นาฏศิลป์ไทย คุณครูผู้สอน นางสาวสุธิษา ราชสงค์
นาฏศิลป์ไทยมีคุณค่าในฐานะทื่เป็นที่ร่วมของศิลปะหลายแขนง ปลูกฝังจริยธรรมและ เป็นเอกลักษณ์ของชาติที่แสดงถึงความเป็นอารยประเทศ อาทิ ศิลปะแขนงวิจิตรศิลป์ หรือ ประณีตศิลป์ เป็นศิลปะแห่งความงามที่มุ่งหมายเพื่อสนองความต้องการทางสติ ปัญญา อารมณ์ ก่อให้เกิดความสะเทือนใจ หรือมุ่งแสดงสุนทรียะโดยตรง ๑.๑ ประติมากรรม คือ ศิลปะในการปั้น แกะสลัก รุปหล่อต่างๆศิลปะแขนงนี้ ปรากฏในงานนาฏศิลป์ในรุปแบบของการสร้างอุปกรณ์ ในการแสดง ฉาก อุปกรณ์ ประกอบฉาก เช่น พระพุทธรูป เทวรูป เป็นต้น การสร้างเครื่องแต่ง กาย เช่น หัวโขน มงกุฎ ชฎา ราชรถ เป็นต้น ๑.๒ วรรณกรรม ที่ปรากฏในงานนาศิลป์ ได้แก่บทประพันธ์ที่งที่เป็นร้อยแก้วและ ร้องกรอง ที่เป็นบทละคร บทเพลง เป็นการ ใช้ภาษาเป็นสื่อเพื่อให้ผู้ชมเกิด จินตนาการ มีอารมณ์คล้อย ตามบทประพันธ์นั้นๆ ๑.๓ สถาปัตยกรรม เป็นศิลปะในการออกแบบ สร้างฉากสร้างบ้านที่อยู่ในฉาก ปราสาทราชวัง อาคารสถานที่ต่างๆ โบสถ์ วิหาร เป็นต้น ๑.๔ จิตรกรรม คือ การเขียนภาพ ในการแสดงนาฏศิลป์ต้องมีฉาก การแต่งหน้า เครื่องแต่งกาย เป็นองค์ประกอบสำ คัญ ดังนั้น ศิลปะสาขาจิตรกรรมจึงมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับผลงานการแสดงทางด้านนาฏศิลป์ เพราะเกี่ยวกับการวาดระบายสีฉากให้มี ความวิจิตรงดงามการเขียนลวดลายลงบนเครื่องแต่งกาย และการแต่งหน้า เป็นต้น ๑.๕ ดุริยางคศิลป์ คือ ศิลปะทางดนตรี ขับร้อง นับว่าเป็นหัวใจสำ คัญสำ หรับ นาฏศิลป์ไทย เพราะการแสดงลีลาท่ารำ ต้องมีดนตรีประกอบการแสดง นาฏศิลป์ไทย รวมศิลปะไว้สามประการ คือ การบรรเลงดนตรี การขับร้อง และการฟ้อนรำ คุณค่าและประโยชน์ของนาฏศิลป์
คุณค่าและประโยชน์ของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์เป็นส่วนสำ คัญในการประกอบพิธีกรรมทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ นอกเหนือ ไปจากการให้ความบันเทิง และยังมีประโยชน์อีกหลายๆด้าน ดังนี้ ๒.๑ สถาบันพระมหากษัตริย์จำ เป็นต้องมีพระราชพิธีต่างๆ ตามพระราชประเพณี จึงต้องมีนาฏศิลป์ โขน ละคร ไว้ร่วมแสดงประกอบพระราชพิธี และเพื่อเป็นการ ประดับพระเกียรติยศ ๒.๒ นาฏศิลป์ไทยผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ฉลองวันเกิด งานบวช งานแต่งงาน และงานศพ ล้วนแต่มีนาฏศิลป์ ดนตรี แสดงเพื่อความเป็นสิริมงคลเกือบทั้งสิ้น นอกจากนี้ พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำ มา หากิน การบูชาบวงสรวง ขอให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ก็มีการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีใน พิธีขอฝนด้วย ๒.๓ ประโยชน์โดยตรงสำ หรับผู้ศึกษาวิชานาฏศิลป์ คือ สอนให้เป็นผู้รู้จักต ตนเอง เพราะเป็นวิชาทักษะที่ต้องอาศัยความมีมานะ อดทน ฝึกฝนเป็นระยะเวลาที่ ยาวนาน ผู้เรียนจะค้นพบศักยภาพของตนเอง และเข้าใจเนื้อหาของวิชาอย่างถ่องแท้ มีความเคารพ เชื่อฟังครูอย่างมีเหตุมีผล
