาดการพกั ผอ่ นเพยี งพอ การเสวยพระกระยาหาร
คงไม่ถูกต้องตามสุขอนามัยเท่าที่ควร ในท่ีสุดท่านต้องประชวรลงด้วยพระโรคน่ิว
ทรงพระบังคนเบาติดขัด การเยียวยาถวายการรักษาพยาบาลของแพทย์ในสมัยนั้น
อาจไม่ก้าวหน้าพอ จึงทำ� ให้ท่านต้องสน้ิ พระชนม์ลง ณ กรุงเทพมหานคร เมอ่ื พ.ศ. 2346
อย่างน่าเศร้าสลดใจ
วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 525
526 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย บทท่ี
ทา้ วเทพกษัตรีและท้าวศรสี ุนทร
ชีวประวัติ
ท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร
ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน ท้าวเทพกษัตรีเดิมชื่อ
“จนั ” เปน็ พที่ า้ วศรสี นุ ทรเดมิ ชอื่ “มกุ ” เปน็ นอ้ ง
นางทั้งสองเป็นบุตรีของจอมเฒ่าทองค�ำหรือ
“จอมรา้ ง” “จอม” หมายถงึ ยอดหรอื หวั หนา้
“ร้าง” หมายถึงรงั้ หรอื ครองตำ� แหน่ง จอมร้าง
ซ่ึงหมายความว่า ด�ำรงต�ำแหน่งหัวหน้าคือ
เจา้ เมอื งถลาง มารดาชอ่ื ทา่ นผหู้ ญงิ สที อง หรอื
หม่าเส้ีย ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกฯ ครงั้ ที่ 1 เมอื งถลาง
เป็นเมืองช้นั ในขน้ึ อยู่กบั กรมพระกลาโหม
ต่อมา คุณหญิงจันได้แต่งงานกับหม่อมศรีภักดี หรือท่ีชาวเมืองถลาง
เรยี กช่ือท่านว่า นายภกั ดีภธู ร คร้นั เมอื่ บิดาช่อื จอมเฒ่าทองคำ� ถงึ แก่อนจิ กรรมแล้ว
นายภักดีภูธรได้เป็นพระยาถลางสืบแทน ส่วนคุณมุกน้องสาวได้แต่งงานกับนายอาจ
เปน็ ชาวกรงุ เทพฯ และไปมหี ลกั แหลง่ ทำ� มาหากนิ คา้ ขายอยทู่ บ่ี า้ นวงั เกาะถลาง (เกาะภเู กต็ )
ซงึ่ ต่อมาได้เข้ารบั ราชการเป็นปลดั ผู้ช่วยเจ้าเมอื งถลาง คอื นายภักดีภธู ร
ตามธรรมดาราษฎรชาวเมอื งถลาง มกั เรยี กชอ่ื นายภกั ดภี ธู รว่า “พระยาถลาง” วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 527
กันจนติดปาก ต่อมาพระยาถลางได้ถึงแก่อนิจกรรมก่อนท่ีพม่าสมัยพระเจ้าปดุง
จะยกกองทัพเรือมาตีเมืองถลาง ซ่ึงในขณะนั้นทางกรุงรัตนโกสินทร์ยังมิได้แต่งตั้งบุคคล
ใดมาด�ำรงต�ำแหน่งนี้แทน จึงเป็นโอกาสที่ท�ำให้เกิดวีรกรรมของวีรสตรีในศึกถลางเกิดข้ึน
ดังปรากฏอยู่ในประวตั ศิ าสตร์มาจนทุกวันน้ี
วรี กรรมสำ�คัญ
หลังจากได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ได้ 3 ปี เมื่อ พ.ศ. 2328 (จ.ศ. 1147)
ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระเจ้าปดุงพระเจ้าแผ่นดินพม่า
ส�ำคัญตนว่ามีอานุภาพไม่น้อยว่าพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เม่ือรุกรานประเทศใกล้เคียง
ไว้เป็นอาณาเขตของตนแล้ว ก็มุ่งมาทางประเทศไทย หวงั จะตไี ทยเอาเป็นเมอื งขึน้ ให้จงได้
