จดั ทาโดย
เดก็ หญิงกนกพร ศรวี ะรมย์ ชนั้ ม.2/1 เลขท่ี11
เสนอ
ครูวีรณา หลายวิวฒั น์
โรงเรยี นดงมะไฟพทิ ยาคม
สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต28
คานา
หนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-book) เร่ืองการทาฝนหลวง เปน็ ส่วน
หนึ่งของวชิ าการสร้างส่ือด้วยเทคโนโลยี รายวิชาการสร้างหนงั สอื
อิเล็กทรอนกิ ส์ รหสั วชิ า ว20243 หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ เรอ่ื งงการ
ทาฝนหลวง เป็นการศกึ ษาเกีย่ วกับความเปน็ มา ขัน้ ตอนการเกดิ ฝน
หลวง เพ่อื เป็นการเผยแพร่ความรู้ผา่ นส่อื เทคโนโลยี
หากมขี ้อผิดพลาดประการใดขา้ พเจ้าขอนอ้ มรับ และพร้อม
ปรบั ปรงุ แกไ้ ขพฒั นาใหด้ ยี ่ิงข้ึนตอ่ ไป
เดก็ หญงิ กนกพร ศรีวะรมย์
ผู้จัดทา
ประวัตกิ ารทาฝนหลวง
โครงการพระราชดารฝิ นหลวง เปน็ โครงการทกี่ ่อกาเนิด
จากพระมหากรุณาธคิ ุณของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวท่ีทรง
ห่วงใยในความทกุ ขย์ ากของพสกนิกรในทอ้ งถนิ่ ทุรกนั ดาร ซ่ึงตอ้ ง
ประสบปญั หาขาดแคลนนา้ เพื่ออุปโภคบรโิ ภค และใช้ในการเกษตร
กรรม อันเนอ่ื งมาจากภาวะแหง้ แลง้ ท่มี สี าเหตจุ ากความผนั แปร และ
คลาดเคลอื่ นของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดฝู นเรมิ่ ต้นลา่ ช้า
เกินไป หรือหมดเร็วกวา่ ปกติ หรอื ฝนท้ิงช่วงยาวในชว่ งฤดฝู น
จากพระราชกรณียกจิ ในการเสดจ็ พระราชดาเนนิ เยยี่ มพสก
นกิ รในทุกภมู ภิ าคอยา่ งต่อเนอื่ ง นับแต่เสด็จขน้ึ เถลงิ ถวัลย์ราชสมบตั ิ
ตราบเทา่ ทุกวนั น้ี ทาให้ทรงพบเหน็ วา่ ภาวะแหง้ แลง้ ได้มีแนวโน้ม
รนุ แรงข้ึนตามลาดบั เพราะการตดั ไมท้ าลายปา่ เปน็ สาเหตใุ ห้
สภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาตเิ ปลยี่ นแปลงอย่างรวดเรว็ ซ่งึ สรา้ งความ
เดอื ดรอ้ นใหแ้ กร่ าษฎร ในทกุ ภาคของประเทศ ส่งผลถึงความเสยี หาย
ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ คิดเปน็ มูลค่ามหาศาลในแตล่ ะปี
กระทง่ั ในปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไดจ้ ัดต้ังหน่วย
บนิ ปราบศตั รูพืชกรมการข้าว เพ่อื ให้การสนับสนนุ ในการสนองพระราช
ประสงค์ โดยในปีเดียวกนั นัน้ เอง ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าโปรดกระหมอ่ ม ให้
ทาการทดลองปฏิบัติการจรงิ ในทอ้ งฟ้าเปน็ ครัง้ แรก เมอื่ วนั ที่ 1 - 2 กรกฎาคม
พ.ศ. 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธ์ิ เทวกลุ
เป็นผอู้ านวยการโครงการ และหวั หน้าคณะปฏบิ ัตกิ ารทดลองคนแรก และ
เลอื กพน้ื ทวี่ นอุทยานเขาใหญ่เป็นพ้ืนทที่ ดลองแหง่ แรก
ต่อมา ได้มปี ฏบิ ตั กิ ารโดยทดลองหยอดกอ้ นนา้ แข็งแห้ง ขนาดไมเ่ กิน
1 ลกู บาศกน์ ้ิว เข้าไปในยอดเมฆสูงไมเ่ กิน 10,000 ฟตุ ท่ีลอยกระจดั กระจาย
อยู่เหนือพนื้ ทีท่ ดลองในขณะนน้ั ทาให้กลุม่ เมฆทดลองเหล่าน้นั มกี าร
เปลีย่ นแปลงอย่างเหน็ ไดช้ ดั จนเกิดการกลั่นรวมตวั กนั หนาแน่น และกอ่ ยอด
สงู ข้ึนเปน็ เมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วแลว้ และจากการตดิ ตามผลโดย
การสารวจทางภาคพื้นดนิ ก็ได้รบั รายงานยืนยันจากราษฎรวา่ เกดิ ฝนตกลงสู่
พนื้ ทบ่ี รเิ วณวนอุทยานเขาใหญ่ในท่สี ดุ การทดลองดังกลา่ วจงึ เป็นนมิ ิตหมายท่ี
ดี ทบ่ี ง่ ชใี้ ห้เห็นว่า การบังคบั เมฆให้เกดิ ฝนเป็นสิ่งทเ่ี ปน็ ไปได้ และความสาเรจ็
ดงั กล่าว ยังส่งผลใหม้ ีการพฒั นา ปรับปรงุ และต่อยอดโครงการฝนหลวงมา
จนถึงปัจจุบัน
ขน้ั ตอนการทาฝนหลวง
การทาฝนหลวง เปน็ กรรมวธิ กี ารเหน่ียวนานา้ จากฟา้ ซง่ึ ตอ้ งใช้
เครือ่ งบินที่มอี ัตราการบรรทกุ มาก ๆ บรรจสุ ารเคมขี น้ึ ไปโปรยในท้องฟ้า
โดยดูจากความชนื้ ของจานวนเมฆ และสภาพของทศิ ทางลมประกอบกนั
ปจั จัยสาคญั ทีท่ าให้เกดิ ฝน คอื ความร้อนช้ืนปะทะความเย็น และมแี กน
กล่นั ตวั ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพในปริมาณทีเ่ หมาะสม น่ันคอื เม่อื มวลอากาศ
รอ้ นชื้นท่รี ะดบั ผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบอื้ งบน อุณหภมู ิของมวลอากาศจะลด
