The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง วัฒนธรรมประเพณีของเรา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุนิสา เปี้ยอุ๊ด, 2020-05-16 00:50:11

เรื่อง วัฒนธรรมประเพณีของเรา

เรื่อง วัฒนธรรมประเพณีของเรา

มาจากคาว่า “Culture” ในภาษาอังกฤษ ซ้ึงคานี้ นี้มีรากศัพท์มา

จาก “Cultura” ในภาษาละติน มีความหมายว่า การเพาะปลูกและบารุงให้เจริญงอก
งาม คาว่า “วัฒนธรรม” ในภาษาไทย เป็นคาท่ีได้มาจากการรวมคา 2 คา เข้าด้วยกัน
คอื คาวา่ “วฒั นะ” หมายถึง ความเจริญงอกงาม รุ่งเรือง และ คาว่า “ธรรม” หมายถึง
การกระทาหรอื ขอ้ ปฏบิ ัติ เมื่อรวมกนั แล้ว วฒั นธรรมตามความหมายของคาในภาษาไทย
จึงหมายถึงข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. 2485 ได้ให้ความหมายว่าวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน พระยา
อนุมานราชธน กล่าวว่า วัฒนธรรม คือ ส่ิงท่ีมนุษย์เปล่ียนแปลงปรับปรุงหรือผลิตสร้าง
ข้ึนเพ่ือความเจริญงอกงาม ในวิถีแห่งชีวิตของส่วนรวม วัฒนธรรมคือ วิถีทางแห่งชีวิต
มนุษย์ ในส่วนรวมท่ีถ่ายทอดกันได้ เรียกกันได้ เอาอย่างกันได้ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว
วัฒนธรรม หมายถึง ทุกส่ิงทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นไว้เพื่อนาเอาไปใช้ช่วยพัฒนาชีวิต
ความเปน็ อยใู่ นสังคม ซึ้งจะรวมถงึ ช่วยแก้ปญั หาและชว่ ยสนองความต้องการของสังค

วฒั นธรรม หมายถึง แบบแผนการดารงชีวิตของบุคคลในสังคมท่ี
ยึดถือปฏิบัติเป็นมรดกสืบทอดกันมา ซึ่งแสดงถึงความเจริญงอกงาม
และศีลธรรมอันดีของคนในสังคม

 วฒั นธรรมทางภาษา ซึง่ กห็ มายถึงสาเนียงการพดู ภาษาพูดรวมถึงการ เขียนดว้ ย
 วัฒนธรรมทางวัตถุ ซึ่งก็คือยวดยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ที่มนุษย์สร้างข้ึนเพื่อใช้

เปน็ สิ่งอานวยความสะดวกสบายให้กบั ชวี ิตประจาวนั นน่ั เอง
 วัฒนธรรมทางจิตใจ เช่นศาสนา ความเช่ือ ศีลธรรม จริยธรรม ที่มนุษย์ใช้เป็น

เครื่องยดึ เหนย่ี วจติ ใจ
 วัฒนธรรมทางจารีตและขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การทักทายด้วยการไหว้

มารยาทการกิน การเดนิ การแต่งกาย ประเพณแี ต่งงานเปน็ ตน้
 วัฒนธรรมทางสุนทรียะ ซ่ึงก็ได้แก่ศิลปะสาขาต่างๆ ท่ีมีความไพเราะ ความ

สวยงาม เช่น นาฏศลิ ป์ จติ รกรรม ดนตรี การแสดงต่างๆ เปน็ ต้น

 คติธรรม (Moral) คือวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับหลักในการดารงชีวงิตส่วนใหญ่เป้น่ือง
ของจิตใจ และได้มาจากศาสนา ใช้เป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตของสังคม เช่น
ความเสียสละ ความขยัน หมั่นเพียร การประหยัดอดออกม ความกตัญญู ความ
อดทน ทาดไี ด้ดี เป็นต้น

 นิติธรรม (Legal) คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมท้ังระเบียบประเพณีที่ยอมรับ
นับถอื กนั ว่ามีความสาคัญพอ ๆ กับกฎหมาย เพ่ือให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุข

 สหธรรม (Social) คือวัฒนธรรมทางสังคม รวมท้ังมารยาทต่าง ๆ ที่จะติดต่อ
เกี่ยวข้องกับสังคม เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาทในการติดต่อ
กบั บุคคลตา่ ง ๆ ในสงั คม

 วัตถุธรรม (Material) คือวัฒนธรรมทางงวัตถุ เช่น เคราองนุ่งห่ม ยารักษาโรค
บ้านเรือน อาคารส่งิ กอ่ สร้างต่างๆ สะพาน ถนน รถยนต์ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เป็น
ต้น

1.ความกา้ วหน้าทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ส่งผลให้การใช้ชีวิตข องผู้คนในสังคมเกิดการ
เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมดั้งเดิมถูกละเลย เช่น ความ
เจริญทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ทาให้คนในสังคม
สามรถติดต่อสัมพันธ์กันโดยไม่ต้องพบปะพูดคุย ไม่ได้
พบหนา้ เพื่อแสดงความเคารพกัน

2.การแพรก่ ระจ่ายทางวฒั นธรรม
มีผลต่อการเปล่ียนแปลงวถิ ีชีวิตของผคู้ นในสงั คมไทย ทาให้เกดิ สง่ิ ตา่ งๆตอ่ ไปนี้

1) การขอยืมวัฒนธรรม ได้แก่ การใช่ภาษาอังกฤษทับศัพท์ เช่น แท็กซี่
แชมพู ไอศกรีม เปน็ ต้น

2) การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล
หรือกลุ่มคนทาให้เกิดการแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรม และมีการปรับตัวเข้าหากัน ทาให้
วัฒนธรรมเกิดการเปลยี่ นแปลง เชน่ การทักทายด้วยการจับมอื

3) การผสมกลมกลนื ทางวฒั นธรรม ทาใหเ้ กิดวฒั นธรรมใหม่ขน้ึ มา
4) การเลยี นแบบวฒั นธรรม เปน็ การรบั วัฒนธรรมของอีกชาติหน่ึงเข้ามามี

อิทธิพลในการดาเนินชีวิต เช่น การ
รับประทานอาหาร การเฉลิมฉลอง
ในวนั สาคัญตา่ งๆ เชน่ วันคริสต์มาส
เปน็ ตน้

ดังน้ันทุกคนควรช่วยกนั ธารงรักษาวฒั นธรรมไทย ดงั นี้

1.การสะสม สามารถทาได้ทุกเร่ือง ไม่ว่าจะเป็นด้านประเพณี วรรณกรรม
ศิลปะ ศีลธรรม คณุ ธรรม และเทคโนโลยีตา่ งๆ

เปน็ การเลอื กสะสมสง่ิ ทด่ี ีงาม เพอ่ื เปน็ เอกลักษณข์ องชาติ และมีการถา่ ยทอดเปน็
มรดกให้แกค่ นรุ่นหลงั เพ่ือที่จะไดน้ าไปปฏิบัติ

2.การสืบต่อทางวัฒนธรรม เป็นเร่ืองของการเรียนรู้จากบุคคลอ่ืน เป็นการ
เรียนร้สู ง่ิ ทด่ี จี ากบรรพบรุ ุษ

3.การปรับปรุงและการเผยแผ่วัฒนธรรม ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้
เหมาะสมกับสภาพและเพอ่ื เผยแผ่

การธารงรักษาวัฒนธรรมน้ันเป็นส่ิงที่สาคัญท่ีสุกท่ีใช้เป็นเคร่ืองมือในการ ธารง
รักษา คือ ภาษา เพราะภาษาจะเป็นส่ือใน

การทาความเขา้ ใจและถา่ ยทอดวนั ธรรม ท้ังในด้านของการสะสมและการสืบทอด
4.สง่ เสรมิ อนุรกั ษ์วฒั นธรรมของแต่ละทอ้ งถิน่ ใหค้ งไว้



ภาคเหนอื หรือล้านนาดินแดนแห่งความหลากหลายทางประเพณี
และวัฒนธรรมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าภาคอื่นของไทย
เพราะเป็นเมืองท่ีเต็มไปด้วยเสน่ห์มนต์ขลัง ชวนให้น่าข้ึนไปสัมผัส
ความงดงามเหล่าน้ียิ่งนัก ส่วนบรรดานักท่องเที่ยวท่ีไปเย่ียมชม
ต่างก็ประทับใจกับสถานที่ท่องเท่ียวมากมายและน้าใจอันล้นเหลือ
ของชาวเหนือ

มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเขตภูเขาสลับพ้ืนที่ราบระหว่างภูเขา ซ่ึงผู้คนอาศัย
อย่างกระจายตัวแบ่งกันเป็นกลุ่ม อาจเรียกว่า กลุ่มวัฒนธรรมล้านนา โดยจะมีวิถีชีวิต
และขนบธรรมเนียมเก่าแก่เปน็ ของตนเองมีเอกลักษณเ์ ฉพาะตวั แตอ่ งคป์ ระกอบท่ีสาคัญ
กย็ ังมคี วามคล้ายคลงึ กนั อย่มู าก อาทิ สาเนียงการพดู การขับร้อง ฟ้อนรา การดารงชีวิต
แบบเกษตรกร การนับถือส่ิงศักด์ิสิทธ์ิและวิญญาณของบรรพบุรุษ ความเล่ือมใสใน
พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทการแสดงออกของความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์โดยผ่าน
ภาษาวรรณกรรม ดนตรี และงานฝมี ือแม้กระท่งั การจดั งานฉลองสถานที่สาคัญท่ีมีมาแต่
โบราณ เดิมวัฒนธรรมคนเมืองหรือคนล้านนา มีศูนย์กลางอยู่ท่ีเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์
เชยี งใหม่ ตามชอ่ื ของอาณาจักรท่ีมกี ารปกครองแบบนครรฐั ท่ีตั้งขึ้นในพุทธศตวรรษท่ี 18
โดยพญาเมง็ ราย

ชาวไทยทางภาคเหนือมภี าษาล้านนาท่นี ่มุ นวลไพเราะ ซึง่ มีภาษาพูดและภาษา
เขยี นท่เี รยี กวา่ "คาเมือง" ของภาคเหนือเอง โดยการพูดจะมีสาเนยี งทแี่ ตกตา่ งกนั ไปตาม
พ้ืนที่ ปจั จบุ ันยงั คงใชพ้ ูดติดตอ่ สื่อสารกัน

ผา้ ฝา้ ยลายปลาเสอื ตอ จังหวัดนครสวรรค์
ผา้ ไหมลายเพชร จังหวัดกาแพงเพชร
ผ้าพ้นื เมืองเชยี งแสน ลายดอกขอเครอื (เก่ียวขอ) จงั หวัดเชยี งราย
ผ้าตนี จก ลายเชียงแสน หงส์บี้ จงั หวดั เชียงใหม่
ผา้ ฝา้ ยลายดอกปีกคา้ งคาว จังหวดั ตาก
ผ้าไหมลายนา้ ไหล จังหวดั น่าน
ผ้าฝา้ ยลายนกกระจบิ จงั หวัดพจิ ติ ร
ผ้าฝา้ ยมดั หมล่ี ายดอกบบี จงั หวัดพิษณุโลก
ผ้าหมอ้ หอ้ ม จงั หวัดแพร่

