หนังสือเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบ
โ ท ร ศั พ ท์ เ ค ลื่ อ น ที่
แ ส ด ง ค ว า ม รู้ เ กี่ ย ว กั บ ป ร ะ วั ติ ค ว า ม เ ป็ น ม า ข อ ง
แ ล ะ วิ วั ฒ น า ก า ร ข อ ง โ ท ร ศั พ ท์ เ ค ลื่ อ น ที่ ใ น ไ ท ย
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ส มุ ท ร ส า ค ร
เ ขี ย น โ ด ย ช นั น ธ ร ลิ ม ล า วั ล ย์
2566
คำนำ
วิชาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ รหัสวิชา 20105 - 2123 จัดอยู่ในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ
กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ตาม
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2552 สำนักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ผู้เขียนได้ได้จัดแผนการเรียนรู้ แผนการสอนที่มุ่ง
เน้นฐานสมรรถนะ (Competency Based) และการบูรณาการ (Integrated) ตรงตามจุด
ประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา คำอธิบายรายวิชา ในแต่ละบทมุ่งให้ความสำคัญส่วนที่
เป็นความรู้ ทฤษฎีหลักการ กระบวนการ ตัวอย่าง แบบฝึกปฏิบัติ และคำถามเพื่อการ
ทบทวนเพื่อฝึกทักษะประสบการณ์เร่งพัฒนาบทบาทของผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้
Eplast) เป็นผู้สอบเองได้ สร้างองค์ความรู้ใหม่และบทบาทของผู้สอนเปลี่ยนจากผู้ให้ความรู้
มาเป็นผู้จัดการชี้แนะ (Teacher Roles) จัดสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อความสนใจเรียนรู้
และเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ (Co-Investigator) จัดห้องเรียนเป็นสถานที่ทำงานร่วมกัน (Learning
Context) จัดกลุ่มเรียนรู้ให้รู้จักทำงานร่วมกัน ฝึกความใจกว้าง (Grouping) มุ่งสร้างสรรค์
คนรุ่นใหม่ สอนความสามารถที่นำไปทำงานได้ (Competency) สอนความรัก ความเมตตา
(Compassion)ความเชื่อมั่น ความซื่อสัตย์ (Trust) เป้าหมายอาชีพอันยังประโยชน์
(Productive Career) และชีวิตที่มีศักดิ์ศรี (Noble Life) เหนือสิ่งอื่นโตเป็นคนดี ทั้งกาย
วาจา ใจ มีคุณธรรม จรรยาบรรณทางธุรกิจและวิชาชีพ
ส่งเสริมสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (Vocational Qualification
System)สอดคล้องตามมาตรฐานอาชีพ (Occupational Standard) สร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่ม
ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กำลังแรงงาน การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติ
งานระดับชาติ (National Benchmarking)และการวิเคราะห์หน้าที่การงาน (Functional
Analysis) เพื่อให้เกิดผลสำเร็จในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมทุกสาขาอาชีพ เป็นการเตรียม
ความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ขอขอบคุณ ท่านอาจารย์ผู้สอน ผู้ประสาทวิชาความรู้ เอกสาร หนังสือที่ใช้ประกอบในการ
เรียบเรียงไว้ ณ โอกาสนี้
ชนันธร ลิมลาวัลย์
สารบัญ หน้าที่
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1
วิวัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทย 2
ยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5
พัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 17
สรุป 17
18
บทที่ 2 หลักการรับ - ส่งคลื่นสัญญาณ 19
โครงสร้างของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 20
การรับ - ส่งคลื่นสัญญาณของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 21
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์ 21
การรับ - ส่งคลื่นสัญญาณวิทยุในระบบ GSM 22
ขอบเขตในการติดต่อกับสถานีฐานของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 22
สถานีฐาน 23
สรุป 24
บรรณานุกรม
1ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
1
ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
วิวัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทย
“ตำานานไปรษณีย์โทรเลขสยาม” พ.ศ. 2429 ถึง พ.ศ. 2468 ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ
โทรศัพท์ในประเทศไทยไว้ว่า ประเทศไทยได้นำเอาโทรศัพท์มาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.
2424 ตรงกับรัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกรมกลาโหม กระทรวงกลาโหมใน
ปัจจุบัน) ได้สั่งเข้ามาใช้งานในกิจการเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยติดตั้งที่กรมอู่ทหารเรือ
กรุงเทพฯ 1 เครื่อง และป้อมยามปากน้ำเจ้าพระยาจังหวัดสมุทรปราการอีก 1 เครื่อง รวม 2
เครื่อง เพื่อจะได้แจ้งข่าวเรือเข้าออกในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ทางกรุงเทพฯ ทราบ
พ.ศ. 2429 กิจการโทรศัพท์ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น จำนวนเลขหมายและบุคลากรเพิ่มมากขึ้น
ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่การบริหารงานของกรมกลาโหม ดังนั้น กรมกลาโหมจึงได้โอน
กิจการของโทรศัพท์ให้ไปอยู่ในการดูแลและดาเนินการของกรมไปรษณีย์โทรเลข ต่อมากรม
ไปรษณีย์โทรเลขก็ได้ขยายกิจการโทรศัพท์จากภาครัฐ เอกชน โดยให้ประชาชนมีโอกาสใช้
โทรศัพท์ได้ ในระยะนี้เครื่องที่ใช้จะเป็นระบบแม็กนีโต(Magneto) หรือระบบโลคอล
แบตเตอรี่ (Local Battery)
พ.ศ. 2450 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้สั่งโทรศัพท์ระบบคอมมอนแบตเตอรี่ (Common
Battery)หรือเซ็นทรัลแบตเตอรี่ (Central Battery) มาใช้ซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าระบบ
แม็กนีโตมาก พ.ศ. 2479กรมไปรษณีย์โทรเลขได้สั่งซื้อชุมสายระบบสเต็บบายสเต็บ (Step
by Step) ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติสามารถหมุนเลขหมายถึงกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน
พนักงานต่อสาย (Operator) เหมือนโลคอลแบตเตอรี่หรือเซ็นทรัลแบตเตอรี่
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3
พ.ศ. 2497 เนื่องจากกิจการโทรศัพท์ได้เจริญก้าวหน้ามาก ประชาชนนิยมใช้แพร่หลายไปทั่ว
ประเทศ กิจการใหญ่โตขึ้นมากทำให้การบริหารงานลำบากมากขึ้น เพราะกรมไปรษณีย์
โทรเลขต้องดูแลเรื่องอื่นอีกมาก ดังนั้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 จึงได้มีพระบรม
ราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้น โดย
แยกกองช่างโทรศัพท์ กรมไปรษณีย์โทรเลขมาตั้งเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้น
มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม มาจนถึงปัจจุบัน องค์การโทรศัพท์หลังจาก
ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้วก็ได้รับโอนงานกิจการโทรศัพท์มาดูแล
พ.ศ. 2517 องค์การโทรศัพท์สั่งซื้อชุมสายโทรศัพท์ระบบคอสบาร์ (Cross Bar) มาใช้งาน
ระบบคอสบาร์เป็นระบบอัตโนมัติเหมือนระบบสเต็บบายสเต็บแต่ทันสมัยกว่า ทำงานได้เร็ว
กว่า มีวงจรพูดได้มากกว่า และขนาดเล็กกว่าพ.ศ. 2526 องค์การโทรศัพท์ได้นำระบบ
ชุมสาย SPC (Storage Program Coritrol) มาใช้งานบระบบ SPC เป็นระบบที่ควบคุมการ
ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer) ทำงานได้รวดเร็วกว่าขนาดเล็กกินไฟเล็กน้อย และยัง
ให้บริการเสริมด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย
ปัจจุบันชุมสายโทรศัพท์ที่ติดตั้งใหม่ ๆ จะเป็นระบบ SPC ทั้งหมด ระบบอื่น ๆ เลิกผลิตแล้ว
ประเทศไทยกำลังเร่งติดตั้งโทรศัพท์เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้งานของประชาชนดัง
จะเห็นจากโครงการ3 ล้านเลขหมาย ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7
และโครงการอื่น ๆ ต่อไป รวมทั้งวิทยุโทรศัพท์เพื่อเสริมให้ระบบสื่อสารในประเทศไทยมี
ประสิทธิภาพเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศให้
โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Telephone) เครื่องแรกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1956 ซึ่งมีราคา
แพงมากและมีน้ำหนักมาก การใช้งานในขณะนั้นมีติดตั้งไว้ในรถยนต์เท่านั้น ไม่สามารถ
เคลื่อนที่ได้เหมือนปัจจุบันและมีลักษณะเป็นเครื่องรับส่งวิทยุมากกว่าเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่
จนปี พ.ศ. 2526 หรือ ค.ศ. 1982 ประเทศไทยได้มีโทรศัพท์เคลื่อนที่บริการ โดยมีผู้ให้
บริการรายแรกคือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เปิดให้บริการในระบบ NMT 470
MH2 โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนี้มีลักษณะเป็นชนิดนิ้ว (Portable MobilePhone) น้ำหนัก
มาก และมีข้อเสียคือ ไม่มีผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือจะมีแต่ชนิดนิ้วและติดรถยนต์
เท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นมีจำนวนผู้ใช้น้อย เนื่องจากความไม่สะดวกในการใช้งาน คือ เครื่องมี
ขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก แบตเตอรี่บรรจุไฟได้น้อย อะไหร่หายากและราคาสูง ทำให้องค์การ
โทรศัพท์หยุดขยายเครือข่ายในระบบนี้ไปในที่สุด ต่อมา การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้
ลงทุนนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ AMP 800 (Advanced Mobile Phone
System)มาตรฐานอเมริกัน เข้ามาใช้ด้วยความถี่วิทยุ 800 MHz มาเปิดให้บริการข้อดีของ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบนี้ คือ มีขนาดเล็ก สามารถติดตัวไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ ได้
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4
ส่วนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ลงทุนนำเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ NMT 900
เข้ามาใช้เช่นกัน ทำให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ทั้ง 2 หน่วยงานเล็งเห็นประโยชน์
จากธุรกิจการสื่อสารด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงลงทุนรายเครือข่ายเพื่อให้บริการครอบคลุม
พื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลจึงได้เชิญภาคเอกชนเข้าร่วมการลงทุนในลักษณะ BTO (Build
Transfer Operate) คือ ให้เอกชนดำเนินการสร้างเครือข่าย จากนั้นส่งมอบทรัพย์สินให้
ภาครัฐ แล้วแบ่งรายได้จากการใช้เครือข่ายของตนให้กับภาครัฐในอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ จึง
เป็นจุดกำเนิดของวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ของประเทศไทย โดยมีบริษัทกลุ่มชิน
วัตรเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ NMT 900 (Cellular 900) เป็นผู้ร่วมทุนให้
กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และบริษัท โทเทิล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ผู้
ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ AMPS 800 (World Phone 800/DTAC 800) เป็นผู้
ร่วมลงทุนของการสื่อสารแห่งประเทศไทย
ภาพที่ 1.1
โมโตโรล่า อิริคสัน เดนคอล
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคแรกๆ
การขยายเครือข่ายของทั้ง 2 ระบบ คือ NMT 900 และAMPS 800 ในช่วงแรก ๆ นั้นทำได้
ง่าย เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองใหญ่ ๆ ไม่ได้กระจายตัวไปสู่ชนบทมากนัก สถานี
เครือข่ายจึงตั้งอยู่ในเขตชุมชน และด้วยคลื่นความถี่ย่าน 800 - 900 เมกะเฮิรตซ์จึงสามารถ
ส่งคลื่นไปได้ไกล แต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรกยังมีปัญหาในเรื่องพื้นที่การให้บริการข้าม
จังหวัด ซึ่งสัญญานมักจะเริ่มขาดหายเมื่อผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เดินทางออกนอกเขตตัวเมือง
และสามารถติดต่อได้อีกครั้งเมื่อเข้าใกล้ตัวจังหวัดทำให้เกิดช่องว่างในการใช้งานขึ้นจึงได้เกิด
ทางเลือกใหม่ขึ้นคือการใช้เพจเจอร์ (Pager) หรือวิทยุติดตามตัวฝากข้อความที่เป็นเสียงไว้ที่
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5
ศูนย์บริการหรือส่งข้อความที่เป็นตัวอักษร ทำให้การติดต่อสื่อสารไม่ขาดหายไป ในช่วงปี
พ.ศ. 2536 - 2540มีผู้ใช้เพจเจอร์จำนวนมาก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำและราคาของเพจเจอร์
อยู่ในหลักพันบาทขึ้นไปเท่านั้นต่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ซึ่งมีราคาแพงหลายหมื่น
บาท ผู้ใช้ในยุคนั้นจึงนิยมใช้กันมากในปี ค.ศ. 1992 หรือ ปีพ.ศ. 2535 เป็นต้นมา โทรศัพท์
เคลื่อนที่ (มือถือ) มีราคาถูกแรงขนาดเล็กลง
และมีความสามารถในการส่งข้อความสั้น ๆ (Short Message) ได้จากเครื่องผู้ส่งไปยังเครื่อง
ผู้รับโดยไม่ต้องผ่านศูนย์บริการอีกต่อไป ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ได้รับความนิยมขึ้น
อีกครั้งอย่างรวดเร็วจนเป็นเหตุให้หมดยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ที่มีขนาดใหญ่และ
เพจเจอร์ โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มมีขนาดเล็กลง
ยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 1G
อะนาล็อกเซลลูลาร์ (Analog Cellular)
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 เป็นยุคเริ่มต้นของ IG (List Generation) โดยสามารถส่งผ่าน
ข้อมูลด้วยระบบอะนาล็อก (Analog) โดยระบบการสื่อสารด้วยเสียงนั้นใช้มาตรฐาน 2
ระบบ คือ ระบบ NMT ของประเทศในแถบ Nordic NMT และระบบ AMPS ของ
สหรัฐอเมริกา ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 1G ถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นหรือ Initial Stage โดย
การพัฒนามุ่งเน้นเพื่อการสื่อสารทางเสียงเป็นหลัก ใช้ระบบการส่งสัญญาณแบบอะนาล็อก
(Analog) อัตราการส่งข้อมูลของโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่ำกว่า 6.9 Kbps (Kilo BitsPer
Seconds) ซึ่งได้ออกแบบมาสำหรับการส่งสัญญาณเสียงเท่านั้น เช่น ระบบ AMPS, NMT,
TACSโดยการส่งสัญญาณระบบนี้เมื่อส่งออกไปแล้วคลื่นจะอ่อนลงเรื่อย ๆ ตามระยะทาง
เมื่อมีการติดต่อสื่อสารในระยะทางไกลต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) แต่ใน
เครื่องขยายสัญญาณก็ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ได้ ดังนั้นโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนี้
