The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โภชนบำบัดผู้ป่วยไตเรื้อรัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tayada.maneerat, 2022-09-27 02:17:00

โภชนบำบัดผู้ป่วยไตเรื้อรัง

โภชนบำบัดผู้ป่วยไตเรื้อรัง

Keywords: โภชนบำบัดผู้ป่วยไตเรื้อรัง

การพยาบาลด้าน
โภชนบำบัดสำหรับผู้

ป่วยโรคไต

การพยาบาลด้านโภชนบำบัดในผู้ป่วยโรคไต



“ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะ
มี
ความเสื่อมของไตได้ โดยจะทำงานลดลงร้อยละ 1 ต่อปี ความเสื่อมของไต
อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหยุดทำงานทันที เรียกว่า “ไตวายเฉียบพลัน”
หรือเป็นการเสื่อมของไตที่ค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน
เรียกว่า “ไตวายเรื้อรัง”

“ไตวายสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูญเสียเลือดหรือน้ำใน
ร่างกายมากเกินไป ป่วยด้วยภาวะความดันโลหิตสูง การเป็นโรคเบาหวานมาเป็น
ระยะเวลานานซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย และอาการแพ้อย่างรุนแรงจนส่งผลกระ
ทบต่อการทำงานของไต หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ไตถูกทำลาย ผลข้าง
เคียงจากการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปจนเกิดภาวะไตเสื่อม เช่น
ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้ปวดต่างๆ

นอกจากนี้ยังพบสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ หรือความผิดปกติแต่กำเนิด

1. ภาวะไตวายเฉียบพลัน ภาวะไตวายแบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่

“ การที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น
ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต โรคในระบบทางเดินปัสสาวะ การได้รับสารพิษ
ผลข้างเคียงจากยา การรับประทานยาเกินขนาด รวมถึงผู้ป่วยอาการหนัก
จากโรคต่างๆ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสที่ไต
จะฟื้ นกลับมาเป็นปกติได้

2. ภาวะไตวายเรื้อรัง “ เป็นภาวะที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการทำงานลง สาเหตุหลักๆ
ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน รวมถึงสภาวะอื่นๆ เช่น
ไตอักเสบ โรคถุงน้ำในไต ซึ่งภาวะนี้อาจกินเวลานานนับปีโดยไม่มีอาการ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักตรวจพบโรคเมื่อประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงไปมาก
และนำไปสู่ภาวะไตวายที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาทำงานเป็นปกติได้อีกต่อไป

ความรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง



· โรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานปกติ แบ่งการป่วยออกเป็น
มากกว่าร้อยละ 90 (ค่าeGFR >90%) แต่ตรวจพบความปกติ 5 ระยะ
ของไต เช่น พบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือ พบเม็ดเลือดขาวเม็ด

เลือดแดงในปัสสาวะ อาจเรียกได้ว่า “ไตเริ่มผิดปกติ”

· โรคไตเรื้อรังระยะที่ 2 ไตทำงานเหลือ 60-90%
(ค่าeGFR = 60-89%) หรือไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น

· โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ไตทำงานเหลือ 30-60%
(ค่าeGFR = 30-59%) หรือไตเรื้อรังระยะปานกลาง

· โรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 ไตทำงานเหลือ 15-30%
(ค่าeGFR = 15-29%) หรือไตเรื้อรังรุนแรง

· โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 ไตทำงานเหลือน้อยกว่า 15%
(ค่าeGFR <15%) หรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

ประเมินระดับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเสื่อม
The Assessment form of Behavioral Risk Level of Chronic Kidney Disease






สาเหตุของการเกิดโรคไตเสื่อม

“เแปสโ็่ลรสมนงโีคะลรผกภ้คาหไาลาิตรงรตวใอเเหผมะลส้ืบ็โ่เลดดอรกิคิตมลเคดลรฮังืทกว(อีอ่cสทาดจ่hรรงำ์แโาrเผใมสกดoหีล้นยสnงเกกแสอภiิีcรดลมราีะ่โพะkกดททสุiาทลบdีราร่ขไรnโอเตพอสเยeีรไ่งยอyามนีส่สิตงสนdิารมนุารiทนีดsมท่นุีคeแ่้ลาเำaวกรขรีแ่sบงยถอลeตควทง่ะุอข:มำภอ้ีCตอหคเาัลงKววนวค้กผะาDูัา้กโบมปท)ตี่ร่กดวไรดัดายนไ้รลท์ อ1เอชเย)ั่ป่กนา็สนเงาสกทตเีบ้่าหเนรปแต็เกุลนหจละัตตา้ตุ้นิกนทดปำพเัเหสใชฤืห้ตสอุ้ตปาแิขกวลรอิะรมะงรนซากึ่มำตงรไเรวพปป็เยลนสบูืไ่อตวตก่้ดานากทรมเีา่หีจเพรกตะิดุฤดืไข่ปมตกอิเนกางล้ีร้รกำยเนราสง้ืม่อรไอตเหยมกิลลขดซึดา่องกยลงางไรต
และด่าง' เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดโรคไตเสื่อม

