The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-22 15:31:45

e-book

e-book

คำนำ

คู่มือการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่องกระบี่กระบอง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพล
ศึกษา จัดทำขึน้ เพ่อื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการใช้หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) สำหรบั ครูผสู้ อนและนักเรียนใน
การเรียนรู้ ผู้จัดทำหวังว่าคู่มือการใช้หนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book) ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเรยี นรู้
ของนักเรียน และกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ตอ่ ไป

คณะผู้จดั ทำ

สำรบัญ

เรอื่ ง หน้า
บทนำ ............................................................................................................................................ ก
ประวตั ิความเป็นมาในประเทศไทย ............................................................................................... 1
ประวตั ิความเป็นมาในประเทศไทย ............................................................................................... 2
บรมครูแห่งวิชากระบ่กี ระบอง ....................................................................................................... 3
อุปกรณก์ ารเลน่ กระบก่ี ระบอง ...................................................................................................... 4
การแต่งกายกฬี ากระบ่ีกระบอง .................................................................................................... 5
พรหมน่ัง พรหมยืน ถวายบังคม ................................................................................................... 6-10
ไมร้ ำท่ี 1 ชอ่ื " ลอยชาย " ............................................................................................................. 11
ไมร้ ำที่ 2 ชือ่ " ควงทัดหู " ............................................................................................................. 13
ไม้รำท่ี 3 ชื่อ " เหนบ็ ข้าง " ............................................................................................................ 15
ไมร้ ำที่ 4 ชอ่ื " ตั้งศอก " ................................................................................................................ 17
ไม้รำท่ี 5 ชื่อ " จว้ งหน้าจ้วงหลัง " ................................................................................................. 20
ไมร้ ำที่ 6 ชอ่ื " ปกหน้าปกหลงั " .................................................................................................... 25
ไมร้ ำที่ 7 ชื่อ " ยกั ษ์ " ..................................................................................................................... 27
ไม้รำที่ 8 ชอื่ " สอยดาว " ............................................................................................................... 29
ไมร้ ำท่ี 9 ชื่อ " ควงแตะ " ............................................................................................................... 34
ไมร้ ำที่ 10 ชอ่ื " หนมุ านแหวกฟองน้ำ " ........................................................................................ 36
ไมร้ ำที่ 11 ช่อื " ลดลอ่ " ................................................................................................................ 39
ไม้รำที่ 12 ช่ือ " เชิญเทยี น " .......................................................................................................... 42



บทนำ

กระบี่กระบอง เป็นกีฬา การแสดงสาธิต และการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธโบราณของไทย โดยทำ
เลียนแบบอาวุธจริง เป็นไม้ โลหะ หนังสตั ว์ ซง่ึ ประกอบด้วยอาวธุ ท้งั แบบส้นั และแบบยาว อาทิเชน่ ดาบ หอก
ง้าว กระบ่ี พลอง นอกจากน้ยี งั มอี ุปกรณส์ ำหรับปอ้ งกันตัว อนั ได้แก่ ดั้ง เขน โล่ ไม้ศอกสน้ั

กระบี่กระบอง เป็นวิชาการต่อสู้ของบรรพบุรุษไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีต ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวจากศัตรู
อย่างไรก็ตามศิลปะการตอ่ สดู้ ้วยกระบ่กี ระบองที่สืบเนื่องมาจนทกุ วนั น้ี มกั เปน็ เพยี งการแสดงสาธิต และการ
แข่งกฬี า ในปัจจุบัน วชิ ากระบ่กี ระบองได้รับการพัฒนาบรรจุเปน็ หลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาพลศึกษา
วิชากระบ่กี ระบอง ประกอบดว้ ยทว่ งท่าอันเกย่ี วกับการรกุ และการถอยตามเทคนิค และยังรวมถงึ การรา่ ยรำอนั
เปน็ ศิลปส่วนหนึง่ ของนาฏศลิ ป์ดว้ ย

