หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน
และเทคโนกโาลรยงีามน.อา4ช–พี 6
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4–6
กลมุ สาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี
ตามหลกั สตู รแกนก ลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551
ผเู้ รยี บเรียง
รศ.จรยิ า เดชกญุ ชร
ผศ. ดร. สุภาวดี ช่วงโชติ
นาง ภาสินี ลังประเสริฐ
ผูต้ รวจ
นาย นราธิศร์ พานิชสมบตั ิ
นาย ไชยากาล เพชรชัด
นาย ธนยิ สหพงศ์
บรรณาธิการ
อัญญารตั น์ วบิ รู ณ์ชาติ
หนงั สอื เรียน รายวิชาพน้ื ฐาน
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6
ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 4–6
กลม‹ุ สาระการเรยี นรูŒการงานอาชพี และเทคโนโลยี
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สงวนลิขสิทธต์ิ ามกฎหมาย
หา มละเมิด ทำ ซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร
สวนหนง่ึ สว นใด เวนแตจะไดร ับอนญุ าต
ผูเŒ รยี บเรยี ง
รศ.จริยา เดชกุญชร
ผศ. ดร. สุภาวดี ชว งโชติ
นาง ภาสนิ ี ลงั ประเสรฐิ
ผŒูตรวจ
นาย นราธิศร พานิชสมบตั ิ
นาย ไชยากาล เพชรชัด
นาย ธนยิ สหพงศ
บรรณาธกิ าร
อญั ญารัตน วิบูรณช าติ
ISBN 978-616-8047-21-7
พมิ พที่ บริษัท โรงพมิ พว ัฒนาพานชิ จำกดั นายเรงิ ชัย จงพพิ ัฒนสขุ กรรมการผจู ัดการ
คํานาํ
หนังสอื เรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6 เลม น้ี จดั ทำข้นึ ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับนักเรียนช้นั มัธยมศึกษา
ปท ี่ 4–6 โดยมเี ปาหมายใหนักเรียนและครูใชเ ปน สื่อในการจดั การเรยี นรเู พือ่ พัฒนานกั เรยี นใหมี
คณุ ภาพตามมาตรฐานทก่ี ำหนดไวใ นหลกั สตู ร มสี มรรถนะสำคญั ดา นการสอื่ สาร การคดิ แกป ญ หา
การใชท กั ษะชวี ิต และการใชเ ทคโนโลยี ตลอดจนพฒั นานกั เรียนใหม คี ุณลักษณะอนั พึงประสงค
และทำประโยชนใหสังคม เพื่อใหสามารถดำรงชีวิตอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไทยและสังคมโลก
ไดอ ยา งมีความสุข
หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยีเลมนี้ ยึดแนวคิดการจัดการ
เรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ ใชหลักการสงเสริมใหนักเรียนมีความรู ความเขาใจธรรมชาติของ
การงานอาชพี และเทคโนโลยี สามารถนำความรไู ปประยกุ ตใ ชใ นชวี ติ ประจำวนั ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ
และย่ังยืน โดยพัฒนานักเรียนแบบองครวมอยูบนพ้ืนฐานของการบูรณาการความคิดรวบยอด
ทเี่ นน ใหน กั เรยี นเรยี นรดู ว ยการปฏบิ ตั ิ (Active Learning) และเรยี นรโู ดยใชส มองเปน ฐาน (Brain-
based Learning) เนนการเรียนรูใหตรงกับรูปแบบการเรียนรู (Learning Style) เนนทักษะท่ี
สรางเสริมความเขาใจทคี่ งทนของนักเรียน ซึง่ เปนผลลพั ธปลายทางทตี่ องการใหเ กิดตามหลักสตู ร
การจดั ทำหนงั สือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยีเลมน้ี คณะผูจัดทำซึง่
เปนผูเชี่ยวชาญในสาขาวิชาและการพัฒนาส่ือการเรียนรู ไดศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 อยา งลกึ ซง้ึ ทง้ั ดา นวสิ ยั ทศั น หลกั การ จดุ มงุ หมาย สมรรถนะสำคญั
ของผเู รยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค มาตรฐานการเรยี นรู ตวั ชว้ี ดั ชว งชน้ั สาระการเรยี นรแู กนกลาง
แนวทางการจัดการเรียนรู และการวัดและประเมินผลการเรียนรู แลวจึงนำองคความรูท่ีไดมา
ออกแบบหนวยการเรียนรู แตละหนวยการเรียนรูประกอบดวยตัวชี้วัดชวงช้ัน ผังมโนทัศนสาระ
การเรียนรู ประโยชนจากการเรียน คำถามชวนคิด เน้ือหาสาระตา ง ๆ เร่อื งนา รู แหลงคน ขอ มูล
บทสรุป กิจกรรมเสนอแนะ โครงงาน การประยกุ ตใช และคำถามทบทวน ซ่ึงองคประกอบเหลา นี้
จะชว ยสงเสริมใหน กั เรยี นเกิดความเขา ใจที่คงทน และเกิดการเรียนรูอยา งครบถว นตามหลกั สูตร
หวังเปนอยา งยง่ิ วา หนังสือเรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6
จะชวยสนับสนุนใหนักเรียนไดพัฒนาทักษะพื้นฐานในการทำงาน การจัดการ การคิดสรางสรรค
และการใชเ ทคโนโลยเี พือ่ เพม่ิ ประสทิ ธิภาพในการดำรงชวี ิต บรรลตุ ามจุดมุงหมายของหลกั สตู ร
คณะผŒูจัดทำ
คําช้ีแจง
หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6 เลม น้ ี ไดอ อกแบบหนว ย
การเรียนรใู หแ ตล ะหนวยการเรยี นรปู ระกอบดวย
1. ตวั ชว้ี ดั ชว่ งชนั้ เปน เปา หมายในการพฒั นานกั เรยี นแตล ะชว งชนั้ ซงึ่ สอดคลอ งกบั มาตรฐานการ
เรียนรู มีรหสั ของมาตรฐานการเรยี นรแู ละตัวชวี้ ดั ชวงชัน้ เชน ง 4.1 ม. 4–6/1 (รหัสแตละตวั มีความ
หมายดังนี ้ ง คอื กลมุ สาระการเรยี นร ู การงานอาชพี และเทคโนโลยี 4.1 คือ สาระที ่ 4 มาตรฐานการ
เรียนรขู อท่ี 1 ม. 4–6/1 คอื ตัวชี้วัดช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ 4–6 ขอท่ี 1)
2. ผงั มโนทศั นส์ าระการเรยี นร ู้ เปน การนาํ เสนอขอบขา ยเนอื้ หาทนี่ กั เรยี นจะไดเ รยี นรใู นระดบั ชน้ั
นนั้ ๆ
3. ประโยชน์จากการเรียน นําเสนอไวเพื่อกระตุนใหนักเรียนนําความรูและทักษะจากการเรียน
ไปประยุกตใ ชใ นชวี ิตประจาํ วัน
4. คําถามชวนคิด เปนคําถามหรือสถานการณเพื่อกระตุนใหนักเรียนเกิดความสงสัยและสนใจ
ทจี่ ะคน หาคาํ ตอบ
5. เน้ือหา เปนเนื้อหาที่ตรงตามสาระมาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัดชวงช้ัน และสาระการเรียนรู
แกนกลาง โดยแบง เนอ้ื หาเปน ชว ง ๆ แลว แทรกกจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรทู พ่ี อเหมาะกบั การเรยี น รวมทง้ั
มกี ารนาํ เสนอดว ยภาพ ตาราง แผนภมู ิ และแผนทคี่ วามคดิ เพอ่ื เปน สอื่ ใหน กั เรยี นสรา งความคดิ รวบยอด
และเกดิ ความเขาใจท่ีคงทน
6. เรือ่ งนา่ รู้ เปนความรเู สรมิ หรือเกร็ดความรูเพื่อเพ่ิมพนู ใหน ักเรียนมคี วามรูกวา งขวางขึน้ โดย
คดั สรรเฉพาะเรือ่ งทีน่ ักเรียนควรรู
7. กิจกรรมเรียนรู้...สู่ปฏิบัติ เปนกิจกรรมท่ีกําหนดไวเม่ือจบเน้ือหาแตละตอนหรือแตละหัวขอ
เปน กจิ กรรมทหี่ ลากหลาย ใชแ นวคดิ ทฤษฎตี า ง ๆ ทส่ี อดคลอ งกบั เนอื้ หา เหมาะสมกบั วยั และพฒั นาการ
ดา นตาง ๆ ของนกั เรยี น สะดวกในการปฏบิ ตั ิ กระตุน ใหน กั เรียนไดค ิด และสงเสริมใหศ กึ ษาคน ควา เพิม่
เติม มีคําถามเปนการตรวจสอบผลการเรียนรูของนักเรียน ซึ่งไดออกแบบกิจกรรมไวอยางหลากหลาย
และมมี ากเพียงพอทจ่ี ะพัฒนาใหนักเรยี นเกดิ การเรยี นรตู ามเปาหมายของหลักสูตร โดยครูและนักเรยี น
สามารถนํากจิ กรรมดงั กลา วมาใชปฏบิ ัติในชวงกิจกรรมลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารไู ด
8. บทสรปุ ไดจัดทาํ บทสรปุ เปน ผังมโนทศั น (Concept Map) เพือ่ ใหน ักเรยี นไดใ ชเปน บทสรุป
ทบทวนความรู โดยวธิ ีการจินตภาพจากผงั มโนทศั นสรุปเนอ้ื หาท่ีไดจดั ทาํ ไว
9. แหลง่ คน้ ขอ้ มลู เปน แหลง การเรยี นรตู า ง ๆ ตามความเหมาะสม เชน เวบ็ ไซต หนงั สอื สถานท่ี
หรอื บคุ คล เพ่ือใหนกั เรยี นศกึ ษาคนควาความรเู พิ่มเติมใหสอดคลอ งกบั เร่อื งที่เรียน
10. กจิ กรรมเสนอแนะ เปนกจิ กรรมบรู ณาการทกั ษะท่ีรวมหลกั การและความคดิ รวบยอดในเรือ่ ง
ตาง ๆ ทีน่ กั เรียนไดเรยี นรูไปแลว มาประยกุ ตใ ชใ นการปฏบิ ัติกิจกรรม
11. โครงงาน เปนขอเสนอแนะในการกําหนดใหนักเรียนปฏิบัติโครงงาน โดยเสนอแนะหัวขอ
โครงงานและแนวทางการปฏบิ ตั โิ ครงงานทสี่ อดคลอ งกบั มาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชว้ี ดั ชว งชนั้ ของหนว ย
การเรยี นรนู ั้น เพ่ือพฒั นาทักษะการคดิ การวางแผน และการแกปญ หาของนักเรียน
12. การประยกุ ตใ์ ช ้ เปน กจิ กรรมทเ่ี สนอแนะใหน กั เรยี นไดน าํ ความร ู ทกั ษะในการประยกุ ตค วามรู
ในหนวยการเรียนรูน้ันไปใชในชีวติ ประจําวัน
13. คาํ ถามทบทวน เปน คาํ ถามท่ตี อ งการใหน ักเรียนไดส ะทอนความคดิ ในเน้ือหาที่ศึกษา โดยเนน
การนําหลักการตง้ั คําถามสะทอนคดิ (RCA) มาจดั เรยี งเปน คาํ ถามตามเนื้อหาทีน่ ักเรียนไดเ รยี นรู
14. บรรณานุกรม เปน รายช่อื หนงั สือ เอกสาร หรือเว็บไซตท่ใี ชค นควาอา งองิ ประกอบการเขยี น
15. คาํ อภิธานศพั ท ์ เปนการนําคาํ สําคัญที่แทรกอยูตามเน้อื หามาอธิบายความหมาย โดยจดั เรยี ง
ตามลาํ ดับตัวอกั ษรเพอื่ ความสะดวกในการคน ควา
สารบัญ
สาระท่ี 1 การดำ�รงชวี ติ และครอบครัว