ต่าลงจนถึงความสูงท่ีระดับหน่งึ อุณหภูมทิ ีล่ ดต่าลงนน้ั มากพอจะทาให้
ไอน้าในมวลอากาศอิ่มตัว จนเกดิ ขบวนการกลนั่ ตัวเองของไอน้าข้นึ บน
แกนกล่นั ตวั จนกลายเปน็ ฝนตกลงมาฉะนน้ั สารเคมีดังกลา่ ว จงึ
ประกอบด้วยสตู รรอ้ น เพือ่ ใช้กระตุ้น กลไกการหมุนเวยี นของ
บรรยากาศสตู รเยน็ ใช้เพอื่ กระตนุ้ กลไกการรวมตวั ของละอองเมฆใหโ้ ต
ขนึ้ เป็นเมด็ ฝน และสูตรทใ่ี ช้เปน็ แกนดูดซับความชืน้ เพอ่ื กระตุ้นกลไก
ระบบการกล่นั ตัวให้มปี ระสทิ ธภิ าพที่สูงข้ึน มีขน้ั ตอนดังน้ี
ขน้ั ตอนทีห่ นง่ึ : กอ่ กวน
การกอ่ กวน เปน็ ขัน้ ตอนทเ่ี มฆธรรมชาตเิ ร่มิ ก่อตวั ทางแนวตั้ง
การปฏิบตั กิ ารฝนหลวงในข้นั ตอนน้ี จะม่งุ ใช้สารเคมไี ปกระตนุ้ ใหม้ วล
อากาศเกดิ การลอยตวั ข้นึ สูเ่ บอื้ งบน เพ่ือใหเ้ กิดกระบวนการชกั นาไอน้า
หรือ ความชน้ื เขา้ ส่รู ะบบการเกดิ เมฆ ระยะเวลาท่จี ะปฏิบตั ิการใน
ขนั้ ตอนน้ี ไมค่ วรเกนิ 10.00 น. ของแตล่ ะวัน โดยการใชส้ ารเคมที ่ี
สามารถดดู ซับไอนา้ จากมวลอากาศได้ แม้จะมเี ปอร์เซน็ ตค์ วามช้นื
สมั พทั ธต์ ่า เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้าในมวลอากาศ
ทางด้านเหนือลมของพ้นื ท่เี ปา้ หมาย เม่อื เมฆเรมิ่ เกิดมีการกอ่ ตัวและ
เจริญเตบิ โตในแนวตั้ง จึงใชส้ ารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อน โปรย
เป็นวงกลม หรอื เปน็ แนวถัดมาทางใตล้ มเป็นระยะทางส้ัน ๆ เขา้ สกู่ อ้ น
เมฆ เพอ่ื กระตุน้ ใหเ้ กิดกล่มุ แกนรว่ มในบริเวณปฏบิ ัตกิ ารสาหรับใช้เปน็
ศูนยก์ ลางทจ่ี ะสรา้ งกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
ขน้ั ตอนท่สี อง : เลย้ี งให้อ้วน
การเลยี้ งให้อว้ น เป็นขน้ั ตอนทเ่ี มฆกาลงั ก่อตัวเจรญิ เติบโตซงึ่
เปน็ ระยะท่ีสาคัญมากในการปฏบิ ัตกิ ารฝนหลวง เพราะจะตอ้ งไป
เพ่ิมพลังงานใหก้ บั การลอยตวั ของกอ้ นเมฆให้ยาวนานออกไป โดย
ตอ้ งใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ หรอื ศลิ ปะแห่งการทาฝนควบคู่
ไปพรอ้ ม ๆ กนั เพือ่ ตดั สนิ ใจ โปรยสารเคมฝี นหลวงชนิดใด ณ ทีใ่ ด
ของกล่มุ กอ้ นเมฆ และในอตั ราใดจงึ เหมาะสม เพราะ ต้องให้
กระบวนการเกดิ ละอองเมฆสมดุลกบั การลอยตัวของเมฆ มฉิ ะนนั้ จะ
ทาให้เมฆสลาย
ข้ันตอนทีส่ าม : โจมตี
การโจมตี ถอื เป็นข้นั ตอนสดุ ท้ายของกรรมวิธปี ฏบิ ตั กิ ารฝนหลวง
โดย เมฆ หรอื กลมุ่ เมฆฝน ตอ้ งมคี วามหนาแน่นมากพอทจ่ี ะสามารถ
ตกเป็นฝนได้ ภายในกลุม่ เมฆจะมเี มด็ นา้ ขนาดใหญม่ ากมาย หาก
เครอ่ื งบินบนิ เขา้ ไปในกลมุ่ เมฆฝนนี้ จะมีเม็ดน้าเกาะตามปีก และ
กระจงั หน้าของเคร่ืองบนิ ซ่งึ ในจะต้องปฏบิ ตั กิ ารเพ่ือลดความรุนแรง
ในการลอยตัวของกอ้ นเมฆ หรือทาใหอ้ ายกุ ารลอยตวั น้ันหมดไป
สาหรบั การปฏบิ ตั กิ ารในข้ันตอนนี้ จะตอ้ งพจิ ารณาจุดมงุ่ หมายของ
การทาฝนหลวง ซงึ่ มีอยู่ 2 ประเด็น คือ เพื่อเพิ่มปรมิ าณฝนตก และ
เพ่ือใหเ้ กดิ การกระจายการตกของฝน
ในขั้นตอนการทาฝนเทยี ม มีหลักการคือตอ้ งใหเ้ กดิ กระบวนการความ
ร้อนชืน้ ปะทะความเยน็ โดยใช้สารเคมีท่ที ีม่ คี ณุ สมบตั ิดูดซบั ความชื้นได้ดี ทา
หนา้ ท่เี ป็นแกนกลั่นตวั ของเมฆ ซึ่งมีลกั ษณะเป็นแกนแข็ง และสารละลาย
เขม้ ขน้ และชักนาให้หยดน้ากลายเปน็ นา้ แขง็ กอ่ นการโปรยสารเคมตี ้องมี
การพิจารณาความชืน้ ของจานวนเมฆ ทิศทางลม และเมอื่ ความรอ้ นชื้นท่ี
ระดบั ผวิ พน้ื ข้นึ สอู่ ากาศเบ้ืองบน อุณหภมู ขิ องมวลอากาศจะลดตา่ ลงจนถงึ
ความสูงท่รี ะดับหน่งึ อณุ หภมู ิท่ลี ดตา่ ลงนัน้ มากพอจะทาให้ไอนา้ ในมวล
อากาศอม่ิ ตวั จนเกิดขบวนการกลัน่ ตวั เองของไอน้าขึ้นบนแกนกลั่นตัวจน
กลายเป็นฝนตกลงมา ฉะน้ัน สารเคมดี งั กล่าวจึงประกอบดว้ ยสตู รร้อน เพ่อื
ใชก้ ระตุ้น กลไกการหมุนเวยี นของ บรรยากาศ สตู รเยน็ ใชเ้ พ่อื กระต้นุ กลไก
การรวมตวั ของละอองเมฆใหโ้ ตข้นึ เป็นเมด็ ฝน และสูตรทใี่ ช้เป็นแกนดดู ซบั
ความชื้น เพือ่ กระตุ้นกลไกระบบการกลนั่ ตัวให้มีประสิทธภิ าพทสี่ ูงข้นึ โดย
สารเคมีท่ีใช้ในการทาฝนเทยี ม จะมีคณุ สมบัติทางเคมีคอื ดูดซบั ความชื้นได้ดี
