รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นางสาวสุเนตตรา แก้วขาว นางสาวจันจิรา ไม้เรียง นางสาวณัฐธิดา ตรีพันธ์ เกณฑ์ฑ์ ฑ์ฑ์ มาตรฐานวิวิ วิวิ ชาชีชี ชีชี พ ของผู้ผู้ ผู้ผู้ ผู้ผู้ บริริ ริริ หารสถานศึศึ ศึศึ กษา
เกณฑ&มาตรฐานวิชาชีพของผู7บริหารสถานศึกษา โดย นางสาวสุเนตตรา แก7วขาว รหัสนิสิต ๖๖๐๓๒๐๒๐๔๖ นางสาวจันจิรา ไม7เรียง รหัสนิสิต ๖๖๐๓๒๐๒๐๕๔ นางสาวณัฐธิดา ตรีพันธ& รหัสนิสิต ๖๖๐๓๒๐๒๐๕๕ รายงานฉบับนี้เปQนสRวนหนึ่งของการศึกษาวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ภาคเรียนที่ ๒ ปYการศึกษา ๒๕๖๖ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
คำนำ รายงานเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้ ประกอบการเรียนในรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ เนื้อหาของรายงานเล่มนี้ เกี่ยวกับ ข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ความหมายของผู้บริหารสถานศึกษาความหมายของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ความหมายของ มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาความสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา แนวคิดเกี่ยวกับ การพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาองค์ประกอบของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา หลักธรรมเกี่ยวกับมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ และหลักธรรมเกี่ยวกับมาตรฐานการ ปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบัติตน รายงานฉบับนี้ ได้จัดทำเพื่อประกอบการศึกษาวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับครู ผู้บริหารและผู้ที่สนใจ เพื่อ นำไปปรับใช้ในองค์กรต่อไปไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดทำ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑ ข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑ ความหมายของวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๖ องค์ประกอบของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๑๑ ประเภทของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๒๑ ความสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ๒๒ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๓ หลักธรรมเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหาร ๒๕ บทสรุป ๓๑ บรรณานุกรม ๓๒
มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ วิชาชีพ (profession) เป็นอาชีพให้บริการแก่สาธารณชนที่ต้องอาศัยความรู้ ความ ชำนาญเป็นการเฉพาะ ไม่ช้ำช้อนกับวิชาชีพอื่น และมีมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ โดยผู้ประกอบ วิชาชีพต้องฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเพียงพอก่อนที่จะประกอบวิชาชีพ ต่างกับอาชีพ (career) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องทำให้สำเร็จ โดยมุ่งหวังค่าตอบแทนเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น วิชาชีพซึ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ผู้ประกอบวิชาชีพย่อมต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูงตามมา เพราะมีผลกระทบต่อผู้รับบริการและสาธารณชน จึงต้องมีการควบคุมการประกอบวิชาชีพด้วยวิธีการ แห่งปัญญา (intellectualmethod) ได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างเพียงพอ (long period of training) มีอิสระในการใช้วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ ( professionalautonomy) และมี จรรยาบรรณของวิชาชีพ (professionalethics)รวมทั้งต้องมีสถาบันวิชาชีพ( professional institution) หรือองค์กรมีชาชีพ (professionalorganization)เป็นแหล่งกลางในการสร้างสรรค์ จรรโลงวิชาชีพ เช่น ทนาย หมอรวมทั้งวิชาชีพควบคุมทางการศึกษา (คุรุสภา, ๒๕๔๐,หน้า ๔๕) การส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของคุรุสภาในฐานะองค์กร วิชาชีพครูตามที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยการส่งเสริมและพัฒนา วิชาชีพครูได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมสอดคล้องกับวิทยาการเทคโนโลยีสภาพเศรษฐกิจ สังคม และ การเมืองของประเทศ เป้าหมายการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู คือ คุณภาพและประสิทธิภาพของ วิชาชีพครูที่ให้บริการด้านการศึกษาแก่สังคม มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาของคุรุสภา พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้ยึดถือแนวคิดและความ เชื่อที่ว่าผู้บริหารศึกษาเป็นผู้จัดการทางการศึกษา เพื่อให้ครูและบุคลากรอื่นดำเนินการพัฒนา เด็ก และเยาวชนให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของสถานศึกษาและความคาดหวังของสังคมลักษณะของ เกณฑ์ เป็นการปฏิบัติงานโดยเกณฑ์แต่ละข้อกำหนดลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกที่นำไปสู่ผลสำเร็จ และ ประกันคุณภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มี ๑๒ ด้าน ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๕๔๘, หน้า ๔๔) ๑. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพการบริหาสถานศึกษา คุณสมบัติ เบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของผู้บริหารมืออาชีพ คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพ ได้แก่ การเป็นผู้ริเริ่ม ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมจัดงานหรือกิจกรรม รวมทั้งการเป็นผู้เสนอผลงานและเผยแพร่ผลงานขององค์กร ตลอดจนการ นำองค์กรให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒ ๒. การตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาของ บุคลากรผู้เรียนและชุมชน ผู้บริหารมืออาชีพแสดงความรักความเมตตา และความปรารถนาดีต่อ องค์กรผู้ร่วมงาน ผู้เรียน และชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทำงานต่างๆ เพื่อผลการพัฒนาที่เกิด ขึ้นกับทุกฝ่ายการตัดสินใจของผู้บริหารต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกร ะทำกับผลของของการกระทำ เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารที่มีผลต่อองค์กรโดยส่วนรวม ผู้บริหารจึงต้องเลือกแต่กิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลดีผลทางบวก ผลต่อการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และระมัดระวังไม่ให้เกิดผลทางลบโดยมิได้ตั้งใจ ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจความศรัทธา ความรู้สึกเป็นที่พึ่งพาของบุคคลทั่วไป ๓. มุ่งมั่นพัฒนาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพ ความสำเร็จของการ บริหารอยู่ที่การดำเนินการเพื่อให้บุคลากรในองค์กรหรือผู้ร่วมงานการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารมืออาชีพต้องหาวิธีพัฒนาผู้ร่วมงาน โดยการศึกษาจุดเด่น จุดด้อยของผู้ร่วมงาน กำหนดจุด พัฒนาของแต่ละคนและเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับการพัฒนาด้านนั้น ๆ แล้ว ใช้เทคนิคการบริหาร และการนิเทศภายในให้ผู้ร่วมงานลงมือปฏิบัติจริง ประเมิน ปรับปรุง ให้ผู้ร่วมงานรู้ศักยภาพเลือก แนวทางที่เหมาะสมกับตนและลงมือปฏิบัติจนเป็นผลให้ศักยภาพของผู้ร่วมงานเพิ่มพูนพัฒนาก้าวหน้า อย่างไม่หยุดยั้ง นำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ๔. การพัฒนาแผนงานขององค์การให้สามารถปฏิบัติงานได้เกิดผลจริงผู้บริหารมืออาชีพ วางแผนงานขององค์กรได้อย่างมียุทธศาสตร์เหมาะสมกับเงื่อนไขข้อมูลของผู้เรียน ครู ผู้ร่วมงาน ชุมชน ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายแนวทางเป้าหมายพัฒนา เมื่อนำไปปฏิบัติจะ เกิดผลต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง แผนงานต้องมีกิจกรรมสำคัญนำไปสู่ผลของการพัฒนา ความ สอดคล้องของเป้าหมาย กิจกรรม และผลงานหรือเป็นคุณภาพสำคัญนำไปสู่การปฏิบัติงานที่มี ประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่าและเกิดผลอย่างแท้จริง ๕. การพัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ นวัตกรรมการบริหารเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารในการนำไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพและ ประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นลำดับผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องมีความรู้ในการบริหารแนวใหม่ ๆ เลือกและ ปรับปรุงใช้นวัตกรรมได้หลากหลายตรงสถานการณ์เงื่อนไขข้อจำกัดของงานและองค์กรไปสู่ผลได้จริง เพื่อให้องค์กรก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งผู้ร่วมงานทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตนเอง อย่างเต็มที่มี ความภาคภูมิในผลงานร่วมกัน ๖. ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเน้นผลถาวร ผู้บริหารมืออาชีพเลือกและใช้กิจกรรมในการ บริหารที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของบุคลากรและองค์กร จนบุคลากรมีนิสัยในการพัฒนา
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๓ ตนเองอยู่เสมอผู้บริหารต้องมีความเพียรพยายาม กระตุ้น ยั่วยวน ท้าทายให้บุคลากรมีความรู้สึกเป็น เจ้าของ และชื่นชมผลสำเร็จเป็นระยะ จึงควรจากการริเริ่มการร่วมพัฒนาการสนับสนุนข้อมูล และให้ กำลังใจให้บุคลากรศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติและปรับปรุงงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นค่านิยมใน การพัฒนางานตามภาวะปกติอันเป็นบุคลิกภาพพึ่งปรารถนาของบุคลากรและองค์กร รวมทั้งบุคลากร ทุกคนชื่นชมศรัทธาในความสามารถของตน ๗. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษได้อย่างเป็นระบบ ผู้บริหารมืออาชีพสามารถ นำเสนอผลงานที่ได้ทำสำเร็จแล้วด้วยการรายงานผลที่แสดงถึงการวิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมการกำหนดงานที่จะนำไปสู่ผลแห่งการพัฒนาการลงปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฎมีหลักฐาน ยืนยัน ชัดเจน การนำเสนอรายงานเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะได้คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วว่ามี ข้อจำกัด ผลดีผลเสีย และผลกระทบที่มิได้ระวังอย่างไร ถ้าผลงานเป็นผลดีจะชื่นชมภาคภูมิใจได้ใน ส่วนใดนำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าผลงานยังไม่สมบูรณ์จะปรับปรุงเพิ่มเติมได้ อย่างไร และจะนำประสบการณ์ที่ได้พบไปใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อไปอย่างไร คุณประโยชน์อีก ประการหนึ่งของรายงานที่ดี คือ การนำผลการประเมินไปใช้ในการประเมินตนเอง รวมทั้งการทำให้ เกิดความรู้สึกชื่นชมของผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคน การที่ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถและ ศักยภาพของตนเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การรู้คุณค่าแห่งตน ๘. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีผู้บริหารมีหน้าที่แนะนำ ตักเตือน ควบคุม กำกับดูแล บุคลากรในองค์กร การที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ได้ผลดีผู้บริหารต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี มิฉะนั้นคำแนะนำตักเตือนหรือการกำกับดูแลของผู้บริหารจะขาดความสำคัญไม่เป็นที่ยอมรับ บุคลากรในองค์กร ผู้บริหารที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรมและบุคลิกภาพจะมีผลสูงต่อการยอมรับของบุคลากร ทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อ การบริหารงานจนสามารถปฏิบัติตามกฎด้วยความพึงพอใจ ๙. ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นอย่างสร้างสรรค์ หน่วยงานการศึกษาเป็นองค์กร หนึ่งที่อยู่ในชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งสังคมซึ่งมีองค์กรอื่น 1 ประกอบ ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมมือกัน พัฒนาสังคมตามบทบาทหน้าที่ ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคลากรที่สำคัญของสังคมหรือชุมชนที่จะ นำแนวทางการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าตามทิศทางที่ต้องการ ผู้บริหารมืออาชีพจะต้องร่วมมือ กับชุมชนและหน่วยงานอื่นในการเสนอแนวทางปฏิบัติและแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวมในลักษณะร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เต็ม ความสามารถ พร้อมทั้งยอมรับความสามารถรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความสาม