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 สมั พนั ธภาพในครอบครวั ...............1
1. ความหมายและความสำ�คัญของครอบครวั 2�����������2
2. การสร้างสมั พันธภาพในครอบครัว.....................3
2.1 รูปแบบสมั พันธภาพในครอบครวั ...............3
2.2 แนวทางการสร้างสมั พันธภาพทดี่ ใี นครอบครัว.4
3. หน้าทแี่ ละบทบาทสมาชิกทด่ี ขี องครอบครวั ...........5
3.1 การดูแลรกั ษาและจัดตกแต่งบ้าน...............5
3.2 การปรบั ปรุงบ้านให้น่าอยแู่ บบประหยัด
พลงั งาน............................................12
3.3 การดูแลและบริการสมาชกิ ในครอบครวั .....13
4. การทำ�งานร่วมกบั เพ่ือนและบุคคลในชมุ ชน1�������15
4.1 การทำ�งานร่วมกับเพอ่ื น1�������������������������15
4.2 การทำ�งานรว่ มกับบุคคลในชุมชน1�������������15
ผงั มโนทัศนส์ รุปเนื้อหาหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1.......17
กจิ กรรมเสนอแนะ.......................................18
โครงงาน .................................................18
การประยุกต์ใช.้ ..........................................19
คำ�ถามทบทวน1�������������������������������������������19
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ตดั เยบ็ เสอ้ื ผา้ เบอ้ื งตน้ ..........................20
1. ความรเู้ บือ้ งต้นเก่ียวกับการตดั เย็บเสอ้ื ผ้า..........21
1.1 การเลอื กผา้ เพือ่ ใช้ในการตัดเย็บ..............21
1.2 อปุ กรณก์ ารตัดเย็บเสอ้ื ผา้ .......................22
1.3 ขน้ั ตอนการตดั เย็บเส้อื ผ้า.......................23
2. การตดั เย็บเสื้อผา้ ใสเ่ อง................................27
2.1 การตัดเยบ็ เส้ือกก๊ั .................................27
2.2 การตดั เย็บกางเกงนอน..........................29
3. การดูแลรกั ษาเสือ้ ผ้า....................................32
3.1 การลบรอยเปื้อน..................................32
สารบัญ
3.2 การซกั ผา้ รดี ผ้า และเกบ็ รักษาเส้อื ผา้ .......33
3.3 การซอ่ มแซมเสือ้ ผา้ ..............................35
3.4 การดดั แปลงเสือ้ ผา้ ...............................40
ผงั มโนทศั นส์ รุปเน้อื หาหน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2.......44
กิจกรรมเสนอแนะ.......................................46
โครงงาน .................................................46
การประยุกตใ์ ช้...........................................47
คำ�ถามทบทวน4�������������������������������������������47
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 การเกบ็ ถนอม และแปรรปู อาหาร..........48
1. การเกบ็ รักษาอาหาร.....................................49
2. การถนอมอาหารและการแปรรูปอาหาร.............51
2.1 หลักการและประโยชน์..........................51
2.2 วิธีการถนอมอาหารและการแปรรูปอาหาร...52
2.3 ตวั อยา่ งการถนอมอาหารและการแปรรปู
อาหาร...............................................57
ผังมโนทศั นส์ รุปเนอื้ หาหน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3.......62
กจิ กรรมเสนอแนะ.......................................63
โครงงาน .................................................63
การประยุกตใ์ ช้...........................................64
คำ�ถามทบทวน6�������������������������������������������64
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 ปลกู พชื ถกู วธิ ี มคี ณุ คา่ ตอ่ ชวี ติ ................65
1. การปลกู พชื เพ่อื การอนรุ กั ษท์ รัพยากร
และสิง่ แวดล้อม.........................................66
2. เทคโนโลยีเกีย่ วกบั การปลกู พชื .......................69
2.1 พืชดดั แปลงพันธกุ รรม..........................69
2.2 การเพาะเล้ียงเนือ้ เยื่อ............................70
2.3 การปลูกพชื ด้วยวธิ ไี ฮโดรพอนกิ ส.์ ............72
3. การปลกู พชื เพื่อบริโภคและจำ�หน่าย7����������������76
3.1 การปลูกผกั สวนครัว..............................76
สารบญั
3.2 การปลกู ไม้ผล.....................................78
ผงั มโนทศั น์สรปุ เน้ือหาหน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4.......81
กิจกรรมเสนอแนะ.......................................82
โครงงาน .................................................82
การประยุกตใ์ ช้...........................................83
คำ�ถามทบทวน8�������������������������������������������83
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 เลย้ี งสตั วเ์ พอ่ื บรโิ ภคและจำ�หนา่ ย8�����������84
1. ความรทู้ ่วั ไปเกีย่ วกับการเลย้ี งสตั ว์...................85
1.1 ความสำ�คญั ของการเล้ียงสตั ว์8������������������85
1.2 ปจั จยั สำ�คัญในการเลยี้ งสตั ว์8�������������������85
1.3 วัสดุ อุปกรณ์ และเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการ
เล้ยี งสัตว์............................................87
1.4 อาหารสตั ว์.........................................88
1.5 การสขุ าภบิ าลสตั ว์................................90
2. เทคโนโลยีเก่ียวกบั การเลยี้ งสตั ว.์ ....................91
3. การเล้ียงสัตวเ์ พอ่ื บริโภคและจำ�หน่าย9��������������93
3.1 การเลี้ยงไกพ่ ้ืนเมือง..............................93
3.2 การเลี้ยงปลานลิ ...................................95
ผงั มโนทัศนส์ รปุ เนื้อหาหนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5.......98
กิจกรรมเสนอแนะ.......................................99
โครงงาน .................................................99
การประยกุ ต์ใช้......................................... 100
คำ�ถามทบทวน1����������������������������������������� 100
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 6 สรา้ งสรรคง์ านเอกลกั ษณไ์ ทย..............101
1. รูจ้ ักงานเอกลักษณ์ไทย............................... 102
1.1 คุณคา่ ของงานประดิษฐท์ ่ี
เป็นเอกลกั ษณ์ไทย............................. 102
1.2 ประเภทของงานประดิษฐท์ ่ี
เปน็ เอกลักษณไ์ ทย............................. 104
สารบัญ
1.3 หลกั การออกแบบงานประดิษฐ์
ท่ีเปน็ เอกลกั ษณ์ไทย........................... 105
2. งานประดษิ ฐท์ เ่ี ป็นเอกลักษณ์ไทย................. 107
2.1 งานรอ้ ยมาลัยกลม.............................. 107
2.2 งานประดิษฐบ์ ายศรีปากชาม................. 111
ผังมโนทัศนส์ รปุ เน้ือหาหนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 6..... 116
กจิ กรรมเสนอแนะ..................................... 117
โครงงาน ............................................... 117
การประยกุ ตใ์ ช้......................................... 118
คำ�ถามทบทวน1����������������������������������������� 118
สาระท่ี 2 การออกแบบและเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 7 เทคโนโลยสี มั พนั ธ.์ ...........................119
1. ความสำ�คัญและบทบาทของเทคโนโลยี1����������� 120
2. ความสัมพนั ธร์ ะหว่างเทคโนโลยกี ับศาสตร์
อนื่ ๆ ............................................... 121
2.1 เทคโนโลยีกบั วิทยาศาสตร.์ ................... 121
2.2 เทคโนโลยกี บั เกษตรศาสตร์.................. 122
2.3 เทคโนโลยีกับศกึ ษาศาสตร์................... 124
2.4 เทคโนโลยกี บั โภชนศาสตร.์ .................. 125
2.5 เทคโนโลยกี บั แพทยศาสตร.์ ................. 126
2.6 เทคโนโลยกี บั พลงั งานและสิง่ แวดล้อม..... 127
3. เทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศ.................. 129
4. วเิ คราะหร์ ะบบเทคโนโลยี........................... 131
4.1 องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยี........... 131
4.2 ผลกระทบทเ่ี กดิ จากระบบเทคโนโลย.ี ...... 135
4.3 แนวทางแก้ปญั หาทีเ่ กดิ จากผลกระทบ
ของเทคโนโลยี.................................. 139
