The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค31001 สังคมศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-06-30 10:15:58

สค31001 สังคมศึกษา

สค31001 สังคมศึกษา





เอกสารสรุปเนื้อหาท่ีตองรู

รายวิชาสังคมศึกษา
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

รหสั สค31001

หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551

สํานกั งานสงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

กระทรวงศกึ ษาธิการ

หา มจําหนาย
หนังสือเรยี นน้จี ัดพมิ พดว ยเงินงบประมาณแผนดนิ เพอื่ การศกึ ษาตลอดชีวิตสาํ หรับประชาชน
ลขิ สิทธเ์ิ ปนของสํานกั งาน กศน.สํานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร



สารบญั ง

คํานํา หนา
สารบัญ
บทที่ 1 ภมู ิศาสตรท างกายภาพทวีปเอเชีย 1
กิจกรรมทายบทท่ี 1 12
บทท่ี 2 ประวตั ศิ าสตรทวปี เอเชยี 14
กจิ กรรมทา ยบทท่ี 2 21
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร 22
กิจกรรมทายบทที่ 3 34
บทท่ี 4 การเมืองการปกครอง 36
กิจกรรมทา ยบทท่ี 4 41
คณะทาํ งาน 43

1

บทที่ 1
สภาพภูมิศาสตรกายภาพ

สภาพแวดลอมทางกายภาพของประเทศไทย

ประเทศไทยต้ังอยใู นภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใตและมีท่ตี ัง้ อยูบริเวณตอนกลางของ
คาบสมทุ รอนิ โดจนี จากการที่ประเทศไทยมที ตี่ ั้งเปนคาบสมุทร จงึ ไดรับอทิ ธิพลจากทะเลอันดา
มันและทะเลจีนใต ภายในแผนดินมีลักษณะภูมิประเทศแตกตางกันไปตามภาค เชน ที่ราบ
ภูเขาชายทะเล และจากการมีท่ีตั้งในเขตภูมิอากาศแบบรอนช้ืน มีลมมรสุมพัดผาน จึงทําใหมี
พืชพรรณธรรมชาติและส่ิงแวดลอมหลากหลายเอ้ือตอการต้ังถิ่นฐานและการดํารงชีวิตของ
มนุษย

ประเทศไทย แบง เปน 6 ภาค
1. ภาคเหนอื
2. ภาคกลาง
3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4. ภาคตะวนั ตก
5. ภาคตะวันออก
6. ภาคใต

ประเทศไทยมลี ักษณะภมู ิประเทศ ภูมอิ ากาศและพืชพนั ธธุ รรมชาตติ ามลกั ษณะของภมู ิภาค
หรอื ทองถน่ิ สามารถจาํ แนกลักษณะภูมปิ ระเทศออกเปน 6 เขต ดังน้ี

1. ทิวเขาและหุบเขาภาคเหนอื
2. ท่รี าบลมุ น้ําภาคกลาง
3. ที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
4. ทวิ เขาภาคตะวนั ตก
5. ชายฝง ภาคตะวันออก
6. คาบสมทุ รภาคใต

ลกั ษณะภมู อิ ากาศ
- ความรอน
- ความหนาว
- ความชมุ ชื้น
- ความแหงแลง

2

สภาพแวดลอมทางกายภาพของทวีปเอเชยี

ทวีปเอเชีย เปนดินแดนท่ีอยูทางซีกโลกตะวันออกและไดชื่อวาเปนทวีปท่ีมีส่ิงตรงกัน
ขามและส่ิงท่ีเปนที่สุดของโลกอยูหลาย ๆ อยาง เชน เปนทวีปท่ีมีขนาดใหญท่ีสุดคือมีเนื้อท่ี
ประมาณ 44,648,953 ตารางกโิ ลเมตร และมีพ้ืนท่สี ูงทสี่ ดุ ในโลก คือ ยอดเขาเอเวอเรสต ซ่ึง
มีความสูงประมาณ 8,850 เมตรหรือ 29,028 ฟุต มีทองทะเลที่ลึกที่สุดอยูในมหาสมุทร
แปซฟิ ก และยงั เปน ทวีปทมี่ ปี ระชากรมากท่สี ุดในโลกอีกดวย

อาณาเขตตดิ ตอ ทวปี เอเชียมอี าณาเขตติดตอ ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ตดิ ตอกบั มหาสมุทรอารกติก
ทิศใต ติดตอ กบั มหาสมทุ รอนิ เดยี
ทิศตะวนั ออก ตดิ ตอกบั มหาสมทุ รแปซิฟก ในเขตทะเลแบรงิ
ทิศตะวนั ตก ตดิ ตอ กับทะเลแดง คลองสเุ อซ

ลักษณะภูมิประเทศ
ทวีปเอเชยี มลี กั ษณะภมู ิประเทศแตกตางกนั มาก โดยในสวนท่ีเปนภาคพ้ืนทวีปแบง

ออกเปน เขตตาง ๆ ได 6 เขต ดังน้ี
1. เขตที่ราบตํ่าตอนเหนอื
2. เขตที่ราบลมุ แมน้าํ
3. เขตเทอื กเขาสงู เปนเขตเทือกเขาหนิ ใหมต อนกลาง
4. เขตทร่ี าบสูงตอนกลางทวปี
5. เขตท่รี าบสูงตอนใตและตะวนั ตกเฉียงใต
6. เขตหมเู กาะภเู ขาไฟ

ลกั ษณะภมู ิอากาศของทวปี เอเชีย สามารถแบง เขตภมู อิ ากาศได 10 เขตดังนี้
1. ภูมอิ ากาศแบบรอ นชน้ื หรือแบบปา ดบิ ชืน้
2. ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตรอนหรอื รอนช้ืนแถบมรสมุ
3. ภมู อิ ากาศแบบทุง หญา สะวนั นาหรือทงุ หญาเมอื ง
4. ภมู ิอากาศแบบอบอนุ ชน้ื มลี ักษณะคลา ยเขตภมู อิ ากาศแบบเมดิเตอรเ รเนยี น
5. ภูมอิ ากาศแบบอบอุนช้นื ภาคพืน้ ทวีป
6. ภมู ิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนยี น
7. ภูมอิ ากาศแบบช้นื ภาคพน้ื ทวปี
8. ภูมอิ ากาศแบบทะเลทรายเขตรอ น
9. ภมู อิ ากาศแบบข้วั โลกหรอื แบบทุนดรา
10. ภูมิอากาศแบบท่สี ูง

3

สภาพแวดลอ มทางกายภาพทวปี ยุโรป

ขนาดทีต่ ้ังและอาณาเขตตดิ ตอ
ทิศเหนือ ติดตอ กบั มหาสมทุ รอารกตกิ และข้วั โลกเหนอื
ทศิ ใต ตดิ ตอ กับทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน จดุ ใตสุดอยทู ่ีเกาะครตี ประเทศกรชี
ทศิ ตะวนั ออก ติดตอกบั ทวีปเอเชีย โดยมีเทือกเขาอรู าลเปน แนวเขตแบง ทวีป
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอกับมหาสมุทรแอตแลนตกิ

ลักษณะภมู ิประเทศ แบง ออกเปน 4 เขต ไดแก
1. เขตเทอื กเขาตอนเหนอื
2. เขตที่ราบสงู ตอนกลาง
3. เขตที่ราบตอนกลาง
4. เขตเทือกเขาตอนใต

แมนํา้ ทส่ี ําคัญในทวปี ยโุ รป มีดงั นี้
- แมน ้าํ โวลกา
- แมนาํ้ ดานบู
- แมนาํ้ ไรน

ลักษณะภูมิอากาศของทวปี ยโุ รป สามารถแบงเขตภูมิอากาศได 7 เขต ดังน้ี
1. ภูมิอากาศแบบทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น
2. ภมู ิอากาศแบบทุงหญา กึง่ ทะเลทราย
3. ภูมิอากาศแบบพนื้ สมทุ ร
4. ภมู ิอากาศแบบอบอุนชน้ื
5. ภูมอิ ากาศแบบอบอุนชนื้ ภาคพืน้ ทวปี
6. ภูมอิ ากาศแบบไทกา
7. ภมู ิอากาศแบบข้วั โลกหรอื ภมู ิอากาศแบบทุนดรา

ลักษณะเศรษฐกิจ และสภาพแวดลอ มทางสงั คมวัฒนธรรมในทวปี ยโุ รป มีความเจรญิ ทงั้
ในดานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมีเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ดงั น้ี

- การทาํ เกษตรกรรม
- การปา ไม
- การประมง
- การเหมอื งแร
- การอตุ สาหกรรม

4

ประวัติศาสตร แบง ได 3 สมยั คอื
1. สมยั โบราณ
2. กรกี
3. โรมนั

สภาพแวดลอ มทางกายภาพทวปี อเมรกิ าใต
ทวปี อเมริกาใตเปน ทวปี ท่ใี หญเปนอันดบั 4 ของโลก รองจากทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา
และทวีปอเมริกาเหนอื

อาณาเขตติดตอ
ทศิ เหนอื ตดิ ตอ กับทวีปอเมริกาเหนอื
ทศิ ใต ติดตอ กับทวีปแอนตารก ติกา มชี องแคบเดรกเปน เสน ก้นั เขตแดน
ทศิ ตะวันออก ตดิ ตอกบั มหาสมุทรแอตแลนตกิ จดุ ตะวนั ออกสดุ อยทู แี่ หลมโคเคอรูสใน

ประเทศบราซลิ
ทิศตะวนั ตก ติดตอกับมหาสมุทรแปซิฟก จุดตะวันตกสุดอยูท่ีแหลมปารีนเยสใน

ประเทศเปรู
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของทวปี อเมรกิ าใต สามารถแบงออกได 3 ลกั ษณะดังน้ี

1. เขตเทอื กเขาตะวันตก ไดแ ก บริเวณเทือกเขาแอนดสี
2. เขตทรี่ าบสูงตะวนั ออก
3. เขตที่ราบลุมแมนํ้าอยูบริเวณตอนกลางของทวีป เปนที่ราบดินตะกอนท่ีมีความ
อุดมสมบูรณ และกวา ง

ลักษณะภูมอิ ากาศ ปจจัยที่มีอทิ ธพิ ลตอ ภมู ิอากาศของทวปี อเมริกาใต
1. ละติจูด พ้ืนท่ีสวนใหญของทวีปครอบคลุมเขตอากาศรอน และประมาณ 1 ใน 3

ของพื้นที่เปน อากาศ
2. ลมประจํา ไดแก
2.1 ลมสนิ คาตะวันออกเฉยี งเหนอื
2.2 ลมสนิ คา ตะวันออกเฉยี งใต
2.3 ลมตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
3. ทิศทางของเทอื กเขา ทวปี อเมริกาใตม ีเทือกเขาสงู อยูทางตะวนั ตกของทวปี
4. กระแสนํา้ 3 สายทีส่ าํ คัญ คอื
4.1 กระแสน้ําอนุ บราซิล ไหลเลียบชายฝงของประเทศบราซิล
4.2 กระแสนาํ้ เย็นฟอลก แลนดไ หลเลยี บชายฝง ประเทศอารเจนตินา
4.3 กระแสน้าํ เย็นเปรู (ฮมั โบลด) ไหลเลยี บชายฝง ประเทศเปรูและชลิ ี

5

เขตภมู ิอากาศ แบง ออกไดเ ปน 8 เขต ดงั นี้
1. ภูมอิ ากาศแบบปา ดิบชืน้ ไดแก บริเวณที่ราบลุมแมน ้าํ แอมะซอน
2. ภูมอิ ากาศแบบทุงหญาเขตรอน ไดแก บริเวณตอนเหนือและใตของลุมแมนํ้าแอมะ

ซอน
3. ภมู อิ ากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก ภาคใตของเปรูและภาคเหนือของชิลีเปนบริเวณท่ี

รอนและแหง แลงมาก
4. ภมู ิอากาศแบบทงุ หญากงึ่ ทะเลทราย ไดแก ทางตะวนั ออกของประเทศอารเจนตินา

จนถงึ ท่ีราบสูงปาตาโกเนีย
5. ภูมิอากาศแบบเมดเิ ตอริเรเนยี ไดแ ก บริเวณชายฝงมหาสมุทรแปซฟิ ก
6. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ชืน้ ไดแ ก บริเวณตะวันตกเฉียงใตข องทวีป
7. ภมู ิอากาศแบบภาคพ้ืนสมุทร ไดแก บริเวณชายฝง ทะเลอากาศหนาวจัด
8. ภมู อิ ากาศแบบท่สี งู ไดแ ก บริเวณเทอื กเขาแอนดสี

ลักษณะเศรษฐกจิ และสภาพแวดลอมทางสังคมวฒั นธรรม
- การทําเกษตรกรรม
- การเลยี้ งสตั ว
- การประมง
- การปาไม
- การทําเหมืองแร
- อุตสาหกรรม

