หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย เสนอ นางอรสา เสาโกมุท จัดทำ โดย นางสาวพรรณิภา สุมาลี นางสาวอาทิตยา ประชุม รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรีย รี นรู้ภาษาไทย รายวิช วิ าภาษาไทย ท33101 ภาคเรีย รี นที่1 ปีการศึกษา2566 โรงเรีย รี นหนองไผ่ อำ เภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์
หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย เสนอ นางอรสา เสาโกมุท จัดทำ โดย นางสาวพรรณิภา สุมาลี นางสาวอาทิตยา ประชุม รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรีย รี นรู้ภาษาไทย รายวิช วิ าภาษาไทย ท33101 ภาคเรีย รี นที่1 ปีการศึกษา2566 โรงเรีย รี นหนองไผ่ อำ เภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์
คำ นำ วิช วิ าภาษาไทย รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็น ป็ ส่วนหนึ่ง ของวิช วิ า การศึกษาหลักการสร้างคำ ในภาษาไทย เพื่อให้ได้ ศึกษาหาความรู้ในเรื่อ รื่ งราวของหลักการสร้างคำ ในภาษา ไทย โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิ เช่น ตำ รา หนังสือ ห้องสมุดและแหล่งความรู้จากเว็บ ว็ ไซต์ต่างๆ โดย รายงานเล่มนี้ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของหลักการ การสร้างคำ ในภาษาไทย ผู้จัดทำ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าว่การจัดทำ เอกสารฉบับนี้ จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษา หลักการสร้าง คำ ในภาษาไทยอย่างดี นางสาวพรรณิภา สุมาลี นางสาวอาทิตยา ประชุม
สารบัญ หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย คำ ประสม คำ สมาส -ข้อสังเกตคำ สมาส -คำ สมาสแบบสนธิ 1 2 3 4 5 หน้าที่ -ประโยชน์ของคำ สนธิ 8
หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นภาษาตระกลูคำ โดด คือ ภาษาที่เต็ม ไปด้วยคำ พยางค์เดียว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ต่อมา เกิดการยืมคำ จากภาษาต่างประเทศจึงมีหลาย พยางค์ใช้ เช่น มารดา บิดา นอกจากนี้ ยังมีการนำ คำ 2 คำ ขึ้นไปมาสร้างคำ ใหม่ ทำ ให้มีคำ ให้เลือกใน ภาษาไทยเป็นจำ นวนมาก การสร้างคำ หรือ รื wordformation จึงเป็นกระบวนการเพิ่มคำ ใหม่ ให้แก่ภาษา โดยคำ นำ หรือ รื หน่วยคำ ที่มีใข้อยู่ในภาษา มารวมกัน การสร้างคำ ที่พบมีหลายวิธี วิธี ดังนี้ 1.คำ ซ้อน 2.คำ ซํ้า 3.คำ ประสม ในภาษาไทยอาจจะนำ ภาษาบลาลี-สันสกฤต หรือ รื ภาษา เขมรมารวมกันหรือ รื เปลี่ยนแปลงคำ แล้วเกิดคำ มหม่ขึ้นมาใน รูปต่างๆกันคือ 1.คำ สมาส 2.คำ แผลง ในที่นี้จะกล่าวถึงการสร้างคำ ประเภทคำ ประสม และคำ สมาส ดังนี้ 1