จะเห็นได้ว่า 2ท)เกำโสชแรส่าใานลหคราเ้ะหเตมหโหนิีัรตดกวำุตคใตาุเไ่จชจเรืปาบ้อาเงโสปาูกอร่ๆกหลคโยีเ่า่รหวยมารคาลนงะเ่นหกราเแุิรนนด็รปีโงื้รอจแโลรคโระกงรคสงคาข่คงไรวอเตนผสเิาง่ีจเวลยม็สรืบ่ใเดอะโลหัปรบื้นม่อกควบไโดาภยดลกู้รอมหใารทิินยรแต่วำาททพีสมหงู่้สำงตถรุนุึงด้นงนโาารกแทเนีอค่ารขขงรเงอกอ(ร๊SัเงางกปLไทไ็ษ์ตตนEาลต)้โดนรลคง

สสหถก่า้ัวารบเืนหหอพสตากุยกาดาา้เบรหาธุิเคนสตจ็ุคพภบด้ลาฤปา่มพนตีวิคขโยกรวอรเคางรปม็หโมนรเรขนคืปั้อ้ัานทจีกใ่เจเจาปปัร็ย็รนนะเทีดจสก่ั็คบบาาวเรปหพบ่รวัตกคฤุยุษตมทิีร่กาไสวดร้ามยรมถมาึากงขรกอถเาพงครตรวรนาับกะเคเษอกุีมง่ายโไวรด้ขค้อง

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสื่อมของไตเป็นไปได้เร็วกว่าที่ควรจะเป็น



1. การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ เป็นต้นเหตุให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หากมีการอักเสบบ่อยครั้ง
และเป็นเรื้อรังจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของไตลดลงได้

2.รับประทานยาอย่างไม่ระมัดระวัง เนื่องจากมียาหลายชนิดที่มีผลต่อการไหลเวียนของเลือด
หรือมีผลต่อผนังของระบบหลอดเลือด เช่น ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของ
ผนังหลอดเลือด จะทำให้คุณสมบัติในการกรองของหรือดูดซึมสารกลับของไตเสียหน้าที่ได้

3. การดื่มน้ำน้อย ส่งผลให้ปริมาตรเลือดในร่างกายลดลง ซึ่งร่างกายจะต้องส่งเลือดไปที่อวัยวะ
สำคัญก่อน เช่น สมอง หัวใจ ส่งผลให้ปริมาตรเลือดที่จะไปที่ไตลดลงและนำไปสู่การเสียหน้าที่ของไต
ได้

4. รับประทานอาหารไขมันสูง จะทำให้มีการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้สูญเสีย
คุณสมบัติในการกรองและดูดซึมกลับสารต่างๆของไต

5. รับประทานอาหารรสเค็มจัด โดยเฉพาะ เกลือโซเดียมที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไตทำหน้าที่มากขึ้นและ
เกิดการเสื่อมในการหน้าที่ของไตได้เร็วขึ้นอีกด้วย

6. การสูบบุหรี่ สารต่าง ๆในบุหรี่ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติ
ในการทำหน้าที่การกรองและดูดซึมกลับสารต่างๆของไตเสียหาย

7. การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์จะเป็นตัวเร่งให้ร่างกายต้องขับน้ำ
ออกจากร่างกายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลได้ใน 2 ลักษณะคือเกิดการขาดน้ำและมีการทำหน้าที่ของไต
ที่มากกว่าปกติได้

8. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยเมื่อเกิดการย่อยสลายสารโปรตีนแล้ว ของเสียที่เกิดขึ้นจะ
ถูกขับออกที่ไต ซึ่งจะส่งผลให้ไตต้องทำหน้าที่มากกว่าผิดปกติได้

การออกแบบแบบประเมินระดับพฤติกรรม
เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเสื่อม

“โรคไต” คือ หนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากไตเป็น
อวัยวะที่สำคัญในการปรับสมดุลน้ำและเกลือแร่ภายในร่างกาย นอกจากนี้ยัง
เป็นอวัยวะที่ช่วยกำจัดสารเคมีรวมถึงยาที่เข้าสู่ร่างกาย ถ้าไตไม่ทำงานและไม่ได้
รับการรักษา ก็ดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้ควรเข้ารับการตรวจ ก่อนจะสายเกินไป
จึงควรตรวจเช็คเพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคไตและประเมินสุขภาพไต
แม้ไม่มีอาการ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นบุคคลในกลุ่มเสี่ยง

• ผู้ป่วยโรคเบาหวาน • ผู้ป่วยที่มีอายุมาก

• ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง • ผู้ป่วยที่มีน่ำหนักเกิน

• ผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง

• ผู้ป่วยโรคหัวใจ • ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่

กำหนดแนวทางในการตอบโดยให้ผู้ตอบสะท้อนถึงความถี่ในการมี
พฤติกรรม แนวทางการตอบมี 4 ระดับ ให้คะแนนเป็น 3,2,1 และ 0

พฤติกรรม ความถี่ในการมีพฤติกรรม

1.กลั้นปัสสาวะ เป็นประจำ บ่อยครั้ง นานๆครั้ง ไม่เคย หมายเหตุ
2.รับประทานยา (3) (2) (1) (0)
อย่างไม่ระมัดระวัง
3.ดื่มน้ำน้อย
4.รับประทาน
อาหารไขมันสูง
5.รับประทาน
อาหารรสเค็มจัด
6.สูบบุหรี่

7.ดื่มสุรา
8.รับประทานอาหารที่มี
โปรตีนสูง

การกำหนดระดับความเสี่ยง

กำหนดระดับความเสี่ยงเป็น 3 ระดับคือ เสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลางและ
เสี่ยงสูง ดังนั้นจึงได้แบ่งช่วงคะแนนเป็น 3 ช่วง ตามระดับความเสี่ยงที่กำหนด

