The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการฝึกปฏิบัติงานภาครัฐของเทศบาลเมืองศิลา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เฌอ, 2024-02-29 01:16:41

รายงานการฝึกปฏิบัติงานภาครัฐของเทศบาลเมืองศิลา

รายงานการฝึกปฏิบัติงานภาครัฐของเทศบาลเมืองศิลา

รายงานการฝึกปฏิบัติงานภาครัฐ สำนักงานเทศบาลเมืองศิลา มุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น จัดทำโดย นางสาวจิราภา พรมทอง 643080133-3 นางสาวกรรณิการ์จิตจะโปะ 643080718-5 นางสาวสุธาสินี กิจเกียรติ์ 643080146-4 นางสาวฐิติรัตน์ คำโกน 643080723-2 นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาสังคมศาสตร์ วิชาเอกพัฒนาสังคม เสนอ รศ.ดร.วิภาวี กฤษณะภูติ ผศ.ดร.อภิรดี วงศ์ศิริ ผศ.ดร.ภัทรพร วีระนาคินทร์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ วิชาเอกการพัฒนาสังคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยขอนแก่น


คำนำ รายงานการศึกษามุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมือง ศิลา จังหวัดขอนแก่น เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา รูปแบบกิจกรรมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น และศึกษามุมมองของผู้สูงอายุที่มีต่อโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติงานภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ทางคณะผู้จัดทำได้มีการวางแผนการดำเนินงานการศึกษาค้นคว้าเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือน มกราคม - ถึงเดือนมีนาคม 2567 โดยมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น ข้อมูลทุติยภูมิ การเก็บข้อมูลจาก การสัมภาษณ์เชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ณ เทศบาลเมืองศิลา อำเภอ เมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ทางคณะผู้จัดทำต้องขอขอบคุณ นายไพรัตน์ ทวีวาร นายกเทศมนตรีเมืองศิลา นางขจิตรา สังข์ทองหลาง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม นายนิธิทัศน์ น้อยพาลี นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ นางสาวผกาสินี มาธุระ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน นางอรจิต หล้าหา ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองศิลา และผู้สูงอายุในโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา รุ่นที่ 6 (โรงเรียนผู้สูงอายุ) ที่ได้มีการให้ข้อมูลและคำแนะนำสำหรับการทำรายงานฉบับนี้ ได้อย่างเสร็จลุล่วงไปด้วยดี และคณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ คณะผู้จัดทำ


สารบัญ คำนำ ก สารบัญ ข บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.3 คำถามการวิจัย 1.4 ขอบเขตของการศึกษา 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดและทฤษฎี 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3 กรอบแนวคิด บทที่ 3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 4 ผลการศึกษา 4.1 ผลการวิเคราะห์สภาพองค์กร บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการศึกษา 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ ในปัจจุบันสังคมไทยได้เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่มีอัตราการเกิด น้อยลง และสัดส่วนอัตราจำนวนประชากรในวัยทำงานก็ลดน้อยลงไปอีกด้วย ซึ่งหลายๆ ประเทศต่างก็ประสบ ปัญหาและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างในประเทศเกาหลีใต้ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ประเทศสิงคโปร์ เองก็มีสัดส่วนของผู้สูงอายุใกล้เคียงกับประเทศไทยและเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มี สัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกและเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด สำหรับประเทศไทยก็กำลัง เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน โดยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้าน (กลุ่มเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่าย กองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ, 2564) และแนวโน้มสังคม ผู้สูงอายุของประเทศไทย ในปีพ.ศ.2556-2573 คาดการณ์ว่าทั้งจำนวนและสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นส่งผลให้ประเทศ ไทยเป็นสังคมผู้สูงวัยระดับสูงสุด (สัดส่วนมากกว่าร้อยละ 28) นอกจากสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ยังพบว่าดัชนี การสูงวัย (Aging index) มีแนวโน้มสูงขึ้นตามด้วยในทุกจังหวัด (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2557) เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลง ทางร่างกาย จิตใจ และทางสังคม โดยมักประสบ โรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคที่พบบ่อยคือโรคทางสมอง สมองเสื่อม และมีภาวะซึมเศร้า ในส่วนสุขภาวะ ทางจิตใจ ผู้สูงอายุมักไม่ได้รับการยกย่องจากสังคมเหมือนเดิมขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วม ไม่ได้รับความเอาใจ ใส่และความอบอุ่นจากลูกหลานอย่างเพียงพอ ทำให้รู้สึก อ้างว้าง และอาจมีความวิตกกังวลต่างๆ (วัลยา ตูพานิช, สุธีกาญจน์ ไชยลาภและกิตติ ไชยลาภ, 2562) ในเขตเทศบาลเมืองศิลามีลักษณะเป็นชุมชนเมือง และประชากรส่วนใหญ่ภายในเขตพื้นที่เทศบาลเมือง ศิลา มีลักษณะการอยู่อาศัยแบบครอบครัวเดี่ยว ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ประชากรไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันโดยเฉพาะ ในผู้สูงอายุ อาทิ ไม่มีพื้นที่ในการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่มีพื้นที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยทาง สำนักงานเทศบาลเมืองศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ได้เล็งเห็นถึงปัญหาความสำคัญในประเด็น ดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา เพื่อที่จะทำให้ ผู้สูงอายุมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมร่วมกัน ได้มีพื้นในการเรียนรู้รวมถึงพัฒนาทักษะในการดูแลตัวเองและมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (กลุ่มงานพัฒนาชุมชน กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองศิลา, 2566) ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจในโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ที่ได้นำโครงการดังกล่าวมาใช้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลาจึง อยากจะศึกษาแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ และรูปแบบกิจกรรมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลาเพิ่มมากขึ้น