คำ ประสม เมื่อเรามีความคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ และมีความ ต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้น ไทยก็มีวิธี วิธี คิดสร้างคำ เพิ่มขึ้น โดยนำ คำ ตั้ง ตั้ แต่ 2 คำ ขึ้นไปมาประสมกัน ซึ่งเกิดเป็น ป็ คำ ใหม่ มีความหมายใหม่ เรีย รี กว่า ว่ คำ ประสม เช่น พัดลม เตารีด รี ไฟฟ้า ฟ้ ตู้เย็น ลูกคิด มือปืน ปื ตากล้อง ผู้แทน เครื่อ รื่ งบิน รถราง นํ้าอัดลม คำ ประสมที่เกิดความหมาย ใหม่ขึ้นจะมีความหมายสัมพันธ์กับความหมายเดิมใน ลักษณะต่างๆดังต่อไปนี้ 1.มีเค้าคววามหมายของคำ เดิมอยู่ เช่น รองเท้า ไม้แขวน เสื้อ ไม้กวาด น้ำ หวาน (ยังคงเค้าควาทหมายเดิมของคำ ว่า ว่ รอง+เท้า ไม้+แขวน+เสื้อ ไม้+กวาด น้ำ +หวาน) 2.มีความหมายในทำ นองเปรีย รี บเทียบ เช่น หางเสือ ลูก เสือ (คน) หัวแข็ง ปากแข็ง ปากกา และบางคำ เป็น ป็ สำ นวน เช่น ยกเมฆ ชักดาบ โคมลอย หน้าม้า 3.ความหมายจะไม่เหมือนเดิม หรือ รื จะมีคำ อื่นๆมาแทรก กลางไม่ได้ 4.เกิดความหมายใหม่หรือ รื มีความหมายเฉพาะก็ได้ เช่น กล้วยไม้ ผีเสื้อ ข้าวต้มมัด ข้าวผัด แกงส้ม ไข่พะโล้ 5.เกิดคำ ที่มีความหมายเฉพาะเป็น ป็ การย่อคำ ที่มีความยาว ทำ ให้กะทัดรัด สะดวก ในการนำ ไปใช้ 2
คำ สมาส คำ สมาส คือคำ ที่เกิดจากการนำ คำ 2 คำ มารวม กันเป็นคำ เดียว ตามหลักการณ์ไวยากรณ์ของภาษา บาลีและภาษาสันสกฤต ซึ่งถือ้เป็น ป็ การสร้างคำ ใหม่ เพื่อให้มีคำ ใช้มากขึ้น เรีย รี กว่า ว่ การสมาส การสมาสมี 2 ลักษณะ คือ 1.การสมาสกลับคำ 2.การสมาสเรีย รี งคำ (1.)การสมาสกลับคำ สมาสกันโดยนำ คำ บาลีและสันสกฤต 2 คำ มารวมกัน จะเกิดความหมายใหม่ และจะแปล ความ หมายจากคำ หลังมาคำ หน้า เช่น อายุ+ขัย=อายุไข(การสิ้น อายุ) โบราณ+วัตถุ=โบราณวัตถุ(สิ่งของโบราณ) (2.)คำ สมาสเรีย รี งคำ สมาสกันโดยนำ คำ 2 คำ มาเรีย รี งกัน แปลจากคำ หน้าไปคำ หลังพยางค์ท้ายของคำ หน้าจะไม่ ประวิส วิ รรชนีย์ ไม่มีตัวการันต์ และต้องออกเสียงพยางค์ ท้ายของคำ หน้า เช่น มูล+ศึกษา=มูลศึกษา อ่านว่าว่มูน-ละสึก-สา (เบื้องต้นการเล่าเรีย รี น) 3
