The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานประจำปี 2563 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhism_fb, 2022-02-21 03:39:16

รายงานประจำปี 2563

รายงานประจำปี 2563 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

คำอธบิ ายสรุปสาระสำคัญ
พระราชบัญญตั ิคณะสงฆ พ.ศ.25๐๕

๑.ความมงุ หมายของกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ไดบัญญัติใหพระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ และ

ทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก และตามโบราณราชประเพณี ที่ไดปฏิบัติสืบทอดกันมาเปนเวลาชานานน้ัน
พระมหากษัตริยทรงอุปถัมภและคุมครองพระพุทธศาสนา รวมทั้ง ทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลใหเจริญมั่นคง
เปนไปตามแบบแผนอันเรียบรอยตลอดมา เพื่อใหพระพุทธศาสนา รุงเรืองถาวรเปนที่เลื่อมใสศรัทธาแก
พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะกอใหเกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม มีความรมเย็นผาสุก แกประชาชนและเปน
ประโยชนแกประเทศชาติ สมควรบัญญัติกฎหมายใหเปนการสืบทอดและธำรงรักษาไว ซึ่งพระราชอำนาจ
ตามโบราณราชประเพณี จึงจำเปนตองตราพระราชบัญญัติน้ี โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ มิใชเปน
กิจการอนั พึงแบง แยกอำนาจดำเนินการดว ยวัตถุประสงคเ พื่อการถว งดุลแหงอำนาจเชนที่เปน อยูตามกฎหมาย
ในปจจุบัน และระบบเชนวานั้นเปนผลบั่นทอนประสิทธิภาพแหงการดำเนินกิจการ จึงสมควรแกไขปรับปรุง
เสียใหมใหสมเด็จพระสังฆราชองคสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆทางมหาเถรสมาคม
ตามอำนาจกฎหมายและพระธรรมวินัย ทัง้ นี้ เพ่อื ความเจริญรงุ เรืองแหงพระพุทธศาสนา
2.สรุปสาระสำคญั ของกฎหมาย

พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 แบงเนื้อหาออกเปน ๘ หมวด มีบทบัญญัติทั้งส้ิน
56 มาตรา มนี ายกรัฐมนตรีเปน ผรู ักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ สาระสำคญั สรปุ ไดดังน้ี

๑. กำหนดใหยกเลิกพระราชบญั ญัตคิ ณะสงฆ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔ (มาตรา ๓)
๒. กำหนดใหภายในระยะเวลาหนึ่งปนับแตวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ บรรดา
กฎกระทรวงสังฆาณัติกติกาสงฆ กฎองคการ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ขอบังคับและระเบียบเกี่ยวกับ
คณะสงฆทีใ่ ชบงั คับอยูในวนั ประกาศพระราชบัญญตั ิน้ใี นราชกจิ จานุเบกษา ใหค งใชบ งั คบั ตอ ไปเทาท่ีไมขัดหรือ
แยง กับพระราชบญั ญัตนิ ี้ (มาตรา ๔)
๓. กำหนดใหบรรดาอำนาจหนาทีซ่ ึง่ กำหนดไวในสังฆาณัติ กติกาสงฆ กฎองคก าร พระบญั ชา
สมเดจ็ พระสังฆราช ขอ บังคับและระเบียบเกีย่ วกบั คณะสงฆ ใหเปน อำนาจหนาทข่ี องพระภิกษตุ ำแหนงใดหรือ
คณะกรรมการสงฆใ ดซงึ่ ไมมใี นพระราชบัญญัตนิ ้ี (มาตรา ๕)
๔. ไดก ำหนดนิยามคำวา
“คณะสงฆ” หมายความวา พระภิกษุที่ไดรับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปชฌาย
ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายฉบบั ที่บังคับใชกอนพระราชบญั ญัตฉิ บับนี้ โดยมิไดคำนึงวาจะปฏิบัติ
ศาสนกิจในหรือนอกราชอาณาจกั ร
“คณะสงฆอื่น” หมายความวา นักบวชจีนนิกาย (พระจีน) หรือนักบวชอนัมนิกาย
(พระญวณ)
“พระราชาคณะ” หมายความวา พระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ตั้งแตชั้นสามัญจนถึงชั้นสมเด็จ
พระราชาคณะ
“สมเด็จพระราชาคณะผูมีอาวุโสสงู สุดโดยสมณศักด์ิ” หมายความวา สมเด็จพระราชาคณะที่
ไดร บั การสถาปนากอ นรูปอ่ืน ถา ไดรับสถาปนาวันเดยี วกันใหถือตามลำดับทไี่ ดรับสถาปนากอ น (มาตรา ๕ ทว)ิ

/5.กำหนด...

รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำำ�นัักงานพระพุุทธศาสนาแห่ง่ ชาติิ |151

-2-
๕. กำหนดใหพระมหากษัตรยิ ทรงไวซ่ึงพระราชอำนาจในการ แตงตง้ั สถาปนา และถอดถอน
สมณศกั ด์ิ และแตง ตัง้ คณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มาตรา ๕ ตร)ี
๔. หมวด ๑ สมเด็จพระสงั ฆราช

๔.๑ กำหนดใหพ ระมหากษตั รยิ ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช (มาตรา ๗)
๔.๒ กำหนดใหสมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหนงสกลมหาสังฆปริณายก
ทรงบัญชาการคณะสงฆและทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไมขัดหรือแยงกับกฎหมาย พระธรรม
วนิ ยั และกฎมหาเถรสมาคม (มาตรา ๘)
๔.๓ กำหนดใหกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชทรงลาออกจากตำแหนง พระมหากษัตริยทรง
พระกรุณาโปรดใหออกจากตำแหนง พระมหากษัตริยจะตรงแตงตั้งใหเปนที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราช
หรือตำแหนงอนื่ ใดตามพระราชอัธยาศยั ก็ได (มาตรา 9)
๔.๔ กำหนดใหสมเด็จพระราชาคณะผูมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ปฏิบัติหนาที่สมเด็จ
พระสังฆราชในกรณีทไี่ มมสี มเด็จพระสังฆราช (มาตรา ๑๐)
๔.๕ กำหนดใหสมเด็จพระสังฆราชพนจากตำแหนง เมื่อมรณภาพ พนจากความเปน
พระภิกษุ ลาออก และทรงพระกรณุ าโปรดใหอ อก (มาตรา ๑๑)
๕. หมวด ๒ มหาเถรสมาคม
๕.๑ กำหนดใหมหาเถรสมาคม ประกอบดวย สมเด็จพระสังฆราช เปนประธานกรรมการ
กรรมการอื่นอีกไมเกิน ๒๐ รูป ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือ
พระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแกการปกครองคณะสงฆ
โดยเปนไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา ๑๒)
๕.๒ กำหนดใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเปนเลขาธิการมหาเถร
สมาคมโดยตำแหนง และใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติทำหนาที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
(มาตรา ๑๓)
๕.๓ กำหนดใหกรรมการมหาเถรสมาคมซง่ึ พระมหากษัตรยิ ทรงแตง ตงั้ อยูในตำแหนงคราว
ละสองป และอาจไดรับแตง ตงั้ อีกได (มาตรา ๑๔)
๕.๔ กำหนดใหกรรมการมหาเถรสมาคมพนจากตำแหนงเมื่อพนจากตำแหนงตามวาระ
มรณภาพ พนจากความเปนพระภิกษุ ลาออก และพระมหากษัตริยม พี ระบรมราชโองการใหออก (มาตรา ๑๕)
5.5 กำหนดใหพระบรมราชโองการแตงตั้งหรือเลือกผูปฏิบัติหนาที่หรือคณะผูปฏิบัติ
หนาที่แทนสมเด็จพระสงั ฆราช การแตงตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามมาตรา 12 และการใหกรรมการมหา
เถรสมาคมพนจากตำแหนงตามมาตรา ๑๕ ใหนายกรัฐมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
(มาตรา ๑๕ ทว)ิ
๕.๖ กำหนดใหม หาเถรสมาคมมอี ำนาจหนาที่ ดงั ตอ ไปนี้

(๑) ปกครองคณะสงฆใ หเปนไปโดยเรียบรอยดีงาม
(๒) ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
(๓) ควบคุมและสงเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห การเผยแผ
การสาธารณปู การ และการสาธารณสงเคราะหข องคณะสงฆ
(๔) รกั ษาหลกั พระธรรมวนิ ัยของพระพทุ ธศาสนา
(๕) ปฏบิ ัติหนา ท่ีอืน่ ๆ ตามทบี่ ญั ญัติไวในพระราชบัญญัตนิ หี้ รือกฎหมายอน่ื

/ใหมหาเถร...