สภาพแวดลอ มทางกายภาพทวปี อเมรกิ าเหนือ

ทวปี อเมริกาเหนือ เปนทวีปท่ีมีขนาดกวางใหญ โดยมีขนาดใหญเปนอันดับที่ 3 ของ
โลกรองจากทวีปเอเชยี และทวปี แอฟรกิ ามพี นื้ ท่ปี ระมาณ 24 ลานตารางกิ โลเมตร รูปรางของ
ทวีปอเมริกาเหนือมีลักษณะคลายสามเหลี่ยมหัวกลับ มีฐานกวางอยูทางทิศเหนือ สวนยอด
สามเหล่ียมอยทู างทศิ ใต

อาณาเขตติดตอ
ทศิ เหนอื ตดิ ตอ กบั ทะเลโบฟอรต มหาสมุทรอารกติกและขั้วโลกเหนือ
ทศิ ใต ตดิ ตอ กบั ทวปี อเมริกาใต (มีคลองปานามาเปน เสน แบง ทวปี )
ทศิ ตะวนั ออก ติดตอกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูท่ี

คาบสมุทรลาบราดอร ประเทศแคนาดา
ทิศตะวันตก ติดตอกับมหาสมุทรแปซิฟก จุดตะวันตกสุดของทวีปอยูท่ีแหลม

ปรินซออฟเวล รัฐอะลาสกา ประเทศสหรฐั อเมรกิ า

6

ลักษณะภูมปิ ระเทศของทวปี อเมริกาเหนือ สามารถแบงออกได 3 ลกั ษณะ ไดแ ก

1. เขตเทือกเขาภาคตะวันออกเร่ิมตั้งแตเกาะนิวฟนดแลนดทางตะวันออกเฉียงเหนือ
ของแคนาดาจนถงึ ตะวันออกเฉียงใตของสหรฐั อเมรกิ า

2. เขตเทือกเขาสูงภาคตะวันตก ไดแก พ้ืนท่ีชายฝงตะวันตกดานมหาสมุทรแปซิฟก
ตง้ั แตเทอื กเขาตอนเหนือสุดบริเวณชอ งแคบแบริง ทอดตวั ยาวทางใตของทวีป

3. เขตที่ราบภาคกลาง เปนที่ราบขนาดกวางใหญ อยูระหวางเทือกเขาตะวันออกและ
ตะวันตก เรมิ่ ตง้ั แตช ายฝงมหาสมุทรอารต ิกจนถึงชายฝงอา วเม็กซโิ ก

แมน าํ้ ทสี่ ําคญั ในทวีปอเมรกิ าเหนือ มีดงั นี้
- แมน้ํามิสซิสซิปป
- แมน าํ้ เซนตล อวเรนซ
- แมน ํา้ ริโอแกรนด

ลกั ษณะภมู อิ ากาศ ปจ จัยทมี่ ีอทิ ธิพลตอ ภมู อิ ากาศของทวีปอเมรกิ าเหนอื
1. ละติจูด ทวีปอเมริกาเหนือต้ังอยูระหวางละติจูด 7 องศา 15 ลิปดาเหนือ ถึง 83

องศา 38 ลิปดาเหนือใกลข ้ัวโลกเหนอื จึงทําใหม ีเขตภูมอิ ากาศทุกประเภทต้ังแตอากาศรอนไป
จนถงึ อากาศหนาวเยน็ แบบขว้ั โลก

2. ลมประจํา ลมประจําท่ีพัดผานทวีปอเมริกาเหนือ มีความแตกตางกันตามชวง
ละติจูด

3. ความใกล ไกลทะเล จากลักษณะรูปรางของทวปี อเมริกาเหนือ ซึ่งตอนบนจะกวาง
ใหญ และคอ ยๆ เรียวแคบลงมาทางตอนใต ทาํ ใหตอนบนของทวีปไดรับอิทธิพลจากมหาสมุทร
นอ ย ทาํ ใหพ นื้ ทตี่ อนบนมอี ากาศคอ นขางแหง แลง

4. ทศิ ทางของเทอื กเขา ทิศทางการวางตัวของเทือกเขาในทวีปอเมริกาเหนือเปนสวน
สาํ คญั ในการทําใหพนื้ ทที่ างตอนใตของทวีปมอี ากาศคอ นขางแหงแลง

5. กระแสน้าํ ทวปี อเมริกาเหนอื มีกระแสนา้ํ 4 สาย
5.1 กระแสนา้ํ อุนกลั ฟส ตรมี

5.2 กระแสน้าํ เย็นแลบราดอร
5.3 กระแสน้ําอนุ อลาสกา
5.4 กระแสน้ําเย็นแคลฟิ อรเนีย

เขตภูมอิ ากาศ แบง ออกไดเปน 12 เขต ไดแ ก
1. ภูมิอากาศแบบรอ นชน้ื
2. ภมู ิอากาศแบบทะเลทราย
3. ภูมอิ ากาศแบบทงุ หญา เขตรอน
4. ภมู ิอากาศแบบทงุ หญาก่ึงทะเลทราย

7

5. ภูมอิ ากาศแบบเมดิเตอรเรเนยี น
6. ภูมิอากาศแบบอบอนุ ชน้ื
7. ภูมิอากาศแบบภาคพ้นื สมทุ รชายฝง ตะวันตก
8. ภมู อิ ากาศแบบชน้ื ภาคพ้นื ทวปี
9. ภูมอิ ากาศแบบไทกา
10. ภมู ิอากาศแบบทุนดรา
11. ภูมิอากาศแบบขั้วโลก
12. ภมู อิ ากาศแบบบริเวณภเู ขาสงู

สภาพแวดลอมทางกายภาพของทวปี ออสเตรเลยี และโอเซยี เนีย

อาณาเขตติดตอ
ทิศเหนือ ตดิ ตอกับทะเลเมดเิ ตอรเรเนยี นในมหาสมุทรแปซิฟก
ทศิ ตะวันออก ตดิ ตอ กบั ทะเลคอรลั และทะเลแทสมนั ในมหาสมุทรแปซฟิ ก
ทศิ ใต ตดิ ตอ กบั มหาสมุทรอินเดีย
ทศิ ตะวันตก ตดิ ตอ กบั มหาสมทุ รอนิ เดยี

ลกั ษณะภมู อิ ากาศของทวปี ออสเตรเลียและโอเซยี เนีย แบงเขตภมู ิอากาศเป 6 ประเภท คือ
1. ภมู ิอากาศทุงหญา เขตรอ น
2. ภมู ิอากาศทุง หญาก่งึ ทะเลทราย
3. ภมู ิอากาศทะเลทราย
4. ภูมอิ ากาศเมดิเตอรเ รเนยี น
5. ภูมอิ ากาศอบอนุ ชืน้
6. ภูมอิ ากาศภาคพนื้ สมทุ รชายฝง ตะวันตก

สาเหตุ และลกั ษณะการเกดิ ปรากฏการณทางธรรมชาติทีส่ าํ คญั
และการปอ งกนั อนั ตราย

ปรากฏการณทางธรรมชาติท่ีสําคัญ มีดังน้ี
1. พายุ
2. นา้ํ ทว ม
3. แผน ดนิ ไหว
4. ปรากฏการณเ รือนกระจก
5. ภาวะโลกรอ น
6. ภเู ขาไฟระเบิด

8

วิธีการปอ งกันอนั ตรายเมื่อเกดิ ปรากฏการณทางธรรมชาติ
1. ตดิ ตามสภาวะอากาศฟงคําเตือนจากกรมอตุ นุ ิยมวิทยาสม่าํ เสมอ
2. สอบถามแจง สภาวะอากาศรอนแกกรมอุตุนิยมวทิ ยา
3. ฝกซอ มการปอ งกนั ภยั พิบัตเิ ตรียมพรอมรับมือ และวางแผนอพยพหากจําเปน
4. เตรยี มพรอมอพยพเมื่อไดร ับแจงใหอ พยพ

การปองกันน้ําทวมปฏิบตั ไิ ด ดงั นี้
1. ตดิ ตามสภาวะอากาศฟงคําเตอื นจากกรมอุตุนิยมวทิ ยา
2. ฝก ซอมการปอ งกนั ภัยพบิ ัตเิ ตรยี มพรอมรับมอื และวางแผนอพยพหากจําเปน
3. เตรียมนํ้าด่ืม เคร่ืองอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเปาหิ้วเพ่ือติดตาม

ขา วสาร
4. ซอ มแซมอาคารใหแข็งแรงเตรยี มปองกนั ภัยใหสัตวเลยี้ งและพชื ผลการเกษตร
5. เตรียมพรอมเสมอเมื่อไดรับแจงใหอพยพไปที่สูง เมื่ออยูในพื้นที่เส่ียงภัยและฝนตกหนัก

ตอ เน่อื ง
6. ไมลงเลนน้ํา ไมขับรถผานน้ําหลากเม่ืออยูบนถนนถาอยูใกลนํ้า เตรียมเรือเพื่อการ

คมนาคม

การปฏบิ ตั ปิ อ งกันตัวเองจากการเกดิ แผน ดนิ ไหว
1. ควรมีไฟฉายพรอ มถา นไฟฉายและกระเปายาเตรียมไวในบาน
2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบ้อื งตน
3. ควรมเี ครอ่ื งมอื ดบั เพลงิ ไวในบาน เชน เคร่ืองดบั เพลงิ ถุงทราย เปน ตน
4. ควรทราบตําแหนงของวาลวปดน้ํา วาลวปดกาซ สะพานไฟฟาสําหรับตัด

กระแสไฟฟา

มาตรการปองกันผลกระทบจากการเกิดปรากฎการณเรอื นกระจก
1. สงเสริมการสงวนและการใชพลงั งานอยางมปี ระสิทธภิ าพสูงสุด
2. หามาตรการในการลดปรมิ าณคารบอนไดออกไซด
3. เลกิ การผลิตและการใชค ลอโรฟลูออโรคารบ อน
4. หันมาใชเ ช้ือเพลงิ ท่กี อใหเกิดคารบอนไดออกไซด ในปริมาณท่ีนอย
5. การวิจัยเกยี่ วกับแหลงพลังงานทดแทนอื่น
6. หยุดย้ังการทําลายปาไม และสนับสนนุ การปลกู ปาทดแทน

วธิ กี ารลดภาวะโลกรอ น มี 7 วธิ ี ดงั น้ี
1. ลดการใชพลงั งานทไ่ี มจ ําเปนจากเครื่องใชไฟฟา
2. เลือกใชร ะบบขนสงมวลชน
3. ชว ยกันปลูกตน ไม

9

4. การชวนกันออกไปเที่ยวธรรมชาตภิ ายนอก
5. เวลาซือ้ ของพยายามไมร บั ภาชนะที่เปน โฟม
6. ใชกระดาษดวยความประหยดั
7. ไมสนับสนุนกจิ การใด ๆ ทีส่ น้ิ เปลอื งทรัพยากรของโลกเรา

การใชเคร่ืองมอื ทางภมู ศิ าสตร

แผนท่ี (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบโดยการยอสวน
และการใชสัญลักษณไมวาเคร่ืองหมายหรือสีแทนสิ่งตาง ๆ บนพื้นผิวโลก แผนที่จึงตางจาก
ลูกโลกและแผนผัง

ความสําคญั ของแผนที่
1. ทําใหทราบลกั ษณะทางธรรมชาติของพื้นผิวโลก
2. ทาํ ใหท ราบขอมลู สถติ ิตาง ๆ

ประโยชนของแผนท่ี
1. ในการศึกษาลักษณะภูมิประเทศ แผนที่จะทําใหผูศึกษาทราบวาพื้นท่ีใดมีลักษณะ

ภูมปิ ระเทศแบบใดบา ง
2. ตอ การศึกษาธรณวี ิทยา
3. ดา นสมทุ รศาสตรแ ละการประมง เพื่อใหทราบสภาพแวดลอมชายฝงทะเลธรณวี ิทยา
4. ดา นทรพั ยากรน้ํารขู อมูลเกี่ยวกับแมน ํ้าและการไหล
5. ดา นปา ไมเ พื่อใหทราบคณุ ลักษณะของปาไมแ ละการเปลย่ี นแปลงพนื้ ท่ปี า

องคป ระกอบของแผนที่
1. ชื่อแผน
2. ขอบระวาง
3. ทศิ ทาง
4. สญั ลกั ษณ
5. มาตราสวน

องคป ระกอบของลูกโลก ประกอบไปดวย
1. เสน เมรเิ ดียนหรือเสนแวง
2. เสนขนานหรอื เสน รุง

10

ปญ หาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ ม

ผลการจัดลําดบั ความสาํ คญั ของปญ หาทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม
1. การสญู เสียทรัพยากรปาไม
2. อทุ กภยั และภยั แลง
3. ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดนิ และการใชทีด่ ิน
4. มลพิษจากขยะ
5. มลพิษทางอากาศ

ประเภทของปาไมในประเทศไทย
1. ปาดงดิบ
2. ปา สนเขา
3. ปาชายเลน
4. ปา พรหุ รอื ปาบึงน้ําจดื
5. ปาชายหาด