ดว้ ยความก้าวหนา้ ดา้ นเทคโนโลยีในยคุ ปัจจบุ นั ก่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลงรูปแบบการเรียนรจู้ ากหนังสือสู่
การเรยี นรู้จากอปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์ ผ้เู รียนจึงสามารถเขา้ ถงึ แหล่งขอ้ มูลได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเรียนรู้
ได้เองตลอดเวลา ดงั น้นั การจัดหลกั สูตรการเรียนการสอน นอกจากจะอนุรักษ์ภูมิปญั ญาโบราณให้คงอยแู่ ลว้ ยัง
จะต้องปรบั ตวั ใหท้ ันกบั เทคโนโลยที เ่ี ปล่ยี นแปลงไปด้วย

1

ประวัติควำมเป็ นมำในประเทศไทย

ประวตั กิ ระบีก่ ระบอง กระบก่ี ระบอง เป็นศลิ ปะการปอ้ งกนั ตวั ของไทย ซ่ึงสบื ทอดมาจากสมยั บรรพบรุ ุษ
หลาย ชวั่ คน จนไม่สามารถท่ีจะหาแหล่งท่ีมา และบุคคลผู้เป็นต้นคดิ ได้ อยา่ งไรกต็ ามกระบกี่ ระบอง กไ็ ด้
แพร่หลายไปในหมคู่ นไทย ปัจจุบนั กระบี่กระบองได้กลายเป็นศิลปการกีฬาประจําชาติ ไทยอยา่ งหน่งึ

ประวตั กิ ระบกี่ ระบอง ของไทย สมยั ก่อน การรบแต่ละครั้ง มนุษยจ์ ะยกพวกเขา้ ตะลมุ บอนกนั อาวุธท่ใี ชจ้ ึง
เป็นพวกที่ ใชใ้ นระยะใกล้ประชิดตวั ของไทยเราก็รู้จักใชก้ ระบก่ี ระบองเปน็ อาวุธ และในยามบ้านเมอื ง
สงบกใ็ ช้การตีกระบกี่ ระบองเปน็ การกฬี าเพอ่ื ออกกาํ ลังและฝึกฝนความแขง็ แกร่ง เพอ่ื เตรียม พรอ้ มเสมอทจ่ี ะ
รบั ศกึ กระบีก่ ระบองเปน็ กีฬาทเ่ี หมาะทส่ี ุดในการซอ้ มรบ เพราะคล้ายกบั การ รบจาํ ลอง วัสดกุ ็หางา่ ย คอื เอา
หวายมาทาํ เปน็ กระบี่ ดาบ งา้ ว ฯลฯ เอาหนงั หรอื หวายมา ทาํ เป็นโล่ห์ เขน ด้งั ฯลฯ แล้วก็มาตีกันเลน่ หรอื
แขง่ ขันกนั เปน็ คู่ ๆ ดจุ จะส้รู บกันในสนามรบ ตวั ตอ่ ตวั เป็นการฝกึ หัดรกุ และรับไปในตวั ฝ่ายใดพลาดท่าเสยี ที
ก็เจบ็ ตัว เพราะผเู้ ล่นมไิ ด้ สวมเกราะปอ้ งกนั ตัว จงึ เป็นกีฬาที่ฝกึ กายและใจอยา่ งดีเลศิ ในการฝึกนจ้ี ะยึดหลัก 3
ประการ คือ

1. อบรมจติ ใจให้กล้าหาญอยูเ่ สมอ ไม่ครน่ั ครา้ มตอ่ ภยันตรายทง้ั ปวง
2. บาํ รงุ กายบาํ รงุ ใจให้แข็งแกร่งมนั่ คงอยเู่ สมอ พรอ้ มทีจ่ ะเผชิญต่อความยากลําบาก อนั เกี่ยวกับการรบ

ไดท้ กุ เม่อื
3. อบรมและฝกึ ฝนตนให้แม่นยําชํานาญในวทิ ยาการอนั เกี่ยวกับการรบโดยเฉพาะ