0-8 หมายถึง ระดับความเสี่ยงน้อย
9-16 หมายถึง ระดับความเสี่ยงปานกลาง
17-24 หมายถึง ระดับความเสี่ยงสูง

การพยาบาลโภชนบําบัดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

อาหารสําหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนรับการรักษาด้วยการบําบัด ทดแทนไต
ควรได้รับพลังงานประมาณ 30 - 35 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมของน้ํา
หนักตัวต่อวัน แต่จะต้องจํากัด ปริมาณสารอาหารบางชนิด ได้แก่

โปรตีน

โปรตีนควรได้รับโปรตีนในปริมาณ 0.6 กรัมต่อกิโลกรัมของ
น้ําหนักตัวต่อวัน ซึ่งอย่างน้อย ร้อยละ 50 ของปริมาณ
โปรตีนที่บริโภคควรเป็นโปรตีนคุณภาพสูง ควรได้รับการ
แก้ไขภาวะเลือดเป็น กรดก่อนได้รับการจํากัดอาหารโปรตีน
หรือถ้าผู้ป่วยรับประทานโปรตีนปริมาณต่ํามาก คือ 0.4 กรัม
ต่อกิโลกรัมของน้ําหนักตัวต่อวัน ควรรับประทานร่วมกับกรด
อะมิโนจําเป็น 4.8 กรัมต่อวัน หรือกรดคิ โตเสริมวันละ
ประมาณ 0.1กรัมต่อกิโลกรัมของน้ําหนักตัวต่อวัน

ไขมัน

ควรจํากัดไขมันอิ่มตัวในอาหารบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวได้
แต่ควรอยู่ในปริมาณที่ เหมาะสม

เกลือแร่

โซเดียม ควรจํากัดการบริโภคเกลือ โดยให้ปริมาณเกลือแกง
ประมาณ 2,000-2,300 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับ
ประทานผลไม้ตากแห้งหรือหมักดอง เนื่องจากมีปริมาณ
โซเดียม ค่อนข้างสูง

ฟอสฟอรัส ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง
เช่น ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่แดง นมสด เต้าหู้ งา เมล็ดพืช
กาแฟ เป็นตัน

โพแทสเชียม มีมากในผลไม้ ไม่จําเป็นต้องจํากัดในระยะแรก
เพราะไตยังสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ดี ควรจํากัดเมื่อมี
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือเมื่อเป็นไตวายระยะสุดท้าย
ผู้ป่วยสามารถรับประทานผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ําในปริมาณ
ที่เหมาะสม เช่น องุ่น ชมพู่ แพร์ พีช แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มี
โพแทสเชียมสูง เช่น ทุ รียน แคนตาลูปมะขาม กล้วย เป็นต้น

อาหารสําหรับผู้ป่วยโรคไตเรือรังระยะที 4-5

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตเสื่อม ไม่สามารถทํางาน
ได้ต้องได้รับการรักษาทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด จะทํา
ให้สูญเสียสารอาหารโปรตีนวิตามิน และเกลือแร่หลาย
ชนิด

ทําให้ผู้ป่วยขาดสารอาหารที่จําเป็นต่อการทํางานของร่างกายโดย
เฉพาะ โปรตีน ผู้ป่วยที่ได้รับการบําบัดทดแทนไตจึงควรเรียนรู้วิธี
การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็ง
แรง และลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้น

1 ปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับคือ 1.0 - 1.2 กรัมต่อ โปรตีน
น้ําหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน โดยร้อยละ50 ควร
เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ หรือ
เนื้อปลาเลือกชนิดไม่ติดมันและหนังรับประทาน
มื้อละ 3 - 4 ช้อนกินข้าว
ร่วมกับไข่ขาววันละ 2 - 3 ฟอง

ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนจําเป็นที่ปริมาณมาก
เพียงพอ หากผู้ป่วยได้รับอาหารที่มีโปรตีนไม่เพียง
พอ จะทําให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ํา สุขภาพ
ทรุดโทรม ระดับโปรตีนในเลือดลดต่ําลง ซึ่งจะทํา
ให้เกิดอาการบวมได้ง่าย

อาหารที่ควรเลี่ยง

เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก เช่น ขาหมู หนัง
หมูหัน หนังเป็ดปักกิ่ง หมูกรอบ (หมู 3
ชั้น) ไข่แดง เครื่องในสัตว

ไขมัน 2

เป็นสารอาหารที่มีความจําเป็นต่อร่างกายเนื่องจากให้พลังงานสูง

ผู้ป่วยฟอกเลือดมักมีระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์สูงบางรายมีระดับ
โคเลสเตอรอลสูงร่วมด้วย แนะนําให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอล
หรือไขมันอิ่มตัวสูง

อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงและควรหลีกเลี่ยง

• ไข่แดง ไข่ปลา ปลาหมึก หอยนางรม มันกุ้ง
• หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ไส้ กระเพาะ
• อาหารที่มีส่วนผสมของครีม เนย เนยแข็ง เช่น ชีสเบอร์เกอร์
• ขนมอบต่างๆ ครัวซอง เค้ก พัฟ พาย ขนมครก
• อาหารฟาสฟู้ด เช่น แฮมเบอร์เกอร์ พิซซา