ผังมโนทศั นส์ รปุ เน้ือหาหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 7..... 141
กจิ กรรมเสนอแนะ..................................... 143
สารบญั
โครงงาน ............................................... 143
การประยกุ ตใ์ ช.้ ........................................ 144
คำ�ถามทบทวน1����������������������������������������� 144
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 8 การใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค.์ ........145
1. เทคโนโลยีในชวี ิตประจำ�วัน1������������������������ 146
1.1 เทคโนโลยที มี่ ีประโยชนต์ ่อการดำ�รงชวี ติ 1�� 146
1.2 การตดั สินใจเลือกใชเ้ ทคโนโลยี............. 150
2. เทคโนโลยีสะอาด..................................... 152
2.1 หลักการของเทคโนโลยีสะอาด............... 153
2.2 ขน้ั ตอนการเลอื กใช้เทคโนโลยสี ะอาด...... 154
2.3 การเลอื กใช้เทคโนโลยสี ะอาดเพือ่ อนรุ ักษ์
สง่ิ แวดลอ้ ม....................................... 156
3. การใชแ้ ละบำ�รงุ รกั ษาผลิตภณั ฑ์เทคโนโลยี1����� 158
3.1 การใชแ้ ละบำ�รุงรักษาเคร่ืองใช้ไฟฟา้ 1������� 158
3.2 การซ่อมแซมเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ................. 163
ผงั มโนทศั น์สรุปเนอื้ หาหนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 8..... 165
กจิ กรรมเสนอแนะ..................................... 167
โครงงาน ............................................... 167
การประยุกตใ์ ช.้ ........................................ 168
คำ�ถามทบทวน1����������������������������������������� 168
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 9 ดไี ซน์ สรา้ ง และพฒั นาผลติ ภณั ฑ.์ ......169
1. การออกแบบผลติ ภัณฑ์.............................. 170
1.1 ส่งิ สำ�คัญในการออกแบบ1��������������������� 170
1.2 โปรแกรมซอฟต์แวรท์ ี่ใชใ้ นการออกแบบ.. 171
2. การเขียนแบบ.......................................... 175
2.1 การเขยี นภาพฉาย.............................. 175
2.2 การเขยี นแบบจำ�ลอง1�������������������������� 176
3. อปุ กรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ กลไก...................... 178
3.1 อปุ กรณ์และวิธกี ารทำ�งานช่าง1���������������� 178
สารบัญ
3.2 อปุ กรณแ์ ละวงจรอิเลก็ ทรอนกิ ส.์ ............ 182
3.3 ระบบกลไกและการควบคุม................... 187
4. การสร้างสง่ิ ของเครอ่ื งใช.้ ............................ 193
การสรา้ งสิง่ ของเคร่ืองใชต้ ามกระบวนการ
เทคโนโลย.ี ............................................ 193
5. การพัฒนาผลติ ภัณฑ์สงิ่ ของเคร่ืองใช.้ ............ 196
5.1 การวเิ คราะหผ์ ลิตภัณฑ.์ ....................... 196
5.2 กระบวนการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ใหม่.......... 199
5.3 ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา
ผลิตภณั ฑ์........................................ 200
ผงั มโนทัศนส์ รุปเน้อื หาหน่วยการเรียนรู้ท่ี 9..... 204
กิจกรรมเสนอแนะ..................................... 206
โครงงาน ............................................... 206
การประยกุ ตใ์ ช.้ ........................................ 207
คำ�ถามทบทวน2����������������������������������������� 207
สาระท่ี 4 การอาชพี
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 10 เปดิ โลกอาชพี ................................208
1. ข้อมลู อาชีพ............................................. 209
1.1 ลกั ษณะงานอาชีพ.............................. 209
1.2 คุณสมบตั ขิ องผปู้ ระกอบอาชีพ............... 210
1.3 ความมนั่ คงและความก้าวหนา้ ในการ
ประกอบอาชพี ................................... 213
2. เส้นทางสงู่ านอาชีพ .................................. 215
2.1 การเตรยี มตัวประกอบอาชพี .................. 215
2.2 การสมคั รงาน.................................... 219
2.3 การสัมภาษณ์งาน............................... 222
2.4 การปฏบิ ตั ิตนในการประกอบอาชีพ......... 224
3. การเลือกใช้เทคโนโลยเี พือ่ การทำ�งานอาชีพ2����� 225
3.1 ความสำ�คัญของเทคโนโลยเี พอ่ื การทำ�งาน
อาชพี .............................................. 225
สารบัญ
3.2 ขอ้ พจิ ารณาในการเลือกใชเ้ ทคโนโลย.ี ..... 225
3.3 เทคโนโลยที ี่ใชเ้ พื่อการทำ�งานอาชพี 2������� 226
ผงั มโนทัศนส์ รุปเน้อื หาหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 10... 232
กจิ กรรมเสนอแนะ..................................... 234
โครงงาน ............................................... 234
การประยกุ ตใ์ ช้......................................... 235
คำ�ถามทบทวน2����������������������������������������� 235
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 11 ประสบการณว์ ชิ าชพี ........................236
1. งานในการดำ�รงชีวิตสู่งานอาชพี 2�������������������� 237
1.1 การนำ�ความรู้และทักษะไปสู่งานอาชีพ2����� 237
2. การจำ�ลองอาชพี 2������������������������������������� 240
2.1 ความรทู้ วั่ ไปเกี่ยวกบั การจำ�ลองอาชีพ2������ 240
2.2 ทกั ษะทใ่ี ชใ้ นกจิ กรรมจำ�ลองอาชีพ2���������� 241
2.3 ตวั อยา่ งการจำ�ลองอาชพี 2���������������������� 244
3. กจิ กรรมอาชพี และโครงงานอาชีพ................. 246
3.1 กิจกรรมอาชีพ................................... 246
3.2 โครงงานอาชพี .................................. 248
4. คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมในการทำ�งาน2� 257
4.1 คุณธรรมในการทำ�งาน2������������������������ 257
4.2 จริยธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชพี .......... 258
4.3 ค่านิยมในการทำ�งาน2�������������������������� 261
ผงั มโนทศั นส์ รุปเนอ้ื หาหน่วยการเรยี นรู้ที่ 11... 262
กิจกรรมเสนอแนะ..................................... 264
โครงงาน ............................................... 264
การประยุกต์ใช.้ ........................................ 265
คำ�ถามทบทวน2����������������������������������������� 265
บรรณานุกรม........................................... 266
คำ�อภธิ านศพั ท์2����������������������������������������� 268
1หนวยการเรย� นรทู ี่
สมั พนั ธภาพในครอบครวั
ตวั ช้�วดั ชว งช้ัน
1. อธบิ ายวธิ กี ารทำงานเพอื่ การดำรงชีวิต (ง 1.1 ม.4–6/1)
2. มีทกั ษะการจดั การในการทำงาน (ง 1.1 ม.4–6/3)
3. มีคณุ ธรรมและลกั ษณะนิสัยในการทำงาน (ง 1.1 ม.4–6/3)
ผังมโนทศั นสาระการเร�ยนรู
รูปแบบสมั พันธภาพ
ความหมายและความสําคัญ ในครอบครัว
การทาํ งานรวมกับ ของครอบครัว การสราง
บุคคลในชุมชน สมั พนั ธภาพ
ในครอบครวั
การทาํ งานรว มกบั เพอ่ื น สัมพันธภาพ
ในครอบครวั
และบคุ คลในชมุ ชน
แนวทางการสราง
การทาํ งานรวมกับเพื่อน หนา ท่แี ละบทบาทสมาชก� ที่ดี สมั พนั ธภาพท่ีดีในครอบครัว
การดแู ลและบร�การ ของครอบครัว
สมาช�กในครอบครัว การดแู ลรักษา
และจดั ตกแตง บาน
การปรับปรุงบา นใหนาอยู
แบบประหยดั พลงั งาน
ประโยชนจากการเรยี น คําถามชวนคิด
1. มีสัมพันธภาพท่ีดีกับสมาชิกในครอบครัว 1. นกั เรียนมวี ธิ กี ารดูแลและบริการสมาชิก
และรจู กั หนา ทแ่ี ละบทบาทของตนเอง ในครอบครัวอยา งไร
2. ทำงานรวมกับสมาชิกในครอบครัว เพ่อื น 2. การทำงานรว มกบั เพอ่ื นและบุคคลใน
และบคุ คลในชมุ ชนได ชุมชนควรปฏบิ ตั อิ ยา งไร
2 หนังสือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6
1. ความหมายและความสาํ คญั ของครอบครัว
ครอบครัว (Family) ตามพจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถงึ สถาบนั
สงั คมทป่ี ระกอบดว ยสามี ภรรยา และบตุ ร สว นสมาคมคหเศรษฐศาสตรแ หง ประเทศไทยไดอ ธบิ าย
ความหมายของครอบครวั ในดา นตา ง ๆ เพิม่ เติม ดังน้ี
ดา นชวี วิทยา ครอบครวั หมายถงึ กลมุ คนทีม่ ีความผูกพนั ทางสายโลหติ
ดานเศรษฐศาสตร ครอบครัว หมายถึง กลุมบุคคลที่จายเงินจากงบประมาณเดียวกันแมจะ