จึงมีคุณภาพของเสียงที่ไม่ชัดเจน อีกทั้งราคาสูงและมีน้ำหนักมากไม่สะดวกในการพกพา
เทคโนโลยีระบบอะนาล็อก (Analog) คือ ใช้สัญญาณวิทยุในการส่ง
บบททที่ที่11ปประรวะัวตัิตโิทโทรศรัศพัพท์ทเ์คเคลื่ลอื่อนนที่ที่ 46
คลื่นเสียงโดยมีบริษัท AT&T เป็นผู้ให้บริการและแพร่หลายให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป
เมื่อได้มีการคิดค้นระบบ Cellular ขึ้นโดยสถาบันวิจัย Bell Labs ของ AT&T (ในช่วงแรก
Bell Labs เป็นองค์กรวิจัยภายใต้การบริหารงานของบริษัท AT&T แต่ต่อมาภายหลังได้แยก
ตัวออกเป็นอิสระเพื่อการสร้างนวัตกรรมแบบเปิดมากขึ้น) โดยระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 16
ใช้ระบบพื้นฐานการส่งสัญญาณแบบ FDMA (Frequency DivisionMultiple Access) ซึ่งมี
หลักการจัดสรรของสัญญาณด้วยการแบ่งช่องสัญญาณออกเป็นช่องความถี่ย่อยจำนวนหลาย
ๆ ช่อง และผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรายจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงของการติดต่อ
สื่อสารเฉพาะช่องที่ว่าง อย่างไรก็ตามถ้าผู้ใช้มีจำนวนมาก ระบบก็จะไม่สามารถรองรับการ
จองช่องสัญญาณได้ดังนั้น FDMA จึงไม่ได้รับความนิยมในระบบสื่อสารเคลื่อนที่ในเวลาต่อ
มา- NMT (Nordic Mobile Telephone) เป็นระบบที่มีการออกแบบและพัฒนาใช้ในกลุ่ม
ประเทศสแกนดิเนเวีย ใช้งานในย่านความถี่ 450 MHz
ภาพที่ 1.2 ภาพตัวอย่างโทรศัพท์ระบบ AMPS
เนื่องจากมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นในปริมาณมหาศาล ในช่วงเวลา 16 นั้น เทคนิค FDMA ดังกล่าวได้รับ
การพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรก ๆ เช่น
• AMPS (Advance Mobile Phone System) ถูกพัฒนาขึ้นใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้
งานในย่านความถี่ 800 MHz
• TACS (Total Access Communication System) เป็นระบบที่มีการออกแบบและ
พัฒนาใช้ในประเทศอังกฤษ ใช้งานในย่านความถี่ 900 MHz จุดสูงสุดของยุค 1G อยู่ในช่วง
ปี ค.ศ. 1991โดยอเมริกาเหนือมียอดผู้สั่งซื้อเครื่องมือสื่อสารมากกว่าครึ่งของยอดโดยรวม
(53.9%) ส่วนยุโรปตะวันตกมีประมาณ 27.8% และเอเชียแปซิฟิกมี 16% ในช่วงเวลานั้น
สหรัฐอเมริกามีอำนาจทางการตลาดเหนือกว่าประเทศอื่นมากและยังขยายตลาดไปยัง
แคนาดา เปอโตริโก และชิลี ส่วนในเอเชียแปซิฟิกประเทศญี่ปุ่นเริ่มเข้า
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 7
มาเป็นผู้นำและมีบทบาทในธุรกิจสื่อสารของภูมิภาคนี้ แต่งงานระเบียบที่เก็บจากญี่ปุ่นทำให้
ญี่ปุ่นยังไม่ได้รับอนุญาตให้แข่งขันในตลาดต่างประเทศมากนัก และในช่วงปลายยุค 1G นี้
ประเทศออสเตรเลียเริ่มรุกตลาดอย่างรวดเร็ว ส่วนในยุโรปตะวันออกธุรกิจสามากจนกระทั่ง
สิ้นสุดสงครามเย็น
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 2G
ดิจิตอลเซลลูลาร์
ช่วงหลังปี ค.ศ. 1990 ใช้ระบบการส่งสัญญาณแบบดิจิตอล (Digital) อัตราการส่งข้อมูลของ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนี้คือ 6.9-144 Kbps การส่อง สามารถลงได้ทั้งปัญญาณเสียงนกแลที่
เป็นข้อความสั้น ๆ (Short Message) โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนี้มีน้ำหนักเบา มีการออกแบบ
ที่ทันสมัยขนาดจะเล็กกว่ายุคแรกทำให้สะดวกในการพกพา และได้มีการปรับปรุงความเร็ว
ในการส่งข้อมูลให้มากขึ้นโดยเป็นยุคที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอลเซลลูลาร์ (Digital
Cellular) เป็นการเข้ารหัสดิจิตอลส่งทางคลื่นไมโครเวฟ โดยมีเทคโนโลยีการเข้าถึงของ
สัญญาณของผู้ใช้เป็นลักษณะเชิงผสมระหว่าง FDMA และ TDMA(Time Division
Multiple Access) เพื่อเพิ่มช่องการสื่อสารให้มากขึ้น เพื่อสามารถรองรับผู้ใช้ที่มีปริมาณสูง
ขึ้นได้ ด้วยการแบ่งช่องความถี่ย่อยผสมกับการแบ่ง Slot เวลา เพื่อการสลับเวลาในการเข้า
ถึงของสัญญาณจึงทำให้รายการจะเพิ่มจำนวนคู่สายทน ในยุค 26 นยุค เรามาจะใช้งานทาง
ด้าน uta ได้นอกเหนือจากการใช้งานด้านเสียง (Voice) เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีมาตรฐานที่
สำคัญ ๆ เช่น
• PDC (Personal Digital Cellular) หรือ T- mode ของบริษัท NTT DoCoMo เป็น
เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยประเทศญี่ปุ่น ใช้ความถี่ 1429 MHz ถึง 1453 MHz
• GSM (Global System for Mobile Communications) พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มประเทศใน
ยุโรป นั่นก็คือระบบ TDMA ใช้งานในย่านความถี่ 900 MHz ระบบนี้ได้รับความนิยมอย่าง
กว้างขวางทั่วโลกเนื่องจากใช้เทคโนโลยีในการบีบอัดข้อมูลทำให้ได้คุณภาพของเสียงที่
ชัดเจน มีความจุของผู้ใช้ต่อระบบมีการให้บริการสัญญาณข้อมูลที่เป็นข้อความสั้น ๆ (Short
Message Service - SMS) และยังสามารถใช้งานได้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย
เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีคุณภาพเสียงที่ดีมากและมีการบริหารการเข้าถึงช่องสัญญาณได้
อย่างมีคุณภาพ
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 8
• PCN (Personal Communication Network) พัฒนาโดยกลุ่มประเทศในยุโรป ใช้งาน+
CDMA {Code vision Multiplex Access) หรือมีชื่อทางเทคนิคว่า 5-95 โดยในประเทศ
ในย่านความถี่ 1,800 MHz
ญี่ปุ่นมีการพัฒนาเครือข่าย CDMA ในมาตรฐานตัวเอง ซึ่งต่างกับในประเทศสหรัฐอเมริกา
และฝึกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งมีวิวัฒนาการการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเครือข่าย
CDMA เข้าสู่มาตรฐาน CDIMMA 2000 ในยุโรปนั้นจะมีการพัฒนาเครือข่ายในมาตรฐาน
WCIMA
• TDMA หรือ IS-136 ได้แก่ D-MAPS ตั้งขึ้นโดยทวีปอเมริกา ในปี ค.ศ. 1988 โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของระบบ AMPS ที่ใช้งานอยู่ให้เป็นระบบดิจิตอล
แต่ยังสามารถใช้งานกับระบบอะนาล็อกเก่าที่ใช้อยู่ก่อนได้ ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงในยุค
24 ในปี ค.ศ. 1992 สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดจากการครอบครองตลาด15
แต่ต่อมาเมื่อกลุ่มประชาคมยุโรปได้ผลิต GSM ขึ้นมาในต้นทศวรรษที่ 1950 ซึ่งเป็นระบบ
เครือข่ายดิจิตอล ระบบแรกของเจลลูลาร์ โดยอุปกรณ์ GSM มีลักษณะเด่น คือ มีขนาดเล็ก
และเบาแต่มีความปลอดภัยสูง และยังมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นมาก จึงได้
กลายมาเป็นผู้นำในตลาดสื่อสารและได้ขยายSSM ไปทั่วโลก ส่วนสหรัฐอเมริกาล้มเหลวใน
การเป็นผู้นำการพัฒนาเพราะมีการแตกตัวของธุรกิจอย่างซับซ้อนในปี ค.ศ. 2000 ยุโรป
ตะวัน ประสบความสำเร็จมาโดยครองตลาดถึง 96.5% เทียบกับเอเชียที่เติบโต31.1% ขณะ
ที่สหรัฐอเมริกากลับตกต่ำลง และต่อมาในปี ค.ศ. 1997 ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนเมื่อประเทศ
ทางอเมริกาเหนือได้สูญเสียความเป็นผู้นำให้กับประเทศทางยุโรปตะวันตก ช่วงเวลาการเติบ
โตของไมโตโรลาได้สิ้นสุดลง
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 2.5G
