The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

105 เนื้อหา ตำรา พระมหากษัตริยปี1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patiparn Potardee, 2020-09-16 07:25:55

4. ตำรา พระมหากษัตริยปี1

105 เนื้อหา ตำรา พระมหากษัตริยปี1

บทที่ ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 253

พอ่ ขนุ รามค�ำ แหงมหาราช

พอ่ ขุนรามคำ� แหงมหาราช เสวยราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822 ถึงประมาณ
พ.ศ. 1841 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย
พระองค์ทรงรวบรวมอาณาจักรไทยข้ึนเป็นปึกแผ่นกว้างขวาง ทั้งยังได้ทรงประดิษฐ์
ตัวอักษรไทยข้ึน ทำ� ให้ชาวไทยได้สะสมความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมและวิชาการต่าง ๆ
สบื ทอดกนั มากว่า 700 ปี

พ่อขุนรามค�ำแหงเป็นพระราชโอรสองค์ท่ี 3 ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับ
นางเสือง พระเชษฐาองค์แรกสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระเชษฐาองค์ที่ 2
ทรงพระนามตามศิลาจารึกว่า พระยาบานเมือง ได้เสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดา
เม่ือสน้ิ พระชนม์แล้ว พ่อขนุ รามค�ำแหง จงึ ได้เสวยราชย์ต่อมา

254 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย ตามพงศาวดารโยนก พ่อขุน
รามค�ำแหงมหาราชแห่งสุโขทัย พระยามังราย
มหาราช (หรอื พระยาเมง็ ราย) แหง่ ลา้ นนา และ
พระยาง�ำเมือง แห่งพะเยา เป็นศิษย์ร่วม
พระอาจารยเ์ ดยี วกนั ณ สำ� นกั พระสกุ ทนั ตฤๅษี
ทเ่ี มอื งละโว้ จงึ นา่ จะมอี ายรุ นุ่ ราวคราวเดยี วกนั
พระยามังรายประสูติเม่ือ พ.ศ. 1782 พ่อขุน
รามคำ� แหงน่าจะประสูตใิ นปีใกล้เคยี งกนั นี้

เมอ่ื พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมพี ระชนมายุ
19 พรรษา พระองค์ได้ทรงท�ำยุทธหัตถีมีชัย
ต่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด (อยู่ริมแม่น้�ำเมย
ใกล้จังหวัดตาก แต่อาจจะอยู่ในเขตประเทศ
เมียนมาในปัจจุบัน) พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
จึงทรงขนานพระนามพ่อขุนรามค�ำแหงว่า
“พระรามค�ำแหง” สันนิษฐานว่า พระนามเดิมของพระองค์คือ “ราม” เพราะปรากฏ
พระนามเม่ือเสวยราชย์แล้วว่า “พ่อขุนรามราช” อน่ึง สมัยนั้นนิยมน�ำชื่อปู่มาตั้งเป็น
ชื่อหลาน พระราชนัดดาของพระองค์มีพระนามว่า “พระยาพระราม” (จารึกหลักท่ี 11)
และในช้ันพระราชนัดดาของพระราชนัดดา มีเจ้าเมืองพระนามว่า “พระยาบาลเมือง”
และ “พระยาราม” (เหตกุ ารณ์ พ.ศ. 1962) ดงั ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรงุ เกา่ ฉบบั
หลวงประเสรฐิ อกั ษรนติ ิ์
ตรี อมาตยกุล ได้เสนอว่าพ่อขุนรามค�ำแหงน่าจะเสวยราชย์ พ.ศ. 1822
เพราะเปน็ ปที ที่ รงปลกู ตน้ ตาลทส่ี โุ ขทยั ประเสรฐิ ณ นคร จงึ ไดห้ าหลกั ฐานมาประกอบวา่
กษัตริย์ไทอาหมทรงปลูกต้นไทร คร้ังข้ึนเสวยราชย์อย่างน้อย 7 รัชกาลด้วยกัน ทั้งน้ี
เพื่อสร้างโชคชัยว่ารัชกาลจะอยู่ยืนยงเหมือนต้นไม้ อนึ่ง ต้นตาลและต้นไทรเป็นต้นไม้
ศกั ด์ิสทิ ธขิ์ องลงั กา
รัชสมัยของพ่อขุนรามค�ำแหงเป็นยุคท่ีกรุงสุโขทัยเฟื่องฟูและเจริญขึ้นกว่าเดิม
เป็นอันมาก ระบบการปกครองภายในก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างมีประสิทธิภาพ

มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ไพร่ฟ้าประชาชน ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 255
อยู่ดกี ินดี สภาพบ้านเมอื งก้าวหน้าท้งั ทางเกษตร การชลประทาน การอตุ สาหกรรม และ
การศาสนา อาณาเขตของกรงุ สุโขทยั ได้ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาล

พ่อขนุ รามคำ� แหงมหาราชทรงประดษิ ฐ์อกั ษรไทยข้ึนใช้เมอื่ พ.ศ. 1826 ท�ำให้
อนชุ นสามารถศกึ ษาหาความรู้ต่าง ๆ ได้สบื เน่ืองกนั มาจนถึงปัจจุบัน ตวั หนังสอื ไทยของ
พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชมีลักษณะพิเศษกว่าตัวหนังสือของชาติอื่นซ่ึงขอยืมตัวหนังสือ
ของอินเดียมาใช้ คอื พระองค์ได้ประดิษฐ์พยัญชนะ สระ และวรรณยกุ ต์เพ่ิมข้ึนให้สามารถ
เขียนแทนเสียงพูดของค�ำภาษาไทยได้ทุกค�ำ และได้น�ำสระและพยัญชนะมาอยู่ใน
บรรทัดเดียวกันโดยไม่ต้องใช้พยัญชนะซ้อนกันท�ำให้เขียนและอ่านหนังสือไทยได้ง่าย
และสะดวกยิ่งขึ้นมากนับว่าพระองค์ทรงพระปรีชาล�้ำเลิศ และทรงเห็นการณ์ไกลอย่างหา
ผู้ใดเทยี บเทยี มได้ยาก

ในด้านการปกครอง เม่ือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงขจัดอิทธิพลของเขมร
ออกไปจากเมืองสุโขทัยได้ในปลายพุทธศตวรรษท่ี 18 การปกครองของกษัตริย์สุโขทัย
เป็นแบบพ่อปกครองลกู ดังข้อความในจารกึ หลักท่ี 1 ว่า “เมื่อช่ัวพ่อกู กบู �ำเรอแก่พอ่ กู
กูบ�ำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเน้ือตัวปลา
กเู อามาแก่พอ่ กู กไู ด้หมากส้มหมาก
หวาน อนั ใดกนิ อรอ่ ยกนิ ดี กเู อามาแก่
พอ่ กู กไู ปตหี นงั วงั ชา้ งได้ กเู อามาแก่
พ่อกู กูไปท่อบ้านท่อเมือง ได้ช้าง
ไดง้ วงไดป้ ว่ั ไดน้ าง ไดเ้ งอ่ื นไดท้ อง กเู อา
มาเวนแกพ่ อ่ ก”ู ขอ้ ความดงั กลา่ วแสดง
การนบั ถอื พ่อแม่ และถอื ว่าความผกู พัน
ในครอบครัวเป็นเรื่องส�ำคัญ ครอบครัว
ทั้งหลายรวมกนั เข้ากเ็ ป็นเมอื งหรือรัฐ มี
เจา้ เมอื งหรอื พระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ หวั หนา้
ครอบครวั พระมหากษตั รยิ เ์ ปรยี บเสมอื น
หวั หนา้ ครอบครวั ใหญ่ ปกครองพลเมอื ง

256 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย เสมือนเป็นลูกหลาน ช่วยให้มที ี่ทำ� กิน คอยป้องกนั มิให้คนถ่ินอ่นื มาแย่งชงิ ถิ่น ถ้าลกู หลาน
ทะเลาะววิ าทกันกต็ ดั สนิ คดีด้วยความเป็นธรรม

พระมหากษัตริย์มีพระราชอ�ำนาจสิทธ์ิขาดท่ีจะบริหารราชการแผ่นดิน ท�ำศึก
สงครามตลอดจนพพิ ากษาอรรถคดี แตก่ ม็ ไิ ดใ้ ชพ้ ระราชอำ� นาจเฉยี บขาดอยา่ งกษตั รยิ เ์ ขมร
ดังปรากฏข้อความในจารกึ หลกั ที่ 1 ว่าราษฎรสามารถค้าขายได้โดยเสรี เจ้าเมอื งไม่เรียก
เก็บจังกอบหรือภาษีผ่านทาง ผู้ใดล้มตายลง ทรัพย์สมบัติตกเป็นมรดกแก่ลูก หากผู้ใด
ไมไ่ ดร้ บั ความเปน็ ธรรมในกรณพี พิ าท กม็ สี ทิ ธไ์ิ ปสน่ั กระดงิ่ ถวายฎกี าตอ่ พระมหากษตั รยิ ไ์ ด้

ยิ่งกว่าน้ัน พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชยังทรงใช้พระพุทธศาสนาเป็นเคร่ืองช่วย
ในการปกครองโดยไดท้ รงสรา้ งพระแทน่ มนงั ศลิ าบาตรขน้ึ ใหพ้ ระเถรานเุ ถระแสดงพระธรรม
เทศนาแกป่ ระชาชนในวนั พระ สว่ นวนั ธรรมดาพระองคเ์ สดจ็ ประทบั เปน็ ประธานใหเ้ จา้ นาย
และข้าราชการปรึกษาราชการร่วมกัน เม่ือประชาชนเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา
และประพฤตปิ ฏบิ ัติแต่ในทางท่ดี ที ี่ชอบการปกครองก็จะสะดวกง่ายดายยิง่ ขึ้น

ในด้านอาณาเขต พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชได้ทรงขยายอาณาเขตออกไป
อย่างกว้างขวาง คือ ทางทิศตะวันออก ทรงปราบได้เมืองสระหลวงสองแคว (พิษณุโลก)
ลมุ บาจายสะคา้ (สองเมอื งนอี้ าจอยแู่ ถวลมุ่ แมน่ ้�ำนา่ นหรอื แควปา่ สกั กไ็ ด)้ ขา้ มฝง่ั แมน่ �้ำโขง
ไปถึงเวียงจนั ทน์ เวยี งค�ำในประเทศลาว

ทางทิศใต้พระองค์ทรงปราบได้คนที (บ้านโคน ก�ำแพงเพชร) พระบาง
(นครสวรรค์) แพรก (ชยั นาท) สพุ รรณภมู ิ ราชบรุ ี เพชรบรุ ี นครศรธี รรมราช มฝี ั่งทะเลสมทุ ร
(มหาสมทุ ร) เป็นเขตแดน ทางทิศตะวนั ตก พระองค์ทรงปราบได้เมอื งฉอด เมอื งหงสาวดี
และมีมหาสมุทรเป็นเขตแดน ทางทิศเหนือพระองค์ทรงปราบได้เมืองแพร่ เมืองน่าน
เมอื งพลัว (อำ� เภอปัว จังหวดั น่าน) ข้ามฝั่งโขงไปถึงเมืองชวา (หลวงพระบาง) เป็นเขตแดน

ในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช ทรงสร้าง
พระราชไมตรีกับพระยามังรายแห่งล้านนาและพระยาง�ำเมืองแห่งพะเยา ทางด้านเหนือ
และทรงยินยอมให้พระยามังรายขยายอาณาเขตล้านนาทางแม่น�้ำกก แม่น�้ำปิง และ
แม่น�้ำวังได้อย่างสะดวกเพื่อให้เป็นกันชนระหว่างจีนกับสุโขทัยและยังได้เสด็จไปทรง
ช่วยเหลอื พระยามังรายหาชยั ภูมสิ ร้างเมอื งเชยี งใหม่เม่อื พ.ศ. 1839 ด้วย

ทางประเทศมอญ มพี อ่ คา้ ไทยใหญช่ อื่ มะกะโทไดเ้ ขา้ รบั ราชการอยใู่ นราชสำ� นกั ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 257
ของพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช มะกะโทได้ผูกสมัครรักใคร่กับพระราชธิดาของพ่อขุน
รามคำ� แหงมหาราชแลว้ พากนั หนไี ปอยเู่ มอื งเมาะตะมะ ตอ่ มาไดฆ้ า่ เจา้ เมอื งเมาะตะมะแลว้
เปน็ เจา้ เมอื งแทนเมอื่ พ.ศ. 1824 แลว้ ขอพระราชทานอภยั โทษตอ่ พอ่ ขนุ รามค�ำแหงมหาราช
และได้รับพระราชทานนามเป็นพระเจ้าฟ้าร่วั และยินยอมเป็นประเทศราชของกรงุ สโุ ขทยั

ทางทิศใต้ พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช ได้ทรงอัญเชิญพระมหาเถรสังฆราช
ผ้เู รยี นจบพระไตรปฎิ กมาจากนครศรธี รรมราช เพอื่ ให้เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในกรงุ สโุ ขทยั

สว่ นเมอื งละโวย้ งั เปน็ เอกราชอยเู่ พราะปรากฏวา่ ระหวา่ ง พ.ศ. 1834 - พ.ศ. 1840
ยังส่งเคร่ืองบรรณาการไปเมืองจีนอยู่ พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชคงจะได้ทรงผูกไมตรี
เป็นมิตรกบั เมอื งละโว้พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชทรงส่งราชทตู ไปเมืองจีน 3 ครง้ั เพือ่ แสดง
ความเป็นมติ รไมตรีกับประเทศจนี

วรรณกรรมสมยั พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราชสญู หายไปหมดแลว้ คงเหลอื แตจ่ ารกึ
หลักท่ี 1 (พ.ศ. 1835) ซ่ึงแม้จะมีข้อความเป็นร้อยแก้ว แต่ก็มีสัมผัสคล้องจองกัน
ท�ำให้ไพเราะ เช่น “ในนำ้� มปี ลาในนามีขา้ ว ... ลูทา่ งเพื่อนจูงวัวไปคา้ ข่ีม้าไปขาย ...
เหน็ ขา้ วทา่ นบใ่ ครพ่ น้ เหน็ สนิ ทา่ นบใ่ ครเดอื ด” นบั เป็นวรรณคดเี รม่ิ แรกของกรงุ สโุ ขทยั
ซึ่งตกทอดมาถึงปัจจุบันโดยมิได้มีผู้มาคัดลอกให้ผิดเพ้ียนไปจากเดิมจดหมายเหตุจีน
ระบวุ า่ พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราชสวรรคตใน พ.ศ. 1841 พระยาเลอไทยซง่ึ เปน็ พระราชโอรส
เสวยราชย์ต่อมา