ประโยชนข องทรัพยากรปา ไม
1. การนําไมม าสรา งอาคารบา นเรือนและผลิตภัณฑตาง ๆ
2. ใชเ ปนอาหารจากสวนตา ง ๆ ของพชื ทะเล
3. ใชเสน ใยทไี่ ดจ ากเปลือกไมแ ละเถาวัลยมาถกั ทอเปนเครอ่ื งนุง หม เชอื กและอืน่ ๆ
4. ใชทํายารกั ษาโรคตา งๆ

สาเหตุสาํ คญั ของวิกฤตการณปา ไมในประเทศไทย
1. การลักลอบตดั ไมทาํ ลายปา
2. การบุกรกุ พน้ื ที่ปาไมเพือ่ เขาครอบครองทดี่ นิ
3. การสง เสรมิ การปลูกพืชหรอื เลี้ยงสตั ว เศรษฐกิจเพ่ือการสง ออก
4. การกาํ หนดแนวเขตพ้นื ท่ปี า กระทาํ ไมช ดั เจนหรอื ไมกระทาํ เลยในหลาย ๆ พื้นท่ี
5. การจดั สรา งสาธารณปู โภคของรฐั
6. ไฟไหมป า มกั จะเกิดขน้ึ ในชวงฤดแู ลง

7. การทําเหมืองแร

ปญ หาเกีย่ วกับทรพั ยากรนาํ้
1. การขาดแคลนน้ําหรอื ภยั แลง
2. การเกดิ น้าํ ทวม
3. การท้ิงสิง่ ของและการระบายนํา้ ท้ิงลงสแู หลง นาํ้
4. ปญ หาการใชทรพั ยากรน้าํ อยางไมเ หมาะสม

11

5. ปญ หาความเปล่ียนแปลงของลมฟาอากาศ

ทรพั ยากรดิน ปญ หาการใชที่ดนิ ไมเ หมาะสมไดแก
1. การใชท ่ีดนิ เพือ่ การเกษตรกรรมอยางไมถ ูกหลกั วิชาการ
2. ขาดการบาํ รุงรกั ษาดนิ
3. การปลอ ยใหผ ิวดนิ ปราศจากพืชปกคลุม ทําใหสูญเสียความชมุ ชืน้ ในดนิ
4. การเพาะปลูกท่ีทาํ ใหดินเสยี
5. การใชป ุยเคมีและยากาํ จัดศตั รูพืชเพอ่ื เรงผลติ ผล

สาเหตปุ ญหาของทรัพยากรสัตวปา
1. การทําลายที่อยูอาศัย การขยายพ้นื ท่ีเพาะปลกู
2. สภาพธรรมชาตกิ ารลดลงหรอื สูญพนั ธุไปตามธรรมชาติของสัตวป า
3. การลาโดยตรง โดยสตั วป า ดว ยกนั เอง
4. การนําสตั วจ ากถนิ่ อืน่ เขา มา

มลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศ เปนปญหาสําคัญปญหาหนึ่งที่เกิดข้ึนในเขตเมือง โดยเฉพาะ
กรุงเทพมหานคร เนือ่ งจากมลพษิ ทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะ
เปนดานกล่ิน ความรําคาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบการหายใจ หัวใจ
และปอด

แนวทางการแกไขมลพิษทางอากาศ
1. จัดหาและพฒั นาระบบการตรวจคณุ ภาพในอากาศ
2. หาทางลดปริมาณสารมลพิษทางอากาศจากแหลง กาํ เนิด
3. กระตุนใหผใู ชรถยนตใหความสาํ คัญในการดแู ลรักษาเครอ่ื งยนตใ หอยใู นสภาพดีเพือ่ ลด
ควันดาํ
4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจับรถยนตท ม่ี คี วนั ดํา
5. รณรงคใหผขู ับขีร่ ถยนตมวี ินัยและเคารพในกฎจราจร

12

กิจกรรมทายบทที่ 1

1. ปจ จัยท่ีมอี ทิ ธิพลตอ ภูมอิ ากาศของทวีปอเมริกาใต มีอะไรบา ง
แนวตอบ 1. ละตจิ ูด

2. ลมประจาํ
3. ทิศทางของเทือกเขา
4. กระแสน้าํ

2. การปอ งกันภัยจากนาํ้ ทวมปฏบิ ตั ไิ ดอ ยางไรบา ง
แนวตอบ 1. ติดตามสภาวะอากาศฟง คําเตือนจากกรมอุตนุ ิยมวทิ ยา

2. ฝกซอมการปอ งกนั ภยั พิบัตเิ ตรยี มพรอมรบั มอื และวางแผนอพยพหากจําเปน
3. เตรยี มน้าํ ดม่ื เคร่ืองอปุ โภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเปาหิ้วเพ่ือติดตาม
ขา วสาร
4. ซอมแซมอาคารใหแ ข็งแรงเตรียมปอ งกันภัยใหสัตวเ ลยี้ งและพชื ผลการเกษตร
5. เตรยี มพรอ มเสมอเมอื่ ไดรบั แจง ใหอพยพไปทสี่ งู เมอ่ื อยใู นพ้ืนที่เสี่ยงภัยและฝนตก
หนักตอ เนื่อง
6. ไมล งเลนนา้ํ ไมขบั รถผานนํา้ หลากเมอื่ อยบู นถนนถาอยูใกลน้ํา เตรียมเรือเพ่ือการ
คมนาคม

3. ในฐานะที่ทานเปน สว นหนงึ่ ของประชากรโลก ทา นสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหา
ภาวะโลกรอ นไดอยางไร บอกมา 5 วิธี
แนวตอบ1. ลดการใชพลงั งานทไี่ มจ ําเปนจากเคร่ืองใชไ ฟฟา

2. เลอื กใชร ะบบขนสงมวลชน
3. ชว ยกนั ปลูกตน ไม
4. การชวนกันออกไปเทย่ี วธรรมชาตภิ ายนอก
5. เวลาซื้อของพยายามไมร ับภาชนะทเี่ ปน โฟม

4. จงบอกประโยชนของการใชแผนที่มา 5 ขอ
แนวตอบ1. ในการศกึ ษาลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ แผนที่จะทําใหผูศึกษาทราบวาพ้ืนท่ีใดมีลักษณะ
ภูมปิ ระเทศแบบใดบา ง

2. ดานการศึกษาธรณีวิทยา
3. ดานสมุทรศาสตรและการประมง เพื่อใหทราบสภาพแวดลอมชายฝงทะเล
ธรณวี ทิ ยา

13

4. ดา นทรพั ยากรน้าํ รูขอ มลู เก่ียวกบั แมน้ําและการไหล
5. ดานปา ไมเพอื่ ใหทราบคณุ ลักษณะของปา ไมแ ละการเปลยี่ นแปลงพื้นท่ปี า
5. องคป ระกอบหลกั ของลูกโลก ประกอบไปดว ยส่งิ ใดบา ง
แนวตอบ 1. เสน เมรเิ ดยี นหรือเสน แวง 2. เสน ขนานหรือเสน รุง

14

บทที่ 2
ประวัติศาสตร

การแบง ชวงเวลา และยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร

ยุคสมัยประวัติศาสตรมีความสําคัญตอการศึกษาประวัติศาสตรเนื่องจากเปนการแบง
ชวงเวลาในอดีตอยางเปนระบบโดยพิจารณาจากหลักฐานที่เหลืออยูในปจจุบัน ซ่ึงจะนําไปสู
การวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเน่ือง
ของชว งเวลา จะทําใหก ารลาํ ดบั เปรยี บเทียบเร่อื งราวทางประวัติศาสตรมี ความชัดเจนข้ึนตาม
เกณฑด ังตอไปน้ี

การแบง ชวงเวลา มีพ้นื ฐานมาจากยคุ สมัยทางศาสนา แบงออกเปน
1. การแบง ชวงเวลาตามประวตั ิศาสตรไ ทย
2. การแบงชว งเวลาตามประวตั ศิ าสตรส ากล

การแบงยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร
การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและ

ลักษณะของหลกั ฐานทเี่ ปนลายลกั ษณอักษรและไมเ ปนลายลักษณอักษร สามารถแบงยุคสมัย
ทางประวัตศิ าสตรเปนยคุ ตาง ๆ ไดดังนี้

1. ยคุ กอนประวัตศิ าสตร

2. ยคุ หิน เปนยคุ ทม่ี นษุ ยร ูจ ักนําหินมาดดั แปลงเปนเคร่อื งมือเครอ่ื งใช โดยมวี ิวัฒนาการ ดังน้ี
1. ยคุ หนิ เกา
2. ยคุ หนิ กลาง
3. ยคุ หินใหม

3. ยคุ โลหะ ในยุคนี้มนษุ ยเ ริ่มทาํ เครือ่ งมือเครอ่ื งใชจ ากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ
สามารถแบงยอ ยไปไดอกี 2 ยุค ตามลกั ษณะโลหะที่ใช คือ

1. ยุคสาํ ริด
2. ยคุ เหล็ก

4. ยคุ ประวตั ิศาสตร เปน ชว งเวลาท่ีมนุษยรูจักประดิษฐตัวอักษรและบันทึกไวบนวัสดุตาง ๆ
เชน แผนหนิ แผนดินเหนียว แผน ผา ยคุ ประวตั ศิ าสตรแบง ออกเปนยคุ สมยั ตา ง ๆ ดงั น้ี

1. สมัยโบราณ
2. สมัยกลาง
3. สมยั ใหมหรอื ยุคฟนฟูศิลปะวทิ ยาการ
4. สมยั ปจจบุ ัน

15

หลกั เกณฑก ารแบง ยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร มีดงั นี้

การแบง ยุคสมยั ทางประวัติศาสตรสากล
1. แบงตามความเจริญทางอารยธรรมมนุษย
2. แบงตามการเรม่ิ ตนของเหตุการณส ําคญั
3. แบงตามชอื่ จักรวรรดิหรอื อาณาจกั รท่ีสาํ คัญที่เคยรงุ เรือง
4. แบงตามราชวงศท ่ปี กครองประเทศ
5. แบงตามการต้งั เมอื งหลวง

การแบง ยุคสมัยทางประวตั ิศาสตรไทย
1. สมยั โบราณหรอื สมยั กอ นสโุ ขทัย
2. สมยั สุโขทัย
3. สมยั อยุธยา
4. สมัยธนบุรี
5. สมัยรตั นโกสนิ ทร

แหลง อารยธรรมโลก

อารยธรรมของมนษุ ยยุคประวตั ศิ าสตร แบง ออกเปน 2 สวน คอื

สวนท่ี 1 อารยธรรมของโลกตะวันออก สวนใหญมีรากฐานมาจากแหลงอารยธรรมที่เกาแก
ของโลก คอื จีนและอินเดยี

อารยธรรมจนี
ประเทศจีน เปนประเทศทมี่ ีอารยธรรมยาวนานท่ีสุดประเทศหน่ึง วัฒนธรรมของ

อารยธรรมจีนสมยั กอนประวัติศาสตรม ีแหลง อารยธรรมทีส่ ําคัญ 2 แหลง คือ
- ลุมแมน าํ้ ฮวงโห พบความเจรญิ ท่ี เรยี กวา วฒั นธรรมหยางเซา พบหลักฐานท่ีเปน

เครอ่ื งปน ดนิ เผามลี กั ษณะสาํ คัญคอื เครือ่ งปน ดินเผาเปน ลายเขยี นสี
- ลมุ น้ําแยงซี (Yangtze) บรเิ วณมณฑลซานตงุ พบ วัฒนธรรมหลงซาน

พบหลักฐานที่เปนเคร่ืองปนดินเผามีลักษณะสําคัญ คือ เคร่ืองปนดินเผามีเนื้อละเอียดสีดําขัด
มนั เงา

อารยธรรมอนิ เดีย
อินเดียเปนแหลงอารยธรรมที่เกาแกแหงหน่ีงของโลกบางทีเรียกวา แหลงอารย

ธรรม ลมุ แมน า้ํ สนิ ธอุ าจแบง ยคุ สมยั ทางประวัติศาสตรข องอินเดยี ได ดงั นี้
- สมัยกอนประวัตศิ าสตร พบหลักฐานเปนซากเมืองโบราณ 2 แหงในบริเวณลุม

แมน าํ้ สนิ ธุ คอื เมืองโมเฮนโจดาโร ทางตอนใตของประเทศปากีสถานเมืองอารับปาในแควนปน
จาป ประเทศปากสี ถานในปจจุบัน

16

- สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเม่ือมีการประดิษฐ ตัวอักษรขึ้นใชโดยชนเผาอินโด –
อารยัน ซึ่งตัง้ ถน่ิ ฐานบรเิ วณแมน ํ้าคงคา แบง ได 3 ยคุ