ชาวเหนือมีวัฒนธรรมการกินคล้ายกับคนอีสาน คือ กินข้าวเหนียวและปลาร้า
ซ่ึงภาษาเหนือเรียกว่า ข้าวน่ิงและฮ้า ส่วนกรรมวิธีการปรุงอาหารของภาคเหนือจะ
นิยมการต้ม ป้ิง แกง หมก ไม่นิยมใช้น้ามัน ส่วนอาหารข้ึนช่ือเรียกว่าถ้าได้ไปเที่ยวต้อง
ไปล้ิมลอง ได้แก่ น้าพริกหนุ่ม, น้าพริกอ่อง, น้าพริกน้าปู, ไส้อ่ัว, แกงโฮะ, แกงฮังเล,
แคบหม,ู ผักกาดจอ ลาบหมู, ลาบเนอื้ , จน้ิ สม้ (แหนม), ข้าวซอย, ขนมจนี น้าเงี้ยว
เปน็ ต้น

ประเพณี (อังกฤษ: tradition) เป็นกิจกรรมท่ีมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา
เป็นเอกลักษณ์และมีความสาคัญต่อสังคม เช่น การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา
ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเช่ือ ฯลฯ อันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมของสังคม
เช้ือชาติต่างๆ กลายเป็นประเพณปี ระจาชาตแิ ละถา่ ยทอดกันมาโดยลาดับ หากประเพณี
นั้นดีอยู่แล้วก็รักษาไว้เป็นวัฒนธรรมประจาชาติ หากไม่ดีก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเทศะ

พระยาอนุมานราชธน ได้ให้ความหมายของคาว่าประเพณีไว้ว่า ประเพณี คือ
ความประพฤตทิ ่ีชนหมู่หนึง่ อยูใ่ นทแ่ี ห่งหน่งึ ถือเป็นแบบแผนกันมาอย่างเดียวกัน และสืบ
ตอ่ กนั มานาน ถ้าใครในหมปู่ ระพฤตอิ อกนอกแบบกผ็ ิดประเพณี หรอื ผดิ จารตี ประเพณี

คาว่าประเพณี ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน ได้กาหนดความหมาย
ประเพณีไว้ว่า ขนบธรรมเนียมแบบแผน ซ่ึงสามารถแยกคาต่างๆ ออกได้เป็น ขนบ
มีความหมายวา่ ระเบยี บแบบอยา่ ง ธรรมเนียมมีความหมายว่า ที่นิยมใช้กันมา และเมื่อ
นามารวมกันแล้วก็มีความหมายว่า ความประพฤติที่คนส่วนใหญ่ ยึดถือเป็นแบบแผน
และไดท้ าการปฏิบัตสิ ืบต่อกันมา จนเป็นตน้ แบบท่ีจะใหค้ นร่นุ ต่อๆ ไปได้ประพฤติปฏิบัติ
ตามกนั ตอ่ ไป

โดยสรุปแล้ว ประเพณี หมายถึง ระเบียบแบบแผนที่กาหนดพฤติ กรรมใน
สถานการณ์ตา่ งๆ ท่ีคนในสังคมยดึ ถือปฏบิ ัติสบื กนั มา ถ้าคนใดในสังคมนั้นๆฝ่าฝืนมักถูก
ตาหนจิ ากสังคม ลักษณะประเพณีในสังคมระดับประเทศชาติ มีทั้งประสมกลมกลืนเป็น
อย่างเดียวกัน และมีผิดแปลกกันไปบ้างตามความนิยมเฉพาะท้องถิ่น แต่โดยมากย่อมมี
จุดประสงค์ และวิธีการปฏิบัติเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน มีเฉพาะส่วนปลีกย่อยท่ีเสริมเติม
แต่งหรือตัดทอนไปในแต่ละท้องถ่ิน สาหรับประเพณีไทยมักมีความเก่ียวข้องกับความ
เช่ือในพระพุทธศาสนาและพราหมณ์มาแต่โบราณ

ทอดผ้าปา่ แถว
การทอดผ้าป่า เปน็ ประเพณีการทาบุญอีกอย่างหน่ึงของพุทธศาสนิกชน คล้าย

กับการทอดกฐิน แต่ไม่มีกาหนดระยะเวลาจากัด คือสามารถทาได้ทุกฤดูกาล ไม่จากัด
เวลา คือทาได้ตลอดท้ังปี และวัดหนึ่งๆ ในแต่ละปีจะจัดให้มีการทอดผ้าป่ากี่คร้ังก็ได้
เช่นกัน ผู้ปรารถนาจะทาเม่ือไรย่อมทาได้ตามกาลังศรัทธา ซึ่งอาจจะผสมผสานหรือ
ผนวกเข้ากับเทศกาลประเพณีประจาท้องถิ่นอื่นๆ ก็ได้ อีกท้ัง ยังไม่เจาะจงเกี่ยวกับ
พระภกิ ษทุ ี่จะรับผ้าป่าแต่อย่างใด