152 | รายงานประจำ�ำ ปีี 2563 สำำ�นัักงานพระพุุทธศาสนาแห่ง่ ชาติิ

-3-
ใหมหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกขอบังคับ วางระเบียบ
ออกคำสั่ง มีมติ หรือออกประกาศ โดยไมขัดหรือแยงกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใชบังคับได และ
จะมอบหมายใหพระภิกษุรูปใดหรือคณะกรรมการหรืออนุกรรมการตามมาตรา 19 เปน ผูใ ชอำนาจหนาท่ีตาม
วรรคหนงึ่ กไ็ ด (มาตรา ๑๕ ตร)ี
๕.๗ กำหนดใหมหาเถรสมาคมจะตรากฎมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดโทษ หรือวิธีลงโทษ
ทางการปกครองสำหรบั พระภิกษแุ ละสามเณร ทป่ี ระพฤตใิ หเกดิ ความเสียหายแกพระศาสนาและการปกครอง
ของคณะสงฆก็ได หากโทษที่ลงถึงขั้นตองสละสมณเพศตองสึกภายใน 30 วันนับแตวันทราบคำสั่งลงโทษ
(มาตรา ๑๕ จตั วา)
๕.๘ กำหนดใหในกรณที ี่ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมไมอาจมาประชุมไดหรือไมอยูใน
ท่ปี ระชุม ใหกรรมการซงึ่ เปน สมเดจ็ พระราชาคณะผมู อี าวุโสสงู สดุ โดยสมณศกั ด์ิปฏิบตั หิ นา ท่ีแทน (มาตรา ๑๖)
๕.๙ กำหนดใหการประชุมมหาเถรสมาคมตองมีกรรมการรวมกันมาประชุมไมนอยกวา
กึ่งหนึง่ ของกรรมการทัง้ หมด จึงเปนองคประชุม (มาตรา ๑๗)
๕.๑๐ กำหนดใหในกรณีที่ยังไมมีการแตงตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมแทนตำแหนงที่วาง
ตามมมาตรา 15 วรรคสอง ใหถือวามีกรรมการเทา ที่เหลอื อยใู นขณะนนั้ (มาตรา ๑๘)
๕.๑๑ กำหนดใหสมเด็จพระสังฆราชทรงแตงตั้งคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ
ฝายตางๆ ตามมติมหาเถรสมาคม เพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องที่จะเสนอตอมหาเถรสมาคมและปฏิบัติหนาท่ี
อ่นื ตามทีม่ หาเถรสมาคมมอบหมาย (มาตรา ๑๙)
๖. หมวด ๓ การปกครองคณะสงฆ
๖.๑ กำหนดใหคณะสงฆตองอยูภายใตการปกครองของมหาเถรสมาคม การจัดระเบียบ
การปกครองคณะสงฆใหเปนไปตามกฎมหาเถรสมาคม (มาตรา ๒๐)
6.2 กำหนดใหเพื่อประโยชนแ กการปกครองสงฆสว นกลางและสวนภมู ิภาค ใหมีเจาคณะ
ใหญปฏิบัติหนาที่ในเขตปกครองสงฆ วิธีการแตงตั้งและกำหนดอำนาจหนาที่ใหเปนไปตามหลักเกณฑและ
วิธกี ารท่ีกำหนดในกฎมหาเถรสมาคม (มาตรา ๒๐/๑)
6.3 กำหนดใหการแตงตั้งและถอดถอนเจาคณะใหญและเจาคณะภาค เปนไปตาม
พระราชดำริ สำหรับการแตงตั้งและถอดถอนพระภิกษุผูดำรงตำแหนงปกครองคณะสงฆตำแหนงอื่นให
ดำเนนิ การไปตามพระราชบัญญตั ินี้ เวนแตจ ะมีพระราชดำรเิ ปนประการอ่นื (มาตรา ๒๐/๒)
๖.4 กำหนดใหการจัดแบงเขตการปกครองคณะสงฆสวนภูมิภาคเปนภาค จังหวัด อำเภอ
ตำบล (มาตรา ๒๑)
๖.5 กำหนดใหการปกครองคณะสงฆสวนภูมิภาค ใหมีพระภิกษุเปนผูปกครองตามชั้น
ตามลำดบั คือ เจาคณะภาค เจาคณะจังหวัด เจา คณะอำเภอ เจา คณะตำบล (มาตรา ๒๒)
๖.6 กำหนดใหการแตงตั้ง ถอดถอนพระอุปชฌาย เจาอาวาส รองเจาอาวาส ผูชวยเจา
อาวาสพระภิกษุอันเกีย่ วกับตำแหนงปกครองคณะสงฆตำแหนงอืน่ ๆ และไวยาวัจกร ใหเปน ไปตามหลักเกณฑ
และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม (มาตรา ๒๓)
๗. หมวด ๔ นิคหกรรมและการสละสมณเพศ
๗.๑ กำหนดใหพระภิกษจุ ะตองรับนิคหกรรมก็ตอเม่ือกระทำการลวงละเมิดพระธรรมวินัย
และนิคหกรรมท่จี ะลงแกพระภิกษุก็ตอ งเปน นิคหกรรมตามพระธรรมวนิ ยั (มาตรา ๒๔)
๗.๒ กำหนดใหมหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมกำหนดหลักเกณฑและ
วิธกี ารปฏิบตั ิ เพื่อใหก ารลงนิคหกรรมเปนไปโดยถกู ตอ ง สะดวก รวดเร็ว และเปนธรรม (มาตรา ๒๕)