อาศยั อยตู า งสถานท่ีกัน
ดานสังคมศาสตร ครอบครัว หมายถึง กลุมคนท่ีอยูรวมเคหสถานหรือบานเดียวกัน
มีปฏิสัมพันธสนใจทุกขสุขซึ่งกันและกัน มีความผูกพันกัน มีความรักใคร หวงใย และมีความ
ปรารถนาดีตอ กนั โดยไมจ ำเปนตอ งสืบสายโลหติ เดียวกนั
ดานกฎหมายหรือนิติศาสตร ครอบครัว หมายถึง ครอบครัวท่ีชายหญิงจดทะเบียนสมรส
อยางถกู ตองตามกฎหมาย ซงึ่ ครอบคลุมถงึ บุตรและบุตรบุญธรรมดวย
ดังนน้ั อาจสรุปความหมายของครอบครวั โดยรวมไดวา หมายถงึ กลุมของบคุ คลท่อี ยูรว มกัน
มคี วามสมั พันธและผูกพันกนั ทั้งในดานรางกาย จิตใจ การเงนิ และกฎหมาย
ครอบครวั เปน สถาบนั แรกและเปน สถาบนั ทเ่ี ลก็ ทส่ี ดุ ของสงั คม ทำหนา ทว่ี างรากฐานบคุ ลกิ ลกั ษณะ
และการดำเนินชีวิตของบุคคล ทำใหแตละบุคคลมีลักษณะแตกตางกัน เนื่องจากไดรับการเล้ียงดู
อบรมสั่งสอน ขัดเกลา ถายทอดความคิด คุณธรรม และ
ประสบการณจากครอบครวั ทแ่ี ตกตางกนั
สังคมไทยในอดีตครอบครัวสวนใหญจะเปนครอบครัว
ขยาย (Extended Family) ประกอบดวยญาติพ่ีนองของสามี
หรือภรรยา เชน พ่ี ปา นา อา ปู ยา ตา ยาย อยูรวมกัน
ในครอบครัว มีความใกลชิด สนิทสนม มีความเคารพนับถือ
และมสี มั พนั ธภาพท่ีแนนแฟน ครอบครวั ขยาย
ปจจุบันสภาพสงั คม การเมือง การปกครอง เศรษฐกจิ
และวัฒนธรรมเปล่ียนแปลงไป สงผลใหสภาพความเปนอยู
ของครอบครัวไทยในอดีตเปล่ียนจากครอบครัวขยายเปน
ครอบครวั เดยี่ ว (Nuclear Family) ทม่ี เี ฉพาะสามภี รรยา บตุ ร
และอาจมีผูชวยทำงานบานอาศัยอยูดวย บางครอบครัวพอ
แม และลูกไมคอยมีความใกลชิดกัน การไปมาหาสูระหวาง
ครอบครัวเดย่ี ว ญาตพิ น่ี อ งหา งเหนิ เพอ่ื นมคี วามสำคญั มากกวา คนในครอบครวั
สงผลใหครอบครัวขาดความอบอุน ลูกรูสึกขาดความรัก ความม่ันคงทางจิตใจ และขาดรูปแบบ
ที่เหมาะสมทจี่ ะยดึ เปน แนวทางในการดำเนนิ ชีวติ
หนงั สือเรียน รายวชิ าพ้ืนฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6 3
ดังน้ัน จึงอาจกลาวไดวาครอบครัวมีบทบาท
และหนาที่สำคัญในการสรางและพัฒนาคุณภาพ
ของมนุษยในสังคม ถาเราทำใหครอบครัวมีความ เรอ่ื งนารู
รัก มีความอบอุน มีความสุข และไมเกิดความ
แตกแยกก็จะเปนวิธีหน่ึงที่สามารถปองกันไมให วนั ครอบครวั ตรงกบั วนั ที่ 14 เมษายน เปน
โอกาสสำคญั ทส่ี มาชกิ ทกุ คนในครอบครวั จะได
เ2ก.ิดปกใญนาหคราสทราอรงสาบงังคคสมรไัมัวดพ ันธภาพ พบปะกันอยางพรอมหนาพรอมตา ไดมา
เย่ียมเยยี น กราบไหวบดิ ามารดา ญาตผิ ูใหญ
สัมพันธภาพในครอบครัว หมายถึง การมี และผูสูงอายุที่ตนเคารพนับถือ ซ่ึงเปน
ปฏิสัมพันธกันระหวางสมาชิกในครอบครัว ไดแก วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามอยางหน่ึงของ
คนไทย
สามีกับภรรยา บิดามารดากับบุตร หากสัมพันธภาพในครอบครัวดำเนินไปดวยดีครอบครัวก็จะมี
ความสงบสขุ แตถ า สมั พนั ธภาพในครอบครวั ไมด ี มคี วามแตกแยก ครอบครวั กจ็ ะเกดิ ความวนุ วาย
และไมมคี วามสงบสขุ
สมั พนั ธภาพในครอบครวั มอี ทิ ธพิ ลอยา งมากตอ การ
สรา งพฤตกิ รรมของบคุ คล เนอ่ื งจากการแสดงออกของ
สมาชิกแตล ะคนในครอบครวั กอ ใหเ กิดการเรยี นรู การ
เลียนแบบ และการถายทอดวัฒนธรรมทางสังคม
ครอบครวั ใดบดิ ามารดาใหค วามรกั ความอบอนุ แกบ ตุ ร
โดยแสดงออกซงึ่ ความรกั ความเอาใจใส อบรมสงั่ สอน
ใหคิดดี พูดดี และทำความดี ตลอดจนเปนแบบอยาง
บตุ รที่ไดร ับความรกั จากมารดา ที่ดีใหกับบุตร บุตรจะมีความใฝดีและตองการประสบ
จะมคี วามใฝด ี
เรอ่ื งนา รู
ความสำเรจ็ ในชวี ติ โดยวถิ ที างทถี่ กู ตอ ง แตถ า บตุ ร
ขาดความรกั ความอบอนุ และเหน็ แบบอยา งทไ่ี มด ี
ก็อาจทำใหแสดงพฤติกรรมท่ีเบี่ยงเบนไปในทาง ความรักท่ีสมบูรณท่ีสุด คือ ความรักท่ีมี
กอความเดือดรอนใหแกผูอื่น ซึ่งจะนำไปสูการ ทง้ั “การให” และ “การรบั ” ความรกั ทย่ี งิ่ ใหญ
กระทำผดิ กฎหมายไดในทสี่ ดุ เหนือส่ิงอ่ืนใด คือ ความรักของพอแมท่ีมี
ตอ ลกู
2.1 รปู แบบสัมพนั ธภาพ
ในครอบครวั
รูปแบบสมั พันธภาพในครอบครวั แบง ไดต ามวิธกี ารอบรมเล้ยี งดูบุตรของบิดามารดา ดงั น้ี
1. แบบเผด็จการ สัมพันธภาพรูปแบบนี้ บิดามารดามักจะเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนบุตร
ใหอยูในระเบียบหรือกฎเกณฑที่ตนสรางขึ้นหรือคาดหวังใหเปนไปตามท่ีบิดามารดาตองการ บุตร
ไมสามารถแสดงความคดิ เหน็ หรอื ตัดสนิ ใจกระทำตามความตอ งการของตนเองได
สัมพันธภาพในครอบครัวรูปแบบนี้ บุตรจะไมมีความสัมพันธใกลชิดกับบิดามารดา
มีความรสู ึกขาดความรกั ความอบอนุ มปี มดอย เกบ็ กด และกา วรา ว
4 หนงั สอื เรียน รายวชิ าพืน้ ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6
2. แบบประชาธปิ ไตย สมั พนั ธภาพรปู แบบนบี้ ดิ ามารดามกั จะอบรมสง่ั สอนบตุ รใหม เี หตผุ ล
มีการพบปะพูดคุยแลกเปล่ียนความคิดเห็นซ่ึงกันและกันอยูเสมอ การตัดสินใจเร่ืองใด ๆ ใน
ครอบครัวจะเกิดจากความเห็นชอบของสมาชิกทุกคน บุตรมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและใช
ความสามารถอยางเตม็ ที่
สมั พนั ธภาพในครอบครวั รปู แบบนี้ บตุ รจะมคี วามรบั ผดิ ชอบสงู มเี หตมุ ผี ล เคารพยกยอ ง
ยอมรบั ฟง ความคดิ เห็นของผอู น่ื และสามารถอยูรวมกับผูอ น่ื ไดด ี
3. แบบปลอ‹ ยตามสบาย สมั พนั ธภาพรปู แบบน้ี บดิ ามารดาจะเลย้ี งดบู ตุ รแบบปลอ ยตามใจ
ไมม รี ะเบยี บกฎเกณฑท เ่ี ขม งวด บดิ า มารดาไมค อ ยสนใจความเปน ไปของกนั และกนั รวมถงึ ตวั บตุ ร
ดว ย
สมั พันธภาพในครอบครวั รูปแบบนี้ บตุ รจะมีนิสัยเอาแตใจตนเอง ควบคุมความประพฤติ
ตนเองไมได ขาดความรับผิดชอบ ขาดระเบียบวินัย และไมมีความสามารถในการทำงานรวมกับ
ผูอื่น
2.2 แนวทางการสรางสัมพนั ธภาพทด่ี ใี นครอบครัว
การสรา งสมั พนั ธภาพทด่ี ใี นครอบครวั เปน การสรา งความผกู พนั ความสนทิ สนม ความรกั ใคร
กลมเกลียว และความไววางใจซึ่งกันและกันระหวางสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยมีแนวทาง
ปฏบิ ตั ิดงั ตอ ไปน้ี
1. ทำกจิ กรรมรว‹ มกนั ควรหาเวลาพดู คยุ สอบถาม
ความเปน ไป เหตกุ ารณ หรอื ปรกึ ษาหารอื ปญ หาทเ่ี กดิ ขนึ้
กับสมาชิกแตละคน ตลอดจนจัดกิจกรรมนันทนาการ
ในครอบครวั อยา งสม่ำเสมอ เชน การเลน ดนตรี การเลน
กีฬา เพื่อชวยใหสมาชิกในครอบครัวไดทำกิจกรรม
รวมกัน การทำกจิ กรรมรว มกันในครอบครวั
เปน การสรางสมั พันธภาพทดี่ ี
2. พดู จากนั ดวŒ ยภาษาดอกไมŒ ควรพดู คยุ กนั ดว ยถอ ยคำทส่ี ภุ าพ ไพเราะ ไมใ ชค ำพดู หว น ๆ
ประชดประชนั รจู กั ใชค ำ “ขอบคณุ ” เมอื่ ไดร บั การชว ยเหลอื ไดร บั สงิ่ ของ หรอื คำชมเชยและกลา ว
คำ “ขอโทษ” เมื่อไปลวงเกินหรอื กระทำผิดตอ ผอู ื่น
3. สรŒางแนวทางการปฏิบัติตนร‹วมกันของสมาชิกในครอบครัว โดยการสรางเงื่อนไขหรือ
ขอตกลงในการทำงานบาน หรือการอยูรวมกัน ซ่ึงตองถือปฏิบัติตามเง่ือนไขหรือขอตกลงนั้น ๆ
ดวยความเตม็ ใจ
4. เผอ่ื แผ‹ มีน้ำใจใหŒกัน รจู ักชว ยเหลอื กิจการงานของสมาชิกคนอ่ืนในครอบครัว เอาใจใส
ดูแลกันเมื่อเจ็บปวย รูจักแบงปนเพ่ือเปนการแสดงความเอื้ออาทรและหวงใยกันระหวางสมาชิก
ในครอบครวั
หนังสอื เรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6 5
5. รŒูจักประนีประนอม การอยูรวมกันในครอบครัวซึ่งมีหลายคน โอกาสที่จะเกิดความ
ขัดแยงยอมเกิดข้ึนไดเสมอจึงควรรูจักประนีประนอม ใหอภัย และไมคิดเอาชนะกันดวยอารมณ
ท่ีไรเ หตุผล
6. มีความเสมอภาค ไมลำเอียงในการปฏิบัติตอกันระหวางสมาชิกในครอบครัว ควรเปนไป
ดว ยความเสมอภาค ไมล ำเอยี งโดยการแสดงความรกั หรอื ปฏบิ ตั ติ นเปน พเิ ศษกบั คนใดคนหนงึ่ ถา
ปฏิบตั ิไดด งั นจี้ ะทำใหท ุกคนในครอบครัวมคี วามรักใครป รองดองกัน
เรือ่ งนา รู
ขŒอคิดในการสราŒ งความสขุ ใหŒครอบครัว มดี ังนี้
1. ควรปฏบิ ตั ิตนตามหลัก 3A ไดแ ก Adjustment ปรับตัวเขาหากัน Appreciation รสู กึ ซาบซึง้ เหน็ คณุ คา
ของกันและกัน Affection แสดงความรกั ตอ กนั ดวยการช่ืนชม กอด จับมอื หรือลูบศรี ษะ
2. สง่ิ ทไ่ี มค วรปฏบิ ตั ิ ไดแ ก กา วรา วหรอื ทำรา ยกนั เยอ หยง่ิ อวดดี ทะเยอทะยาน และมคี วามโลภไมส น้ิ สดุ
3. ยดึ หลกั คุณธรรม 5 อ ไดแ ก อดออม อดทน เอาใจใส โอบออมอารี และออนหวาน
4. ปรับทศั นคตขิ องตนเองใหมวา จะทำตัวเองใหดีข้นึ เพราะตอ งการเปนคนดี ไมใชท ำดเี พอ่ื ใหคนรัก
กจิ กรรมเรยี นร…ู สปู ฎิบตั ิ
1. นกั เรียนแบงกลมุ กลุมละ 4–5 คน อภปิ รายเกี่ยวกบั ความสำคัญของครอบครัวและรปู แบบ