การสืบทอดนาฏศิลป์ การสืบทอดองค์ความรู้ทางนาฏศิลป์ ถือเป็นทักษะที่ผู้ศึกษาจะต้องอดทน อย่าง สม่ำ เสมอ และฝึกฝนเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ ต่อไป ๑.การสืบทอดนาฏศิลป์สมัยโบราณ เป็นการถ่ายทอดต่อท่ารําแบบตัวต่อตัว ต้องใช้วิธีการจําและรําตาม ไม่มีการ บันทึกเป็นภาพหรือ เป็นลายลักษณ์อักษร องค์ความรู้ทั้งหมดจึงอยู่ในตัวครู ผู้มี ความสามารถ ชํ่าชอง รํากี่ครั้งก็ไม่ผิดแบบแผน ครูนาฏศิลป์จึงมีความสําคัญต่อ ลูกศิษย์มาก ๒.การสืบทอดนาฏศิลป์ในสมัยปัจจุบัน ปัจจุบันวิชานาฏศิลป์เปิดสอนในสถาบันการศึกษาเกือบทุกระดับ มีกระบวนการ สอนที่เป็นแบบแผน โดยการทำ สื่อ ทำ กิจกรรม โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเอง ฝึกสังเกต คิดวิเคราะห์ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
๓.การจัดกิจกรรมเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ นาฏศิลป์มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดมาแต่โบราณ ผู้ศึกษาจะต้องมี ความเคารพ ศรัทธาในบูรพาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ศิษย์ ดังคำ กล่าวที่ว่า นาฏศิลป์ไทยเป็นศิษย์มีครู ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายที่จัดชึ้นเพื่อสืบทอดวัฒนธรรม ได้แก่ ๑.พิธีไหว้ครู ครอบครู นาฏศิลป์ไทยมีลักษณะเฉพาะที่เป็นแบบแผนขนบนิยมสืบทอดกันมาเป็นเรื่องความศรัทธา เชื่อถือ จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล ป้องกันเสนียดจัญไร และเพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ ๒.คติความเชื่อเกี่ยวกับนาฏศิลป์ คติความเชื่อเกี่ยวกับนาฏศิลป์มีหลายเรื่อง แต่ที่รู้จักกันดีก็คือเรื่อง ผิดครู แรงครู ครูเข้า เป็นคติความ เชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดภัยพิบัติ และนำ มาซึ่งความเป็นสิริมงคล เพื่อให้ศิษย์ทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่ง ผิดครูนั้น คือการที่ผู้ปฏิบัติผิดข้อห้ามจะได้รับการลงโทษ ข้อห้ามที่ถือว่าผิดครู เช่น ห้ามออกโรงแสดง ถ้ายังไม่ได้ครอบครู ถ้าจะรำ หน้าพาทย์เพลงครูชั้นสูงเพลงใดต้องทำ พิธีไหว้ครูก่อน เงินกำ นัลจะขาดหรือ เกินไม่ได้และต้องนำ ไปใส่บาตรอุทิศให้ครูที่ล่วงลับไปแล้ว ห้ามตัดต่อท่ารำ
๔.แนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย ๑.การค้นคว้าวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิภาคปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาคและประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็นของท้องถิ่น ๒.การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำ นึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและควมา สำ คัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและ วัฒนธรรมต่างๆ ๓.การฟื้นฟู โดยเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำ ลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมา ทำ ให้มี คุณค่าและมีความสำ คัญต่อการดำ เนินชีวิตในท้องถิ่น ๔.การพัฒนา ควรริเริ่มจากการสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเกิดประโยชน์ในการดำ เนินชีวิตประจำ วัน ๕.