258 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย บทที่

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ทรงเป็น
พระมหากษตั รยิ ร์ ชั กาลที่ 18 แหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา เปน็
พระราชโอรสของสมเด็จพระ™มหาธรรมราชากับ
พระวิสุทธิกษัตรีย์ ประสูติที่เมืองพิษณุโลก เม่ือ
พ.ศ. 2098 มีพระพ่ีนาง 1 พระองค์ คือ สมเด็จ
พระสุพรรณกัลยา มีพระอนุชาพระองค์หนึ่ง คือ
สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงสบื เชอื้ สายทง้ั ราชวงศส์ โุ ขทยั และกรงุ ศรอี ยธุ ยา
ทรงใชช้ วี ติ ในวยั เยาวท์ เี่ มอื งพษิ ณโุ ลก กอ่ นจะถกู นำ�
พระองค์ไปพม่าเมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา และ
ประทับท่ีพม่าจนพระชนมายุได้ 16 พรรษา ดังนั้น
พระองค์จึงทรงเจริญวัยขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม
ท่ีไทยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับจากการจู่โจมของพม่า
ท่ามกลางความขัดแย้งในพระราชวงศ์ของไทย
ท่ามกลางความดูแคลนเหยยี ดหยามเมือ่ ไทยอยู่ในฐานะประเทศราชของพม่า

เมอ่ื สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเสดจ็ กลบั จากพมา่ ทรงเหน็ วา่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา
เสอ่ื มโทรมอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ปอ้ มคา่ ยถกู ท�ำลายรอื้ ถอน ผคู้ นถกู กวาดตอ้ นไปพมา่ ความ
ม่ังค่ังร่�ำรวยท่ีส่ังสมกันมากว่าสองร้อยปี และความสมบูรณ์พูนสุขลดลงไป เพราะ
สงคราม และขาดแคลนแรงงาน ร่องรอยความเสียหายจากการสงครามยังปรากฏ
ให้เห็นโดยท่ัวไป เพราะไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ อีกท้ังยังมีกองทัพพม่าประจ�ำอยู่
เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หก้ รงุ ศรอี ยธุ ยากระดา้ งกระเดอ่ื ง สว่ นทางตะวนั ออก เขมรกไ็ ดส้ ง่ กองทพั
มาซ้�ำเติม โดยกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบตั ใิ นยามทีก่ รงุ ศรอี ยุธยาเสือ่ มอ�ำนาจ

สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงมอบหมายให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 259
ทรงปกครองหัวเมืองเหนือโดยประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก หลังจากเสด็จกลับจากพม่า
ไม่นานนัก คือใน พ.ศ. 2114 ในระยะเวลา 14 ปี ท่ีทรงปกครองหัวเมืองเหนืออยู่นั้น
ทรงด�ำเนินการหลายอย่างที่จะมีความส�ำคัญในอนาคต เช่น การฝึกหัดข้าราชการ
การรวบรวมก�ำลังคนท่ีหลบหนีพม่า การฝึกฝนยุทธวิธีการรบ การสร้างขวัญก�ำลังใจ
ให้เกิดข้ึนมาใหม่ ดังน้ันหัวเมืองเหนือจึงเป็นฐานเริ่มต้นที่ส�ำคัญในการกอบกู้เอกราช
ของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช

การท่ีเขมรโจมตีถึงเมืองหลวงและชายแดนของกรุงศรีอยุธยา ท�ำให้กรุง
ศรีอยุธยาสามารถอ้างเหตุผลเพื่อการเสริมสร้างก�ำลังขึ้นได้ เพราะเพียงระยะก่อนการ
ประกาศอสิ รภาพใน พ.ศ. 2127 เขมรสง่ กองทพั เขา้ มาถงึ 5 ครง้ั คอื ใน พ.ศ. 2113 พ.ศ. 2118
พ.ศ. 2122 พ.ศ. 2124 และ พ.ศ. 2125 ทั้งใน พ.ศ. 2124 ยังเกดิ กบฏญาณพิเชียรทีล่ พบุรี
การที่ต้องต่อสู้ป้องกันและขับไล่ศัตรูและต้องปราบปรามกบฏภายใน ท�ำให้ต้องมีการ
เสริมสร้างก�ำลังไพร่พลและเตรียมการป้องกันให้เข้มแข็งดังใน พ.ศ. 2123 มีการขยาย
แนวกำ� แพงเมอื งไปถงึ แนวแม่น้�ำ

การหาจังหวะประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชน่าจะเกิดข้ึน
หลงั จากการไปเฝา้ พระเจ้านนั ทบเุ รงในโอกาสขน้ึ ครองราชยใ์ หม่ และทรงไดแ้ สดงฝีมอื ชว่ ย
กษัตริย์พม่าปราบเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังได้สำ� เร็จ การที่พม่าตัดถนนเข้ามากำ� แพงเพชร
ย่งิ ต้องท�ำให้สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเร่งหาโอกาสให้เรว็ ขึ้น ดังนัน้ ในปลาย พ.ศ. 2126
เม่ือพระองค์ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงปราบเมืองอังวะจึงทรงเดินทัพ
ไปช้า ๆ เพื่อหาจังหวะโจมตีหงสาวดี ระหว่างที่พระเจ้านันทบุเรงไม่อยู่ หรืออย่างน้อย
เพื่อให้มีโอกาสนำ� คนไทยท่ถี ูกกวาดต้อนไปกลับคืนประเทศ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพท่ีเมืองแครงในเขตแดน
พม่าตอนล่าง อันเป็นถ่ินเดิมของมอญใน พ.ศ. 2127 หลังจากท่ีทรงรับรู้ว่าพม่าวางแผน
กำ� จดั พระองค์เหมอื นกนั พระองค์ประกาศว่า “ต้งั แตว่ นั น้กี รงุ ศรีอยุธยาขาดทางไมตรี
กับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรกันดังแต่ก่อนไป” แล้วส่งคนไปชักชวนให้คนไทย
ที่ถูกกวาดต้อนกลับกรุงศรีอยุธยา เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศอิสรภาพในคร้ังนี้
ทรงกระทำ� ในขณะทท่ี รงเปน็ รชั ทายาท โดยทส่ี มเดจ็ พระมหาธรรมราชาธริ าชยงั ไมท่ รงทราบ

พระเจ้านันทบุเรงไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ตั้งตัวติด ในทันทีท่ีทราบว่าแผน
การกำ� จดั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชของพระองคล์ ม้ เหลว และสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ประกาศอสิ รภาพ จงึ ทรงสง่ กองทพั ตดิ ตามโจมตสี มเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทนั ที อยา่ งไรกด็ ี

260 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย การโจมตีของกองทัพพม่าแต่ละคร้ัง มีแต่แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงเป็นแม่ทพั ท่ีปรีชาสามารถและกล้าหาญ ความเก่งกล้าของกองทพั พม่าทเี่ คยมีในสมัย
พระเจ้าบุเรงนอง (พ.ศ. 2094 - พ.ศ. 2124) ได้หมดไปเมื่อเผชญิ กับกองทัพกรุงศรอี ยุธยา
ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระอนุชาธิราช การท่ีทรงใช้ “พระแสงปืนต้น
ขา้ มแมน่ ำ�้ สะโตง” (พ.ศ. 2127) และ “พระแสงดาบคาบคา่ ย” (พ.ศ. 2128) ลว้ นเปน็ เรอื่ ง
เล่าขานให้เห็นถึงความกล้าหาญของแม่ทัพไทย กองทัพพม่าขนาดใหญ่มีรี้พลมากมาย
ถงึ 250,000 คน และน�ำโดยพระเจ้านนั ทบุเรง ใน พ.ศ. 2129 - พ.ศ. 2130 ยังถกู กองทัพไทย
ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระอนุชาขับไล่ออกไปและประสบความเสียหาย
อย่างยับเยิน ยังผลให้การโจมตีของกองทัพพม่าต้องว่างเว้นไปถึง 3 ปี การล่าถอยของ
กองทัพพม่าในครั้งน้ีแสดงให้เห็นว่าอิสรภาพของเมืองไทยเป็นเร่ืองท่ีปลอดภัยและย่ังยืน
และในปีเดยี วกนั นี้ยังทรงท�ำให้กัมพชู าอยู่ในอำ� นาจกรุงศรีอยธุ ยาได้อกี ครั้งด้วย

ก่อนท่ีจะถึงศึกใหญ่จากพม่าในรอบสอง มีการเปลี่ยนแปลงที่ส�ำคัญเกิดขึ้น
ท่ีกรุงศรีอยุธยา น่ันคือในปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2133 สมเด็จพระมหาธรรมราชา
เสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงได้ข้ึนเสวยราชสมบัติ พร้อมกันน้ีทรงแต่งต้ัง
สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นเสมือนกษัตริย์องค์ท่ี 2 “พระองค์ด�ำ” และ “พระองค์ขาว”
จึงเป็นพระนามท่ีชาวตะวันตกเรียกขานพระนามตามสีพระวรกายกษัตริย์ไทยทั้งสอง
พระองค์ตามล�ำดบั

กองทพั พมา่ เรม่ิ โจมตกี รงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ระลอกสอง ใน พ.ศ. 2133 หลงั การผลดั
แผ่นดินเพยี ง 4 เดอื น โดยมพี ระมหาอปุ ราชาเป็นแม่ทัพคมุ พล 200,000 คน มาทางด่าน
พระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงน�ำทัพออกไปรับมือกับข้าศึกที่เมือง
สุพรรณบรุ ี และสามารถขบั ไล่กองทพั พม่าออกไปได้อย่างง่ายดาย ทำ� ให้ทัพพม่าเสียหาย
อยา่ งยบั เยนิ 2 ปตี อ่ มาพระมหาอปุ ราชาไดท้ รงน�ำทพั พมา่ มาอกี ในสงครามทม่ี คี วามส�ำคญั
และเป็นท่ีเลื่องลือในการสู้รบระหว่างประเทศทั้งสอง นั่นคือแม่ทัพท้ังสองฝ่ายพร้อมด้วย
แม่ทัพรองได้ท�ำยุทธหัตถีกันท่ีหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม
พ.ศ. 2135

ผลของการท�ำยุทธหัตถีคือพระมหาอุปราชาถูกฟันส้ินพระชนม์บนคอช้าง
ส่วนอีกคู่สมเด็จพระเอกาทศรถก็ทรงได้ชัยชนะอีกเช่นกัน หลังสงครามครั้งนี้ โฉมหน้า
ของการสงครามไดเ้ ปลยี่ นไป พมา่ ไมก่ ลา้ ยกกองทพั มาโจมตไี ทยอกี และเวน้ วา่ งไปนานกวา่
100 ปี และไทยกลบั เป็นฝ่ายตอบโต้พม่าบ้าง พม่าจงึ ต้องเป็นฝ่ายตง้ั รับแทน

บทที่ ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 261

สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 27 แห่ง
กรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์เป็นระยะเวลา
32 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231 เป็น
พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
เช่ือกันว่าพระราชชนนีสมเด็จพระนารายณ์
มหาราชเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้า
ทรงธรรม สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชเสดจ็
พระราชสมภพ เมื่อราว พ.ศ. 2174 หรือ
พ.ศ. 2175 เพราะพระราชพงศาวดาร บนั ทกึ วา่
ใน พ.ศ. 2199 นน้ั ทรงสงั่ ใหป้ ระกอบพระราช
พิธีเบญจเพส ในเดือนย่ี เม่ือแรกประสูติ
นั้น พระประยูรญาติเห็นเป็น 4 กร จึงขนานพระนามว่า “สมเด็จพระนารายณ์”
มีพระราชอนุชาร่วมพระชนกหลายพระองค์และมีพระขนิษฐภคินีร่วมพระชนนีเดียวกัน
คือ เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ หรือพระราชกัลยาณี ซึ่งต่อมาโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็น
กรมหลวงโยธาทพิ

262 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย ต้ังแต่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงศึกษาเล่าเรียนกับ
พระภกิ ษหุ ลายสำ� นกั ทง้ั ทรงชำ� นาญในศลิ ปศาสตรเ์ ปน็ อยา่ งดี เมอื่ สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง
เสด็จสวรรคตและสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชย์สืบต่อมาได้ 2 เดือนแล้ว
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชขณะด�ำรงพระยศท่ีกรมพระราชวังบวรได้ทรงยึดอ�ำนาจ
และเสด็จข้ึนครองราชย์เฉลิมพระนามตามท่ีปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราช
หัตถเลขาว่า

สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสรรเพชญ์ บรมมหาจักรพรรดิศวร
ราชาธริ าช ราเมศวรธราธบิ ดี ศรีสฤษดริ กั ษสังหาร จักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธบิ ดินทร์
หรหิ รินทราธาดาธบิ ดี ศรสี วุ บิ ลู ยค์ ณุ อขนฐิ จติ รรจุ ี ศรภี วู นาทติ ย ฤทธพิ รหมเทพาดเิ ทพบดนิ ทร
ภมู นิ ทราธริ าชรตั นาภาศมนวุ งษ์ องคเ์ อกาทศรฐุ วสิ ทุ ธยโสดม บรมอาชาธยาศยั สมทุ ยั ดโนรมนต์
อนนั ตคณุ วบิ ลุ สนุ ทร บวรธรรมกิ ราชเดโชไชย ไตรโลกนารถบดนิ ทรว์ รนิ ทราธริ าช ชาตพิ ชิ ติ
ทิศพลญาณสมันต์ มหันตวิปผาราฤทธิวิไชย ไอสวรรยาธิปัติขัติยวงษ์ องค์ปรมาธิบดี
ตรีภูวนาธิเบศร โลกเชษฐวิสุทธมกุฏรัตนโมฬี ศรีประทุมสุริยวงศ์องค์สรรเพชญ์พุทธางกูร
บรมบพิตร พระพทุ ธเจ้าอยู่หวั