สัมพนั ธภาพในครอบครัว แลวสรปุ ผล
2. นกั เรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 4–5 คน ระดมความคิดเสนอแนะแนวทางการสรางสมั พนั ธภาพทีด่ ี
เพอื่ ทีจ่ ะทำงานรวมกนั ในครอบครวั แลว เขียนสรุปเปน แผนท่คี วามคิด
3. หนา ทแี่ ละบทบาทสมาชกิ ทีด่ ขี องครอบครวั
สมาชิกในครอบครัวแตละคนมีหนาที่และบทบาทท่ีแตกตางกัน แตทุกคนควรทำงานบาน
รวมกัน ไดแก การดูแลรักษาและจดั ตกแตงบาน การปรบั ปรุงบานใหน า อยแู บบประหยดั พลังงาน
และการดูแลและบริการสมาชิกในครอบครัว หากสมาชิกในครอบครัวรูจักหนาที่และบทบาทของ
ตนเองและรวมกนั ทำงานตาง ๆ กจ็ ะทำใหอ ยูรว มกนั อยา งมคี วามสุข
3.1 การดูแลรกั ษาและจดั ตกแตงบาน
การดูแลรักษาและจัดตกแตงบานใหสะอาดเรียบรอย นาอยู ควรดูแลทั้งภายในบาน
สว นประกอบของบา น และบรเิ วณรอบ ๆ บา น โดยสมาชกิ ทกุ คนในครอบครวั ควรแบง หนา ทก่ี นั ดูแล
6 หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6
การทำความสะอาดส‹วนประกอบของบŒาน จะเริ่มจากบริเวณท่ีอยูสูงกอนบริเวณที่อยูตำ่
ตามลำดับ คือ เพดาน ฝาผนัง ประตู หนาตาง และพื้นบาน วิธีปฏิบัติในการทำความสะอาด
สวนประกอบของบา นทำไดดงั นี้
1. เพดาน ใชไ มก วาดเสยี้ นตาลหรอื ไมก วาดทมี่ ดี า มยาวกวาดบรเิ วณทม่ี หี ยากไยแ ละพน้ื ที่
ท่ัว ๆ ไปของเพดานจนสะอาด
2. ฝาผนัง โดยท่ัวไปมักทำจากวัสดุ ไดแก ไม คอนกรีต ปูน และกระเบื้องเคลือบ มีวิธี
ปฏบิ ตั ิงานแบงตามลักษณะของวัสดุทีท่ ำฝาผนงั ดงั ตอ ไปนี้
1) ฝาผนงั ไม ใชไ มก วาดดอกหญา หรอื ไมก วาดขนไกป ด ฝนุ ออก แลว ใชผ า ชบุ นำ้ บดิ หมาด
เช็ดบรเิ วณที่สกปรก
2) ฝาผนงั คอนกรีต ใชผานุมหรือฟองนำ้ ชบุ นำ้ ผสมผงซักฟอกเช็ดถู
3) ฝาผนังปูนท่ีทาดวยสีพลาสติก (สีนำ้ ) ใชผาแหงกับผงขัดเช็ดถูบริเวณที่มีรอยเปอน
โดยไมตองใชน ้ำ
4) ฝาผนังกระเบื้องเคลือบหรือฝาผนังปูนที่ทาดวยสีน้ำมัน ใชผานุมหรือฟองน้ำชุบน้ำ
ผสมผงซักฟอกหรอื นำ้ ยาลา งกระเบอื้ งเคลอื บ ลา งใหส ะอาด
3. ประตแู ละหนาŒ ตา‹ ง โดยทว่ั ไปทำดว ยไม กระจก และ
เหลก็ ดดั ควรทำความสะอาดตามลกั ษณะของวัสดดุ ังนี้
1) ประตูและหนาตางท่ีทําดวยไม ใชไมกวาด
ดอกหญาหรือไมกวาดขนไกปดฝุนละอองออกใหหมด แลวใช
ผาชุบน้ำเช็ดใหสะอาด
2) ประตแู ละหนา ตา งทท่ี ำดว ยกระจก ใชน ำ้ ยาทำความ
สะอาดกระจกฉีดใหทั่ว แลวใชกระดาษหนังสือพิมพเช็ดให
สะอาด จากน้ันใชผาแหงสะอาดเช็ดซ้ำอีกครั้ง ถาหนาตางเปน
บานเกล็ดใหใ ชผา ชบุ นำ้ พันไมเชด็ ตามซอกบานเกลด็
3) ประตูและหนาตางที่ทำดวยเหล็กดัด ใชไมกวาด การทำความสะอาดหนาตา ง
ทีท่ ำดวยกระจก
ขนไกปด ฝนุ ละอองออก แลว ใชผาชบุ น้ำเชด็ ใหส ะอาด
4. พนื้ บาŒ น พน้ื บา นแตล ะบา นมกั สรา งดว ย
วัสดุทีไ่ มเ หมือนกนั เชน ไม ซีเมนต กระเบ้ืองยาง
การทำความสะอาดจงึ ตอ งทำใหเ หมาะสมกบั ลกั ษณะ เร่อื งนา รู
ของพนื้ ซึ่งมวี ธิ กี ารดังนี้
พน้ื ซเี มนตท เ่ี ปอ นคราบนำ้ มนั ทำความสะอาด
1) พ้ืนไม ใชไมกวาดทางมะพราวกวาด โดยใชข้ีเถากลบรอยเปอนทิ้งไว 3 ช่ัวโมง
ตามรอง แลวใชไมกวาดดอกหญากวาดอีกคร้ัง แลว จงึ กวาดขเ้ี ถา ไปทง้ิ พน้ื ซเี มนตจ ะแหง สนทิ
ใหสะอาด จากนั้นใชผาชุบนำ้ บิดหมาดเช็ดถูตาม ไมม รี อยคราบนำ้ มนั
ความยาวของไมก ระดาน
หนังสือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6 7
2) พื้นซีเมนตหรือหินขัด ใชไมกวาดดอกหญากวาดพื้นใหสะอาด แลวใชผาชุบน้ำ
บิดหมาดถูพื้นใหทั่ว
3) พื้นกระเบ้ืองยางและเส่ือนำ้ มัน ใชไมกวาดดอกหญากวาดใหสะอาด แลวใชผาชุบน้ำ
ผสมนำ้ ยาทำความสะอาดหรือน้ำสบูบิดหมาดเชด็ ถใู หท่ัว แลว เชด็ ดวยผา แหง
การทำความสะอาดบรเิ วณบาŒ น บรเิ วณบา นเปน สว นทผ่ี คู นภายนอกสามารถมองเหน็ ไดง า ย
ถา บรเิ วณบา นสะอาดสวยงามกจ็ ะทำใหต วั บา นสวยงามดว ย ซง่ึ มวี ธิ กี ารทำความสะอาดบรเิ วณบา น
ดังนี้
1. รั้วบŒาน เปนบริเวณที่กำหนดขอบเขตของตัวบาน ซ่ึง
มลี กั ษณะแตกตา งกัน เชน รัว้ สงั กะสี รว้ั ไม รัว้ ปนู ควรทำความ
สะอาดสมำ่ เสมอ โดยใชไมกวาดทางมะพราวปดฝุน สำหรับ
รั้วบานที่เปนตนไมหรือพุมไมท่ีตกแตงเปนรั้วควรตัดแตง
ใหส วยงามเปนระเบียบอยูเสมอ
ร้วั บานควรตกแตงใหส วยงาม
2. สนามหญŒา ควรทำความสะอาดโดยใชไมกวาด
ทางมะพราวกวาดเศษขยะในสนามหญา ดูแลรักษาหญา
และตน ไมท ป่ี ลกู ดว ยการรดนำ้ ใสป ยุ สำหรบั บรเิ วณสนามหญา
ควรหาแผนอฐิ หรอื แผน ปูนมารอง
ควรดูแลรักษาหญาในสนามหญา
ใหเ รียบ สะอาด
3. ลานบŒานและทางเดิน เปนบริเวณรอบ ๆ บาน
ใชสำหรับเดินอาจทำจากปูนซีเมนต กรวด ดิน หรือทราย ควร
ทำความสะอาดทางเดินท่ีเปนพ้ืนปูนดวยไมกวาดทางมะพราว
ทางเดนิ รอบบาน ควรทำความ สําหรับลานบานหรือถนนซีเมนตควรทําความสะอาดดวย
สะอาดและตกแตง ใหสวยงาม แปรงขัดกับน้ำผสมผงซักฟอก แลวใชไมกวาดทางมะพราว
กวาดนำ้ ออก ปลอ ยใหแ หง
สวนทางเดินที่เปนดินหรือทรายควรกวาดดวยไมกวาดทาง
มะพราว กอนกวาดควรพรมนำ้ เพื่อลดการเกิดฝุนและชวย
ใหด นิ แขง็ ตวั
4. สวนดอกไมŒ เปนบริเวณท่ีปลูกดอกไมเพ่ือใช
ประดับตกแตงบานใหสวยงาม ควรรดน้ำ พรวนดิน ใสปุย
กำจัดแมลงศัตรูพืช ตัดแตงกิ่งไม ใบไมใหสวยงาม กำจัด ควรตัดแตง กงิ่ ไม ใบไมในสวนดอกไม
วชั พชื กวาดเศษขยะ และรกั ษาบรเิ วณรอบโคนตน ไมใ หโ ปรง เพอื่ ใหส วยงาม
อยูเสมอ
8 หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6
5. ทางระบายนำ้ ทม่ี ลี กั ษณะเปน ทอ ระบายน้ำทง้ิ จากภายในบา นออกไปสทู อ ระบายนำ้ ขนาด
ใหญท อี่ ยูนอกบาน ควรทำความสะอาดดว ยวิธีการตอไปนี้
1) ทางระบายน้ำแบบรองดิน ทำความสะอาดโดยใชจอบหรือเสียมโกยดินออกจาก
รอ งนำ้ ปรบั แตง โดยใชไ มก น้ั บรเิ วณดา นขา งรอ งดนิ แลว บดอดั ดนิ ใหแ นน เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หด นิ พงั ทลาย
2) ทางระบายน้ำแบบรองซีเมนต ทำความสะอาดโดยใชไมกวาดทางมะพราวกวาดขยะ
หรือตะไครน าํ้ ทคี่ า งอยอู อกใหหมดกอน แลวใชแ ปรงพลาสติกแข็งขัดและลา งดวยนำ้ จนสะอาด
3) ทางระบายน้ำแบบทอซีเมนตหรือทอพลาสติก ควรใสตะแกรงเหล็กปดก้ันปากทอน้ำ
เพื่อปองกันเศษอาหารและเศษขยะตกลงไปหรือใชนำ้ รอนราดลงไปเปนครั้งคราว เพ่ือขจัดคราบ
ไขมนั ทจี่ บั ติดตามผนงั ทอ และหม่ันเกบ็ กวาดเศษขยะบริเวณตะแกรงท่ปี ดก้ันทอนำ้
6. บรเิ วณท่ที ง้ิ ขยะ ขยะเปน สาเหตุหน่ึงทท่ี ำใหสงิ่ แวดลอ มเปน
พิษ เกิดอันตรายตอระบบหายใจจึงจำเปนตองมีการกำจัดขยะ โดย
สามารถทำไดดังนี้
1) จดั เตรยี มภาชนะรองรบั ขยะใหเ พยี งพอ ภาชนะทใ่ี ชร องรบั
ขยะควรทนทานไมรั่วซึม มีขนาดพอเหมาะ เคล่ือนยายไดสะดวก
มีถุงพลาสติกรองไวใ นภาชนะ และควรมฝี าปดมิดชดิ
2) นำขยะไปกำจดั ทำไดห ลายวิธดี ังตอไปนี้
(1) นำขยะในถังขยะมาเทรวมบรรจุลงในถุงพลาสติก
ใบใหญโดยแยกเปนประเภทเพื่อความสะดวกในการเกบ็ ขยะ
(2) นำขยะไปใชเลี้ยงสัตว วิธีนี้เปนการกำจัดเฉพาะ ควรตง้ั ถงั ขยะไวใ นบริเวณ
ที่ทิ้งขยะ
ขยะเปยก เชน เศษผกั ผลไม
(3) กำจัดขยะโดยการเผา เหมาะสำหรับการกำจัดขยะบางชนิด เชน กระดาษ เศษ
ไม ใบไม โดยนำขยะมากองรวมกันแลว จุดไฟเผาโดยระมัดระวังอยาใหไฟลามไปที่อ่ืน หรือนำ
ขยะใสใ นหลมุ สำหรับเผาขยะ แลวจุดไฟเผา
(4) กําจัดขยะโดยการฝัง เหมาะ
สำหรับการกำจัดขยะบางชนิดที่ไมสะดวกในการ เร่ืองนา รู
เผาทำลาย เชน ขยะประเภทแกว กระปองโลหะ ถังขยะสีแดงทีท่ างสำนกั งานเขตของแตละ
โดยเลือกบริเวณท่ีน้ำทวมไมถึง อยูไกลจากบาน ทอ งทจ่ี ดั เตรยี มไวใ หใ ชส ำหรบั ทง้ิ ขยะประเภท
หรือแหลง น้ำอยา งนอย 30 เมตร วัตถุมพี ษิ
ตวั อยา‹ งการทำความสะอาดบรเิ วณบาŒ น
การทำความสะอาดบรเิ วณบา นตามกระบวนการทำงาน มขี ้ันตอนดงั ตอ ไปนี้
1. การวเิ คราะหงาน โดยพจิ ารณาดังน้ี
ลักษณะงาน การทำความสะอาดบริเวณบานเปนหนาที่ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
ที่ตองรวมมือกันทำ เพื่อใหบริเวณบานสะอาด เปนระเบียบเรียบรอย ซึ่งตองศึกษาเกี่ยวกับ
วธิ กี ารทำความสะอาดบรเิ วณบา น การจดั เตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ และเครอ่ื งมอื ในการทำความสะอาด
โดยจะใชเวลาในการปฏิบัติงานประมาณ 30 นาที
หนังสือเรียน รายวชิ าพ้นื ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6 9
คณุ สมบตั ขิ องผทู ที่ ำความสะอาดบรเิ วณบา น ควรเปน ผทู มี่ คี วามรดู า นการทำความสะอาด
มีระเบียบวินัย มคี วามรบั ผิดชอบ มีทกั ษะการวางแผน สามารถตัดสินใจ และแกปญ หาตาง ๆ ได