การถ่ายทอด โดยการนำ ภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่าง รอบคอบและรอบด้านแล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ ๖.ส่งเสริมกิจกรรม โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายสืบสานและพัฒนา ภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ ๗.การเผยแพร่แลกเปลี่ยน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลก เปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยเผยแพร่ด้วยสื่อต่างๆ อย่างกว้าง ขวาง ๘.การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผู้ดำ เนินงานให้มี โอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่
การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่าง ๆ เป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองที่นำ มาแสดงได้ทุกโอกาสทั้งงานพระราชพิธี รัฐพิธีและงานทั่วไ ของเอกชน โดยงานพระราชพิธีและรัฐพิธีเป็นงานในหน้าที่ของกรมศิลปากร ที่ต้องจัดแสดง ในโอกาสสำ คัญ ๆ 1.การแสดงนาฏศิลป์ในงานพระราชพิธี 2.กาาแสดงนาฏศิลป์และการละครในงานอวมงคล 3.การแสดงนาฏศิลป์และการละครไทยในงานมงคล 4.การแสดงนาฏศิลป์ในงานเทศกาลต่าง ๆ หลักในการเลือกชุดการแสดงให้เหมาะสม 1.เลือกชุดแสดงให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะแสดง ถ้าเป็นงานเฉลิมฉลองความสำ เร็จหรือเป็น งานสถาปณาโรงเรียน ควรเลือกชุดที่เป็นการอวยพร เสริมความเป็นสิริมงคลให้มั่งมีศรีสุข 3. การเลือกรูปแบบของการแสดงที่เป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ ถูกต้องตามแบบแผน แนวคิดในการจัดชุดการแสดงในวันสำ คัญของโรงเรียน กำ หนดการแสดงให้เหมาะสมกับวันสำ คัญของโรงเรียน เวลาในการแสดงแต่ละชุดกำ หนด องค์ประกอบร่วมของการแสดงให้ชัดเจน 2.กำ หนดการแสดงให้เหมาะสมกับวันสำ คัญของโรงเรียน เวลาในการแสดงแต่ละชุด กำ หนดองค์ประกอบร่วมของการแสดงให้ชัดเจน แนวในการจัดชุดการแสดงประจำ โรงเรียน 1.แนวคิดเกี่ยวกับสัญลักษณ์ประจำ โรงเรียน 2.แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ 3.แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ
ระบำ รำ ฟ้อน และ การแสดงนาฏศิลป์พื้น เมืองของไทย ระบำ แบ่งออกเป็นสองชนิด ได้แก่ 1) ระบำ มาตรฐาน ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rouenrarai&month=08- 2011&date=18&group=15&gblog=24 2) ระบำ เบ็ดเตล็ด ที่มา : http://www.pahurad.com/v2/index.php/cPath/24_85 ระบำ ย่องหงิด ระบำ วิชนี
รำ แบ่งออกเป็นสามชนิด ได้แก่ 1) การรำ เดี่ยว ที่มา :http://www.oknation.net/blog/5441603354/2012/04/ 2) การรำ คู่ ทีมา :http://www.oknation.net/blog/assada999/2009/11/23/entry-1 3) การรำ หมู่ ที่มา : http://www.oknation.net/blog/assada999/2009/11/23/entry-2