อย่างไรก็ดีพระนามของพระองค์ท่ีปรากฏในจารึกวัดจุฬามณี พ.ศ. 2224 ว่า
“พระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีศินทรมหาจักรพรรดิศวรราชาธิราชราเมศวร
ธรรมิกราชเดโชไชยขรมเทพาดิเทพตรีภูวนาธิเบศรโลกเชษฐวิสุทธิมกุฏพุทธางกูร
บรมจักรพรรดศิ วรธรรมิกราชาธริ าช”

หลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2199 แล้วสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ เป็นอเนกประการ ทั้งการทำ� นบุ ำ� รุงบ้านเมอื ง การสร้างและ
ปฏิสงั ขรณ์วดั ต่าง ๆ ท่วั ราชอาณาจักร โดยใน พ.ศ. 2208 - พ.ศ. 2209 โปรดให้สถาปนา
เมืองลพบุรีขึ้นเป็นที่ประทับอีกแห่งหน่ึง เพ่ือรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์ และเป็น
การสรา้ งทป่ี ระทบั เพอื่ พระราชกรณยี กจิ สว่ นพระองค์ ปรากฏหลกั ฐานในเอกสารหลายฉบบั
ท้ังไทยและต่างประเทศว่า รัชกาลของพระองค์มีความย่ิงใหญ่เหนือรัชกาลอ่ืนโดยเฉพาะ
เรือ่ งการตดิ ต่อกับต่างประเทศ เป็นเหตใุ ห้ประวตั ศิ าสตร์อยธุ ยาในช่วงรชั กาลของพระองค์
มีเอกสารมากมายทม่ี ีประโยชน์ยง่ิ ต่อการศกึ ษาประวัตศิ าสตร์ไทย

การศึกสงครามในช่วงต้นแผ่นดินน้ันมีทั้งสงครามในและนอกพระนคร ทรง ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 263
ยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ส่วนในพระนครก็เกิดกบฏพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ขึ้น พระราช
พงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขาบันทกึ ว่า พระไตรภวู นาทติ ยวงศ์กับพระองค์ทองคิดการ
กบฏ ท้ังสองพระองค์เป็นพระอนุชาต่างพระชนนีกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่การ
กบฏคร้ังน้ีไม่ส�ำเร็จ ทั้งสองพระองค์ถูกจับกุมส�ำเร็จโทษพร้อมพรรคพวกอีกจ�ำนวนหนึ่ง
ซึ่งเป็นขนุ นางชั้นผู้ใหญ่ เช่น ออกญาพลเทพ ออกญากลาโหม ออกญาพทั ลงุ ออกพระศรี
ภูริปรีชา เป็นต้น ท�ำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไม่ไว้วางพระราชหฤทัยขุนนางเดิม
และทรงเพม่ิ ความสนิทสนมกบั ชาวต่างชาตมิ ากขึน้

ในเรื่องของการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา สิ่งท่ีสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ทรงเปน็ องคพ์ ทุ ธมามกะและองคศ์ าสนปู ถมั ภกของพระพทุ ธศาสนากค็ อื พระราชดำ� รสั ตอบ
แก่ราชทูตฝรง่ั เศส เชอวาลเิ ยร์ เดอ โชมอง (Chevalier de Chaumont) เมอ่ื ราชทตู ได้กราบ
บังคมทูลชักจูงให้พระองค์ทรงเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ศาสนา แต่พระองค์มีพระราชด�ำรัส
ตอบว่าจะให้ทรงละท้ิงศาสนาท่ีบรรพบุรุษของพระองค์นับถือมากว่าสองพันปีได้อย่างไร
แตเ่ มอื่ ใดทพี่ ระผเู้ ปน็ เจา้ ทรงปรารถนาใหพ้ ระองคเ์ ปลย่ี นศาสนาแลว้ กจ็ ะทรงยนิ ยอมตามนน้ั

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีย่ิง
และอาจนับได้ว่าพระพุทธศาสนาในช่วงรัชกาลของพระองค์ได้เจริญรุ่งเรืองมาก ทรง
บูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองลพบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงเชิญพระพุทธสิหิงค์
ลงมายังอยุธยา ดังท่ีปรากฏในวรรณคดีส�ำคัญของยุคคือ โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
พระนารายณ์ เอกสารส�ำคัญในรัชกาลท่ีเกี่ยวกับพุทธศาสนาคือ พระราชปุจฉาท่ีทรงมีไป
ถงึ พระสงฆผ์ ทู้ รงภมู ธิ รรมเพอ่ื ทรงไตถ่ ามขอ้ สงสยั ซง่ึ ในรชั กาลสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
ปรากฏช่ือพระพรหมมุนี วัดปากน�้ำประสบ และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นผู้ถวาย
วิสัชนาพระราชปุจฉาอยู่เสมอ ๆ ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นน้ียังปรากฏเป็นหลักฐานต่อมาว่า
พระมหากษัตริย์อยุธยาโปรดที่จะมีพระราชปุจฉาเรื่องทางโลกและทางธรรมแก่พระสงฆ์
หรอื พระราชาคณะท่ที รงนบั ถอื เช่น พระเพทราชากย็ งั ทรงปฏบิ ัตสิ บื มา จึงแสดงให้เหน็ ว่า
นับแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมาแล้ว การเอาใจใส่พระสงฆ์มีเพิ่มมากข้ึน
กว่าก่อนมาก

ในด้านงานวรรณกรรม ปรากฏว่าวรรณคดีไทยได้รับความนิยมและเฟื่องฟู
เปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชทรงเปน็ กวดี ว้ ยพระองคห์ นง่ึ พระราชนพิ นธ์

264 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย ส�ำคัญคือสมทุ รโฆษค�ำฉันท์ (ตอนต้น) และทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาราชครู
แต่งจินดามณขี ึ้นเป็นต�ำราเรยี น

ส�ำหรับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ในช่วงรัชสมัยเป็นการเปิดโลกทัศน์
ของสยามออกสู่ตะวันตกมากขึ้น ทรงติดต่อกับประเทศในภูมิภาคตะวันออก เช่น จีน
ญ่ีปุ่น ชวา ญวน อินเดีย และประเทศในดินแดนตะวันตกนับแต่เปอร์เซียจนถึงประเทศ
ในทวีปยุโรป ในช่วงต้นรัชกาลมีกลุ่มบาทหลวงมิชชันนารีเดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนา
และสืบทอดกิจการของคริสต์ศาสนา ซ่ึงพระองค์ก็ทรงอนุเคราะห์ที่ดินให้ปลูกสร้าง
อาคารและพระราชทานเสรีภาพในการเผยแผ่ศาสนา การท่ีสังคมอยุธยามีพ่อค้าและ
บาทหลวงต่างชาติเดินทางเข้ามามากเช่นน้ี ท�ำให้บทบาทของชาวต่างชาติมีมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพระยาวิไชเยนทร์หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin
Phaulkon) ชาวกรกี ซง่ึ เขา้ รบั ราชการเปน็ ล�ำดบั จนถงึ ตำ� แหนง่ วา่ ทสี่ มหุ นายกและกำ� กบั ดแู ล
พระคลังทั้งยังมีบทบาทในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างราชส�ำนักสมเด็จพระนารายณ์
มหาราชกบั ประเทศฝรง่ั เศสด้วย

สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชทรงสง่ คณะทตู สยามไปฝรงั่ เศสหลายครงั้ ครงั้ แรก
เมื่อ พ.ศ. 2224 ทรงจัดให้ออกพระพิพัฒน์ราชไมตรีเป็นราชทูต ออกขุนศรีวิสารสุนทร
เป็นอุปทูต ออกขุนนครวิชัยเป็นตรีทูต เดินทางโดยเรือกำ� ปั่นฝรั่งเศส แต่ทว่าเคราะห์ร้าย
ท่ีเรือไปแตกท่นี อกฝั่งเกาะมาดากสั การ์

ในปลายรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวร พระเพทราชา
และออกหลวงสรศักด์ิพระโอรสบุญธรรมร่วมกับขุนนางอีกจ�ำนวนหน่ึงยึดอ�ำนาจ
ด้วยเกรงว่าอ�ำนาจของชาวต่างชาติ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญามหาราช
เนื่องจากทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นอเนกประการ ดังที่สมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพทรงอธบิ ายไว้ในหนงั สือไทยรบพม่าว่า

ในแผ่นดนิ สมเด็จพระนารายณ์ ถงึ ไม่มกี ารศกึ สงครามใหญ่หลวงเหมอื นอย่าง
คร้ังแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรก็ดี เหตุส�ำคัญซึ่งอาจจะมีผลร้ายแรงแก่บ้านเมืองเกิดข้ึน
หลายครงั้ หลายคราว ถา้ หากสมเดจ็ พระเจา้ แผน่ ดนิ ไมท่ รงพระปรชี าสามารถ ใหร้ ฏั ฐาภบิ าล
เหมือนอย่างสมเด็จพระนารายณ์แล้ว จะปกครองบ้านเมืองไว้ได้โดยยาก ด้วยเหตุน้ี
ทั้งไทยและชาวต่างประเทศแต่ก่อนมา จึงยกย่องสมเด็จพระนารายณ์ว่าเป็นมหาราช
พระองค์หนง่ึ

บทท่ี ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 265

สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี
(สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช)

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ห รื อ ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ ้ า ต า ก สิ น ม ห า ร า ช
มีพระนามเมื่อครองราชย์ตามพระราช
พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า
สมเด็จพระบรมราชาท่ี 4 และมีพระนาม
ที่ราษฎรเรียกเม่ือล่วงรัชกาลแล้วว่า
ขุนหลวงตาก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
พระองค์เดียวของกรงุ ธนบรุ ี

พระราชประวตั เิ มอื่ ทรงพระเยาว์
ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็น
นทิ านเชงิ อภนิ หิ ารเพราะบนั ทกึ ไวใ้ นหนงั สอื
อภินิหารบรรพบุรุษ ซึ่งพอสรุปเฉพาะ
ส่วนส�ำคัญของพระราชประวัติว่า เสด็จ
พระราชสมภพ ใน พ.ศ. 2277 ในแผน่ ดนิ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศแหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา
บดิ าชอื่ ไหยฮอง มารดาชอ่ื นางนกเอยี้ ง บดิ าเปน็ ขนุ พฒั นน์ ายอากรบอ่ นเบย้ี เจา้ พระยา
จกั รีสมหุ นายก รับเลีย้ งในฐานะบตุ รบุญธรรม ใหช้ อ่ื วา่ สนิ ครนั้ เตบิ ใหญศ่ กึ ษาเลา่ เรยี น
ในสำ� นกั พระอาจารยท์ องดมี หาเถระ ณ วดั โกษาวาสน์ จากน้ันได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก
ได้รับยศเป็นหลวงยกกระบตั ร แล้วได้เลอ่ื นเป็นพระยาตาก

266 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย พระราชประวัติช่วงน้ีได้มีผู้ศึกษาวิเคราะห์กันมาก วันพระราชสมภพน้ัน
หากยึดจดหมายเหตุโหรว่าเสด็จสวรรคตเม่ือพระชนมพรรษาได้ 48 พรรษา 15 วัน และ
หากเป็นวนั ท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราชเสด็จพระราชสมภพ
วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2277 เรื่องพระชาติภูมิสรุปได้ว่าทรงเป็นชาวไทยเช้ือสายจีน
บิดามาจากมณฑลกวางตุ้ง มารดาเป็นคนไทย และจากเอกสารราชวงศ์ชิงและเอกสาร
ภาคเอกชนจีนกล่าวถึงพระนามว่า “เจ้ิงเจา” ซ่ึงแปลว่า กษัตริย์แซ่เจ้ิง (ตรงกับเสียงจีน
แต้จิว๋ ว่า “แต”้ ) และพระนามเดมิ คอื สิน

พระราชพงศาวดารได้บันทึกถึงตอนที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
สมเดจ็ พระอนชุ าธริ าชในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช ครงั้ ยงั ทรงเป็น
นายสุจินดามหาดเล็ก หนีพม่าไปพ่ึงเจ้าตาก ณ เมืองจันทบุรี เจ้าตากก็รับชุบเลี้ยงไว้ต้ัง
เป็นพระมหามนตรี เพราะรู้จกั คุ้นเคยกนั แต่ก่อนกรุงศรีอยุธยายงั ไม่เสียแก่พม่า และการท่ี
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชทรงพระราชนพิ นธร์ ามเกยี รติ์ กแ็ สดงว่าทรงไดร้ บั การศกึ ษา
และทรงรอบรู้ขนบธรรมเนยี มประเพณีไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีพระราชพงศาวดารฉบับย่อย ๆ ท่ีบันทึกเชื้อสายสมเด็จ
พระเจ้าตากสนิ มหาราชแตกต่างกนั ออกไป เช่น พระราชพงศาวดารเหนอื เลขท่ี 47 กล่าวว่า
พระยานักเลงมีเชื้อสายพระเจ้ามักกะโท ทรงพระนามพระยาตาก ตั้งเมืองใหม่ท่ีธนบุรี
และสมุดไทยดำ� ฉบับหมายเลข 2/ไฆ กล่าวว่า เดมิ ชื่อจีนแจ้ง เป็นพ่อค้าเกวยี นก่อนท่จี ะมี
ความชอบในแผ่นดินจนได้เป็นผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดินอยู่ ณ เมืองตาก ซ่ึงก็ตรงกับที่
พระราชพงศาวดารฉบบั ความพสิ ดาร เช่น ฉบบั พระราชหตั ถเลขา บันทกึ เร่อื งหนงั สอื พทุ ธ
ทำ� นายของมหาโสภติ อธกิ ารวดั ใหม่ว่า เมอื่ พระนครเสยี แกพ่ มา่ แล้ว จะมบี รุ ษุ พ่อคา้ เกวยี น
ได้เป็นพระยาครองเมืองบางกอกได้ 10 ปี ต้องเสียเมืองแก่พม่าให้เสด็จไปอยู่เมืองลพบุรี
ซ่ึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้เสด็จไปประทับเมืองลพบุรี 7 วัน พอเป็นเหตุ
อาจเพราะทรงเป็นพ่อค้าเกวียนจึงทรงช�ำนาญภูมิประเทศ และทรงเช่ียวชาญรับสั่งได้
หลายภาษาทง้ั จนี ลาว และญวน