ดว ยตนเอง
2. การวางแผนในการทำงาน เปนการกำหนดกรอบการทำความสะอาดบริเวณบาน โดย
สรางแผนทคี่ วามคิดเพอื่ ใหเ หน็ ภาพรวมของการทำงาน ดงั น้ี
วัตถปุ ระสงค เพือ่ ใหบรเิ วณบานสะอาด ไมก วาดทางมะพราว
การทำความสะอาด เพื่อฝกทักษะการทำงานกลมุ ชอนปลูก
สอ มพรวน
บรเิ วณบาŒ น ส่งิ ท่จี ัดเตรยี ม วสั ดุ อุปกรณ และเครอ่ื งมอื บวั รดนำ้
เสยี ม
ศกึ ษาวธิ ีการ วิธกี ารทำความสะอาด ขน้ั ตอนการทำความ จอบ
บริเวณบาŒ น สะอาดบรเิ วณบา น ปุงก๋ี
การตรวจสอบผลงาน กรรไกรตัดแตงก่งิ
การปรบั ปรุงแกไ ข ปุย
3. การปฏิบัติงานตามลำดบั ขั้นตอน โดยทำความสะอาดบรเิ วณบานตามวธิ กี ารตอ ไปน้ี
1) ทำความสะอาดสนามหญา โดยใชไมกวาดทางมะพราวกวาดเศษขยะและเศษใบไม
มากองรวมกนั แลวโกยใสป ุงก๋เี พอื่ นำไปท้งิ ถังขยะ
2) ใชเ สยี มและชอนปลกู ขุดหลมุ ปลูกตนไมซ อมแซมตน ทต่ี ายไป
3) ใชจ อบถากหญาเพอื่ ทำเปน ทางเดนิ ผานสนามหญา
4) ใชกรรไกรตดั แตง กิง่ ตดั แตง ก่ิงไม ตน ไม หรอื สวนไมด อกไมป ระดบั
5) ใชบ วั รดน้ำตกั น้ำรดตน ไม แลว พรวนดนิ ดว ยสอ มพรวน และใสป ยุ รอบ ๆ โคนตน ไม
4. การประเมนิ ผลการทำงาน เปน การตรวจสอบผลการทำความสะอาดบรเิ วณบา นโดยตรวจ
ดูวาบริเวณบานสะอาดหรือไม ถาพบวาบริเวณบานยังมีเศษขยะหรือเศษใบไม ควรกวาดและเก็บ
ใหส ะอาดอกี ครงั้ นอกจากนยี้ ังควรประเมินผลการปฏิบตั ิงานโดยภาพรวม หากพบรายการท่ีไมได
ปฏิบัตติ ามข้นั ตอนก็ควรบันทึกผลไว เพอื่ นำไปแกไ ขในการทำงานครงั้ ตอไป
กิจกรรมเรยี นร…ู สูปฎบิ ัติ
1. นกั เรียนอาสาสมคั รเลาประสบการณการทำความสะอาดบา นใหเพื่อน ๆ ฟง
2. นักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 4–5 คน สาธติ การทำความสะอาดบาน แลวสรุปผล
3. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4–5 คน วางแผนการทำความสะอาดบานและบริเวณบาน
ตามกระบวนการทำงาน
10 หนงั สอื เรยี น รายวิชาพ้ืนฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6
การจัดตกแต‹งบŒาน บานท่ีเราอยูอาศัยหากไดรับการดูแลทำความสะอาดและจัดตกแตง
ใหส วยงามจะทำใหบ า นนา อยู เราจึงควรศกึ ษาหลักการและวิธกี ารจดั ตกแตงบานทีถ่ กู ตอ ง เพ่อื จะ
ไดน ำความรไู ปใชใ หเกดิ ประโยชนกับครอบครัว
หลกั การจัดตกแต‹งบŒาน มีสิ่งทคี่ วรคำนงึ ถึงดงั ตอ ไปน้ี
1. ความปลอดภัย ควรคำนงึ ถงึ ความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครวั โดยจัดวางเคร่ือง-
เรอื น เครอ่ื งใช และส่ิงตกแตง ใหเ ปน ระเบยี บ
2. ความสะอาด ควรจัดใหถูกสุขลักษณะและหม่ันทำความสะอาดเครื่องเรือน เครื่องใช
และสิ่งตกแตงเปนประจำ เพื่อสงเสริมสุขภาพอนามัยของสมาชกิ ในครอบครัว
3. ความสะดวกสบาย ควรคำนึงถึงความสะดวกสบายของสมาชิกในครอบครัว เพื่อให
พกั ผอ นและทำกจิ กรรมตาง ๆ ไดอยางสะดวก
4. ความสวยงาม ควรจดั วางเครอื่ งเรอื น เครอ่ื งใช หรอื สง่ิ ตกแตง ใหเ ปน ระเบยี บ ไมร กรงุ รงั
เพอ่ื ใหบ านแลดูสวยงาม ทำใหผอู ยอู าศยั รูส ึกสดช่นื และผอ นคลายความเครยี ด
5. ความประหยัด ควรคำนงึ ถงึ ความประหยัดทง้ั เวลา แรงงาน และเงนิ โดยพจิ ารณาเวลา
ในการดแู ลรักษาและทำความสะอาด ราคาเครือ่ งเรือน เครอื่ งใช และสิ่งตกแตง
การวางแผนจดั ตกแตง‹ บาŒ น เปน การจดั ประดบั ตกแตง บา นและบรเิ วณบา นใหม คี วามสวยงาม
เปน ระเบยี บเรยี บรอ ย และนา อยู กอ นจดั ตกแตง บา นควรมกี ารวางแผนกอ นปฏบิ ตั งิ าน ดงั ตอ ไปน้ี
1. สำรวจสภาพพน้ื ทโ่ี ดยรอบวา ควรจดั ตกแตง บรเิ วณใดบา ง มสี ว นใดตอ งเปลย่ี นแปลงหรอื
ปรบั ปรุงใหด ขี ึ้น
2. วางแผนในการจัดตกแตง โดยกำหนดวัตถุประสงคหรือเปาหมายในการจัดตกแตง
กำหนดรูปแบบ ทำแผนผังในการจัดวางส่ิงตกแตง ศึกษาวิธีการ ขั้นตอนการจัดตกแตง และ
จัดเตรียมวสั ดุ อปุ กรณ และเคร่อื งมอื ที่ใชในการตกแตงใหพ รอ ม
บรเิ วณบาŒ นทค่ี วรจดั ตกแตง‹ โดยพจิ ารณาจากสภาพบา นและเนอื้ ทข่ี องบรเิ วณบา นใหส มั พนั ธ
กันกับส่งิ แวดลอม ซงึ่ จะชวยทำใหบ านนาอยอู าศัยมากย่ิงขน้ึ บริเวณบา นแบง ออกเปน 3 สวน คอื
1. บริเวณหนŒาบŒาน เปนพ้ืนที่จากรั้วบานดานที่ติดถนนถึงตัวบาน บริเวณทางเดินเขาบาน
เร่ิมจากประตูรั้วจนถึงตัวบาน ลักษณะทางเดินอาจโรยกรวด ปูพื้นซีเมนต หรือใชแผนอิฐวาง
ตอ กนั สำหรบั รวั้ บา นมหี ลายลกั ษณะและใชว สั ดอุ ปุ กรณก อ สรา งแตกตา งกนั การจดั ตกแตง รว้ั บา น
ใหส วยงาม มวี ธิ ีการดังนี้
1) ร้ัวไม ร้ัวสังกะสี ร้ัวอัลลอยดหรือร้ัวคอนกรีต
ควรทาสใี หก ลมกลนื กบั สบี า น ปลกู ไมด อกไมป ระดบั ประเภท
ไมเล้ือยใหเกาะบนรั้วหรือปลูกไมพุมตัดแตงชิดแนวรั้ว
สำหรับรั้วคอนกรีตนอกจากทาสีแลวอาจประดับตกแตง
บริเวณประตรู ้ัวดว ยโคมไฟสนาม
การจดั ตกแตงบรเิ วณหนาบา น
โดยคำนงึ ถึงความสวยงาม
หนงั สอื เรยี น รายวิชาพื้นฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6 11
2) ร้ัวพุมไมหรือไมประดับ ควรตกแตง
ใหเสมอกันหรือตัดเปนรูปทรงตาง ๆ ตามความ
ตองการ ควรรดนำ้ พรวนดินใหตนไมงอกงามและ เรื่องนารู
หมนั่ ตดั แตง เปน ประจำ เพอื่ บงั คบั รปู ทรงของตน ไม
ใหส วยงามตามทีต่ องการ การปลูกไมพุมใหเปนแนวร้ัวจะตองปลูก
ติดกัน ไมค วรเวน ชอ งวา งหางกันมากนัก เพอ่ื
2. บรเิ วณขาŒ งบาŒ น ถา บรเิ วณขา งบา นมพี นื้ ที่ ใหเปนรว้ั ตน ไมท ่ีทบึ แนน และสวยงาม
มากพออาจปลกู ไมย นื ตน ประเภทไมด อกหรอื ไมผ ลทางดา นทศิ
ตะวนั ตกของบา นเพอ่ื ชว ยบงั แสงแดดสว นดา นขา งบา นทคี่ อ น
มาทางบรเิ วณหนา บา นอาจทำเปน สวนหยอ มหรอื หาพนั ธไุ มท ่ี
เจรญิ เติบโตชา มาปลกู จะชว ยใหมองดูสดชนื่ และสบายใจ
3. บรเิ วณหลงั บาŒ น ถา บรเิ วณหลงั บา นมพี น้ื ทไี่ มม าก
ควรดแู ลรกั ษาความสะอาดอยเู สมอ แตถ า มพี นื้ ทม่ี ากพออาจ
ปลูกผักสวนครัวหรือไมยืนตนจะทำใหสวนหลังบานรมรื่น การจดั ตกแตง บรเิ วณบานใหร มรนื่
หรอื จัดตกแตง เปนสวนหยอ มสำหรบั น่ังพักผอน
การจัดตกแต‹งสวน หมายถึง การจัดสภาพพื้นท่ี
รอบบานใหเหมาะสมสวยงาม ควบคุมสภาพแวดลอม
ใหบ รรยากาศของบา นนา อยอู าศยั และเออ้ื ประโยชนต อ กจิ กรรม
ตาง ๆ ของสมาชกิ ในครอบครวั
การจดั ตกแตง สวนในบา นสามารถจดั ตกแตง เปน สวน
รูปแบบตาง ๆ ไดแก สวนหยอมแบบธรรมชาติ โดยจัด การจัดตกแตงสวนในบรเิ วณบาน
ตกแตงจำลองจากธรรมชาติของจริง สวนหยอ มทจ่ี ดั โดยเนน รปู ทรงตามหลกั ศลิ ปะ โดยทำเปน รปู
ทรงของพนั ธไุ ม กอ นหนิ แผน ทางเดนิ รูปปน หรือวัสดุอื่น ๆ และสวนหยอมที่จัดเปนแบบแผน
โดยใชล ักษณะของรูปทรงเรขาคณติ มากำหนดเปน รูปแบบ
ขอŒ ควรคำนงึ ในการจดั ตกแตง‹ สวนหย‹อม มดี ังน้ี
1. รสนิยมของผูอยูอาศยั ในบาน สมาชกิ มสี ว นรว มในการเลอื กรปู แบบการจดั ตกแตง
2. สามารถใชป ระโยชนไ ดหลายลักษณะ เชน ใชส ำหรับพักผอน เลน กีฬา
3. เลือกรปู แบบการจดั ตกแตง สวนหยอ มท่ที ำเองได
4. ดแู ลรักษางายและเลอื กพนื้ ที่ใชส อยชนดิ ถาวร เชน พ้นื ซเี มนต พื้นอิฐ
5. มีรูปแบบสวยงาม มคี วามทนทาน และมอี ายุการใชง านยาวนาน
6. เลือกใชวสั ดุท่มี อี ยใู นบานหรือวสั ดุในทอ งถ่นิ นำมาจัดตกแตงเพ่อื ประหยดั คา ใชจา ย
12 หนงั สือเรียน รายวิชาพื้นฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6
3.2 การปรบั ปรุงบานใหน า อยูแบบประหยดั พลงั งาน
การจดั บา นใหน า อยสู ขุ สบายและประหยดั พลงั งานสามารถทำไดโ ดยการใชป ระโยชนจ ากลม
ธรรมชาติ ซึ่งจะชวยประหยัดพลังงานไฟฟาจากการใชเคร่ืองใชไฟฟาและเสียคาไฟฟานอยลง
การนำลมธรรมชาติมาใชอ ยางมีประสิทธภิ าพตองคำนงึ ถึงหลกั การดังนี้
1) ทำใหกŒ ระแสลมพดั เขŒามาในบาŒ น มวี ิธกี ารทำดงั น้ี
(1) สรา งบา นโดยใหต วั อาคารขวางแนวทศิ ทางหลกั ของลม
(2) เปดชองประตูหนา ตางใหล มมที ัง้ ทางเขา และทางออก
(3) หากบานไมมีชองเปดขวางทิศทางลมสามารถใชหนาตางบานเปดเปนเคร่ืองดักลม
เพ่อื ใหพ ดั เขา มาในบา น
(4) ปรับบริเวณรอบบานใหรมร่ืน
เย็นสบาย โดยลดพ้ืนที่ท่ีเปนคอนกรีต ซึ่งจะชวย
ลดอุณหภมู ขิ องอากาศภายนอก เร่อื งนา รู
(5) ทำความสะอาดหนา ตา ง มงุ ลวด หรอื ควรออกแบบบานใหระบายลมไดดี ให
มูลอี่ ยา งสมำ่ เสมอ ลมเยน็ พดั ผา นหองหรอื ชองท่ลี มจะเขา ซ่ึงมกั
เปน ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต ควรเปน ชอ งขนาดเลก็
(6) จัดสภาพแวดลอมรอบบานใหดีขึ้น และใหชองท่ีลมจะผานไปออกในทิศตรงขาม
และถูกสุขลักษณะโดยเฉพาะการกำจัดขยะ ซึ่งจะ เปนชองใหญ