1. ประวตั ศิ าสตรสมยั โบราณ
2. ประวตั ิศาสตรส มยั กลาง
3. ประวัตศิ าสตรสมัยใหม
การแพรขยายและการถายทอดอารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตาง ๆ ท่ัวทวีปเอเชียโดยผานทาง
การคา ศาสนา การเมือง การทหารและไดผสมผสานเขากับอารยธรรมของแตละประเทศจน
กลายเปนสวนหนึ่งของอารยธรรมสังคมนน้ั ๆ ในเอเชยี ตะวันออก ภมู ิภาคเอเชยี กลาง ภูมิภาคท่ี
ปรากฏอิทธิพลของอินเดยี มากทส่ี ุดคอื เอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต

สวนที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวันตก หมายถึง ดนิ แดนแถบตะวนั ตกของทวปี เอเชยี

รวมเอเชียไมเนอรแ ละทวีปแอฟริกา อยี ปิ ต เมโสโปเตเมีย กรกี และโรมนั

อารยธรรมอียปิ ต
อียิปตโบราณหรือไอยคุปตเปนหนึ่งในอารยธรรมท่ีเกาแกสุดในโลกแหงหนึ่ง ต้ังอยู

ทางตะวันออกเฉยี งเหนอื ของทวปี แอฟรกิ า อารยธรรมอยี ิปตโบราณเรม่ิ ข้ึนประมาณ 3,150 ป
อารยธรรมอยี ปิ ตพฒั นาการมาจากสภาพของลมุ แมน ํ้าไนล

อารยธรรมเมโสโปเตเมยี
กําเนดิ ข้ึนในบริเวณลุมแมนํ้า 2 สาย คือ แมนํ้าไทกรีสและแมน้ํายูเฟรตีส ปจจุบัน

อยูในประเทศอิรัก คนกลุมแรกที่สรางอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น คือ สุเมเรีย ผูคิดประดิษฐ
ตัวอกั ษรข้นึ เปน ครั้งแรกของโลก

อารยธรรมกรกี
อารยธรรมกรกี โบราณ ไดแก อารยธรรมนครรฐั กรีก คําวา กรีก เปนคําที่พวกโรมัน

ใชเปนคร้ังแรก ชาวกรีกเรียกตัวเองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส
(Hellas) และเรียกอารยธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) อารย
ธรรมกรีก รูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดนคือ วิหารพาเธนอน
ประติมากรรมท่ีเดนท่ีสุด คือ รูปปนเทพซีอุส วรรณกรรมดีเดนคือ อีเลียดและ โอดิสต
(I liad and Oelyssay) ของโอเมอร

อารยธรรมโรมัน
อารยธรรมโรมันเปนอารยธรรมที่ไดรับการถายทอดมาจากกรีก สถาปตยกรรม

ท่เี ดน ไดแ ก วหิ ารพาเธนอน หลังคารูปโมในกรุงโรม โคลอสเซียม อัฒจันทรสําหรับดูกีฬาซึ่งจุ
ผดู ูไดถ งึ 4,500 คน วรรณกรรมทเี่ ดน ทส่ี ุดคอื เรือ่ งอเี นยี ด (Aeneid) ของเวอรว ลิ

17

ประวตั ิศาสตรชาตไิ ทย

ความเปนมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณสวนใหญมาจากหลักฐานดาน
โบราณคดีและเอกสารประวัติศาสตรจีนโบราณและภาพถายทางอากาศและเห็นถึงที่ต้ังและ
สภาพของแหลง ชมุ ชนโบราณในประเทศไทย

ดินแดนในประเทศไทยมที ั้งพฒั นามาจากอาณาจกั รเดิมและมีการอพยพยายเขามาของ
กลุมคนพูดภาษาไทย – ลาวจากถ่ินบรรพบุรุษ ซึ่งอยูตอนใตของประเทศจีนเดิม เขามายัง
ดนิ แดนเอเชียตะวันออกเฉยี งใต ราวครสิ ต ศตวรรษที่ 10 รัฐของชาวไทยมี ความสําคัญตามยุค
สมยั ไดแก อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักรลานนา อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรอยุธยา
และไดพ ัฒนามาเปนสมยั กรุงรัตนโกสินทรน บั ตั้งแต พ.ศ. 2325 เปน ตน มา

กรุงธนบุรี พ.ศ. 2310 – 2325
หลงั จากพระเจาตากสินไดกอบกูกรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพมาไดแลวพระองคจึงยาย

เมืองหลวงมาอยูท่ีกรุงธนบุรีแลวปราบดาภิเษกข้ึนเปนกษัตริยทรงพระนามวา “พระบรม
ราชาธิราชท่ี 4” ครองกรงุ ธนบุรี 15 ป
ดา นการปกครอง

หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียใหแกพมา เม่ือ พ.ศ. 2310 บานเมืองอยูในสภาพ
ไมเรียบรอย มีการปลนสะดมกันบอย ผูคนจึงหาผู คุมครองโดยรวมตัวกันเปนกลุมเรียกวา
ชุมนมุ สมเด็จพระเจาตากสินทรงใชเวลาภายใน 3 ป ยกกองทัพไปปราบชมชนตาง ๆ พระองค
ทรงยึดถอื และปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตามท่ีสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบยี บไว

ลกั ษณะการปกครอง ในสว นกลางมตี าํ แหนง อคั รมหาเสนาบดี 2 ตาํ แหนง ไดแก
1. สมุหนายก ควบคุมดแู ลหัวเมอื งฝายเหนอื
2. สมหุ กลาโหม ควบคุมดแู ลหวั เมืองฝายใต
สวนภูมภิ าค แบงเปน หัวเมืองชัน้ ใน คอื เมอื งทร่ี ายรอบพระนคร และหัวเมืองช้ันนอก

คอื เมืองทอี่ ยูไ กลพระนคร

กรุงรตั นโกสนิ ทร พ.ศ. 2325 – ปจจุบนั
หลังจากปราบดาภเิ ษกขึ้นเปนพระมหากษัตรยิ ในป พ.ศ. 2325 แลวสมเด็จเจาพระยา

มหากษตั รยิ ศ กึ ทรงใชพระนามวา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก”และไดยายราช
ธานี จากกรุงธนบุรีขามแมน้ําเจาพระยามายังฝงตรงขาม และตั้งช่ือราชธานีใหมน้ีวา
“กรุงเทพมหานคร” พรอม ๆ กับการสถาปนาราชวงศจักรีขึ้นมา โดยกําหนดในวันท่ี 6
เมษายน ของทุกปเปนวันจักรี

18

สภาพภูมปิ ระเทศ
สภาพภูมิประเทศของกรุงรัตนโกสินทรน้ันตั้งอยูบริเวณแหลมยื่นลงไปในแมนํ้า

เจาพระยาฝง ตะวนั ออกมีแมน้ําเจา พระยาไหลผา นลงมาจากทางเหนือผานทางตะวันตกและใต
กอนที่จะมุงลงใตสูอาวไทยทําใหดูคลายกับกรุงศรีอยุธยา รัชกาลท่ี 1 โปรดเกลาใหขุดคูพระ
นครตั้งแตบางลําพูไปถงึ วดั เลยี บ

การเปล่ยี นแปลงการปกครอง
สภาพการณโดยทั่วไปของบา นเมืองกอนเกดิ การเปลีย่ นแปลงการปกครอง

สังคมไทยกาํ ลงั อยูในชวงเวลาของการเปลย่ี นแปลงเขาสคู วามทันสมัยตามแบบตะวันตก
ในทุกๆ ดานอันเปนผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปแผนดินเขาสูความทันสมัยในรัชกาลที่ 5
(พ.ศ.2411-2453) สมัยรัชกาลที่ 6 สมยั รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 – 2475)

สาเหตุการเปลีย่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475
1. ความเสอ่ื มของระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย
2. การไดร บั การศกึ ษาตามแนวความคดิ ตะวนั ตกของบรรดาชนชนั้ นําในสังคมไทย
3. ความเคลอ่ื นไหวของบรรดาสื่อมวลชน
4. ความขัดแยงทางความคิดเกี่ยวกบั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
5. สถานการณค ลงั ของประเทศและการแกปญ หา

บุคคลสาํ คญั ของไทย และของโลกในดานประวัตศิ าสตร

บคุ คลสําคญั ของไทยและของโลก

สมยั กรงุ สโุ ขทยั
1. พอขนุ รามคํารามคําแหงมหาราช
2. พระมหาธรรมราชาที่ 1

สมยั กรุงศรีอยุธยา
1. สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
2. สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี 2
3. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมัยกรงุ ธนบรุ ี
1. สมเดจ็ พระเจา ตากสินมหาราช

19

สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร
1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก
2. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู ัว
3. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยหู วั
4. สมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ
5. สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเ ธอ เจา ฟากรมพระยานรศิ รานุวดั ติวงศ
6. ขรัวอนิ โขง
7. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
8. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รชั กาลท่ี 9)
9. พระยากลั ยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บี แซร)
10. หมอบรัดเลย

เหตกุ ารณส ําคญั ของโลกที่มผี ลตอปจจุบนั

เหตุการณสาํ คญั ทม่ี ีผลกระทบตอการเปลย่ี นแปลงของโลกน้ันหมายถึงเหตุการณสําคัญ
ทที่ ําใหโ ลกเกดิ การเปลีย่ นแปลงภายหลังสงครามส้ินสุด ซึ่งพบวาสหประชาชาติสามารถยับยั้ง
การทาํ สงครามอาวธุ ไดในระดบั หนึง่ แตเมอื่ สงครามอาวุธผานไปเหตกุ ารณปจ จบุ นั จะกลายเปน
สงครามเศรษฐกิจ ชวี ติ ความเปนอยู วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงการเมืองการปกครองใน
ปจ จบุ ัน ซ่งึ เหตุการณสาํ คัญในอดตี ท่ีสงผลตอปจจบุ นั มี ดังน้ี

1. สงครามโลกครัง้ ที่ 1 และ 2
2. สงครามเย็น
3. สงครามเศรษฐกจิ
4. เหตกุ ารณโลกปจ จบุ นั

บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั ริยในการพฒั นาชาติไทย

1. บทบาทและหนา ที่ของพระมหากษัตรยิ  ดา นการเมือง
สถาบันพระมหากษัตริยไดมีบทบาทเก่ียวกับการเมืองการปกครอง การรวมชาติ

การสรางเอกราช การวางรากฐานการเมืองการปกครอง การสรางเสถยี รภาพทางการเมืองการ
ปกครอง การปฏิรูปการปกครองแผนดินตั้งแตอดีตสืบตอมาตลอดปจจุบันบทบาทของ
พระมหากษัตริย มีสวนชวยสรางเอกภาพของประเทศเปนอยางมาก คนไทยทุกกลุมไมวา
ศาสนาใดมีขนบธรรมเนียมแตกตางกันอยางไรก็มีความรูสึกรวมในการมีพระมหากษัตริยองค
เดยี วกนั

20

2. บทบาทและหนา ทข่ี องพระมหากษตั ริย ดานการปกครอง
บทบาทของพระมหากษัตริยม สี วนชว ยเปนอยา งมากท่ีทําใหประชาชนเกิดความเชื่อม่ัน

ในระบอบประชาธิปไตย เพราะการที่ประชาชนเกิดความจงรักภักดีและเชื่อมั่นใน
สถาบันพระมหากษัตริย จึงมีผลสงใหประชาชนเกิดความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
อั น มี พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย เ ป น ป ร ะ มุ ข ด ว ย เ นื่ อ ง จ า ก เ ห็ น ว า เ ป น ร ะ บ อ บ ท่ี เ ชิ ด ชู ส ถ า บั น
พระมหากษัตริย อนั เปนทเี่ คารพสกั การะของประชาชนนั่นเอง

3. บทบาทและหนา ท่ีของพระมหากษตั รยิ  ดานการสง เสรมิ ดา นเศรษฐกิจ
พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย ท ร ง บํ า เ พ็ ญ พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ ท้ั ง ป ว ง เ พ่ื อ ใ ห เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น สุ ข

และความเจริญแกสังคม ไดทรงริเริ่มโครงการตาง ๆ ทําใหเกิดการพัฒนาขึ้นทั้งในดาน
เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ พระราชดาํ รแิ ละโครงการทีท่ รงริเรมิ่ มมี ากซ่ึงลวนแตเปนรากฐาน
ในการพัฒนาชาติทั้งสิ้น โครงการของพระมหากษัตริยองคปจจุบันท่ีสําคัญ ไดแก โครงการ
อสี านเขียว โครงการฝนหลวง โครงการปลูกปาโครงการขุดคลองระบายน้ํา โครงการปรับปรุง
แหลง ชมุ ชนแออัดในเมอื งใหญ โครงการอนุรักษและพัฒนาส่ิงแวดลอม และอื่น ๆ ทรงทําเปน
แบบอยางที่ดี ประชาชนและหนวยราชการนําไปปฏิบัติกอใหเกิดประโยชนในทางการพัฒนา
ชาติขึ้นมาก นอกจากน้ีทรงทําใหเกิดความคิดในการดํารงชีวิตแบบใหม เชน การประกอบ
อาชีพ การใชวิทยาการมาชวยทาํ ใหส งั คมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดขี ึ้น