3

โดยทั่วไปปริมาณแคลอรีที่ผู้ป่วยต้องการคือ 30 - 35 กิโลแคลอรีต่อ
น้ําหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน โดยร้อยละ 60 ของพลังงานควรมา

พลังงานจากอาหารประเภทแป้งและ น้ําตาล อีกร้อยละ 30 มาจากไขมัน

พลังงานที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวัน(กิโล แคลอรี่) = น้ําหนักที่ควรจะ
เป็น(กิโลกรัม)*พลังงานที่เหมาะ(กิโลแคลอรี)

ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 35 กิโลแคลอรี/กิโล
กรัมน้ําหนักตัวที่เหมาะสม/วัน

ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีควรได้รับพลังงาน 30 กิโลแคลอรี/กิโล
กรัมน้ําหนักตัวที่เหมาะสม/วัน

4 โซเดียม
ผู้ป่วยโรคไต ควรจํากัดเกลือโซเดียมในอาหารไม่ให้เกิน 1-2
เกลือแร่ กรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับเกลือแกง ประมาณ 1-2 ช้อนชาต่อวัน
หรือเท่ากับน้ําปลา 2.5-5 ช้อนชาต่อวัน ควรงดการเติม
เกลือ น้ําปลา ซอส เพิ่มเติมในอาหาร งดอาหารหมักดองทุก
ชนิด

ฟอสฟอรัส
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายมักมีระดับฟอสฟอรัสในเลือด
สูง ซึ่งมีผลเสียกับอวัยวะต่างๆ เช่น กระดูกเปราะ หักง่าย
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง
-> ถั่ว ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์ ไข่แดง กาแฟ งา
ช็อกโกแลต มะม่วงหิมพานต์

โพแทสเซียม
ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดมักมีปัญหาโปแทสเซียมสูง จึง
ควรหลีกเลี่ยงผักผลไม้ที่มีโปแทสเซียมสูง เช่น มะม่วง
มะปราง กล้วย ลำไย ทุเรียน

5

วิตามินที่ละลายในน้ําได้จะสูญเสียไปในระหว่างการ วิตามิน
ฟอกเลือดด้วย ผู้ป่วยจึงควรได้รับวิตามินเสริมต่างๆ
ได้แก่วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 ไบโอติน ไนอาชิน
วิตามิน ซี และกรดโฟลิค
ควรหลีกเลี่ยง -> วิตามินซีขนาดสูงและวิตามินเอ

น้ำ 6

โดยทั่วไปแนะนําให้ดื่มน้ําได้เท่ากับปริมาณปัสสาวะต่อ
วัน บวกกับอีกวันละ 500- 700 มิลลิลิตรโดยทั่วไป
แนะนําให้น้ําหนักผู้ป่วยขึ้นได้ไม่เกินวันละ 1 กิโลกรัม
หากผู้ป่วยดื่มน้ํามากเกินไปจะทําให้ บวมมากขึ้น
ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว
หรือน้ําท่วมปอดได้

การจัดการสารน้ำ

(Fluid management)

ภาวะน้ำเกินจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ความรุนแรงของความไม่
สมดุลของสารน้ำในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการ
บำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมอย่าง
สม่ำเสมอ
(Methakanjanasak, 2005) โดยปกติผู้ป่วยจะได้รับการจำกัด
ปริมาณของสารน้ำที่จะเข้าสู่ร่างกาย ใน 24 ชั่วโมง เท่ากับจำนวน
ปริมาณของปัสสาวะที่ขับออก ร่วมกับสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย
500 ซีซีต่อวัน
ดังนั้น ผู้ป่วยต้องชั่งน้ำหนักตัวในเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อประเมิน
ภาวะน้ำเกินเนื่องจากการประเมินน้ำหนักจะมีความเที่ยงตรงมากว่า
การประเมินจากปริมาณน้ำที่ได้รับและขับออกในแต่ละวันโดยเฉพาะ
ในผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำปัสสาวะ (oliguria)
- ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดยังมีปัสสาวะ พยาบาล
ต้องสอนผู้ป่วยและญาติเมื่อกลับไปที่บ้านให้น้ำดื่มใส่ขวดให้มี
ปริมาณน้ำที่ดื่มใน 1 วัน ประมาณ 500 - 1,000 มิลลิลิตร/วันใน
กรณีที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดมีปัสสาวะน้อยกว่า 500
มิลลิลิตรต่อวันควรจำกัดน้ำให้เหลือ 750 - 1,500 มิลลิลิตร/วัน
ผู้ป่วยต้องรินน้ำในขวดทิ้งเท่ากับปริมาณน้ำที่ได้รับจากแหล่งอื่น
(จงเจริญ, 2543) เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน แกงจืด
- การจัดการสารน้ำในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอก
เลือด(Fluid management)โดยปกติผู้ป่วยจะได้รับการจำกัด
ปริมาณของสารน้ำที่จะเข้าสู่ร่างกาย ใน 24 ชั่วโมง เท่ากับจำนวน
ปริมาณของปัสสาวะที่ขับออก ร่วมกับสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย
500 ซีซีต่อวัน ดังนั้น ผู้ป่วยต้องชั่งน้ำหนักตัวในเวลาเดียวกันทุกวัน
เพื่อประเมินภาวะน้ำเกินเนื่องจากการประเมินน้ำหนักจะมีความ
เที่ยงตรงมากว่าการประเมินจากปริมาณน้ำที่ได้รับและขับออกใน
แต่ละวันโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำปัสสาวะ(oliguria)