เป็นต้นยุคโมบายอินเทอร์เน็ต First Era of Moblie internet ยุคนี้ สามารถเรียกได้ว่า
First StepInto 55 ก็ได้ มีอัตราการจัดส่งข้อมูลของโทรศัพท์เคลื่อนที่คือ 44 - 144 Kbps
คำว่า “ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 2.55 นั้น มีนักวิชาการหลายท่านถือว่าเป็นการเรียก
กันเองในหมู่ผู้คนในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลารอยต่อระหว่างยุค 2G และ 3G โดยมีจุด
เด่นตรงที่ระบบ 2G เริ่มสามารถต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ด้วยความเร็วที่พอยอมรับได้จึงเพิ่ม
เติมขีดความสามารถในการให้บริการได้มากขึ้น ก่อนที่จะเข้าสู่ที่ 3 ของเทคโนโลยีโทรศัพท์
เคลื่อนที่ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ข้อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคของเครือข่ายโทรศัพท์
เคลื่อนที่ในยุค 25 ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเครือข่ายก่อนที่จะมีการก้าวเข้า
สู่ (Transition; ยุค 3นั่นเอง โดยสามารถกล่าวถึงรายละเอียดของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องได้ดังนี้
บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่ 9
• เทคโนโลยี H5050 (High Speed Circuit Swintered Data) เป็นเทคนิคการรับ-ส่งข้อมูล
อัตราความเร็วสูงผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท
Naka โดยการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพิ่มเติมในเครือข่ายโทรศัพท์
เคลื่อนที่ GSM บางส่วน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ในประเทศ
ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ล้วนสนับสนุนเทคโนโลยี HS-SD สำหรับการตัดสินใจเปิดให้บริการนั้นจะ
ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทผู้ให้บริการเป็นประการสำคัญ
• เทคโนโลยี GPRS เนื่องจากเทคโนโลยี HSC 50 นั้นถือเป็นเพียงการต่อยอดเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพในเวลาชั่วคราว แต่สำหรับ GPRS นั้นมีหัวใจหลักคือการนำเทคโนโลยีการ
สื่อสารข้อมูลแบบแพ็กมาผสมผสานกับการทำงานของระบบเครือข่าย GSM เดิม โดยการนำ
เอามาตรฐาน Internet Protocol(P) มาพัฒนาให้ระบบ GSM สามารถส่งข้อมูลบน
มาตรฐาน IP อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.71 kbps
และมีการพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานการสื่อสารทางคลื่นวิทยุระหว่างสถานีฐานและเครื่องลูก
ข่าย จึงทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM สามารถต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• เทคโนโลยี EDGE เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการสื่อสาร
ข้อมูลด้วยอัตราเร็วที่สูงสุดถึง 384 Kaps อย่างไรก็ตามในการพัฒนาเครือข่าย GSM หรือ
GPRS ให้รองรับเทคโนโลยี ELISE จำเป็นต้องลงทุนสูงมาก
• เทคโนโลยี CDMA 2000 มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าระบบ CDMA เป็นมาตรฐานที่
เกิดในยุค 30 ซึ่งอันที่จริงมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่CDMA หรือ IS - 95 ก็นับเป็น
มาตรฐานที่ได้รับการนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจมากเป็นอันดับที่สองรองลงมาจากมาตรฐาน
GSM เมื่อครั้งที่เริ่มมีการก้าวเข้าสู่ยุค 2.5G แล้ว
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 3G
สื่อประสมเซลลูลาร์เป็นการสื่อสารแบบไร้สายนี้ อยู่ในช่วงหลังประมาณปี ค.ศ. 2001-2002
โดยเน้นการส่งข้อมูลระบบเสียงและภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะสามารถเพิ่มอัตรา
ความเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 384 Kbps - 2 Mops Eสามารถเรียกโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค
นี้ว่า อินเทอร์เน็ตมือถือและคุณสมบัติโดดเด่นของ Anyservice Anywhere Anything คือ
สามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบที่ต้องการ เช่น การนัดหมายการดูข้อมูลข่าวสาร การซื้อสินค้า
ในทุกๆ ที่และทุกเวลาที่ต้องการ การพูดคุยกันแบบเห็นหน้าชัดเจนใช้เป็นสำนักงานเคลื่อนที่
ชมวีดีทัศน์ตามสั่งได้ทันที ใช้เป็นเครื่องอ่านหนังสือ ใบปลิว โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ที่จะลง
ข้อมูลมาที่เครื่องได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้เล่นเกม Onlineได้สามารถรับ - ส่ง E-
Postcard จากการบันทึกภาพของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ทันที ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่
10บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
ยุค 3G (3rd Generation) เป็นยุคที่มีการขยายตัวสูงต่อจาก 2.5G โดยวัตถุประสงค์หลัก
ของการพัฒนานั้นมุ่งเน้นในการให้บริการสื่อประสม (Multimedia) โดยที่ยังคงคุณภาพการ
ให้บริการทางเสียง และมีขีดความสามารถที่โดดเด่นคือสามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็ว
สูงสุดถึง 2 Mbps จึงทำให้ระบบ 3G สามารถให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การรับ-
ส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ การใช้บริการ Videocal Conference,Download เพลง บริการ
TV Streaming
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้วเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มีช่อง
สัญญาณความถี่รวมทั้งความจุในการรับ - ส่งข้อมูลที่มากกว่า และคุณสมบัติสำคัญอีก
ประการหนึ่งของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G คือ การเชื่อมต่อกับโครงข่ายตลอดเวลา
(Always On) โดย ITU ให้กำหนดมาตรฐานสากล3G ไว้ใน IMT - 2000 ซึ่งประกอบด้วย
มาตรฐานการทำงาน 5 แบบ ได้แก่ W-CDMA (Wideband CodeDivision Multiple
Access) CDMA 2000 (Code Division Multiple Access 2000) TD - CDMATD -
SCDMA, UWC - 136 และ DECT IMT - 2000 Global Collaborationก
มาตรฐาน 5 รูปแบบของเทคโนโลยี 3G
ซึ่งถูกกำหนดโดย ITU [Source : ITU (International Telecommunications Union),
RetrievedJanuary 1, 2008,
fromhttp://www.itu.int/osg/spu/n/3g/technology/index.html]ในปี 1999 สมา
พันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้ประกาศให้ระบบ 3G เป็นมาตรฐานสากล โดยมี
3 เทคโนโลยีหลัก ดังนี้
11บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
• WCDMA (Wideband Code Division Multiple Access) กลุ่มมาตรฐาน IMT-
2000/UMTS(Universal Mobile Telecommunication Services) ท่าการรับผิดชอบการ
พัฒนามาตรฐาน WCDMA(Wideband Code Division Multiple Access) สำหรับ
มาตรฐาน WCDMA นี้ นอกจากจะเป็นเส้นทางในการพัฒนาสู่มาตรฐาน 3G ของผู้ให้บริการ
เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM แล้ว ยังได้รับการยอมรับจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง
บริษัท NTT DoCoMo ผู้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 - mode โดยใช้เทคโนโลยีPDC