1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น 2. เพื่อศึกษามุมมองของผู้สูงอายุที่มีต่อโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น 1.3 คำถามการวิจัย รูปแบบกิจกรรมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและมุมมองของผู้สูงอายุที่มีต่อ โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น เป็นอย่าไร 1.4 ขอบเขตของการศึกษา 1.4.1 ขอบเขตด้านพื้นที่ สำนักงานเทศบาลเมืองศิลา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 1.4.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา การศึกษามุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมือง ศิลา จังหวัดขอนแก่น มีระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2567 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 เพื่อทราบรูปแบบกิจกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาล เมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น 1.5.2 เพื่อทราบมุมมองของผู้สูงอายุที่มีต่อโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และเป็น ผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป รวมทั้งผู้ที่มีอายุ 58-59 ปี ที่สมัครเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุของ สำนักงานเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น


บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่องมุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัด ขอนแก่น ผู้ศึกษาได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย การวิเคราะห์และอภิปรายผล ดังนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎี ความหมายของผู้สูงอายุ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ได้ให้ความหมาย ผู้สูงอายุ คือ บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย กรมกิจการผู้สูง (2564) ได้ให้ความหมาย ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ สุรกุล เจนอบรม (2541) ได้กำหนดการเป็นบุคคลสูงอายุว่า บุคคลผู้จะเข้าข่ายเป็นผู้สูงอายุ สามารถ พิจารณาได้จากเกณฑ์ที่แตกต่างกันดังนี้ 1. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจริงที่ปรากฏ (Chronological aging) จากจำนวนปีหรืออายุที่ปรากฏ จริงตามปีปฏิทินโดยไม่นำเอาปัจจัยอื่นมาร่วมพิจารณาด้วย 2. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (Physiological aging หรือ Biological aging) กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุขัยในแต่ละปี 3. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ (Psychological aging) จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ สติปัญญา การรับรู้และเรียนรู้ที่ถดถอยลง 4. พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากบทบาททางสังคม (Sociological aging) จากทบทวนหน้าที่ทาง สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มบุคคล ตลอดจนความรับผิดชอบในการทำงานลดลง ศศิพัฒน์ ยอดเพชร (2534) ได้กำหนดอายุที่เรียกว่า “คนแก่” ส่วนใหญ่ระบุว่ามีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่บางพื้นที่มีข้อพิจารณาอื่น ๆ ประกอบ เช่น ภาวะสุขภาพ บางคนอายุประมาณ 50-55 ปี แต่มีสุขภาพ ไม่แข็งแรง มีโรคภัยและทำงานไม่ไหว ผมขาว หลังโก่ง ก็เรียกว่า “แก่” บางคนมีหลานก็เริ่มรู้สึกแก่ และเริ่มลด กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจลง กลุ่มผู้สูงอายุไม่ใส่ใจต่อตัวเลขอายุแต่พิจารณาตัดสินจากองค์ประกอบ เช่น สภาพร่างกาย ปวดเอว ปวดตามข้อ เดินไปไกล ๆ ไม่ไหว ทำงานหนักไม่ค่อยได้ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง เป็นต้น (รศรินทร์ เกรย์และคณะ, ม.ป.ป.) องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ไม่ได้มีการกำหนด เกณฑ์อายุเริ่มต้นที่เป็นมาตรฐาน เพียงยอมรับโดยทั่วไปว่า หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มประชากรที่มีอายุตามปี ปฏิทิน (calendar age, chronological age) ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุเริ่มต้นเดียวกับขององค์การ อนามัยโลกที่ใช้ในการกำหนดช่วงอายุของผู้สูงอายุในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แม้ในบางกรณีอาจไม่ได้กำหนด อย่างเป็นทางการหรือระบุชัดเจนทางกฎหมาย แต่โดยส่วนใหญ่มักถูกอ้างอิงหรือตกลงไว้ที่เกณฑ์อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยกำหนดไว้หรือตกลงไว้ที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป


ฉะนั้น ผู้สูงอายุ จึงหมายถึง บุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ตามความหมายของพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2546 กรมกิจการผู้สูงอายุ และองค์การอนามัยโลกที่กำหนดให้กลุ่มประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ คือ ผู้สูงอายุ แต่กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยได้มีการกำหนดไว้ คือ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่หากไม่ได้พิจารณาตามช่วงอายุ ในบางพื้นที่มีข้อพิจารณาอื่นๆ ที่หมายถึงผู้สูงอายุ อีกด้วย เช่น ภาวะสุขภาพทางกายหรือทางจิตใจ หรือการมีบุตรหลาน มีการทำกิจกรรมทางสังคมลดลง จึงอาจทำให้บุคคลหรือประชากรที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี มีความรู้สึกถึงความเป็นผู้สูงอายุ ประเภทผู้สูงอายุ การจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุตามศักยภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประยุกต์เกณฑ์ การประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (Barthel ADL Index) ดังนี้ (อัญชิษฐฐา ศิริคำเพ็ง และภักดี โพธิ์สิงห์, 2560 : 238) กลุ่มที่ 1 ติดสังคม ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม ชุมชนได้ สามารถเดินขึ้น บันไดเองโดยไม่ต้องช่วยเหลือ เดินออกนอนบ้านได้ เดินตามลำพังบนทางเรียบได้ รับประทานอาหารด้วยตนเอง ได้ดี ใช้สุขาด้วยตนเองได้อย่างเรียบร้อย กลุ่มที่ 2 ติดบ้าน ผู้สูงอายุกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง ไม่สามารถเดินตามลำพังบนทางเรียบได้ต้อง ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ ต้องการความช่วยเหลือขณะรับประทานอาหาร ต้องการความช่วยเหลือพาไปห้องน้ำ กลุ่มที่ 3 ติดเตียง ผู้สูงอายุที่ป่วยและช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พิการ/ทุพพลภาพไม่สามารถย้ายตนเอง ขณะนั่งได้ ไม่สามารถขยับได้ในท่านอน การรับประทานอาหารกลืนลำบาก แม้ว่าผู้ดูแลจะป้อนอาหาร ให้ต้องขับถ่ายในท่านอนหรืออยู่บนเตียง สวมใส่ผ้าอ้อมตลอดเวลาต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมประจำ เจมส์และเรนเนอร์ (อ้างถึงใน เพ็ญผกา กาญจโนภาส, 2541 : 8-9) ได้ให้ความหมายของผู้สูงอายุ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในสิ่งมีชีวิตและได้แบ่งระดับของความสูงอายุออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. การสูงอายุตามวัย (Chronological Aging) หมายถึง การสูงอายุตามปีปฏิทินโดยนับจากปีที่เกิด เป็นต้นไป 2. การสูงอายุตามสภาพร่างกาย (Biological Aging) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย และกระบวนการหน้าที่ที่ปรากฏขณะที่มีอายุเพิ่มขึ้น 3. การสูงอายุตามสภาพจิตใจ (Psychological Aging) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ของการ รับรู้แนวความคิด ความจำ การเรียนรู้เชาวน์ปัญญาและลักษณะที่ปรากฏในระยะต่างๆของแต่ละคนที่มีอายุ เพิ่มขึ้น 4. การสูงอายุตามสภาพสังคม (Sociological Aging) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ สถานภาพของบุคคลในระบบสังคม เช่น ครอบครัว หน้าที่การงาน รวมถึงความสำคัญในฐานะผู้ที่มี ประสบการณ์