2

ประวัติควำมเป็ นมำในประเทศไทย

เมื่อกล่าวถงึ ชาติไทยของเรา เปน็ ชนชาตทิ ่มี กี ารต่อสู้ ศกึ สงครามเพอ่ื ปอ้ งกนั ประเทศ รกั ษาความเป็นเอก
ราชของแผ่นดินที่ยาวนานชนชาติหนงึ่ คนไทยในยุคแรก ๆ ทเี่ ร่ิมก่อตั้งแผน่ ดนิ สุวรรณภมู ิแหลมทองมาจนถึง
ยุครัตนโกสินทร์ บรรพบุรุษในยคุ ดังกล่าวได้อาศัยสตปิ ัญญา ความกล้าหาญ และใช้อาวุธนานาชนดิ ท่ีมีอยูใ่ น
ท้องถิ่นและกองทัพเข้าต่อสู้ป้องกันมาโดยตลอด เริ่มจากกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และ กรุง
รัตนโกสินทร์ ชาติไทยเป็นชาติที่รักสงบมากกวา่ ที่จะคิดเบียดเบียนใคร ความที่เป็นชาติที่รักสงบจึงมกั ถูก
รังแกอยู่เร่ือย ๆ ด้วยเหตุนีเ้ องทำให้ผู้คนในชาตสิ มัยก่อนต้องดิ้นรนช่วยตวั เองท้ังชายและหญิง บรรดาทหาร
กล้าตลอดจนชาวบ้านต่างฝึกฝน เสาะหาเรียนวิชาฟันดาบ และการต่อสู้ด้วยอาวุธนานาชนิด จึงเกิดมีการ
ฝึกซ้อมอยู่เปน็ ประจำ จนถึงขนั้ ประลองฝีมอื

ในสมยั ก่อน การประลองแบบแรกเป็นเรื่องจรงิ จงั อาศัยหลกั วิชาการตอ่ สู้เป็นหลกั จึงมีคนนิยมเป็นอย่าง
มาก ยิ่งถ้าประลองกับชาวต่างชาติ หรือชาวตะวันตกที่ใช้อาวุธของเขาเป็นหลักกย็ ิง่ ทำให้เป็นท่ีสนใจมากข้ึน
(ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ยังมกี ารประลองมวย และการตอ่ สดู้ ้วยอาวธุ หน้าพระที่น่ังเหมือนกัน)
และแบบทีส่ อง เปน็ พัฒนาการเล่นด้วยการแสดง ทำเลยี นแบบ นดั แนะลกู ไม้ แตไ่ มม่ อี ันตรายใด ๆ นอกจาก
บาดเจบ็ เม่อื พลาดพลง้ั ในบางคร้งั ซง่ึ มีคนนยิ มดูมากขน้ึ เชน่ กนั
เมื่อถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ 1 – 2 มักจะเรียกว่า การประลองดาบ การประลองหอก การ
ประลองยงิ ธนู เป็นต้น และเรยี กบรรดาผ้คู นท่ีมีวิชาความรู้เร่อื งฟันดาบว่า นกั ดาบ นำหน้าสำนักหรือหมู่บ้าน
ชุมชนน้นั ๆ เชน่ นักดาบจากบ้านบางระจันนักดาบจากกรุงศรีอยธุ ยา นักดาบจากพกุ าม ทหารจากพม่า ลาว
เขมร แต่จะไม่มีใคร เรียกว่า นักกระบี่กระบอง เพราะคำว่า กระบี่กระบอง เกิดหลังรัชสมัยของรัชกาลที่ 1
แห่งกรงุ รตั นโกสินทร์

3

บรมครูแห่งวิชำกระบ่ีกระบอง

วิชากระบีก่ ระบอง ได้ถูกนำมาทดลองสอน นักเรียนพลศึกษากลาง ขึ้นเป็นคร้ังแรกเม่ือปี พ.ศ. 2478 โดย
ขณะนั้น อาจารย์ นาค เทพหัสดนิ ณ อยธุ ยา ผมู้ ีความสนใจและมีความรทู้ างด้านน้มี ากคนหนึ่ง เป็นอาจารย์
ใหญ่ของโรงเรยี นพลศึกษากลาง ไดท้ ดลองสอนอยู่ 1 ปี ได้ผลเปน็ ทพี่ ึงพอใจของท่านผู้ใหญ่ จึงได้กําหนดวิชา
กระบี่กระบองเขา้ ไว้ในหลกั สูตรของประโยคผู้สอนพลศึกษา เมือ่ ปี 2479 พวกนักเรยี นทจี่ บไปก็ได้รับราชการ
เป็นครูสอนวชิ าพลศึกษาตามจังหวัดตา่ ง ๆ ไดน้ ําวิชานี้ไปเผยแพร่ ปรากฏว่าประชาชนคนไทยได้ใหค้ วามสนใจ
ในวชิ าศิลปของชาตชิ นดิ นมี้ าก