การปฏิบัติตัวในการเลือกรับประทานอาหาร

1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่
เพียงพอ
2.รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา ไข่ขาว เป็นประจําทุก
มื้อ ไม่ต้องจํากัดเหมือนก่อนทําการฟอก เลือด
3.รับประทานอาหารจําพวกแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ให้เพียง
พอทุกมื้อ

4.หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและของหมักดอง

5.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง ได้แก่ เครื่องใน
สัตว์ ไข่แดง เมล็ดถั่ว

6.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารใส่กะทิ เค้ก

7.เลือกใช้น้ํามันถั่วเหลือง น้ํามันมะกอก ในการประกอบ
อาหาร
8.เลือกรับประทานผลไม้ที่มีปริมาณปแตสเซียมต่ํา เช่น แอ
ปเปิ้ ล ชมพู่ องุ่น ตามปริมาณที่แนะนํา

บทบาทของพยาบาล

บทบาทในการประเมินผู้ป่วย
การคัดกรองโรคไตเรื้อรัง

1.1 ประเมินปัญหาของผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และด้าน
เศรษฐานะของผู้ป่วย

1.2 ประเมินระยะของโรคไต คำนวณGFR
1.3 ประเมินความดันโลหิตทุกครั้งที่มาตรวจ โดยมีเป้าหมายไม่เกิน 130/80
mmHg
1.4 ประเมินลักษณะการหายใจ การเต้นของชีพจร น้ำหนักตัว บวม neck vein
distension jugular venous pressure
1.5 ประเมินโรคร่วมพื้นฐานที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง และซักประวัติควา
เจ็บป้วยในครอบครัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคถุงน้ำในไต
1.6 ประเมินอาการผิดปกติที่อาจจะเกิดจากโรคไตเรื้อรัง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน
ตะคริว มึนงง เบื่ออาหาร ฯลฯ

1.7 ประเมินการใช้ชีวิตประจำวัน (life style) ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้าอาหาร
ที่รับประทานทำเองหรือซื้ออาหารสำเร็จรูป การออกกำลังกาย

1.8 ประเมินภาวะทางโภชนาการ
1.9 ประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังและสาเหตุที่ทำเกิดโรค
1.10 ประเมินการดูแลตนเองและอุปสรรคในการดูแลตนเอง เช่นการรับประทานยา
1.11 เยี่ยมบ้านผู้ป่วยเพื่อประเมินความพร้อมก่อนการล้างไตทางช่องท้อง
1.12 เยี่ยมบ้านผู้ป่วยเพื่อประเมินหลังการล้างไตทางช่องท้อง

บทบาทในการให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษา และ
ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วย

2.1 แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ
ควรประกอบไปด้วยสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว /
แป้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ น้ำมัน และต้องได้รับพลังงาน
เพียงพอ
2.2 ส่งเสริมให้เกิดการปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร
ให้เหมาะสม เพื่อควบคุมโรคแทรกซ้อนที่มีผลกระทบต่อไต
ได้แก่ การลดหวาน ลดมัน ลดเค็ม

2.3 แนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ได้แก่
ปริมาณโปรตีนที่ควรรับประทานคือ โรคไตเรื้อรังระยะ 1-5 คือ
0.8-1.0 กรัม และโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย คือ 1.2-1.5 กรัม
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนมากเกินไป คือควรควบคุมการ
รับประทานเนื้อสัตว์ให้เหมาะสม เนื่องจากเนื้อสัตว์มีปริมาณโปรตีน
สูง ส่งผลให้ไตทำงานหนักและเกิดการสะสมของเสียในร่างกาย โดย
เฉพาะผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
ควรควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
ระยะสุดท้าย โดยควรหลีกเลี่ยงข้าวเจ้า ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี ซึ่งเป็น
แป้งที่มีโปรตีนอยู่บ้าง ควรทานแป้งที่ปลอดโปรตีน อาทิ วุ้นเส้น
ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น
การรับประทานอาหารประเภทไขมัน แนะนำให้ใช้น้ำมันชนิดที่เป็นก
รดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่ว
เหลือง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล
ไข่แดง เครื่องในสัตว์ และไขมันอิ่มตัวจากพืชและสัตว์ เช่น กะทิ มัน
หมู และไขมันทรานส์ เป็นต้น

2.3 แนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ได้แก่
การจำกัดปริมาณโซเดียม คือ ควรทานไม่ควรเกินวันละ 2-

3 กรัม และเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง อาหารแปรรูป
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เนื่องจากเกลือแร่มี
ผลต่อการทำงานของหล้ามเนื้อและหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับ
การฟอดเลือดมักมีปัญหาโพแทสเซียมสูง ได้แก่ กวางตุ้ง
คะน้า ดอกกะหล่ำปลี เผือก ผักโขมเป็นต้น ผลไม้ที่มีควร
หลีกเลี่ยงได้แก่ มะม่วง มะปราง มะเฟือง กล้วย ขนุน เป็นต้น
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนมาก เช่น เครื่องในสัตว์ทุก
ชนิด สัตว์ปีก น้ำสกัดจากเนื้อสัตว์ ยอดผักอ่อน เป็นต้น

2.4 แนะนำให้ลด และเลิกสูบบุหรี่และดื่มสุรา
2.5 ส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย
วันละ 30 นาที 1-3 ครั้ง/สัปดาห์
2.6 ส่งเสริมให้รับประทานยาต่อเนื่องและถูกต้อง ตามแผนการรักษา