ดังนั้นการจำแนกประเภทผู้สูงอายุสามารถจำแนกออกเป็นได้ 3 กลุ่ม ตามศักยภาพของผู้สูงอายุ ได้แก่ 1.กลุ่มติดสังคม คือ กลุ่มที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ 2.กลุ่มติดบ้าน คือ กลุ่มที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง 3.กลุ่มติดเตียง คือ กลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือหากจำแนกตามระดับของความสูงอายุ จะสามารถ จำแนกได้ 4 ระดับ ได้แก่ 1.การสูงอายุตามวัย 2.การสูงอายุตามสภาพร่างกาย 3.การสูงอายุตามสภาพจิตใจ 4. การสูงอายุตามสภาพสังคม ความหมายของคุณภาพชีวิต พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2545) ได้ให้ความหมาย คุณภาพชีวิต ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ “คุณภาพ” หมายถึง ลักษณะที่ดีเด่นของบุคคลหรือสิ่งของและ “ชีวิต” หมายถึง ความเป็น สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล และคณะ (2540) ได้ให้ความหมาย คุณภาพชีวิต หมายถึง ระดับการมีชีวิตที่ดี มีความสุข และความพึงพอใจในชีวิตทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ และการดำเนินชีวิตของปัจเจก บุคคลในสังคมเป็นการประสานการรับรู้ของบุคคลในด้านร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม สิ่งแวดล้อม ภายใต้วัฒนธรรม ค่านิยม และเป้าหมายของแต่ละคน อิศราวุฒิ บุญไตรย์ (2558) ได้ให้ความหมาย คุณภาพชีวิต หมายความถึง การดำรงชีวิตของบุคคล โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่เหมาะสม มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสามารถสร้างความสุขให้แก่ตนเองและ สังคมได้ซึ่งได้สะท้อนออกมาสู่สังคม ทั้งแง่ของการมีครอบครัวที่อบอุ่นการได้ทำงานที่ตนรัก การมีสัมพันธภาพ ที่ดีในชุมชนการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาในชุมชนการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี การมีสุขภาพอนามัยที่ดีและ การมีชีวิตประจำวันที่ดีของปัจเจกบุคคล วิชัย รูปขำดี (2542) ได้ให้ความหมายของ คุณภาพชีวิต หมายถึง เป็นระดับของการมีชีวิตที่เป็น ผลรวมจากองค์ประกอบคุณภาพชีวิต 7 ด้าน คือ ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้านชีวิตการทำงาน ด้านสุขภาพ ด้านชีวิตการใช้สติปัญญา ด้านชีวิตครอบครัว ด้านชีวิตชุมชนและด้านสภาพแวดล้อม ศิริ ฮามสุโพธิ์ (2543) ได้ให้ความหมายของ คุณภาพชีวิต หมายถึง คุณภาพในด้านสุขภาพสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง และศาสนา ซึ่งเป็นค่าเทียบเคียงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวแน่นอนกล่าวคือ ทุกคนหรือทุกประเทศอาจจะกำหนดมาตรฐานต่างๆ กัน ไปตามความต้องการ และความต้องการคุณภาพชีวิต นี้ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลาและกาลเทศะ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษรูกิจและสังคมแห่งชาติ (2528) ได้ให้ความหมายของคุณภาพชีวิต หมายถึง ชีวิตที่ดีมีคุณภาพ สามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมโดยปกติสุข และชีวิตที่มีคุณภาพนั้นจะรู้ได้โดยการ ที่คนหรือในชุมชนนั้นได้บรรลุเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐานหรือความต้องการพื้นฐานที่คนหรือชุมชน ควรจะมีหรือควรจะเป็นเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้ปกติพอสมควรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง องค์การอนามัยโลก (2541) ได้ให้ความหมาย คุณภาพชีวิตเป็นการรับรู้ของบุคคลต่อตำแหน่งชีวิต ของตนในบริบทของวัฒนธรรมและระบบคุณค่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ และในส่วนที่สัมพันธ์กับบรรดาเป้าหมาย ในชีวิตของเขา รวมทั้งการคาดหมายมาตรฐานและสิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของเขาด้วยแนวคิดนี้รวมถึงสุขภาพกาย สภาวะจิตใจ ความเป็นอิสระหรือความเป็นตัวของตัวเองความสัมพันธ์ทางสังคม ความเชื่อและความสัมพันธ์ ของเขากับสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวเขา


องค์การยูเนสโก (1993) ได้ให้ความหมาย คุณภาพชีวิต หมายถึง ระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และระดับความพึงพอใจ ในความต้องการส่วนหนึ่งของมนุษย์ดังนั้นคุณภาพชีวิตจึงเป็นระดับของการมีชีวิตที่ดี มีความสุข ความพึงพอใจในชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ ในการดำเนินชีวิตของปัจเจก บุคคลในสังคม จากหลายความหมายที่องค์กรและนักวิชาการได้อธิบายถึงคำว่าคุณภาพชีวิต หมายถึง การมีชีวิตที่ดี มีความสุข และความพึงพอใจในชีวิตทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ และการดำเนินชีวิตของปัจเจก บุคคลในสังคม มีการใช้ชีวิตที่ดีจากองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมโดยปกติสุข และมีชีวิตที่มีคุณภาพ องค์ประกอบของคุณภาพชีวิต ยูเนสโก 1980 (อ้างถึงใน นิติวัฒน์ไทพิทักษ์, 2555) ได้กำหนดองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตไว้ 5 ประการ ได้แก่ 1. มาตรฐานการดำรงชีวิต (Standard of living) หมายถึง มาตรฐานความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ของประชากร เกี่ยวข้องกับรายได้ต่อบุคคล สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และการสังคมสงเคราะห์สิ่งต่างๆ นี้ เป็นส่วนสำคัญทำให้มาตรฐานการครองชีพของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ 2. การเปลี่ยนแปลงของประชากร (Population dynamics) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงประชากร อันเป็นผลมาจากการเกิด การตาย และการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย มีผลให้ประชากรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่ม จำนวนหรือลดลง การเปลี่ยนแปลงประชากรมีผลกระทบต่อสถานการณ์หลายด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการจัดบริการสาธารณูปโภค ปัจจัยต่างๆ ล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิต 3. ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม (Socio - cultural factors) มนุษย์เมื่อรวมกันมากจำเป็นต้องมี ระบบ มีกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า รูปแบบการปกครอง กฎหมาย และมีแนวปฏิบัติอันเกิดจากความเชื่อและศรัทธา ในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้การดำรงชีวิตร่วมกันมีความสงบสุขซึ่งจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี 4. กระบวนการพัฒนา (Process of development) การพัฒนาเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องกันและสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคม สภาพแวดล้อมและทรัพยากร ด้านคุณภาพชีวิตทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศนั้น ประชากรแต่ละกลุ่มจะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายการมีคุณภาพชีวิตที่ดี 5. ทรัพยากร (Resources) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ สมบูรณ์จะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ จะมีผลทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตอยู่ในระดับสูง ประเทศใดมีสภาพ ตรงกันข้ามก็จะมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นทรัพยากรจึงเป็นเครื่องกำหนดลักษณะ ประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจนได้ องค์กรอนามัยโลก (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, 2554) ระบุถึงองค์ประกอบของคุณภาพ ชีวิต ประกอบไปด้วย 1. ด้านร่างกาย (Physical domain) คือ การรับรู้สภาพทางด้านร่างกายของบุคคล ซึ่งมีผลต่อ ชีวิตประจำวัน เช่น การรับรู้สภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย การรับรู้ถึงความรู้สึกสุขสบายไม่มี


ความเจ็บปวด การรับรู้ถึงความสามารถที่จะจัดการกับความเจ็บปวดทางร่างกายได้การรับรู้ถึงพละกำลัง ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การรับรู้ถึงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น การรับรู้ถึงความสามารถ ในการเคลื่อนไหวของตน การรับรู้ถึงความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน การรับรู้ถึง ความสามารถในการทำงาน การรับรู้ว่าตนไม่ต้องพึ่งพายาต่างๆ หรือการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ เป็นต้น 2. ด้านจิตใจ (Psychological domain) คือ การรับรู้สภ าพทางจิตใจของตนเอง เช่น การรับรู้ความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ของตนเอง การรับรู้ถึงความรู้สึกภาคภูมิใจ ในตนเอง การรับรู้ถึงความมั่นใจในตนเอง การรับรู้ถึงความคิด ความจำ สมาธิการตัดสินใจ และความสามารถ ในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตน การรับรู้ถึงความสามารถในการจัดการกับความเศร้า ความกังวล การรับรู้เกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ ของตน ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ถึงความเชื่อด้านวิญญาณ ศาสนา การให้ความความหมายของชีวิต และความเชื่ออื่นๆ ที่มีผลในทางที่ดีต่อการดำเนินชีวิต มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค เป็นต้น 3. ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม (Social relationships) คือ การรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของตน กับบุคคลอื่น การรับรู้ถึงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม การรับรู้ว่าตนได้เป็นผู้ให้ ความช่วยเหลือบุคคลอื่นในสังคมด้วย 4. ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) คือ การรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่ถูกกักขัง มีความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิต การรับรู้ว่าได้อยู่ใน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ดีปราศจากมลพิษต่างๆ การคมนาคมสะดวก มีแหล่งประโยชน์ด้านการเงิน สถาน บริการทางสุขภาพและสังคมสงเคราะห์การรับรู้ว่าตนมีโอกาสที่จะได้รับข่าวสารหรือฝึกทักษะต่างๆ การรับรู้ว่า ตนได้มีกิจกรรมสันทนาการและมีกิจกรรมในเวลาว่าง เป็นต้น สรุปได้ว่า องค์ประกอบของคุณภาพชีวิต ประกอบด้วยสองปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงชีพ ได้แก่ ปัจจัยสี่ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงสุขภาพอนามัย การศึกษา และรายได้ ต่อบุคคล และปัจจัยด้านที่ก่อให้เกิดความพึงพอในในชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลเกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิด ของมนุษย์ เช่น เสรีภาพในชีวิต ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมืองการปกครอง เป็นต้น ทฤษฎีพัฒนาการของเพค (Peck’s Developmental Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ผู้สูงอายุวัยต้น คือ อายุ 55-75 ปี และผู้สูงอายุวัยปลาย คือ 75 ปีขึ้นไป มีความแตกต่างต่างกันทั้งลักษณะนิสัยและการปฏิสัมพันธ์ทางด้านจิตวิทยาสังคม โดยผู้สูงอายุมีการพัฒนา 3 ประการ คือ 1) ความสามารถในการแยกความแตกต่างของตนกับบทบาท ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาความภาคภูมิใจ ในตนเองและความรู้สึกว่าตนเองมีค่าขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่การงานในทาง ตรงกันข้ามเมื่อเกษียณอายุ บางคนจะมีความรู้สึกว่าไร้ค่า แต่ถ้าความรู้สึกภาคภูมิใจและความมีคุณค่าในงานไม่ได้มาจากตำแหน่งหน้าที่ ที่เคยทำหลังเกษียณอายุความรู้สึกนั้นก็ยังคงมีอยู่ เช่น ผู้สูงอายุที่ชอบปลูกต้นไม้ก็จะพึงพอใจหลังเกษียณอายุ ที่ได้ทำสิ่งที่ต้องการแทนงานอาชีพที่เคยทำเป็นประจำ