จึงกรีธาทัพมารุกรานไทยเป็นคร้ังย่ิงใหญ่ท่ีสุดถึง 9 ทัพ มีกำ� ลังพลท้ังสิ้น 155,000 คน
เรียกว่า “ศึกเก้าทัพ”
กองทพั ทัง้ 94 กำ� หนดยกเข้าโจมตีเมอื งไทยพร้อมกนั เขา้ โจมตที างภาค
เหนือ 2 ทพั ทางภาคใต้ 2 ทพั และทางเมอื งหลวง คือกรุงเทพมหานคร 5 ทพั
กองทพั ที่ 1 ซงึ่ เกงหวนุ่ แมงยี อคั รมหาเสนาบดเี ปน็ แมท่ พั คมุ กองทพั มาตหี วั เมอื ง
ชายทะเลปักษ์ใต้ทางฝั่งตะวันตก ยกมาตั้งทัพท่ีเมืองมะริด เพราะมีเกาะและอ่าวจอดเรือ
เหมาะเจาะดี ท้ังทางบกก็เคล่ือนทัพได้ คร้ันถึงเดือนอ้ายจึงให้ยี่หวุ่นคุมกองทัพเรือ
จํานวนพล 30,000 คน ยกมาตีเมืองถลาง ส่วนตัวเกงหวุ่นแมงยีน้ันเป็นแม่ทัพถือพล
4,500 คน เป็นกองทพั บก มเี นคโยคงุ นุ ะรัดเป็นกองหน้า ถอื พล 2,500 คน มจี ำ� นวนพล
รวม 7,000 คน ยกลงมาทางบก จากเมอื งมะรดิ ทเี่ มอื งกระบรุ ี เมอื งระนองได้ แลว้ ยกกองทพั
ขา้ มจากแหลมมะลายทู างปากจนั เขา้ มาตเี มอื งชมุ พร เมอื งไชยา และเมอื งนครศรธี รรมราช
แต่ไม่สามารถยดึ เมืองเหล่านไ้ี ด้ เพราะถูกต่อต้านจากชาวเมอื งไว้อย่างเข้มแขง็ ฝ่ายยหี วุ่น
แม่ทัพเรอื พม่าตไี ด้เมอื งตะก่วั ป่าเมอื งตะก่วั ทุ่ง แล้วยกเข้าตเี มืองถลาง พม่ายกพลต้งั ค่าย
ล้อมเมอื งถลางไว้
ทางฝา่ ยเมอื งถลางบงั เอญิ เจา้ เมอื งถลางถงึ แกอ่ นจิ กรรมลง กอ่ นทก่ี องทพั พมา่
จะมาประชิดเมืองและยังมิได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดมาด�ำรงต�ำแหน่งแทนดังกล่าวแล้ว
แต่เนอ่ื งจากเมอื งถลางยงั ไม่ส้นิ คนดคี นเข้มแข็งและกล้าหาญ ซง่ึ สามารถช่วยปกป้องชีวติ
และทรพั ยส์ นิ รวมทง้ั อสิ รภาพของเมอื งถลางไวไ้ ด้ จนกระทง่ั บดั นท้ี า่ นผนู้ นั้ คอื คณุ หญงิ จนั
ภรยิ าเจ้าเมอื งถลาง และคณุ มุกน้องสาว
528 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย ครน้ั ได้ทราบขา่ วว่า พระเจ้าปดงุ กษตั รยิ พ์ มา่ ยกทพั ใหญ่มาตกี รงุ เทพมหานคร
และเมอื งตา่ ง ๆ ทงั้ ภาคเหนอื และทางภาคใต้ โดยเฉพาะทางภาคใตไ้ ดม้ อบใหเ้ กงหวนุ่ แมงยี
และยีหวุ่นเป็นแม่ทัพบกและแม่ทัพเรือดังกล่าวแล้ว ด้วยความไม่ประมาทคุณหญิงจัน
และคุณมุกน้องสาว จึงเตรียมการระดมผู้คนชายหญิงฝึกปรือวิชาความรู้ทางการต่อสู้
การใช้อาวุธเท่าท่ีมีอยู่ประกอบกับเมืองถลางเป็นเมืองท่ีมีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
จึงป่าวประกาศให้ชาวเมืองถลางทุกคนรวบรวมเสบียงอาหารเข้ามาเก็บในยุ้งฉางภายใน
ก�ำแพงเมืองให้มากท่ีสุดเท่าที่จะมากได้ และพยายามปลุกใจให้ชาวถลางไม่ว่าจะเป็น
ชายหรอื หญงิ ให้มคี วามรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ โดยให้ยึดความสามัคคีเป็นทีต่ ้งั