อาจารย์ นาค เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา บรมครูแห่ง
วิชากระบี่กระบอง

เมื่อมาถึง พ.ศ.2518 กระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้ประกาศใช้หลักสูตรประโยคมัธยมศกึ ษาตอนปลายใหม่ และ
ได้มกี ารกำหนดให้วิชากระบี่กระบองเปน็ ส่วนหนง่ึ ของวชิ าพลศกึ ษา ในรายวิชาบังคบั ในระดับมธั ยมศึกษาปีที่
4 และต่อมาในปี พ.ศ.2521 กระทรวงศกึ ษาฯไดป้ ระกาศหลักสูตรมัธยมศกึ ษาตอนต้นตามแนวแผนการศึกษา
แหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2520 และได้กำหนดวิชากระบี่ 1 เปน็ วิชาบังคบั เรียนในชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 นับแต่นั้น
มา

4

อุปกรณ์ กำรเล่ นกระบ่ ีกระบอง

1. สนาม สนามแสดงกระบี่ - กระบอง ควรเป็นสนามหญ้า หรือสนามดิน ความกว้างประมาณ 8 X 16
เมตร ควรจะมีเสน้ หรแื ชอกแสดงเขตแดนทแ่ี สดงเพอ่ื ปอ้ งกนั อนั ตรายท่ีอาจจะเกดิ กับทา่ นผู้ชมการแสดง
2. เครื่องกระบี่ - กระบองเครื่องกระบี่ - กระบอง มีกระบี่, ดาบ, ง้าว, พลอง, ดั้ง, เขน, โลห์, และไม้สั้น
เครื่องกระบี่ - กระบองท่กี ลา่ วมาน้ี ท่จี ำลองมาจากอาวธุ จรงิ ๆกม็ ี กระบ่ี, ดาบ, งา้ ว, และพลองเทา่ นน้ั สว่ นท่ี
เหลอื กเ็ อาของจริงมาใช้ในการแสดงเลยทเี ดยี ว เครอ่ื งอุปกรณ์เหลา่ นม้ี ักจะเรียกว่า "เครื่องไม้" เคร่อื งกระบี่ -
กระบองมี 2 ชนิด คือ 1.เครื่องไมร้ ำ 2.เคร่ืองไมต้ ี
4.อาวุธของกระบี่กระบอง"ไม้ศอก" หรือ "ไม้สั้น" นับว่าเป็นเครื่องกระบี่กระบองที่สำคัญชิ้นหนึ่ง มีรูปร่าง
ลักษณะคล้ายกระดูกท่อนปลายแขน เป็นท่อนไม้รูปสี่เหลี่ยมยาวประมาณ 45 เซนติเมตร กว้างและสูง
ประมาณ 7 เซนตเิ ตร "ดั้ง" เป็นเครอ่ื งปอ้ งกันอาวุธชนดิ หน่งึ ซึ่งใช่สำหรบั ปอ้ งกันอาวุธของศัตรเู ป็นรปู สี่เหลี่ยม
ยาวๆ โค้งๆ คล้ายกาบกล้วย กว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 100 เซนติเมตร ทำด้วยหนัง หรือ
หวาย หรอื ไมป้ ระกบกัน "โล"่ เป็นเคร่อื งป้องกนั อาวุธเช่นเดียวกับดงั้ หรอื แขน แตกต่างกันทรี่ ูปร่างเท่านั้น คือ
เป็นรูปวงกลม นูนตรงกลาง ทำดว้ ยหนังดิบ หวายสาน หรือโลหะ "ดาบ" เป็นอาวธุ ท่ีใช้สำหรับฟนั หรือแทง ตัว
ดาบจะทำด้วยเหล็กอย่างดีมโี ค้งตอนปลายเล็กน้อย มีความยาวประมาณ 90 เซนติเมตร มีน้ำหนักมากกว่า
กระบ่ีแตน่ ำ้ หนกั สว่ นมากอยู่ทีป่ ลายดาบ "กระบ"่ี แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คือ กระบร่ี ำ กระบ่ตี ี และกระบีจ่ ริง
กระบี่เป็นอาวุธหลักท่ีใช้ในการรบของทหารไทยสมัยโบราณ ใช้สำหรับฟันแทงระยะประชิดตวั "พลอง"เป็น
อาวุธซึ่งใช้สำหรับตี พลองนี้มีชื่อเรียกอีกอยา่ งว่า "สี่ศอก" เพราะมีความยาว 4 ศอก ปกติทำด้วยไมท้ ี่มคี วาม
เหนียว ไม่หักงา่ ย หรอื ทำดว้ ยเหลก็ ยาวประมาณ 200 เซน็ ตเิ มตร "งา้ ว" เปน็ อาวธุ ชนิดหน่ึงซ่ึงใช้สำหรับฟัน
หรอื แทง ตัวงา้ วทำดว้ ยเหล็ก ยาวประมาณ 220 เซน็ ติเมตร ง้าวมกั จะใช้สูเ้ มอ่ื อยู่บนหลังช้าง ซ่ึงเติมขอที่โคน
งา้ ว เรียกกนั ว่า "ของา้ ว"