เมือ่ ดูดความช้ืนจะเกิดปฏิกิริยาซึง่ จะเปน็ ตัวกระต้นุ ใหเ้ กดิ กระบวนการที่ทา
ให้อณุ หภูมิมสี งู ขึ้นหรือต่าลง โดยทัว่ ไปมีสารเคมี 3 ประเภท
1.สารเคมีประเภททาใหอ้ ุณหภมู สิ ูงขึน้ (Exothermic Chemicals)
เป็นสารเคมปี ระเภทคายความรอ้ นหรอื ทาใหอ้ ณุ หภมู ิสูงขึ้น
(สตู รรอ้ น) เมอ่ื ใช้สารเคมปี ระเภทน้ี จะทาใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงของ
สภาพบรรยากาศโดยเปลี่ยนแปลงพลังความร้อน ดว้ ยการเพม่ิ ความ
รอ้ นอย่างฉบั พลนั ท่ีเกิดจากปฏกิ ิริยา (Sensible heat) และความร้อน
แฝงท่ีเกิดจากการกล่นั ตัว ของไอน้ารอบอนภุ าคสารเคมี ทเ่ี ปน็ แกนกลัน่
ตวั ด้วย เม่อื ได้รบั ความรอ้ นจากแสงอาทิตยเ์ พม่ิ เตมิ มวลอากาศใน
บรเิ วณทีโ่ ปรยสารเคมีจะสงู ข้ึนและเกดิ การลอยตัว
สารประเภทนี้มี 3 ชนดิ คอื
* แคลเซยี มคาร์ไบด์ (Calcium Carbide) CaC2
เมอ่ื ดดู ซับความชื้นแล้วจะให้ความรอ้ น และกลายเป็นแกนกล่นั
ตัวแบบแกนแขง็
* แคลเซยี มคลอไรด์ (Calcium Chloride) CaCl2
เมอ่ื ดูดซบั ความชน้ื แล้วจะให้ความร้อน และกลายเปน็ แกนกล่นั
ตวั ทเ่ี ป็นสารละลายเขม้ ข้น ท่มี ีความไวในการดดู ซบั ความช้นื ท่ีผวิ สูง
* แคลเซยี มออกไซด์ (Calcium Oxide) CaO
เม่อื ดดู ซบั ความชื้นแลว้ จะใหค้ วามรอ้ น โดยเกิดปฏกิ ริ ิยา 2 ขัน้
และ กลายเป็นแกนกล่ันแบบแข็ง
2.สารเคมีประเภททาให้อณุ หภมู ิตา่ ลง (Endothemic Chemicals)
เป็นสารเคมปี ระเภทดดู กลืนความรอ้ นแลว้ ทาให้อุณหภมู ิต่าลง
(Endothemic Chemicals) เม่อื ใช้สารเคมปี ระเภทน้ี ประสทิ ธิภาพในการดูด
ซับความช้ืนจะสูง ทาใหก้ ารกลนั่ ตัวสงู ขนึ้ และทาให้เม็ดน้าในก้อนเมฆมีขนาด
ใหญเ่ ร็วขึน้ เกดิ ความรอ้ นแฝงให้เกดิ การลอยตัวขึ้นของมวลอากาศ และทาให้
เกดิ ขบวนการกล่นั ตัวอยา่ งต่อเนอ่ื ง นอกจากน้ขี บวนการชนและรวมตัวกนั ของ
เมด็ นา้ ใหเ้ จริญใหญข่ ึน้ เปน็ เม็ดน้าขนาดใหญน่ กลายเปน็ ฝนตกลงมา นบั เปน็
ขนั้ ตอนทเี่ รยี กวา่ เป็นการขยายขนาดเมฆ และเพมิ่ ปริมาณใหส้ งู ข้ึน สาร
ประเภทนี้มี 3 ชนดิ คือ
* ยเู รยี (Urea) CO(NH2)2)
เมื่อดูดซบั ความช้นื แลว้ ดดู กลืนความรอ้ นออกมา กลายเป็นแกนกลน่ั
ตวั (nuclei) ซ่ึงเปน็ สารทมี่ ีความไวในการดดู ซบั ความช้นื ทีส่ งู ทาให้กลายเปน็
หยดน้าขนาดใหญ่
* แอมโมเนยี ไนเตรท (Ammonium Nitrate) NH4NO3
เมือ่ ดดู ซบั ความชืน้ แลว้ ดดู กลืน ความร้อนออกมากลายเป็นแกนกลน่ั
ตวั เช่นเดยี วกับยูเรีย
นา้ แข็งแหง้ (Dry Ice) CO2(Solid))
* น้าแข็งแหง้ บดเป็นเกลด็ เม่อื อยู่ในความกดดันปกติ จะดดู กลนื ความร้อนเขา้
ไประเหดิ เปลย่ี นจากสภาพของแข็ง เปน็ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ทาให้
สภาวะไอนา้ ในอากาศ เกดิ การควบแน่นและกลายเปน็ เกลด็ นา้ แข็ง
3.สารเคมีที่ทาหนา้ ที่แกนกล้นั ที่ดดู ซับความชนื้ ประเภทเดยี ว
(Condensation Nuclei)
สารเคมีประเภทนี้ จะคายความรอ้ นแฝงในขบวนการ
กลนั่ ตวั ทาใหเ้ กิดการลอยตวั ข้ึนของมวลอากาศ ก่อให้เกดิ
ขบวนการกลน่ั ตวั อยา่ งต่อเน่อื งเช่นเดียวกนั สารเคมีประเภทน้ี
ได้แก่
* เกลือ (Sodium Chloride) NaCl
* สารเคมีสตู ร ท.1 : สารเคมีทเี่ ปน็ สารผสมสารประกอบหลาย
ชนิด (ปัจจุบัน ไม่ใช้ในการทาฝนหลวง)
การดาเนินงาน
เนอื่ งจากการทาฝนเปน็ เทคโนโลยีทีย่ ังใหม่ตอ่ การรับรขู้ อง
บคุ คลทั่วไป และในประเทศไทยยงั ไม่มนี ักวิชาการ หรอื ผเู้ ช่ียวชาญ
ด้านน้ีในระยะแรกเรม่ิ ของโครงการฯ ดังน้นั พระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยหู่ ัวจึงทรงเปน็ กาลังสาคัญ และทรงรว่ มในการพัฒนากิจกรรมน้ี
ทั้งโดยทางตรงและทางออ้ ม ทรงวางแผนการทดลองปฏิบัตกิ ารการ
ตดิ ตามและ ประเมนิ ผลปฏิบัตกิ ารทุกคร้งั อย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว
ชนดิ วนั ตอ่ วนั
นอกจากนั้นยงั ทรงปฏบิ ัตใิ ห้เปน็ แบบอยา่ งในการ
ประสานงาน ขอความร่วมมือจากผเู้ ช่ียวชาญ และองค์กรต่าง ๆ ท่ี
เกี่ยวข้องเพอ่ื สนบั สนนุ กิจกรรม อาทิ เช่น กรมอุตนุ ยิ มวิทยา กรม