อยา่ ไดเ้ กรงกลวั แมว้ า่ พมา่ จะมกี �ำลงั ทหารมากกวา่ สงิ่ สำ� คญั คอื เมอื งถลางเราจะเอาชนะได้
โดยทเ่ี รามเี สบยี งอาหารมากกวา่ ทหารถา้ ขาดขา้ วปลาอาหารหรอื ขาดเสบยี งเสยี แลว้ จะเอา
เร่ียวแรงท่ีไหนมาท�ำการรบ นับว่าคุณหญิงจันและคุณมุกมีความรอบรู้และมียุทธวิธีที่
เฉลยี วฉลาด ตงั้ แตบ่ ดั นเี้ ปน็ ตน้ ไปขอใหช้ าวเมอื งเรมิ่ อพยพเขา้ มาอยใู่ นกำ� แพงเมอื งเสยี ใหห้ มด
เพื่อจะได้ท�ำการฝึกการรบกันทั้งผู้ชายผู้หญิง ให้มีฝีมือเข้มแข็งย่ิงข้ึน คร้ันเม่ือกองทัพเรือ
พมา่ ยกมาถงึ และเขา้ ลอ้ มเมอื งถลาง จงึ ไดถ้ กู ชาวเมอื งถลางตอ่ ตา้ นเปน็ สามารถ ประกอบกบั
คณุ หญงิ จนั และคณุ มกุ นอ้ งสาวและนายทองพนู ไดใ้ ชก้ ลอบุ ายอนั ฉลาด โดยคดั เลอื กสตรโี สด
และไม่โสดรวม 500 คน ให้แต่งตัวอย่างผู้ชายและโพกศีรษะเอาทางมะพร้าวมาท�ำเป็น
อาวธุ ปลอม แล้วจัดขบวนทพั ถ่ายเทให้เห็นว่า มกี ำ� ลงั มากมกี �ำลังหนนุ เนื่องอยู่ตลอดเวลา วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 529
และในขณะเดียวกันคุณหญิงจันและคุณมุกได้สั่งให้ระดมยิงด้วยปืนใหญ่น้อย และพุ่งซัด
อาวธุ กรวดทรายมไิ ดห้ ยดุ ยง้ั อยตู่ ลอดเวลา ไมเ่ ปดิ โอกาสใหพ้ มา่ สามารถเขา้ โจมตฝี า่ กำ� แพง
เมอื งเขา้ ไปได้ แมว้ า่ พมา่ ไดใ้ ชค้ วามพยายามอยา่ งไรกต็ าม จนทหารพมา่ เกดิ ความเสยี ขวญั
และเกิดความวุ่นวายขึ้นในกองทัพพม่าได้ใช้ความพยายามต้ังล้อมค่ายเมืองถลางอยู่เป็น
แรมเดือน จนเกิดความขาดแคลนทางเสบียงอาหารตามแผนที่คุณหญิงจันได้คาดการณ์
เอาไว้ ในท่ีสดุ พม่าหมดหนทางท่จี ะเข้าโจมตี และมีข่าวว่าทางกรงุ เทพมหานครยกกองทัพ
มาช่วยเหลือ พม่าเห็นทีว่าจะต้องเอาตัวรอดถ้าขืนอยู่ต้องตายหมดแน่ พม่าจึงถอยทัพ
ลงทะเลกลบั ไป
คร้ันเสร็จสงครามเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2329 (จ.ศ. 1158) ความทรงทราบถึง
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช จงึ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ สถาปนาใหค้ ณุ หญงิ จนั
ไดร้ บั พระราชทานบรรดาศกั ดเิ์ ปน็ “ทา้ วเทพกษตั ร”ี สว่ นคณุ มกุ นอ้ งสาวไดร้ บั พระราชทาน
บรรดาศักด์เิ ป็น “ท้าวศรสี นุ ทร” และโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้นายทองพูน เป็นพระยาถลาง
ว่าราชการเมืองถลางสืบต่อมา พร้อมท้ังบ�ำเหน็จความดีความชอบพระราชทานเคร่ืองยศ
ให้ตามสมควรแก่ความเฉลียวฉลาด กล้าหาญเด็ดเด่ียว ที่สามารถน�ำชาวถลางต่อสู้
ตา้ นทานพมา่ ขา้ ศกึ จนสามารถรกั ษาเมอื งถลางไวไ้ ด้ นบั เปน็ วรี กรรมของสตรไี ทยทสี่ ามารถ