กรณีศึกษาที่ 1

นางเหมียว สู้ตาย อายุ 40ปี เป็นโรคเบาหวานชนิดที่2 น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 155
เซนติเมตร ทำงานเป็นครู (อ้างอิงจากแบบประเมินระดับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตได้
คะแนน 20 คะแนน อยู่ในระดับความเสี่ยงสูง)

จากกรณีศึกษามีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้
1.คำนวณความต้องการพลังงานของผู้ป่วยรายนี้
B.M.R. = 665.1 + (621.4) + (286.75) – (187.2)
=1386.05 กิโลแคลอรี่ / วัน
พลังงานของผู้ป่วยเบาหวาน
=1386.05 – 500 = 886.05 กิโลแคลอรี่

2.ผู้ป่วยรายนี้ต้องการสารอาหาร คาร์โบไฮเดรต : โปรตีน : ไขมัน
เท่ากับ 50 : 20 : 30

คาร์โบไฮเดรต 886.50 x 0.5 = 443.025 Kcal
คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม = 4 Kcal ; 443.025 / 4 = 110.76 กรัมต่อวัน

โปรตีน 886.50 x 0.2 = 177.21 Kcal = 44.30 กรัมต่อวัน
โปรตีน 1 กรัม = 4 Kcal ; 177.21 / 4

ไขมัน 886.50 x 0.3 = 265.81 Kcal = 29.53 กรัมต่อวัน
ไขมัน 1 กรัม = 9 Kcal ; 265.81 / 9

กรณีศึกษาที่ 1

3.กำหนดสัดส่วนของพลังงานต่อวันของผู้ป่วย

ช่วงเวลา ค่าพลังงาน คาร์โบไฮ โปรตีน ไขมัน
เดรต 20% 30%
50%

เช้า 354.42 Kcal 177.21 Kcal 70.884 Kcal 106.326 Kcal
(40%) (44.30 g) (17.721 g) (11.814 g)

กลางวัน 354.42 Kcal 177.21 Kcal 70.884 Kcal 106.326 Kcal
(40%) (44.30 g) (17.721 g) (11.814 g)

เย็น 177.21 Kcal 88.605 Kcal 35.442 Kcal 53.163 Kcal
(20%) (22.15 g) (8.8605 g) (5.907 g)

รวม 886.05 Kcal 443.025 Kcal 177.21 Kcal 265.815 Kcal

กรณีศึกษาที่ 1

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้ออาหาร พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน (กรัม)
(kcal) (กรัม) (กรัม)
มื้อเช้า (40%) 354.42
ข้าวต้มปลากระพงขาว 44.30 17.721 11.81


-ข้าวต้ม 2ทัพพี 80



-เนื้อปลากะพงขาว 50g 40.5
18 2 -
นมสด 150
1 ส่วน = 240ml - 9.5 0.5
มะละกอสุก 100g 53
323.5 12 8 8
รวมมื้อเช้า
11 0.5 0.3
41 24.5 8.8

กรณีศึกษาที่ 1

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้ออาหาร พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน (กรัม)
(kcal) (กรัม) (กรัม) 11.81
มื้อกลางวัน (40%) 354.42 44.30 17.721

บล็อกเคอรี่ผัดเห็ดหอมราดข้าว
-

18
-
-ข้าว 1ทัพพี 80 5 2 8
-บล็อกเคอรี่ 1ส่วน 25 2 -
- 8
-หมูสันใน 143 7
1ส่วน = 100g 7.5
30 30.5 -
ฝรั่ง ½ ผล 278 11
รวมมื้อกลางวัน

กรณีศึกษาที่ 1

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้ออาหาร พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน (กรัม) ไขมัน (กรัม)
มื้อเย็น (20%) (kcal) (กรัม)
นมพร่องมันเนย 1ส่วน
177.21 22.15 8.86 6
ชมพู่ 1 ผล
รวมมื้อเย็น 120 12 8 5

30 7.5 - -

150 19.5 8 5

*หมายเหตุ เนื่องจากเป็นโรคเบาหวานและเสี่ยงโรคไตที่จะตามมาจึงควรชะลอความเสื่อมของไต
1.ควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ให้น้อยกว่าร้อยละ 7 หรือมีน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง
น้อยกว่า 130 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร
2.ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิลิตรต่อปรอท
3.จำกัดอาหารประเภทโปรตีน เนื่องจากทำให้ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และยังเป็นการเพิ่มปริมาณของเสียในร่างกาย ซึ่งมี
การศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับอาหารโปรตีนสูงจะเพิ่มการรั่วของโปรตีนไข่ขาวและทำให้การทำงานของไตลดลงได้
แต่อย่างไรก็ตามควรระวังภาวะขาดสารอาหารจากการจำกัดโปรตีนมากจนเกินไปด้วย
4.ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนปัจจุบันพบว่า ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
มีภาวะอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไตจากเบาหวานได้
5.งดอาหารเค็ม เนื่องจากโซเดียมในอาหารจะไปเพิ่มระดับความดันโลหิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบวม หัวใจล้มเหลว
และไตเรื้อรังจึงควรทานอาหารที่คอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 mg ส่วนโซเดียม (Sodium) ควรทานไม่เกิน 2000 mg