1.คำ สมาสต้องนำ คำ บาลีสมาสกับคำ บาลี คำ สันสฤตสมาส กับคำ สันสฤต หรือ รื คำ บาลีสมาสกับคำ สันสฤตเท่านั้น นั้ เช่น บาลี+บาลี กิตติ+คุณ = กิตติคุณ(คุณที่เลื่องลือ) คำ สันสฤต+สันสฤต เศวต+ฉัตร = เศวตฉัตร(ร่มสีขาว) บาลี+สันสฤต หัตถ+กรรม = หัตถกรรม(การฝีมื ฝี มื อ การช่าง) 2.คำ สมาสต้องอ่านออกเสียงต่อเนื่องกัน เช่น โจรภัย อ่านว่าว่ โจน-ระ-ไพ ชาติภูมิ อ่านว่าว่ชาด-ติ-พูม ประวัติศาสตร์ อ่านว่าว่ ประ-หวัด-ติ-สาด 3.คำ บาลีและคำ สันสกฤตที่มีคำ ว่าว่พระ ที่แผลงมาจาก วร ประกอบหน้าคำ ถึงแม้คำ พระ จะประวิส วิ รรชนีย์ก็ถือเป็น ป็ คำ สมาส เช่น พระกร พระกรรณ แต่ถ้าเป็น ป็ ตำ แหน่ง บรรดาศักดิ์ คำ สรรพนาม ไม่เป็น ป็ คำ สมาส เช่น พระครู พระคุณเจ้า 4.คำ ที่ลงท้ายด้วย กรรม ศาสตร์ ภาพ ศิลป์ วิท วิ ยา ภัย และ ศึกษา เป็น ป็ คำ สมาส เช่น จิตรกรรม อักษรศาสตร์ ชีวภาพ วรรณศิลป์ จิตวิท วิ ยา อุทกภัย สุขศึกษา ข้อสังเกตคำ สมาส 4
คำ สมาสแบบสนธิ คือ คำ สมาสที่มีการเปลี่ยนแปลงเสียง กลางคำ เพื่อเชื่อมเสียง เช่น ธน+อาคาร = ธนาคาร ศิลป+อากร = ศิลปากร หลักการของการสนธิ 1.คำ ที่ใช้สนธิกันได้จะต้องเป็นคำ ที่มาจากภาษาบาลีและ ภาษาสันสฤตเท่านั้น นั้ เช่น ภัตต+อาหาร = ภัตตาหาร อรุณ+อุทัย = อรุโณทัย 2.การแปลคำ สนธิตะต้องแปลจากท้ายไปหาต้นคำ เสมอ หรือ รื แปลจากจ้างหลังไปข้างหน้า เช่น ปิย+โอรส = ปิโยรส(โอรสผู้เป็นที่รัก) ราช+โอวาท = ราโชวาท(โอวาทของพระราชา) 3.ถ้าเป้นสระสนธิของพยางค์ต้นของตัวทึ่มาสนธิต้องเป็น ป็ ตัว"อ"เสมอ เช่น มห+อัศจรรย์ = มหัศจรรย์ มห+อรรณพ = มหรรณพ ชนิดของสนธิ มี 3 ชนิด คือ 1.สระสนธิ 2.พยัญชนะสนธิ 3.นฤคหิสนธิ คำ สมาสแบบสนธิ 5
1.สระสนธิ มีดังนี้ 1.1.ลบสระท้ายของคำ หน้า คงสระหลังไว้ต ว้ ามรูปเดิม เช่น มห+อิทธิ = มหิทธิ พุทธ+โอวาท = พุทโธวาท อน+เอก = อเนก 1.2.ลบคำ ท้ายของสระหน้าแล้วแปลงสระหลัง 1.)แปลงสระหลังจาก สระอะ เป็น ป็ สระอา เช่น สุข+อภิบาล = สุขาภิบาล จร+อาจร = จราจร จุฬา+อลงกรณ์ = จุฬาลงกรณ์ 2.)แปลงสระหลังจาก สระอิ เป็น ป็ สระเอ เช่น นร+อิศวร = นเรศวร ราม+อิศวร = ราเมศวร นร+อินทร์ = นเรนทร์ 3.)แปลงสระหลังจาก สระอะ สระอุ เป็น ป็ สระอู สระโอ เช่น สริยริ+อุทัย = สุริโริยทัย สุข+อุทัย = สุโขทัย ราช+อุปโภค = ราชูปโภค 1.3.แปลงสระท้ายของคำ หน้าเป็น ป็ พยัญชนะ แล้วสนธิกับคำ หลัง เช่น 1.)เปลี่ยนสระอิ+สระอะ(เอียะ) หรือ รื สระอี+สระอา(เอีย) เป็น ป็ พยัญชนะ"ย" แล้วจึงสนธิกัน เช่น มติ+อธิบาย = มตย+อธิบาย = มตยาธิบาย กิติ+อากร = กิตย+อากร = กิติยากร 6