สร้างเกียรตปิ ระวตั ไิ ว้ให้แก่ชาตบิ ้านเมืองไทยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
การสรา้ งอนสุ าวรีย์
ด้วยเหตนุ ี้ บรรดาพ่อค้าประชาชน ตลอดจนข้าราชการจังหวดั ภเู ก็ตได้ร่วมกัน
บริจาคเงินสมทบทุนสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร เพ่ือเป็นอนุสรณ์ใน
วรี กรรมอนั กลา้ หาญ สามารถรวบรวมกำ� ลงั ตอ่ ตา้ นพมา่ ขา้ ศกึ ทยี่ กกองทพั มาโจมตเี มอื งไทย
ท่เี มอื งถลางจนต้องพ่ายแพ้กลบั ไป
“อนสุ าวรยี น์ ปี้ น้ั หลอ่ โดยชา่ งของกรมศลิ ปากร มขี นาดโต 2 เทา่ ของคนธรรมดา
แต่งกายแบบไทยชดุ ออกศกึ ในสมยั รชั กาลท่ี 1 คอื นุ่งโจงกระเบน ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม
สวมเส้ือแขนยาว สไบเฉียงมัดตะแบงมาน ในมือถือดาบส่วนมืออีกข้างหน่ึงจับกันไว้
ประดิษฐานอยู่บนแท่นฐานในท่ายืน หันหน้ามาทางด้านทางเข้าตัวเมือง อนุสาวรีย์นี้
ตง้ั อยตู่ รงสแี่ ยกทา่ เรอื ตำ� บลศรสี นุ ทร อำ� เภอกลาง จงั หวดั ภเู กต็ ณ ศนู ยก์ ลางถนนเทพกษตั รี
ตัดกับถนนศรีสุนทร คณะกรรมการก่อสร้างอนุสาวรีย์ได้น�ำข้ึนประดิษฐานบนแท่น เมื่อ
วนั ขึ้น 15 คำ�่ เดือน 4 ปีมะเมีย ตรงกับวนั ท่ี 24 มนี าคม พ.ศ. 2510 ซ่งึ ตรงกับวันทพ่ี ม่า
ข้าศึกแตกทัพถอยหนีลงทะเลไป โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชด�ำเนินมาประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร
เมื่อวนั ท่ี 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ไว้เป็นเกียรตยิ ศเกยี รตศิ กั ด์ิ และเป็นสง่าแก่พน่ี ้องชาว
เมอื งถลาง (ภเู กต็ ) สบื ไป”
530 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย
บทที่ วิชาประ ัวติศาสต ์รชาติไทย 531
ท้าวสรุ นารี
ชวี ประวตั ิ
ตามประวตั ศิ าสตร์กล่าวว่า จงั หวดั
นครราชสมี า หรอื เมอื งโคราชเปน็ เมอื งเกา่ แกแ่ ละ
เคยรุ่งเรืองมาก่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทั้งเป็นชุมทางที่จะเดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ
ในภาคน้ีได้หลายจังหวัด และเป็นจังหวัดเดียว
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่มีวีรสตรี
ส�ำคัญที่ได้สร้างเกียรติ ความกล้าหาญ ให้แก่
ประเทศชาตใิ นการปราบกบฏประสบความสำ� เรจ็
อนั ยิง่ ใหญ่ ท่านผู้น้นั คอื “ทา้ วสุรนาร”ี
ท ้ า ว สุ ร น า รี เ ป ็ น วี ร ส ต รี ส� ำ คั ญ
คนหนง่ึ ของไทย มนี ามเดิมช่ือว่า “โม” เกดิ เมื่อ
พ.ศ. ๒๓๑๔ ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นธิดาของนายกิม นางบุญมา
เปน็ ชาวโคราชโดยกำ� เนดิ จดั วา่ เปน็ สาวงามคนหนงึ่ ในสมยั นนั้ ครนั้ ตอ่ มาคณุ โมไดเ้ ปน็
ภรรยาของพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธ์ิทศทิศวิชัย ปลัดเมืองนครราชสีมา จึงกลายเป็น
คณุ หญงิ โม ซงึ่ เป็นเพือ่ นคู่คดิ มิตรคู่เรอื นและหัวเร่ียวหวั แรงของปลัดเมอื งนครราชสมี า
ในการปกครองดูแลชาวโคราชและรับใช้สนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หวั ด้วยดตี ลอดมา ถึงแก่อนจิ กรรมเมอื่ พ.ศ. ๒๓๙๔ รวมอายุได้ ๙๑ ปี
532 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย เม่ือปีวอก พุทธศักราช ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เสด็จสวรรคต และต่อมาอีก ๑ ปี คือ ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๖๘ เป็นปีพระราชทาน
เพลิงศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในงานน้ี เจ้าอนุวงศ์เจ้าผู้ครองเมือง
เวียงจันทน์ได้เดินทางมาถวายพระเพลิงด้วย เป็นเวลาประจวบกับกษัตริย์อังกฤษได้
มอบให้ ร้อยเอก เฮนร่ี เบอร์น่ี เป็นทตู เข้ามาขอก�ำลังไทยไปช่วยรบพม่า แต่ทางไทยขอให้
อังกฤษให้ค�ำม่ันสัญญาก่อนว่าถ้าช่วยรบชนะแล้วจะได้อะไรบ้าง ฝ่ายอังกฤษไม่ยืนยันว่า
จะให้อะไรตอบแทน สมเดจ็ พระนงั่ เกล้าฯ จึงไม่ตกลงทำ� สัญญาร่วมรบด้วย อังกฤษจ�ำต้อง
รบกับพม่าตามล�ำพัง เจ้าอนุวงศ์เห็นได้โอกาสและเช่ือม่ันว่าตนได้สนิทชิดชอบมากับ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเพ็ดทูลขอร้องอย่างไรพระองค์คงยินยอมเป็นแน่
เจ้าอนุวงศ์จึงกราบทูลขอแบ่งพวกครัวหรือราษฎรชาวเวียงจันทน์ที่ไทยได้กวาดต้อนลงมา
เม่ือคร้ังพระเจ้ากรุงธนบุรีไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตได้ ซึ่งนับเป็นเวลาล่วงเลยมาแล้ว
๕๐ ปีเศษ เอากลบั ขนึ้ ไปเมอื งเวยี งจนั ทน์ตามเดมิ พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชด�ำริว่า พวกราษฎรชาวเวียงจันทน์เหล่านั้นได้มาตั้งภูมิล�ำเนาเป็นหลักแหล่ง
อยู่หัวเมืองชั้นในสบายดีอยู่แล้ว ถ้าพระราชทานอนุญาตให้ไปเพียงพวกใดพวกหนึ่ง
พวกอนื่ กจ็ ะพากนั กำ� เรบิ จงึ ไมท่ รงพระราชทานใหต้ ามความประสงค์ เจา้ อนวุ งศร์ สู้ กึ อปั ยศ
เปน็ อนั มาก เมอ่ื กลบั ไปเมอื งเวยี งจนั ทนแ์ ลว้ มใี จกำ� เรบิ คดิ การกบฏขนึ้ โดยหนั ไปสนบั สนนุ
กับประเทศกัมพชู าหมายจะได้ญวนเป็นกำ� ลงั ช่วยต่อสู้กบั ประเทศไทย
ครั้นถึงปีจอ พุทธศักราช ๒๓๖๙ มีข่าวเล่าลือขึ้นไปถึงเมืองเวียงจันทน์ว่า
ไทยเกิดวิวาทกับอังกฤษและอังกฤษจะยกทัพเรือมาโจมตีกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์เห็นเป็น
โอกาสเหมาะกอ็ อกหนา้ กอ่ การกบฏ โดยสง่ั ใหเ้ จา้ เมอื งนครจำ� ปาศกั ดริ์ าชบตุ รบกุ เขา้ ยดึ เมอื ง
