ประวตั ิของพระพทุ ธเจา้
นกั เรียนทกุ คนชว่ ยกนั ตอบคำถำมจำกเรอ่ื ง พทุ ธประวตั ิ
ณ เมอื งกบัลพสั ด์ุ
พระเจ้าสทุ โธทนะ พระนางสริ มิ หามายา
พระเจา้ สุทโธทนะ กษตั รยิ ผ์ ู้ปกครองเมอื งกบิลพัสด์ุ กบั พระนางสิริมหามายา เจา้ หญงิ แห่งโกลิยวงศ์ เมอื งเทวทหะ
สวรรคช์ ั้นดสุ ติ
พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ จากสวรรคช์ น้ั ดุสิตเพื่อเสดจ็ เขา้ สู่พระครรภ์พระมารดา
วันที่เสด็จลงมาบงั เกดิ นนั้ ตรงกับวันขน้ึ 15 คา่ เดอื น 8
พระนางสริ ิมหามายาทรงสุบนิ นมิ ติ
พระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ไดม้ ชี า้ งเชอื กลงมาจากยอดเขาสงู
น่าดอกบัวสีขาวเพ่ิงบานใหม่ มีกล่ินหอมฟงุ้ มาใหพ้ ระนาง
พระนางสริ มิ หามายาเสดจ็ ไปยงั เทวทหะเพ่ือประสูติ
โอรสตามราชประเพณีนยิ ม
วสิ าขบชู า ทรงหยุดพกั พระอริ ยิ าบถใตต้ น้ สาละ ณ ป่าลมุ พินี
พระองคจ์ งึ ประชวรพระครรภ์และทรงยืนเหนยี่ วกง่ิ สาละ
ประสตู ิการพระราชโอรส เมื่อวนั ศกุ ร์ ขน้ึ 15 เดอื น 6 ปจี อ
เมอ่ื ประสูตไิ ด้ 5 วนั ได้รับการขนานนามจากพราหมณ์
“สทิ ธัตถะ”
หมายถึง ตอ้ งการส่งิ ใดยอ่ มได้สิ่งนนั้ สมในปรารถนา
โกณฑัญญะ ทา่ นายมคี ติ 2 ประการ ดงั น้ี
หากสถิตอยู่ในฆราวาส จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
หากออกบรรพชาจะได้ตรสั รเู้ ปน็ พระสัมมาสมั พุทธเจา้
เมื่อประสูตไิ ด้ 7 วนั
พระนางสิริมหามายาก็ส้นิ พระชนม์
นางมหาปชาบดโี คตมี
ซึง่ เป็นพระขนิษฐา (น้องสาว)
ทา่ หน้าที่เปน็ ผูด้ แู ลเลีย้ งดูเจา้ ชายสทิ ธัตถะแทน
พระชนมายไุ ด้ 8 พรรษา
ไดศ้ ึกษาความรู้ในส่านักของครวู ศิ วามติ ร
และศกึ ษาจบหลักสูตรในเวลาอันรวดเร็ว
พระชนมายุได้ 16 พรรษา
ทรงอภเิ ษกสมรสกบั เจา้ หญงิ แห่งเมืองเทวทหะ
เจ้าหญงิ ยโสธรา หรือ พิมพา
คนแก่ คนเจบ็
เจา้ ชายสิทธัตถะเสดจ็ ประพาส คนตาย สมณะ
พระราชอุทยาน โดยรถพระที่น่งั
เทวทตู ทง้ั 4
พระชนมายุได้ 29 พรรษา
จงึ ตัดสินใจพระทัยเสดจ็ ออกผนวช ซ่งึ เปน็ วัน
เดยี วกันกบั วนั ท่พี ระนางพิมพาประสตู ิพระโอรส
พระนามว่า ราหุล แปลวา่ บ่วง
เจ้าชายสทิ ธตั ถะทรงมา้ กณั ฐกะ พร้อมกบั นายฉนั นะ
เสด็จออกจากกรงุ กบลิ พัสด์ุ เพอื่ ทรงบรรพชา
พระองคม์ อบใหน้ ายฉันนะและรับส่งั ให้น่า
มา้ กณั ฐกะกลับคืนสพู่ ระนครเพื่อแจง้ ขา่ วแก่
พระประยูรญาตแิ ละพระราชบดิ า