5

กำรแต่งกำยกีฬำกระบ่ีกระบอง

ในสมัยโบราณ นักกระบี่กระบองแตง่ ตวั แบบนกั รบ คอื สวมเสอื้ ยันต์ ไม่มีแขนเสือ้ กางเกงขากว้างยาวคร่ึง
น่อง ต่อมาในสมัยกลางเปลีย่ นจากกางเกงขากว้างมาเปน็ นุ่งผ้าแบบเขมร ซึ่งไมส่ ะดวกแกผ่ ูเ้ ล่นนกั เพราะเวลา
รําจะยกแข้งยกขาได้ไม่ถนัดนัก ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาแต่งกาย แบบนักกีฬาท่ัวไป คือใส่กางเกงขาสั้นส่วนเสื้อ
นั้นจะมแี ขนหรือไมม่ แี ขนก็ได้ ส่งิ สาํ คญั ทีส่ ุดในจาํ นวนเครื่องแต่งกายทง้ั หมด ซ่ึงจะขาดเสียไม่ได้ คอื “มงคล”
มงคล คอื สายสิญจนเ์ ส้นเล็ก ๆ หลายเสน้ มารวมนัน้ เป็นเสน้ เดยี ว ใหญก่ ว่าหัว แมม่ ือเล็กน้อย ยาวพอขดรอบ
ศรี ษะของผ้ใู หญไ่ ดแ้ ลว้ รวบปลายทั้งสองข้างเขา้ ไว้ดว้ ยกัน ฉะน้นั เม่ือขดเขา้ แล้วจะมรี ปู รา่ งคลา้ ยไข่ เพ่อื ความ
มั่นคงถาวรเขามักหุ้มด้วยผ้าตลอดอัน โดยปล่อย ปลายทั้ง 2 ยื่นออกมาพอสมควรเหมือนไส้หัวเทียนขี้ผึ้ง
มงคลน้จี ะนําเข้าประกอบพธิ ีทางพุทธ ศาสนากอ่ นทจี่ ะสวมใหผ้ ้เู ล่น
ผเู้ ลน่ กระบก่ี ระบองทุกคนจะสวมมงคลไว้บนศรี ษะ เพอ่ื เปน็ ศิริมงคลและสร้าง กาํ ลงั ใจให้แกต่ ัวเอง บางคณะ
อาจารย์จะเปน็ ผ้สู วมมงคลให้แกน่ กั กระบี่กระบอง