/7.3 กำหนด....

รายงานประจำ�ำ ปีี 2563 สำ�ำ นักั งานพระพุุทธศาสนาแห่ง่ ชาติิ |153

-4-
๗.๓ กำหนดใหพระภิกษุที่ลวงละเมิดพระธรรมวินัยและไดมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดใหไดรับ
นคิ หกรรมใหสึก ตอ งสึกภายในยี่สบิ สี่ชัว่ โมงนับแตเวลาที่ไดทราบคำวนิ ิจฉยั น้ัน (มาตรา ๒๖)
๗.๔ กำหนดใหพระภิกษุที่ตองคำวินิจฉัยใหรับนิคหกรรมไมถึงใหสึก แตไมยอมรับ
นิคหกรรมน้ันหรือประพฤติลวงละเมิดพระธรรมวินัยเปนอาจิณ หรือไมสังกัดอยูในวัดใด ไมมีที่อยูเปนหลัก
แหลง มหาเถรสมาคมมีอำนาจวนิ จิ ฉัยและมีคำสั่งใหพ ระภิกษรุ ูปน้ันสละสมณเพศตองสกึ ภายในสามวันนับแต
วันทีไ่ ดท ราบคำวนิ ิจฉัยน้นั (มาตรา ๒๗)
๗.๕ กำหนดใหพระภิกษุที่ตองคำพิพากษาถึงที่สุดใหเปนบุคคลลมละลาย ตองสึกภายใน
สามวนั นับแตว นั ทคี่ ดถี ึงทีส่ ดุ (มาตรา ๒๘)
๗.๖ กำหนดใหพระภิกษุที่ถูกจับโดยตองหาวากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงาน
สอบสวนหรอื พนักงานอัยการไมเ หน็ สมควรใหป ลอยชัว่ คราวและเจา อาวาสแหง วัดทีพ่ ระภกิ ษุรูปนั้นสังกัดไมรับ
มอบตัวไวควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไมเห็นสมควรใหเจาอาวาสรับตัวไปควบคุมหรือภิกษุรูปน้ันมิไดสังกัด
ในวดั ใดวดั หนึ่ง ใหพ นักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการใหพระภกิ ษุรปู นัน้ สละสมณเพศเสียได (มาตรา ๒๙)
๗.๗ กำหนดใหพนักงานเจาหนาที่ผูมีอำนาจหนาที่ปฏิบัติการใหเปนไปตามคำพิพากษา
หรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการใหพระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได และใหรายงานใหศาลทราบถึง
การสละสมณเพศนนั้ (มาตรา ๓๐)
๘. หมวด ๕ วดั
๘.๑ กำหนดใหวัดมีสองอยาง คือ วัดที่ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ
ทีย่ ังไมไ ดร บั พระราชทานวสิ งุ คามสีมา (มาตรา ๓๑)
๘.๒ กำหนดใหการสราง การตั้ง การรวม การยาย การยุบเลิกวัด และการขอรับ