พระราชพงศาวดารฉบับความพิสดารเริ่มบันทึกเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช เม่ือ พ.ศ. 2308 สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ต้ังแต่ยังทรงเป็นพระยาตาก
มาช่วยราชการสงครามป้องกันพม่าซ่ึงยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากมีฝีมือ
การรบเข้มแข็งจึงได้เลื่อนต�ำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองก�ำแพงเพชร ระหว่าง

ท�ำศึกรักษาพระนคร แม้จะพยายามบัญชาการรบและต่อสู้ข้าศึกจนสุดความสามารถ ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 267
แต่ด้วยความอ่อนแอของผู้บัญชาการและการขาดการประสานงานที่ดีระหว่างแม่ทัพ
นายกอง ทำ� ใหพ้ ระยาวชริ ปราการเกดิ ความทอ้ แทใ้ จหลายครง้ั เมอื่ เหน็ วา่ ถงึ จะอยชู่ ว่ ยรกั ษา
กรุงก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด พระยาวชิรปราการจึงตัดสินใจพาสมัครพรรคพวกประมาณ
500 คน พระราชพงศาวดารบางฉบับว่าประมาณ 1,000 คน ยกออกจากค่ายวัดพิชัย
ตีฝ่าทัพพม่าไปทางทศิ ตะวนั ออกในเดอื นย่ี พ.ศ. 2309

พระยาวชิรปราการน�ำพรรคพวกสู้รบชนะพม่าท่ีไล่ติดตามไปตลอดทาง
จนกติ ตศิ พั ทค์ วามสามารถเปน็ ทเ่ี ลอ่ื งลอื ทำ� ใหม้ ผี คู้ นมาขอเขา้ เปน็ บรวิ ารมากมาย ทไี่ มย่ อม
ออ่ นนอ้ มกจ็ ำ� ตอ้ งตหี กั เอาคา่ ยได้ เสน้ ทางการเดนิ ทพั ออกจากคา่ ยวดั พชิ ยั นอกกำ� แพงเมอื ง
ไปบา้ นขา้ วเมา่ บา้ นสมั บณั ฑติ บา้ นโพสงั หาร บา้ นพรานนก ผา่ นเมอื งนครนายก ปราจนี บรุ ี
ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ครั้นถึงเมืองระยอง พระยาก�ำแพงเพชรคาดการณ์ว่าคงเสียกรุงแล้ว
จงึ ตงั้ ตวั เปน็ เจา้ เพอื่ รวบรวมผคู้ นกแู้ ผน่ ดนิ พวกบรวิ ารจงึ เรยี กวา่ เจา้ ตากแตน่ น้ั มา ขณะนน้ั
ทางกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า เจ้าตากจึงระวังตัวมิให้คนท้ังหลายเห็นว่าเป็นกบฏ
และให้เรียกค�ำส่ังเพียงพระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอก พระระยองพาพรรคพวกออกมา
ต้อนรบั แต่โดยดี แต่กย็ งั มกี รมการเมอื งบางส่วนคดิ แขง็ ข้อ พระยาวชริ ปราการรู้จงึ วางแผน
ปราบผู้คดิ ร้ายแตกพ่ายไป และเข้ายึดเมอื งระยองเป็นสทิ ธขิ์ าด

เม่อื กรงุ ศรอี ยุธยาเสียแก่พม่าในวนั ท่ี 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ผู้มอี �ำนาจบางคน
คดิ ตงั้ ตวั เปน็ ใหญ่ พระยาจนั ทบรุ ซี ง่ึ เดมิ เคยสญั ญาวา่ จะเปน็ ไมตรกี บั เจา้ ตากกไ็ มท่ ำ� ตามสญั ญา
เจ้าตากจึงยกทัพไปปราบ เข้ายึดได้จันทบุรีและตราดตามล�ำดับ หลังจากยึดเมืองตราด
ไดแ้ ลว้ เจา้ ตากกย็ กทพั กลบั มาตง้ั มนั่ ทจ่ี นั ทบรุ แี ละใชเ้ ปน็ ทจ่ี ดั เตรยี มกำ� ลงั พล เสบยี งอาหาร
อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทง้ั ต่อเรือได้ 100 ล�ำ

หลงั จากสนิ้ ฤดมู รสมุ เจา้ ตากกย็ กทพั ออกจากจนั ทบรุ เี ขา้ ปากแมน่ ำ้� เจา้ พระยา
ในเดือน 12 ปีเดียวกัน เมื่อยึดเมืองธนบุรีได้แล้วจึงบุกเข้าโจมตีค่ายโพธ์ิสามต้น
ท่ีพระนครศรีอยุธยา และสามารถยึดค่ายโพธ์ิสามต้นได้ใน 2 วัน ขับไล่พม่าออกไป
จากพระนครศรีอยุธยา รวมเวลาที่ไทยสูญเสียเอกราชแก่พม่าคราวนั้นเพียง 7 เดือน
เจ้าตากได้จัดการบ้านเมืองให้อยู่ในสภาพปกติ จัดหาที่ประทับให้แก่บรรดาเจ้านายท่ีถูก
พม่าคุมตัวไว้แต่ยังไม่ทันส่งไปพม่า จัดการปลดปล่อยผู้คนที่ถูกกักขังพร้อมท้ังแจกจ่าย
ทรพั ยส์ นิ เครอื่ งอปุ โภคบรโิ ภคโดยถว้ นหนา้ แลว้ ใหจ้ ดั การพระบรมศพสมเดจ็ พระเจา้ เอกทศั

268 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย พอสมพระเกยี รตเิ ทา่ ทจี่ ะทำ� ไดใ้ นขณะนน้ั จากนนั้ กอ็ พยพผคู้ นมาตง้ั ราชธานอี ยทู่ เ่ี มอื งธนบรุ ี
ซง่ึ ในเวลานน้ั นบั วา่ มชี ยั ภมู เิ หมาะสมกวา่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา เมอื่ ย้ายมาประทบั ทก่ี รงุ ธนบรุ แี ลว้
เจ้าตากท�ำพิธีปราบดาภิเษกข้ึนครองราชสมบัติ แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าเมื่อใด
ทางราชการจึงก�ำหนดเอาวันแรกสุดท่ีเสด็จออกขุนนาง ตามท่ีปรากฏในจดหมายเหตุโหร
เป็นวนั คล้ายวนั ปราบดาภเิ ษก คือวนั ท่ี 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311

ภายหลังปราบดาภิเษกแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงด�ำเนินการ
สร้างชาตใิ ห้เป็นปึกแผ่นมน่ั คงทนั ที โดยนอกจากจะทรงทำ� สงครามขบั ไล่พม่ากว่า 10 คร้งั
แล้ว ยังทรงปราบปรามบรรดาคนไทยทแ่ี ยกตวั ไปตง้ั เป็นชุมนุมต่าง ๆ มีชมุ นมุ เจ้าพระยา
พิษณโุ ลก (เรอื ง) ชุมนมุ เจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนมุ เจ้าพระยานครศรธี รรมราช (หน)ู และ
ชุมนุมเจ้าพิมาย หรือกรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
กระท่ังถึง พ.ศ. 2313 จึงสามารถมีชัยเหนือชุมนุมต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ชาติไทย
กลับมารวมเป็นอนั หนึ่งอนั เดยี วกนั อีกครงั้ หลงั ศกึ อะแซหวุ่นกใี้ น พ.ศ. 2318 แล้ว สมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงด�ำเนินการขยายพระราชอาณาเขตของกรุงธนบุรีออกไปอีก
จนกว้างใหญ่ไพศาล ทิศเหนือได้ถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศใต้ตลอดหัวเมืองตานี (ปัตตานี)
ทิศตะวันออก ตลอดกัมพูชา จ�ำปาศักดิ์จดญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือตลอด
เวียงจันทน์ หัวเมอื งพวน และนครหลวงพระบาง ทศิ ตะวนั ตกจดเมืองมะริดและตะนาวศรี
ออกมหาสมทุ รอนิ เดีย

ส่วนการฟื้นฟูประเทศน้ัน แม้ว่าตลอดรัชสมัยจะเต็มไปด้วยการศึกสงคราม
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังเอาพระทัยใส่ดูแลโดยใกล้ชิด ทรงท�ำนุบ�ำรุงบ้านเมือง
ทง้ั ในด้านการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม เช่น โปรดให้ช�ำระกฎหมาย โปรดให้
พจิ ารณาตดั สนิ คดคี วามตา่ ง ๆ ตามปกติ ไมใ่ หค้ ง่ั คา้ งแมใ้ นยามสงคราม โปรดใหส้ ง่ ส�ำเภา
หลวงไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดถึงอินเดียตอนใต้ โปรดให้ขุดคูคลองเพ่ือประโยชน์ด้าน
การคา้ ขายและดา้ นยทุ ธศาสตรไ์ ปพรอ้ มกนั โปรดใหข้ ยายพน้ื ทใ่ี หท้ หารควบคมุ ไพรพ่ ลทำ� นา
นอกจากน้ี ยงั ทรงพระราชนพิ นธบ์ ทละครเรอ่ื งรามเกยี รตบ์ิ างตอน ทง้ั ยงั โปรดใหก้ ารอปุ ถมั ภ์
เหล่ากวี ให้รวบรวมบรรดาช่างฝีมือและให้ฝึกสอนทุกแผนกเท่าท่ีมีครูสอน โปรดให้บ�ำรุง
การศกึ ษาตามวดั วาอารามตา่ ง ๆ ใหต้ ง้ั หอหนงั สอื หลวงรวบรวมตำ� ราตา่ ง ๆ ทกี่ ระจดั กระจาย
เม่ือคราวเสียกรุง โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามใหม่และให้คัดลอกพระไตรปิฎกที่ยัง
หลงเหลอื จากเมอื งนครศรธี รรมราชสร้างเปน็ ฉบบั หลวง และโปรดให้เขยี นสมดุ ภาพไตรภมู ิ

ในส�ำนักสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น การฟื้นฟูบ้านเมืองเกือบทุกด้านน้ีได้รับการสืบสาน ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 269
สร้างเสริมจนส�ำเร็จสมบรู ณ์ในรชั กาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์

ครน้ั ลว่ งถงึ ปลายรชั กาล สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชใฝพ่ ระราชหฤทยั ในทาง
ศาสนาทำ� ให้ส�ำคญั พระองค์ว่าบรรลุโสดาบนั เกิดความวุ่นวายทัง้ แผ่นดนิ ผู้คนถกู ลงโทษ
โดยปราศจากความผิดมีเพิ่มขึ้นทุกวัน ชาวกรุงเก่าบางพวกจึงรวมตัวกันก่อการกบฏ
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชโปรดใหพ้ ระยาสรรค์ (สรรคบรุ )ี ขนึ้ ไปปราบกบฏ แตพ่ ระยาสรรค์
กลับเข้ากับพวกกบฏยกทัพมาตีกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรับผิด
และยอมเสด็จออกผนวช ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ในระหว่างน้ันกรุงธนบุรีเกิด
ความวุ่นวายฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกรมขุนอนุรักษ์
สงคราม (พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) เป็นฝ่ายพระยาสรรค์ กับ
พระยาสุริยอภัย (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช) ซึ่งน�ำทัพเมืองนครราชสีมามาปราบกบฏ พระยาสุริยอภัยเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ครง้ั เปน็ สมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ
ซงึ่ กำ� ลงั ยกทพั ไปตเี ขมรทราบขา่ วการจลาจลจากพระยาสรุ ยิ อภยั กเ็ ลกิ ทพั กลบั ถงึ กรงุ ธนบรุ ี
หลังจากไต่สวนจนทราบเหตุการณ์ท้ังปวงแล้ว ให้บรรดาข้าราชการพิจารณาปรึกษาโทษ
สมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช และส�ำเร็จโทษเมื่อวันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325

สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ผ์ มู้ พี ระมหากรณุ าธคิ ณุ
อันย่ิงใหญ่แก่ปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงก�ำหนดให้วันท่ี 28 ธันวาคมของทุกปี เป็น
วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและให้มีรัฐพิธีถวายสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์
ทวี่ งเวยี นใหญ่ กรงุ เทพฯ ตง้ั แต่ พ.ศ. 2497 สบื มาทกุ ปี และเมอื่ วนั ที่ 27 ตลุ าคม พ.ศ. 2524
คณะรัฐมนตรมี ีมติให้เทดิ พระนามว่า สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช

270 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย บทท่ี

พระพุทธยพอรดะบฟา้าทจสุฬมาเดโลจ็ กมหาราช

พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหา
กษตั ริย์รชั กาลท่ี 1 แห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์
มพี ระนามเดมิ วา่ ดว้ งหรอื ทองด้วง เสดจ็
พระราชสมภพที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อวันท่ี
20 มนี าคม พ.ศ. 2279 ในรชั กาลสมเดจ็
พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ เป็นพระโอรสใน
สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ซึ่งมีพระนามเดมิ ว่า ทองดี สบื เชอ้ื สายมาจากเจา้ พระยา
โกษาธิบดี (ปาน) ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รับราชการในกรมอาลักษณ์
เป็นพระอักษรสุนทร พระราชชนนีมีพระนามว่า หยกหรือดาวเรือง เมื่อทรงเจริญ
พระชนมพรรษาได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรขณะด�ำรงพระยศ
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อทรงอุปสมบทและทรงลาผนวชแล้วกลับเข้ารับราชการ
เป็นมหาดเล็กหลวง เม่ือมีพระชนมพรรษา 25 พรรษา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี และได้สมรสกบั ธิดา
ตระกลู คหปตนที ตี่ �ำบลอัมพวา แขวงเมอื งสมทุ รสาคร ชือ่ นาก (สมเดจ็ พระอมรนิ ทรา
บรมราชนิ )ี

เม่ือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชและสถาปนากรุงธนบุรี ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 271
เป็นราชธานีแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเข้ารับราชการ
ในกรงุ ธนบรุ เี ปน็ พระราชวรนิ ทร์ เจา้ กรมพระต�ำรวจนอกขวา ทรงเปน็ กำ� ลงั สำ� คญั ของสมเดจ็
พระเจา้ ตากสนิ มหาราช คกู่ บั สมเดจ็ พระอนชุ าธริ าช (สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ หนาท)
ทำ� ศกึ สงครามกู้บ้านเมอื งหลายครง้ั และได้เลอ่ื นบรรดาศกั ดิ์โดยล�ำดบั ดงั น้ี