ชลประทาน การไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แห่งประเทศไทย กองบินตารวจ กอง
การสื่อสารกรมตารวจ และกองทัพอากาศ ในรูปของศนู ย์อานวยการ
ฝนหลวงพิเศษสวนจติ รลดา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรูป
ของคณะกรรมการดาเนินการทาฝนหลวง ซง่ึ การที่พระองค์ติดตาม
โครงการดังกล่าวอย่างใกลม้ าตลอด และไดใ้ หแ้ นวทางในการปฏิบตั ิ
อยา่ งเป็นรปู ธรรม จึงทาใหโ้ ครงการฝนหลวง พัฒนากา้ วหนา้ อย่าง
รวดเร็วเม่อื เทยี บกับประเทศอื่น ๆ
เครอื่ งมือและอุปกรณ์สาคัญท่ีใช้ประกอบในการทาฝนหลวง
1.เครอ่ื งมืออุตุนิยมวทิ ยา ใชใ้ นการตรวจวดั และศึกษา
สภาพอากาศประกอบการวางแผนปฏบิ ตั กิ ารนอก
เหนอื จากแผนท่อี ากาศ ภาพถา่ ย ดาวเทยี มที่ไดร้ บั
สนบั สนนุ เปน็ ประจาวันจากกรมอตุ ุนิยมวิทยาทไ่ี ด้แก่
• เครือ่ งวดั ลมชั้นบน (pilot balloon) ใชต้ รวจ
วดั ทิศทางและความเรว็ ลมระดบั สูงจากผิวดินขึน้ ไป
• เคร่ืองวทิ ยุหยัง่ อากาศ (radiosonde) เปน็ เครื่อง
มืออเิ ล็กทรอนิกสป์ ระกอบด้วยเครอ่ื งสง่ วทิ ยุ ซึ่งจะติด
ไปกับบอลลูน และเครอื่ งรับสญั ญาณวทิ ยซุ งึ่ จะบอก
ให้ทราบถงึ ขอ้ มลู อณุ หภมู คิ วามชื้น ของบรรยากาศในระดับ
ตา่ ง ๆ
• เคร่อื งเรดาร์ตรวจอากาศ ท่มี ใี ช้อยู่
เปน็ แบบรถยนต์ เคล่อื นที่ได้มีประสทิ ธิภาพ
สามารถบอกบรเิ วณทีม่ ีฝนตกและความแรง
หรอื ปริมาณน้าฝนและการเคลอ่ื นท่ีของ
กลุ่มฝนได้ในรศั มี 200-400 กม. ซ่งึ นอกจาก
จะใชป้ ระกอบการวางแผนปฏบิ ตั ิการแล้ว
ยังใชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการประเมนิ ผล
ปฏิบตั ิการฝนหลวงอกี ดว้ ย
• เครอื่ งมือตรวจอากาศผิวพนื้ ต่าง ๆ
เชน่ เครอื่ งวดั อุณหภมู ิ เครอื่ งวัดความเร็ว
และทิศทางลม เคร่ืองวัดปริมาณนา้ ฝน
2.เครอ่ื งมือเตรียมสารเคมี ได้แกเ่ ครื่องบดสารเคมีเคร่อื งผสมสารเคมี
ท้งั แบบน้าและแบบผง ถงั และกรวยโปรยสารเคมี เป็นต้น
3.เคร่ืองมอื ส่อื สาร ใชใ้ นการติดต่อส่อื สารและสง่ั การระหว่าง
นักวชิ าการบนเคร่ืองบินกบั ฐานปฏบิ ตั ิการ หรือระหว่างฐานปฏิบตั กิ าร
2 แหง่ หรือใช้รายงานผลระหว่างฐานปฏิบตั งิ านสานักงานฯ ใน
สว่ นกลางโดยอาศัยข่ายร่วมของวิทยตุ ารวจ ศูนย์ส่ือสารสานักงาน
ปลัดกระทรวงมหาดไทย วทิ ยุเกษตร และกรมไปรษณีย์โทรเลข
เครื่องมอื สอ่ื สารที่ใช้ในปัจจุบนั ไดแ้ ก่วิทยุซงิ เกิลไซด์แบนด์ วิทยุ
FM.1, FM.5 เครอื่ งโทรพมิ พ์ เป็นต้น
4.เครื่องมือทางวชิ าการอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ทางการวางแผนปฏิบตั ิการ
เขม็ ทศิ แผนท่ี กล้องสอ่ งทางไกล เครอ่ื งมือตรวจสอบสารเคมี กล้อง
ถ่ายภาพ ฯลฯ
5.สถานีเรดารฝ์ นหลวง หรอื เรดาร์ดอปเปลอร์ (Doppler radar) ใน
บรรดาเครอ่ื งมอื อุปกรณว์ ิทยาศาสตร์ภายใต้โครงการวจิ ยั ทรพั ยากร
บรรยากาศประยุกตจ์ านวน 8 รายการนน้ั เรดารด์ อปเปลอรจ์ ดั เป็น
เครอื่ งมอื ท่มี มี ูลค่าสูงสดุ เรดารน์ ี้ใช้เพ่อื วางแผนการทดลองและติดตาม
ประเมนิ ผลปฏิบตั ิการฝนหลวงสาธิต เครือ่ งมอื ชนดิ น้ีทางานโดยใช้
ระบบคอมพวิ เตอร์ (Microvax 3400) ควบคุมสง่ั การ เกบ็ บันทกึ
รวบรวมขอ้ มูล สามารถนาข้อมูลกลับมาแสดงใหม่จากเทปบันทกึ ใน
รูปแบบการทางานของ IRIS (IRIS Software) ผา่ นโพรเซสเซอร์ (RUP-
6) กลา่ วคือ ข้อมูลจะถูกบนั ทกึ ไวใ้ นเทปบันทึกขอ้ มลู ดว้ ยระบบ
คอมพวิ เตอร์ที่สามารถนามาใชไ้ ด้ตลอด ซ่ึงเช่อื มต่อกับระบบเรดาร์
การแสดงผล/ข้อมูล โดยจอภาพ สถานทต่ี ้งั เรดาร์ดอปเปลอรน์ อ้ี ยูท่ ่ี
ตาบลยางเปยี ง อาเภออมก๋อย จังหวดั เชยี งใหม่
ทฤษฎีตน้ กาเนิด
"หลกั การแรก คือใหโ้ ปรยสารดดู ซบั ความชื้น (เกลือทะเล) จาก
เคร่อื งบิน เพอ่ื ดูดซบั ความชืน้ ในอากาศ แลว้ ใชส้ ารเยน็ จดั
(นา้ แขง็ แห้ง) เพือ่ ใหค้ วามชืน้ กลน่ั ตวั และรวมตวั เป็นเมฆ"
ความคดิ เร่มิ แรกในการดดั แปรสภาพอากาศ เพ่ือใหเ้ กดิ ฝน
ต้นกาเนดิ โครงการพระราชดารฝิ นหลวง
"...แตม่ าเงยดทู อ้ งฟ้า มเี มฆ ทาไมมีเมฆอยา่ งน้ี
ทาไมจะดึงเมฆน่ลี งมาใหไ้ ด้ กเ็ คยไดย้ นิ เร่อื งการ
ทาฝน กม็ าปรารภกับคณุ เทพฤทธ์ิ ฝนทาได้ มี
หนังสอื เคยอ่านหนังสอื ทาได้..."