เม่ือเสด็จถึงริมฝ่งั แมน่ ่้าอโนมา เจ้าชายสทิ ธตั ถะทรง นายฉันนะและมา้ กณั ฐกะ
ปลงผม โกนหนวดเคราท้งิ แล้วครองเพศเป็นนกั บวช ได้แสดงความด้วยความจงรักภักดีและอาลัยรกั
เมอ่ื พระองค์ครองเพศเป็นนักบวชแล้ว
ทรงมงุ่ เขา้ เขตแคว้นมคธ ไดพ้ บพระเจา้ พมิ พิสารผปู้ กครองแควน้
จากน้ันเสด็จไปสา่ นกั คณาจารย์ 2 ส่านกั คือ
อาฬารดาบส และ อทุ ทกดาบส
จนสาเร็จญาณ 8 ขนั้ แต่ทรงเห็นวา่ มใิ ช่เปน็ หนทางหลุดพน้
จากความทุกข์ จึงอาลาอาจารย์มุ่งสู่ต่าบลอุรุเวลาเสนานิคม
การบา่ เพญ็ เพียรทุกรกริ ยิ า
• ทรงขบฟันดว้ ยฟัน
• อัดเพดานปากด้วยล้นิ
• ผ่อนลมหายใจเข้าออกใหเ้ หลือน้อยๆ
แลว้ กลัน้ ลมหายใจนานๆ จนตวั รอ้ นเป็นไฟ
เหง่ือไหลยอ้ ย หวั ใจสวงิ สวาย
• ทรงเสวยพระกระยาหารแตน่ อ้ ยจนถึงไม่เสวยเลย
สายพิณไว้ 3 ระดับ คือ เทวดาเสดจ็ ลงมาทรงพณิ สามสาย
ตึงเกินไป เล่นได้สักคร่สู ายพณิ ก็ขาด
ตง้ั สายพิณหย่อนเกินไป เสยี งเพลงก็ไม่ไพเราะ
ตั้งสายพณิ ปานกลาง ปรากฏว่ามีความไพเราะจบั ใจ
มชั ฌิมาปฏปิ ทา = ทางสายกลาง
ณ ตา่ บลอรุ เุ วลาเสนานคิ ม
นางสชุ าดามคี วามประสงคจ์ ะบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ นางจึงไดส้ ง่ั ให้บา่ วไพร่ชว่ ยกนั จดั แจงหงุ ขา้ ว
มธปุ ายาส คือ หุงข้าวดว้ ยนมโค
ณ วันเพญ็ เดอื น 6 เมื่อพระองค์กา่ ลงั ตรัสรู้
มีเหลา่ มารยกพลมา
พระแมธ่ รณี ได้บดิ น่า้ ออกจากเกศา ท่าใหน้ า้่ ท่วม
หมู่มารทัง้ หลายหนีไปส้ินและทรงชนะมารในทส่ี ดุ
วิสาขบชู า
พระองค์ตรัสรู้ ณ ต่าบลอุรุเวลาเสนานคิ ม แคว้นมคธ
วันพุธข้นึ ๑๕ ค่า เดือน ๖ ปีระกา เม่อื มีพระชนมายุ ๓๕ พรรษา
อริยสัจ 4
พระสาวกองค์แรก (ปฐมสาวก) บคุ คลกล่มุ แรกทีพ่ ระองค์ทรงส่งั สอน
คอื พระอัญญาโกณฑัญญะ คือ ปญั จวคั คยี ์ท้ัง 5
ธัมมจักกปั ปวตั ตนสตู ร การสั่งสอนธรรมคร้งั แรกนน้ี บั เปน็ ครง้ั แรกของพระพทุ ธเจ้า
วันข้นึ ๑๕ ค่า เดอื น ๘ เรียกว่า ปฐมเทศนา
ณ มฤคทายวัน ต่าบลอสิ ปิ ตนะ เมืองพาราณสี
วันอาสาฬหบูชา
หลังจากการแสดงปฐมเทศนา ทรงได้แสดงธรรมโปรดบุคคลกลมุ่ ตา่ ง ๆ
จนมีพระอรหันตสาวกรวมทงั้ หมด 60 องค์
ทรงแสดงธรรมโปรดภทั ทวคั คีย์ 30 คน ท้ังหมดได้สา่ เรจ็ เป็นพระอรหันต์
ทรงแสดงธรรมโปรดชฎลิ สามพ่นี อ้ ง พรอ้ มบริวาร
อกี 1,000 คน จนไดส้ า่ เรจ็ เป็นพระอรหันต์
ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพมิ พิสาร ขา้ ราชบริพาร
และชาวเมือง จนเกิดความเล่ือมใสหันมานบั ถือ