ประเพณนี บพระเล่นเพลง
สมัยเม่ือราว 700 กว่าปีท่ีผ่านมา “เมืองกาแพงเพชร” หรือ “นครชากังราว”
เป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรสุโขทัย ปัจจุบันเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวทาง
ประวัตศิ าสตร์ทีส่ าคญั แหง่ หนงึ่ ของเมอื งไทย
โวยกรมศิลป์ใช้งบ 45 ล้าน บูรณะวัดพระธาตุเจดีย์หลวง 3 ปีชารุดแล้ว สาวมาขอพร
พระเงินพระทอง ไม่ลืมแวะหาเลขเด็ด ยิ้มเขย่าเสียมซี 2 รอบได้เลขเดิม หนุ่มใหญ่ใส่
พระขุนแผน เผย "เลขเด็ด" จากความฝนั ว่ากาอึตวั เองเขาวา่ มโี ชค
โดยเฉพาะ อุทยานประวัติศาสตร์กาแพงเพชร ได้รับการคัดเลือกจาก องค์การ
ศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้ขึ้น
ทะเบยี นเป็นมรดกโลก

อีกท้ังเมืองรองแห่งนี้ยังมีวัฒนธรรมประเพณีท่ีสืบทอดกันมายาวนาน อาทิ
“ประเพณนี บพระ-เล่นเพลง”

สาหรับ “ประเพณนี บพระ-เลน่ เพลง” ในสมัยแผ่นดิน พระเจ้าลิไท หรือ พระเจ้า
ทรงธรรม แห่งกรงุ สุโขทัย เป็นสมัยทีศ่ าสนาพุทธเจรญิ รุ่งเรืองมาก มีการประกาศเผยแผ่
พระพุทธศาสนาไปทัว่ ทุกแหง่

จากหลักฐานบนศิลาจารึกศรีนครชุม
หลักท่ี 3 บันทึกเอาไว้ว่า ใน สมัยพระยาลิ
ไท ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก
ประเทศศรีลังกามาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์ที่
วัดพระบรมธาตุเจดียาราม ต.นครชุม จ.
กาแพงเพชร

ดังนั้น ทุกปีจึงมีการจัด ขบวนแห่พยุ
หยาตรา จาลองไป นบพระ และเวียนเทียน
พระบรมธาตุเจดีย์ ตลอดจนมีการร้องราทา
เพลงกนั เป็นที่เอกิ เกรกิ

ปอยหลวง
ประเพณีงานปอยหลวงเป็นงานทาบุญเพ่ือเฉลิมฉลองศาสนสมบัติต่าง ๆ เพ่ือให้
เกดิ อานุสงสแ์ กต่ นและครอบครัว ถือว่าได้บุญกศุ ลแรงมาก นอกจากนย้ี ังเปน็ เครื่องแสดง
ถงึ ความสามคั คกี ลมเกลยี วของคณะสงฆ์และชาวบ้านดว้ ยเพราะเป็นงานใหญ่ การทาบญุ
ปอยหลวงทีน่ ยิ มทากันคือทาบญุ เพือ่ อุทศิ ส่วนกศุ ลให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือญาติพ่ีน้อง
ที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ สิ่งสาคัญที่ได้จากการทาบุญงานปอยหลวงอีกอย่างหน่ึงก็คือ การ
แสดงความชน่ื ชมยินดีรว่ มกันเพือ่ ความสนุกสนานเพลดิ เพลินใหแ้ ก่คนในท้องถิ่นโดยการ
จดั มหรสพสมโภชเพราะหนง่ึ ปีถงึ จะได้มโี อกาสไดเ้ ฉลิมฉลองถาวรวัตถตุ า่ งๆ ได้ หรือบาง
แหง่ อาจใชเ้ วลาหลายปเี พราะส่ิงปลูกสร้างบางอย่างใช้เวลาสร้างนานมาก สิ้นเปลืองเงิน
ทองมหาศาล จะต้องรอใหส้ ร้างเสร็จและมเี งนิ จงึ จะจดั งานเฉลิมฉลองเปน็ งานปอยหลวง
ขึน้ มาได้

กอ่ นงานปอยหลวง ๑ วันเรียกว่า วันดา ชาวบ้านจะนาสิ่งของท่ีซื้อไว้ไปรวมกันท่ี
วดั เรียกว่า รวมครัว โดยตกแต่งประดิษฐ์ประดอยให้สวยงาม ตามแต่จะคิดข้ึน เรียกสิ่ง
ท่ีตกแต่งน้ีว่า ครัวทาน หรือ คัวตาน เพื่อแห่ไปยังวัดท่ีจะจัดงานปอยหลวง ส่วนวัดที่จะ
จัดงานปอยหลวง คณะกรรมการจัดงานจะจัดทาตุงตุงยาว และช่อช้าง นาไปทานและ
ปักไว้บนเสาไม้ไผ่ ซ่ึงปักไว้สองข้างทางเข้าสู่วัดเพ่ือเป็นสัญลักษณ์ว่าวัดนี้จะมีงานปอย
หลวง ในตอนเย็นวันเดียวกันก็จะนิมนต์พระอุปคุต (ก้อนหิน) จากท่าน้าใกล้วัด โดย
อัญเชิญมาไว้ท่ีหออุปคุต ซ่ึงมีลักษณะเหมือนศาลเพียงตาพร้อมเสื่อ หมอน น้าต้น
(คนโท)ขนั ดอกไม้ ธปู เทียน การนาก้อนหนิ ซ่งึ สมมตุ เิ ปน็ พระอุปคตุ มาจากแมน่ ้า เพราะมี
ความเช่ือว่าพระอุปคุตสามารถปกป้องคุ้มครองให้งานสาเร็จราบร่ืน ปลอดภัยจาก
เหตุร้ายต่างๆ พระอุปคุตน้ีเม่ือเสร็จงานแล้วต้องนิมนต์ท่านกลับไปอยู่ท่ีกลางน้า
เหมอื นเดมิ