ชวยควบคุมกลิ่นและความบริสุทธ์ิของอากาศ
ภายในบา น
(7) หลีกเลย่ี งการวางเฟอรนิเจอรในตำแหนงที่ขวางทิศทางลม
2) การลดอณุ หภูมภิ ายในบาŒ น มีวิธกี ารดังน้ี
(1) ทำชองระบายอากาศบนหลังคาเหนือชองเปด
โลง ใตห ลังคาหรือชอ งบันไดเพอื่ ชวยใหอากาศถายเทไดดขี ้นึ
(2) เปด หนา ตา งเพอื่ ใหอ ากาศเยน็ เขา มาในบา นและ
ระบายอากาศรอ นออกไป
(3) ติดผามานหรือมูลี่เพ่ือชวยลดความรอนของ
แสงแดด
(4) หลกี เลย่ี งการวางเครอื่ งเรอื นในตำแหนง ทขี่ วาง การติดผามา นชว ยลดอณุ หภูมิ
ภายในบาน
ทศิ ทางลม(5) ทำรานปลูกไมเ ลอ้ื ยใบเลก็ ทางทศิ ใตข องตวั บา น เพ่อื ชว ยลดความรอนจากแสงแดด
นอกจากนี้ การปรบั ปรงุ ตวั บา นและบรเิ วณบา นกส็ ามารถชว ยประหยดั พลงั งานไดเ ชน เดยี วกนั
ซึ่งสามารถทำไดดงั ตอไปนี้
1. การปรบั ปรงุ ตวั บาŒ น มีวิธกี ารดงั นี้
1) บุฉนวนกนั ความรอ นทหี่ ลงั คาและฝาผนัง เชน ฉนวนใยแกว ฉนวนเยื่อกระดาษ
2) ทาสีฝาผนังดา นนอกบา นดว ยสอี อน และเลือกใชวสั ดทุ ี่มีผิวมนั และกันความช้นื
หนงั สือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6 13
3) ใชกระเบอื้ งหลังคาสอี อ น เพราะจะชวยสะทอนความรอนไดด ี
4) สำหรบั ฝาผนงั ดา นทมี่ รี ะเบยี งยน่ื ควรเลอื กใชป ระตหู รอื หนา ตา งบานเกลด็ ซง่ึ สามารถ
ควบคุมปริมาณลมไดด กี วาการใชป ระตูหรือหนา ตา งชนดิ บานเลือ่ น
5) ตดิ ตง้ั หนา ตา งกระจกเฉพาะทจ่ี ำเปน เทา นน้ั โดยใหเ พยี งพอในการรบั แสงจากธรรมชาติ
และควรหลีกเลี่ยงการตดิ ต้ังดานทิศตะวนั ออกและทศิ ตะวันตก
2. การปรบั ปรุงบรเิ วณบาŒ น มวี ธิ กี ารดังนี้
1) ปลูกตน ไมท รงสงู เพื่อบังแสงแดด โดยปลกู ตน ไมทางทิศตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก
2) ควรเลือกตนไมท ี่เหมาะสมสำหรับใชเ ปน รม เงาท่มี ีอยูในทองถนิ่
3) นำหลักภูมิสถาปตยมาใชเพื่อสรางสภาพแวดลอมรอบ ๆ บริเวณบานใหเย็นสบาย
โดยการปลูกพชื คลมุ ดิน ปลกู หญา จัดแตงสวน และจัดทำน้ำตกจำลอง
4) ถมดินบริเวณรอบบานใหสูง เพื่อใหพ้ืนและฝาผนังบานบางสวนต่ำกวาดิน ซึ่งจะ
สามารถนำความเยน็ จากดินมาใช และปลกู ไมพมุ บริเวณริมฝาผนังบา น
5) ถาบรเิ วณบานมีพ้นื ท่จี ำกัดอาจจะปลกู ไมด ดั หรอื ไมเ ลือ้ ยตามระเบยี งหรอื รั้ว เพื่อลด
ลมรอนพัดผานเขาตัวบานและลดความแรงของแสงแดดที่สอ งตวั บา น
6) ถาตองการที่จอดรถ ควรสรางดานทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก เพ่ือลดความรอน
ทจ่ี ะผานเขา มาในตวั บานโดยตรง
กิจกรรมเรียนร…ู สูปฎิบตั ิ
1. นักเรียนสำรวจบริเวณบานของตนเองวามีวิธีการจัดตกแตงตรงตามหลักการจัดตกแตงหรือไม
อยางไร แลวสรปุ ผล
2. นักเรียนวิเคราะหความเปนไปไดในการปรับปรุงบานของตนเองใหนาอยูแบบประหยัดพลังงาน
แลว บันทกึ ความรู
3. นกั เรยี นวางแผนปรับปรุงบานและบริเวณบา นของตนเอง แลวสรุปผลสง ครู
3.3 การดแู ลและบร�การสมาชกิ ในครอบครัว
เปนการใหความชวยเหลือแกทุกคนในครอบครัวเพื่อ
สรางสัมพันธภาพอันดีระหวางสมาชิก ทำใหสุขภาพรางกาย
แขง็ แรง มจี ติ ใจทด่ี ี และชว ยใหเ กดิ ความสขุ ขนึ้ ในครอบครวั
การดแู ลและบรกิ ารสมาชกิ ในครอบครวั มแี นวทางปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) การดูแลและบริการดŒานอาหาร เปนการดูแลโดย
จัดเตรียมอาหารใหครบถวนเพียงพอกับจำนวนสมาชิกใน
ครอบครัว จัดอาหารใหครบท้ัง 3 มื้อ หรืออาจมีอาหารวาง ควรจัดเตรียมอาหารทีม่ ีสารอาหาร
ครบถว น
14 หนังสอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6
เสริมระหวางม้ืออาหาร ท้ังน้ีอาหารที่จัดเตรียมแตละม้ือตองเปนอาหารที่มีคุณคา ปรุงดวยอาหาร
สด และมีสารอาหารครบถวน
2) การดูแลและบริการดŒานที่อย‹ูอาศัย เปนการดูแลที่อยูอาศัยดวยการรักษาความสะอาด
จัดวางส่ิงของเครื่องใชใหเปนระเบียบ จัดตกแตงบริเวณบานใหนาอยู ถูกสุขลักษณะ เปนสัดสวน
พอเหมาะกบั จำนวนสมาชกิ สะดวกสบาย และปลอดภยั ซง่ึ การจดั ทอ่ี ยอู าศยั จะควรคำนงึ ถงึ ความ
เหมาะสมกับเพศ วัยของสมาชกิ และสภาพเศรษฐกิจของแตล ะครอบครัวดว ย
3) การดูแลและบริการดŒานเสื้อผŒาและเครื่องแต‹งกาย เปนการดูแลเส้ือผาและเคร่ือง
แตง กายของสมาชกิ ในครอบครวั ดวยการเลือกซ้อื ตัดเย็บ ซอมแซม และจัดสรรเสอื้ ผา ใหสมาชิก
แตละคนเปน ของสวนตวั อยางเหมาะสมกับฐานะและกาลเทศะ
4) การดูแลและบริการดŒานสุขภาพอนามัย เปนการดูแลสมาชิกในครอบครัวใหมีสุขภาพ
อนามัยดีทั้งรางกาย อารมณ และจิตใจ เพื่อใหทุกคนมีความแข็งแรง ปราศจากโรคภัย มีพลัง
เพียงพอสำหรับการทำงาน การศึกษาเลาเรียน และมีชีวิตอยูอยางเปนสุข ซ่ึงสมาชิกแตละคน
ก็ควรจะฝกปฏบิ ตั ิใหเ ปนนสิ ัยตามสขุ บัญญัตแิ หง ชาติ 10 ประการ ดงั น้ี
1. ดูแลรักษารา งกายและของใชใหสะอาด
2. รกั ษาฟนใหแขง็ แรง แปรงฟนทกุ วนั อยา งถูกวิธี
3. ลางมือใหสะอาดกอ นรบั ประทานอาหารและหลงั การขับถา ย
4. รบั ประทานอาหารสกุ สะอาด ปราศจากสารอนั ตราย สี และหลกี เลยี่ งอาหารรสจดั
5. งดบุหร่ี สุรา สารเสพตดิ การพนัน และการสำสอ นทางเพศ
6. สรางความสมั พันธในครอบครวั ใหอบอุน
7. ปองกนั อุบตั เิ หตุดวยการไมประมาท
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอและตรวจสขุ ภาพประจำป
9. ทำจิตใจใหร า เริงแจม ใสอยูเสมอ
10. มสี ำนึกตอสวนรวมและรวมสรา งสรรคส งั คม
5) การดูแลดŒานมารยาทและความประพฤติ เปนการอบรมสมาชิกในครอบครัวใหมีกิริยา
มารยาทและแสดงความประพฤติที่ดีทั้งกาย วาจา และความคิด เชน สุภาพออนนอมถอมตน มี
สัมมาคารวะ มีความเอ้ือเฟอเผื่อแผ โดยมีพอแมเปนผูใหการอบรมพรอมกับการประพฤติปฏิบัติ
เปนแบบอยา งทดี่ ใี หลกู ๆ ดูดวย
กิจกรรมเรียนรู…สูป ฎบิ ัติ
นักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 4–5 คน ศึกษาวธิ ีการดูแลเดก็ เล็ก ผสู งู อายุ และสมาชกิ ในครอบครัว
ทเ่ี จบ็ ปวยจากแหลง การเรียนรตู าง ๆ แลว จัดทำรายงาน
หนังสือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6 15
4. การทาํ งานรว มกบั สมาชิกในครอบครวั และผูอื่น
การทำงานรว มกนั ไมว า จะเปน การทำงานรว มกบั สมาชิกในครอบครัว การทำงานรว มกับเพอ่ื น
หรือบุคคลอ่ืน ๆ ในชุมชน ทุกคนจะตองรูจักหนาที่และบทบาทของตนเอง มีน้ำใจ และรูจัก
ชวยเหลือเก้ือกูลกัน ซึ่งจะทำใหสามารถทำงานรวมกันไดอยางมีความสุข ไมเกิดปญหาในการ
ทำงาน และทำใหง านประสบผลสำเร็จดวย
4.1 การทาํ งานรว มกบั เพอ�่ น
การทำงานรว มกบั เพอ่ื นจะตอ งมกี ารวางแผน กำหนดเปา หมายหรอื วตั ถปุ ระสงคใ นการทำงาน
อยางชัดเจน เพื่อใหทำงานไปในแนวทางเดียวกัน การทำงานรวมกับเพื่อนจะตองใหความรวมมือ
ซึ่งกันและกัน มีความซื่อสัตยตอตนเองและเพื่อน แสดงความมีน้ำใจ เอ้ือเฟอเผ่ือแผ เคารพ
การตัดสินใจของเพอื่ น และมีจติ สำนึกทีด่ ใี นการทำงาน
การทำงานร‹วมกับเพอ่ื นตามกระบวนการกล‹ุม มีวิธกี ารดังนี้
1. การเลือกหัวหนŒากล‹ุม โดยเลือกบุคคลที่เปนที่
ยอมรับนับถือจากสมาชิกในกลุม มีความซ่ือสัตยจริงใจ มี
ความรับผิดชอบ มีความเปนประชาธิปไตย และชวยเหลือ
งานในกลุม
2. การกำหนดเปา‡ หมายหรอื วตั ถปุ ระสงค โดยสมาชกิ
ทุกคนในกลุมจะตองรวมกันตั้งวตั ถปุ ระสงคข องการทำงาน
เพ่ือเปรียบเทียบกับการปฏิบัติงานวาตรงกับวัตถุประสงคที่ การทำงานรว มกบั เพ่ือน
วางไวหรือไม ถาไมตรงตามวัตถุประสงคก็ควรชวยกัน จะทำใหงานเสร็จเร็ว
ปรับปรุงงานนั้น
3. การวางแผนในการทำงาน โดยสมาชกิ ทกุ คนในกลมุ รว มกนั กำหนดรายละเอยี ดของการ
ทำงานไวล วงหนา เพือ่ เปนแนวทางในการปฏิบัตงิ าน
4. การแบ‹งงานตามความสามารถ โดยใหหัวหนากลุมแบงงานใหสมาชิกในกลุมทำตาม
ความสามารถของแตละคน
5. การปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนาŒ ท่ี สมาชิกทุกคนในกลมุ ทราบบทบาทหนา ท่ใี นการทำงาน
6. การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ รว มกนั ประเมนิ ผลการทำงานและ
ดำเนนิ การปรบั ปรุงแกไ ข
4.2 การทาํ งานรวมกับบุคคลในชุมชน
การทำงานรวมกับบุคคลในชุมชนเปนการทำงานรวมกับบุคคลทั่วไป โดยใหความรวม
มือในการทำกิจกรรมหรืองานประเพณีตาง ๆ ในชุมชน รวมทั้งการปฏิบัติตามกฎหรือขอบังคับ
ของชุมชน เชน กจิ กรรมการปลกู ปา กจิ กรรมรณรงครักษาความสะอาดแมน้ำ
16 หนังสือเรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6
การทำงานรวมกับบุคคลในชุมชนจำเปนจะตองปรับเปล่ียนพฤติกรรมใหเหมาะสม เพ่ือให