ให้เป็นมาตรฐาน 3G สำหรับใช้งานภายใต้เครื่องหมายการค้า “FOMA” โดยได้เปิดให้
บริการในประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งในปัจจุบัน WCDMA ได้กลายเป็นเครือข่าย 3G
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
• CDMA 2000 (Code Division Multiple Access 2000) เป็นมาตรฐานการพัฒนาเครือ
ข่ายCDMA ในมาตรฐานของ Qualcomm สหรัฐอเมริกา โดยให้รองรับการสื่อสารในยุค 3G
รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP2 มีเทคโนโลยีหลักคือ CDMA 2000 -
3xRTT ที่มีศักยภาพเทียบเท่ากับมาตรฐาน WCDMA ของค่ายยุโรป แต่ปัจจุบันยังไม่มีความ
พร้อมสำหรับให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนสำหรับในประเทศไทย บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที
ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด เปิดให้บริการเฉพาะเครือข่ายCDMA2000 1XEV - DO ซึ่งยังมีขีด
ความสามารถเทียบเท่าเครือข่าย 2.5G เท่านั้น
• TD-SCDMA (Time Division Synchronous Code Division Multiple Access) เป็น
มาตรฐาน 3G ที่พัฒนาโดยประเทศจีน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท Siemens และ
ทีมวิจัย ChinaWireless Telecommunication Standard Group ของรัฐบาลจีน และได้
ประกาศให้ TD-SCDMA เป็นมาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศในเดือน
ตุลาคม ปี ค.ศ. 2002 มาตรฐานดังกล่าวใช้ความถี่ช่วง 155 MHz เป็นช่องสัญญาณการ
สื่อสาร ซึ่งมาตรฐาน TD - SCOMA นี้เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสำหรับเครือข่ายประเภท
Starc Alone ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ และที่สำคัญคือสามารถรองรับเทคโนโลยี
GSM(Global System for Mobile Communications) และ WCDMA ได้ จากรูปแสดง
ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี 3G ที่มีการพัฒนาจากมาตรฐาน CDMA โดยแบ่งเป็น 2
ค่ายหลัก คือ (1) ค่ายบริษัท Qualcomm ของสหรัฐอเมริกา ด้วยเทคโนโลยี CDMA 2000
และพัฒนาไปเป็น 1XEVDO Rev A (เครือข่ายCAT - HUTCH ได้ติดตั้งแล้วในประเทศไทย)
และ 1xEVDO Rev B และในส่วนของมาตรฐาน (2) ค่ายยุโรปด้วยเทคโนโลยี WCDMA
(UMTS) ก็มีการพัฒนาเป็น HSDPA และจะพัฒนาต่อยอดไปจนถึง HSUPA (HSPA)ในช่วงปี
ค.ศ. 2007 2009
12บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
การวิวัฒนาการของเทคโนโลยี 3G
(Soiree - Mobile WiMAX - Part 2 : A Comparative Analysis. WiMAX Forum,
RetrievedJanuary 1, 2008, from http://www.wimaxforurn.org) ปัจจัยสำคัญที่ส่งผล
ให้มาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ WCDMA มีแนวโน้มของการประสบความ
สำเร็จทางธุรกิจที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 25จนถึง 2.50% นั้น มีเหตุผลมาจากการปฏิวัติรูป
แบบคอ เทคโนโลยีเครือข่ายเพื่อตอบสนองรูปแบบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจให้ผลัก
ดับบริการ Non - Voice อย่างเต็มรูปแบบ จากรูปแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี
GSM, GPRS, EDGE ที่พัฒนามาเป็น 3G UMTS ไปจนถึง HSDPA ผลักดันให้มีการหลอม
รวมกับของเทคโนโลยี (Technology Convergence) ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างระบบ
Fixed/Mobile และInternet โดยมีการเพิ่มศักยภาพทั้งในด้านการพัฒนาอัตราการรับ - ส่ง
ข้อมูลให้สูงขึ้น และมีความสามารถในการเคลื่อนที่ (Mobility) มากขึ้น
การวิวัฒนาการสู๋ Covergence
วิวัฒนาการที่เข้าสู่การ Convergence ระหว่าง Fixed/Mobile และ Internet(Source:
"3G/UMTS Evolution: towards a new generation of broadband
mobileservices," UMTS Forurn. Retrieved January 1, 2008, from
http://www.umts-forum.org) จากการวิเคราะห์ของ UMTS Forum ได้กล่าวถึงแนวโน้ม
ในการเข้าถึงเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอนาคตวจะมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกันคือ Mobile
Broadband แนวโน้มใน Mobile Wireless Access ที่มีทิศทางมุ่งไปสู่ Mobile
Broadband (Source: “3G/UMTS Evolution: towards a new generation of
broadband mobile services," UMTS Forum.Retrieved January 1, 2008, from
http://www.umts-forum.org) ทั้งนี้ UMTS Forum ได้กล่าวถึงจุดแข็งของเทคโนโลยี
โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มาตรฐาน WCDMA ซึ่งจะนำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้
ประกอบการ ดังนี้
• เครือข่าย WCDMA มีขีดความสามารถในการรองรับข้อมูลแบบ Voice และ Non -
Voiceโดยในแง่ของผู้ใช้บริการจะรับรู้ได้ว่าคุณภาพเสียงจากการใช้งานเครือข่าย 3G ชัดเจน
กว่า หรืออย่างน้อยเทียบเท่าการสนทนาผ่านเครือข่าย 2G ส่วนการรับ - ส่งข้อมูลแบบ Non
- Voice จะรับรู้ถึงอัตราเร็วในการสื่อสารที่สูงกว่าการใช้งานผ่านเครือข่าย 2.5G มาก อัน
เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเครือข่าย
13บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
• WCDMA เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยกลุ่ม 3GPP ซึ่ง
เป็นกลุ่มเดียวกับผู้พัฒนามาตรฐาน GSM ทำให้ผู้ให้บริการ 3G สามารถใช้งานข้ามเครือข่าย
เทคโนโลยีเดิมได้(Roaming) เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในเครือข่ายยุค 2G โดยผู้ใช้บริการเพียงมี
อุปกรณ์สื่อสารแบบ Dual Mode เท่านั้น ทำให้เป็นการแก้ปัญหาการไม่เข้ากันของ
เทคโนโลยี อีกทั้งเป็นการเปิดให้ผู้ประกอบการเครือข่ายรายอื่นได้ร่วมเข้าใช้บริการใน
ลักษณะของ Mobile Virtual Network Operator (MVNO) ซึ่งจะเป็นรายได้ที่สำคัญนอก
เหนือจากการให้บริการ 3G กับผู้ใช้บริการที่จดทะเบียนภายในเครือข่ายอีกด้วย
- การให้บริการแบบ Voice หากพิจารณาพการให้บริการแบบ Voice จะเห็นว่าการลงทุน
สร้างเครือข่าย WCDMA มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างเครือข่าย GSM ถึงกว่า 30% เนื่องจาก
มาตรฐาน WCDMAมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว จึงทำให้ผู้ให้บริการ (Operator) สามารถ
ปรับเปลี่ยนทรัพยากรความเพียรองรับ Voice และ Non - Voice ได้อย่างผสมผสาน ต่าง
จากการกำหนดทรัพยากรตายตัวในกรณีของเทคโนโลยี GSM
- WCDMA เป็นมาตรฐานสื่อสารเคลื่อนที่แบบแถบความ กว้าง (Wideband) อันนำมาซึ่ง
ประสิทธิภาพในการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการด้านความเร็วสูงสุดถึง 2 Mbps ใน
ขณะที่มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่สามารถพัฒนาให้รองรับการสื่อสารข้อมูลได้
มากกว่าเทคโนโลยี EDGE รองข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วสูงสุดเพียง 384 Kbps เนื่องจากเป็น
ระบบแบบแถบความแคบ (Nanow Bard)จี ยากแก่การบริหารทรัพยากรความ
• ระบบ WCDMA ถูกออกแบบให้รองรับเทคโนโลยีในอนาคตและเนไปตามมาตรฐานสากล
โดยเฉพาะมาตรฐาน IETF (Internet Engineering Task Force) ที่ทำให้ผู้ให้บริการ
(Operator) สามารถเปิดโอกาสให้พ้นรมิตรทางธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา
โปรแกรมหรือบริการพิเศษต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี
ใหม่ตลอดเวลาจนเป็นอุปสรรคต่อการคิดนวัตกรรมบริการใหม่ ๆ โดยใช้ทักษะความ
สามารถและความชำนาญที่มีอยู่บนเทคโนโลยีมาตรฐาน จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดความคิด
สร้างสรรค์ในการสร้างบริการประเภท Non-Voice รูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย
14บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
• ในอนาคตมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 36 มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนในการรวมตัวกัน
มาตรฐานเพื่อการไร้สายชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless LAN (IEEE802.11b/g)
หรือ WiMAX(IEEE802.16d/e/e+)ทำให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายไร้สายสามารถเคลื่อนย้ายไป
ใช้งานในเครือข่ายใด ๆ ก็ได้รายความเหมาะสมพระภูมิประเทศ โดยยังคงได้รับการดูแลโดย
ผู้ให้บริการเครือข่าย 35 จุดเด่นของเทคโนโลยโทรศัพท์เคลื่อนที 35 มาตรฐาน WCDMA
ข้างต้นนี้เป็นแรงผลักดันให้ผู้ให้บริการ (Operator) โทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM จำนวนมากทั่ว
โลก รวมทั้งนักลงทุนได้ให้ความสำคัญสำหรับการแสวงหาสิทธิในการเปิดให้บริการเครือข่าย
55 โดยเฉพาะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับต้น ๆ ของโลกได้ตัดสินใจเลือก
มาตรฐานWCDMA เป็นเทคโนโลยี 35 ดังข้อมูลที่แสดง
ข้อมูลผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเทคโนโลยี 25 และ 3G ที่เลือกใช้ในโครงข่าย
China Mobile GSM UMTS/WCDMAVodafone GSM UMTS/WCDMAChina Unicom
GSM/CDMA To be confirmed
T-Mobile GSM UMTS/WCDMA
Orange GSM UMTS/WCDMA
NTT DoCoMoPDC UMTS/WCDMA
TIM GSM UMTS/WCDMA
Verizon Wireless CDMA CDMA 2000
Telefonica GSM UMTS/WCDMA
Cingular Wireless GSM/TDMA UMTS/WCDMA
(ที่มา: UMTS Forum สืบค้นเมื่อ 1 มกราคม 2551 จาก http://www.umts-forum.org)
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 4G
เป็นการพัฒนามุ่งเน้นที่จะรองรับการสื่อสารสื่อประสม (Multimedia) ที่มีความเร็วการส่ง
ข้อมูลที่สูงกว่า 2 Mbps เช่น การให้บริการข่าวสารข้อมูลเพื่อการศึกษา การซื้อขายสินค้า
ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสามารถหักค่าใช้จ่ายผ่านบัญชีในธนาคารได้ทันที(Mobiles
Commerce) วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full - Motion Video) หรือการ
ประชุมทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Teleconferencing) จากรูปแสดงให้เห็นถึงการ
พัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จากชุด 2G ใน 30% และต่อเนื่องไปสู่ 4G
15บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
การพัฒนาเทคโนโลยี 25 ไปดู 33 และต่อเนื่องสู่ยุค 4G โดยทางเทคนิคแล้ว แต่ละยุคของ
เซลลูลาร์ก็มีการเพิ่มขีดความสามารถในด้านความเร็วของการรับ - ส่งข้อมูล โดยได้ทำการ
เพิ่มความกว้างของช่องทางการรับ-ส่งข้อมูล (Bandwidth) ให้มากขึ้นนั่นเอง ไทยในช่วง 10
กว่าปีที่ผ่านมานี้ ผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ผลักดันให้เกิดเทคโนโลยี
เครือข่ายไร้สายความเร็วสูง (High Speed Wireless Networksขึ้น และไม่เพียงแต่ธุรกิจ
โทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้นพยายามผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง
บริษัท Microsoft และ Intel ก็ยังเป็นผู้ผลิตที่เข้ามามีบทบาททางด้านนวัตกรรม
บรอดแบนด์ไร้สาย (Wireless Broadband) ด้วย Steve Ballmer ซึ่งเป็นประธานบริษัท
Microsoft และยังดำรงตำแหน่งCEO ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ได้กล่าวไว้ว่า “ในช่วง 25 ปีที่
ผ่านมา เราพูดถึงการที่จะให้มีคอมพิวเตอร์ใช้ทั่วทุกทีมันทีบ้าน แต่ในปัจจุบันเราได้พูดไปถึง
การรวมพลังผู้คน (Empowering People) รวมทั้งSoftwareสามารถใช้ได้ทุกที่และทุกเวลา
ภาพที่ 1.3
Steve Ballmer CEO Microsoft
ในเวลาเดียวกันนั้น บริษัท Microsoft ได้เพิ่มการลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนา
(R&D) ในการที่จะนำโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) มารวมเข้าไว้ด้วยกัน จากคำ
กล่าวของ Bill Gates ที่พูดไว้ ณที่ประชุม International Telecommunication Union
(ITU) ในปี ค.ศ. 2003 โดยได้ชี้ให้เห็นว่า Softwareเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ Broadband
ในโลกอนาคต Sean Maloney ซึ่งเป็นประธานบริหารของบริษัทIntel ได้กล่าวไว้ว่า “ด้าน
การตลาดนั้น Intel ได้พยายามที่จะเป็นผู้นำทางด้านไมโครชิปของอินเทอร์เน็ตแลนไร้สาย
(Wi - Fi Chip) ใน Laptop และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยสามารถที่จะใช้กับเทคโนโลยีได้หลาก
หลาย เช่นWMAX และ Z5Bee เป็นต้น” โดยพื้นฐานแล้วธุรกิจบรอดแบนด์ไร้สาย
(Wireless Broadband จะช่วยให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของธุรกิจการให้
บริการอื่นๆ โดยผู้คนไม่ต้องใช้เวลาในการค้นหข้อมูล แต่ข้อมูลจะเข้ามาหาน บริษัท NTT
DoCoMo ปุ่นเริ่มเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 55 ในปี
16บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
ค.ศ. 2001 แต่ทางด้าน R&0 นั้นได้เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 โดยในปี
ค.ศ. 2005 ทั่วโลกส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำบริการ 3G และการให้บริการข้อมูลความเร็วสูง (Hi -
Spainted Dara Services) มาใช้อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ที่จะนำ
มาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบันนี้ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาระบบเซลลูลาร์ 3G และนำ
มาใช้งานในเชิงธุรกิจอย่างสมบูรณ์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันมีการทำวิจัยและพัฒนาระบบ
เครือข่าย 4G ในประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็ไม่ได้คาดหวังว่าการให้บริการ 4Gจะถูกนํามาใช้ก่อนปี
ค.ศ. 2010
4G เป็นยุคถัดไปของเครือข่ายไร้สายที่จะมาแทนที่เครือข่าย 3G ในอนาคต 4G เริ่มขึ้นจาก
ห้องวิจัยและพัฒนาของสถาบันการศึกษาที่ต้องการหลุดออกจากข้อจำกัด และปัญหาของ
3G ในช่วงครึ่งปีแรกของปีพ.ศ. 2002 ระบบ 4G เป็นกรอบแนวคิดเพื่อนำไปสู่การพัฒนา
เครือข่ายไร้สายความเร็วสูงของคนทั่วโลกที่จะเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wireline Backbone
ได้อย่างไร้พรมแดน 4G จึงเป็นความหวังและแนวคิดของกลุ่มนักวิจัย ไม่ว่าจะเป้น
Motorola, Qualcommm, Nokia, Ericsson, Sun, HP, NTT DoCoMo และผู้จำหน่าย
ระบบโครงข่ายต่าง ๆ ที่ต้องการจะตอบสนองความต้องการใช้ MMS, มัลติมีเดีย และแอพ