โครงการพระราชดาริฝนหลวง เกดิ ขนึ้
จากพระราชดารสิ ว่ นพระองค์ ใน
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรม
นาถบพิตร เมอ่ื คราวเสด็จพระราช
ดาเนินเยี่ยมราษฎรในพน้ื ทีแ่ ห้งแลง้ ทุรกนั ดาร ๑๕ จังหวดั ในภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ระหว่างวนั ท่ี ๒-๒๐ พฤศจกิ ายน พ.ศ.๒๔๙๘
ในวนั จนั ทร์ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน พ.ศ.๒๔๙๘ เสด็จพระราชดาเนนิ
โดยรถยนต์เดลาเฮย์ ซีดานสเี ขียว จากจงั หวดั นครพนมไปจงั หวดั
กาฬสนิ ธุ์ ผา่ นจังหวัดสกลนครและ เทือกเขาภพู าน ได้ทรงรับทราบ
ถงึ ความเดอื ดร้อน ทกุ ขย์ ากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลน
น้าอุปโภคบริโภค และการเกษตร เมือ่ เสด็จพระราชดาเนินกลบั ถึง
กรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้หม่อมราชวงศ์เทพ
ฤทธ์ิ เทวกลุ วิศวกรและนกั ประดิษฐ์ควายเหลก็ ท่ีมชี ื่อเสยี งเขา้ เฝา้ ฯ
แล้วพระราชทานแนวความคิดนั้นแกห่ มอ่ มราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกลุ
จาก พ.ศ. ๒๔๙๘ เปน็ ต้นมา ทรงศกึ ษาคน้ ควา้ และวิจยั ทางเอกสาร
ท้ังด้านวชิ าการอุตุนยิ มวิทยา และการดดั แปรสภาพอากาศ ซ่งึ ทรง
รอบรู้ และเชีย่ วชาญ เปน็ ที่ยอมรับทงั้ ใน และตา่ งประเทศ จนทรงมั่น
พระทยั จึงพระราชทานแนวคดิ นีแ้ ก่ หมอ่ มราชวงศเ์ ทพฤทธิ์ เทวกลุ
ผูเ้ ชี่ยวชาญในการวจิ ัยประดษิ ฐ์ทางดา้ นเกษตรวิศวกรรม ของ
กระทรวงเกษตรและสหกรณข์ ณะนนั้ ในปถี ดั มา และทรงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ ม ให้หาล่ทู างทจี่ ะทาใหเ้ กดิ การทดลอง
ปฏบิ ตั ิการในทอ้ งฟ้าใหเ้ ป็นไปได้
การทดลองในท้องฟ้าเป็นคร้ังแรก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ ไดจ้ ัดตั้งหนว่ ยบนิ ปราบศัตรพู ืชกรมการขา้ ว และ
พรอ้ มทจี่ ะให้การสนบั สนุนในการสนองพระราชประสงค์ หม่อม
ราชวงศ์เทพฤทธ์ิ เทวกลุ จงึ ได้นาความขน้ึ กราบบงั คมทลู พระกรุณา
ทรงทราบว่า พรอ้ มที่จะดาเนินการ ตามพระราชประสงค์แลว้ ดงั นัน้
ในปเี ดยี วกันนัน้ เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหท้ าการทดลอง
ปฏบิ ัตกิ ารจรงิ ในท้องฟา้ เปน็ คร้ังแรก
เมื่อวนั ที่ ๑-๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒
การทาฝนเทียม
การทาฝนเทียมเปน็ กรรมวธิ ีดดั แปรสภาพอากาศเพอื่ ให้เกดิ ฝน การ
ทาฝนเทยี มเป็นกรรมวธิ ีเลยี นแบบธรรมชาติ โดยทาจากเมฆซึง่ มี
ลักษณะพอเหมาะที่จะเกดิ ฝนได้ จากนน้ั จึงเร่งใหเ้ กดิ การควบแนน่
ของเมฆ ด้วย 3 ขั้นตอน คือ กอ่ กวน, เล้ยี งใหอ้ ว้ น, และโจมตี มัก
ทาใน 2 สภาวะ คือ การทาฝนเมฆเย็น เมื่อเมฆมีอณุ หภูมติ า่ กวา่ 0
องศาเซลเซียส และ การทาฝนเมฆอุน่ เม่ือเมฆมีอณุ หภมู ิสงู กว่า 0
องศาเซลเซยี ส การทาฝนเทียมในสองสภาวะนี้จะใช้สารในการดดั
แปรสภาพอากาศที่แตกตา่ งกนั ประวตั ิการทาฝนเทยี ม
ความพยายามในการทา
ฝนเทยี มนัน้ ไดเ้ ร่ิมกนั มา
นานแลว้ ทง้ั ชาว
อนิ เดียนแดง และชาวไทย
มีวิธขี อฝนตา่ งๆ นานา
เชน่ แห่นางแมว เป็นตน้
วธิ เี หลา่ น้ยี ังไมเ่ คยพสิ ูจน์
ว่า ได้ผลในทาง
วิทยาศาสตร์เลย
ขัน้ ตอนการทาฝนเทยี ม
การทาฝนเทยี มในปจั จบุ ันไดอ้ าศยั เทคนคิ จากการศึกษาคน้ ควา้ ใน
เรื่องทว่ี า่ กรรมวิธขี องฝนธรรมชาติเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร ฉะน้นั ในการทา
ฝนเทียม นักวทิ ยาศาสตร์จงึ ไดพ้ ยายามเลยี นแบบธรรมชาติโดยทา
จากเมฆซ่ึงมลี ักษณะเหมาะสมพอจะเกิดฝนได้ การทาฝนเทียมใน
ปัจจบุ ันมีอยู่ 2 วธิ ี ดังน้ี
ก. การทาฝนเทยี มในเขตอบอนุ่ ซงึ่ มีเมฆที่มอี ุณหภมู ติ ่ากวา่ 0°C.