พ.ศ. 2311 โดยเสด็จปราบชุมนุมเจ้าพิมาย ได้เลื่อนเป็นพระยาอภัยรณฤทธ์ิ
จางวางกรมพระตำ� รวจ พ.ศ. 2312 ทรงเปน็ แมท่ พั ไปตเี ขมรไดเ้ มอื งพระตะบองและเสยี มราฐ
พ.ศ. 2313 ได้เล่อื นเป็นพระยายมราชว่าที่สมหุ นายก พ.ศ. 2314 เลอ่ื นเป็นเจ้าพระยาจักรี
เป็นแม่ทพั ไปตเี ขมร พ.ศ. 2317 ทรงเป็นแม่ทพั หน้าไปตเี ชยี งใหม่ และลงมาช่วยรบกบั พม่า
ทเ่ี มอื งราชบรุ จี นชนะ พ.ศ. 2318 ทรงเปน็ แมท่ พั รบตา้ นทพั พมา่ ทเ่ี มอื งพษิ ณโุ ลกเปน็ สามารถ
จนอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่าขอดูตัวและกล่าวสรรเสริญ ดังบันทึกในพระราชพงศาวดาร
ฉบับพระราชหตั ถเลขาว่า “รปู กง็ ามฝมี ือก็เขม้ แขง็ สรู้ บเราผูเ้ ปน็ ผ้เู ฒ่าได้ จงอุตสาห์
รกั ษาตวั ไว้ ภายหนา้ จะไดเ้ ปน็ กษตั รยิ เ์ ปน็ แท”้ สงครามครง้ั นน้ั เมอื งพษิ ณโุ ลกถกู ลอ้ ม
จนขาดเสบยี งอาหาร จำ� ต้องท้งิ เมือง ตหี กั ไปต้ังมน่ั ที่เมืองเพชรบูรณ์ แต่พอดอี ะแซหวุ่นก้ี
ถูกเรียกตัวกลับ พ.ศ. 2319 ทรงเป็นแม่ทัพไปตีหัวเมืองตะวันออกได้เมืองจ�ำปาศักด์ิ
เมอื งโขง เมอื งอตั ปอื และเกลย้ี กลอ่ มไดเ้ มอื งตะลงุ เมอื งสรุ นิ ทร์ เมอื งสงั ขะ และเมอื งขขุ นั ธ์
ถึง พ.ศ. 2320 จึงทรงได้รับพระมหากรุณาปูนบ�ำเหน็จเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
พ.ศ. 2321 ทรงเป็นแม่ทัพไปตีเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และอัญเชิญพระแก้วมรกตกับ
พระบางลงมายังกรุงธนบุรี และใน พ.ศ. 2323 ทรงเป็นแม่ทัพไปปราบจลาจลเมืองเขมร
แต่เมอ่ื ทรงทราบข่าวจลาจลในกรงุ ธนบรุ ี จงึ ยกทพั กลบั มากรงุ ธนบรุ ี เสดจ็ กลบั ถงึ กรงุ ธนบรุ ี
เมื่อวันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ประทับบนศาลาลูกขุนมหาดไทย ตัดสินส�ำเร็จโทษ
สมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช แล้วเหล่าขุนนางและราษฎรท้ังหลายพร้อมกนั กราบบังคม
ทูลเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ วันนี้ถือเป็นวันสถาปนา
มหาจักรบี รมราชวงศ์

เม่ือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงรับอัญเชิญเสด็จ
เถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว โปรดให้ย้ายพระนครมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น�้ำเจ้าพระยา
เย้ืองกับกรุงธนบุรีพระนครเดิม ด้วยมีพระราชด�ำริว่าฝั่งตะวันออกมีชัยภูมิดีกว่า และ

272 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย สามารถปอ้ งกนั ขา้ ศกึ ไดด้ กี วา่ โปรดใหต้ งั้ พธิ ยี กเสาหลกั เมอื งเมอื่ วนั ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325
และใหก้ อ่ สรา้ งพระราชวงั ลอ้ มดว้ ยไมร้ ะเนยี ดไวก้ อ่ น พอใหต้ ง้ั การพระราชพธิ ปี ราบดาภเิ ษก
โดยสังเขป เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้าง
พระบรมมหาราชวงั พระราชวงั บวรสถานมงคล และพระนครอย่างถาวรต่อไป

เมื่อก่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2327 จึงอัญเชิญ
พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร (พระแกว้ มรกต) จากพระราชวงั เดมิ กรงุ ธนบรุ ี มาประดษิ ฐาน
ในพระอุโบสถ และเม่ือสร้างพระนครแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2328 โปรดให้กระทำ� พระราชพิธี
บรมราชาภิเษกครั้งท่ี 2 ให้ถกู ต้องตามโบราณราชประเพณี และให้มีการสมโภชพระนคร
ต่อเน่ืองกัน พระราชทานนามพระนครว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์
มหนิ ทรายทุ ธยา มหาดลิ กภพ นพรตั นราชธานีบรู ีรมย์ อดุ มราชนเิ วศนม์ หาสถาน
อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธ์ิ” ต่อมาพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ทรงแปลงสร้อย “บวรรตั นโกสินทร์” เป็น “อมรรัตนโกสินทร”์

ในเวลาเดียวกับการสร้างพระนคร ซึ่งล้อมด้วยกำ� แพง ป้อม และคูเมืองนั้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ตระเตรียมเสบียงอาหาร อาวุธ
ทง้ั ซอ้ื และหลอ่ เอง และตอ่ เรอื รบไวต้ อ่ สขู้ า้ ศกึ ทสี่ �ำคญั คอื พมา่ และใน พ.ศ. 2328 พมา่ กย็ ก
กองทัพมาถงึ 9 ทพั ด้วยกำ� ลงั พลมากกว่าไทยถึงเท่าตัว แต่กลับมีข้อเสียเพราะไม่สามารถ
เข้าถึงกรุงพร้อมกัน ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงกำ� หนด
ยุทธศาสตร์ โดยให้ออกไปสกัดทัพพม่าไม่ให้ถึงเมืองหลวงให้ต่อสู้ทัพส�ำคัญก่อน ทัพใด
เสรจ็ ศกึ ก็ให้หนนุ ไปช่วยด้านอ่นื ท�ำให้ตที ัพพม่าแตกพ่ายไปทุกทัพ

ครั้น พ.ศ. 2329 พระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่ายกทัพมารบแก้ตัว เปลี่ยนยุทธวิธี
การรบโดยเตรียมยุ้งฉางมาพร้อม ต้ังค่ายใหญ่ท่ีท่าดินแดงและสามสบ เมืองกาญจนบุรี
ตั้งค่ายชักปีกกาถึงกัน ขุดสนามเพลาะปักขวากหนาแน่น และท�ำสะพานเช่ือมถึงกัน
แต่เม่ือพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชทรงเปน็ แมท่ พั ทรงตคี า่ ยทา่ ดนิ แดง
และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงตีค่ายสามสบ
ระดมก�ำลงั เพยี ง 3 วนั พม่าก็แตกพ่ายไปสนิ้

ในปีต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงเสด็จน�ำทัพ
ไปตเี มอื งทวายของพมา่ เปน็ การตอบแทน แตไ่ มอ่ าจตหี กั ไดส้ ำ� เรจ็ เพราะเสน้ ทางทรุ กนั ดาร

และขัดสนเสบียงอาหาร อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2334 ทวาย ตะนาวศรี และมะริด ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 273
ได้ขอสวามิภักดิ์ต่อไทย แต่พอพม่ายกลงมาทั้ง 3 เมืองเกรงกลัวจึงกลับไปข้ึนกับพม่าอีก
ใน พ.ศ. 2336

พม่ายังพยายามจะชิงหัวเมืองทางเหนือหรือดินแดนล้านนาต้ังแต่ พ.ศ. 2330
จนถึง พ.ศ. 2348 กองทัพไทยและล้านนาได้ร่วมกันต่อสู้จนขับไล่พม่าออกไปจากล้านนา
และยังได้เชยี งตุง แสนหวี เมอื งลื้อ สิบสองปันนาไว้ในราชอาณาจักรไทยด้วย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังได้ทรงขยายพระราช
อาณาเขต โดยการท�ำสงครามและโดยการอุปถัมภ์ค้�ำจุนประเทศอื่น ๆ รอบพระราช
อาณาจกั รดังน้ี

ลาว เป็นประเทศราชของไทยแล้วในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชจงึ ทรงแตง่ ตง้ั กษตั รยิ ล์ าวทที่ รงไวว้ างพระทยั ใหป้ กครองเวยี งจนั ทน์
ท้ังเมื่อกษัตริย์หลวงพระบางคิดจะเอาใจออกห่างไปพ่ึงพม่า เจ้าอนุแห่งเวียงจันทน์ยังช่วย
ไปทีห่ ลวงพระบาง จบั กษัตรยิ ์หลวงพระบางส่งมากรงุ เทพมหานคร

เขมร เปน็ ประเทศราชของไทยเชน่ กนั ภายในประเทศเกดิ จลาจล พระบาทสมเดจ็
พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชโปรดให้พระยายมราช (แบน) ไประงับเหตุ รกั ษาราชการ
ในเมืองเขมร และพานักองเองเข้ามากรุงเทพมหานคร ทรงชุบเล้ียงคู่กับสมเด็จพระเจ้า
ลกู ยาเธอ เจ้าฟ้า กรมหลวงอศิ รสนุ ทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ถึง 12 ปี
จึงทรงแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีออกไปครองกรุงกัมพูชา และเม่ือ
สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีพิราลัย ก็โปรดให้สมเด็จฟ้าทะละหะเป็นผู้ส�ำเร็จราชการ
จนนักองจันท์ พระราชโอรสสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีเจริญวัย จึงทรงแต่งตั้งเป็น
สมเดจ็ พระอทุ ัยราชาครองกรงุ กมั พูชา

ญวน พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชทรงเกอ้ื หนนุ องเชยี งสอื
ทห่ี นภี ยั กบฏไกเซนิ มาพงึ่ พระบรมโพธสิ มภารจนกชู้ าตบิ า้ นเมอื งได้ ถวายตน้ ไมเ้ งนิ ตน้ ไมท้ อง
เป็นราชบรรณาการเม่ือต้ังตนเป็นจักรพรรดิ ทรงพระนามพระเจ้าเวียดนามยาลอง
จึงเลิกถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองแต่มีพระราชสาส์นและถวายส่ิงของมีค่าด้วยส�ำนึก
ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ และพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชโปรดใหเ้ ชญิ
พระราชสาส์นพร้อมเครอ่ื งส�ำหรบั กษัตริย์ไปพระราชทาน

274 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย มลายู ตั้งแต่ศึกสงคราม 9 ทัพ เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ทรงขับไล่พม่าออกไปจากภาคใต้แล้ว ได้เสดจ็ ลงไปปราบหวั เมอื งใต้ได้เมอื งตานี (ปัตตาน)ี
แล้วไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู ก็ยอมอ่อนน้อม โปรดให้เมืองสงขลาและเมือง
นครศรีธรรมราชควบคมุ ดแู ล

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงรักษา
สัมพนั ธไมตรกี บั จนี ราชวงศช์ งิ สบื ตอ่ จากสมยั กรงุ ธนบรุ ี เพราะไดป้ ระโยชนจ์ ากการคา้ สำ� เภา
รวมทง้ั เปดิ รบั ชาวตะวนั ตกทเ่ี ข้ามาค้าขาย มโี ปรตเุ กส และองั กฤษ เป็นต้น

พระราชกรณียกิจด้านทะนุบ�ำรุงบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จฬุ าโลกมหาราชต้องทรงด�ำเนินการไปพร้อมกับการสงคราม เพราะเป็นเรือ่ งของการฟื้นฟู
ประเทศ ดว้ ยมพี ระราชประสงค์ “สรา้ งใหเ้ หมอื นสมยั บา้ นเมอื งด”ี ซงึ่ มผี ลดา้ นจติ วทิ ยา
ทำ� ให้อาณาประชาราษฎร์มขี วัญและก�ำลังใจ และยังมผี ลท�ำให้ประเทศข้างเคยี งเกรงขาม
เมอื่ เห็นว่าบ้านเมอื งไทยบรบิ รู ณ์รุ่งเรืองดจุ เดิม

การจดั ระเบยี บการปกครอง ทรงยดึ แบบอยา่ งครงั้ กรงุ ศรอี ยธุ ยา มอี คั รมหาเสนาบดี
สมหุ พระกลาโหมดแู ลหวั เมอื งฝา่ ยใต้ สมหุ นายกดแู ลหวั เมอื งฝา่ ยเหนอื กรมทา่ ดแู ลหวั เมอื ง
ฝา่ ยตะวนั ตก จดั การปกครองแบบจตสุ ดมภ์ คอื เวยี ง วงั คลงั นา หวั เมอื งแบง่ เปน็ หวั เมอื ง
ชัน้ เอก ช้นั โท ชั้นตรี ช้นั จตั วา และหัวเมอื งประเทศราช

ด้านกฎหมายบ้านเมอื ง โปรดให้ชำ� ระพระราชก�ำหนดกฎหมายให้ถกู ต้อง แล้ว
ให้อาลักษณ์ชุบเส้นหมึกไว้ ประทับตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้ว ซ่ึงเป็นตรา
ของสมุหนายก สมุหาพระกลาโหม และพระคลัง แสดงว่าใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร
กฎหมายน้เี รียกกันว่า กฎหมายตราสามดวง

ด้านศาสนา ใน พ.ศ. 2331 โปรดให้สงั คายนาพระไตรปิฎกทีว่ ดั นิพพานาราม
ซ่ึงได้พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระศรสี รรเพ็ชญดาราม ปัจจุบันคอื วัดมหาธาตยุ วุ ราช
รังสฤษฎ์ิ นับเป็นการสงั คายนาล�ำดับท่ี 9 ของโลกและยังโปรดให้ตรากฎพระสงฆ์ควบคมุ
สมณปฏิบัติและข้อพึงปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนอีกหลายฉบับ รวมท้ังพระราชก�ำหนด
กวดขันศลี ธรรมข้าราชการและพลเมอื ง