4. บทบาทและหนา ท่ีของพระมหากษัตรยิ  ดา นการทํานบุ ํารุงสงเสริมศิลปวฒั นธรรม
การพัฒนาและการปฏิรูปท่ีสําคัญ ๆ ของชาติสวนใหญพระมหากษัตริยทรงเปนผูนํา

พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงปูพ้ืนฐานประชาธิปไตยโดยการจัดต้ังกระทรวง
ตาง ๆ ทรงสงเสริมการศึกษาและเลิกทาส ปจจุบันพระมหากษัตริยทรงเกื้อหนุนวิทยาการ
สาขาตาง ๆ ทรงสนับสนุนการศึกษาและศิลปวัฒนาธรรม ทรงริเริ่มกิจการอันเปนการ
แกปญหาหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยจะเห็นวาโครงการตามพระราชดําริ
สวนใหญม ุงแกปญ หาหลักทางเกษตรกรรม เพ่ือชาวนาชาวไรและประชาชนผูยากไรและดอย
โอกาสอันเปนชนสวนใหญของประเทศ เชน โครงการฝนหลวง ชลประทาน พัฒนา
ท่ีดนิ พัฒนาชาวเขา เปนตน

21

กจิ กรรมทายบทที่ 2

คําชี้แจง : ใหตอบคาํ ถามตอไปน้ี

1. อารยธรรม หมายถึงอะไร
แนวตอบ สภาพประวัติศาสตร

2. อารยธรรมของโลกตะวันออก มีรากฐานมาจากแหลง อารยธรรมประเทศอะไร
แนวตอบ จีนและอนี เดีย

3. สาเหตขุ องการเกดิ สงครามโลกครั้งท่ี 1 คอื อะไร
แนวตอบ ความขัดแยง ทางการเมืองของทวปี ยุโรป

4. สงครามทร่ี ุนแรงและทําใหเกดิ ความสญู เสยี คร้ังใหญทีส่ ดุ ในประวตั ศิ าสตรโ ลกคือสงครามใด
แนวตอบ สงครามโลกคร้งั ท่ี 2

5. การแขงขันทางดานเทคโนโลยีและสะสมอาวุธนิวเคลียร การสํารวจอวกาศการจารกรรม
จา งๆ เพอ่ื แสดงแสนยานภุ าพเกิดขึน้ ในชว งใด
แนวตอบ สงครามเยน็

22

บทที่ 3
เศรษฐศาสตร

ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทย

ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง กลุมบุคคลของสังคมที่รวมตัวกันเปนกลุมของสถาบันทาง
เศรษฐศาสตร ซึ่งยึดถือแนวปฏิบัติแนวทางเดียวกันในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
เพ่ือใหส ามารถบาํ บดั ความตองการแกบ คุ คลตา ง ๆ

ความหมายระบบเศรษฐกจิ
- รฐั เขามาดาํ เนนิ การจัดระเบียบทางเศรษฐกจิ ของประเทศ โดยกําหนดวากิจกรรมทาง

เศรษฐกจิ ชนิดใดรฐั จดั ทาํ กิจกรรมใดใหเ อกชนดําเนนิ การ
- การรวมกันของหนวยเศรษฐกิจ (หนวยธุรกิจ/หนวยครัวเรือน) เพื่อดําเนินกิจกรรม

ทางเศรษฐกิจ โดยมีการกาํ หนดหนา ท่ีของหนว ยเศรษฐกิจตาง ๆ

ประเภทระบบเศรษฐกจิ ในปจจบุ นั แบง ระบบเศรษฐกจิ เปน 3 ประเภท
1. ระบบเศรษฐกิจแบบบงั คับหรือสงั คมนยิ ม
2. ระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นิยมหรือระบบตลาด
3. ระบบเศรษฐกจิ แบบผสม

ระบบเศรษฐกิจไทย
1. ระบบเศรษฐกจิ แบบบงั คบั หรือสงั คมนิยม
- รัฐกําหนดควบคุม วางแผน ตัดสินใจเก่ียวกับ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของ

ประเทศ
- ทรัพยส นิ ทรัพยากรและปจจัยการผลติ เปน ของรฐั

2. ลักษณะระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นิยมหรือระบบตลาด
- เอกชนหรอื หนว ยธรุ กิจตาง ๆ มอี สิ ระในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- เนนการแขงขันของเอกชน เกิดการผลิตสินคาท่ีมีคุณภาพเพื่อแยงตลาดการ

ขายเปน ไปตามกลไกราคา
- เอกชนมีสิทธ์ิในทรพั ยส ินและปจจยั การผลติ

3. ลักษณะระบบเศรษฐกิจแบบผสม
- กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอยางรัฐเปนผูดําเนินการ บางอยางเอกชน

ดาํ เนินการ

23

- เอกชนมีสิทธ์ิในทรัพยสิน มีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมภายใตกฎหมาย
มีการแขงขันภายใตก ลไกราคา มีกําไร

- รฐั ประกอบกจิ กรรมทเี่ ปน สาธารณูปโภคพ้นื ฐานที่จาํ เปน
- รฐั เขาแทรกแซงการผลิตของเอกชนเพอื่ ปอ งกันการเอารัดเอาเปรียบ

ลกั ษณะเศรษฐกจิ ไทย
ไทยใชระบบเศรษฐกจิ แบบผสมแตคอนขางไปทางทุนนิยม เอกชนมีบทบาทในการผลิต

ดานตาง ๆ มากกวารัฐบาล เอกชนมีสิทธิ์ในทรัพยสินและปจจัยการผลิต มีเสรีภาพในการ
ดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ มกี ารแขงขนั เพอื่ พัฒนาคุณภาพของสนิ คา รัฐบาลดําเนนิ กิจกรรม
ทางเศรษฐกจิ ดา นกิจกรรมสาธารณูปโภค

แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ

ความหมาย และความสําคญั ของการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึง การเปล่ียนแปลงโครงสรางทางสังคม การเมืองและ

เศรษฐกิจใหอยูในภาวะที่เหมาะสม เพ่ือทําใหรายไดที่แทจริงเฉลี่ยตอบุคคลเพิ่มขึ้นอยาง
ตอเนอ่ื ง อนั เปน ผลทาํ ใหประชากรของประเทศมีมาตรฐานการครองชพี สูงข้นึ

ปจ จยั ทเ่ี ก่ียวขอ งกับการพัฒนาเศรษฐกจิ
1. ปจจัยทางเศรษฐกจิ
2. ปจจยั ทางการเมอื ง
3. ปจจยั ทางสังคม
4. ปจจัยทางดา นเทคโนโลยี

แผนพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศไทย

ประเทศไทยไดม กี ารจดั ทําแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติตั้งแตป พ.ศ. 2504

โดยเรม่ิ ตั้งแตฉ บบั ที่ 1 จนถึงปจ จบุ ัน คือฉบบั ที่ 10 มีการกาํ หนดวาระของแผนฯ ดังน้ี

1. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2504 – 2509

2. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2510 – 2514

3. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2515 – 2519

4. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 4 พ.ศ. 2520 – 2524

5. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2525 – 2529

6. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2530 – 2534

7. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 7 พ.ศ. 2535 – 2539

24

8. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 8 พ.ศ. 2540 - 2544
9. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 9 พ.ศ. 2545 - 2549
10. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 10 พ.ศ. 2550 – 2554
11. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559

ปญ หาเศรษฐกจิ ของไทยในปจ จบุ นั

1. ปญหาทางดา นการเมือง
2. ปญ หาภาระหน้ีสนิ
3. ความสามารถในการแขงขันของสินคา ไทยในตลาดโลก
4. คาเงนิ บาท
5. สถานการณภาพรวมของเศรษฐกจิ โลกที่จะยังคงมคี วามผนั ผวนอยูพอสมควร
6. การลงทนุ ในโครงสรา งพ้ืนฐานดว ยเมด็ เงนิ มหาศาลของภาครฐั
7. ราคาของพลงั งานท่มี แี นวโนม สงู ขึ้น
8. อตั ราดอกเบ้ยี
9. อตั ราเงินเฟอ อาจมโี อกาสปรบั ตัวข้นึ เล็กนอย
10. การขาดแคลนแรงงานซ่ึงอาจจะสงผลตอ ภาคอุตสาหกรรมตา ง ๆ

ความสําคัญและความจาํ เปน ในการรว มมอื ทางเศรษฐกจิ กบั ประเทศตาง ๆ

ความสาํ คญั ของเศรษฐศาสตรระหวางประเทศ
1. ความถนดั ที่แตกตางกนั ระหวางบุคคลตา ง ๆ
2. การคาระหวางประเทศมีสาเหตุมาจากความแตกตางของปริมาณและชนิดของ

ทรัพยากรการผลิต
3. เศรษฐศาสตรระหวางประเทศเปนวิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธทางเศรษฐกิจ

ดา นตาง ๆ ระหวา งภูมิภาคหรืออาณาเขตทางเศรษฐกิจตง้ั แต 2 แหงขนึ้ ไป
4. เศรษฐศาสตรท ่ัวไปเปนการศึกษาทเ่ี นน ภายในประเทศ
5. เศรษฐศาสตรระหวางประเทศประกอบดวย เศรษฐศาสตรการคาระหวางประเทศ

และเศรษฐศาสตรการเงนิ ระหวางประเทศ

ความจาํ เปนในการรวมกลุมทางเศรษฐกิจ
หลังจากที่สงครามโลกคร้ังที่ 2 ยุติลง ความเสียหายจากสงครามทําใหประเทศตาง ๆ

อยูในภาวะความอดอยาก ประเทศเหลานั้นจึงพยายามรวมมือฟนฟูเศรษฐกิจของโลก ทําให
เศรษฐกิจและการสงเสริมการคาระหวางประเทศขยายตัวมากข้ึน แตเน่ืองจากประเทศดอย

25

พัฒนามีทรัพยากรจํากัดและศักยภาพในการผลิตต่ํา และแตละประเทศก็พยายามต้ังกําแพง
ภาษี กาํ หนดโควตาสาํ หรบั สินคา นําเขาหรือใชนโยบายคุมครองสินคาที่ผลิตข้ึนภายในประเทศ
ซึ่งเปน การคาระหวา งประเทศที่ไมไดยึดหลักการคาเสรี จึงทําใหประโยชนท่ีเกิดข้ึนจากการคา
ระหวา งประเทศลดนอ ยลง

จากความไมเ ปน ธรรมในดานการคาระหวางประเทศซึ่งมกี ารไดเปรียบและเสียเปรียบกัน
ประเทศท่ีอยใู นภูมภิ าคเดียวกนั ทผ่ี ลิตสินคา คลา ยคลึงกัน และประสบปญหาทางดานเศรษฐกิจ
รว มกัน ไดม ีการรวมกลุมกนั และขยายการรวมกลุมเพ่ือใหบรรลุเปาหมายดานเศรษฐกิจสําคัญ
โดยมีหลกั การและเปา หมายของการรวมกลมุ ดังนี้

1. การแกไขระบบภาษศี ลุ กากร
2. การจัดตงั้ เขตการคา เสรี
3. การเคล่อื นยายปจ จัยการผลติ อยา งเสรี
4. การกาํ หนดนโยบายรวมกนั

องคก ารระหวางประเทศเพ่อื ความรวมมอื ทางเศรษฐกจิ
องคการระหวางประเทศเพ่ือความรวมมือทางเศรษฐกิจที่จะนํามากลาวในท่ีนี้จะเปน

องคก รระหวา งรัฐบาลทง้ั ในระดบั โลกและระดับภมู ิภาคทไี่ ทยมีความสมั พนั ธด ว ยทสี่ ําคญั ไดแก
1. องคการการคาโลก
2. สมาคมประชาชาตเิ อเชียตะวนั ออกเฉียงใตห รอื อาเซยี น

ระบบเศรษฐกิจในโลก

ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) หมายถงึ กลุมบุคคลของสังคมท่ีรวมตัวกันเปน
กลุมของสถาบนั ทางเศรษฐกิจตาง ๆ เชน สถาบันการผลิต สถาบันการเงินการธนาคาร สถาบัน
การคา สถาบันการขนสง สถาบันการประกันภัย ฯลฯ ซ่ึงยึดถือแนวปฏิบัติแนวทางเดียวกันใน
การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงครวมกันคืออํานวยความสะดวกในการท่ี
จะแกไ ขปญ หาพืน้ ฐาน ทางเศรษฐกิจ เพ่ือใหส ามารถบาํ บัดความตอ งการใหแ กบุคคลตางๆท่ีอยู
รว มกนั ในสงั คมนนั้ ใหไดรบั ประโยชนม ากท่ีสุด เกดิ ประสิทธิภาพสูงสดุ

ระบบเศรษฐกิจของประเทศตา ง ๆ ทั่วโลกสามารถ แบง ออกเปน 4 ระบบใหญๆ ดังนี้
1. ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนยิ มหรอื ทนุ นิยม
2. ระบบเศรษฐกจิ แบบคอมมิวนสิ ต
3. ระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมนิยม
4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