2.)เปลี่ยนสระอุ สระอู+สระอะ สระอา เป็น ป็ ตัว"ว" (สระอุ+สระอะ = สระอัวะ สระอู+สระอา = สระอัว)ตัว"ว"จึง เกิดขึ้น แล้วจึงสนธิกัน เช่น ธนู+อาคม = ธนว+อาคม = ธนวาคม(ธันวาคม) สินธู+อานนท์ = สินธว+อานนท์ สินธวานนท์ 2.พยัญชนะสนธิ คือ การกลมกลืนเสียงสระของคำ หน้ากับเสียง พยัญชนะของคำ หลังซึ่งมี 2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1 คำ ที่มี ส เป็น ป็ พยัญชนะตัวท้ายตามหลังสระ อะ ส จะเปลี่ยน เป็น ป็ โอ 2.2 คำ ที่มี ส เป็น ป็ พยัญชนะตัวสุดท้ายตามหลังสระอื่นๆ ส จะ เปลี่ยนเป็น ป็ ร 3.นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคำ เมื่อพยางค์ท้ายของคำ หน้าเป็น ป็ นฤคหิต (°) เมื่อสนธิแล้วนฤคหิตจะเปลี่ยนเป็น ป็ ง ญ ณ น ม ซึ่งเป็น ป็ พยานท้ายวรรคทั้ง ทั้ สิ้น มีหลักดังนี้ 3.1 นฤคหิตสนธิกับสระ จะเปลี่ยนนฤคหิตเป็น ป็ "ม"เสมอ 3.2 นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะ เมื่อระคายเหตุสนธิกับพยัญชนะ วรรคใดจะเปลี่ยนเป็น ป็ พยัญชนะตัวท้ายของวรรคนั้น นั้ ๆ ได้แก่ ง ญ ณ น ม วรรคพยัญชนะ วรรค ก ก ข ค ฆ ง วรรค จ จ ฉ ช ฌ ญ วรรค ฏ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรค ต ต ถ ท ธ น วรรค ป ป ผ พ ภ ม 7
3.3 นฤคหิตสนธิกับเศษวรรค ได้แก่ ย ร ล ว ส ห ฬ อ จะเปลี่ยน นฤคหิตเป็น ป็ "ง"เสมอ ประโยชน์ของคำ สนธิ มีดังนี้ 1.เพื่อเพิ่มความให้มากกว่าว่เดิม เช่น ไทยมีคำ ว่าว่ร้านอาหาร เมื่อนำ คำ ว่าว่ "ภัตต" และคำ ว่าว่ "อาคาร" มารวมกันเป็น ป็ "ภัตตาคาร" มีคำ ใหม่ เกิดขึ้นและมีคำ เพิ่มขึ้นในภาษาไทย 2.การสนธิเป็น ป็ วิธีวิธี การเชื่อมคำ ให้ติดต่อเป็น ป็ คำ ๆเดียวกัน เพื่อให้คำ เหล่านั้น นั้ มีเสียงสั้น สั้ ขึ้น เช่น พุทธ+โอวาท เป็น ป็ พุทโธวาท แทนที่จะเป็น ป็ พุทธโอวาท ทั้ง ทั้ นี้เพื่อให้สะดวกในการประพันธ์ต่างๆ เช่น โคลง ฉันท์ 3.เพื่อสะดวกในการออกเสียง และเพื่อให้ถ้อยคำ สละสลวยขึ้น เช่น ปิโปิยรส(ปิยปิ +โอรส) ขีปนาวุธ วุ (ขีปน+อาวุธ วุ ) 8
อ้างอิง หนังสือเรีย รี น รายวิช วิ าพื้นฐาน ภาษาไทย หลัก ภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6