อบุ ลราชธานแี ละเมอื งอนื่ ทางภาคตะวนั ออกทาง ๑ ใหเ้ จา้ อปุ ราชตสิ สะผเู้ ปน็ นอ้ งยกกองทพั
ลงมายึดหัวเมืองร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทาง ๑ ส่วน
เจา้ อนวุ งศเ์ องพรอ้ มดว้ ยเจา้ ราชวงศเ์ งา่ ผเู้ ปน็ บตุ รอกี องคห์ นงึ่ เกณฑก์ องทพั เมอื งเวยี งจนั ทน์
แลว้ ใหร้ าชบตุ รเปน็ กองหนา้ สว่ นเจา้ อนวุ งศแ์ ละเจา้ โยราชบตุ รองคใ์ หญต่ ำ� แหนง่ เจา้ สทุ ธสิ าร
เปน็ ทพั หลวงยกมาตเี มอื งนครราชสมี า ในการทเ่ี จา้ อนวุ งศแ์ ละทพั อนื่ ๆ ยกกองทพั มาครง้ั น้ี
เจา้ เมอื งกรมการรายทางถกู หลอกลวงวา่ มศี ภุ อกั ษรขนึ้ ไปจากกรงุ เทพฯ วา่ องั กฤษจะยกทพั
เรอื เขา้ มาโจมตกี รงุ เทพมหานคร จงึ โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ อนวุ งศเ์ กณฑก์ องทพั เมอื งเวยี งจนั ทน์ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย 533
ยกลงมาชว่ ยตอ่ สขู้ า้ ศกึ เจา้ เมอื งกรมการรายทางคดิ วา่ เปน็ ความจรงิ เพราะเหน็ วา่ เจา้ อนวุ งศ์
เจา้ เมอื งเวยี งจนั ทนก์ บั พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั สนทิ ไดร้ บั การโปรดปรานมากอ่ น
จึงยอมให้กองทัพเวียงจันทน์ยกผ่านเมืองมาและจ่ายเสบียงอาหารให้มา ตลอดจนถึง
เมืองนครราชสมี า
ขณะนนั้ พระยานครราชสมี ากบั พระยาปลดั ไมอ่ ยู่ ออกไปราชการอยทู่ างเมอื งขขุ นั ธ์
มแี ตก่ รมการรกั ษาเมอื ง เจา้ อนวุ งศจ์ งึ เขา้ ยดึ เมอื งนครราชสมี าไดอ้ ยา่ งงา่ ยดาย แลว้ กวาดตอ้ น
ครอบครวั ชาวนครราชสมี าชายหญงิ พร้อมทง้ั คุณหญงิ โมไปด้วย และมอบให้เจ้าราชวงศ์
ราชบตุ รของตนยกกองทพั หน้าลงมากวาดต้อนผู้คนถึงเมอื งสระบุรี
เม่ือพระยานครราชสีมาและพระยาปลัดได้ทราบข่าวการกระท�ำอันอุกอาจ
ของเจ้าเมอื งเวียงจันทน์ จงึ รบี ส่งข่าวไปให้ทางเมอื งหลวงคอื กรงุ เทพมหานครทราบ แล้ว
ตนเองก็รีบเดินทางไปนครราชสีมาเพื่อหาหนทางกำ� จัดเจ้าอนุวงศ์ต่อไป พระบาทสมเด็จ
พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ รบั สงั่ ใหร้ บี กะเกณฑท์ พั เตรยี มปอ้ งกนั พระนครทนั ที และอกี ทพั หนงึ่
534 วชิ าประวตั ิศาสตรช์ าติไทย โปรดเกลา้ ฯ ใหก้ รมพระราชวงั บวรมหาศกั ดพิ ลเสพย์ รบี ยกทพั ไปปะทะกบั ทพั ของเจา้ ราชวงศ์
บตุ รชายของเจ้าเมอื งเวยี งจนั ทน์ท่จี ังหวดั สระบุรี เม่อื วันเสาร์ เดอื น ๔ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๖๔
แตเ่ จา้ ราชวงศพ์ อรวู้ า่ กองทพั ไทยยกขน้ึ ไปจากกรงุ เทพฯ ถงึ ทา่ เรอื พระพทุ ธบาท กร็ บี ถอยทพั
หนกี ลบั หาไดอ้ ยตู่ อ่ สไู้ ม่ กรมพระราชวงั บวรฯ จงึ เสดจ็ ไปตงั้ ทพั รกั ษาเมอื งอยทู่ จี่ งั หวดั สระบรุ ี