กรณีศึกษาที่ 2

นางเอมอร สุขสม อายุ 62 ปี เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 2 ระยะ
ก่อนฟอกเลือด มีน้ำหนัก 65 กิโลกรัม สูง 150 เซนติเมตร

จากกรณีศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้

1.คํานวณความต้องการพลังงานของผู้ป่วยรายนี้
พลังงานที่ผู้ป่วยต้องการ = 30 Kcal x 65 Kg

= 1,950 กิโลแคลอรี/วัน

2.ผู้ป่วยไตเรื้อรังรายนี้ต้องการปริมาณโปรตีน

โปรตีน = 65 x 0.6 กรัม/วัน
= 39 กรัม / วัน
= 39 x 4 กิโลแคลอรี/วัน
= 156 กิโลแคลอรี/วัน

กรณีศึกษาที่ 2

3.กำหนดสัดส่วนของอาหารตามตารางมาตรฐาน

ตารางสัดส่วนอาหารที่ให้โปรตีน 0.6-
0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสมต่อวัน
และพลังงาน 30-35 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสมต่อวัน

หมวดอาหาร/ป
ริมาณต่อวัน

น้ำหนัก โปรตีน พลังงาน เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ น้ำมัน น้ำตาล แป้งปลอด
(กิโลกรัม) (กรัม) (kcal) (ช้อนกิน (ทัพพี) (ทัพพี) (ส่วน) (ช้อนชา) (ช้อนชา) โปรตีน
ข้าว) (ทัพพี)

65 39 1,950 7 632 13 5-9 8-9

กรณีศึกษาที่ 2

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้ออาหาร พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน โซเดียม
(kcal)
(กรัม) (กรัม) (มิลลิกรัม)

มื้อเช้า (40%) 783




ข้าวต้ม

ปลาดอลลี่

ข้าวสวย
2 ทัพพี




เนื้อปลาดอลลี่

15 27


เกลือ



500

น้ำตาล






ซอสปรุงรส



300

ซีอิ๊วขาว



200

รวมมื้อเช้า 783 480 60 243

กรณีศึกษาที่ 2

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้ออาหาร พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน โซเดียม
(kcal)
(กรัม) (กรัม) (มิลลิกรัม)

มื้อกลางวัน(40%) 753




ผัดบวบไข่ขาว+หมูสับ

ข้าวสวย
1/2 ทัพพี




บวบ






ไข่ไก่

7



หมูสับ

12.5 15


น้ำมันพืช


20


ซอสปรุงรส



500

ซีอิ๊วขาว



200

น้ำตาล






รวมมื้อกลางวัน 753 360 78 315

กรณีศึกษาที่ 2

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้ออาหาร พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน โซเดียม
(kcal)
(กรัม) (กรัม) (มิลลิกรัม)

มื้อเย็น (20%) 381




แกงจืดตำลึงเต้าหู้ไข่

วุ้นเส้น
1 ทัพพี




ตำลึง






ผักกาดขาว






เต้าหู้ไข่

4.5



ซีอิ๊วขาว



200

ซอสปรุงรส



200

มังคุด (5ลูก)
123 kcal




รวมมื้อเย็น 381 363 18

กรณีศึกษาที่ 2

5. การควบคุมปริมาณและจำกัดน้ำของผู้ป่วยไตเรื้อรัง

ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ระยะก่อนฟอกเลือด
ปริมาณน้ำที่ควรได้รับ 500 มิลลิลิตร รวมกับ
ปริมาณปัสสาวะ มิลลิลิตรต่อวัน

กรณีศึกษาที่ 3

นายรักษ์โต โลกิ ผู้ป่วยไตเรื้อรัง อายุ 50 ปี เพศชาย ระยะหลังฟอกเลือด
น้ำหนัก 56 กิโลกรัม ส่วนสูง 167 เซนติเมตร

จากกรณีศึกษามีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้

1.คำนวณความต้องการพลังงานของผู้ป่วยรายนี้
*คนที่อายุต่ำกว่า 60 ปี ควรได้รับพลังงาน

35 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม/วัน
พลังงานที่ผู้ป่วยต้องการ = 35 Kcal x 56 กิโลกรัม

= 1,969 Kcal/วัน

** ( ผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ดังนั้นปริมาณ
พลังงานที่ควรได้รับต่อวัน คือ 35 กิโลแคลลอรี่/กิโลกรัม

น้ำหนักตัวที่เหมาะสม/วัน เพราะผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ยัง
สามารถรับประทานอาหารในปริมาณนี้ได้)

กรณีศึกษาที่ 3

2.ผู้ป่วยเรื้อรังรายนี้ต้องการปริมาณโปรตีน ดังนี้
โปรตีน = ค่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสม x ค่าคงตัวตาม

ความเสื่อของการกรองไต eGFR
= 56 กิโลกรัม x 1.2 กรัม/วัน
= 67.2 กรัม/วัน
= 67.2 กรัม x 4 กิโลแคลอรี่/วัน
= 268.8 กิโลแคลอรี่/วัน

กรณีศึกษาที่ 3

3.กำหนดสัดส่วนของอาหารตามตารางมาตรฐาน

ตารางสัดส่วนอาหารที่ให้โปรตีน 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสมต่อวัน
และพลังงาน 30-35 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสมต่อวัน
หมวดอาหาร/ปริมาณต่อวัน