การทาฝนเทียมในเมฆชนิดน้ี เขาใชโ้ ปรยหรือหว่าน ดว้ ยเม็ด
น้าแข็งแหง้ เลก็ ๆ (dry ice) หรือซลิ เวอร์ ไอโอไดด์ (silver iodide)
ตามธรรมดาเม็ดน้าแขง็ แห้งเมด็ เลก็ ๆ ซึ่งมีอณุ หภูมิ -78°C. จะ
สามารถทาใหเ้ มฆกลายเปน็ ผลกึ น้าแขง็ และเตบิ โตข้ึนอยา่ งรวดเรว็
และตกลงมา สว่ นผงซิลเวอรไ์ อโอไดดน์ ้นั ทาหนา้ ที่เปน็ นวิ เคลียสของ
การเกิดผลกึ นา้ แขง็ ผลึกน้าแขง็ ที่เกดิ ขนึ้ นจี้ ะเตบิ โตอย่างรวดเรว็ และ
ตกลงมาเปน็ หมิ ะหรือฝน การหวา่ นเมด็ นา้ แข็งแหง้ หรอื ผงซิลเวอร์ไอ
โอไดด์นน้ั อาศยั หลักของการเกดิ ฝนตามกรรมวธิ ขี องเบอรเ์ จอรอน-
ฟินดีเซน และใช้สาหรบั ทาฝนเทียมในเมฆซ่งึ มีอณุ หภมู ติ า่ กว่า 0°C.
แตท่ วา่ ปฏกิ ิรยิ าของนา้ แขง็ แหง้ หรอื ผงซลิ เวอร์ไอโอไดดท์ าหน้าที่
ต่างกนั
ข. การทาฝนเทยี มในเขตรอ้ นซ่ึงมอี ุณหภูมสิ งู กวา่ 0°C.
การทาฝนเทียมจากเมฆซึ่งมีอุณหภมู ิสงู กว่า 0°C. หรอื เรียกวา่ เมฆ
อุน่ นม้ี หี ลายแห่งทเี่ ขาใช้โปรยด้วยเมด็ น้าธรรมดา หรือน้าเกลือ
เพื่อท่จี ะให้เม็ดของน้า หรอื น้าเกลอื ทาหนา้ ท่เี ปน็ เมด็ เมฆขนาดใหญ่
กวา่ เมด็ เมฆทีเ่ ปน็ อยู่ และเมอื่ เมด็ ของเมฆมีขนาดตา่ งๆ กัน กจ็ ะทา
ใหเ้ กิดการรวมตวั กนั โดยการชนกนั ตามกรรมวิธรี วมตวั กนั และชน
กนั ดังที่ได้กลา่ วมาแลว้
เรอื่ งการทาฝนเทียมน้ยี งั จะตอ้ งทาการคน้ ควา้ กนั อกี มากใน
ขณะน้มี ีนกั วิทยาศาสตร์ เข้าใจวา่ อาจจะเพม่ิ ฝนไดม้ ากกวา่ ฝน
ธรรมชาตปิ ระมาณร้อยละ 10 ถงึ 20 แตเ่ ร่อื งน้กี ย็ งั ไมม่ ีการพิสูจน์
ได้แน่นอนเดด็ ขาด เพราะการแยกปรมิ าณนา้ ฝนจากฝนธรรมชาติ
และฝนเทียมนน้ั ทาไดล้ าบากมาก
สารเคมที ใ่ี ชท้ าฝนเทียม
สารเคมปี ระเภทคลายความร้อนหรือทาใหอ้ ณุ หภมู สิ งู ข้ึน (Exothermic
chemical) ปจั จบุ ันนม้ี ีใช้ในการทาฝนเทยี มในประเทศไทย 3 ชนดิ คือ
• แคลเซียมคารไ์ บด์ (Calcium carbide; CaC2)
• แคลเซยี มคลอไรด์ (Calcium chloride; CaCl2)
• แคลเซยี มออกไซด์ (Calcium oxide; CaO)
สารเคมีประเภทดดู กลนื ความรอ้ นหรอื ทาใหอ้ ณุ หภมู ติ า่ ลง
(Endothermic chemicals) ปัจจุบันมกี ารใช้สารเคมีประเภทนอี้ ยู่ 3
ชนดิ คอื
• ยเู รยี (Urea; CO(NH2)2)
• แอมโมเนียไนเตรด (Ammoniumnitrate; NH4N03)
• นา้ แขง็ แห้ง (Dry ice; CO2(S))
สารเคมที ท่ี าหน้าทดี่ ดู ซบั ความชน้ื ประการเดยี ว
• เกลือ (Sodium chloride; NaCl)
• สารเคมีสูตร ท.1
การทาฝนเทียมนนั้ ใชเ้ พอื่ ประโยชนห์ ลากหลาย เช่น การเกษตร ดบั
ไฟปา่ หรอื กระทัง่ เพอ่ื ปอ้ งกันการตกของฝนในวนั ทีก่ าหนด เช่นใน
โอลมิ ปิกฤดูรอ้ น 2008 ท่ปี ระเทศจีน
ประโยชนข์ องการทาฝนหลวง
1.เพอ่ื แก้ไขปญั หาขาดแคลนนา้ ในการเกษตรในชว่ งทเ่ี กดิ ภาวะฝน
แล้งหรือฝนทงิ้ ชว่ งยาวนานเพอ่ื เพิม่ ปริมาณนา้ ใหก้ ับพ้นื ที่ลุ่มรับนา้
ของแม่นา้ สายตา่ งๆทม่ี ปี รมิ าณนา้ ตน้ ทนุ ลดนอ้ ยลง
2.เพอ่ื แกป้ ัญหาการขาดแคลนนา้ เพอ่ื การอุปโภคบรโิ ภคเสรมิ สร้าง
เสน้ ทางคมนาคมทางนา้ เป็นการเพิม่ ปรมิ าณนา้ โดยเฉพาะในบรเิ วณ
แม่นา้ ทตี่ น้ื เขนิ ใหส้ ามารถใชเ้ ปน็ เสน้ ทางคมนาคมได้
3.เพอ่ื ปอ้ งกนั และบาบดั ภาวะมลพิษของสง่ิ แวดลอ้ ม “ฝนหลวง” ได้
บรรเทาภาวะแวดลอ้ มเปน็ พิษอนั เกดิ จากการระบายนา้ เสียและขยะ
มลู ฝอยลงสู่แมน่ ้าเจา้ พระยาปรมิ าณนา้ จากฝนหลวงจะทาใหภ้ าวะ
มลพิษจากนา้ เสยี เจอื จางลง
ความสาคัญของฝนหลวง
เพอ่ื เพม่ิ ปรมิ าณนา้ ในเขอ่ื นภมู พิ ลและเขอ่ื นสริ ิกติ เ์ิ พอ่ื ผลติ