พระราชทานวิสุงคามสีมา ใหเปนไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ทรัพยสินของวัดที่ถูกยุบเลิกใหตก
เปน ศาสนสมบตั ิกลาง (มาตรา ๓๒)
๘.๓ กำหนดใหวัดรางที่ไมมีพระภิกษุอยูอาศัย ในระหวางที่ยังไมมีการยุบเลิกวัด
ใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติมหี นา ทปี่ กครองดูแลรักษา รวมถงึ ท่ีวดั ที่ธรณสี งฆ และทรพั ยสินของวัดน้ัน
สว นการยกวัดรา งขึ้นเปน พระภิกษุ ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 32 ทว)ิ
8.4 กำหนดใหที่วัดและที่ซึ่งขึ้นตอวัด มีดังนี้ ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดน้ัน
ที่ธรณสี งฆ คือทซ่ี ึ่งเปนสมบตั ิของวัด ที่กัลปนา คอื ท่ีซงึ่ มผี ูอ ทุ ศิ แตผลประโยชนใหวัดหรือพระศาสนา (มาตรา ๓๓)
๘.5 กำหนดใหที่วัดและที่ธรณีสงฆจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติ การโอน
กรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ หรือที่ศาสนสมบัติกลางใหแกสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ
เมื่อมหาเถรสมาคมไมขัดของและไดรับคาผาติกรรมจากสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ
ใหกระทำโดยพระราชกฤษฎีกา โดยความเห็นชอบของมหาถรสมาคมและไดรับคาตอบแทนเปนคาผาติกรรม
จากสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานนั้นแลว และหามมิใหบุคคลใดยกอายุความขึ้นตอสูกับวัด
หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ แลวแตกรณี ในเรื่องทรัพยสินอันเปนที่วัด ธรณีสงฆ หรือ
ที่ศาสนสมบัติกลาง นั่นหมายความวา ไมอาจอางการครอบครองปรปกษไดแมวาจะครอบครองมานานเทาใด
ก็ตาม (มาตรา ๓๔)
๘.6 กำหนดใหที่วัด ที่ธรณีสงฆ และที่ศาสนสมบัติกลางเปนทรัพยสินซึ่งไมอาจบังคับคดี
ได (มาตรา ๓๕)
๘.7 กำหนดใหวัดหนึ่งมีเจา อาวาสรูปหนึ่ง และจะใหมีรองเจาอาวาสหรอื ผูชวยเจาอาวาส
ดวยก็ได (มาตรา ๓๖)

/8.9 กำหนด...

154 | รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำำ�นัักงานพระพุทุ ธศาสนาแห่่งชาติิ