ทำงานรว มกนั ได ไมเ กดิ ปญ หาและทำใหง านสำเรจ็ การมสี ว นรว มในการทำกจิ กรรมตา ง ๆ ในชมุ ชน
ควรทำอยา งสม่ำเสมอและทกุ ครงั้ ทมี่ โี อกาส เพราะจะทำใหเ ราไดร บั ความรู ทกั ษะ และประสบการณ
ใหม ๆ มากขึ้น ซึ่งการทำงานรว มกบั บุคคลในชุมชนสามารถปฏิบัตไิ ดดงั นี้
1. มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน การทำงานรวมกับผูอื่นควรปรับทัศนคติหรือความคิด
ในดานบวก โดยการมองโลกในแงด ีอยูเสมอ ซ่งึ จะทำใหสนกุ และมีความสขุ กับการทำงาน
2. สราŒ งความประทบั ใจดวŒ ยรอยยม้ิ การทำงานดว ยรอยยม้ิ จะสง ผลใหท ำงานอยา งมคี วามสขุ
สามารถวางแผนในการทำงาน พรอ มทจ่ี ะรบั มอื กบั ปญ หาตา ง ๆ และตดั สนิ ใจแกป ญ หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ได
3. แสดงความจริงใจ ควรแสดงความจริงใจท่ีจะให
ความชว ยเหลอื ผูรวมงาน และพยายามคนหาวิธีการจัดการ
กบั ปญ หาท่ีเกิดขึน้ ในการทำงาน
4. สรŒางความสามัคคีดŒวยการประนีประนอม การ
ทำงานรวมกันนั้นอาจมีปญหาหรือความขัดแยงเกิดขึ้น
เน่ืองจากทัศนคติและความคิดเห็นท่ีไมตรงกัน ถาหาก
สามารถสรา งความสามคั คดี ว ยการประนปี ระนอมระหวา งกนั การทำงานรวมกบั บคุ คลในชมุ ชน
ไดก จ็ ะชว ยลดปญ หาและทำใหส ถานการณใ นการทำงานดขี น้ึ เปน การสรางความสามัคคี
5. มีมนุษยสัมพันธที่ดี ความมีมนุษยสัมพันธเริ่มตนจากการทักทาย การแสดงความเปน
มิตรตอผูอื่น การแสดงความรูสึกหวงใย การแสดงกิริยาทาทางออนนอม และการใชวาจาสุภาพ
พฤติกรรมเหลาน้ีทำใหสามารถสรางสัมพันธท่ีดีกับผูรวมงาน ไดรับการยอมรับ และใหความ
รวมมือในการทำงาน โดยทกุ คนพรอ มทจ่ี ะชว ยเหลืองานตา ง ๆ อยูตลอดเวลา
6. สรŒางความสามารถในการสื่อสาร การส่ือสารดวยวาจาเปนลักษณะพฤติกรรมอยางหนึ่ง
ท่ีจำเปนในการทำงานรวมกับผูอื่น ถาหากพูดหรือใหขอมูลท่ีคลุมเครือ ไมชัดเจน ไมถูกตอง อาจ
กอ ใหเกิดความขัดแยงหรอื ปญหาในการทำงานได
แหลง คน ขอ มลู
1. ตำราหรอื วารสารเกย่ี วกบั ครอบครวั ไทย การทำงานเปนทีม การทำงานในชมุ ชน
2. เว็บไซตท ่ีเกีย่ วกับการทำงานรวมกับผูอ ื่น การทำงานกลมุ
3. ครู ผปู กครอง เพื่อน บุคคลในชมุ ชน
4. บาน โรงเรยี น ชมุ ชน
กจิ กรรมเรียนร…ู สปู ฎบิ ตั ิ
1. นกั เรยี นสงั เกตวธิ กี ารทำงานรว มกบั เพอ่ื น แลว วเิ คราะหว า ตรงตามกระบวนการกลมุ หรอื ไม อยา งไร
2. นักเรยี นแบง กลมุ กลุม ละ 4–5 คน เลือกทำงานรวมกัน 1 อยา ง แลวสรุปและวเิ คราะหขอ ดแี ละ
ขอเสยี ของการทำงานรวมกบั เพือ่ นตามกระบวนการกลุม
3. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 4–5 คน แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั การทำงานรว มกบั บคุ คลในชมุ ชน
หนังสอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม. 4–6 17
ผังมโนทศั นส รุปเนอื้ หาหนว ยการเร�ยนรทู ี่ 1
สมั พนั ธภาพในครอบครวั
เรยี นรเู กย่ี วกบั
ความหมายและความสําคญั ของครอบครัว หนาท่แี ละบทบาทสมาชกิ ที่ดีของครอบครวั
การสรางสัมพนั ธภาพในครอบครัว การดูแลรกั ษาและจัดตกแตง บา น
รูปแบบสมั พนั ธภาพในครอบครัว แบง เปน
การทําความสะอาดสวนประกอบของบาน
แบแง เบปบนเผด็จการ
แบบประชาธปิ ไตย ไดเพแกด าน กวาดหยากไยเ ดอื นละครง้ั
แบบปลอ ยตามสบาย ฝาผนงั ทาํ ความสะอาดตาม
ลกั ษณะวสั ดุ
แนวทางการสรา งสมั พนั ธภาพทีด่ ีในครอบครัว ประตแู ละหนา ตา ง ทาํ ความสะอาด
พรอมกนั
มีดทงั นําก�้ จิ กรรมรวมกัน พ้ืนบา น ทําความสะอาดทกุ วนั
พูดจากันดว ยภาษาดอกไม
สรา งแนวทางการปฏิบตั ิตนรวมกนั การทาํ ความสะอาดบริเวณบา น
ของสมาชกิ ในครอบครัว
เผ่อื แผ มนี ้าํ ใจใหก ัน ไดแก
รูจักประนป� ระนอม
มีความเสมอภาค รว้ั บา น ใชไ มก วาดปด ฝนุ
สนามหญา กวาดเศษขยะ
การทาํ งานรว มกบั เพ่อื นและบคุ คลในชมุ ชน และตดั หญา
ลานบา น กวาดทกุ วนั
การทํางานรวมกับเพ่อื น สวนดอกไม ตดั แตง กง�ิ และกาํ จดั
วชั พชื
โดยวธิ ีการ ทางระบายนาํ้ กวาดขยะหรอื
ตะไครน าํ้
เลอื กหัวหนา กลมุ
กําหนดเปา หมายรวมกัน การจดั ตกแตง บริเวณบาน
วางแผนในการทํางาน
แบง งานตามความสามารถ โดหยนา บา น ตกแตง รว้ั ใหส วยงาม
ปฏบิ ตติ ามบทบาทหนา ที่ ขา งบา น ปลกู ไมย นื ตน
ประเมินผลและปรับปรุงผลงาน หลงั บา น ปลกู ผกั สวนครวั
การทาํ งานรวมกับบคุ คลในชุมชน การปรับปรงุ บา นใหนาอยูแ บบประหยัดพลงั งาน
โดยมที ัศนคติทด่ี ีในการทาํ งาน
สรา งความประทับใจดวยรอยย้มิ โดยทําใหก ระแสลมพัดเขามาในบา น
แสดงความจรงิ ใจ การลดอณุ หภมู ภิ ายในบาน
สรางความสามคั คดี วยการประนป� ระนอม
มมี นุษยสมั พนั ธท ด่ี ี การดแู ลและบริการสมาชกิ ในครอบครัว
สรา งความสามารถดว ยการสอื่ สาร
โดยอดาแูหลาแรละบรกิ ารดา น
ทอี่ ยอู าศัย
เส้อื ผา และเคร่อื งแตง กาย
สุขภาพอนามยั
มารยาทและความประพฤติ
18 หนังสอื เรียน รายวิชาพน้ื ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6
กิจกรรมเสนอแนะ
1. นักเรียนแบง กลุม กลุมละ 4–5 คน รวมกันอภปิ รายสรปุ วิธีการปฏิบัตติ นตอ สมาชิก
ในครอบครัว แลวนําเสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น
2. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4–5 คน รวมกันจัดปายนิเทศเก่ียวกับการทํางานรวมกับ
สมาชกิ ในครอบครัว
3. นักเรียนสังเกตวิธีการทําความสะอาดสวนประกอบของบานและบริเวณบานของตนเอง
ผปู กครอง หรือญาติ แลว นํามาวิเคราะหสรปุ ผล
4. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 4–5 คน รว มกนั ทาํ ความสะอาดบรเิ วณโรงเรยี น แลว อภปิ ราย
สรุปผล และนําเสนอผลงานหนาช้นั เรียน
5. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 4–5 คน จดั ตกแตง สวนหยอ มทบ่ี า นของตนเองหรอื ทโ่ี รงเรยี น
แลวอภปิ รายสรปุ ผลการปฏิบตั ิงาน
6. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4–5 คน วิเคราะหหลักการทํางานรวมกันกับสมาชิก
ในครอบครวั และผูอ่นื แลวสรุปผล
โครงงาน
นักเรียนเลือกทําโครงงานจากเร่ืองที่กําหนดใหเพียง 1 เรื่อง หรืออาจทําโครงงานอ่ืนตาม
ความสนใจ โดยเลือกเรื่องที่เก่ียวของกับเน้ือหาที่เรียน แลวเขียนโครงงานตามรูปแบบที่อาจารย
ท่ีปรึกษากําหนด (ซึ่งอยางนอยควรมีหัวขอ ชื่อโครงงาน อาจารยท ปี่ รกึ ษา หลกั การและเหตุผล
จดุ ประสงค วธิ กี ารดาํ เนนิ งาน และแผนการปฏบิ ตั งิ าน) แลว นาํ เสนออาจารยท ปี่ รกึ ษาเพอ่ื พจิ ารณา
อนุมตั กิ อนลงมอื ทํา
เรอ่ื งท่ีกาํ หนดใหŒ
1. การศกึ ษาสมั พนั ธภาพในครอบครวั ทชี่ ว ยสรางความเจริญใหส งั คม
2. การจดั ตกแตง สวนหยอมในบรเิ วณบา น
3. รณรงคแ กปญ หาโลกรอนรวมกบั ประชาชนในชุมชน
หมายเหตุ โครงงานท่ีเลือกตามความสนใจควรไดรับคําแนะนําและความเห็นชอบจากอาจารยท่ีปรึกษา
กอ นดาํ เนนิ การ และประเมนิ ผลโดยอาจารยท ปี่ รกึ ษา ผปู กครอง หรอื กลมุ เพอ่ื นในดา นกระบวนการทาํ งานรวมทงั้
นักเรยี นควรมีการแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นและสรุปผลกอนพิจารณาเกบ็ รวบรวมไวในแฟมสะสมผลงาน
หนงั สอื เรียน รายวชิ าพืน้ ฐาน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ม. 4–6 19
การประยุกตใช
1. นักเรียนวิเคราะหสัมพันธภาพในครอบครัวของตนเอง แลวนําเสนอแนวทางสราง
สัมพันธภาพท่ดี ีใหสมาชกิ ในครอบครัวฟง
2. นักเรียนศึกษาวิธีการทาํ ความสะอาดและจดั ตกแตง บริเวณบาน แลวนาํ หลักการมาใชใ น
การทาํ ความสะอาดและจดั ตกแตง บา นของตนเอง
3. นกั เรียนเขา รว มกจิ กรรมและประเพณตี าง ๆ ท่จี ดั ขน้ึ ในชมุ ชนของตนเอง
คาํ ถามทบทวน
1. ครอบครัวมีความสําคัญตอ การเปลีย่ นแปลงทางสงั คมอยา งไร
2. สมั พนั ธภาพในครอบครวั มีก่รี ูปแบบ อะไรบาง
3. การสรางสัมพนั ธภาพท่ดี ีในครอบครวั มีแนวทางปฏิบตั ิอยา งไร
4. การทาํ ความสะอาดสวนประกอบของบา นมวี ิธีการอยางไร
5. การจัดตกแตงบานควรคาํ นงึ ถึงหลกั การใดบา ง
6. การจดั สวนหยอ มแบบธรรมชาตมิ ีลักษณะอยา งไร
7. การปรบั ปรงุ บา นใหน าอยแู บบประหยดั พลงั งานมีประโยชนอยา งไร
8. นกั เรยี นมวี ิธกี ารใดบา งทจี่ ะชว ยลดอณุ หภูมิภายในบา น
9. การดูแลและบริการสมาชิกในครอบครวั มปี ระโยชนต อนักเรียนอยา งไร
10. การทาํ งานรว มกับเพอ่ื นตามกระบวนการกลมุ มวี ธิ กี ารอยา งไร
11. นกั เรยี นมวี ธิ ีการสรางทศั นคติทีด่ ใี นการทาํ งานกบั เพื่อนอยา งไร
12. ถา บคุ คลในชมุ ชนไมใ หความรว มมอื ในการทํางาน นักเรียนจะมีวิธีการแกปญหาอยางไร