กระแสไฟฟ้า ฝนหลวงในอนาคตพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวได้
พระราชทานแนวความคิดให้ทาการศกึ ษาวจิ ยั พฒั นาฝนหลวง หลาย
ประการ คอื สรา้ งจรวดฝนเทียมบรรจสุ ารเคมจี ากพืน้ ดินเข้าสเู่ มฆหรือ
ยงิ จากเครื่องบิน การใชเ้ ครือ่ งพ่นสารเคมีอดั แรงกาลงั สูงจากยอดเขา
ส่ฐู านของกอ้ นเมฆโดยตรงเพ่ือช่วยใหเ้ มฆท่ีลอยปกคลุมอยู่เหนือยอด
เขาสามารถรวมตวั หนาแนน่ จนเกดิ ฝนตกลงสู่บริเวณภูเขาหรอื พ้ืนท่ี
ใตล้ มของภูเขา
ทง้ั นจ้ี ากประโยชน์นานปั การของโครงการฝนหลวง อนั เกดิ จากพระ
ปรีชาสามารถและสายพระเนตรอนั ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอย่หู ัวทที่ รงคานงึ ถงึ ประโยชน์ทุกขส์ ุขของราษฎรชาวไทยเสมอมา
การขนานนามพระองคว์ ่า พระบดิ าแห่งฝนหลวง จงึ เปน็ การแสดง
ความราลกึ ในพระมหากรณุ าธิคุณอนั ยิง่ ใหญ่ ท่ีจะคงอยู่ในใจของปวง
ชนชาวไทยตลอดไป ตราบนานเทา่ นาน
ฝนหลวงนี้ ไมเ่ พยี งแตจ่ ะเปน็ ประโยชน์สาหรับแหลง่ นา้ ท่ี
จาเป็นตอ้ งใชใ้ นการเพาะปลกู สาหรบั เกษตรกรในสภาวะแห้ง
แล้งเท่านัน้ หากรวมถึงการเพิ่มปริมาณนา้ ในแหล่งกกั เก็บขนาด
ใหญ่ ใหม้ สี ภาพสมบูรณเ์ กบ็ ไว้ใชต้ ลอดปีอีกดว้ ย ในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ลกั ษณะใต้ดินมแี หลง่ หินเกลอื ครอบคลมุ
พ้นื ทีเ่ ป็นบรเิ วณกวา้ ง ซง่ึ ถา้ น้าในอา่ งเก็บนา้ ขนาดเล็กและขนาด
กลางไมม่ ีทางระบายออก หากมีปริมาณนา้ เหลอื นอ้ ย น้าจะ
กรอ่ ยหรือเค็มได้นอกจากน้นั ในภาวะการขาดแคลนน้า ทาให้
ระดับน้าในแม่น้าลดต่าลง จนบางแห่งไม่สามารถใชส้ ญั จรไปมา
ทางเรือได้ การทาฝนหลวงจะชว่ ยเพิ่มปรมิ าณนา้ ใหก้ บั บริเวณ
ดงั กลา่ ว ทาให้สามารถใชส้ ัญจรไดด้ ังเดิม ซ่ึงเป็นสิง่ สาคญั ยงิ่
เพราะในแมน่ ้าบางสายถือเปน็ เสน้ ทางการขนสง่ สนิ ค้าทสี่ าคญั
นอกจากนนั้ การขนสง่ ทางนา้ ยงั เสยี คา่ ใชจ้ า่ ยนอ้ ยกวา่ ทางอน่ื อกี
ด้วยนา้ จากนา้ ฝนยังมีส่วนชว่ ยอย่างมากในการผลกั ดันนา้ เคม็
จากอ่าวไทย หากนา้ ในแมน่ ้าเจา้ พระยามีปรมิ าณน้อยลงเมอ่ื ใด
นา้ เคม็ จากทะเลอ่าวไทยกจ็ ะไหลหนนุ เข้าไปแทนทท่ี าให้เกดิ น้า
กร่อยขึ้น สรา้ งความเสยี หายแกก่ ารเกษตร และการอปุ โภค
บรโิ ภคของการประปาของคนกรุงเทพฯ เป็นจานวนมาก จึง
จาเปน็ ต้องมีการปลอ่ ยนา้ จากเข่อื นภูมิพลและเขื่อนสริ กิ ิติ์
เพ่ือผลกั ดนั นา้ เคม็ มิให้หนนุ เข้ามาทาความเสยี หายตอ่ การอุปโภค
บรโิ ภคหรือเกษตรกรรม นอกจากน้ัน “ฝนหลวง” ยังไดบ้ รรเทา
ภาวะสิ่งแวดลอ้ มเปน็ พษิ อนั เกิดจากการะบายน้าเสยี ลงสูแ่ มน่ ้า
เจ้าพระยาและขยะมูลฝอยทผี่ คู้ นท้งิ ลงในสายนา้ กนั อย่างมากมาย
นั้น ปริมาณน้าจากฝนหลวงจะชว่ ยผลกั ดันออกสทู่ ้องทะเล ทาให้
มลพิษจากนา้ เสยี เจอื จางลดลงซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนมากจากขยะ
มลู ฝอยและกระแสนา้ เสยี ตา่ งสีในบริเวณปากน้าจนถงึ เกาะลา้ น
เมืองพัทยาในขณะที่บ้านเมอื งของเราพฒั นาไป การใช้พลงั งาน
ไฟฟา้ ก็เพมิ่ ขึน้ ทุกขณะ สืบเนอ่ื งมาจากการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ
อตุ สาหกรรม ปัญหาการขาดแคลนพลงั งานไฟฟา้ เน่อื งจากมคี วาม
ต้องการใชไ้ ฟฟ้าในปรมิ าณสูง จึงเป็นทีห่ ว่ันเกรงว่าอาจจะเกดิ ข้นึ ได้
ในสภาวะวิกฤตท่ีระดบั นา้ เหนอื เขอ่ื นมรี ะดับต่ามากจนไมเ่ พียงพอ
ต่อการใช้พลงั นา้ ในการผลติ กระแสไฟฟ้าสง่ ให้ผ้ใู ชไ้ ด้อย่างทว่ั ถึง ซงึ่