26

ความสมั พันธ และผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกบั ภมู ิภาคตาง ๆ ทัว่ โลก
เศรษฐกิจระหวางประเทศ คือ การซ้ือขายแลกเปล่ียนสินคาและบริการระหวาง

ประเทศ ซึ่งประกอบดวย การคาระหวางประเทศ การชําระเงินระหวางประเทศ การรวมมือ
ทางเศรษฐกจิ ระหวางประเทศ

การคาระหวางประเทศ
การคา ระหวางประเทศ หมายถงึ การนาํ สินคา และบริการจากประเทศหนึ่งแลกเปล่ียน

กบั อีกประเทศ

ปจ จัยทที่ าํ ใหเกดิ การขยายตวั ทางการคาระหวา งประเทศ
- ความแตกตางของทรพั ยากรและปจจยั การผลติ
- ความแตกตางของลักษณะทางกายภาพ
- ความแตกตางในความสามารถทางการผลติ
- การสนับสนนุ จากภาครัฐบาลและกฎหมายท่เี ออ้ื ตอ การลงทนุ
- โครงสรา งทางเศรษฐกิจของประเทศ

ประโยชนข องการคาระหวา งประเทศ
- แตละประเทศมสี นิ คา ครบตามความตอ งการ
- การผลิตสินคา ในประเทศตางๆ
- การกระจายผลผลติ ไปสผู บู ริโภคอยา งกวา งขวาง
- เกดิ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
- การผลิตสินคาเปนการผลิตเพอื่ การคา

นโยบายการคาระหวางประเทศ แบงเปน 2 ลักษณะ คอื
1. นโยบายการคา แบบเสรี
2. นโยบายการคาแบบคมุ กนั

นโยบายการคา ตางประเทศของไทย
พ้ืนที่ทางเศรษฐกิจของไทย คือ เกษตรกรรม เพ่ือไมใหเกิดการเสียเปรียบดุลการคา

จงึ ใชน โยบายการคาตางประเทศแบบคุมทุน

ดุลการคา ระหวา งประเทศ
ดุลการคา คือ การเปรียบเทียบมูลคาสินคาสงออกกับมูลคาสินคาในเวลา 1 ป

ดลุ การคา มี 3 ลักษณะ คือ
1. ดุลการคา เกนิ ดุล
2. ดลุ การคา สมดลุ

27

3. ดลุ การคา ขาดดลุ

ดลุ การคาของไทย
ดุลการคาประเทศไทยมีลักษณะขาดดุลมาตลอด นับต้ังแต พ.ศ. 2495 เปนตนมา

เนื่องจากสินคาเขาสวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรม ประเทศคูคาสําคัญของไทย คือ ญ่ีปุน
สหรฐั อเมรกิ า ประชาคมยโุ รป และประเทศในกลุมอาเซียน

ปญหาการคาระหวา งประเทศของไทย
1. ลัทธิกีดกนั ทางการคา ของประเทศคูค า ท่สี าํ คญั
2. ตลาดการคา ในตางประเทศยังไมกวางขวาง
3. การแขง ขันแยง ตลาดของประเทศคูแขง
4. ขอ ผกู พนั ท่ตี อ งปฏบิ ตั ติ ามกฎบังคับของแกตต
5. การขาดดลุ การคา แนวทางแกไข

การเงินระหวางประเทศ
การเงนิ ระหวา งประเทศเปน การแสดงความสมั พนั ธด านการเงนิ ระหวา งประเทศหนึ่งกับ

อีกประเทศหนง่ึ

การแลกเปลย่ี นเงินตราตางประเทศ
การแลกเปล่ียนเงนิ ตราตา งประเทศ คอื การเปรียบเทียบราคาของเงินตราประเทศหนึ่ง

กับเงนิ ตราของอีกประเทศหนงึ่ เงินตราที่ไดรับการยอมรับใหเปนสื่อในการแลกเปลี่ยน คือ เงิน
ดอลลารสหรัฐ เงนิ เยน เงินยโู ร
ดลุ การชาํ ระเงินระหวางประเทศ

ดุลการชําระเงินระหวางประเทศ ประกอบไปดวย 4 สว นใหญ ๆ
1. บญั ชเี ดนิ สะพดั
2. บัญชีทุนเคลื่อนยาย
3. บัญชีทนุ สาํ รองระหวางประเทศ
4. บัญชเี งนิ โอนและบรจิ าค

ภาวะดลุ การชําระเงินของไทย
แมด ุลการคา ของประเทศจะขาดดุลมาตลอด แตประเทศไทยไมขาดดุลการชําระเงิน ป

ใดดลุ การชาํ ระเงนิ เกดิ ผลดี ทาํ ใหป ระเทศมี “ทุนสํารองระหวางประเทศ”

การลงทุนระหวางประเทศ
การลงทุนระหวา งประเทศ หมายถงึ การทรี่ ฐั บาลหรือเอกชนของประเทศหน่ึงนําเงินไป

ลงทนุ ดาํ เนนิ ธรุ กจิ เพือ่ แสวงหากาํ ไรในอีกประเทศหน่งึ

28

กลไกราคากบั ระบบเศรษฐกจิ ในปจ จุบนั

1. กลไกราคา หมายถงึ ภาวการณเปลยี่ นแปลงในระดับราคาสินคาและบริการอันเกิด
จากแรงผลักดนั ของอุปสงคแ ละอุปทาน

2. อุปสงค หมายถงึ ปริมาณความตองการซ้ือสินคาและบริการชนิดใดชนิดหน่ึงของ
ผูบริโภคท่ีเต็มใจจะซอ้ื และซื้อหามาได

3. อุปทาน หมายถงึ ปริมาณสนิ คา และบรกิ ารทผ่ี ขู ายหรอื ผผู ลิตยินดีขายหรือผลิตใหแ ก
ผซู ือ้

4. ดุลยภาพ เปน กลไกราคาทํางานโดยไดรับอิทธิพลจากทั้งผูผลิตและผูบริโภค ซ่ึงจะ
สงั เกตเห็นไดวา ณ เวลาใด เวลาหน่งึ ถาปริมาณความตองการหรือปริมาณอุปสงคตอสินคาใน
ตลาดมีมากเกินกวาปริมาณสินคาท่ีผูผลิตจะยินดีขายให ราคาสินคาก็มีแนวโนมท่ีจะปรับตัว
สูงขึน้

การแทรกแซงกลไกราคาของรฐั บาลในการสง เสริม และแกไขระบบเศรษฐกิจ

จากการศึกษาทางดานเศรษฐศาสตรนน้ั ทาํ ใหทราบวา โดยปกติระบบราคาจะสามารถ
ทาํ หนาทใี่ นการจัดสรรสนิ คา บรกิ าร และปจจัยการผลิตไดอยางมีประสิทธิภาพ แตก็มีอยูบาง
ในบางกรณีท่ี ถาปลอยใหระบบราคาทําหนาท่ีของมันไปตามลําพังโดยท่ีรัฐบาลไมเขาไป
แทรกแซง จะมผี ลตอสนิ คา บางอยา งและปจจัยการผลิตบางชนิดทําใหราคาแพงเกินไปหรือตํ่า
เกนิ ไป ซงึ่ อาจสรา งความเดือดรอ นใหแ กผ บู รโิ ภค หรือผูผลิตได ซ่ึงถาหากเกิดกรณีเชนนี้ข้ึนทํา
ใหรฐั บาลจําเปน ตองเขา ไปแทรกแซง โดยเปนผูกําหนดราคาใหมท่ีจะสามารถผอนคลายความ
เดอื ดรอนของคนกลุม น้ไี ด ซง่ึ วธิ ีการทร่ี ัฐบาลใชแทรกแซงราคาของสินคาโดยทั่วไปมีอยู 2 ชนิด
คอื

1. การแทรกแซงดวยการกาํ หนดราคาขน้ั สงู หรือราคาเพดาน
2. การแทรกแซงราคาดว ยการกาํ หนดราคาขัน้ ตา่ํ

ความหมาย ความสาํ คัญของเงินประเภทสถาบันการเงนิ และสถาบันทางการเงิน

ความหมายของธนาคาร
ธนาคาร คือ สถาบันการเงินหรือองคกรธุรกิจท่ีดําเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน โดยการ

ระดมเงนิ ทุน จากผูท่ีมีเงนิ ทุนเกนิ ความตอ งการ และจะกระจายเงินทุนใหแกผูท่ีตองการเงินทุน
แตข าดแคลนเงินทนุ ของตนเอง

ประเภทของธนาคาร
1. ธนาคารกลาง เปนสถาบันการเงินท่ีทําหนาท่ีควบคุมระบบการเงินและเครดิตของ

ประเทศเปน นายธนาคารของธนาคารพาณชิ ย

29

2. ธนาคารพาณิชย เปนสถาบนั การเงินที่ประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินท่ีตองจาย
คนื เม่ือทวงถาม

ธนาคารกลาง
บทบาทหนา ท่ขี องธนาคารกลาง มหี นา ทีด่ ังตอ ไปน้ี
1. เปนผอู อกธนบตั ร
2. เปนผคู วบคุมเงนิ สดของธนาคารพาณชิ ย
3. เปนนายธนาคารของธนาคารพาณชิ ย

ธนาคารแหง ประเทศไทย
บทบาทหนา ทีข่ องธนาคารแหง ประเทศไทย
1. ออกและพิมพธนบตั ร
2. เก็บรักษาทุนสํารองเงินตรา
3. เปน นายธนาคารของธนาคารพาณชิ ย
4. เปนธนาคารของรฐั บาล
5. รกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตรา

ธนาคารพาณิชย
บทบาทหนา ท่ขี องธนาคารพาณชิ ยม ีหนา ทหี่ ลกั ดงั นี้

หนา ทีใ่ นดานการใหบริการทางการเงิน ไดแ ก
1. การรับฝากเงิน
2. การโอน
3. การเรยี กเก็บเงิน
4. การใหเชา หีบนริ ภัย
5. การเปน ทรสั ตี
6. การซือ้ ขายเงินตราตา งประเทศ

หนา ที่เก่ียวกบั การใหก ยู มื และสรา งเงินฝาก
1. การใหก ยู มื ของธนาคารพาณิชย
2. การสรางเงนิ ฝากของธนาคารพาณิชย

การคลงั รายไดประชาชาติ

รายไดประชาชาติ หมายถึง มลู คา เปน ตัวเงนิ ของสินคาและบริการขั้นสุดทาย ตามราคา
ตลาดที่ผลิตขนึ้ ดว ยทรพั ยากรของประเทศ ในระยะเวลา 1 ป

30

รายไดป ระชาชาติ คาํ นวณได 3 วิธี คือ
1. การคํานวณจากดา นผลิตภณั ฑ ซึ่งเปนการรวมมูลคาของสินคาและบริการข้ันสุดทาย
ที่ประเทศผลิตข้นึ ในระยะเวลา 1 ป
2. การคํานวณจากดานรายได เปนการรวมรายไดทุกประเภทที่เจาของปจจัยการผลิต
ไดรับจากการขายปจจัยใหแกผ ผู ลติ
3. การคาํ นวณจากดานรายจา ย เปน การคาํ นวณโดยการนํารายจายของประชาชนในการ
ซ้อื สนิ คาและบรกิ ารขั้นสุดทา ยรวมกัน ในระยะเวลา 1 ป

ภาษกี บั การพฒั นาประเทศ
การจดั เกบ็ ภาษี

ภาษี หมายถงึ รายไดหรือรายรับของรัฐบาลท่ีเรียกเก็บจากประชาชนทุกคนท่ีทํางาน
เพ่ือนําไปพฒั นาประเทศ และคณุ ภาพชีวติ ของประชาชนในประเทศใหเจริญและดีขึ้น ในการ
จดั เกบ็ ภาษีตองมอี งคประกอบ 3 ประการคอื

1. ผเู สียภาษอี ากร คือ บุคคลทกุ คนที่ประกอบอาชีพและมรี ายได ตองมหี นาท่ีเสียภาษี
โดยไมห ลบเลี่ยง มิฉะนนั้ ถือเปน ความผิดตามกฎหมาย

2. ระบบการจัดเก็บภาษี คือ วิธีการจัดเก็บภาษีที่มีหลักเกณฑ มีประสิทธิภาพและ
ไดผ ลตามเปา หมาย

3. ประเภทของภาษี ภาษแี บงเปน 2 ประเภท คือ
3.1 ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผูที่มีรายได เชน ภาษีเงินไดบุคคล

ธรรมดา ภาษเี งินไดน ิติบุคคล ภาษมี รดก เปน ตน
3.2 ภาษีทางออม คือ ภาษีท่ีผูมีรายรับผลักภาระภาษีไปยังผูอื่น เชน ภาษี

สรรพสามติ อากรแสตมป คา ธรรมเนียมใบอนุญาตตา ง ๆ เปนตน

ดลุ การคาและดุลการชาํ ระเงิน

ดุลการคา
ดุลการคา หมายถึง บนั ทกึ มลู คา สงออกและนําเขาของประเทศหน่ึงกับประเทศ อ่ืน ๆ