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๔ รถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยและการร่วมมือในสังคม การ ยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภูมิใจ ๑๐. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา ความประทับใจของผู้ร่วมงานที่มีต่อ ผู้บริหารองค์กรอย่างหนึ่ง คือ ความเป็นผู้รอบรู้นสมัยทันโลก รู้อย่างกว้างขวางและมองไกล ผู้บริหาร มืออาชีพจึงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกด้าน จนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูล ข่าวสารที่ทันสมัยและนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับไปใช้พัฒนางานและผู้ร่วมงาน การตื่นตัวการรับรู้ และการมีข้อมูลข่าวสารสารสนเทศเหล่านั้น นอกจากเป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาแล้วยังนำมาซึ่งการ ยอมรับและความรู้สึกเชื่อถือของผู้ร่วมงาน อันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ลึกซึ้ง ต่อเนื่องต่อไป ๑๑. เป็นผู้นำและสร้างผู้นำ ผู้บริหารมืออาชีพสร้างวัฒนธรรมขององค์กร ด้วยการพูดนำ ปฏิบัตินำและจัดระบบงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม โดยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ได้ทำงานได้สำเร็จแล้ว จนนำไปสู่การพัฒนาตนเอง คิดได้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนาได้เองของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้บริหารมือ อาชีพจึงต้องแสดงออกอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อให้ผู้ร่วมงานมี ความมั่นใจในการปฏิบัติงานและสามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม แสดงออกและชื่น ชมได้ด้วยตนเอง ผู้บริหารจึงต้องสร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จให้กับบุคลากรแต่ละคนและทุกคน จนเกิดเป็นผู้นำได้ทุกระดับนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ๑๒. สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์ การพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เท่าทันการ เปลี่ยนแปลงสามารถปรับงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆได้ สอดคล้อง สมดุลและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องตื่นตัวเสมอ มองเห็นการ เปลี่ยนแปลงรอบด้าน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินการเพื่อผลใน อนาคต อย่างไรก็ตามการรู้เท่าทันในการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเป็นสิ่งประกันได้ว่าการเสี่ยงในอนาคตจะ มีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การที่องค์กรปรับได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ย่อมเป็นผลให้องค์กรพัฒนา อย่างยั่งยืนสองคล้องกับความก้าวหน้าของโลกต่อไป การกำหนดให้วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุมวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งเป็น วิชาชีพชั้นสูงประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับวิชาชีพชั้นสูงอื่น เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ พยาบาล สัตวแพทย์ ฯลฯ ซึ่งจะต้องประกอบวิชาชีพเพื่อบริการต่อสาธารณชนตามบริบทของวิชาชีพ นั้นๆ แล้วยังมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและความเจริญก้าวหนาของประเทศ กล่าวคือ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๕ ๑. สร้างพลเมืองดีของประเทศ โดยการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะทำใหประชาชนเป็น พลเมืองดีตามที่ประเทศชาติต้องการ ๒. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสนองตอบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ๓. สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ จากคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง ให้มีการ รักษาความเป็นชาติไวอย่างมั่นคงยาวนาน จากบทบาทและความสำคัญดังกล่าว พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึง กำหนดแนวทางในการดำเนินงานกำกับดูแลรักษาและพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา โดยกำหนดใหมี องคกรวิชาชีพครูผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐาน วิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลใหมีการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพรวมทั้งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวิชาชีพทางการศึกษา กำหนดให้วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม ประกอบด้วย ๑. วิชาชีพครู ๒. วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๓. วิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ๔. วิชาชีพควบคุมอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง การกำหนดให้วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม จะเป็นหลักประกันและ คุ้มครองใหผู้รับบริการทางการศึกษาได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งจะเป็นการพัฒนาและ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้สูงขึ้น การประกอบวิชาชีพควบคุม ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากร ทางการศึกษาอื่น ที่กฎกระทรวงกำหนดใหเป็นวิชาชีพควบคุม ต้องประกอบวิชาชีพภายใต้บังคับแห่ง ข้อจำกัดและเงื่อนไขของคุรุสภา ดังนี้ ๑. ต่องได้รับใบอนุญาตใหประกอบวิชาชีพ โดยยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่ คุรุสภากำหนด ผู้ไม่ได้รับอนุญาตหรือสถานศึกษาที่รับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเขาประกอบวิชาชีพควบคุม ในสถานศึกษาจะได้รับโทษตามกฎหมาย ๒. ต้องประพฤติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งต้องพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง เพื่อดำรงไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถ และความชำนาญการ ตามระดับคุณภาพของ มาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๖ ๓. บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีสิทธิ กล่าวหาหรือกรรมการคุรุสภา กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และบุคคลอื่น มีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบ วิชาชีพที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณได้ ๔. เมื่อมีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพอาจวินิจฉัยชี้ขาดให้ ยกข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใชใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชา ผู้ถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตไม่สามารถประกอบวิชาชีพต่อไปได้ การกำหนดใหวิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม นับเป็นความก้าวหน้าของวิชาชีพ ทางการศึกษา และเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้สูงขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อผู้รับบริการทาง การศึกษาที่จะได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและมีมาตรฐานที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้วิชาชีพและผู้ ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคม ความหมายของวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ความหมายของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา นักการศึกษาได้กล่าวถึงผู้บริหารสถานศึกษาไว้หลายแนวทางดังนี้ ความหมายของผู้บริหาร โดยทั่วไปโครงสร้างการจัดองค์การจะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่าย ปฏิบัติกับฝ่ายบริหาร สำหรับฝ่ายบริหารจะมีบุคคลที่เรียกว่าผู้บริหารคอยจัดการดูแลให้ฝ่าย ปฏิบัติการดำเนินงานด้วยความรวดเร็ว เรียบร้อย มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามความมุ่งหมาย ขององค์การในองค์การทางการศึกษา ธีระ รุญเจริญ และคณะ (๒๕๕๒ : ๒๔๔) ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้ ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าของครู อาจารย์ และใช้ความรู้ความสามารถดำเนินงานของสถานศึกษาให้ บรรลุผลสำเร็จ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (๒๕๕๓ : ๔๕) ให้ความหมายผู้บริหาร สถานศึกษา หมายถึงบุคลากรที่รับผิดชอบในการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งทั้งของรัฐและเอกชนใน การดำเนินงานตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้ในสถานศึกษาจะมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลได้เพียงใด นั้น ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญ ที่จะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนและสร้างพลังแห่งการร่วม แรงร่วมใจ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (๒๕๕๓ : ๕) ให้ความหมายผู้บริหาร สถานศึกษาหมายถึง บุคคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับ เขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๗ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้บัญญัติไว้ว่า "ผู้บริหารสถานศึกษา" หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งของรัฐและเอกชน จากความหมายข้างต้นกล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษา คือ บุคลากรที่มีบทบาท ในการบริหารสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนให้มีการปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการให้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้หลักนิติธรรมและคุณธรรมจริยธรรม ความสำคัญของผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา รวมทั้งมี อำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ความหมายของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพที่พึง ประสงค์ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติ ตาม เพื่อให้เกิดคุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้แก่ผู้รับบริการ จากวิชาชีพได้ว่าเป็นบริการที่มีคุณภาพ ตอบสังคมได้ว่าการที่กฎหมายให้ความสำคัญกับวิชาชีพ ทางการศึกษาแล่ะกำหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุมนั้น เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ต้องใช้ ความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญในการประกอบวิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๔๙ กำหนดให้มีมาตรฐานวิชาชีพ ๓ ด้าน ประกอบด้วย ๑. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง ข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะเข้ามา ประกอบวิชาชีพ จะต้องมีความรู้และมีประสบการณ์วิชาชีพเพียงพอที่จะประกอบวิชาชีพจึงจะ สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์พร้อมที่จะประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้ ๒. มาตรฐานการปฏิบัติงาน หมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในวิชาชีพให้ เกิดผลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด พร้อมกับมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความ ชำนาญในการประกอบวิชาชีพ ทั้งความชำนาญเฉพาะด้านและความชำนาญตามระดับคุณภาพของ มาตรฐานการปฏิบัติงานหรืออย่างน้อยจะต้องมีการพัฒนาตามเกณฑ์ที่กำหนดว่ามีความรู้ ความสามารถและความชำนาญเพียงพอที่จะดำรงสถานภาพของการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพต่อไปได้ หรือไม่ นั่นก็คือการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องต่อใบอนุญาตทุกๆ ๕ ปี ๓. มาตรฐานการปฏิบัติตน หมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประพฤติตนของผู้ประกอบ วิชาชีพโดยมีจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นแนวทางและข้อพึงระวังในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อดำรงไว้ ซึ่งชื่อเสียง ฐานะเกียรติ และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ตามแบบแผนพฤติกรรม ตามจรรยาบรรณของ วิชาชีพที่คุรุสภาจะกำหนดเป็นข้อบังคับต่อไป หากผู้ประกอบวิชาชีพผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๘ ของวิชาชีพทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นจนได้รับการร้องเรียนถึงคุรุสภาแล้ว ผู้นั้นอาจถูก คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ความหมายของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพที่ พึงประสงค์ในการประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาต้อง ประพฤติปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดคุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้แก่ ผู้รับบริการจากวิชาชีพได้ว่าเป็นบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาของคุรุสภา พ.ศ.๒๕๔๘ ได้ยึดถือแนวคิดและ ความเชื่อที่ว่าผู้บริหารเป็นผู้จัดการทางการศึกษา เพื่อให้ครูและบุคลากรอื่นๆ ดำเนินการพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของสถานศึกษา และความคาดหวังของสังคมลักษณะของเกณฑ์ เป็นการปฏิบัติงาน โดยเกณฑ์แต่ละข้อกำหนดลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกที่นำไปสู่ผลสำเร็จ และประกันคุณภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมี ๑๒ ด้าน ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ ๑. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพการบริหารสถานศึกษา คุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของผู้บริหารมีออาชีพ คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ดีของ องค์กรวิชาชีพ ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพ ได้แก่ การเป็นผู้ ริเริ่ม ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมจัดงานหรือกิจกรรม รวมทั้งการเป็นผู้เสนอผลงานและเผยแพร่ผลงานของ องค์กรตลอดจนการนำองค์กรให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม ๒. การตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาของ บุคลากรผู้เรียน และชุมชนผู้บริหารมีออาชีพแสดงความรัก ความเมตตา และความปรารถาดีต่อ องค์กรผู้ร่วมงาน ผู้เรียน และชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทำงานต่างๆ เพื่อผลการพัฒนาที่เกิด ขึ้นกับทุกฝ่าย การตัดสินใจของผู้บริหารต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการ กระทำกับผลของการกระทำ เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารที่มีผลต่อองค์กรส่วนรวม ผู้บริหารจึง ต้องเลือกแต่กิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลดี ผลทางบวก ผลต่อการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ ระมัดระวังไม่ให้เกิดผลทางลบโดยมิได้ตั้งใจ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจ ความศรัทธา ความรู้สึก เป็นที่พึ่งพาของบุคคลทั่วไป ๓. มุ่งมั่นพัฒนานาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพ ความสำเร็จของการ บริหารอยู่ที่การดำเนินการเพื่อให้บุคลากรในองค์กร หรือผู้ร่วมงานการพัฒนาตนเองอย่างเต็ม ศักยภาพ ผู้บริหารมืออาชีพต้องหาวิธีพัฒนาผู้ร่วมงาน โดยการศึกษาจุดเด่น จุดด้อยของผู้ร่วมงาน
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๙ กำหนดจุดพัฒนาของแต่ละคน และเลือกใช้วิธีการที่หมาะสมกับการพัฒนาด้านนั้นๆ แล้วใช้เทคนิค การบริหาร และนิเทศภายในให้ผู้ร่วมงานลงมือปฏิบัติจริง ประเมินปรับปรุง ให้ผู้ร่วมงานรู้ศักยภาพ เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนและลงมือปฏิบัติจนเป็นผล ให้ศักยภาพของผู้ร่วมงานเพิ่มพูนพัฒนา ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งนำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ๔. การพัฒนาแผ่นงานขององค์การให้สามารถปฏิบัติงานได้เกิดผลจริง ผู้บริหารมืออาชีพ วางแผนงานขององค์กรได้อย่างมียุทธศาสตร์ เหมาะสมกับเงื่อนไขข้อมูลของผู้เรียน ครู ผู้ร่วมงาน ชุมชน ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับนโยบายแนวทางเป้าหมายพัฒนา เมื่อนำปฏิบัติจะเกิดผล ต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง แผนงานต้องมีกิจกรรมสำคัญนำไปสู่ผลของการพัฒนา ความสอดคล้อง ของเป้าหมาย กิจกรรม และผลงานหรือเป็นคุณภาพสำคัญนำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่า และเกิดผลอย่างแท้จริง ๕. การพัฒนาและใช้นวัตถกรรมการบริหารจนเกิดผลมีมีคุณภาพสูงขึ้นเนลำดับนวัตกรรม การบริหารเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารในการนำไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นลำดับ ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องมีความรู้ในการบริหารแนวใหม่ๆ เลือกและปรับปรุงใช้นวัตถกรรม ได้หลากหลาย ตรงสถานการณ์ เงื่อนไข ข้อจำกัดของงานและองค์กรไปสู่ผลได้จริง เพื่อให้องค์กร ก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ร่วมงานทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ มีความลาคภูมิใน ผลงานร่วมกัน ๖. ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเน้นผลถาวร ผู้บริหารมืออาชีพเลือกและใช้กิจกรรมในการ บริหารที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของบุคลากร และองค์กร จนบุคลากรมีนิสัยในการพัฒนา ตนเองอยู่เสมอ ผู้บริหารต้องมีความเพียรพยายาม กระตุ้น ยั่วยวน ท้าทาย ให้บุคลากรมีความรู้สึก เป็นข้าวของ และชื่นชมผลสำเร็จเป็นระยะ จึงควรจากการริเริ่ม การร่วมพัฒนาการสนับสนุนข้อมูล และให้กำลังใจให้บุคลากรศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติและปรับปรุงงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็น ค่านิยมในการพัฒนางานตามภาวะปกติ อันเป็นบุคลิกภาพพึงปรารถนาของบุคลากรและองค์กร รวมทั้งบุคลากรทุกคนชื่นชมศรัทธาในความสามารถของตน ๗. รายงายผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ผู้บริหารมืออาชีพสามารถ นำเสนอผลงานที่ได้ทำสำเร็จแล้ว ด้วยการรายงานผลที่แสดงถึงการวิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุม การกำหนดงานที่จะนำไปสู่ผลแห่งการพัฒนาการลงปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฎมีหลักฐาน ยืนยัน ชัดเจน การนำเสนอรายงานเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะได้คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วว่ามี ข้อจำกัด ผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่มิได้ระวังอย่างไร ถ้าผลงานเป็นผลดีจะชื่นชมภาคภูมิใจได้ใน ส่วนใด นำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าผลงานยังไม่สมบูรณ์ จะปรับปรุงเพิ่มเติมได้
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๐ อย่างไร และจะนำประสบการณ์ที่ได้พบไปใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อไปอย่างไร คุณประโยชน์อีก ประการหนึ่งของรายงานที่ดี คือ การนำผลการประเมินไปใช้ในการประเมินตนเอง รวมทั้งการทำให้ เกิดความรู้สึกชื่นชมของผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคน การที่ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถและ ศักยภาพของตนเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การรู้คุณค่าแห่งตน ๘. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ผู้บริหารมีหน้าที่แนะนำ ตักเตือน ควบคุม กำกับดูแล บุคลากรในองค์กร การที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ได้ผลดี ผู้บริหารต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี มิฉะนั้นคำแนะนำตักเตือนหรือการกำกับดูแลของผู้บริหารจะขาดความสำคัญ ไม่เป็นที่ยอมรับของ บุคลากรในองค์กร ผู้บริหารที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกๆด้าน เช่น ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรมและบุคลิกภาพจะมีผลสูงต่อการยอมรับของบุคลากร ทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อ การบริหารงานจนสามารถปฏิบัติตามกฎด้วยความพึงพอใจ ๙. ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นอย่างสร้างสรรค์ หน่วยงานการศึกษาเป็นองค์กร หนึ่งในชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมซึ่งมีองค์กรอื่นๆ ประกอบ ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมมือกัน พัฒนาสังคมตามบทบาทหน้าที่ ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคลากรที่สำคัญของสังคม หรือชุมชนที่ จะนำแนวทางการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าตามการ ผู้บริหารมีออชีพจะต้องร่วมมือกับชุมชนและ หน่วยงานอื่น ในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อ สังคม ส่วนรวม ในลักษณะร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เต็มความสามารถ พร้อมทั้งยอมรับความสามารถ รับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความสามารถของ ตนเองอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย และ การร่วมมือในสังคม การ ยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภูมิใจ ๑๐. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา ความประทับใจของผู้ร่วมงานที่มีต่อ ผู้บริหารองค์กรอย่างหนึ่งความเป็นผู้รอบรู้ ทันสมัย ทันโลก รู้อย่างกว้างขวาง และมองไกล ผู้บริหาร มืออาชีพจึงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกด้าน จนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูล ข่าวสารที่ทันสมัย และนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับไปใช้พัฒนางานและผู้ร่วมงาน การตื่นตัว การ รับรู้ และการมีข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศเหล่านอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางาน ยังนำมาซึ่ง การยอมรับและความรู้เชื่อถือของผู้ร่วมงาน อันเป็นเงื่อนไขเบื้อตนที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ลึกซึ้ง ต่อเนื่องต่อไป ๑๑. เป็นผู้นำและสร้างผู้นำ ผู้บริหารมืออาชีพสร้างวัฒนธรรมขององค์กร ด้วยการพูดนำ ปฏิบัตินำ และจัดระบบงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม โดยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ได้ทำงานได้สำเร็จแล้ว จนนำไปสู่การพัฒนาตนเอง คิดให้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนาได้เอง ของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้บริหารมือ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๑ อาชีพจึงต้องแสดงออกอย่างชัดเจน และสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้ผู้ร่วมงานมีความ มั่นใจในการปฏิบัติงาน และสามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมแสดงออกและชื่นชมได้ ด้วยตนเอง ผู้บริหารจึงต้องสร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จให้กับบุคลากรแต่ละคนและทุกคน จน เกิดเป็นผู้นำได้ทุกระดับ นำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ๑๑. สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์ การพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เท่าทันการ เปลี่ยนแปลง สามารถปรับงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ สอดคล้อง สมดุลและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องตื่นตัวเสมอ มองเห็นการ เปลี่ยนแปลงรอบด้าน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินเพื่อผลใน อนาคต อย่างไรก็ตามการรู้เท่าพันในการเปลี่ยนแปลงนี้อมเป็นสิ่งประกันได้ว่า ความเสี่ยงในอนาคต จะมีผลผิดพลาดน้อยลง การที่องค์กรปรับได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ย่อมเป็นผลสให้องค์กรพัฒนา อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกต่อไป องค์ประกอบของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๑. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานความรู้ ๑. มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่าหรือคุณวุฒิอื่นที่ คุรุสภารับรองโดยมีความรู้ ดังต่อไปนี้ ๑) หลักและกระบวนการบริหารการศึกษา ๒) นโยบายและการวางแผนการศึกษา ๓) การบริหารด้านวิชาการ ๔) การบริหารด้านธุรการ การเงิน พัสดุและอาคารสถานที่ ๕) การบริหารงานบุคคล ๖) การบริหารกิจการนักเรียน ๗) การประกันคุณภาพการศึกษา ๘) การบริหารจดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ๙) การบริหารการประชาสัมพันธ์และความสัมพันธ์ชุมชน ๑๐) คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ๒. ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารสถานศึกษาที่คณะกรรมการคุรุสภารับรอง
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๒ มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ๑. มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ ๒. มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวด/ หัวหน้าสาย/หัวหน้างาน/ตำแหน่งบริหารอื่น 1 ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี สาระความรู้และสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ๑. หลักและกระบวนการบริหารการศึกษา สาระความรู้ ๑) หลักและทฤษฎีทางการบริหาร และการบริหารการศึกษา ๒) ระบบและกระบวนการบริหารและการจัดการการศึกษายุคใหม่ ๓) การสร้างวิสัยทัศน์ในการบริหารและจัดการการศึกษา ๔) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ๕) บริบทและแนวโน้มการจัดการการศึกษา สมรรถนะ ๑) สามารถนำความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาไป ประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา ๒) สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการการศึกษา ๓) สามารถกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายของการศึกษา ๔) สามารถจัดองค์กร โครงสร้างการบริหาร และกำหนดภารกิจของครูและบุคลากร ทางการศึกษาได้เหมาะสม ๒. นโยบายและการวางแผนการศึกษา สาระความรู้ ๑) พื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีที่มีผลต่อการจัดการศึกษา ๒) ระบบและทฤษฎีการวางแผน ๓) การวิเคราะห์ และการกำหนดนโยบายการศึกษา ๔) การวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ๕) การพัฒนานโยบายการศึกษา ๖) การประเมินนโยบายการศึกษา สมรรถนะ ๑) สามารถวิเคราะห์ ข้อมูลเพื่อจัดทำนโยบายการศึกษา
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๓ ๒) สามารถกำหนดนโยบาย วางแผนการดำเนินงานและประเมินคุณภาพการจัด การศึกษา ๓) สามารถจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่มุ่งให้เกิดผลดี คุ้มค่าตอการศึกษา สังคมและสิ่งแวดล้อม ๔) สามารถนำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปปฏิบัติ ๕) สามารถติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดำเนินงาน ๓. การบริหารด้านวิชาการ สาระความรู้ ๑) การบริหารจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ๒) หลักการและรูปแบบการพัฒนาหลักสูตร ๓) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ๔) หลักและแนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศ ๕) กลยุทธการนิเทศการศึกษา ๖) การวางแผนและการประเมินผลการนิเทศการศึกษา ๗) ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา ๘) หลักการและเทคนิคการวัดและประเมนผลทางการศึกษา ๙) สถิติและคอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัย สมรรถนะ ๑) สามารถบริหารจัดการการเรียนรู้ ๒) สามารถพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ๓) สามารถนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา ๔) สามารถส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ๔. การบริหารด้านธุรการ การเงิน พัสดุ และอาคารสถานที่ สาระความรู้ ๑) กฎหมายที่เกี่ยวของกับงานธุรการ การเงิน พัสดุ และอาคารสถานที่ ๒) การจัดวางระบบควบคุมภายใน ๓) เทคนิคการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา สมรรถนะ ๑) สามารถจัดระบบงานสารบรรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๔ ๒) สามารถบริหารจัดการงบประมาณอย่างถูกต้องและเป็นระบบ ๓) สามารถวางระบบการบริหารและจัดการทรัพยากรภายในสถานศึกษาได้อย่างมี ประสทธิภาพ ๔) สามารถพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ๕. การบริหารงานบุคคล สาระความรู้ หลักการบริหารงานบุคคล สมรรถนะ ๑) สามารถสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน ๒) สามารถจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ๓) สามารถพัฒนาครูและบุคลากรในสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมี ประสทธิภาพ ๔) สามารถเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับครูและบุคลากรในสถานศึกษา ๕) สามารถให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรใน สถานศึกษา ๖. การบริหารกิจการนักเรียน สาระความรู้ ๑) คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๒) ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ๓) การจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน สมรรถนะ ๑) สามารถบริหารจัดการให้เกิดกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน ๒) สามารถบริหารจัดการให้เกิดงานบริการผู้เรียน ๓) สามารถส่งเสริมการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในด้านต่างๆ ๔) สามารถส่งเสริมวินัย คุณธรรม จริยธรรม และความสามัคคีในหมู่คณะ ๗. การประกันคุณภาพการศึกษา สาระความรู้ ๑) หลักการ และกระบวนการในการประกันคุณภาพการศึกษา ๒) องค์ประกอบของการประกันคุณภาพการศึกษา
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๕ ๓) มาตรฐานการศึกษา ๔) การประกันคุณภาพภายในและภายนอก ๕) บทบาทของผู้บริหารในการประกันคุณภาพการศึกษา สมรรถนะ ๑) สามารถจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา ๒) สามารถประเมินผลและติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของ สถานศึกษา ๓) สามารถจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาเพื่อรองรับการ ประเมินภายนอก ๘. การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ สาระความรู้ ๑) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ๒) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ ๓) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู สมรรถนะ ๑) สามารถชและบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาและการปฏิบัติงานได้ อย่างเหมาะสม ๒) สามารถประเมินการใชเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำมาปรับปรุงการบริหาร จัดการ ๓) สามารถสงเสริมสนับสนุนการใชเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ๙. การบริหารการประชาสัมพันธ์และความสัมพันธ์ชุมชน สาระความรู้ ๑) หลักการประชาสัมพันธ์ ๒) กลยุทธการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน สมรรถนะ ๑) สามารถบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารไปสู่ผู้เรียน ครูและบุคลากรในสถานศึกษา ๒) สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของสถานศึกษาไปสู่ชุมชน ๓) สามารถใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการประชาสัมพันธ์
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๖ ๔) สามารถสร้างกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน โดยมีเป้าหมายใน การเข้าไปช่วยเหลือชุมชนและเปิดโอกาสให้ชุมชนเขามามีส่วนร่วม ๕) สามารถระดมทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษา ๑๐. คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สาระความรู้ ๑) คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหาร ๒) จรรยาบรรณของวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๓) การพัฒนาจริยธรรมผู้บริหารใหปฏิบัติตนในกรอบคุณธรรม ๔) การบริหารจัดการบานเมืองที่ดี (Good Governance) สมรรถนะ ๑) เป็นผู้นำชิงคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ๒) ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๓) สงเสริมและพัฒนาใหผู้ร่วมงานมีคุณธรรมและจริยธรรมที่เหมาะสม มาตรฐานการปฏิบัติงาน มาตรฐานที่ ๑ ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพการบริหาร การศึกษา คุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของผู้บริหารมืออาชีพ คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิก ที่ดีขององค์กรวิชาชีพด้วยการมีสวนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวของกับการพัฒนาวิชาชีพ ได้แก่ การ เป็นผู้ริเริ่มผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมจัดงานหรือกิจกรรม รวมทั้งการเป็นผู้เสนอผลงาน และเผยแพร่ผลงานของ องค์กรเพื่อใหสมาชิกยอมรับและเห็นคุณประโยชนของผู้บริหารที่มีตอการพัฒนาองคกร ตลอดจนการ นำองคกรให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม มาตรฐานที่ ๒ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนา ของบุคลากร ผู้เรียน และชุมชน ผู้บริหารมืออาชีพแสดงความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีตอองคกร ผู้ร่วมงาน ผู้เรียนและชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทำงานต่างๆ เพื่อผลการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย การ ตัดสินใจของผู้บริหารต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการ กระทำเนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารมีผลต่อองค์กรโดยสวนรวม ผู้บริหารจึงต่องเลือกแต่ กิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลดี ผลทางบวก ผลตอการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวของและระมัดระวังไม่ให้