-5-
๘.9 กำหนดใหเจา อาวาสมหี นาทบี่ ำรุงรกั ษาวดั จดั กิจการและศาสนสมบัตขิ องวัด ปกครอง
และสอดสองใหบ รรพชิตและคฤหัสถที่มีที่อยหู รือพำนักอาศยั อยูในวดั นนั้ ปฏิบัตติ ามพระธรรมวินยั กฎมหาเถร
สมาคม ขอบังคับ ระเบียบ หรือคำสงั่ ของมหาเถรสมาคม เปนธรุ ะในการศกึ ษาอบรมและส่ังสอนพระธรรมวินัย
แกบรรพชติ และคฤหสั ถ และใหความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล (มาตรา ๓๗)
๘.10 กำหนดใหเจาอาวาสมีอำนาจหามบรรพชิตและคฤหัสถซึ่งมิไดรับอนุญาตของ
เจาอาวาสเขาไปอยูอาศัยในวัด สั่งใหบรรพชิตและคฤหัสถซึ่งไมอยูในโอวาทของเจาอาวาสออกไปเสียจากวัด
และสั่งใหบรรพชิตและคฤหัสถที่มีที่อยูหรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัด หรือใหทำทัณฑบนหรือ
ใหขอขมาโทษในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจาอาวาสซึ่งไดสั่งโดยชอบดวย
พระธรรมวนิ ัย กฎมหาเถรสมาคม ขอบงั คับ ระเบียบหรือคำสัง่ ของมหาเถรสมาคม (มาตรา ๓๘)
๘.11 กำหนดใหแตงตั้งผูรักษาการแทนเจาอาวาสในกรณีที่ไมมีเจาอาวาสหรือเจาอาวาส
ไมอ าจปฏบิ ตั หิ นาทไี่ ด ใหผรู ักษาการแทนเจาอาวาสมีอำนาจและหนาท่ีเชนเดยี วกบั เจาอาวาส (มาตรา ๓๙)
๙. หมวด ๖ ศาสนสมบตั ิ
๙.๑ กำหนดใหศาสนสมบัติแบงออกเปนสองประเภท คือ ศาสนสมบัติกลางคือ ทรัพยสิน
ของพระศาสนา ซึ่งมิใชของวัดใดวัดหนึ่ง และศาสนสมบัติของวัด การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง
ใหเปนอำนาจหนาท่ีของสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ โดยใหถือวาเปนเจาของศาสนสมบัติกลางน้นั ดวย
(มาตรา ๔๐)
๙.๒ กำหนดใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติจัดทำงบประมาณประจำปของ
ศาสนสมบตั ิกลางดวยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มาตรา ๔๑)
๑๐. หมวด ๗ บทกำหนดโทษ
๑๐.๑ กำหนดใหผูที่มิไดรับแตงตั้งใหเปนพระอุปชฌาย หรือถูกถอดถอนจากความเปน
พระอุปชฌายแลว แตฝาฝนกระทำการบรรพชาอุปสมบทแกบุคคลอื่นโดยมิไดมีอำนาจ ตองระวางโทษจำคุก
ไมเกิน ๑ ป (มาตรา 42)
๑๐.๒ กำหนดใหพระภิกษุและสามเณรที่ฝาฝนกฎมหาเถรสมาคมถึงขั้นใหสละสมณเพศ
ตองสกึ พระภิกษุผูล ว งละเมิดพระธรรมวินัยและไดมีคำวนิ จิ ฉยั ถึงทีส่ ดุ ใหไดรบั นิคหกรรมใหส ึก พระภิกษุผูตอง
คำวินิจฉัยใหรับนิคหกรรมไมถึงตองใหสึก แตไมยอมรับนิคหกรรมนั้น ประพฤติลวงละเมิดพระธรรมวินัยเปน
อาจิณ ไมสังกัดอยูในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไมมีวัดเปนที่อยูอาศัยเปนหลักแหลง และตองคำวินัยฉัยสละสมณเพศ
พระภิกษุผูตองคำพิพากษาถึงที่สุดใหเปนบุคคลลมละลายตองสึก แตฝาฝนไมสละสมณเพศ รวมถึงการไมละ
การแตงกายอยา งเพศบรรพชติ ตอ งระวางโทษจำคกุ ไมเ กินหน่ึงป (มาตรา 43)
10.3 กำหนดใหผูที่หมดสิทธิที่จะไดรับบรรพชาอุปสมบทโดยตองปาราชิกมาแลว แตมา
รบั บรรพชาอุปสมบทใหมโ ดยกลาวความเท็จหรือปดบังความจริงตอพระอุปช ฌาย ตอ งระวางโทษจำคุกไมเกิน
หนงึ่ ป (มาตรา ๔4)
10.4 กำหนดใหผูใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดรายสมเด็จ
พระสังฆราช ตองระวางโทษจำคุกไมเกินหน่งึ ป หรือปรับไมเกินสองหมืน่ บาท หรอื ท้งั จำท้งั ปรับ (มาตรา 44 ทวิ)
๑๐.5 กำหนดใหผูที่ใสความคณะสงฆไทยหรือคณะสงฆอื่น อันอาจกอใหเกิดความเสื่อมเสีย
หรือความแตกแยก ตองระวางโทษจำคุกไมเกนิ หนึง่ ป หรอื ปรับไมเ กินสองหมน่ื บาทหรอื ท้ังจำทั้งปรับ (มาตรา ๔๔ ตร)ี

/11. หมวด 8....

รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำ�ำ นักั งานพระพุทุ ธศาสนาแห่ง่ ชาติิ |155

-6-
๑๑. หมวด ๘ เบด็ เตล็ด

๑๑.๑ กำหนดใหถ ือวาพระภกิ ษุซง่ึ ไดรบั แตง ตงั้ ใหด ำรงตำแหนงในการปกครองคณะสงฆ
และไวยาวจั กร เปนเจา พนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๔๕)

๑๑.๒ กำหนดใหก ารปกครองคณะสงฆอ ื่นนอกจากคณะสงฆไทยใหเปนไปตามกฎกระทรวง
(มาตรา ๔๖)

ธธี ชั ชา/ราง/พิมพ

156 | รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำำ�นัักงานพระพุุทธศาสนาแห่ง่ ชาติิ

คณะทำ�ำ งานจัดั ทำ�ำ หนังั สืือ
รายงานประจำำ�ปีี 2563

รายงานประจำ�ำ ปีี 2563 สำำ�นัักงานพระพุทุ ธศาสนาแห่่งชาติิ |

| รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำ�ำ นัักงานพระพุทุ ธศาสนาแห่่งชาติิ

รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำ�ำ นัักงานพระพุทุ ธศาสนาแห่่งชาติิ |

| รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำ�ำ นัักงานพระพุทุ ธศาสนาแห่่งชาติิ

รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำ�ำ นัักงานพระพุทุ ธศาสนาแห่่งชาติิ |

“จิิต” เป็น็ คำ�ำ นาม หมายถึงึ ใจ สิ่่ง� ที่่�มีีหน้า้ ที่่ร� ู้�้ คิิด และนึึก
“อาสา” เป็น็ คำำ�กริยิ าหมายถึึง เสนอตััวเข้้ารับั ทำำ�

ดัังนั้้น� “จิติ อาสา” จึงึ หมายถึึง จิิตแห่ง่ การให้ค้ วามดีงี ามทั้้�งปวงแก่เ่ พื่อ่� นมนุุษย์์โดยเต็็มใจสมััครใจอิ่่�มใจ
ซาบซึ้้ง� ใจ ปีตี ิิสุุข ที่่พ� ร้อ้ มจะเสียี สละเวลา แรงกาย แรงสติิปัญั ญา เพื่อ�่ สาธารณประโยชน์์ในการทำำ�
กิิจกรรมหรืือสิ่่�งที่่�เป็็นประโยชน์แ์ ก่ผ่ ู้้�อื่่น� โดยไม่ห่ วังั ผลตอบแทน และมีีความสุุขที่่�ได้้ช่่วยเหลืือผู้�้ อื่น่�

เป็็นจิติ ที่่�ไม่่นิ่่�งดูู ดายเมื่อ่� พบเห็็นปัญั หาหรืือความทุุกข์ย์ ากที่่เ� กิดิ ขึ้้น� กัับผู้ค้� น เป็็นจิิตที่่�มีคี วามสุุขเมื่อ่� ได้้
ทำำ�ความดีีและเห็็นน้ำำ�� ตาเปลี่่ย� นแปลงเป็็นรอยยิ้้ม� เป็็นจิิตที่่�เปี่่ย� มด้้วย “บุุญ” คืือความสงบเยืือกเย็็น

และพลัังแห่ง่ ความดีอี ีกี ทั้้ง� ยังั ช่่วยลด “อัตั ตา” หรืือความเป็น็ ตััวตนของตนเองลงได้้
www.royaloffice.th

| รายงานประจำำ�ปีี 2563 สำำ�นัักงานพระพุุทธศาสนาแห่่งชาติิ


Click to View FlipBook Version