พระพุทธศาสนา
พระเจ้าพิมพสิ าร ทรงถวายพระราชอทุ ยานสวนไผ่
หรอื พระเวฬวุ นั จึงเปน็ วัดแรกในพระพุทธศาสนา
ณ พระเวฬุวนั เมอ่ื งราชคฤห์
วันขน้ึ 15 คา่ เดอื น 3
พระสงฆส์ าวกจา่ นวน 1,250 องค์ที่ไปเผยแผศ่ าสนาได้
เดนิ ทางมาเฝา้ พระพทุ ธเจ้า
จาตุรงคสนั นิบาต การประชุมพรอ้ มด้วยองค์ 4 คือ มาฆบูชา
1. วนั นัน้ ดวงจันทรเ์ สวยมาฆฤกษ์ (เพ็ญเดอื นสาม)
2. พระสงฆ์ 1,250 รปู มาประชุมกันโดยมิไดน้ ัดหมาย
3. พระสงฆเ์ หลา่ น้นั ท้ังหมดลว้ นเปน็ พระอรหันต์ผไู้ ด้อภญิ ญา 6
4. พระสงฆเ์ หลา่ นั้นท้งั หมดลว้ นเปน็ เอหภิ ิกขุ
โอวาทปาฏโิ มกข์
กอ่ นจะเสด็จปรนิ พิ พานไดท้ รงแสดงธรรมโปรด สุภทั ทปรพิ าชก จนได้สา่ เรจ็ เป็นพระอรหันต์
โดยสั่งใหพ้ ระอานนทแ์ ละพระสงฆท์ า่ พิธบี วชให้
สุภัททปรพิ าชก = ปัจฉิมสาวก
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาอยู่เปน็ เวลา 45 พรรษา โดยมพี ทุ ธบริษัท 4 เปน็ กา่ ลังสา่ คญั
วสิ าขบูชา อฏั ฐมบี ูชา
เมื่อพระองคม์ พี ระชนมายุได้ 80 พรรษา จงึ ไดเ้ สด็จปรพิ าน ณ ปา่ ไมส้ าละ เมืองกสุ นิ ารา แควน้ มลั ละ
พทุ ธประวตั ิด้านการบริหารและการธา่ รงรักษาพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจา้
ศีล 311 ข้อ ศลี 5/8 ขอ้
ศลี 227 ข้อ
ศลี 5/8 ขอ้
พระพุทธเจา้ ในฐานะเป็นบคุ คลใน
ประวัตศิ าสตร์
สงั เวชนยี สถาน
สังเวชนียสถาน
สังเวชนยี สถาน หมายถึง เปน็ สถานที่ตัง้ แห่งความสงั เวช
สังเวช ในทางธรรมหมายถึง ความรสู้ ึกสลดใจทีท่ าให้คดิ ได้ถงึ
พระไตรลักษณ์ คือ ความเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ความทุกขส์ ลดใจ ความยึดมั่นถือมัน่ ไว้ไม่ได้ ทาให้จิตใจหันมา
นึกถึงสิ่งที่ดีงามเกิดความไม่ประมาท เพียรพยายามทาสิ่งที่
เป็นกุศลต่อไป จึงจะเรียกวา่ สงั เวช
ตรสั รู้ ปรินิพพาน
ประสูติ แสดงปฐมเทศนา
สถานที่ประสูติ : ลมุ พินีวนั
สถานที่ตรสั รู้ : พุทธคยา
สถานที่แสดงปฐมเทศนา : สารนาถ
สถานที่ปรนิ ิพพาน : กุสนิ ารา
พระพุทธเจา้ ในฐานะเป็น
ศาสดาเอกของโลก
พระองค์ไดต้ รสั รู้เป็นพระพุทธเจา้ เป็นศาสดาของพระพทุ ธศาสนา เกดิ ขนึ้ ดว้ ยความ
พากเพยี รพยายามในการสรา้ งคุณความดขี องบคุ คลจนประสบผลแห่งความพากเพยี ร
พยายามน้นั โดยไม่อิงอาศยั การสรา้ งและการบนั ดาลของปัจจยั ภายนอก
พระพุทธศาสนาจึงเปน็ ศาสนาของมนษุ ย์ โดยมนษุ ย์ และเพอื่ มนษุ ย์โดยแท้