2) ความสามารถทางร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติถ้าผู้สูงอายุนึกถึงสภาพร่างกาย ที่ยังมีความแข็งแรงและยอมรับความสามารถทางร่างกายที่ลดลง พยายามปรับตัวให้เหมาะสมแล้วชีวิต จะพบ แต่ความสุข แต่ถ้าผู้สูงอายุนึกถึงความถดถอยของร่างกายจะทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขและความพอใจลดลง 3) การยอมรับว่าร่างกายของตนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติการยอมรับเช่นนี้ทำให้ผู้สูงอายุ ยอมรับความตายโดยไม่รู้สึกหวาดกลัว ในทางตรงกันข้ามคนที่ยึดติดกับสภาพร่างกายขณะที่อยู่ในวัยที่อายุ น้อยกว่า ก็พยายามยืดชีวิตไว้ให้ยาวนานที่สุดโดยไม่พึงพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่มีความหวาดกลัวกับความตาย ทฤษฎีพัฒนาการของแพค อาจกล่าวได้ว่า ผู้สูงอายุมี 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอายุ 55-75 ปี (ผู้สูงอายุ ตอนต้น) และอายุ 75 ปีขึ้นไป (ผู้สูงอายุตอนปลาย) และมีการพัฒนา ได้แก่ ความสามารถในการแยกความ แตกต่างของตนกับบทบาท ความสามารถทางร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ และการยอมรับว่า ร่างกายของตนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ทฤษฎีมุมมอง (Daniel Kahneman & Amos Tversky ,1979) ทฤษฎีมุมมองพวกเขาอธิบายกระบวนการตัดสินใจ ของแต่ละบุคคล ทฤษฎีนี้อธิบายวิธีการที่ผู้คนตัดสินใจเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขาต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง เช่น การตัดสินใจทางการเงิน และเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาของการ ตัดสินใจที่ท้าทายทฤษฎีประโยชน์ที่คาดหวัง ทฤษฎีนี้บรรยายถึงวิธีที่ผู้คนประเมินการสูญเสียและผลกำไร ของตนเองในลักษณะที่ไม่สมมาตร โดยมุ่งเน้นไปที่แนวคิดของการหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ทฤษฎีการคาดการณ์ สันนิษฐานว่าผู้คนกังวลเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการสูญเสียมากกว่าการบรรลุผลกำไร และพวกเขามองผลกำไร และการสูญเสียเมื่อเทียบกับจุดอ้างอิง ซึ่งโดยปกติแล้ว คือสถานการณ์ปัจจุบันของตน ทฤษฎียังเน้นย้ำถึง แนวโน้มของบุคคลที่จะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่มีความน่าจะเป็นต่ำมากกว่าผลลัพธ์ที่มีความน่าจะเป็นสูง ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ชอบความเสี่ยงเมื่อต้องหลีกเลี่ยงการสูญเสียและพฤติกรรมที่แสวงหาความเสี่ยง เมื่อต้องฟื้นตัวจากการสูญเสีย ทฤษฎีการคาดการณ์ได้ถูกนำไปใช้ในสาขาต่างๆ รวมถึงเศรษฐศาสตร์การเงิน และจิตวิทยาพบว่าเป็นแบบจำลองการตัดสินใจของมนุษย์ที่แม่นยำกว่าทฤษฎีประโยชน์ที่คาดหวัง ทฤษฎีด้านมุมมอง อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ทฤษฎีนี้อธิบายวิธีการที่ผู้คน ตัดสินใจเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างทางเลือกที่เกี่ยวข้องหรือสถานการณ์ที่พวก เขาพบเจอ ทฤษฎีกิจกรรม (Activity Theory) ศศิพัฒน์ยอดเพชร (อ้างถึงใน บพิตร พันธุ์ปัทมา, 2546:24) ทฤษฎีกิจกรรมได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคมเดียวกัน จะมีความต้องการทางจิตวิทยาเหมือนบุคคลวัยกลางคนในสังคมเดียวกัน เมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ บุคคลนั้นควรจะเข้าร่วมกิจกรรมในความสนใจของบุคคลวัยกลางคนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประสบผลสำเร็จในชีวิต ทฤษฎีกิจกรรม มีแนวความคิดตรงข้ามกับทฤษฎีการไร้ภาระผูกพัน คือให้แนวความคิดว่าถ้าผู้สูงอายุต้องการมีชีวิตในวัยสูงอายุอย่างมีความสุข ก็จงทำกิจกรรมทุกอย่าง ตามกำลัง และความสามารถของตนเองด้วยความพึงพอใจและเพลิดเพลิน ทฤษฎีกิจกรรมยังได้แสดงให้เห็นคุณค่าของ การตัดสินใจหลายประการโดยเฉพาะการตัดสินใจที่อิงความกระฉับกระเฉงมากกว่าความเสื่อม