6

พรหมน่ัง

สำหรับการรำขนึ้ พรหมนั่งกระบ่ี
1.พรหมน่งั ใหน้ ัง่ หนั ขวาเข้าหาคู่น่ังพรหมยนื
2.กระบ่ีวางด้านขา้ งกายทางซ้าย
3.ประณมมอื ถวายบงั คม 3 คร้งั
4.ประณมมือวนั ทา แลว้ หยบิ กระบี่

5.ยกกระบขี่ า้ มศรี ษะจดั อยู่ระดับเอวขวาศอก
แนบชดิ ลำตัวเปน็ มมุ ฉาก เขา้ ขวาตั้งมือซ้ายจีบอก
6.เปล่ยี นเข่า ตงั้ เข่าซา้ ย โล้ตัวไปข้างหนา้ รำหนา้

7.หมุน 180 องศา กลับทางขวา กระบ่ีอยูท่ ่ีเอวซา้ ยรำขา้ ง เปล่ียนเขา่ ต้งั เขา่ ซ้ายพรอ้ มวาดกระบอ่ี อน่ังคุมรำ

7

พรหมนัง่

8.โลต้ ัวไปด้านหน้า รำหนา้ หนั ทางขวา 90 องศา กระบีอ่ ยทู่ เ่ี อวซา้ ย รำข้าง เปลยี่ นเขา่ ตง้ั เข่าซ้าย นงุ่ คมุ รำ

9.โลต้ ัวไปด้านหนา้ ลุกขึน้ ยนื ลากเท้าชิดขวาเทา้ ซ้าย ยกเท้าซา้ ย รำหน้า วางเท้าหมุน 180 องศาทางขวา
กระบ่อี ยทู่ ่เี อวซ้าย รำขา้ งระดบั คิ้ว ลากเทา้ ซา้ ยชิดเทา้ ขวา ยกเทา้ ขวา พร้อมวาดกระบ่อี อกทางขวา วางเท้าอยู่
ในท่ายืนคมุ รำ (จะหนั หน้าเขา้ หาคู่ต่อสู)้

8

พรหมยนื

1.พรหมยนื ให้หันหนา้ เข้าหาคพู่ รหมน่ัง วางกระบป่ี ลายชี้ไปข้างหน้าห่างกึง่ กลางเข่าทัง้ สองพอประมาณ
2.ประณมมอื ถวายบงั คม 3 ครัง้
3.ประณมมอื วนั ทา แลว้ หยบิ กระบ่ที ดั หเู ฉียง 45 องศา ต้งั เข่าซา้ ย

4.จ้วงกระบีด่ า้ นหนา้ ลุกขึ้นยนื หนั ทางขวา 90 องศา หงายมอื โกรง่ อย่ดู า้ นบนกระบี่ เฉียง 45 องศารำขา้ ง
เสมอควิ้

5.กา้ วเท้าซ้ายไปข้างหนา้ เปล่ียนกระบท่ี ัดหู ลากเทา้ ขวาไปข้างหนา้ เปล่ียนหงายกระบเี่ ฉยี ง 45 องศา ลากเท้า
ซ้ายชดิ เทา้ ขวา ยกเข่าขวา รำขา้ งเสมอค้วิ วางเท้าขวา หมุน 180 องศา บิดตัวทางซ้าย

9

พรหมยืน

6.ยนื ในท่าทดั หู ลากเทา้ ขวาชดิ เทา้ ซา้ ยยกเขา่ ซ้ายจ้วงกระบ่พี รอ้ มก้าวเท้าขวาหงายกระบ่ี 45 องศา ลากเท้า
ซ้ายชิดเท้าขวายกเท้าขวารำขา้ งเสมอควิ้ วางเท้าขวามาทางด้านขวา หันหน้าไปทางซา้ ยมอื 90 องศา ทา่ ทดั หู

7.ยนื ในท่าทัดหู ลากเทา้ ขวาชดิ เท้าซา้ ย ยกเขา่ ซา้ ย จ้วงกระบ่ี พรอ้ มวางเทา้ ซา้ ย แลว้ กา้ วเท้าขวาหงายกระบี่
45 องศา ลากเท้าซา้ ยชดิ เท้าขวา ยกเข่าขวารำข้างเสมอคิ้ว วางเท้าขวา หมนุ 180 องศา บดิ ตัวทางซ้าย