ดา้ นขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละศลิ ปวฒั นธรรม โปรดใหร้ อ้ื ฟน้ื และทรงอปุ ภมั ภ์
ทุกแขนง โปรดให้สร้างปราสาทพระราชวัง วัดวาอาราม เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสระเกศ และวัดสุทัศนเทพวราราม โปรดให้ร้ือฟื้น ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 275
พระราชพิธีส�ำคัญ ๆ คร้ังกรุงศรีอยุธยามาจัดทำ� อย่างถูกต้องตามแบบแผนราชประเพณี
ท้ังยงั โปรดเกล้าฯ ให้มปี ระกาศ มีการจดจารบันทกึ ไว้เป็นแบบแผนสืบมาต้งั แต่พระราชพิธี
บรมราชาภิเษก พระราชพิธีสมโภชพระนคร พระราชพิธีพืชมงคล พระราชพิธีถือน้�ำ
พระพพิ ฒั น์สตั ยา พิธที รงผนวชสมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอ พระราชพธิ โี สกนั ต์ พระราชพธิ สี มโภช
พระเศวตกญุ ชร การออกพระเมรุ และพระราชพิธีถวายพระเพลิง หรือพระราชทานเพลิง
ที่ท้องสนามหลวง โปรดให้รวบรวมพระราชพงศาวดารและเอกสารส�ำคัญของบ้านเมือง
ทกี่ ระจดั กระจายมาชำ� ระเรยี บเรยี งขน้ึ ใหม่ ทรงสง่ เสรมิ นกั ปราชญร์ าชกวี สรา้ งงานวรรณกรรม
ส�ำคัญ โดยทรงเป็นผู้น�ำทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรต์ิฉบับยาวครบสมบูรณ์
และเพลงยาวรบพม่าท่ที ่าดนิ แดง เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคตเม่ือวันท่ี
7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 พระชนมพรรษา 72 พรรษา ทรงด�ำรงสิรริ าชสมบัติ 28 ปี

พระนาม “พระพุทธยอดฟ้า” เป็นพระนามจากการท่ีพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ถวายพระนามพระพุทธรูปทรงเคร่ือง 2 พระองค์หน้า
ฐานชุกชี พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งทรงสร้างเพื่อเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์
รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 โดยถวายพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและพระ
พทุ ธเลศิ หลา้ สลุ าลยั แลว้ โปรดใหเ้ รยี กพระนามแผน่ ดนิ ทเี่ รยี กกนั วา่ แผน่ ดนิ ตน้ เปน็ แผน่ ดนิ
พระพทุ ธยอดฟ้า และแผ่นดนิ กลางเป็นแผ่นดนิ พระพทุ ธเลิศหล้าสุลาลัย (พระบาทสมเดจ็
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเปลย่ี นเปน็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ) สว่ นพระราชสมญั ญานาม
“มหาราช” นัน้ คณะรัฐมนตรีได้มมี ติเม่อื วนั ที่ 23 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2525 ให้ถวายพระราช
สมัญญานามเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและให้เปลี่ยนชื่อ
วันจักรี วันที่ 6 เมษายน เป็นวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและ
วันท่รี ะลกึ มหาจักรบี รมราชวงศ์

276 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย บทท่ี

พระจพลุ จรอะบมาเกทลส้ามเเจด้าจ็ อย่หู ัว

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเทพศิรินทรา
บรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคารที่
20 กันยายน พ.ศ. 2396 ในพระบรมมหาราชวัง
มพี ระนามเดมิ วา่ สมเดจ็ เจา้ ฟา้ จฬุ าลงกรณ์ บดนิ ทร
เทพยมหามกฎุ บุรุษยรตั นราชรววิ งศ์ วรตุ มพงศ
บรพิ ัตร สิรวิ ฒั นราชกมุ าร มพี ระราชขนิษฐาและ
พระราชอนุชาร่วมสมเด็จพระบรมราชชนกชนนี
อกี 3 พระองค์ คอื สมเดจ็ เจา้ ฟา้ จนั ทรมณฑล โสภณภควดี สมเดจ็ เจา้ ฟา้ จาตรุ นตร์ ศั มี
(สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์) และสมเด็จเจ้าฟ้า
ภาณรุ งั ษสี ว่างวงศ์ (จอมพล สมเดจ็ พระราชปิตลุ าบรมพงศาภมิ ขุ เจ้าฟา้ ฯ กรมพระยา
ภาณพุ นั ธวุ งศ์วรเดช)
เมอ่ื ทรงพระเยาวท์ รงไดร้ บั การศกึ ษาทงั้ ดา้ นวชิ าการ และโบราณราชประเพณี
ตามธรรมเนยี มเจ้าฟ้าพระราชกมุ าร และมคี รสู ตรชี าวองั กฤษมาถวายพระอกั ษรภาษา
องั กฤษเพม่ิ เตมิ ดว้ ย ทรงไดร้ บั สถาปนาเปน็ กรมหมนื่ พฆิ เนศวรสรุ สงั กาศเมอื่ พ.ศ. 2404
แล้วเลือ่ นเป็นกรมขนุ พนิ ิตประชานาถ เม่ือ พ.ศ. 2410 ตามลำ� ดับ เม่อื พระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จ ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 277
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ซง่ึ ขณะนนั้ พระชนมพรรษาเพยี ง 15 พรรษา ทรงไดร้ บั ราชสมบตั ิ
ตามคำ� กราบบงั คมทลู อญั เชญิ ของเจา้ นายและเสนาบดผี ใู้ หญท่ ป่ี ระชมุ ปรกึ ษาเหน็ พรอ้ มกนั
และมพี ระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก เมอื่ วนั ที่ 7 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2411 แตโ่ ดยทยี่ งั ทรงพระเยาว์
ในระยะเวลาหา้ ปแี รกในรชั กาล เจา้ พระยาศรสี รุ ยิ วงศ์ (ชว่ ง บนุ นาค ตอ่ มาคอื สมเดจ็ เจา้ พระยา
บรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์) จงึ รับหน้าท่เี ป็นผู้ส�ำเรจ็ ราชการแผ่นดิน ส่วนการในพระราชส�ำนักนน้ั
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ� ราบปรปักษ์ทรงรบั กำ� กบั ดูแล
ตราบจนกระทง่ั พระชนมพรรษาถงึ เกณฑท์ จ่ี ะทรงผนวชกไ็ ดท้ รงผนวช ณ พระพทุ ธรตั นสถาน
ในพระบรมมหาราชวงั ชว่ั ระยะเวลาสนั้ ๆ มสี มเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยา
ลงกรณ์ เปน็ พระอปุ ธั ยาจารย์ เมอื่ ทรงลาสกิ ขาแลว้ ทรงประกอบพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก
เป็นคร้ังท่ี 2 เม่ือวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2416 และทรงรับพระราชภาระบริหารราชการ
แผ่นดินด้วยพระองค์เองสบื มา

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงอยใู่ นสริ ริ าชสมบตั ยิ าวนานกวา่
พระมหากษัตริย์ในอดีตกาล ได้ทรงประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เมื่อ พ.ศ. 2451
ในมงคลสมัยเมื่อทรงครองสิริราชสมบัติได้ 40 ปีเสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
แห่งกรงุ ศรอี ยธุ ยา อนั เป็นรชั สมยั ที่ยืนยาวทส่ี ุดเท่าทเ่ี คยปรากฏมาในพระราชพงศาวดาร

ตลอดเวลาในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั (พ.ศ. 2411 -
พ.ศ. 2453) ประเทศสยามอยู่ในช่วงเวลาที่อาจเรยี กได้ว่าเป็นหวั เล้ยี วหวั ต่อระหว่างยคุ เก่า
และยุคใหม่ ภยั จากการล่าอาณานคิ มของประเทศมหาอำ� นาจทางตะวันตกปรากฏชัดเจน
โดยเฉพาะองั กฤษได้เข้าครอบครองอนิ เดยี พม่า และมลายู จนหมดส้นิ ในขณะเดียวกัน
กบั ทฝ่ี รง่ั เศส กเ็ ขา้ มายดึ ครองดนิ แดนในอนิ โดจนี ทง้ั ญวน ลาว และเขมร ตงั้ แตร่ ชั สมยั ของ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั แลว้ เหตกุ ระทบกระทงั่ ชายแดนระหวา่ งไทยกบั ชาติ
มหาอำ� นาจทง้ั สองจงึ มอี ยู่เสมอ การภายในประเทศนั้นก็เป็นเวลาท่ีทรงพระราชดำ� ริปฏิรูป
บา้ นเมอื งในทกุ ๆ ดา้ น เพอื่ ใหท้ นั ตอ่ ความเปลย่ี นแปลงของโลกและเกดิ ประโยชนย์ ง่ั ยนื แก่
ประเทศและประชาชนโดยส่วนรวม กิจการทุกด้านท่ีได้ทรงวางรากฐานไว้ดีแล้วในรัชกาล
ได้เป็นคณุ านคุ ณุ แก่การพฒั นาประเทศในเวลาต่อมาอย่างแจ้งชัด

278 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ไ์ ทยพระองค์
แรกท่ีได้เสด็จพระราชด�ำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ เร่ิมต้ังแต่ พ.ศ. 2413
เมอื่ ครองราชย์ได้เพยี ง 2 ปีได้เสดจ็ ประพาสสงิ คโปร์และชวา ต่อจากนนั้ ไม่นานกไ็ ด้เสดจ็
เยือนประเทศอินเดียและพม่าทรงได้พบเห็นและเป็นโอกาสท่ีทรงได้ศึกษาแบบแผนวิธีการ
ปกครอง ตลอดถึงวิทยาการต่าง ๆ ของชาติตะวันตกด้วยพระองค์เอง การเสด็จฯ เยือน
ต่างประเทศคร้ังส�ำคัญท่ีสุดในรัชกาลคือ การเสด็จพระราชด�ำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ
ในทวีปยุโรป 2 คราวใน พ.ศ. 2440 และ พ.ศ. 2450 ซ่ึงเป็นการแผ่พระเกียรติยศและ
เผยเกียรติภูมิของไทยในหมู่ชาติอารยะ และเป็นปัจจัยเกื้อกูลประการหนึ่งท่ีท�ำให้
ชาตติ ่าง ๆ เกดิ ความคุ้นเคย ยอมรบั และเคารพอธปิ ไตยของสยามประเทศ

ส่วนภายในประเทศน้ัน ได้ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จฯ เย่ียมเยียนท้องถิ่น
ต่าง ๆ เพ่ือทอดพระเนตรและสดับตรับฟังทุกข์สุขของพสกนิกร โดยเฉพาะอย่างย่ิงตาม
หวั เมอื งทร่ี าษฎรมเิ คยมโี อกาสได้เฝา้ รบั เสดจ็ พระมหากษตั รยิ ม์ าแตก่ อ่ น เชน่ ทางเหนอื นนั้
ได้เสด็จข้ึนไปจนถึงเมืองก�ำแพงเพชร ทางใต้เสด็จหัวเมืองทั้งฝั่งด้านอ่าวไทยและทะเล
อันดามันจนตลอด เป็นต้น บางคราวเสด็จประพาสโดยไม่เปิดเผยพระองค์ หากแต่เสด็จ
เปน็ การลำ� ลองดงั ทเ่ี รยี กวา่ “เสดจ็ ประพาสตน้ ” เพอ่ื เปน็ ชอ่ งทางใหท้ รงไดใ้ กลช้ ดิ และทราบ
ความเปน็ จรงิ ในพระราชอาณาจกั รดว้ ยพระองคเ์ อง พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ท่ีทรงรู้จักเมืองไทยและคนไทยอย่างดีย่ิงจากประสบการณ์
ตรงทไี่ ด้เสดจ็ พระราชด�ำเนินไปยงั ท้องถิ่นต่าง ๆ

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีมากมาย
เปน็ อเนกประการ แตท่ อ่ี ยใู่ นความทรงจำ� ของอาณาประชาราษฎร์ ไดแ้ ก่ พระราชกรณยี กจิ
ทที่ รงเลกิ ทาส อนั เปน็ ประเพณบี า้ นเมอื งมาชา้ นานแตไ่ มส่ มแกส่ มยั เพราะเปน็ การกดคนลง
ใชแ้ รงงานโดยปราศจากอสิ รเสรี ดว้ ยพระปรชี าญาณยงิ่ ยวด ทรงเลกิ ทาสโดยใชว้ ธิ ผี อ่ นปรน
ไปเป็นระยะ พอมเี วลาให้ทง้ั ผู้เป็นนายทาสและตัวทาสเองได้ปรบั ตัว ปรับใจ พร้อมกนั นัน้
กท็ รงเลกิ ระบบไพรอ่ นั เปน็ ระบบเกณฑแ์ รงงานชายวยั ฉกรรจ์ จากสามญั ชนมาชว่ ยราชการ
อนั มมี าเกา่ กอ่ น และเปน็ อปุ สรรคในการทำ� มาหาเลย้ี งชพี โดยเสรขี องราษฎรทงั้ หลายเสยี ดว้ ย
เช่นกัน เมอ่ื ทรงเลิกท้งั ระบบทาสและระบบไพร่เช่นนี้ เพอื่ พฒั นาคนทกุ หมู่เหล่าให้มคี วามรู้

เป็นก�ำลังของบ้านเมืองอย่างแท้จริง ได้ทรงพระราชด�ำริเร่ิมจัดการศึกษาในทุกระดับ ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 279
จากเดิมที่ศึกษากันแต่เฉพาะในครอบครัวหรือตามวัดวาอารามในแบบธรรมเนียมเก่า
ทรงตั้งโรงเรียนของหลวงขึ้นเพ่ือให้การศึกษาแก่คนทุกชั้น ต้ังแต่เจ้านายในราชตระกูล
เป็นต้นไปจนถงึ ราษฎรสามญั ในตอนกลางและตอนปลายรชั กาล การศกึ ษาเจริญก้าวหน้า
มากขนึ้ จนถงึ มโี รงเรยี นวชิ าชพี ชน้ั สงู หลายแหง่ เกดิ ขนึ้ เชน่ โรงเรยี นนายรอ้ ย โรงเรยี นนายเรอื
โรงเรยี นกฎหมาย โรงเรยี นแพทยาลยั และโรงเรยี นยนั ตรศกึ ษา เปน็ ตน้ รวมทงั้ โรงเรยี นมหาดเลก็
ที่ทรงตั้งข้ึนฝึกหัดคนเข้ารับราชการก็ด�ำเนินงานก้าวหน้าสมพระราชประสงค์ และเป็น
รากฐานส�ำหรบั การอดุ มศึกษาของประเทศในเวลาต่อมา