ซึ่งเปน บ/ช แสดงเฉพาะรายการสินคา เทา น้ัน ตามปกตนิ ยิ มคดิ เปน ระยะเวลา 1 ป

ดุลการคาแบง ออกเปน 3 ลกั ษณะ คือ
1. ดลุ การคา เกนิ ดุล
2. ดุลการคาขาดดุล
3. ดุลการคาสมดุล

31

ดลุ การชาํ ระเงนิ
ดลุ การชําระเงิน หมายถึง บัญชีบันทึกยอดรับ รายจายทางดานการคาและการลงทุน

ทั้งส้ิน ทปี่ ระเทศไดจ ายใหหรอื รายรับจากตางประเทศในระยะเวลา 1 ป บัญชีดุลการคาชําระ
เงินเปนการเก็บรวบรวมสถิติการแลกเปลี่ยนสินคาและบริการระหวางประเทศโดยจัด
แบงเปน การแลกเปล่ียนสําหรับสินคาท่ีประเทศเราตองการ เรียกวา เดบิต (Debits) การ
แลกเปล่ียนสําหรับสินคาและบริการท่ีจัดสงใหกับคนในตางประเทศสําหรับส่ิงที่เขาตองการ
เรยี กวา เครดติ (Credit)

ลกั ษณะของดลุ การคา ของประเทศใดประเทศหน่ึงจะแบงออกเปน 3 ลักษณะ ดงั นี้

1. ดลุ การคา เกนิ ดลุ

2. ดลุ การคาขาดดุล

3. ดลุ การคาสมดลุ ประกอบดว ยบัญชสี ําคัญ 4 บญั ชี คือ

- บัญชเี ดินสะพดั (Current Account)

- บญั ชีทนุ เคลื่อนยาย (Capital Movement Account)

- บัญชเี งินบริจาคหรือเงนิ โอน (Transfer Payment) เปนบัญชีท่ีบันทึกรายการ

เกี่ยวกับเงินบริจาคเงินชวยเหลือ และเงินโอนตาง ๆ ท่ีไดรับหรือท่ี

ประเทศโอนไป ใหตา งประเทศ

4. บญั ชีเงนิ ทุนสาํ รองระหวา งประเทศ (Intemational Reserve Account)

ปญหาเศรษฐกจิ ในประเทศไทยภมู ิภาคตาง ๆ และโลก

ปญหาทางเศรษฐกจิ ในชุมชนและแนวทางแกปญ หา
การพัฒนาประเทศและปญหาเศรษฐกิจในชุมชนการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม

ชวยสรา งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใหกันประเทศ ในขณะเดียวกันก็กอใหเกิดปญหาใน
หลาย ๆ ดาน เชน

1. ปญ หาความไมสมดุลของภาคเศรษฐกจิ
2. ปญหาความยากจนและความเหลอ่ื มลํ้าในการกระจายรายได

- ปญ หาการกระจายรายได
- ปญ หาความยากจน
3. ปญ หาดานคณุ ภาพชีวติ
4. ปญหาความเสือ่ มโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
5. ปญหาวิกฤตเศรษฐกจิ พ.ศ. 2540

32

แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติฉบบั ปจจุบนั

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ คือ การกําหนดแนวทางการพัฒนา
เศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ เพ่ือใหประชาชนมีชีวิตและความเปนอยูที่ดีข้ึน โดยการเขา
มามสี ว นรวมของประชาชนทุกข้นั ตอนอยา งเปนระบบ

แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) มีสาระสาํ คญั คือ
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เนนการพัฒนาใหเกิด “สังคมอยูรวมกันอยางมีความสุขดวย

ความเสมอภาคเปน ธรรมและมีภมู ิคมุ กนั ตอ การเปลยี่ นแปลง” ดงั นี้
1. เรงสรางความสงบสุขใหสังคมโดยรวมมือกันสรางสังคมใหอยูรวมกันอยางสงบสุข

สงเสรมิ การขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใหเปนหลักปฏิบัติรวมกันท้ังสังคม พรอม
ทั้งเสริมสรางภาคราชการการเมืองและประชาสังคมใหเขมแข็งภายใตหลักประชาธิปไตย
ท่ถี กู ตอ งเหมาะสมเปน ท่ีเชอ่ื มัน่ และไววางใจของประชาชน

2. มุงพฒั นาคนใหม ีคณุ ภาพเปน กําลังสาํ คัญในการพฒั นาประเทศใหม นั่ คงและสามารถ
แขงขันกบั ประเทศตาง ๆ ในโลกไดอยางตอเนื่อง พัฒนาความสามารถสติปญญาและจิตใจให
พรอมสําหรับการพฒั นาประเทศสสู ังคมฐานความรู

3. เพิ่มชนชั้นกลางใหกระจายทุกพื้นทข่ี องประเทศเพราะชนชนั้ กลางเปน กําลังสําคัญใน
การประสานประโยชนและพัฒนาประเทศท่ีมีความสมดุล พรอมทั้งสงเสริมใหทุกชนช้ันรูจัก
หนา ท่ขี องตนเองและรวมกนั พัฒนาสังคมไทยใหเจริญกาวหนาและนา อยู

4. พัฒนาภาคเกษตรใหคงอยูกับสังคมไทยและผลิตอาหารใหเพียงพอสําหรับทุกคน
เรง พฒั นาความสามารถของเกษตรกรในการผลิตพืชอาหารท่ีมีคุณภาพในปริมาณมากพอที่จะ
เลี้ยงดคู นในประเทศและสง เปน สินคาออกสนองความตองการของประเทศตาง ๆ สามารถเปน
ผูน าํ การผลติ และการคาในเวทีโลกรวมทั้งรักษาความโดดเดนของอาหารไทยที่ตางประเทศช่ืน
ชอบ

5. ปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐใหเอื้อตอการพัฒนาประเทศในอนาคตเกิดความ
โปรง ใสตรวจสอบได สงเสรมิ ใหทกุ ภาคสวนทีเ่ ก่ยี วของมีสว นรวมในการพฒั นาประเทศ

ผลของการใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ
จากผลของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑ ก็ยังมีการขาดแคลนบริการพ้ืนฐานทําใหมีความ

จําเปนท่ีจะตองขยายการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานตอไป ขณะเดียวกันก็จําเปนท่ีจะตองให
ความสําคัญตอ การพัฒนาทางดา นสงั คม โดยเฉพาะอยา งยิง่ การศึกษาและสาธารณสขุ
เพ่อื ยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ ของประชาชน และเพอื่ พัฒนาทรัพยากรมนุษย ใหเปนกําลังสําคัญใน
การพัฒนาประเทศ ควบคูกับการกระจายความเจริญไปสูภูมิภาคตาง ๆ ของประเทศ เพ่ือลด

33

ปญหาความยากจนและการกระจายรายได ซึ่งเปนปจจัยท่ีสรางความขัดแยงทางการเมืองใน
ขณะนั้น

ดังนั้น แผนพัฒนาฯฉบับที่ ๒ จึงมุงเนนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปรับปรุงใหมี
ความสมบูรณแ ละชัดเจนขึน้ โดยเนนการเจริญเติบโตท่ีสมดุลระหวางเศรษฐกิจและสังคม โดย
เพิ่มการพัฒนาสังคม สาธารณูปการ การสาธารณสุขและการศึกษา และไวในแผนพัฒนา
ฯ ดวย และต้ังแตนั้นเปนตนมา แผนพัฒนาฯ ทุกฉบับก็ใชคําวา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแหงชาติ มาโดยตลอด ขณะเดียวกันก็ยังมุงเนนท่ีจะสงเสริมการลงทุนของภาคเอกชนให
กวางขวางยงิ่ ข้ึน

34

กิจกรรมทายบทท่ี 3

คําช้แี จง : ใหต อบคําถามตอไปนี้

1. จงอธบิ ายระบบเศรษฐกิจของไทยาพอเขา ใจ
แนวตอบ กลุมบุคคลของสังคมทรี่ วมตัวกนั เปน กลุมของสถาบนั ทางเศรษฐศาสตรซ ึ่งยึดถือแนว
ปฏิบัติแนวทางเดียวกันในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อใหสามารถบําบัดความ
ตอ งการแกบ คุ คลตางๆ

2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับท่ี 1 กับ ฉบับที่ 2 จุดมุงหมายแตกตางกัน
อยา งไร
แนวตอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติฉบบั ที่ 1 มีจดุ มุงหมาย สงเสริมอุตสาหกรรม
ทดแทนการนําเขา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับท่ี 2 มีจุดมุงหมาย พัฒนา
สงั คมควบคูก ับการ พฒั นาเศรษฐกจิ แผนฉบบั นจี้ ึงเรม่ิ ใชชอ่ื วา “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติ” สงเสริมการผลิตเพอ่ื การสง ออก

3. ใหผ ูเรียนบอกปญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยตามทผ่ี ูเรียนเขาใจมาอยางนอ ย 5 ขอ
แนวตอบ - ปญหาทางดานการเมือง

- ปญหาภาระหน้สี ิน
- ความสามารถในการแขงขนั ของสินคา ไทยในตลาดโลก
- คา เงินบาท
- สถานการณภาพรวมของเศรษฐกิจโลกท่ีจะยงั คงมีความผันผวนอยพู อสมควร
- การลงทนุ ในโครงสรางพื้นฐานดว ยเมด็ เงินมหาศาลของภาครฐั
- ราคาของพลงั งานท่ีมีแนวโนม สูงขนึ้
- อัตราดอกเบ้ีย
- อตั ราเงินเฟออาจมโี อกาสปรบั ตวั ข้นึ เลก็ นอย
- การขาดแคลนแรงงานซงึ่ อาจจะสงผลตอ ภาคอุตสาหกรรมตา งๆ

4. จงอธบิ ายกลไกราคากบั เศรษฐกิจของไทยในปจจุบนั
แนวตอบ เปนภาวการณเปล่ียนแปลงในระดับราคาสินคาและบริการอันเกิดจากแรงผลักดัน
ของอุปสงคแ ละอปุ ทาน

35

5. ผเู รียนอธิบายความสําคัญของสถาบนั ธนาคารมาพอเขา ใจ
แนวตอบ ธนาคาร คือ สถาบันการเงนิ หรอื องคก รธุรกจิ ท่ีดําเนนิ ธรุ กจิ เก่ยี วกับการเงิน โดยการ
ระดมเงนิ ทุน จากผูท ม่ี ีเงินทนุ เกนิ ความตอ งการ และจะกระจายเงินทุนใหแกผูท่ีตองการเงินทุน
แตข าดแคลนเงนิ ทุนของตนเอง

36

บทท่ี 4
การเมอื งการปกครอง

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
เปนระบอบการปกครองซง่ึ ประชาชนมีอาํ นาจสูงสุด โดยจะเห็นวาการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตยในปจ จุบนั น้นั จะแยกออกเปน 2 แบบ
1. ระบอบประชาธิปไตยแบบมพี ระมหากษตั ริยเปนประมขุ
2. ระบอบประชาธิปไตยแบบมปี ระธานาธบิ ดเี ปนประมขุ

หลักการของระบอบประชาธปิ ไตย
1. หลักความเสมอภาค
- ความเสมอภาคทางกฎหมาย
- ความเสมอภาคทางการเมอื ง
- ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ
- ความเสมอภาคในดา นโอกาส
2. หลักสทิ ธิเสรีภาพและหนาที่ขนั้ พน้ื ฐาน
- สทิ ธแิ ละเสรภี าพสว นบุคคล
- สิทธิและเสรภี าพทางการเมอื ง
- สทิ ธิและเสรภี าพทางเศรษฐกจิ
3. หลักนติ ธิ รรม
4. หลกั การยอมรบั เสียงสวนมาก

ประเภทของประชาธปิ ไตย
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย แบง ออกเปน 2 ประเภท

1. ประชาธปิ ไตยโดยทางตรง
2. ประชาธปิ ไตยโดยทางออ ม

ขอ ดขี องระบอบประชาธปิ ไตย
1. ทาํ ใหประชาชนยึดหลกั การที่ถกู ตอง ชอบธรรม มีระเบยี บวนิ ัย
2. การปกครองระบอบประชาธิปไตยเปนการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสวนในการ

ปกครองตนเอง เปน เจาของอาํ นาจสูงสดุ ของประเทศ คือ อํานาจอธปิ ไตย
3. ประชาชนมีสทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคเทาเทยี มกัน
4. เปน การปกครองที่ปฏิบัตติ ามมติของคนสว นมาก

37

5. ชวยแกไขปญหาความขัดแยงภายในหมูประชาชน ระหวางรัฐกับประชาชน หรือ
ระหวางรัฐกับรัฐ
ขอ เสยี ของระบอบประชาธิปไตย