8.ยืนในท่าทดั หู ลากเท้าขวาชดิ เท้าซา้ ย ยกเขา่ ซา้ ย จว้ งกระบ่ีพรอ้ มวางเท้าซา้ ย และก้าวเทา้ ขวา หงายกระบ่ี
45 องศา ลากเทา้ ซ้ายชิดเทา้ ขวายกเขา่ ขวา รำข้างเสมอคิว้ ควง 2 รอบ ยนื คมุ รำ เสรจ็ แล้ว ตรง

ถวายบงั คม 10
00
00
00
0

ในการถวายบังคม ผเู้ ล่นจะนง่ั คกุ เข่าบนส้นเท้าทั้งสอง แยกเข่าทั้งสองใหห้ ่างกนั พองาม วางมือบนต้นขา
ลำตัวและหลงั ตั้งตรง ให้วางกระบ่ไี ว้ขา้ งซา้ ย ด้ามกระบ่ีเสมอเข่า หงายกระบีช่ ี้ไปขา้ งหลังโกร่งกระบห่ี ันดา้ น
นอกและหา่ งจากตัวพอประมาณ
จังหวะท่๑ี นงั่ คกุ เขา่ พนมมอื ทัง้ สองขา้ งทห่ี น้าอก โดนใหข้ ้อศอกกลางออกทง้ั สองข้าง
จงั หวะที่๒ โน้มตวั ไปขา้ งหน้า และกม้ ศรี ษะลงเลก็ นอ้ ย
จังหวะที่๓ จบี นวิ้ มือทั้งสองขา้ ง
จงั หวะท๔่ี วาดมือทั้งสองขา้ งออกไปด้านขา้ งลำตวั
จงั หวะท๕่ี วาดวงแขนกางออกไปดา้ นข้างและหมุนข้อมือให้หลงั มอื เขา้ หากนั
จังหวะที่๖ นำปลายนว้ิ ไปบรรจบดา้ นหน้าให้เหนอื เพ้ืนเล็กน้อย
จังหวะที่๗ ให้ฝา่ มือเข้ามาชดิ กันและดงึ มอื เข้าหาท่หี นา้ อก
จังหวะท๘่ี กม้ ตัวลงใหฝ้ า่ มือแยกออกจากกัน แลว้ กางขอ้ ศอกออกข้างตวั เล็กนอ้ ย
จงั หวะท๙่ี เหยดี ลำตัวและแขนทัง้ สองไปดา้ นหน้าโดยใหน้ ้วิ ช้ีและนิว้ หัวแมม่ ือติดกนั
จงั หวะที่๑๐ เงยหนา้ ข้นึ และเอานว้ิ หวั แมม่ อื ทงั้ สองจรดคิว้
จงั หวะที่๑๑ กม้ จังไปข้างหนา้ ดึงมือทง้ั สองข้างมาประนมท่ีระดับอก
จังหวะที่๑๒ กลบั มาสู่ทา่ เริม่ ต้น แลว้ ปฏิบตั ดิ ังท่า๑-๑๒จำนวน๒คร้ัง