ฟ้อน หมายถึง ฟ้อนเป็นการแสดงพื้นเมือง นเป็นศิลปะของไทยฝ่ายเหนือ เป็นการร่ายรำ ที่แสดงพร้อมกันเป็นชุดๆ ไม่ดำ เนินเป็นเรื่องราว ท่าทางกรีดกรายร่ายรำ บางท่า แม้จะไม่มีความหมายนอกจากความ สวยงาม แต่บางท่ามีความหมายตามท่าและบทร้อง แบ่งออกเป็นห้าชนิด ได้แก่ ฟ้อนที่สืบเนื่องมาจากการนับผี คือประเพณีการฟ้อนผีของชาวล้านนา คล้ายกับการลงผี (เข้าทรง) ผีเจ้าพ่อของ ท้องถิ่นอื่น นิยมเรียกกันว่า "ฟ้อนผีมด-ผี เม็ง" เป็นการฟ้อนรำ เพื่อสังเวยผี บรรพบุรุษ ฟ้อนพื้นเมือง เป็นการแสดงพื้นเมืองที่เกิดขึ้นในชนบทของทุกภาค ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม และสภาพ ของสังคม รวมทั้งการดำ รงชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละ ท้องถิ่น ที่มีความแตกต่างกันตามลักษณะภูมิอากาศ ออกมาเป็นการแสดงในรูปแบบของการละเล่นกันใน กลุ่มชนเพื่อพิธีการ เพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อ เทศกาลที่สำ คัญๆ ได้แก่ กลองสะบัดชัย ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเงี้ยว ที่มา : http://www.anuruk22.blogspot.com
ฟ้อนแบบม่าน ฟ้อนม่านมงคล เป็นการฟ้อนที่มีลีลาอ่อน ช้อยสวยงาม ซึ่งสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา บางคนสงสัยว่าเป็นของพม่า เพราะเรียกว่า ฟ้อนม่าน แต่ฟ้อนม่าน มงคลนี้น่าจะเป็นของไทย สังเกตได้จากท่า รำ ที่อ่อนช้อยงดงาม : https://sites.google.com/site/ajanthus/fxn-man-mngkhl ฟ้อนแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่ ฟ้อนเงี้ยว เป็นการฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลมา จากการฟ้อนของเงี้ยวหรือไทยใหญ่ ประกอบด้วย ช่างฟ้อนหญิงชายหลายคู่ แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองไทยใหญ่ ฟ้อนที่ปรากฏในบทละคร เป็นการฟ้อน ที่มีผู้คิดสร้างสรรขึ้นในการแสดงละคร พันทาง ซึ่งนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้แก่ ฟ้อนน้อยใจยา ฟ้อนลาวแพน ฟ้อนม่านมงคล ฟ้อนที่ปรากฏในบทละคร
การเล่นเถิดเทิง มีผู้สันนิฐานว่าเป็นของพม่านิยมเล่นกันมาก่อน เมื่อครั้งพม่าทำ สงครามกับไทยในสมัยกรุงธนบุรี หรือสมัยต้น รัตนโกสินทร์ เวลาพักรบพวกทหารพม่าก็เล่นสนุกสนานด้วยการ เล่นต่างๆ พวกทหารไทยเราได้เห็นก็จำ มาเล่นกันบ้ง ยังมีเพลง ดนตรีเพลงหนึ่งซึ่งมีดนตรีไทยมานานใ้บรรเลง มีทำ นองเป็นเพลง พม่า เรียกกันมาแต่ดิมว่า เพลงพม่ากลองยาว ต่อมาได้มีผู้ปรับเป็น เพลงระบำ กำ หนดให้มีกรแต่งกาย การเล่นเทิงบ้องกลองยาว เพิ่งมีการเข้ามาในรัชกาลที่๔ การแต่งกาย ชาย -นุ่งกางเกงขายาวครึ่งแข้ง -สวมเสื้อคอกลม แขนสั้น เหนือศอก -มีผ้าโพกศรีษะ และผ้าคาดเอว หญิง -นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า -สวมเสื้อทรงกระบอกคอปิด ผ่าหน้า ห่มสไบทับเสื้อ คาด เข็มขัดเสื้อ -ใส่สร้อยคอ และเครื่องประดับ การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงรำ กลองยาว หรือเถิดเทิง
ลักษณะกลองยาว -พม่าเลียกว่า โอสิ -คล้ายคลึงกับของชาวไทยอาหมในแคว้นอัสสัม -หัวท้ายเล็ก กลงป่องใบเล็กกว่าตะโพน ขึ้นหนังทั้งสองข้าง ผูก สายสะพายตีได้ -วิธีการเล่นของพม่ากับของอาหม เล่นเหมือนกัน การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงรำ กลองยาว หรือเถิดเทิง