1. ประชาชนสรา งความวนุ วายเพราะไมเขาใจสทิ ธิ เสรภี าพและหนา ท่ี
2. ผูแทนราษฎรสรางผลงานในเฉพาะทองถ่ินของตน แตไมสนใจปญหาประเทศชาติ
เทาท่ีควร
3. ประชาชนไมเ ขา ใจระบอบประชาธิปไตย ขาดสํานึกของประชาธปิ ไตยจึงเกิดการขาย
เสียง
4. รัฐบาลท่ีมีเสียงขางมากในรัฐสภาอาจใชความได เปรียบน้ีจนกลายเปนระบอบ
คณาธปิ ไตยได
5. ประชาชนเกดิ ความเบือ่ หนาย

การปกครองระบอบเผดจ็ การ
เปนการปกครองที่ใหความสําคัญแกอํานาจรัฐและผูปกครอง อํานาจรัฐจะอยูเหนือ

เสรีภาพของบุคคล คณะบุคคลเด่ียว หรือพรรคการเมืองเดี่ยว โดยจะถือประโยชนของรัฐ
มากกวา ของประชาชน

หลกั การปกครองระบอบเผด็จการ
1. ยดึ หลักรวมอาํ นาจการปกครองไวทีส่ ว นกลางของประเทศ
2. ยึดหลกั การใชกาํ ลงั
3. ประชาชนตอ งเชื่อฟง และปฏบิ ัติ ตามผูนําอยางเครงครัด
4. สรางความรสู ึกไมมนั่ คงในชีวติ ใหแ กประชาชน
5. ไมส นับสนนุ ใหประชาชนเขามามีสวนรว มทางการเมอื งการปกครอง
6. จาํ กัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทัง้ ดานเศรษฐกจิ สงั คมและการเมอื ง

การปกครองระบอบเผดจ็ การ แบงออกเปน 2 ประเภท
1. ระบอบเผด็จการอํานาจนิยม
2. ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนยิ ม

ขอ ดขี องการปกครองระบอบเผดจ็ การ
1. สามารถตัดสนิ ปญ หาตาง ๆ ไดเ ร็วกวาระบอบประชาธปิ ไตย
2. การแกป ญ หาบางอยา งสามารถทําไดด กี วา ระบอบประชาธิปไตย
3. มีกาํ ลงั กองทพั และอาวธุ เขมแขง็ เปน ทีย่ ําเกรงของประเทศเพือ่ นบา น

38

4. มสี วนใหเ กดิ ความเจริญกา วหนาในการพฒั นาประเทศดา นตาง ๆ
5. มีสวนกอ ใหเกดิ การปกครองท่มี ีประสทิ ธิภาพเพราะมีการใชอาํ นาจบังคบั
6. สามารถแกปญ หาวกิ ฤตหรือเหตุการณฉุกเฉินไดอยางรวดเร็ว

ขอเสยี ของการปกครองระบอบเผด็จการ
1. เปน การรดิ รอนสทิ ธิและเสรีภาพขั้นพ้นื ฐานของประชาชน
2. เปนการปกครองของคนกลมุ นอ ย
3. มงุ ผลประโยชนเ ฉพาะกลุมหรอื พรรคพวกของตน
4. จํากัดและขดั ขวางสทิ ธิ เสรภี าพของประชาชน
5. บา นเมอื งไมสงบสุขมผี ูต อ ตา นใชกําลังอาวธุ เขา ตอ สูกับรัฐบาล
6. เปดชอ งใหม หาอํานาจเขา มาแทรกแซงได
7. นาํ ประเทศไปสคู วามหายนะ

พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยของประเทศตา ง ๆ ในโลก
จดุ เรมิ่ ตน ของระบอบประชาธปิ ไตย “ยุคโบราณ” มีหลายประเทศดงั น้ี

1. ประเทศกรีก
2. ประเทศซีเรยี
3. ประเทศอินเดีย
4. สาธารณรัฐโรมัน
จุดเริ่มตน ของระบอบประชาธิปไตย “ยุคกลาง”มหี ลายประเทศดงั นี้
1. ระบบกลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คยูเครน
2. ประเทศองั กฤษ
3. สหพันธไ อโรโควอสิ
จดุ เร่มิ ตนของระบอบประชาธิปไตย “คริสตศตวรรษท่ี 18-19” มหี ลายประเทศดังนี้
1. ประเทศสหรัฐอเมริกา
2. ประเทศฝรง่ั เศส
3. ประเทศนวิ ซีแลนด

ระบอบประชาธปิ ไตยในประเทศไทย
1. เหตกุ ารณสมยั ประชาธปิ ไตย พ.ศ. 2475 – 2535
2. มลู เหตขุ องการเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
3. ประชาธิปไตย หลัง 14 ตลุ าคม 2516
4. ประชาธิปไตยกับการมสี ว นรวมในประเทศไทย

39

เหตุการณสาํ คัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย
เหตุการณป กครองของประเทศไทยภายหลงั ปพ ทุ ธศกั ราช 2475 มีดงั นี้

1. กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476
2. การรัฐประหาร พ.ศ. 2490
3. การรัฐประหาร พ.ศ. 2501
4. วนั มหาวิปโยค 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516
5. เหตุการณ 6 ตลุ าคม พ.ศ. 2519
6. การรัฐประหาร พ.ศ. 2520
7. การรัฐประหาร พ.ศ. 2534 (รสช.)
8. เหตุการณพฤษภาทมฬิ (17 – 19 พ.ค. 2535)

เหตุการณส าํ คัญทางการเมอื งการปกครองของโลกที่สงผลกระทบตอประเทศไทย
เหตุการณส ําคญั ทางการเมืองการปกครองของโลก นับเปนมลู เหตุใหญท่ีทาํ ใหสังคมไทย

เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอยางย่ิงสงผลกระทบตอการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ
ของประเทศไทย ซึ่งเหตุการณสําคัญตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในชวงศตวรรษท่ี 20 (ค.ศ 1900 –
2000) ดังน้ี

1. สงครามโลกครั้งท่ี 1 (ค.ศ. 1914 – 1918)
2. สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 (ค.ศ. 1939 – 1945)
3. สงครามเยน็
4. การเมอื งโลกสูส งั คมไทย
5. เกดิ ขบวนการนกั ศกึ ษาเปน ปรากฏการณระดับโลก ในชวงสงครามโลกทง้ั 2 ครั้ง

หลกั ธรรมาภบิ าล ภาครัฐหรือภาคเอกชนตองยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ
1. หลกั นติ ธิ รรม
2. หลักคณุ ธรรม
3. หลกั ความโปรง ใส
4. หลักการมีสวนรวม
5. หลกั ความรบั ผดิ ชอบ
6. หลกั ความคมุ คา

40

แนวปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมาภบิ าล
1. ยดึ มน่ั ในวตั ถุประสงคข ององคกรและผลผลิตที่จะสงมอบใหแกประชาชนและผูท่ีมา

รับบริการ
2. ทาํ งานอยางมปี ระสทิ ธิภาพในหนาที่และบทบาทของตนเอง
3. สงเสริมคานิยมขององคกรและแสดงใหเห็นถึงคุณคาของธรรมาภิบาล โดยการ

ปฏบิ ตั หิ รือพฤตกิ รรม
4. มกี ารสื่อสารท่ดี ี มีการตดั สนิ ใจอยางโปรงใสและมีการบรหิ ารความเสย่ี ง
5. พฒั นาศักยภาพและความสามารถของสวนบริหารจัดการอยางตอเนื่อง พรอมท้ังให

มปี ระสิทธภิ าพย่งิ ข้นึ
6. เขาถึงประชาชนและตองรับผิดชอบตอการทาํ งานและผลงานอยางจรงิ จงั

41

กิจกรรมทา ยบทที่ 4

1. จงบอกขอ ดีและขอ เสยี ของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
แนวตอบ ขอ ดี

1. ทาํ ใหป ระชาชนยึดหลักการท่ถี ูกตอ ง ชอบธรรม มีระเบียบวินัย
2. การปกครองระบอบประชาธิปไตยเปนการปกครองท่ีประชาชนทุกคนมีสวนในการ
ปกครองตนเองเปนเจา ของอํานาจสงู สดุ ของประเทศคืออํานาจอธิปไตย
3. ประชาชนมสี ทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคเทาเทยี มกันเปนการปกครองที่ปฏิบัติ
ตามมตขิ องคนสว นมาก
4. ชว ยแกไขปญหาความขดั แยง ภายในหมปู ระชาชน ระหวา งรฐั กับประชาชน หรอื
ระหวา งรฐั กบั รัฐ

ขอ เสีย
1. ประชาชนสรางความวนุ วายเพราะไมเ ขาใจสิทธิ เสรีภาพและหนา ที่
2. ผแู ทนราษฎรสรา งผลงานในเฉพาะทอ งถิ่นของตน แตไมสนใจปญ หาประเทศชาติ
เทาท่ีควร
3. ประชาชนไมเ ขาใจระบอบประชาธปิ ไตย ขาดสํานึกของประชาธปิ ไตยจึงเกิดการขาย
เสียง
4. รัฐบาลที่มีเสียงขางมากในรัฐสภาอาจใชความได เปรียบน้ีจนกลายเปนระบอบ
คณาธิปไตย
5. ประชาชนเกดิ ความเบื่อหนาย

2. จงบอกหลกั การของการปกครองระบอบเผด็จการ 3 ขอ
แนวตอบ 1. ยดึ หลกั รวมอาํ นาจการปกครองไวท ่ีสว นกลางของประเทศ

2. ยดึ หลกั การใชก าํ ลงั
3. ประชาชนตอ งเช่อื ฟง และปฏบิ ัติ ตามผูน าํ อยา งเครงครดั

3. จงบอกเหตุการณส าํ คัญทางการเมืองของไทยระหวา งป พ.ศ. 2475 – 2549
แนวตอบ 1. กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476

2. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2490
3. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2501
4. วันมหาวปิ โยค 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516
5. เหตุการณ 6 ตลุ าคม พ.ศ. 2519

42

6. การรัฐประหาร พ.ศ. 2520
7. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2534 (รสช.)
8. เหตกุ ารณพ ฤษภาทมฬิ (17 – 19 พ.ค. 2535

4. ใหนกั ศึกษาวเิ คราะหเหตุการณทางการเมืองของไทยในปจจบุ นั
แนวตอบ เหตุการณชุมนุมทางการเมืองเมื่อป พ.ศ.2557 มีผลกระทบในดานเศรษฐกิจ
สังคม ชุมชนและประเทศชาติไดอยางชัดเจน รวมท้ังมีผลกระทบกับการทองเที่ยวทําให
นกั ทอ งเทีย่ วขาดความเช่อื ม่นั เกี่ยวกับความปลอดภยั ในชีวติ และทรัพยสิน สงผลใหรายไดดาน
การทองเทีย่ วลดนอ ยลง

5. ใหนักศึกษาบอกหลักธรรมาภบิ าลทเี่ ปน แนวทางในการปฏบิ ัตงิ านมีกขี่ อ อะไรบา ง
แนวตอบมี 6 ประการ ดังน้ี

1. หลกั นติ ธิ รรม
2. หลักคณุ ธรรม
3. หลกั ความโปรง ใส
4. หลกั การมีสวนรว ม
5. หลกั ความรบั ผดิ ชอบ
6. หลักความคุมคา

43

คณะทํางาน

ที่ปรกึ ษา จาํ จด เลขาธิการ กศน.
นายสรุ พงษ หอมดี รองเลขาธกิ าร กศน.
นายประเสริฐ สขุ สเุ ดช ผอู าํ นวยการกลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ
นางตรนี ุช และการศกึ ษาตามอธั ยาศัย

นายอรญั คงนวลใย ผอู าํ นวยการ สถาบัน กศน.ภาคใต

ผูสรปุ เนอื้ หา ครู กศน.อาํ เภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
นางสาวกาญจนา สิงหาด ครู กศน.อาํ เภอสงิ หนคร จังหวดั สงขลา
นางสทุ ธิพร ศสิธร ครู กศน.อําเภอระโนด จงั หวัดสงขลา
นางลักษมณ ไทยรตั น ครู กศน.อําเภอระโนด จงั หวัดสงขลา
นางเพียงจันทร สันหนู ครู กศน.อาํ เภอสะเดา จังหวดั สงขลา
นางสาววันเพ็ญ ชวยนกุ ลู ครู กศน.อาํ เภอสะเดา จังหวัดสงขลา
นางสาวจติ ประภา ทองแกมแกว
ครู สถาบัน กศน.ภาคใต
ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ครู สถาบัน กศน.ภาคใต
นางจุฑาทิพย ถาวรประสิทธิ์ ครู สถาบัน กศน.ภาคใต
นางสายชล จักรเจริญ
นางสาวณฐั ภัสสร แดงมณี เจา หนา ท่ี สถาบัน กศน.ภาคใต

ผพู มิ พต น ฉบบั กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบ
นางสาวกง่ิ กาญจน ประสมสขุ และการศกึ ษาตามอธั ยาศัย

ผูออกแบบปก
นายศุภโชค ศรีรตั นศิลป

44


Click to View FlipBook Version