ไม้รำท่ี 1 ชอื่ " ลอยชาย " 11
00
00
00
0

1

12
22

34

56

ไม้รำท่ี ๑ ชือ่ " ลอยชาย " 12
00
00
00
0

78

9 10
0
0
0
0
0
0

11

0
0

ไมร้ ำท่ี 2 ช่อื " ควงทดั หู " 13
00
00
00
0

ไมร้ ำท่ี 2 ชอื่ " ควงทัดหู " 14
00
00
00
0

78

9 10

11 0
0
0 0
0 0
0
0

ไมร้ ำท่ี 3 ช่อื " เหนบ็ ขา้ ง " 15
00
00
00
0

ไมร้ ำท่ี 3 ชื่อ " เหนบ็ ขา้ ง " 16
00
00
00
0

7

ไมร้ ำที่ 4 ช่อื " ตั้งศอก " 17
00
00
00
0

ไมร้ ำท่ี 4 ชอื่ " ตง้ั ศอก " 18
00
00
00
0

78

ไมร้ ำท่ี 4 ชื่อ " ต้งั ศอก " 19
00
00
00
0

9 10
0
0
0
0
0
0

11

0
0
0
0
0
0

ไมร้ ำท่ี 5 ชื่อ " จว้ งหน้าจว้ งหลงั " 20
00
00
00
0

ไมร้ ำที่ 5 ชือ่ " จว้ งหนา้ จว้ งหลงั " 21
00
00
00
0

78

ไมร้ ำท่ี 5 ชื่อ " จ้วงหน้าจว้ งหลงั " 22
00
00
00
0

9 10
0
0
0
0
0
0

11 12

00
00
00
00
00

0

ไมร้ ำที่ 5 ชอื่ " จ้วงหน้าจ้วงหลงั " 23
00
00
00
0

13 13

00
00
00
00
00
00

14 15

00
00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 5 ชื่อ " จ้วงหน้าจว้ งหลงั " 24
00
00
00
0

16

0
0
0
0
0
0

17

0
0
0
0
0

ไมร้ ำท่ี 6 ชื่อ " ปกหนา้ ปกหลงั " 25
00
00
00
0

12

00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00
00
00

ไม้รำที่ 6 ชอื่ " ปกหนา้ ปกหลงั " 26
00
00
00
0

56

00
00
00
00
00
00

78

00
00
00
00
00
00

ไม้รำที่ 7 ชื่อ " ยกั ษ์ " 27
00
00
00
0

12

00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00
00

ไมร้ ำที่ 7 ชื่อ " ยักษ์ " 28
00
00
00
0

56

00
00
00
00
00
00

78

00
00
00
00

ไมร้ ำที่ 8 ชื่อ " สอยดาว " 29
00
00
00
0

12

00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00
00
00

ไม้รำท่ี 8 ชื่อ " สอยดาว " 30
00
00
00
0

56

00
00
00
00
00
00

78

00
00
00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 8 ชื่อ " สอยดาว " 31
00
00
00
0

9 10

00
00
00
00
00
00

11 12

00
00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 8 ชื่อ " สอยดาว " 32
00
00
00
0

13 14

00
00
00
00
00
00

15 16

00
00
00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 8 ช่อื " สอยดาว " 33
00
00
00
0

17

0
0
0
0
0
0

18

0
0
0
0

ไม้รำที่ 9 ชื่อ " ควงแตะ " 34
00
00
00
0

12

00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00
00
00

ไมร้ ำที่ 9 ช่อื " ควงแตะ " 35
00
00
00
0

5

0
0
0
0
0
0

6

0
0
0
0
0

ไมร้ ำที่ 10 ช่อื " หนมุ านแหวกฟองน้ำ " 36
00
00
00
0

12

00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 10 ชื่อ " หนมุ านแหวกฟองนำ้ " 37
00
00
00
0

56

00
00
00
00
00
00

78

00
00
00
00
00
00

38
00
00
0

ไมร้ ำท่ี 10 ชื่อ " หนมุ านแหวกฟองน้ำ "

9

0
0
0
0
0
0

10

0
0
0
0

ไมร้ ำที่ 11 ชื่อ " ลดลอ่ " 39
00
00
00
0

12

00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 11 ชื่อ " ลดล่อ " 40
00
00
00
0

56

00
00
00
00
00
00

78

00
00
00
00
00
00

ไมร้ ำที่ 11 ช่อื " ลดลอ่ " 41
00
00
00
0

9 10

00
00
00
00
00
00

11

0
0
0
0

ไมร้ ำที่ 12 ชือ่ " เชิญเทยี น " 42
00
00
00
0

12
00
00
00
00
00
00

34

00
00
00
00

ไมร้ ำท่ี 12 ช่อื " เชิญเทียน " 43
00
00
00
0

56

00
00
00
00
00
00

78

00
00
00

คลปิ วดิ โี อ 44
00
00
00
0


Click to View FlipBook Version