เป็นการสนับสนุนด้านความสุขมากกว่าความทุกข์ ประการ สุดท้ายทฤษฎีกิจกรรมเชื่อว่ากิจกรรมทางสังคม เป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ ทุกเพศ ทุกวัย กิจกรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดี บุคคลที่มีกิจกรรมสูงและรักษาระดับกิจกรรมทางสังคมของตนไว้ เมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุจะทำให้เกิดความ พึงพอใจในชีวิตของตนเองสูง มีภาพพจน์ เกี่ยวกับตนเองที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่ได้ประสบในชีวิต สูงอายุ ทฤษฎีนี้สามารถนำมาอธิบายได้ว่าผู้สูงอายุควรจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะ กับคนวัยเดียวกันซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างเต็มที่ และจะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั้น มีความสุข มีความพึงพอใจในชีวิตเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสังคม และสามารถที่จะถ่ายทอด หรือแนะนำสิ่งที่จะเกิด ประโยชน์ต่อสังคมได้ (นันทิยา ณ หนองคาย, สิทธิศักดิ์ รัตนประภาวรรณ, และจารุวรรณ ธาดาเดช, 2565) ทฤษฎีกิจกรรม มีแนวคิดว่า หากผู้สูงอายุละทิ้งสังคมโลกและสังคมโลกก็จะละทิ้งผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุ ที่มีกิจกรรมอยู่เสมอจะมีบุคลิกที่กระฉับกระเฉงและมีภารกิจสม่ำเสมอจะทำให้มีความพึงพอใจในชีวิต และปรับตัวได้ดีกว่า เชื่อว่าผู้สูงอายุจะมีชีวิตทีเป็นสุขได้ควรมีบทบาทหรือกิจกรรมทางสังคมตามสมควร จากทฤษฎีกิจกรรมในข้างต้น ผู้สูงอายุควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อความสุขและความพึงพอใจ ในชีวิต การมีกิจกรรมอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ดีและความสำเร็จในชีวิตของผู้สูงอายุในสังคม การเข้าร่วม กิจกรรมทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งเสริมความสุขและคุณค่าในชีวิตสูงอายุ และการให้ความสำคัญกับกิจกรรม ทางสังคมอาจช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจในชีวิตและสามารถส่งเสริมสังคมอย่างดีในอนาคต ผู้สูงอายุ ที่มีกิจกรรมอยู่เสมออาจจะมีคุณภาพชีวิตดีและปรับตัวได้ดีกว่า และควรมีบทบาทหรือกิจกรรมทางสังคม ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในการสร้างความพึงพอใจในชีวิต 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ มุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ได้มีผู้รู้และนักวิชาการหลากหลายท่านได้ศึกษาค้นคว้าและ เรียบเรียงไว้ ดังนี้ มาริษา รักษากิจ และมาริสา จันทร์ฉาย (ม.ป.ป.) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบกิจกรรมในการพัฒนา คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองเขารูปช้าง จังหวัดสงขลา ผลการศึกษา พบว่า 1.รูปแบบกิจกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ พบว่า เทศบาลเมือง เขารูปช้างมีการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อให้มีความครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสติปัญญา โดยมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกิจกรรมที่เน้น ความรู้กับการดูแลสุขภาพ เน้นความปลอดภัยด้านต่างๆ ด้านสังคมข่าวสาร กิจกรรมทางสังคม นันทนาการ และการสื่อสารออนไลน์ที่ทันสมัย แต่ละรูปแบบกิจกรรมมีการร่วมมือกับภาคภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัด สงขลาในการให้ความรู้กับผู้สูงอายุ2. คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ พบว่า ความคิดเห็น ของผู้สูงอายุในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.19 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.44 รองลงมาด้านจิตปัญญาอยู่ใน ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.43 ด้านสุขภาพร่างกายอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.98 และด้านจิตใจอยู่ในระดับมาก


แต่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุดคือ 3.93 ตามลำดับ จากผลการศึกษาดังกล่าวเทศบาลเมืองเขารูปช้างสามารถนำข้อมูล ที่ได้ไปพัฒนากิจกรรม ที่เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุในพื้นที่ได้ ธวัช คิดอ่าน (2565) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ผลการศึกษาพบว่า 1.การดำเนินงานของโรงเรียน ผู้สูงอายุเทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คณะผู้บริหารเทศบาลได้มอบหมายให้กอง สวัสดิการสังคม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการจัดตั้ง วางรูปแบบแนวทางและศึกษาข้อมูล มอบหมาย งาน จัดหาบุคลากร และงบประมาณในการดำเนินงาน มีการวางแผนรายละเอียดกิจกรรม และจัดทำโครงการ พร้อมรายละเอียดต่างๆ ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนขั้นตอนในการดำเนินงา น ระเบียบข้อบังคับ ของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 2.กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง พบว่ามี 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) กิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุ 2) กิจกรรมด้านพระพุทธศาสนา 3) กิจกรรมด้านคุณธรรมและ จริยธรรม 4) กิจกรรมการดูแลรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ 5) กิจกรรมการส่งเสริมด้านอาชีพและการส่งเสริมภูมิ ปัญญาท้องถิ่น 6) กิจกรรมด้านนันทนาการ 3.รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง พบว่าผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีทั้งหมด 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการดำเนินงานกิจกรรมของผู้สูงอายุ2) ด้านคุณภาพของผู้สูงอายุ 3) ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้สูงอายุ 4) ด้านโรงเรียนผู้สูงอายุ 5) ด้านการมีส่วนร่วม ดังนั้น รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของโรงเรียน ผู้สูงอายุเทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในการดำเนินงานเทศบาลสนับสนุนบุคลากร และงบประมาณ โดยมีกองสวัสดิการสังคมดูแลรับผิดชอบ มีการวางแผนและจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คือ ด้านกิจกรรมของผู้สูงอายุด้านคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ด้านการพัฒนาคุณภาพ ผู้สูงอายุด้านโรงเรียนผู้สูงอายุ และด้านการมีส่วนร่วม โดยมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุผ่าน 6 กิจกรรม คือ กิจกรรมด้านการให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุ กิจกรรมด้านพระพุทธศาสนา กิจกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรม กิจกรรมการดูแลรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ กิจกรรมด้านอาชีพเสริม และกิจกรรมด้านนันทนาการ อรรถกร เฉยทิม (2560) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ความสุขของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตกรุงเทพมหานคร มีความสุข ในแต่ละด้านได้แก่ ด้านความสุขอันเกิดจากการเข้าร่วมกิจกรรม ด้านความสุขอันเกิดจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่น ด้านความสุขอันเกิดจากการตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง และความสุขอันเกิดจากการมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี อยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตกรุงเทพมหานคร ที่มีเพศต่างกันมีความสุข แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ สถานภาพสมรส ฐานะทางเศรษฐกิจ ความถี่ในการเข้าร่วมกิจกรรม ภาวะสุขภาพต่างกัน มีความสุขไม่แตกต่างกัน และผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตกรุงเทพมหานคร มีแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างมี ความสุขคือการดูแลตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ การมีความหวังและมีการวางแผนในชีวิต การบริหารจัดการกับความทุกข์ การได้อยู่ร่วมกันหรือทำกิจกรรม