เมื่อถึงวันงานบุญปอยหลวง ในวันแรกจะเป็นครัวทานหรือเครื่อง
ไทยทานของชาวบ้านท่ีเป็นศรัทธาของวัดท่ีมีงานแห่ปอยหลวงเข้าวัดก่อน ส่วนวันต่อไป
ก็จะมีคณะศรัทธาหัววัดต่างๆ จัดขบวนแห่เครื่องไทยทานมาจากวัดของตนเองไปร่วม
ทาบุญงานปอยหลวงด้วย ขบวนแห่ครัวทานมักจะมีสาวงามฟ้อนเล็บนาขบวนด้วย ชาว
เหนือถือว่าหากใครได้ฟ้อนนาครัวทานเข้าวัดแล้วจะได้อานิสงส์มาก เกิดไปในภายหน้า
จะมีรูปร่างหน้าตางดงามย่ิงขึ้น เม่ือขบวนแห่ครัวทานเข้ามาในวัดแล้วจะมีการเลี้ยงดู
แขกที่มาจากต่างบ้าน การเล้ียงอาหารชาวบ้านจะทาหลังเวลาถวายเพลพระภิกษุ
สามเณร ส่วนครัวทานที่แห่มาถึงวัดในช่วงบ่ายเจ้าภาพก็จะมีการเลี้ยงของว่าง และน้า
ด่ืม มหี มาก เมยี่ ง บหุ รเี่ จา้ ภาพจะจัดเตรยี มไวท้ ุกๆ วันจนกว่าจะเสร็จงาน ส่วนคณะสงฆ์
ที่เดินทางมายังวดั ของเจา้ ภาพทางวัดจะเตรียมการต้อนรับให้เป็นพิเศษ เรียกว่า "เกณฑ์
รบั หวั วัด"

เม่ือบอกบุญไปก่ีวัดก็เตรียมของไว้ต้อนรับเท่าน้ัน รวมท้ังพระสงฆ์ท่ีนิมนต์มาทา
พิธีสวดเบิกในวันสุดท้ายด้วย เมื่อคณะศรัทธาหัววัดต่างๆ มาถวายเคร่ืองไทยทาน
พระสงฆ์ที่คอยต้อนรับจะให้ศีลให้พรตามธรรมเนียม พระท่ีจะให้ศีลน้ันควรเป็นพระท่ี
อาวุโสที่สุดหรือพระที่ชาวบ้านเคารพเล่ือมใส วันสุดท้ายของงานจะมีความสนุกสนาน
เป็นพิเศษ บางแห่งคณะศรัทธาของแต่ละบ้านนาครัวทานของตนที่จัดข้ึนหรือรวมกลุ่ม
กัน จดั เครื่องครัวทานแล้วนาไปถวายวัด คณะสงฆ์จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์และมีการ
สวด อบรมสมโภช หรือสวดเบิก ซึ่งเป็นการสวดที่ไพเราะน่าฟังมาก ยังมีการเทศน์บอก
กล่าวถึงอานิสงส์ของการก่อสร้างอีกด้วย ในวันรุ่งข้ึนก็มีการทาบุญตักบาตรถวาย
ภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร มีอาจารย์วัดกล่าวถวายสิ่งปลูกสร้างท่ีชาวบ้านได้

ร่วมกนั สร้างมา เสร็จแล้วก็ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ท่ีมาร่วมพิธี พระสงฆ์ให้ศีล
ให้พรแดค่ ณะศรัทธาทม่ี ารว่ มงานก็เป็นอนั เสร็จพธิ ีทาบุญปอยหลวง

งานบุญปอยหลวงเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาซ่ึงเป็นผลดีต่อ
สภาพทางสังคมหลายประการ นับต้ังแต่ชาวบ้านได้มาทาบุญร่วมกัน ร่วมกันจัดงานทา
ให้เกิดความสามัคคีในการทางาน งานทาบุญปอยหลวงยังเป็นการรวมญาติพ่ีน้องท่ีอยู่
ต่างถ่ินได้มีโอกาสทาบุญร่วมกัน และมีการสืบทอดประเพณีท่ีเคยปฏิบัติกันมาครั้งแต่
บรรพชนไม่ใหส้ ญู หายไปจากสงั คม

ประเพณีไหว้พระธาตดุ อยตุง

ช่วงเวลา วันเพ็ญเดือน ๖ เหนือ (เดือน ๔ ไทยกลาง) หลังวันมาฆบูชา ๑ เดือน
ความสาคัญพระธาตุดอยตุง เปน็ ปูชนยี สถานเก่าแก่ของชาวพุทธในเชียงราย และจังหวัด
ใกล้เคียง รวมท้ัง ชาวพุทธในรัฐเชียงตุง ประเทศพม่า และในประเทศลาว การไหว้พระ
ธาตุดอยตุงเชื่อว่าจะทาให้ชีวิตดีขึ้นพิธีกรรมในวันเพ็ญเดือน ๖ พุทธมามะกะจากทุกทิศ
จะเดินทางขึ้นไปบนยอดดอยตุง ซึ่งต้ังอยู่ในเขตอาเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
กิจกรรมในวันน้ัน ภาคกลางวันมีการบูชาพระรัตนตรัย รับศีล และฟังเทศน์ กลางคืนมี
การเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุ ในอดีต ผู้ที่เดินทางมักเดินจากเชิงเขาท่ีบ้านห้วยไคร้
อาเภอแม่สายขึ้นไปเป็นระยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร ปัจจุบันนี้ นิยมเดินทางด้วย
รถยนต์ตามถนนลาดยางที่แยกจากถนนพหลโยธินท่ีบ้านสันกอง อาเภอแม่จัน ส่วนผู้ท่ี
นิยมเดนิ ขึ้นเหลอื นอ้ ยลง เพราะถนนสาหรับรถยนต์ได้ทบั เสน้ ทางเดินเท้าหลายแหง่