พลิเคชั่นของวิดีโอ ถ้า 3G ไม่สามารถก้าวไปสู่จุดที่คาดหวังไว้ได้เริง โดยแรงจูงใจในการ
พัฒนา 4G
• การทํางานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของ Application
ระดับสูง อย่างเช่น สื่อประสม (Multimedia) วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full
- Motion Video)หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Teleconferencing)
ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G
• แม้ว่ามีความพยายามที่จะทำให้ 3G เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถ Roaming ข้ามโครง
ข่ายทุกประเภทได้ แต่ด้วยมาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G ก็ยังคงมีปัญหาอยู่บ้างในการเชื่อม
โยงและทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย อย่างไรก็ตาม เราต้องการใช้งานแบบเคลื่อนที่ พก
พาไปใต้ทั่วโลก Roaming ได้อย่างและบูรณ์จึงมีความคิดที่จะพัฒนาและแก้ปัญหายุค4G
17บทที่ 1 ประวัติโทรศัพท์เคลื่อนที่
พัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่
ที่มีการพัฒนาอยู่เรื่อยมา
รูปร่างขนาดใหญ่ เป็นรูปร่างขนาดเล็ก
ภาพหน้าจอขาว - ดำ เป็นภาพหน้าจอสี
ใช้พูดคุยระหว่างคน 2 คน เป็นประชุมตั้งแต่ 3 สายขึ้นไปได้
ใช้ฟังเพลงได้ ใช้ดูหนังได้ ใช้ MP3 ได้
เป็นกล้องถ่ายรูป – เป็นกล้องวิดีโอได้ อัดเสียงสนทนาได้
ใช้เป็นเครื่องคิดเลข เป็นออร์แกไนเซอร์ จดบันทึกข้อมูล
มีระบบ GPS (Global Positioning System)
มีฟังก์ชัน Wi - Fi ต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่
รองรับการใช้วิทยุในตัว
ดู TV ฟรีทั่วไทย
สรุป
เทคโนโลยีทางด้านการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Telephone)
เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารทางเสียง
เท่านั้น แต่ในปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาทางเทคโนโลยีไปไกลมาก จากเดิมที่
ใช้สำหรับติดต่อสื่อสารกันเพียงอย่างเดียว พัฒนามาจนกลายเป็นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์
ขนาดเล็กโดยต้องการให้เป็นอุปกรณ์ไร้สายที่สามารถใช้รับ - ส่งข้อมูลข่าวสาร (Mobile
Multimedia) ได้ด้วย ดังนั้น จึงได้มีการพัฒนาอินเทอร์เน็ตมือถือ (MobileInternet) โดยใช้
อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลบิตต่อวินาทีเป็นหลัก (bps) เช่น PDA หรือ Pocket PC และ
ในอนาคตวิวัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจจะเป็นเครื่องเจาะเวลาหาอดีตหรืออนาคตก็
เป็นไปได้ เช่นหากต้องการย้อนอดีตเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ก็กดปุ่มย้อนกลับไปในอดีตได้ หรือ
หากต้องการทราบอนาคตอีกดไปยังอนาคต เป็นต้น
2 หลักการรับ - ส่งคลื่น
สัญญาณ
19บทที่ 2 หลักการรับ - ส่งคลื่นสัญญาณ
2
หลักการรับ - ส่งคลื่น
สัญญาณ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Station) หมายถึง อุปกรณ์โทรศัพท์ที่ใช้กับระบบโทรศัพท์
เคลื่อนที่โดยที่ผู้ใช้สามารถนำอุปกรณ์นี้เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ในขณะติดต่อสนทนาภายใน
เขตพื้นที่ที่มีสัญญาณให้บริการครอบคลุมในการผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่มีหลายรูป
แบบแตกต่างกันไปเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันไป
โครงสร้างของโทรศัพท์เคลื่อนที่
มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ
1. ส่วนหูฟัง (Handset) จะอยู่ในวงจรภาคขยายเสียงโดยมีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า ไทย (TIC
ARTS)เป็นตัวทำหน้าที่ควบคุมสั่งการในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากลำโพงนอก หรือเสียง
จากล้าโพงในตัวเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เอง หรือส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสียง จะมีการสั่ง
งานมาจากอุปกรณ์ที่กล่าวมานี้
2. ส่วนควบคุม (Control Part) ทำงานโดยอาศัยไมโครโปรเซสเซอร์ (Micropron) ซึ่งมี
หน้าที่คืิอ
2.1 ควบคุม Signaling ต่าง ๆ ที่ใช้ติดต่อกับสถานีฐาน
2.2 ควบคุมส่วนคลื่นวิทยุ
3. ส่วนคลื่นวิทยุ (Radio Part) ใช้สำหรับติดต่อกับสถานีฐาน ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้
3.1 เครื่องส่ง (TK) ทำหน้าที่ผสมสัญญาณเสียง ข้อมูลกับคลื่นพาหะ (Modulate) และ
ขยายสัญญาณเพื่อส่งไปให้สถานีฐาน
3.2 เครื่องบิน (Ra) ทำหน้าที่นำสัญญานเชียง ข้อมูลออกมาจากคลื่นพาหะที่ส่งมาจาก
สถานีฐาน
20บทที่ 2 หลักการรับ - ส่งคลื่นสัญญาณ
การรับ - ส่งคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่
ในยุคแรกโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเป็นระบบอะนาล็อกเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะการใช้ระบบอะ
นาล็อกทำให้เครือข่ายไม่ซับซ้อนมาก แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไปจำนวนผู้ใช้มากขึ้น ระบบอะนา
ล็อกไม่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากๆได้ จึงมีผู้คิดค้นระบบดิจิตอล ขึ้นมาเพื่อรองรับ
จำนวนผู้ใช้ได้เป็นจำนวนมาก สัญญาณเสียงคมชัดขึ้น สัญญาณไปได้ไกล นอกจากนี้ เมื่อส่ง
คลื่นออกไปแล้วมีสัญญาณวิทยุมารบกวน วงจรถอดรหัส ก็สามารถกำจัดสัญญาณรบกวน
ออกไปได้ ทำให้สัญญาณเสียงยังคมชัดต่างจากระบบอะนาล็อกที่ไม่สามารถกำจัดสัญญาณ
รบกวนออกไปได้จึงมักจะมีเสียงซ่าบ่อยเมื่อใช้ระบบในการสนทนาผลของโทรศัพท์เคลื่อนที่
แบบดิจิตอลคือรองรับบริการ ปริมาณมากๆ มีบริการเสริมมากมายเข้ารหัสข้อมูลด้วยระบบ
ฐานไม่สามารถปรับจูนได้ รองรับการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายสามารถเขียนต่อเข้ากับ
คอมพิวเตอร์ได้
คลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องอาศัยคลื่นวิทยุในการรับ-ส่งสัญญาณให้กับสถานีฐานโดย
ระบบGSM Advance ใช้ความถี่ 900 MHz ส่วนระบบ DTAC และ True ใช้ความถี่ 1800
MHz คลื่นทั้งสองย่านมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน คือ ความถี่ 900 MHz สามารถไปได้ไกลกว่า
ไม่มีปัญหาเมื่อพบสิ่งกีดขวางสามารถใช้เองลูกข่ายห่างจากสถานีฐานถึง 20 - 30 กิโลเมตร
ทำให้ไม่ต้องติดตั้งสถานีเครือข่ายมากนักล่างจากความถี่ 1800 MHz ที่ใช้งานได้ไกลเพียง 5-
10กิโลเมตรจากสถานีฐาน และอาจเกิดปัญหาสัญญาณขาดหายเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง แต่ข้อดี
คือ ความถี่ 1800 MHz เหมาะสำหรับการสร้างเครือข่ายในอยากกว่า เพราะพื้นที่ให้บริการ
ของแต่ละเซลล์เล็ก ดังนั้น สะดวกการที่จะเพิ่มเซลล์ลงไป ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
รองรับผู้ใช้จำนวนมาก ๆ ได้ง่ายขึ้น
โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรกจะใช้หลักการใช้เครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังสูง ๆ เพื่อให้ครอบคลุม
พื้นที่กว้างไกลที่สุด ดังนั้นเมื่ออยู่ห่างจากสถานีฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องส่งสัญญาณไป