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๗ เกิดผลทางลบ โดยมิได้ตั้งใจ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ความไววางใจ ความศรัทธา และความรู้สึกเป็นที่พึ่งได้ ของบุคคลทั้งปวง มาตรฐานที่ ๓ มุ่งมั่นพัฒนาผู้ร่วมงานใหสามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพ ความสำเร็จของการบริหารอยู่ที่การดำเนินการเพื่อให้บุคลากรในองค์กรหรือผู้ร่วมงานได้ มีการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารมืออาชีพต้องหาวิธีพัฒนาผู้ร่วมงาน โดยการศึกษา จุดเด่น จุดด้อยของผู้ร่วมงาน กำหนดจุดพัฒนาของแต่ละคนและเลือกใชวิธีการที่เหมาะสมกับการ พัฒนาด้านนั้นๆ แล้วใช้เทคนิคการบริหารและการนิทศภายในให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือปฏิบัติจริง ประเมิน ปรับปรุง ให้ผู้ร่วมงานรู้ศักยภาพ เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนและลงมือปฏิบัติจนเป็นผล ให้ศักยภาพของผู้ร่วมงานเพิ่มพูนพัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งนำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มาตรฐานที่ ๔ พัฒนาแผนงานขององค์กรให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง ผู้บริหารมืออาชีพวางแผนงานขององค์กรได้อย่างมียุทธศาสตร์ เหมาะสมกับเงื่อนไข ข้อจำกัดของผู้เรียน ครู ผู้ร่วมงาน ชุมชน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับนโยบายแนวทาง เป้าหมายของการพัฒนา เพื่อนำไปปฏิบัติจนเกิดผลต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง แผนงานต้องมีกิจกรรม สำคัญที่นำไปสู่ผลของการพัฒนาความสอดคล้องของเป้าหมาย กิจกรรม และผลงาน ถือเป็นคุณภาพ สำคัญที่นำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่า และเกิดผลอย่างแท้จริง มาตรฐานที่ ๕ พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็น ลำดับ นวัตกรรมการบริหารเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารในการนำไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ ผู้บริหารมืออาชีพต้องมีความรู้ในการบริหารแนวใหม่ๆ เลือกและ ปรับปรุงใช้นวัตกรรมได้หลากหลาย ตรงกับสภาพการณ์ เงื่อนไข ข้อจำกัดของงานและองค์กร จน นำไปสู่ผลได้จริง เพื่อให้องค์กรก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ร่วมงานทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตน อย่างเต็มที่มีความภาคภูมิใจในผลงานร่วมกัน มาตรฐานที่ ๖ ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเน้นผลถาวร ผู้บริหารมืออาชีพเลือกและใชกิจกรรมการบริหารที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของ บุคลากรและองค์กร จนบุคลากรมีนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ผู้บริหารต้องมีความเพียร พยายาม กระตุ้น ยั่วยุ ท้าทาย ให้บุคลากรมีความรู้สึกเป็นเจ้าของและชื่นชมผลสำเร็จเป็นระยะๆ จึง ควรเริ่มจากการริเริ่ม การร่วมพัฒนาการสนับสนุนข้อมูล และให้กำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติ และปรับปรุงงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นค่านิยมในการพัฒนางานตามภาวะ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๘ ปกติ อันเป็นบุคลิกภาพที่พึงปรารถนาของบุคลากรและองค์กร รวมทั้งบุคลากรทุกคนชื่นชมและ ศรัทธาในความสามารถของตน มาตรฐานที่ ๗ รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ผู้บริหารมืออาชีพสามารถนำเสนอผลงานที่ได้ทำสำเร็จแล้วด้วยการรายงานผลที่แสดงถึง การวิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมการกำหนดงานที่จะนำไปสู่ผลแห่งการพัฒนาการลงมือ ปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฎมีหลักฐานยืนยันชัดเจน การนำเสนอรายงานเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะได้ คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วว่ามีข้อจำกัด ผลดี ผลเสียและผลกระทบที่มิได้ระวังไว้อย่างไร ถ้า ผลงานเป็นผลดี จะชื่นชม ภาคภูมิใจได้ในส่วนใดนำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าผลงาน ยังไม่สมบูรณจะปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างไร และจะนำประสบการณที่ได้พบไปใช้ประโยชน์ในการ ทำงานต่อไปอย่างไร คุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของรายงานที่ดี คือ การนำผลการประเมินไปใช้ใน การประเมินตนเอง รวมทั้งการทำใหเกิดความรู้สึกชื่นชมของผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคน การที่ผู้ปฏิบัติงาน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของตน เป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การรู้ คุณค่าแห่งตน มาตรฐานที่ ๘ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี บริหารมีหน้าที่แนะนำ ตักเตือน ควบคุม กำกับดูแลบุคลากรในองค์กร การที่จะปฏิบัติ หน้าให้ได้ผลดี ผู้บริหารต้องประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี มิฉะนั้นคำแนะนำตักเตือน หรือการ กำกับดูแลของผู้บริหารจะขาดความสำคัญ ไม่เป็นที่ยอมรับของบุคลากรในองค์กร ผู้บริหารที่ปฏิบัติ ตนเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม และบุคลิกภาพจะมีผล สูงต่อการยอมรับของบุคลากรทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อการบริหารงาน จนสามารถปฏิบัติตาม ได้ด้วยความพึงพอใจ มาตรฐานที่ ๙ ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นอย่างสร้างสรรค์ หน่วยงานการศึกษาเป็นองคกรหนึ่งที่อยู่ในชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม ซึ่งมี องค์กรอื่นๆเป็นองค์ประกอบ ทุกหน่วยงานมีหนาที่ร่วมมือกันพัฒนาสังคมตามบทบาทหน้าที่ ผู้บริหารการศึกษา/ผู้บริหารการศึกษาเป็นบุคลากรสำคัญของสังคมหรือชุมชนที่จะชี้นำแนวทางการ พัฒนาสังคมใหเจริญก้าวหน้าตามทิศทางที่ต้องการ ผู้บริหารมืออาชีพต้องร่วมมือกับชุมชนและ หน่วยงานอื่นในการเสนอแนวทางปฏิบัติแนะนำ ปรับปรุงการปฏิบัติและแก้ปัญหาของชุมชนหรือ หน่วยงานอื่น เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวมในลักษณะรวมคิดร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติด้วย ความเต็มใจ เต็มความสามารถ พร้อมทั้งยอมรับความสามารถรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๑๙ ผู้อื่นได้ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยและการ ร่วมมือกันในสังคมนำไปสู่การยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภูมิใจ มาตรฐานที่ ๑๐ แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา ความประทับใจของผู้ร่วมงานที่มีต่อผู้บริหารองค์กรอย่างหนึ่ง คือ ความเป็นผู้รอบรู้ ทันสมัย ทันโลกรู้อย่างกว้างขวางและมองไกล ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในโลกทุกๆ ด้านจนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย และนำข้อมูลข่าวสาร ต่างๆ ที่ได้รับมาใช้ในการพัฒนางานและผู้ร่วมงาน การตื่นตัว การรับรู้ และการมีข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศเหล่านี้ นอกจากเป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาแล้ว ยังนำมาซึ่งการยอมรับและความรู้สึก เชื่อถือของผู้ร่วมงาน อันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ลึกซึ้งต่อเนื่องต่อไป มาตรฐานที่ ๑๑ เป็นผู้นำและสร้างผู้นำ ผู้บริหารมีออาชีพสร้างวัฒนธรรมขององคกรด้วยการพูดนำ ปฏิบัตินำ และจัดระบบงาน ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม โดยการให้รางวัลแกผู้ที่ทำงานได้สำเร็จแล้วจนนำไปสู่การพัฒนาตนเอง คิดได้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนาได้เองของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องแสดงออกอย่าง ชัดเจน และสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัฒนธรรมขององค์กรเพื่อใหผู้ร่วมงานมีความมั่นใจในการปฏิบัติ จน สามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม แสดงออกและชื่นชมได้ด้วยตนเอง ผู้บริหารจึงต้อง สร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จให้แก่บุคลากรแต่ละคนและทุกคน นำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างแท้จริงจนเกิดภาพความเป็นผู้นำในทุกระดับ มาตรฐานที่ ๑๒ สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์ การพัฒนาองค์กรใหก้าวหน้าอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับงานให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้สอดคล้องสมดุลและเสริมสร้าง ซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพจึงตองตื่นตัวอยู่เสมอ มองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านรวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงในอนาคต และกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินการเพื่อผลในอนาคต อย่างไรก็ตามการรู้เท่า ทันการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเป็นสิ่งประกันได้ว่าการเสี่ยงในอนาคตจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การที่ องค์กรปรับได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเป็นผลให้องค์กรพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ ความก้าวหน้าของโลกตลอดไป