เขา้ อินทขลิ (ใสข่ นั ดอก)

ประเพณเี ข้าอินทขลิ
ประเพณีเข้าอินทขิล คือ การทาพิธีสักการบูชาเสาหลักเมืองเสาอินทขิล

นอกจากจะเปน็ เสาหลกั เมืองแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นส่ิงศักดิ์สิทธ์ิคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และ
ยังเป็นที่สักการบูชา ถือว่าเป็นที่รวมของวิญญาณของคนเมืองเหนือและบรรพบุรุษ จึง
ถกู ยกย่องเปน็ สิ่งศกั ด์สิ ิทธเ์ิ ป็นอยา่ งยง่ิ

ข้อมลู ประเพณเี ขา้ อนิ ทขิล

เสาอินทขิล ซึ่งเป็นหลักเมืองของนครเชียงใหม่นี้ต้ังอยู่ภายในวัดหลวง
อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดน้ีเป็นวัดที่ถูกสร้างข้ึนในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมือง
มา ซ่ึงเปน็ กษัตรยิ ์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์มงั ราย สร้างอยใู่ นตวั เมอื งเชียงใหม่

ชาวเชียงใหม่มีความเช่ือว่า เม่ือสักการบูชาเสาอินทขิลแล้ว บ้านเมืองจะ
พ้นภัยพิบัติและมีความเจริญรุ่งเรืองข้ึน จึงเป็นประเพณีสักการบูชามาตราบกระท่ังทุก
วันนี้

สาหรับกาหนดงานพธิ ีบูชาเสาอินทขิลน้ี จะมีในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
ของทุกปี ในวันประกอบพธิ ี พวกชาวบ้านชาวเมืองทง้ั หนมุ่ สาว คนเฒ่าคนแก่ และเดก็ ๆ
จะเตรียมดอกไม้ธูปเทียน ขันน้าขมิ้นส้มป่อย ใส่พานหรือภาชนะใส่ของที่เรียกว่า "สลุง"
เอาน้าขม้ินส้มป่อยใส่พานหรือสลุงไป "ทาการสระสรง" (สรงน้า) สักการบูชา ที่วัดเจดีย์
หลว ในระหว่างการ "บูชาเสาอินทขิล" ชาวบ้านจะจัดให้มี ซอพ้ืนเมืองและมีช่างฟ้อน
ประเภท ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ เพื่อเป็นการสังเวยเทพยดาอารักษ์ "ผีเสื้อบ้าน" และ
"ผเี สอ้ื เมือง" หรอื ที่ภาษาทางเหนอื โบราณ เรยี กกันว่า "เจนบ้านเจนเมอื ง"

การใส่ขันดอกไม้บูชาเสาอินทขิลน้ีมีถึง 28 พานใหญ่ นับว่าเป็นการบูชา
พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ และยังมีขันดอกไม้บูชาท้าวท้ังสี่ คือ ท้าวจตุโลกบาลอีก 1 ที่
บูชารอบ ๆ เสาอินทขิล 8 แห่ง บูชาพระฤาษี 1 แห่ง บูชาตาปะขาวลั้วะ 1 แห่ง บูชา
ต้นไม้ยาง 1 แห่ง กุมภัณฑ์ 2 ตน ตนละแห่ง บูชาพระสังกัจจาย 2 แห่ง บูชาพระธาตุ
เจดีย์หลวง 1 แห่ง เสร็จจากใส่บาตรดอกไม้และบูชาดังกล่าวแล้ว ก็ไปสรงน้า
พระพุทธรูปฝนแสนห่า เพื่อขอบันดาลให้ฝนตกตลอดฤดู และบูชาพระอัฎฐารสภายใน
พระวิหารเพ่ือความเป็นสิริมงคลกับตนและครอบครัว

เป็นประเพณีบูชาเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีช่ือว่าเสาอินทขิล เสาหลักเมือง
เดมิ มีมาตัง้ แต่เมื่อคร้งั สร้างเมอื งเชยี งใหม่ และประดิษฐานทว่ี ดั สะดอื เมือง

เสาหลกั เมืองเชยี งใหม่ ซึ่งมชี ื่อวา่ เสาอนิ ทขิล เสาน้กี อ่ ด้วยอิฐถือปูน แต่เดิมอยู่
ที่วัดสะดือเมือง (วัดอินทขิล) ซ่ึงเป็นท่ีตั้งหอประชุมติโลกราชข้างศาลากลางหลังเก่า
ต่อมาไดเ้ สือ่ มสภาพไป พระยากาวิละซ่ึงได้ฟ้ืนฟูประเพณีอินทขิลข้ึนใหม่ จึงได้สร้างและ
ย้ายเสาอินทขิลมาประดิษฐานไว้ ณ ไว้ที่วัดเจดีย์หลวงจนถึงปัจจุบันน้ี ชาวเชียงใหม่ถือ
วา่ เปน็ ส่งิ ศกั ดิส์ ิทธค์ิ บู่ ้านคู่เมืองอยา่ งหนงึ่