๑.ท่านหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี เกิดวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ เมื่ออายุ ๘ ขวบได้ถวายตัวในสมเด็จ พระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ กรมหลวง นครราชสีมา ท่านได้รับการฝึกหัด นาฏศิลป์กับครูอาจารย์ผู้ทรงคุณวุติในรัชกาลที่๔ ผลงานการแสดง -ละครชาตรี -ละครนอก -ละครใน -ละครพันทาง ฯลฯ ๒.ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ) เกิดวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ เป็นบุตรของจางวางและนางพร้ิว ครูได้รับ การฝึกหัดโขน(ยักษ์)กับพระยาวัฏกานุรักษ์และคุณหญิงวัฏกานุรักษ์ และเข้ารับ ราชการเป็นศิลปินในกรมมหรสพในสมัยรัชกาล๗ นอกจากรับราชการแล้วเป็นตำ รวจ หลวง แล้วท่านยังเป็นครูสอนนาฏศิลป์โขนอีกด้วย บุคคลสำ คัญในวงบุคคลสำ คัญในวการนาฏศิลป์ของ ไทย การนาฏศิลป์ของไทย
๓. ครูอาคม สายาคม เกิดวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๖ เป็นบุตรของนายเจือ ศรียาภัย และนางผาด ศรียาภัย ครูได้รับการฝึกหัดโขนพร้อมจบม.๓ จากนั้นเข้ารับตำ แหน่ง"พระ" แผนก โขนหลวง กรมพิณพาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง พ.ศ.๒๔๗๘ โอนมาประจำ โรงเรียนศิลปากร แผนกดุริยยางค์ ดำ รงตำ แหน่งนักวิชาการละครและดนตรี ผลงานการแสดง -พระราม -ไกรทอง -อิเหนา ฯลฯ ผลงานด้านประดิษฐ์ท่ารำ -เพลงหน้าพาทย์ตระนาฏราช -เพลงหน้าพาทย์โปรยข้าวตอก -เพลงเชิดจีน ฯลฯ ผลงานด้านวิทยุกระจายเสียง -ตั้งคณะสายเมธี -แสดงนิยายและบรรเลงในแบบนตรีสากลและดนตรีไทย ผลงานด้านภาพยนตร์ -แสดงอมตาเทวี -เรื่องไซอิ๋ว ผลงานด้านกำ กับ -เวที -การแสดงละคร -สอนโขน บุคคลสำ คัญในวการนาฏศิลป์ของไทย
๔. ครูลมุล ยมะคุปต์ เกิดวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นบุตรของร้อยโทนายแพทย์จีน อัญชัญภา ติและนางคำ มอย บิดาไปพาถวายตัวเป็นนางละคร ณ วังสวนกุหลาบ ท่านเริ่มฝึกหัด นาฏศิลป์ตั้งแต่ ๕ ขวบ และย้ายไปศึกษาด้านละครใน ณ วังเพชรบูรณ์ นอกจากนี้ ท่านยังคนร่างหลักสูตรให้แก่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ผลงานด้านการแสดง -อิเหนา -พระสังข์ -เจ้าเงาะ ฯลฯ ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ -รำ แม่บทใหญ่ -รำ วงมาตราฐาน -รำ ชัดชาตรี -รำ เถิดเทิง ฯลฯ ๕. ครูเฉลย ศุขะวณิช เกิดวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนและออกแบบ นาฏศิลป์ไทย แห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ตั้งแต่ระดับต้นจนถึงชั้นปริญญา ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ และระบำ -ระบำ ทวารวดี -ระบำ ศรีวิชัย -ฟ้อนแคน -เซิง้สัมพันธ์ ฯลฯ บุคคลสำ คัญในวการนาฏศิลป์ของไทย
http://www.sereesolution.com/ich/khon_p erformance/artist_detail.php?id=3 https://apcbpi.com/upload/ebook/1900 01DMN/files/basic-html/page75.html อ้างอิง
จัดทำ โดย ๑.น.ส.นภัส สงด้วง เลขที่๑๘ ๒.น.ส.พรลภัทร ชูเวท เลขที่๒๑ ๓.น.ส.ณัฐธนิยา ลีละวิวัฒน์ เลขที่๒๙ ๔.น.ส.รัมภ์รดา ศรีรักษ์ เลขที่๓๕