ฝนหลวงสามารถช่วยเพ่มิ ปรมิ าณนา้ ในเข่ือนซ่งึ ใช้ในการผลติ
กระแสไฟฟ้า จึงนบั ได้ว่า โครงการฝนหลวงเป็นพระราชดารทิ ่ี
ทรงคุณคา่ อเนกอนนั ตย์ ่งิ นกั
ฝนหลวงกบั การบรรเทาความเดอื ดรอ้ นของประชาชน
หลงั จากท่ที รงประสบผลสาเร็จและมีการยอมรับจากทั้งภายในและตา่ งประเทศ
แล้วน้ันปริมาณความต้องการฝนหลวงเพื่อชว่ ยพ้นื ทีเ่ กษตรกรรม และการขาด
แคลนนา้ เพอ่ื การอปุ โภคและบริโภคได้รบั การร้องเรียนขอความชว่ ยเหลือเพิ่ม
มากข้ึน เห็นได้ชดั ในชว่ งระหว่าง พ.ศ. 2520-2534 มีการร้องเรียนขอฝนหลวง
เฉลีย่ ถงึ ปลี ะ 44 จังหวดั ซึง่ ทรงพระเมตตาอนุเคราะห์ชว่ ยเหลอื เกษตรกรไทย
ในการบรรเทาการสญู เสียทางเศรษฐกิจใหป้ ระสบความเสยี หายนอ้ ยทสี่ ุด
นอกจากนปี้ ระโยชนส์ าคัญที่ควบค่ไู ปกบั การปฏิบัติการฝนหลวงเพอ่ื
เกษตรกรรม และการอปุ โภคบริโภค ก็คือเปน็ การช่วยเพ่ิมปรมิ าณน้าตน้ ทนุ
ใหแ้ ก่อา่ งและเขอ่ื นกักเกบ็ น้าเพ่อื การชลประทาน และผลติ กระแสไฟฟา้
แหลง่ น้าและต้นนา้ ลาธารธรรมชาติ อีกทง้ั ยงั เปน็ การ
ชว่ ยทานบุ ารงุ ป่าไม้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแลง้ ความ
ชุม่ ชน้ื ที่ได้รบั เพม่ิ ขน้ึ จากฝนหลวงจะชว่ ยลดการเกิด
ไฟป่าได้เปน็ อยา่ งมาก ฝนหลวงไดเ้ ขา้ มามสี ว่ นชว่ ย
แกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดล้อมในการบรรเทามลภาวะ
ทเี่ กดิ ข้นึ ในบา้ นเมืองของเราหลายประการ
อาทเิ ชน่ ช่วยแก้ไขปญั หาน้าเนา่ เสยี ในแมน่ า้ ลา
คลอง โรคระบาด อหิวาตกโรค การระบาดของ
ศตั รพู ืชบางชนิด เชน่ เพล้ยี ตกั๊ แตนปาทังก้า
เหล่าน้ีเปน็ ตน้ ซง่ึ ลว้ นแตไ่ ด้รบั ความสาเร็จ
อย่างดเี ย่ียมตลอดมา
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ทรงได้รับความร่วมมือจากเหล่าพสกนกิ ร
ทว่ั ประเทศท่เี หน็ คณุ ค่าของฝนหลวง ดงั จะเห็นได้จากการทปี่ ระชาชนใน
หลายจังหวดั ได้ร่วมกันทูลเกลา้ ทลู กระหม่อมถวายเงนิ โดยเสดจ็ พระราช
กศุ ลในการจดั ซอ้ื เครอ่ื งบนิ สาหรบั ทาฝนหลวงเปน็ จานวนมาก เชน่
เครื่องบินแอรท์ รคั ซง่ึ ราษฎรจังหวัดกาญจนบรุ ไี ด้รว่ มกนั จดั ซอ้ื เมื่อ พ.ศ.
2515 นับเปน็ เครอื่ งแรกที่ไดน้ าข้นึ นอ้ มเกลา้ ฯ ถวายเพ่อื ใช้ในกิจกรรม
ค้นคว้าทดลองปฏิบัตกิ าร ตอ่ มาราษฎรจังหวัดสพุ รรณบุรี ไดร้ ่วมกนั
จดั ซือ้ เครอื่ งบนิ แอรท์ วั เรอรน์ ้อมเกล้านอ้ มกระหม่อมถวายเพ่ือใชใ้ นการ
บินอานวยการทดลองปฏบิ ตั ิการฝนหลวงอกี เคร่อื งหน่งึ ด้วย นอกจากนีย้ งั
มรี าษฎรจดั งหวดั ขอนแกน่ ชลบรุ ีและกาญจนบุรี ได้รว่ มกันจดั ซื้อ
เคร่อื งบินปอร์ตเตอรน์ อ้ มเกล้าฯ ถวายใช้ในงานฝนหลวง ความสาคัญใน
พระองคท์ ่านนน้ั เห็นไดช้ ดั เจนซึง่ จากการท่ีพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั
พระราชทานพระบรมราโชวาสใหผ้ ้วู า่ ราชการจงั หวัดจันทบุรี นาชาวสวน
จังหวดั จันทบรเี ฝา้ ทลู ละอองธุลพี ระบาททลู เกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน
ซึ่งไดร้ ว่ มกันบรจิ าคโดยเสจ็ พระราชกศุ ลในการจดั ซ้ือเครอ่ื งบินสาหรับ
โครงการการทาฝนเทียม และนอ้ มเกลา้ ฯ ถวายผลไมท้ ี่รอดพน้ จากความ
เสียหายอนั เนื่องมาจากภัยแล้ง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตลดา เมือ่ วันท่ี
23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ในวโรกาสน้ี พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว
ได้พระราชทานพระราชดารสั แกช่ าวสวนจงั หวดั จันทบุรีความว่า