ประเพณสี งกรานต์
สงกรานต์ล้านนา หรือ "ประเพณีป๋ีใหม่เมือง" อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เร่ิม
ตั้งแต่ "วันสังขารล่อง" (13 เมษายน) หมายความว่า วันนี้สิ้นสุดศักราชเก่า ในวันนี้จะได้
ยินเสียงยิงปืนจุดประทัดกันแต่เช้าตรู่ โดยการยิงปืนและการจุดประทัด มีความเชื่อถือ
กันแต่โบราณว่า เป็นการขับไล่เสนียดจัญไรต่าง ๆ ให้ล่องไปพร้อมกับสังขาร จากนั้น
ชาวบ้านจะกวาดขยะมูลฝอยตามลานบ้าน ไปกองไว้แล้วจุดไฟเผา และทาความสะอาด
ปัดกวาดบา้ นเรือนใหเ้ รียบร้อย เกบ็ เสื้อผา้ ม้งุ หมอน ผา้ ปูที่นอนไปซัก ส่วนอุปกรณท์ ่ซี กั
ไม่ได้ก็นาออกไปผึ่งแดด เสร็จแล้วก็ชาระร่างกายสระผม (ดาหัว) ให้สะอาด และมีการ

แห่พระพุทธรูปสาคัญประจาเมือง เพื่อความ
เป็นสิรมิ งคล

ถดั มาคือ "วนั เนา" หรือ "วันเนา่ " (14
เมษายน) วันที่ห้ามใครด่าทอว่าร้าย เพราะจะ
ทาให้โชคร้ายไปตลอดท้ังปี โดยในวันน้ีตาม
ประเพณี ถือว่าเป็นวันสาคัญและเป็นมงคลแก่
ชีวิต จะได้ประสบแต่ความดีงามตลอดปี จะไม่
ทาอะไรท่ีไม่เปน็ มงคล เชน่ ด่า ทอ หรอื ทะเลาะ
วิวาทกัน ตอนเช้าต่างก็จะไปตลาด เพื่อจะจัดซื้ออาหารและข้าวของมาทาบุญ เรียกอีก
อยา่ งหน่งึ ว่า "วนั ดา" (คอื วนั สุขดิบทางใต้) ตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด โดยขนจาก
แมน่ า้ ปงิ แล้วนาไปยังวดั ทอ่ี ยใู่ กล้บา้ น เพือ่ กอ่ เจดยี ์ทรายตามลานวดั เจดยี ์ทกี่ ่อข้ึนจะตบ
แต่งด้วยธงทิวสีต่าง ๆ ธงสีน้ีชาวพื้นเมืองเรียกว่า "ตุง" ทาด้วยกระดาษสี ตัดเป็นรูป
สามเหลี่ยมชายธงและรูปร่างต่าง ๆ ติดปลายไม้ อีกชนิดหน่ึงตัดเป็นรูปลวดลายต่าง ๆ
ติดปลายไมเ้ รียกว่า "ช่อ" การทาน หรือถวายตุง หรือช่อนี้ ถือกันว่าเม่ือตาย (สาหรับผู้
ทม่ี ีบาปหนักถึงตกนรก) จะสามารถพ้นจากขุมนรกได้ด้วยช่อและตุงนี้ ส่วนการขนทราย
เข้าวัด ถือว่าเป็นการทดแทนที่เม่ือตนเดิน
ผ่านหรือเข้าออกวัด ทรายในวัดย่อมจะติด
เท้าออกไปนอกวัด ซึ่งเป็นบาปกรรม ทาง
วัดจะได้ใช้ทรายเพ่ือประโยชน์ในการสร้าง
หรือถมลานวัด เจดีย์ทรายนี้จะทาพิธีถวาย
ทานในวันรุ่งข้ึน และจะมีการปล่อยนก
ปล่อยปลาอีกด้วย ทัง้ นี้ ในวนั ขนทราย จะมี

การเล่นรดน้ากัน และเป็นการเล่นอย่างสนุกสนานที่สุดวันหน่ึง ผู้หญิงจะแต่งกาย
พืน้ เมือง จะนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อแขนยาว ทัดดอกเอ้ืองที่มวยผม ส่วนผู้ชายจะแต่งกายด้วย
เสื้อผ้าชุดพ้ืนเมือง คล้องคอด้วยดอกมะลิ ถือขันหรือโอคนละใบ ใส่น้าเพ่ือรดกันอย่าง
สนกุ สนาน และขนทรายเขา้ วัดด้วยใบหนา้ ยิม้ แยม้ แจม่ ใสทกุ ๆ คน

วันที่สาม "วันพญาวัน" หรือ "วันเถลิงศก" (15 เมษายน) วันน้ีชาวบ้านจะตื่น
แตเ่ ช้าทาบญุ ตกั บาตรเข้าวัดฟังธรรม ก่อนจะไป "รดน้าดาหัว" ขอขมาญาติผู้ใหญ่ในช่วง

บ่าย ซึ่งเป็นประเพณีอย่างหน่ึงของชาวเมือง
เหนือ คือ การนาลูกหลานญาติพ่ีน้องไปขอขมา
ลาโทษ (สมู าคาระวะ) ตอ่ ผู้ใหญใ่ นตอนเย็น

วันท่ีส่ี "วันปากปี" (16 เมษายน) ชาวบ้านจะ
พากันไปรดน้าเจ้าอาวาสตามวัดต่าง ๆ เพื่อขอ
ขมาคารวะ โดยตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านจะจัด
อาหารหวานคาวใส่สารับไปถวายพระที่วัด เป็น
การถวายภัตตาหารหรือท่ีเรียกกันว่า ทานขันข้าว เป็นการถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล
ถึงญาติพี่น้องท่ีล่วงลับ รวมทั้งถวายเจดีย์ทราย ถวายจ่อตุง เพราะถือว่าเป็นอานิสงส์
และวันที่ 5 "วันปากเดือน" (17 เมษายน) เปน็ วันทีช่ าวบ้านสง่ เคราะหต์ า่ ง ๆ ออกไปจาก
ตัว เพือ่ ปดิ ฉากประเพณีสงกรานตล์ ้านนา

ท้งั นี้ ประเพณดี าหวั สาหรบั ชาวล้านนาหมายถงึ "การสระผม" เพ่ือเป็นการชาระ
สะสางเอาสิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิตให้วิปลาสไป โดยการใช้น้าขมิ้นส้มป่อยเป็นเคร่ือง
ชาระ ซง่ึ การดาหัวของชาวล้านนามี 3 ลกั ษณะ...

