The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kanyaphak Santhalunai, 2020-11-05 08:52:59

วัฒธรรมไทย-1

วัฒธรรมไทย-1

คำนำ

รายงานเล่มน้ีจทั าข้ึนเพอ่ื เป็นส่วนหน่ึงของวชิ าการออกแบบเทคโนโลยี ช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 เพอ่ื ใหไ้ ดศ้ ึกษาหาความรู้ในเรื่องวฒั นธรรมไทย และไดศ้ ึกษาอยา่ ง
เขา้ ใจเพ่อื เป็นประโยชน์ในการเรียน

ผจู้ ดั ทาหวงั วา่ รายงานเล่มน้ี จะเป็ นประโยนช์กบั ผอู้ ่าน นกั เรียน นกั ศึกษาท่ีกาลงั
หาขอ้ มูลเรื่องน้ีอยู่ หากมีขอ้ แนะนาหรือผิดพลาดประการใด ผจู้ ดั ทาขอนอ้ มรับไว้ และขอ
อภยั มา ณ ท่ีน้ีดว้ ย

จดั ทาโดย
30/10/2563

โครงงำนเรื่อง วฒั นธรรมไทย

ผู้จัดทำ
1.นางสาวกญั ญภคั สนั ทาลุนยั เลฃที่ 5
2.นางสาวปภสั รา พนู ศรี เลขท่ี 18
3.นางสาวประภสั สร พูนศรี เลขท่ี
4.นางสาววจิ ิตรา พนั นาม เลขท่ี 24
5.นางสาวสุชานนั ท์ บุญเสริม เลขที่ 26
6.นางสาวอารยา ดาราเยน็ เลขที่ 27

ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4/5
อำจำรย์ทปี่ รึกษำ นางรุ่งทิวำ ผลเกิด
สถำนศึกษาโรงเรียนสาโรงทาบวทิ ยาคมจงั หวดั สุรินทร์

บทคดั ย่อ

ดว้ ยการเวลาและยคุ สมยั ที่เปลี่ยนไปทาใหว้ ฒั นธรรมซ่ึงเป็นวถิ ีชีวิตอนั ดีงามของบรรพบุรุษ
ไทย ไดถ้ ูกมองขา้ มและถูกเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของยคุ สมยั ทาใหค้ นรุ่นหลงั อาจจะเขา้ ใจ
วฒั นธรรมไทยที่ผดิ ไปจากความเป็นจริง ผจู้ ดั ทาจึงไดค้ ิดคน้ โครงงานเก่ียวกบั วฒั นธรรมไทย
เพ่ือใหเ้ ป็ นประโยชนแ์ ก่ผศู้ ึกษา ไดค้ วามเขา้ ใจ เกี่ยวกบั วฒั นธรรมตา่ งๆท่ีถูกตอ้ งและ สามารถ
นาไปเผยแพร่ในทอ้ งถิ่นของตนได้

ผลจำกกำรศึกษำและกำรจัดทำโครงงำนพบวา่ สามารถสร้างและส่งเสริมใหผ้ ทู้ ่ีเขา้ มา
ศึกษา ซี่งเป็นคนรุ่นหลงั ไดม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจ เก่ียวกบั วฒั นธรรมไทยไดเ้ ป็นอยา่ งดี ผทู้ ่ีเขา้ มา
ศึกษาสามารถเขา้ ใจวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี จนสามารถนาไปปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
อีกท้งั วฒั นธรรมไทย ท่ีดีงามยงั ไดร้ ับการสืบทอด และอนุรักษไ์ วใ้ หแ้ ก่อนุชนคนรุ่นหลงั ไดเ้ รียนรู้
ต่อไปอีกดว้ ย

สำรบญั หน้ำ

คำนำ 1
บทคัดย่อ 2
สำรบัญ
ความหมายของวฒั นธรรม 3
ที่มาของวฒั นธรรม
วฒั นธรรมภาคใต้ 4
วฒั นธรรมภาคกลาง 5
วฒั นธรรมภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 6
วฒั นธรรมภาคเหนือ 8
อา้ งอิง 10
12
14