กับครอบครัว การเป็นที่พึ่งของครอบครัว การเข้าร่วมทำกิจกรรมทางศาสนาหรือทางวัฒนธรรมประเพณี การได้ถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้การทำ กิจกรรมที่ชอบหรืองานอดิเรก การได้พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ มีการเตรียมตัวเพื่อวัยผู้สูงอายุ การตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง การได้ช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำประโยชน์ต่อสังคม พูลศักดิ์ หอมสมบัติและคณะ (2565) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง โรงเรียนผู้สูงอายุ : การเสริมสร้างศักยภาพ ผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย ผลการศึกษาพบว่า การเสริมสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุเพื่อให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ และพัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยอยู่บนพื้นฐานแนวคิด ผู้สูงอายุที่มีคุณค่าและมีศักยภาพ ควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้มีส่วนร่วมทำประโยชน์ให้สังคมและส่งเสริม การเรียนรู้ให้ผู้สูงอายุโดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสในการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่าย หรือชุมชน ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุจะได้แสดงศักยภาพ โดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ประสบการณ์ที่สั่งสม แก่บุคคลอื่น เพื่อสืบสานภูมิปัญญาให้คงคุณค่าคู่กับชุมชน ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าสามารถทำ ประโยชน์ให้แก่สังคมและมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต โดยบทบาทสำคัญของโรงเรียนผู้สูงอายุในการพัฒนา ศักยภาพผู้สูงอายุ คือ (1) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ (2) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีภาวะสุขภาพ ที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม โดยมีกรอบหลักสูตรการเรียนรู้ที่บูรณาการกับพุทธนวัตกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สุพัตรา จันทร์สุวรรณ และคณะ (2564) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง สุขภาพจิต : มุมมองผู้สูงอายุโรงเรียน ผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาล ตำบลโพธิ์พระยา พบการดูแลสุขภาพจิตในมุมมองของผู้สูงอายุประกอบด้วย 3 ประเด็น ดังนี้ 1) การรักษา สมดุลกายใจ ได้แก่ การกินพอดีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การมองโลกในแง่ดีการปล่อยวาง การผ่อนคลาย และการมีความภาคภูมิใจในตนเอง 2) การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจากกิจกรรมต่างๆได้แก่ กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมประเภทอื่นๆ ที่ผู้สูงอายุสนใจและ 3) การสนับสนุนที่ดี ได้แก่ ครอบครัว เพื่อน และองค์กรต่างๆ การค้นพบมุมมองสุขภาพจิตและการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุนี้เป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลผู้สูงอายุร่วมกันวางแผนการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี มีความสุขและคุณภาพ ชีวิตที่ดีตรงกับตามความต้องการของผู้สูงอายุต่อไป พัชราภรณ์ พัฒนะ (2560) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัด สระบุรี ผลการศึกษาพบว่า พบว่าผู้สูงอายุที่เข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ เป็นเพศหญิงร้อยละ 70.6 มีอายุ 60-69 ปี สถานภาพสมรสคู่ จบการศึกษาภาคบังคับ มีรายได้เพียงพอแต่ไม่เหลือเก็บ ผู้สูงอายุร้อยละ 57.6 รับรู้ว่าตนเอง มีภาวะสุขภาพดี มีโรคประจำตัว ร้อยละ 70.3 เกือบทุกคนเข้าถึงบริการ สาธารณสุข ร้อยละ 86.1 เป็นสมาชิก ในโรงเรียนผู้สูงอายุ 1-2 ปี โดยให้เหตุผลในการเข้าโรงเรียนฯ เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนเป็นหลัก ผู้สูงอายุเกือบครึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุเดือนละ 2 -3 ครั้ง การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริม สุขภาพอยู่ในระดับมาก ได้รับแรงสนับสนุนอยู่ในระดับปานกลาง คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และดีร้อยละ 68.5 และร้อยละ 28.5 ตามลำดับ โดยมีคุณภาพชีวิตด้านจิตใจดีที่สุด รองลงมาคือ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพกาย ด้านสัมพันธภาพทางสังคมตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยรวม คือ ระดับการศึกษา อาชีพหลัก ความเพียงพอของรายได้ ลักษณะ


การพักอาศัย การรับรู้ภาวะสุขภาพของตนเอง จำนวนโรคเรื้อรัง ระดับการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ความถี่การเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุและการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ การช่วยเหลือด้าน การเงิน เมื่อ เจ็บป่วย การเดินทาง ความรู้ข่าวสาร เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เวหา เกษมสุข (2562) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของโรงเรียนผู้สูงอายุ ผลการศึกษาพบว่า ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมโรงเรียนผู้สูงอายุมีสภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต อยู่ใน ระดับปานกลาง ส่วนความต้องการการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตพบว่า ด้านสุขภาพกาย ด้านโครงสร้าง การด าเนินงาน และด้านกระบวนการการด าเนินงาน มีความต้องการการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตอยู่ใน ระดับมาก ตามลำดับ จากการสังเคราะห์เพื่อเสนอแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของโรงเรียนผู้สูงอายุ ผลพบว่าควรใช้แนวทาง SENIOR LEARNER (S-E-N-I-O-R L-E-A-R-N-E-R) โดยแนวทางนี้เป็น แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้เป็น ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ มีพฤฒิพลังเปลี่ยนจากภาระเป็นพลังตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านการมีส่วนร่วม และด้านความมั่นคงปลอดภัย โดยใช้บูรณาการกับเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่ผู้สูงอายุต้องรู้ ควรรู้ และอยากรู้ เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของโรงเรียนผู้สูงอายุที่เหมาะสมสำหรับ ผู้สูงอายุ 2.3 กรอบแนวคิด ในการทำวิจัยเรื่อง มุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำมากำหนดเป็นกรอบแนวคิด การวิจัย ดังนี้ ปัจจัยส่วนบุคคล - เพศ - อายุ - สถานภาพ - อาชีพ - ความถี่ของการเข้าร่วมกิจกรรม รูปแบบกิจกรรมภายในโรงเรียน - หมวดวิชาศาสนา - หมวดวิชาวัฒนธรรมและภูมิปัญญา - หมวดวิชาสุขภาพ - หมวดวิชาส่งเสริมอาชีพ - หมวดวิชาชีวิต - หมวดวิชาความรู้ทั่วไป มุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษา โรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น