ลกั ษณะที่ 1 ดาหัวตนเอง คอื ทาพิธีเสกน้าส้มป่อยด้วยคาที่เป็นศิริมงคล
"สพั พทกุ ขา สพั พภย สพั พโรคา วนิ าสนั ตุ" แล้วลูบหัวด้วยน้าสม้ ปอ่ ย

ลักษณะที่ 2 ดาหัวผู้อาวุโสที่เราเคารพนับถือ เช่น บิดา มารดา ครูบา
อาจารย์ พระเถระ ผู้นาฯ

ลักษณะท่ี 3 ดาหัวผู้น้อย เช่น ภรรยา
บุตร หลาน คือการใช้น้าส้มป่อยลูบศรีษะภรรยา บุตร
หลาน

ลอยกระทงสาย
ประเพณีลอยกระทงสาย เป็นประเพณีเฉพาะท้องถิ่นของชาวจังหวัดตาก ซ่ึง
โดยท่ัวไปการลอยกระทงไม่ว่าจะเป็นท่ีใดก็จะมีลักษณะท่ีคล้ายคลึงกัน เช่น ต้องมี
กระทงซ่ึงประดิษฐ์ข้ึนลักษณะคล้ายดอกบัวบาน แต่ของจังหวัดตากใช้กระทงทาไม่
เหมือนใคร คือ ใช้กะลามะพร้าวเป็นตัวกระทง ภายในมีไส้กระทงเป็นมะพร้าวแห้งชุบ
นา้ มนั สาหรบั ความเชอ่ื ในการลอยกระทงนน้ั กค็ ล้ายกับชาวไทยในภาคอื่นๆ คือเป็นการ
สะเดาะเคราะห์และขอขมาพระแม่คงคา แต่ในบางคร้ังก็เชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระ
พทุ ธบาทที่ริมฝงั่ แมน่ า้ นมั ทามหานที อันเป็นคติความเชือ่ เหมือนกบั ภาคกลาง แต่บางทีก็
เชื่อว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระโมคคัลลีบุตรมหาสาวก (ตามอย่าง
ความคิดอทิ ธพิ ลของพมา่ ท่ีแพร่กระจายอย่ใู นดินแดนลา้ นนา)

จังหวัดตากน้ันมีแม่น้าปิงไหลผ่าน โดยเฉพาะแม่น้าปิงช่วงท่ีไหลผ่านหน้าเมือง
ตาก ชาวตากเชื่อว่าสวยงามยิ่งกว่าที่อื่นๆ เพราะน้าปิงช่วงนี้เป็นหาดทราย และทิวทัศน์
เบอ้ื งหลังเปน็ ทิวเขา ชาวจงั หวดั จงึ ใช้สถานทีแ่ หง่ นใี้ นการลอยกระทงดว้ ย

กจิ กรรม / พธิ ี
เม่ือถึงเวลาค่าคณะศรัทธาท่ีจากคุ้มหมู่บ้านต่างๆ จะพากันแห่แหนขบวนกระทง
ของตนมายังจุดเร่ิมต้นปล่อยกระทงสาย อันเป็นสะพานไม้เล็กๆ ที่เชิงสะพานแขวน
โดยแห่แหนมาพรอ้ ม

แหลส่ า่ งลอง (แหล่ กู แกว้ )

ประเพณีปอยส่างลอง หรือ งานบวชลูกแก้ว เพื่อทาการบรรพชาเป็นสามเณรใน
พระพุทธศาสนา โดยจะพบเห็นการจัดปอยส่างลองกันมากท่ีจังหวัดแม่ฮ่องสอน
โดยเฉพาะในเขตอาเภอเมือง อาเภอขุนยวม และอาเภอปาย คนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วม
ประเพณีน้ีก็สืบเช้ือสายมาจากไทใหญ่ ซึ่งก็ได้ร่วมกันสืบทอดงานประเพณีน้ีมาเป็นเวลา
ช้านาน ดังปรากฏว่าหลักฐานว่าประเพณีนี้มีมาต้ังแต่มีการสร้างแปลนเมืองแม่ฮ่องสอน
ซงึ่ ก็ ได้มีการจัดงานอย่างย่ิงใหญ่ทุกๆปี เนื่องจากเป็นประเพณีที่สาคัญทางศาสนา และ
เปน็ เอกลกั ษณ์ของจงั หวัด

จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ได้เกิดความขัดแย้งในวงกว้าง ครอบคลุม
ทุกทวปี และประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทงั้ ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939)
จนกระท่ังส้ินสุดในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ในระหว่างนั้นประเทศไทยได้ประสบ
ปัญหาทางด้านต่างๆ ท้ังการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทาให้ประเพณีปอยส่างลองถูก
งดและเลิกไป จนกระทั่งเม่ือปี พ.ศ. 2525 อันเป็นปีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี
ก็ได้มีการฟื้นฟูและจัดงานประเพณปี อยสา่ งลองข้นึ ทุกๆปจี นถงึ ปจั จุบัน


Click to View FlipBook Version