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๐ มาตรฐานการปฏิบัติตน จรรยาบรรณต่อตนเอง ๑. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เสมอ จรรยาบรรณตอวิชาชีพ ๒. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองรัก ศรัทธา ชื่อสัตยสุจริต และรับผิดชอบตอ วิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององคกรวิชาชีพ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ๓. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจ แก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ๔. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทักษะ และนิสัยที่ ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๕. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ๖. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ ๗. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่ เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ๘. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์โดย ยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ จรรยาบรรณต่อสังคม ๙. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และ พัฒนาเศรษฐกิจสังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๑ ประเภทของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพที่พึง ประสงค์ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติ ตามเพื่อให้เกิดคุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้แก่ผู้รับบริการจาก วิชาชีพได้ว่าเป็นบริการที่มีคุณภาพ ตอบสังคมได้ว่าการที่กฎหมายให้ความสำคัญกับวิชาชีพทางการ ศึกษา และกำหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุมนั้น เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ต้องใช้ความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญในการประกอบวิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการ ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๔๙ กำหนดให้มีมาตรฐานวิชาชีพ ๓ ด้าน ประกอบด้วย ๑. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง ข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะเข้ามา ประกอบวิชาชีพจะต้องมีความรู้และมีประสบการณ์วิชาชีพเพียงพอที่จะประกอบวิชาชีพจึงจะ สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์พร้อมที่จะประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้ ๒. มาตรฐานการปฏิบัติงาน หมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในวิชาชีพ ให้ เกิดผลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด พร้อมกับมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความ ชำนาญในการประกอบวิชาชีพ ทั้งความชำนาญเฉพาะด้านและความชำนาญตามระดับคุณภาพของ มาตรฐานการปฏิบัติงาน หรืออย่างน้อยจะต้องมีการพัฒนาตามเกณฑ์ที่กำหนดว่ามีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญเพียงพอที่จะดำรงสถานภาพของการเป็นผู้ประกอบวิชาซีพต่อไปได้ หรือไม่ นั่นก็คือการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องต่อใบอนุญาตทุกๆ ๕ ปี ๓. มาตรฐานการปฏิบัติตน หมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประพฤติตนของผู้ประกอบ วิชาชีพ โดยมีจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นแนวทางและข้อพึงระวังในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อดำรงไว้ ซึ่งชื่อเสียง ฐานะ เกียรติ และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ตามแบบแผนพฤติกรรม ตามจรรยาบรรณของ วิชาชีพที่คุรสภาจะกำหนดมาตรฐานอาชีพและมาตรฐานวิชาชีพ ประโยชน์ของมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งจะต้อง ประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้รับบริการ อันถือเป็นเป้าหมายหลักของการประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้สามารถ นำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพให้สมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงและได้รับการยอมรับยกย่องจากสังคม ๑. เป็นวิชาชีพที่บริการแก่สังคม ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับผลประโยชน์มากกว่าเอกชน สังคมจะคงอยู่และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าไปได้จะขาดบริการตามหลักวิชาชีพนี้ไม่ได้
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๒ ๒. เป็นวิชาชีพที่จะต้องได้เรียนรู้เป็นระยะเวลานานและวิชาต่างๆจะต้องมีหลักการและ ทฤษฎีที่เชื่อถือได้ซึ่งจะต้องเกิดจากการวิจัย ๓. เป็นวิชาชีพที่มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ เป็นขอบเขตแห่งพฤติกรรม เพื่อ ส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ และป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นกับผู้รับบริการหรือ สังคม ในกรณีที่ผู้ประกอบอาชีพเลินเล่อขณะทำการประกอบอาชีพ และเป็นแนวทางปฏิบัติหรือ ข้อบังคับให้มีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ๔.เป็นวิชาชีพที่ใช้ปัญญาอย่างมากในการประกอบอาชีพ จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความรับผิดชอบอย่างสูงต่อวิชาชีพและต่อผู้บริการตลอดเวลา ๕. เป็นวิชาชีพที่มีความเป็นอิสระในการประกอบอาชีพเป็นอิสระในการประกอบอาชีพ มี อำนาจในการตัดสินใจดำเนินการตามสาระสำคัญแห่งวิชาชีพ ทั้งทางด้านเทคนิควิธีและกระบวนการ ให้สอดคล้องกันและเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการหรือสังคมได้โดยไม่มีข้อจำกัด ๖. เป็นวิชาชีพที่มีฐานะทางสังคมอยู่ในระดับสูง ได้รับค่าตอบแทนในอัตราสูง และมีความ มั่นคงในการประกอบอาชีพ ๗. เป็นวิชาชีพที่มีสถาบันของตนเอง เพื่อควบคุมส่งเสริมพัฒนาสร้างสรรค์สาระแห่ง วิชาชีพ ตลอดจนเกียรติศักดิ์ศรีของวิชาชีพและบุคคลในวิชาชีพ ความสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุม ทางการศึกษาตั้งแต่วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา อื่น (ตามที่ประกาศกำหนดในกฎกระทรวง) จะต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้รับบริการอันถือเป็น เป้าหมายหลักของการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพให้สมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงและ ได้รับการยอมรับ ความสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๑. เป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้าน ๒. มีการกำหนดลักษณะการปฏิบัติงาน ๓. ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ๔. การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมีการทดสอบ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๓ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาคนและสังคมของประเทศ ภารกิจในการจัดการ การศึกษาเป็นการเฉพาะ โดยเป็นการใช้วิชาชีพครู (pedagogy) หรือวิชาการศึกษาในการประกอบ วิชาชีพ จึงอาจเรียกได้ทั้งวิชาชีพทางการศึกษาหรือวิชาชีพครูในสังคมไทย ครูได้รับการยกย่องว่าเป็น วิชาชีพที่มีเกียรติเป็นผู้ให้ความรู้วิทยาการเพื่อความเจริญของบุคคลและสังคม บทบาทวิชาชีพครูหรือ วิชาชีพทางการศึกษาจึงมีความสำคัญกล่าวได้คือ ๑) บทบาทในการสร้างพลเมืองที่ดีของประเทศ เป็นการเตรียมสมาชิกใหม่ให้สังคม โดย ให้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนของประเทศเป็นพลเมืองดีตามที่ประเทศชาติต้องการ ๒) บทบาทในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเป็นการพัฒนากำลังคนเพื่อสนองการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ๓) บทบาทในการสีบทอดวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ซึ่งวิชาชีพทางการศึกษาจะทำ หน้าที่เป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกคนรุ่นหนึ่ง เป็นการ รักษาความเป็นชาตินั่นเอง (จักรพรรดิ วะทา, 2549) การพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาได้มีนักการศึกษา นักวิชาการ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ การพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ไว้ดังนี้ BoydelL (1985) กล่าวว่า การพัฒนาตนเองเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคล ความสามารถและความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากเดิม โดยสิ่งเหล่านี้เป็นการ เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาด้วยตนเอง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (๒๕๔๙) กล่าวว่า วิชาชีพ ( profession) เป็นอาชีพที่ ให้บริการสาธารณชนที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญเป็นการเฉพาะ ไม่ซ้ำช้อนกับวิชาชีพอื่น และใน การประกอบวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่าง เพียงพอก่อนที่จะประกอบวิชาชีพ ต่างกับอาชีพ (career) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องทำให้สำเร็จโดย มุ่งหวังค่าตอบแทนเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น จักรพรรดิ วะทา (๒๕๔๙) กล่าวว่า วิชาชีพทางการศึกษา ได้รับการยอมรับเป็นวิชาชีพ ชั้นสูง เช่นเดียวกับวิชาชีพสำคัญหลายวิชาชีพ โดยมีลักษณะสำคัญ คือ ๑) เป็นการให้บริการการศึกษาแก่สังคม(social service) โดยเฉพาะไม่ซ้ำซ้อนกับวิชาชีพ อื่นซึ่งทุกสังคมจะต้องจัดให้มีขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของประชากรของประเทศ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๔ ๒) การประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องอาศัยความรู้ความคิดและสติปัญญาเป็น พื้นฐานสำคัญการตัดสินใจในการปฏิบัติงานเป็นไปตามหลักวิชาชีพทางกรศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งเป็น วิธีการแห่งปัญญาในการให้บริการ (intellectual method) ๓) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องได้รับการศึกษาอบรมให้มีความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และฝึกฝนจนเกิดประสบการณ์อย่างเพียงพอ (long period of training) ก่อนประกอบวิชาชีพ ซึ่ง กำหนดความรู้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา ๔) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาหรือครู มีอิสระในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิด คุณภาพตามวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา หรือให้สามารถให้บริการตามมาตรฐานของวิชาชีพ (professional autonomy) ๕) วิชาชีพทางการศึกษามีจรรยาบรรณของวิชาชีพ ( professional ethics) เพื่อเป็นแนว ทางการประพฤติปฏิบัติตนของผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพที่ละเมิดจรรยาบรรณก็จะได้รับ โทษในกรณีร้ายแรงก็สามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้ วิชาชีพทางการศึกษามีคุรุสภาเป็นองค์กรวิชาชีพ ซึ่งเป็นสถาบันของวิชาชีพ (professional institution) ทำหน้าที่ดูแลรักษามาตรฐานวิชาชีพให้ สามารถบริการให้แก่สังคมอย่างมีคุณภาพและเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของสังคม สัมมนา รธนิธย์ (๒๕๕๓) กล่าวถึงการพัฒนาตนเองของผู้บริหารด้านมนุษยสัมพันธ์ไว้ว่า นักบริหารที่ดีต้องรู้จักจูงใจบุคคลและกลุ่มให้มุ่งสู่เป้าหมายในการปฏิบัติงานร่วมกัน มนุษย์สัมพันธ์จึง เป็นเรื่องของการปฏิบัติมุ่งสู่เป้าหมายโดยการเน้นให้ความสำคัญแก่บุคคล ผู้ปฏิบัติงานในฐานะที่เป็น มนุษย์ที่ต้องการมีความรู้สึก มีอารมณ์ รวมทั้งผลกระทบของพฤติกรรมผู้ปฏิบัติงานที่มีต่อบุคคลอื่น หลักการเบื้องต้นในการพัฒนาตนเองของผู้บริหาร คือ จะต้องรู้จักตนเอง เข้าใจผู้อื่น และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่ดีมีบรรยากาศเอื้ออารีต่อกัน ปานใจ ธารทัศนวงศ์ และศิริพร ศักดิ์บุญรัตน์ (๒๕๖๔) กล่าวว่า การพัฒนาตนเองทั้ง ทักษะและความรู้ (Reskill, Upskill) เพื่อตอบสนองความต้องการของสถานศึกษา การศึกษาใน อนาคตจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและปรับให้เข้ากับบริบทที่แตกต่างกันและตามความต้องการของ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๑ ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายความสามารถของมนุษยชาติ เพราะเป็นยุคที่โลกต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารทุกอย่างไม่ได้ จำกัดอยู่เพียงรอบตัวเราอีกต่อไปการหาความรู้สามารถทำผ่านโลกดิจิทัล สามารถก้าวข้ามพรมแดน ไปได้ทุกมุมโลก เพราะฉะนั้นรูปแบบการศึกษาที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันก็ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะรองรับ ทั้งผู้เรียนและผู้สอนในยุคใหม่ ต้องเตรียมคนออกไปเพื่อใช้ความรู้และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learing) ในการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคตภายใต้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ใหม่ๆ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๕ ซึ่งสอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ (21st CenturySkills) ที่จะสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ (Character Qualities) เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับบริบทของโลก สามารถจัดการกับความ ท้าทายในชีวิต และสามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สรุปได้ว่า การพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง การพัฒนาตนเองของ ผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อให้มีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติตน (จรรยาบรรณของวิชาชีพ) และมีความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพของตนเอง เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ความเข้าใจ มีทักษะในการปฏิบัติงาน ตลอดจนทัศนคติและ พฤติกรรมที่ดีขึ้น เจริญขึ้น เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่ดีขึ้นก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของ โลกและการเป็นพลเมืองดิจิทัล หลักธรรมเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหาร หลักธรรมเกี่ยวกับมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ หลักไตรสิกขา ไตรสิกขามาจาก ๒ คำ คือ คำว่า "ไตร" แปลว่า สาม ส่วน "สิกขา" แปลว่า การศึกษา เมื่อ รวมกันแล้วแปลว่า สิกขาสาม หรือข้อที่จะต้องศึกษาสามประการ หรือข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับ การศึกษาสามประการ กล่าวคือ ศึกษาในอธิศีล อธิสมาธิ และอธิปัญญา ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญาดังนั้น ไตรสิกขา หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา หลักสำหรับ ฝึกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญารู้แจ้งเห็นจริงไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน (พระ พรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), ๒๕๕๖)) การเสริมสร้างคุณธรรม - จริยธรรมสำหรับผู้บริหาร นัก บริหารที่ดีควรมีหลักธรรมสำหรับพัฒนาตน เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม ได้แก่ ศีล คือ การสำรวมระวัง ความประพฤติปฏิบัติ ทางกาย และทางวาจาให้เรียบร้อยดีงาม ไม่ประพฤติเบียด เบียนตนเองและ ผู้อื่น สมาธิ คือ การรักษาใจให้ผ่องใสปราศจากกิเลสนิวรณ์ แล้วให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดี่ยว และ ปัญญา คือ การรอบรู้กองสังขารรอบรู้สภาวะธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร) และที่ไม่ ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร คือ พระนิพาน) และรู้แจ้งเห็นแจ้งพระอริยสัจ 4รวมเป็นผู้มี ปัญญาอันเห็นชอบรอบรู้ทางเจริญ ทางเสื่อมแห่งชีวิต ตามที่เป็นจริง การเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่ดี และประสบความสำเร็จได้นั้น นอกจากจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านการบริหารงาน สถานศึกษาแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่รู้จักการบริหารงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณโดย การใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งถือเป็นหลักธรรมที่
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๖ จะช่วยส่งเสริมทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาเกิดการพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นผู้บริหารสถานศึกษามือ อาชีพโดยมีการนำหลักไตรสิกขามาประยุกต์ใช้ ดังนี้ ๑. ศีล (ความประพฤติทางกาย) กล่าวคือ ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรปฏิบัติตนให้ เหมาะสมกับสถานภาพและเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ รักษา ชื่อเสียงและปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และแบบแผนของทางราชการ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และใช้ความรู้ ความสามารถในการพัฒนาครูและบุคลากรปฏิบัติงานหรือให้บริการอย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงสิทธิ ขั้นพื้นฐานของผู้รับบริการ บริหารงานโดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ยอมรับฟังความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในทางวิชาการหรือ วิชาชีพแก่ชุมชน และเป็นผู้นำในการวางแผนและดำเนินการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรม ๒. สมาธิ (การฝึกอบรมทางจิตใจ) กล่าวคือ ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรมีความชื่น ชมและศรัทธาในคุณค่าของวิชาชีพ ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ ส่งเสริมการปฏิบัติงานโดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ รับฟังความคิดเห็นที่มีเหตุผลของศิษย์และผู้รับบริการ มี ความรัก ความสามัคคีและร่วมใจกัน ผนึกกำลังในการพัฒนาการศึกษา ยึดมั่น สนับสนุน และส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๓. ปัญญา (ความรู้แจ้ง) กล่าวคือ ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรหมั่นศึกษา ค้นคว้า คิดริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงถึง การพัฒนาความรู้และความคิดในวิชาชีพจนเป็นที่ยอมรับหมั่นศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย และ นำเสนอผลงานเกี่ยวข้องกับวิชาชีพ เสนอแนวคิด หรือวิธีการนประยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพ มี ความคิดริเริ่มในการบริหารสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกด้านต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพและ จัดกิจกรรมเพื่อให้ศิษย์และผู้รับบริการเกิดการเรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนิน ชีวิตประจำวันของตนเองได้ หลักธรรมเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบัติตน ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ใช้ในการบริหารตน บริหารคน และบริหารงาน ประกอบด้วย หลักธรรมดังนี้ หลักปาปณิกธรรม ๓ เพื่อการบริหารตน การบริหารเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนและงาน เป็น สิ่งที่มีความสำคัญต่อการบริหาร ผู้บริหาร จึงเป็นบุคคลซึ่งมีอิทธิพลที่จะทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๗ วัตถุประสงค์และบรรลุวัตถุประสงค์นั้นด้วยกัน เป็นบุคคลที่ทำให้องค์กรมีความก้าวหน้าและบรรลุผล สำเร็จ และการที่จะพัฒนาองค์กรเพื่อนำพาไปสู่การมีประสิทธิภาพสูงนั้นได้ ผู้บริหารต้องมีหลักในการ บริหารตนเองเสียก่อนซึ่งสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งคือหลักคุณธรรมของผู้นำ ได้แก่ ปาปณิกธรรม ๓ โดยที่หลัก ปาปณิกธรรมนั้นสามารถนำมาปรับใช้กับผู้นำได้ ดังเช่น พระธรรมโกศาจารย์ (๒๕๔๙ : ๓๘-๓๙) ได้อธิบายรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ๑. จักขุมา หมายถึง ปัญญามองการไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจต้องรู้ว่า อนาคตเศรษฐกิจหรือตลาดจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร สามารถคาดการณ์อนาคตในการดำเนินธุรกิจได้ แม่นยำจากการอาศัยกระบวนการคิดที่รอบคอบและมีเหตุผลโดยอาจใช้ประสบการณ์ในอดีตร่วม ใน การตัดสินใจและวางแผนด้วย ซึ่งคุณลักษณะข้อแรกนี้ตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า Conceptual Skill คือ การชำนาญในการใช้ความคิดหรือทักษะทางด้านความคิด ๒. วิฐโร หมายถึง จัดการธุระได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักการเงินต้องมีความรู้ และความเชี่ยวชาญทางการเงินสามารถคำ นวณอัตราผลตอบแทนต่าง ๆได้หรือเข้าใจในงบการเงิน ที่ ใช้ในการประกอบการตัดสินใจได้ เป็นต้น คุณลักษณะนี้ตรงกับคำภาษาอังกฤษคำว่าTechnical Skill คือ ความชำนาญการด้านเทคนิค หรือ ทักษะทางด้านการปฏิบัติงาน ๓. นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้เพราะเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มี ความสามารถในการติดต่อประสานงานให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด มี ความสามารถในการสื่อสารสามารถประสานผูกใจคนให้เป็นที่รักของคน คุณลักษณะนี้ตรงกับคำว่า Human Relation Skil คือ ความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์ หรือทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์ กล่าวโดยสรุปว่า ผู้บริหารหรือนักบริหารจำต้องบริหารตนเองให้มีความเชี่ยวชาญชำนาญ การเสียก่อน ทั้งนี้คุณลักษณะทั้งสามประการนั้นมีความสำคัญมากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับ ของนักบริหาร ถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมคนจำนวนมาก คุณลักษณะข้อที่ ๑ และ ๓ มีความสำคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒ มีน้อย เพราะเขาสามารถใช้ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถเฉพาะด้านได้ สำหรับนักบริหารระดับกลางคุณลักษณะทั้ง ๓ ข้อ มี ความสำคัญพอๆ กัน คือ ต้องมีความชำนาญเฉพาะด้านและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานและ ผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะเดียวกันต้องมองภาพกว้างและไกล เพื่อเตรียมตัวสำหรับเป็นนักบริหาร ระดับสูง นอกจากนั้นต้องมีความสามารถในการสื่อสารประสานงานในการถ่ายทอดนโยบายและ ยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับสูงมาสู่การปฏิบัติในผู้บริหารและพนักงานระดับล่างและนำผลการ ดำเนินงานที่ได้จากการปฏิบัติงานมาสรุปและนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๘ หลักสังคหวัตถุธรรม เพื่อการบริหารคน ในยุคที่มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปอย่างรวดเร็วสังคม การทำงานในปัจจุบันจึงประกอบด้วยปัจจัยหลายด้านที่มีอิทธิพล ต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานในองค์กร ซึ่งปัจจัยประการหนึ่งที่สำคัญต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานใน องค์กรของบุคคล คือ ผู้บริหารที่มีความสามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ นอกจากความสามารถ ความเชี่ยวชาญในกิจการงานต่างๆ แล้ว ผู้บริหารยังต้องมีความเสมอภาคในการให้ความมั่นคงในงาน แก่บุคลากร ความยุติธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติในการบริหารงานบุคคล และการเสริมสร้างจริยธรรมและ คุณธรรม ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องของหลักการสงเคราะห์เกื้อกูล ซึ่งกันและกัน หลักการยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้อื่นนั้น คือ สังคหวัตถุธรรม ซึ่งพระมหาบุญเพียร ปุญญวิโย (๒๕๓๙ : ๑๑๙) ได้ให้ความหมายและองค์ประกอบของสังคหวัตถุธรรม หมายถึง หลักธรรมที่เป็น เครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ ของผู้อื่น ผูกไมตรีเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มี อยู่ ๔ ประการ ได้แก่ ๑. ทาน คือ การให้ปั่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การเสียสละ แบ่งปั่น ช่วยสงเคราะห์ตลอดจนให้ ความรู้ความเข้าใจ และศิลปวิทยาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนเห็นแก่ ตัว ๒. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ แนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์มีเหตุมีผล ชักจูงในทางที่ดีงาม แสดงความเห็นอกเห็นใจ เป็นกำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจอันดีสมานสามัคคี เกิดไมตรีทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ พูดหยาบคายก้าวร้าวพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ ๓. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ ความช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายกิจการต่างๆ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์รวมทั้งช่วยแก้ไข ปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม ๔. สมานัตตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมรับรู้ร่วม แก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่น ไม่ โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยมและไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย หลักอิทธิบาท ๔ เพื่อการบริหารงาน การทำงานที่จะให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัย องค์ประกอบต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้คือ คุณธรรม สำหรับผู้บริหารในการ บริหารงานต้องมีการส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานให้ได้ใช้ศักยภาพที่มีในการทำงานอย่างเต็มที่ บุคคลจำนวน มากที่ทำงานแล้วไม่ประสบความ สำเร็จ และทำงานแล้วไม่มีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งที่ขาดไปนั่น คือ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๒๙ การนำหลักธรรมมาใช้สนับสนุนในการทำงาน ซึ่งหลักธรรมที่เกี่ยวกับการทำงานในพระพุทธศาสนา เรียกว่า อิทธิบาท 4หลักแห่งความสำเร็จ หลักธรรมนี้เป็นคุณธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จในการ ทำงาน ในขณะเดียวกัน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (๒๕๕๑ : ๙๒) ได้กล่าวถึง การทำงานให้ประสบ ความสำเร็จตามแนวพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงแนะให้ปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท ๔ อิทธิบาท แปลว่า หลักพื้นฐานแห่ง ความสำเร็จ หรือทางสู่ความสำเร็จ มีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ ๑. ฉันทะ คือ มีใจรัก ทำงานด้วยใจรักงาน ๒. วิริยะ คือ พากเพียรทำ รักแล้วต้องขยัน ความขยันคือ ภาคปฏิบัติการของความรัก ความรักในงานจะทำให้เรารู้ว่าควรทำงานอะไร ส่วนความขยันจะทำให้งานนั้นก้าวไปสู่ความสำเร็จ การทำงานถ้าขาดความขยัน ความชำนาญก็จะไม่เกิด ๓. จิตตะ คือ จดจำจ่อจิต หมายความว่า ทำอะไรก็ตามให้เจาะลงไป ปักใจลงไปในสิ่งนั้น อย่างลึกซึ้ง อย่างมุ่งมั่น อย่างจริงจัง และอย่างทุ่มเท ใครก็ตามที่ทำงานด้วยการเอาใจจดจ่ออยู่กับงาน นั้น คนนั้นจะประสบความสำเร็จ ๔. วิมังสา คือ วินิจวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ พัฒนานั่นเอง เมื่อเรา ทำงานอะไรก็ตามให้พินิจพิเคราะห์ สร้างสรรค์พัฒนา พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างของนักวิจัยชั้น ยอดของโลกพระองค์ทรงสามารถสร้างปัญญาขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์ที่คนทั้งหลายมองไม่เห็นว่าเป็น ทางมาของปัญญาได้อย่างไร หากเราจำพุทธประวัติได้ก็จะพบว่าสาเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้าแต่เมื่อยัง เป็นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ก็เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงรู้จักใช้ปัญญาในเชิงสร้างสรรค์อัน ได้แก่ การรู้จักคิดเชิงวิเคราะห์ หลักสารณียธรรม หมายถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ทำให้ เป็นที่รักทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๑. เมตตากายกรรม หมายถึง การตั้งมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้ง ต่อหน้าและลับหลัง ๒. เมตตาวจีกรรม หมายถึง การตั้งมั่นเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารี ทั้งหลายทั้งต่อ หน้าและลับหลัง ๓. เมตตามโนกรรม หมายถึง การตั้งมั่นเมตตามโนกรรมในเพื่อน พรหมจารีทั้งหลายทั้ง ต่อหน้าและลับหลัง ๔. สาธารณโภคิตา หมายถึง การบริโภคโดยไม่แบ่งแยก ๕. สีลสามัญญตา หมายถึง การมีศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๓๐ ๖. ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง การ มีอริยทิฏฐิในอริยมรรคอันเป็นธรรมเครื่องนำออก เพื่อ ความสิ้นทุกข์ โดยชอบแก่ผู้ทำตามเสมอกันกับเพื่อน หลักสัปปุริสธรรม คือ คุณธรรมคุณงามความดีเป็นตัวคอยกำหนดให้ผู้บริหารในฐานะ เป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาสมควรต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลากรอื่น และจะต้องบังคับใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ๑. ธัมมัญญุตา รู้หลักการ เมื่อดำรงตำแหน่งมีฐานะหรือจะทำอะไรก็ตามต้องรู้หลักการรู้ งานรู้หน้าที่ ๒. อัตถัญญุตา รู้จุดหมาย ผู้นำถ้าไม่รู้จุดหมายก็ไม่รู้ว่าจะนำคนและกิจการไปในทิศทางใด ๓.อัตตัญญุตา รู้ตนคือต้อง รู้ว่าตนเองคือใครมีภาวะเป็นอะไรอยู่ในสถานะใดมีคุณสมบัติมี ความพร้อมมีความ ถนัดสติปัญญาความสามารถอย่างไร ๔. มัตตัญญุตา รู้ประมาณคือ รู้จักความพอดี หมายความว่า ต้องรู้จักขอบเขตขีดชั้นความ พอเหมาะที่จะจัดทำในเรื่องต่างๆ ๕. กาลัญญุตา รู้กาลคือ รู้จักเวลา รู้จักการวางแผนงาน ๖. ปริสัญญุตา รู้ชุมชนคือ รู้สังคมเพื่อสนองความต้องการได้ถูกต้องหรือแก้ไขปัญหา ได้ ตรงจุด ๗. ปุคคลัญตา รู้บุคคลคือ รู้จักบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ร่วมงานเพื่อการปฏิบัติได้ ถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ผู้บริหารไม่ว่าจะองค์กรประเภทใดหรือระดับใดก็ตาม จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง อันเป็นผลที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โลก ข้อมูลข่าวสารภาวการณ์แข่งขันที่ไร้พรมแดน ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและภาวะที่มีทรัพยากร จำกัด ผู้บริหารจึงต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการกระตุ้นให้บุคลากรในองค์กรได้ใช้ ศักยภาพ ทำงานให้เกิดผลสูงสุด เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ความสามารถ สร้างพันธมิตรทั้งภายในและภายนอก องค์กร ซึ่งบุคลากรในองค์กรนั้นถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติงาน องค์กรจะประสบ ความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้ใด้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยกันทำงาน ของบุคลากรหรือคนงานที่ทำงานในองค์กร ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "รถม้าแล่นไปใด้เพราะมีลิ่ม สลักคอยตรึงส่วนประกอบต่างๆ ของรถม้า เข้าด้วยกันฉันใด คนในสังคมก็ฉันนั้น"
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ๓๑ บทสรุป สรุปได้ว่าผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำการศึกษาในสถานศึกษา ต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะผู้นำถูกคาดหวังให้ทำงานร่วมกับ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง สมาชิกในชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีความมั่นใจได้ว่าความต้องการ เรียนรู้ของนักเรียนทุกคนได้รับการตอบสนองโดยมีการวางแผน โดยยึดหลักการปฏิบัติตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาถือ เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างมาก ซึ่งจะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้รับบริการอันถือเป็น เป้าหมายหลักของการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องศึกษาเพื่อให้เกิด ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพให้สมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง และได้รับการยอมรับยกย่องจากสังคม
๓๒ บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒. (กรุงเทพมหานคร : สยาม สปอรต์ชินดิเคท, ๒๕๔๒). กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติกาศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๒) และแก้ไข เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๔๕. (กรุงเทพมหานคร : สยามสปอรค์ชินดิเค, ๒๕๔๕) ปานใจ ธารทัศนวงศ์ และศิริพร ศักดิ์บุญรัตน์. แบบเรียนออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน (MOOCs) เพื่อการศึกษาไทยหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019. วารสารคุรุ สภาวิทยาจารย์. (๒๕๖๔). ๒(๑). ๑๗-๒๑. มมา รธนิธย์. หลักทฤษฎีและปฏิบัติการบริหารการศึกษา. (กรุงเทพมหานคร : ข้าวฟ่าง, ๒๕๕๓) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. พระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗. (กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา, ๒๕๕๖). สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๖. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๖). . มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา. (กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๘). สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารสถนศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพ. (กรุงเทพมหานคร : เดือนตุลา, ๒๕๔๘). . คู่มือการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา. (กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๙). . แผนปฏิบัติการดิจิทัลสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน เลขาธิการคุรุสภา, ๒๕๖๓). สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.๒๕๖๑. (กรุงเทพมหานคร : ๒๑ เซ็นจูรี่, ๒๕๖๑). ไกรฤกษ์ ศิลาคม. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา จริยธรรมกับชีวิต. (อุดรธานี: สำนักวิชาศึกษา ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, ๒๕๕๗). พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมมจิตโต). พุทธวิธีการบริหาร. (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙). พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์. (กรุงเทพมหานคร : มหา จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘).
๓๓ พระมหาบุญเพียร ปุญญวิริโย. แนวคิดและวิธีการขัดเกลาทางสังคมในสถาบันครอบครัว ตามแนว พระพุทธศาสนา. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙). พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี. คนสำราญ งานสำเร็จ. พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อมริ นทร, ๒๕๕๑). Boydell, T. Management self-development: A guide for managers, organizations and institution. (Geneva : International Laboure Office, 1985).
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นางสาวสุเนตตรา แก้วขาว นางสาวจันจิรา ไม้เรียง นางสาวณัฐธิดา ตรีพันธ์ เกณฑ์ฑ์ฑ์ฑ์มาตรฐานวิวิวิวิชาชีชีชีชีพของผู้ผู้ผู้ผู้ผู้ผู้บริริริริหารสถานศึศึศึศึกษา