บทที่ 3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้มีการใช้กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เฉพาะเจาะจง (Criterion Based Selection) เป็นการเลือกผู้ให้ข้อมูลจากคุณสมบัติในการให้ข้อมูลได้อย่าง ครบถ้วน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการ กองสวัสดิการสังคม (นางขจิตรา สังข์ทองหลาง) นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ (นายนิธิทัศน์ น้อยพาลี) ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน (นางสาวผกาสินี มาธุระ) ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา (นางอรจิต หล้าหา) จำนวน 4 คน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองศิลา และผู้สูงอายุในโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา รุ่นที่ 6 (โรงเรียนผู้สูงอายุ) จำนวน 10 คน เป็นผู้ให้ข้อมูลในด้านความคิดเห็นที่มีต่อแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้สูงอายุและรูปแบบกิจกรรมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา รวมทั้งสิ้น 14 คน 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษามุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัด ขอนแก่น ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 1. แนวทางในการสัมภาษณ์(Interview) ผู้วิจัยได้รวบรวมประเด็นที่ต้องการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล ตามกรอบแนวคิดที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามวัตถุประสงค์ 2. แนวทางการสังเกตการณ์(Observation) ผู้วิจัยได้มีการสังเกตการณ์โดยจะสังเกตการมีส่วนร่วม ของผู้สูงอายุภายในโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา จังหวัด ขอนแก่น และรูปแบบกิจกรรม โดยสังเกตแบบมีส่วนร่วมในการเข้าร่วมกิจกรรม และดูแลความ เรียบร้อยในแต่ละสัปดาห์ในโครงการส่งเสริมและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา 3.3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในการตอบวัตถุประสงค์ การศึกษาวิจัย ดังนี้ 1. การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth interview form) เป็นการสัมภาษณ์เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informant) ประกอบด้วย นางขจิตรา สังข์ทองหลาง (ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม), นายนิธิทัศน์ น้อยพาลี (นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ), นางสาวผกาสินี มาธุระ (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน) และนางอรจิต หล้าหา (ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา) และผู้สูงอายุในโครงการส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา รุ่นที่ 6 (โรงเรียนผู้สูงอายุ) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ซึ่งก่อนผู้วิจัย จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น ผู้วิจัยได้ประสานงานไปยังผู้ให้ข้อมูล เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการ เก็บข้อมูล พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดของการวิจัยเพื่อที่ผู้ให้ข้อมูลได้มีการเข้าใจในรายละเอียด


และทราบวัตถุประสงค์ของการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุและมุมมองของผู้สูงอายุ ในการดำเนินการของโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา (รุ่นที่ 6) จังหวัดขอนแก่น 2. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) โดยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าร่วม และทำกิจกรรมในโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ภายในระยะเวลา 7 สัปดาห์ ซึ่งผู้ศึกษาต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับผู้สูงอายุ บุคลากร และงานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อที่จะสามารถ ดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ในขณะเดียวกันผู้ศึกษาได้มีการสังเกตการในระหว่างการดำเนินงาน โดยมีการ สังเกตการณ์ผ่านการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของแต่ละสัปดาห์ 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth interview form) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ แบบเฉพาะเจาะจง (Criterion based selection) โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informant) ประกอบด้วย นางขจิตรา สังข์ทองหลาง (ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม), นายนิธิทัศน์ น้อยพาลี (นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ), นางสาวผกาสินี มาธุระ (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน) และนางอรจิต หล้าหา (ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา) และผู้สูงอายุในโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลา รุ่นที่ 6 (โรงเรียนผู้สูงอายุ) จำนวน 10 คน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้มีการ สัมภาษณ์ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้ง 14 คน โดยได้ดำเนินการดังต่อไปนี้นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ ในรูปแบบการพรรณนา โดยการตีความ (Interpretation) ซึ่งได้จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ที่ได้จดบันทึก ไว้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือปรากฏการณ์ที่มองเห็นหลังจากนั้นทำการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Inductive) โดยการเขียนเป็นประโยคหรือข้อความเพื่อตอบปัญหาของการวิจัย


บทที่ 4 ผลการศึกษา ในการวิจัยเรื่อง “มุมมองของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุ รุ่นที่ 6 เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น” ผู้วิจัยได้รวบรวมเก็บข้อมูลด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีวิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยมีการบันทึกภาพและเสียงผู้ให้สัมภาษณ์และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) โดยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรในระยะเวลา 7 สัปดาห์เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรมในการส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและมุมมองของผู้สูงอายุที่มีต่อโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองศิลา จังหวัด ขอนแก่น ให้เป็นประโยชน์เป็นกรณีศึกษาและสามารถนำองค์ความรู้ของแนวทางในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเรื่องหลักสูตร รูปแบบกิจกรรมในโรงเรียนผู้สูงอายุและมุมมองของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมในโครงการ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอีกทั้งยังทำให้บุคคลภายนอกหรือผู้ที่สนใจทราบถึงข้อมูลของโรงเรียน ผู้สูงอายุเทศบาลเมืองศิลามากขึ้น ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าและได้ทราบถึงผลการศึกษาโดยจะจําแนก อธิบายตามประเด็นดังต่อไปนี้


Click to View FlipBook Version