เพ่อื รอกำ� ลงั ทท่ี ัพใหญ่ของไทยจะยกไปตเี มอื งเวยี งจันทน์
ฝ่ายคุณหญิงโมภรรยาพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา แม้จะตกอยู่ในสภาพ
ถกู ควบคมุ ตวั แตก่ พ็ ยายามใชส้ ตปิ ญั ญาหาชอ่ งทางหนว่ งเหนยี่ วประวงิ เวลาการเดนิ ทพั ของ
เจ้าอนุวงศ์ให้ช้าลงเท่าที่จะช้าได้ ท้ังนี้เพ่ือรอโอกาสให้กองทัพไทยมาช่วยเหลือได้ทัน
หรือจะโดยวิธีใดก็แล้วแต่ท่ีจะแก้แค้นหักหลังเจ้าอนุวงศ์ให้ได้ จึงแอบส่งข่าวไปยังพระยา
ปลัดสามีให้ไปต้ังค่ายมั่นดักโจมตีทัพเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ส่วนตนจะหาวิธีหลอกล่อ
ทหารเวยี งจนั ทนไ์ ปพบจดุ จบ ณ ทนี่ นั้ ใหจ้ นได้ คณุ หญงิ โมจงึ ออกกลอบุ ายโดยใชม้ ารยาหญงิ
เป็นกลยุทธ์ที่จะเผด็จศึกคร้ังน้ี โดยชักชวนให้บรรดาสาวงามท้ังหลายท่ีถูกจับไปครั้งน้ี
หลอกล่อเอาอกเอาใจทหารลาวทกุ ระดบั ชนั้ ใหฮ้ กึ เหมิ ลมื ตน ปรนเปรอด้วยเหล้ายาอาหาร
จนเมามาย และเมอื่ นนั้ ทกุ คนทถี่ กู ควบคมุ ตวั อยทู่ ง้ั ชายหญงิ ลกุ ฮอื ขน้ึ แยง่ ชงิ อาวธุ ทำ� การตอ่ สู้
กับทหารเวยี งจนั ทน์อย่างอาจหาญ ในทส่ี ดุ แผนที่วางไว้ก็สมั ฤทธิผลทหารลาวต้องแตกทัพ
ล้มตายระเนนระนาด พระยาปลัดสามีของคุณหญงิ โมกต็ ามไปทันตามท่นี ัดหมาย ช่วยกนั
ปราบปรามตที หารเวยี งจนั ทนแ์ ตกทพั เจา้ อนวุ งศห์ นรี อดกลบั ไปไดแ้ ตภ่ ายหลงั ถกู กองทพั ไทย
โดยพระยาบดนิ ทร์เดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี ยกทพั ไปจบั ตวั เจ้าอนวุ งศ์เจ้าเมอื งเวยี งจนั ทน์มาได้
พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอยู่หัวรบั สง่ั ให้จบั ขังกรงเหลก็ ประจานไว้ ณ หน้าพระทีน่ ั่ง
สุทไธศวรรย์ กรุงเทพมหานคร จนอาเจียนเป็นโลหิตตาย ส่วนครอบครัวทรงโปรดเกล้าฯ
ปล่อยให้เป็นอสิ ระกลบั ไปเมืองเวยี งจนั ทน์
การทค่ี ณุ หญงิ โมไดป้ ระกอบกรณยี กจิ อนั เป็นประโยชน์ยง่ิ ใหญ่แกป่ ระเทศชาติ
โดยสามารถใช้สติปัญญาต่อสู้มีชัยชนะแก่ข้าศึกครั้งน้ี ได้ความทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลี
พระบาทพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานบ�ำเหน็จรางวัลและทรงแต่งต้ังคุณหญิงโมเป็น “ท้าวสุรนารี” และได้รับ
การยกยอ่ งวา่ เปน็ วรี สตรลี งในประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ในฐานะเปน็ ผกู้ อบกเู้ มอื งนครราชสมี าจาก
ขา้ ศกึ เมอื งเวยี งจนั ทน์ สว่ นพระยาปลดั ผสู้ ามตี อ่ มาในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ
รชั กาลท่ี ๔ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ เปน็ เจา้ พระยามหศิ ราธบิ ดี เปน็ ทปี่ รกึ ษาราชการเมอื งนครราชสมี า