ด้วยกำลังส่งสูงหมายความว่า เครื่องลูกข่ายจะต้องกินไฟมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นผล
ให้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม แม้ว่าจะสามารถ นิ้วติดตัวไปได้แค่ก็ยัง
ไม่สะดวก
การใช้เครื่องลูกข่ายที่มีขนาดเล็กจะมีรัศมีการใช้งานที่แคบกว่า ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่บริการ
น้อยกว่าต่อมาจึงได้มีการคิดค้นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์ (Cellular) ขึ้นเพื่อแก้
ปัญหาเหล่านี้
21บทที่ 2 หลักการรับ - ส่งคลื่นสัญญาณ
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์ จะใช้วิธีต่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรก แทนที่จะ
ใช้สถานีฐานที่มีเครื่องส่งขนาดใหญ่กำลังส่งสูง แต่จะใช้วิธีการแบ่งสถานีฐานที่มีกำลังสูง
แบ่งออกเป็นสถานีฐานย่อย ๆ ที่มีกำลังส่งตำ แล้วแบ่งพื้นที่กันดูแลเป็นส่วนย่อย ๆ ซึ่งมี
ลักษณะคล้ายรวงผึ้ง (Cellular)จึงเป็นที่มาของชื่อระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์
(Cellular) นอกจากนี้ การแบ่งพื้นที่กันรับผิดชอบยังช่วยเพิ่มปริมาณผู้ใช้ในพื้นที่หนึ่งอีก
ด้วย
ตัวอย่างเช่นสถานีฐานรองรับผู้ใช้บริการได้สูงสุด 1,000 คน การใช้เซลล์ขนาดใหญ่จะ
ครอบคลุมพื้นที่ 20 กิโลเมตรรองรับผู้ใช้บริการได้ 1,000 คน แต่ถ้าใช้เซลล์ที่มีขนาดเล็กซึ่ง
ครอบคลุมพื้นที่ 10 กิโลเมตร จำนวน 3 เซลล์จะรองรับผู้ใช้บริการได้ถึง 3,000 คน โดยมี
พื้นที่ให้บริการใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม การใช้งานในระบบนี้สถานีฐานแต่ละแห่งจะต้อง
ใช้ความถี่ที่ต่างกัน มิเช่นนั้นจะเกิดการรบกวนกันได้จึงต้องวางแผนเรื่องความถี่ก่อนจะติดตั้ง
สถานีฐานใหม่ ๆ
การรับ - ส่งสัญญาณวิทยุในระบบ GSM
ในช่วงเริ่มแรกนั้นได้มีการกำหนดช่วงความรู้ให้ระบบโทรศัพท์ GSM 900 สำหรับใช้งานไว้
ทั้งหมด 50 MHz ในย่านความถี่ 890 - 91.5 MHz และ 935 - 960 MHz ในย่านความถี่ต่ำ
มีไว้สำหรับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการส่งข้อมูลไปยังสถานีฐาน และเรียกการส่งสัญญาณ
ในทิศทางนี้ว่าเป็นการส่งสัญญาณขาขึ้น (Up - Link Transmission) ส่วนย่านความถี่สูงมี
ทิศทางส่งในทิศทางตรงข้ามกัน
คือ จากสถานีฐานไปยังเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และเรียกการส่งในทิศทาง ว่า การส่ง
สัญญาณ IDown-LinkTransmission) ภายในแบนด์วิดธ์ขนาด 25 MHz ของการส่งข้อมูล
แต่ละทิศทางนี้ GSM ได้แบ่งจำนวนช่องของคลื่นพาห์ไว้ทั้งหมด 124 ช่อง โดยแต่ละช่องมี
ความถี่ห่างกันเท่ากับ 200 kHz ลักษณะการแบ่งช่องสัญญาณแบบนี้มีชื่อเรียกว่า
Frequency Division Multiple Access (FDMA) และในแต่ละคลื่นพาที่ใช้ส่งสัญญาณได้
ทั้งหมด 8 ไทม์สลอด โดยวิธีนี้เรียกว่า Time Division Multiple Access (TDMA) ดังนั้น
จะเห็นว่า GSM อาศัยทั้งวิธี FDMA และ TDMA
22บทที่ 2 หลักการรับ - ส่งคลื่นสัญญาณ
ขอบเขตในการติดต่อกับสถานีฐาน
ขอบเขตหรือพื้นที่ครอบคลุมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อกับสถานีฐานขึ้นอยู่กับ
1. กำลังส่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีกำลังสูงต่างกัน จะส่งผลให้ขอบเขต
ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อกับสถานีฐานต่างกันด้วย กำลังส่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่
จะแปรผันกับระยะห่างจากสถานีฐาน
2. ตำแหน่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีผลต่อขอบเขตของสถานีฐาน และมีผลต่อคุณภาพใน
การส่งสัญญาณของโทรศัพท์เคลื่อนที
สถานีฐาน
เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับชุมสายและจะทำการติดต่อกับโทรศัพท์
เคลื่อนที่โดยผ่านช่องสัญญาณวิทยุ สถานีฐานประกอบด้วย
1. อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ของสถานีฐานมีอยู่ 2 ระบบ เป็นระบบจ่ายไฟฟ้าจาก
ไฟฟ้าตามบ้านธรรมดาและระบบแบตเตอรี่สำรองในยามฉุกเฉิน
2. อุปกรณ์เกี่ยวกับการเตือนสัญญาณ (Alarm Equipment) ทำหน้าที่ควบคุมแจ้งเตือน
ผิดพลาดระหว่างชุมสายกับสถานีฐาน
3. อุปกรณ์เกี่ยวกับคลื่นวิทยุ (Radio Equipmerit) ของสถานีฐานประกอบไปด้วย
3.1 เครื่องส่ง ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสียง ข้อมูล กับคลื่นพาหะ (Modulate) เพื่อส่งออก
อากาศไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่
3.2 เครื่องรับ ทำหน้าที่รับสัญญาณ และแยกสัญญาในออกมาจากคลื่นพาหะ
(Demodulate)ที่ส่งมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่
4. อุปกรณ์เกี่ยวกับสายอากาศ (Antenna) แบ่งออกเป็นส่วน ๆ ดังนี้
4.1 Transmitter Combiner ทำหน้าที่รวมสัญญาณจากเครื่องส่งหลายเครื่องเพื่อส่ง
ออกทางสายอากาศตัวเดียว
4.2 Receiver Multicoupler ทำหน้าที่แยกสัญญาณที่มาจากสายอากาศตัวเดียวไปให้
เครื่องรับแต่ละเครื่อง
4.3 สายอากาศอาจติดตั้งสายอากาศสำหรับส่งสัญญาณ1ตัว และสำหรับรับสัญญาณ
1ตัวแต่เนื่องจากปัญหาในการลดทอนสัญญาณจึงทำให้มีการติดตั้งสายอากาศแบบ
Diversity คือ มีสายอากาศ รับ 2 ตัว และสายอากาศลง1ตัว โดยสายอากาศรับสัญญาณ 2
ตัว วางห่างกัน 3 - 5เมตรจากนั้นนำสัญญาณรับจากสายอากาศ 2 ตัวมารวมกัน เนื่องจาก
สัญญาณที่ได้รับจากสายอากาศตัวหนึ่งจะมีสัญญาณที่Delayไปจากสัญญาณที่รับได้จากสาย
อากาศอีกตัวหนึ่ง เมื่อนำสัญญาณมารวมกันจะสามารถลดการ Fading ของสัญญาณใต้
23บทที่ 2 หลักการรับ - ส่งคลื่นสัญญาณ
สรุป
โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์พกพาที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ในขณะติดต่อสนทนา
ภายในเขตพื้นที่ที่มีสัญญาณให้บริการครอบคลุม การรับ ส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่
เป็นการติดต่อระหว่างลูกข่ายกับสถานีฐาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังส่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่
โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีกำลังส่งต่างกันจะส่งผลให้ขอบเขตของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อ
กับสถานีฐานต่างกันด้วย กำลังส่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่จะแปรผันกับระยะห่างจากสถานี
ฐาน ตำแหน่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่มีผลต่อขอบเขตของสถานีฐาน และมีผลต่อคุณภาพใน
การส่งสัญญาณของโทรศัพท์เคลื่อนที่ สถานีฐาน (Base Station) เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่าง
โทรศัพท์เคลื่อนที่กับชุมสาย และจะทำการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยผ่านช่องสัญญาณ
วิทยุประกอบด้วยระบบไฟฟ้า อุปกรณ์เตือนสัญญาณ อุปกรณ์เกี่ยวกับคลื่นวิทยุและสาย
อากาศ
บรรณานุกรม 24
บรรณานุกรม
ชนันธร ลิมลาวัลย์.(2566). ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://anyflip.com/.
(วันที่ค้นหาข้อมูล: 4 มกราคม พ.ศ.2566).
สมุดจดบันทึก 25
สมุดจดบันทึก
สมุดจดบันทึก 26
สมุดจดบันทึก
สมุดจดบันทึก 27
สมุดจดบันทึก
สมุดจดบันทึก 28
สมุดจดบันทึก
C.L. san
จำ น ว น 3 0 ห น้ า