น้ำหนัก โปรตีน พลังงาน เนื้อสัตว์ ข้าว ผัก ผลไม้ น้ำมัน น้ำตาล แป้ง
(กิโลกรัม) (กรัม) (Kcal) ไข่ แป้ง (ทัพพี) (ส่วน) (ช้อน (ช้อน ปลอด
(ทัพพี) ชา) ชา) โปรตีน
(ส่วน) (ทัพพี)

56 67.2 1,960 6 6 3 1 12 5-7 6-7

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้อ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส
อาหาร (Kcal) (กรัม) (กรัม) (กรัม) (มิลลิกรัม) (มิลลิกรัม) (มิลลิกรัม)

มื้อเช้า 784






(40%) 35


ข้าว
150 3 0.4 60
สวย

อกไก่

300 11.8




น้ำมัน


15



มะกอก 35


รวมมื้อ 784 150 303 70.4 60
เช้า

กรณีศึกษาที่ 3

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้อ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส
อาหาร (Kcal) (กรัม) (กรัม) (กรัม) (มิลลิกรัม) (มิลลิกรัม) (มิลลิกรัม)

มื้อ 784






กลาง

วัน
150 3 0.4 60 35

(40%) 302


80.4 6.8 80 123

ข้าว
สวย

ปลา
ทับทิม

ชมพู่
4.8 0.6



ตระ
ไคร้สับ

หอม
แดง

กระ ปริมาณเล็กน้อย
เทียม

ข่า

ใบ
มะกรูด

รวมมื้อ 784 154.8 81.3 7.2 140 460

กลาง
วัน

กรณีศึกษาที่ 3

4.ตัวอย่างการกำหนดอาหารในแต่ละมื้ออาหาร เช้า:กลางวัน:เย็น (40:40:20)

มื้อ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส
อาหาร (Kcal) (กรัม) (กรัม) (กรัม) (มิลลิกรัม) (มิลลิกรัม) (มิลลิกรัม)

มื้อเย็น 392






(20%)

ข้าวสวย
60 1.2 0.2 0.3



บวบ
9.9 2.1 0.6

72
เหลี่ยม


0.7 7.2 0.2 166 163
ไข่ขาว

กระ
เทียม

ซีอิ๊วขาว

ปริมาณเล็กน้อย

น้ำตาล
ทราย

น้ำมัน
มะกอก

รวมมื้อ 392 70.6 10.5 1 166.3 163 72
เย็น 658 72

รวม 1,960 375.4 394.8 78.6 220.3
พลังงาน
ที่ได้รับ
จริงทั้ง

วัน

กรณีศึกษาที่ 3

*การจัดสารน้ำ

การจัดการสารน้ำในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอก
เลือด (Fluid management)โดยปกติผู้ป่วยจะได้รับการ
จำกัดปริมาณของสารน้ำที่จะเข้าสู่ร่างกาย ใน 24 ชั่วโมง
เท่ากับจำนวนปริมาณของปัสสาวะที่ขับออก ร่วมกับสูญ
เสียน้ำออกจากร่างกาย 500 ซีซีต่อวัน ดังนั้น
1.ผู้ป่วยต้องชั่งน้ำหนักตัวในเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อ
ประเมินภาวะน้ำเกิน เนื่องจากการประเมินน้ำหนักจะมี
ความเที่ยงตรงมากว่าการประเมินจาก
ปริมาณน้ำที่ได้รับและขับออกในแต่ละวันโดยเฉพาะในผู้
ป่วยที่ไม่มีน้ำปัสสาวะ(oliguria)

-ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดยังมีปัสสาวะ
พยาบาลต้องสอนผู้ป่วย และญาติเมื่อกลับไปที่บ้านให้น้ำ
ดื่มใส่ขวดให้มีปริมาณน้ำที่ดื่มใน 1 วัน ประมาณ 500 -
1,000 มิลลิลิตร/วัน

-ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดมีปัสสาวะน้อย
กว่า 500 มิลลิลิตรต่อวัน ควรจำกัดน้ำให้เหลือ 750 -
1,500 มิลลิลิตร/วัน ผู้ป่วยต้องรินน้ำในขวดทิ้งเท่ากับ
ปริมาณน้ำที่ได้รับจากแหล่งอื่น เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน
แกงจืด (จงเจริญ, 2543)

กรณีศึกษาที่ 3

*หมายเหตุ

-ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันชนิดที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น
น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม เบคอน และเนย เป็นต้น

-ควรงดรับประทานผลไม้และผักใบเขียว แต่หากต้องการรับ
ประทานควรนำไปต้มหรือลวกก่อน เพราะทำให้ปริมาณโพแทสเซียม
ลดลงได้ ซึ่งปริมาณโพแทสเซียมที่เหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือไม่ควรเกิน
2,000-3,000 มก./วัน

-ควรจำกัดปริมาณฟอสฟอรัสไม่เกิน 800-1,000 มก./วัน

คำแนะนำ
ให้ผู้ป่วยทำอาหารรับประทานเอง เนื่องด้วยปริมาณอาหารและสารอาหารของ
ผู้ป่วยในโรคไตที่ได้กล่าวมาข้างต้น ต้องมีการควบคุมและข้อจำกัด ในสารอาหาร
ต่างๆ เพราะหากไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง ก็อาจจะไม่ทราบสารอาหารที่แท้
จริงในการปรุงอาหาร และทำให้เกิดผลกระทบต่อโรคตามมานั้นเอง

Thank you


Click to View FlipBook Version