พระราชกรณยี กจิ ขอ้ สำ� คญั อกี ประการหนงึ่ ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั คอื การปฏริ ปู ระบบการเงนิ การคลงั ของประเทศและการปฏริ ปู ระบบบรหิ ารราชการ
แผ่นดนิ ด้านการเงนิ การคลงั น้ันทรงต้ังหอรษั ฎากรพิพฒั น์ขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. 2416 เพอ่ื จดั ระบบ
รายรบั ของประเทศใหเ้ ตม็ เมด็ เตม็ หนว่ ยขนึ้ กวา่ แตก่ อ่ น ทดแทนวธิ กี ารทใี่ ชเ้ จา้ ภาษนี ายอากร
เปน็ เครอ่ื งมอื และมหี นทางรวั่ ไหลมาก ท�ำใหร้ าชการแผน่ ดนิ มรี ายรบั เพมิ่ พนู ขน้ึ เปน็ อนั มาก
พอใช้จา่ ยในการพฒั นาประเทศ สว่ นการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ นนั้ จากระบบเดมิ ทเ่ี รมิ่ ต้น
ขึ้นในรชั สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถคร้ังกรุงศรีอยธุ ยา มอี คั รมหาเสนาบดี 2 ตำ� แหน่ง

280 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย คอื สมุหนายกและสมหุ กลาโหม มเี สนาบดจี ตสุ ดมภ์สี่ คือ เวียง วงั คลัง และนา ภายหลัง
มีการแก้ไขเพิ่มเติมปรับเปลี่ยนมาบ้างตามล�ำดับเวลา แต่ก็เป็นการยุ่งยากทับซ้อนและ
มคี วามไมช่ ดั เจนในเรอื่ งอำ� นาจหนา้ ทรี่ าชการอยเู่ ปน็ อนั มาก ประกอบกบั ราชการบา้ นเมอื ง
ผันแปรไปตามยุคสมัยจึงทรงพระราชด�ำริแก้ไขระบบบริหารราชการแผ่นดินคร้ังใหญ่
เม่ือ พ.ศ. 2435 โดยทรงยกเลิกระบบเสนาบดีแบบเดิมเสีย แล้วทรงแบ่งราชการเป็น
กระทรวงจ�ำนวน 12 กระทรวง ทรงแบ่งปันหน้าที่ให้ชัดเจน และเหมาะกับความเป็นไป
ของบ้านเมอื งในรชั สมยั ของพระองค์

พระราชกรณยี กจิ ขอ้ สำ� คญั ทสี่ ดุ ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
คือ การที่ทรงรักษาอิสรภาพของชาติไว้ได้รอดปลอดภัย ในขณะท่ีประเทศเพื่อนบ้าน
โดยรอบทกุ ทิศต้องตกเป็นอาณานคิ มของชาตติ ะวันตกดงั กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ชาติไทย
สามารถดำ� รงอิสราธปิ ไตยอยู่ได้อย่างน่าอศั จรรย์ บางคราว เช่นเมื่อ พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112)
ฝรงั่ เศสมเี หตกุ ระทบกระทงั่ กบั ไทยอยา่ งรนุ แรงถงึ กบั ฝรง่ั เศสสง่ กองเรอื มาปดิ ปากอา่ วสยาม
แต่ด้วยพระปรีชาสามารถด้านวิเทโศบาย และทรงพระขันติธรรมอดทนอย่างยอดยิ่ง
ทรงยอมสละประโยชนส์ ว่ นนอ้ ย แมจ้ นถงึ ดนิ แดนในพระราชอาณาเขตบางสว่ น เชน่ ดนิ แดน
ฝั่งซ้ายของแม่น้�ำโขง ดนิ แดนส่วนท่เี รียกว่า เขมรตอนใน ประกอบด้วย เมอื งพระตะบอง
เมอื งเสยี มราฐ และเมอื งศรโี สภณ และดนิ แดนตอนใตข้ องประเทศ ประกอบดว้ ย เมอื งไทรบรุ ี
เมืองกลนั ตนั และเมืองตรงั กานู เป็นต้น แลกกับประโยชน์ส่วนใหญ่คือ ความเป็นเอกราช
ของชาตกิ รุงสยาม จงึ รักษาความเป็นไทยมาได้โดยสวัสดี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชกรณียกิจอีกมากมาย
เกนิ จะพรรณนา ทรงพระราชนพิ นธ์หนงั สอื มากเรอื่ งหลายประเภท เช่น พระราชพธิ สี บิ สอง
เดือน ไกลบ้าน และเงาะป่า เป็นต้น ทรงรเิ ริม่ กิจการสาธารณปู โภคและบริการสาธารณะ
หลายชนดิ ไม่ว่าจะเป็นกจิ การประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ ไปรษณยี ์โทรเลข หรอื กิจการรถไฟ
ก็ตาม ทรงท�ำนุบำ� รุงพระศาสนาทรงสร้างพระอารามหลายแห่ง เช่น วัดเทพศิรินทราวาส
วัดราชบพธิ และวดั นเิ วศธรรมประวัติ เป็นต้น ทรงปรบั ปรงุ ระบบกฎหมายและระบบศาล
ยุติธรรมของประเทศ ทรงต้ังศิริราชพยาบาล ทรงพัฒนากองทัพ ท้ังทัพบก และทัพเรือ
ให้ทันสมัย ทรงปรับปรุงกิจการต�ำรวจ เพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ทรงสร้าง

และปรบั ปรงุ ถนนหนทาง การคมนาคมทง้ั ทางบกทางน้�ำ ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า ในแผ่นดิน ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 281
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองไทยเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และ
เป็นความเปล่ยี นแปลงทร่ี วดเรว็ ทนั แก่ความเปล่ียนแปลงของโลกอย่างพอเหมาะพอดี

ดว้ ยความสำ� นกึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ อยา่ งลน้ พน้ ในพระราชพธิ รี ชั มงั คลาภเิ ษก
อาณาประชาราษฎร์ได้พร้อมใจกันเร่ียไรสร้างพระบรมรูปโดยส่ังจากโรงหล่อที่กรุงปารีส
ประเทศฝรงั่ เศส น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นของเฉลมิ พระขวญั ประดษิ ฐานพระบรมรปู
ทลี่ านพระราชวงั ดสุ ติ ดงั ทเ่ี รียกกันในปัจจบุ ันว่า “พระบรมรปู ทรงม้า” ทฐี่ านพระบรมรปู
มคี ำ� จารกึ ซง่ึ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ ทรงพระนพิ นธใ์ นนาม
ของพสกนิกรท้ังปวง เฉลิมพระสมัญญาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่า “พระปิยมหาราช” อันแปลความว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของมหาชน”
และตรงกับใจของไพร่ฟ้าในแผ่นดินท้ังปวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชด�ำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่
11 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2451

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระอัครมเหสี พระบรมราชเทวี
พระราชเทวี พระอคั รชายา และพระราชชายา อาทิ สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถ
พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสา
อัยยกิ าเจ้า สมเดจ็ พระนางเจ้าสนุ ันทากมุ ารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระปิตุจฉา
เจ้าสขมุ าลมารศรี พระอัครราชเทวี มพี ระราชโอรสธิดา รวมท้งั ส้ิน 77 พระองค์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เม่ือวันอาทิตย์ท่ี 23
ตลุ าคม พ.ศ. 2453 ณ พระทนี่ ง่ั อัมพรสถาน พระราชวังดสุ ติ ด้วยพระโรคพระวักกะพิการ
สริ ิพระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงดำ� รงอยู่ในสิริราชสมบตั ิ 42 ปีเศษ

พ.ศ. 2546 องค์การการศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ และวฒั นธรรมแห่งสหประชาชาติ
(UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณเป็นบุคคลส�ำคัญของโลก ในฐานะท่ีทรงเป็น
พระมหากษตั รยิ ์ท่ีทรงอทุ ศิ พระองค์เพ่ือความผาสกุ ของอาณาประชาราษฎร์

บทที่

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

282 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 283
บรมนาถบพติ ร พระมหากษตั รยิ ร์ ชั กาลที่ 9 แหง่ พระราชวงศจ์ กั รี ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ์
ท่ีครองราชสมบัติยาวนานท่ีสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย พระองค์เป็นพระราชโอรส
พระองค์เล็กในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จ
พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพ เมอ่ื วนั จนั ทรท์ ี่ 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2470
ณ โรงพยาบาลเมานต์ออเบิร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์
(Massashusetts) ประเทศสหรฐั อเมรกิ า เมอ่ื แรกประสตู มิ พี ระนามวา่ พระวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้
ภูมิพลอดุลยเดช มีพระเชษฐภคินีและพระบรมเชษฐาธิราช คือสมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ
เจ้าฟ้ากลั ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร์ (6 พฤษภาคม 2466 - 2 มกราคม
2551) และพระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธบิ ดนิ ทร

เม่อื สมเดจ็ พระบรมราชชนกประชวรสวรรคตในวนั ท่ี 24 กนั ยายน พ.ศ. 2472
ขณะนน้ั พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
มีพระชนมพรรษาไม่ถงึ 2 พรรษา ใน พ.ศ. 2475 ขณะมีพระชนมพรรษา 5 พรรษา ได้เสดจ็
เข้าทรงศึกษาท่ีโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จนกระทั่ง พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพร้อมด้วย
สมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชไปประทับที่
เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (Ecole Miremont)
แล้วทรงศกึ ษาต่อท่ีโรงเรยี นเอกอล นแู วล เดอ ลา ซืออสิ โรมองด์ (Ecole Nouvelle de la
Suisse Romande) เมืองชายยี ซูร โลซาน (Chailly-sur Lausanne) พ.ศ. 2481 ทรงจบการศกึ ษา
จากโรงเรียนยิมนาสคลาสสิค ก็องโตนาล (Gymnase Classique Cantonal) แห่งเมือง
โลซาน ทรงไดร้ บั ประกาศนยี บตั รทางอกั ษรศาสตร์ จากนน้ั ทรงเขา้ ศกึ ษาตอ่ ในมหาวิทยาลยั
โลซาน แผนกวชิ าวทิ ยาศาสตร์

ในวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
สละราชสมบตั ิ รฐั บาลได้กราบทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหดิ ล เสดจ็ ขนึ้
ครองราชสมบตั เิ ป็น สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิ ล ใน พ.ศ. 2477 และพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า
ภูมิพลอดลุ ยเดช

ตอ่ มาในวนั ที่ 9 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2489 สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั อานนั ทมหดิ ลสวรรคต
ณ พระทนี่ งั่ บรมพมิ าน รฐั บาลโดยความเหน็ ชอบของรฐั สภาจงึ อญั เชญิ สมเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ

284 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในวันเดียวกัน ขณะที่มีพระชนมพรรษา
ยงั ไม่เตม็ 19 พรรษา และยงั ทรงเป็นนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั โลซาน เมอื่ จดั การพระบรมศพ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว พระองค์ได้เสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อท่ีประเทศ
สวิตเซอร์แลนด์ในวนั ท่ี 19 สงิ หาคม พ.ศ. 2489

เมอื่ เสดจ็ กลบั ไปทรงศกึ ษาตอ่ นน้ั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงตระหนกั วา่
พระองค์จะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปกครองประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุข จึงทรงเปล่ียน
แนวทางการศึกษาใหม่ จากวิชาวิทยาศาสตร์มาเป็นวิชาสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ
นิตศิ าสตร์ (Licence et Doctorat es Sciences Sociales) ทัง้ นี้เพ่ือจะเป็นประโยชน์ในการท่ี
จะทรงด�ำรงฐานะพระมหากษตั รยิ ์ต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม
พ.ศ. 2493 และทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหก้ ำ� หนดพระราชพธิ ถี วายพระเพลงิ พระบรมศพ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั อานนั ทมหิดล ในวันที่ 29 มนี าคม พ.ศ. 2493 แล้วกำ� หนด
จดั พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกสมรสกบั หมอ่ มราชวงศส์ ริ กิ ติ ์ิ กติ ยิ ากร ณ พระต�ำหนกั สมเดจ็
พระศรสี วรนิ ทริ าบรมราชเทวี พระพนั วสั สาอยั ยกิ าเจ้า วงั สระปทมุ เม่ือวันท่ี 28 เมษายน
พ.ศ. 2493 ครั้นวันท่ี 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการ
พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกตามแบบอยา่ งโบราณราชประเพณขี น้ึ ณ พระทน่ี ง่ั ไพศาลทกั ษณิ
ในพระบรมมหาราชวงั

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกน้ี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์
จะมีพระบรมราชโองการครั้งแรกหลังจากที่ทรงรับราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดย
สมบรู ณ์ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช มพี ระบรมราชโองการแกป่ ระชาชน
ชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
แล้วทรงหลั่งทักษิโณทกต้ังพระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครอง
ราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจริยา โดยมีพระปรมาภิไธยจารึกในพระสุพรรณบัฏ
วา่ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช มหติ ลาธเิ บศรามาธบิ ดี จกั รนี ฤบดนิ ทร
สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถบพติ ร

พระปฐมบรมราชโองการในวันบรมราชาภิเษกนี้ แม้จะสั้นแต่ก็ได้ความลึกซ้ึง
อันแสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะทรงปกครอง
บา้ นเมอื งดว้ ยหลกั ทศพธิ ราชธรรมเพอื่ ประโยชนส์ ขุ ของอาณาประชาราษฎร์ และนบั แต่นน้ั

มาตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ ได้ทรงอุทิศก�ำลังพระวรกายและก�ำลัง ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 285
พระสตปิ ญั ญาเพอื่ ประโยชนส์ ขุ ของประชาชนตลอดมา ทรงตงั้ พระราชปณธิ านวา่ จะเสดจ็
พระราชด�ำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัดให้ท่ัวประเทศ โดยเริ่มที่ภาคกลางก่อนแล้ว
จะเสด็จยังภาคอ่ืน ๆ จนครบทุกภาค การเสด็จเยี่ยมราษฎรตามพระราชปณิธานน้ีเองท่ี
ทำ� ใหพ้ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงทราบถงึ ทกุ ขส์ ขุ และความเปน็ อยขู่ องราษฎร จนนำ� มา
ซึ่งโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริต่าง ๆ ท่ีครอบคลุมปัญหาทุกด้านของประชาชน
กอ่ ใหเ้ กดิ ความผกู พนั และความจงรกั ภกั ดที ป่ี ระชาชนมตี อ่ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ จนกลาย
เป็นเอกลักษณ์ท่สี �ำคญั ของประเทศไทยซ่งึ ไม่มีชาตใิ ดเสมอเหมือน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีฐานะเป็นองค์พระประมุขของชาติตาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และทรงมีกรอบในการปฏิบัติพระราชภารกิจและ
พระราชกรณียกิจต่าง ๆ เพ่ือความผาสุกของราษฎร การด�ำรงฐานะพระมหากษัตริย์
ในระบอบประชาธปิ ไตยนน้ั ทำ� ใหพ้ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงเกยี่ วขอ้ งกบั การบรหิ าร
ราชการแผน่ ดนิ ไดน้ อ้ ยตามทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู ดงั ทมี่ คี ำ� กลา่ ววา่ “พระมหากษตั รยิ ์
ทรงปกเกล้า แต่มิได้ทรงปกครอง” และจะต้องวางพระองค์เป็นกลางทางการเมือง
ซึง่ แม้พระราชอำ� นาจทร่ี ะบไุ ว้ในรัฐธรรมนูญจะมอี ยู่อย่างจ�ำกดั แต่เนอ่ื งจากความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งสถาบนั กษตั รยิ ก์ บั ประชาชนเปน็ ไปอยา่ งแนน่ แฟน้ จงึ มพี ระราชสถานะและพระราช
อ�ำนาจตามจารีตประเพณีท่ีคนส่วนใหญ่ยอมรับโดยที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
เพราะทรงอยู่ในฐานะท่ีทรงเป็นท่ีเคารพสักการะสูงสุดของประชาชนชาวไทย จึงทรงเป็น
ประมุขหรือผู้น�ำท่ีเปี่ยมด้วยพระบารมี พระราชอ�ำนาจของพระองค์ตามจารีตประเพณี
จึงเกดิ จากพระบารมอี ย่างแท้จรงิ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทส�ำคัญในการสร้างความปรองดอง
ของชนในชาติยามท่ีบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ และไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว
ประชาชนทุกคนคาดหวังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงแก้ไขปัญหาได้ ดังจะเห็น
ไดจ้ ากเหตกุ ารณเ์ มอื่ วนั ท่ี 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 และเหตกุ ารณเ์ ดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2535
ซ่ึงคนไทยต้องเผชิญหน้ากันเองน้ัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ใช้พระบารมีจนท�ำให้
บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยได้ ซ่ึงไม่มีพระมหากษัตริย์หรือประมุขของรัฐใด
ทจี่ ะทำ� ได้เช่นน้ี

286 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานแนวพระราชด�ำริ
เพื่อแก้ไขปัญหาส�ำคัญของชาติหลายประการ เช่น พระราชด�ำริเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งได้พระราชทานพระราชด�ำรัสเร่ืองความพอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบมาตั้งแต่
พ.ศ. 2517 ดงั พระราชดำ� รสั ทพ่ี ระราชทานแกค่ ณะผแู้ ทนสมาคม องคก์ ารศาสนา ครู นกั เรยี น
โรงเรียนต่าง ๆ นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิม
พระชนมพรรษา ณ ศาลาดสุ ิดาลัยพระราชวงั ดุสติ เม่ือวันพุธท่ี 4 ธนั วาคม พ.ศ. 2517 ว่า

ท้งั น้ี คนอน่ื จะว่าอย่างไรกช็ ่างเขา จะว่าเมอื งล้าสมัย ว่าเมอื งไทยเชย ว่าเมือง
ไทยไม่มีส่ิงท่ีสมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาท่ีจะให้
เมอื งไทยพออยู่พอกนิ มคี วามสงบและท�ำงานต้งั จิตอธิษฐาน ต้งั ปณิธานในทางนี้ ที่จะให้
เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน
มคี วามสงบเปรยี บเทียบกบั ประเทศอ่นื ๆ ถ้าเรารกั ษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เรากจ็ ะยอด
ยิ่งยวดได้ ประเทศต่าง ๆ ในโลกน้ีกำ� ลังตก ก�ำลงั แย่ ก�ำลงั ยุ่ง เพราะแสวงหาความย่ิงยวด
ทง้ั ในอำ� นาจทง้ั ในความกา้ วหนา้ ทางเศรษฐกจิ ทางอตุ สาหกรรม ทางลทั ธิ ฉะนน้ั ถา้ ทกุ ทา่ น
ซ่ึงถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิด และมีอิทธิพล มีพลังที่จะท�ำให้ผู้อ่ืนซ่ึงมีความเห็นเหมือนกัน
ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย�้ำ พอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ
ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัติจากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดท่ีถาวร ที่จะมีคุณค่า
อยู่ตลอดเวลา

แนวพระราชดำ� รสิ �ำคญั อกี ประการหนง่ึ ทพ่ี ระราชทานเพอ่ื แก้ไขปัญหาของชาติ
คือพระราชด�ำริในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วย
หลกั การ เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พฒั นา โดยไดพ้ ระราชทานหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการแกไ้ ขปญั หาแกร่ ฐั บาล
เมอ่ื พ.ศ. 2547 วา่ “ใหพ้ ยายามทำ� ความเขา้ ใจปญั หา เขา้ ถงึ ประชาชน และรว่ มกนั พฒั นา”

นับว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทส�ำคัญอย่างย่ิงในการสร้าง
ความปรองดองใหเ้ กดิ ขน้ึ ในสงั คมไทยทงั้ ในยามปกตแิ ละในภาวะวกิ ฤต ทงั้ น้ี โดยการปฏบิ ตั ิ
ด้วยพระองค์เองและพระราชทานแนวพระราชด�ำริให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ ซึ่งเป็น
แนวทางที่จะท�ำให้สังคมโดยรวมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในที่สุด การสร้างความปรองดอง
ให้เกิดข้ึนในสังคมน้ัน สิ่งส�ำคัญคือความเป็นธรรมท่ีราษฎรพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทในการพระราชทานความเป็นธรรมแก่ราษฎร
ตลอดมา ท้ังการใช้พระราชอ�ำนาจในการพระราชทานอภัยโทษตามรัฐธรรมนูญแห่ง

ราชอาณาจกั รไทยและกฎหมายอนื่ ๆ พระองคใ์ สพ่ ระทยั เรอ่ื งฎกี าขอพระราชทานอภยั โทษ ิวชาสถาบันพระมหากษัต ิรย์ไทย 287
แก่นักโทษซ่ึงต้องโทษเป็นอันมาก ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเก่ียวกับชีวิตและอิสรภาพ
ของราษฎรโดยตรง เพอ่ื ใหป้ ระชาชนของพระองคท์ ตี่ อ้ งโทษไดม้ โี อกาสกลบั ตวั ประพฤตติ น
เป็นพลเมืองดีและกลับมาบ�ำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวและประเทศชาติต่อไป
นอกจากนี้ยังได้พระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องท่ีราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์
ต่าง ๆ ท่ไี ม่เกี่ยวข้องกบั คดคี วามด้วย

นบั ตง้ั แตเ่ สดจ็ ขนึ้ ครองราชสมบตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช
ไดป้ ฏบิ ตั พิ ระราชกรณยี กจิ ในฐานะพระมหากษตั รยิ น์ กั พฒั นาดว้ ยการทมุ่ เทกำ� ลงั พระวรกาย
และก�ำลังพระสติปัญญาเพื่อพสกนิกรของพระองค์ ปรากฏให้เห็นเป็นพระราชกรณียกิจ
ด้านการพัฒนาเพ่ือบ�ำบัดทุกข์และบ�ำรุงสุขของประชาชนตามโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดำ� รจิ ำ� นวนมาก ซ่งึ ได้เริ่มต้นต้งั แต่ พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา

พระราชกรณียกิจในช่วงสมัยต้น ๆ แห่งการครองราชสมบัติเป็นลักษณะ
ของการพฒั นาสงั คม เชน่ การรณรงคห์ าทนุ เพอื่ กอ่ สรา้ งอาคารพยาบาล การตอ่ สโู้ รคเรอื้ น
ของมูลนิธิราชประชาสมาสัย การจัดตั้งโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน การเสด็จแปร
พระราชฐานไปประทบั ในต่างจงั หวัด เป็นโอกาสให้พระองค์ทรงรบั รู้ถึงสภาพความเป็นอยู่
อย่างแท้จริงของประชาชน พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงมุ่งเน้นไปท่ีการพัฒนาสภาพ
ความเป็นอยู่ของประชาชนและการปอ้ งกนั ปญั หาทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
ทรงเหน็ ประจกั ษว์ า่ ความทกุ ขข์ องประชาชนไทยมไิ ดม้ เี พยี งในชนบททห่ี า่ งไกลเทา่ นน้ั แมแ้ ต่
ในกรุงเทพมหานครก็ยังมีปัญหาที่ท�ำให้ต้องพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน
ทัง้ ปัญหาน้�ำท่วม และปัญหาการจราจร งานพฒั นาดงั กล่าวน้ี เป็นส่วนทส่ี ามารถช่วยให้
การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ของทางราชการด�ำเนินไปอย่างมีประสทิ ธิภาพ

พระราชด�ำรัสนี้แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ท่ีกว้างไกล เม่ือประเทศไทย
เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต้ังแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ซ่ึงส่งผลกระทบ
ตอ่ สงั คมไทยในวงกวา้ งตงั้ แตธ่ รุ กจิ ขนาดใหญจ่ นถงึ ประชาชนในชนบท จนทำ� ใหก้ ารดำ� เนนิ
นโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศต้องตกอยู่ใต้อ�ำนาจการก�ำกับและ
การควบคมุ ของกองทุนการเงนิ ระหว่างประเทศ หรอื IMF (International Monetary Fund)
ภายใต้สถานการณ์เช่นน้ี ประเทศไทยจำ� เป็นต้องแสวงหามาตรการแก้ไขปัญหาเพ่ือความ
อยรู่ อดของประเทศ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทาน

288 วชิ าสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย แนวพระราชด�ำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการด�ำเนินชีวิตแก่คนไทย
โดยเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลักและมีจุดเริ่มต้นที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมความ
สามคั คขี องชมุ ชน เพอ่ื ใหค้ นในชมุ ชนสามารถดำ� รงชวี ติ อยไู่ ดอ้ ยา่ งเปน็ ปกตสิ ขุ ดงั ทพี่ ระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชด�ำรัสแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ท่ีเข้าเฝ้าถวายชัยมงคลเน่ือง
ในโอกาสเฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสดิ าลยั เม่อื วนั ที่ 4 ธนั วาคม พ.ศ. 2540 ว่า
“การจะเป็นเสือนั้นมันไม่ส�ำคัญ ส�ำคัญอยู่ท่ีเราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่
แบบพอมพี อกนิ แบบพอมพี อกนิ หมายความวา่ อมุ้ ชตู วั เองไวใ้ หม้ คี วามพอเพยี งกบั ตวั เอง”
มพี ระราชดำ� รวิ า่ “ถา้ สามารถทจ่ี ะเปลยี่ นใหก้ ลบั เปน็ เศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง ไมต่ อ้ งทงั้ หมด
แมจ้ ะไมถ่ งึ ครง่ึ อาจจะเศษหนงึ่ สว่ นสก่ี จ็ ะสามารถทจี่ ะอยไู่ ด”้ และในปตี อ่ มาไดพ้ ระราชทาน
พระราชด�ำรัสแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเน่ืองในโอกาสวันเฉลิม
พระชนมพรรษา ณ ศาลาดสุ ดิ าลัย พระราชวังดสุ ิต เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541 โดย
ทรงอธบิ ายถงึ การปฏบิ ัติตามหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งว่า

...ควรจะปฏบิ ตั เิ ศรษฐกจิ พอเพยี งไมต่ อ้ งทงั้ หมด เพยี งครงึ่ หนงึ่ กใ็ ชไ้ ด้ แมจ้ ะเปน็
เศษหน่ึงส่วนส่ีก็พอ หมายความว่าวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงน้ัน ไม่ต้องท�ำท้ังหมด
และขอเตมิ วา่ ถ้าท�ำทงั้ หมดกจ็ ะท�ำไม่ได้ ถา้ ครอบครวั หนง่ึ หรอื แมห้ มบู่ า้ นหนงึ่ ท�ำเศรษฐกจิ
พอเพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นการถอยหลังถึงสมัยหิน สมัยคนอยู่ในอุโมงค์หรือในถ�้ำ
ซงึ่ ไมต่ อ้ งอาศยั หมบู่ า้ นอนื่ เพราะวา่ หมอู่ นื่ กเ็ ปน็ ศตั รทู ง้ั นนั้ ตกี นั ไมใ่ ชร่ ว่ มมอื กนั จงึ ตอ้ งท�ำ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง แต่ละคนต้องหาท่อี ยู่ กห็ าอโุ มงค์หาถำ�้ ต้องหาอาหาร คอื ไปเด็ดผลไม้
หรือใบไม้ตามท่มี ี หรอื ไปใช้อาวธุ ทไ่ี ด้สร้างได้ประดษิ ฐ์เอง ไปล่าสัตว์ กลุ่มท่อี ยู่ในอุโมงค์
ในถ้�ำนนั้ ก็มเี ศรษฐกิจพอเพยี ง 100 เปอร์เซ็นต์ กป็ ฏบิ ัตไิ ด้

ต่อมารัฐบาลได้อัญเชิญแนวพระราชดำ� ริเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญา
น�ำทางในการพัฒนาและการบริหารประเทศ โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาตฉิ บับท่ี 9 (พ.ศ. 2545 - พ.ศ. 2549) และฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2554)
นอกจากน้ี แนวปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งยงั บญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
พทุ ธศักราช 2550 อกี ด้วย


Click to View FlipBook Version