วฒั นธรรมไทย

ชาติไทยเป็ นชาติท่ีเก่าแก่และมีวฒั นธรรมประจาชาติที่เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
และพฒั นาหล่อหลอมข้ึนในสังคมไทยจนมีความเป็ นเอกลกั ษณ์ของตนเองไม่ว่าจะเป็ นภาษา
วรรณคดีศิลปวตั ถุดนตรีอาหารและการแต่งกายนอกจากน้ีคนไทยยงั ไดม้ ีการยอมรับเอาวฒั นธรรม
ของชาติอื่นเขา้ มาผสมผสานโดยการนามาดดั แปลงผสมผสานกนั ได้อย่างกลมกลืนจนเกิดเป็ น
วฒั นธรรมของสังคมไทยท่ีมีเอกลกั ษณ์

วฒั นธรรมไทย หมำยถงึ แบบแผนทคี่ นไทยยดึ ถือปฏบิ ัติในกำรดำเนินชีวติ ประจำวนั ซึ่งแสดงถงึ

ควำมเจริญงอกงำมของมนุษย์ วฒั นธรรมถือเป็ นเอกลกั ษณ์ของชำติ

ทีม่ ำของวฒั นธรรมไทย

วฒั นธรรมไทยมีที่มาจากหลายแหล่งกาเนิดดว้ ยกนั ดงั น้ี

1) ส่ิงแวดลอ้ มทางภูมิศาสตร์และสังคมเกษตรกรรมเน่ืองจากพ้ืนที่ของประเทศไทยส่วนใหญ่มี
สภาพภูมิศาสตร์เป็ นที่ราบลุ่มแม่น้าคนไทยจึงมีความผูกพนั กบั แม่น้าลาคลองทาให้เกิดวิถีชีวิต
ริมน้าและประเพณีต่าง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั น้าที่สาคญั เช่นประเพณีลอยกระทงประเพณีสงกรานตเ์ ป็น
ตน้

2) พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาพระพุทธศาสนาเผยแผเ่ ขา้ มาในประเทศไทยเป็ นเวลานานโดยคน
ไทยได้นาหลกั คาสอนมาใช้ในการดาเนินชีวิตนอกจากน้ียงั มีประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ท่ี
เก่ียวขอ้ งกบั ศาสนาอีกเป็ นจานวนมากเช่นการทอดกฐินการทอดผา้ ป่ าการบวชเพ่ือสืบทอดศาสนา
เป็ นตน้

3) ค่านิยมเป็ นแบบอยา่ งพฤติกรรมของคนในสังคมที่มีความแตกต่างกนั ค่านิยมบางอยา่ งกลายเป็น
แกนหลกั ของวฒั นธรรมไทยเช่นความรักชาติศาสนาพระมหากษตั ริยซ์ ่ึงคนไทยใหค้ วามเคารพและ
เชิดชูสถาบนั พระมหากษตั ริยเ์ ป็นอยา่ งมาก

4) การเผยแพร่และการยอมรับวฒั นธรรมจากต่างชาติในอดีตประเทศไทยไดร้ ับวฒั นธรรมจากจีน
และอินเดียเขา้ มาผสมผสานกบั วฒั นธรรมด้งั เดิมแตใ่ นปัจจุบนั จากกระแสโลกาภิวฒั นท์ าให้เกิดการ
หลง่ั ไหลของวฒั นธรรมต่างชาติเมาในประเทศไทยโดยเฉพาะวฒั นธรรมท่ีมาจากชาติตะวนั ตกที่
เห็ นได้อย่างชัดเจนเช่ นการแต่งกายตามแบบสากลการผูกเนคไทการสวม เส้ื อน อกการ ส ร้ า ง
บา้ นเรือนรูปทรงตา่ ง ๆ เป็นตน้

วฒั นธรรมภำคใต้

ภูมิประเทศของภาคใตม้ ีเอกลกั ษณ์เฉพาะ คือมีชายฝั่งประกบเทือกเขาสูงที่อยู่ตรงกลาง ซ่ึงไม่มี
ภูมิภาค อ่ืนๆ ภูมิประเทศเป็ นหลกั จึงเป็ นเทือกเขาและชายฝั่ง เป็ นท่ีราบจะมีอยเู่ ป็ นแนวแคบๆ แถบ
ชายฝ่ังทะเล และสองฝั่งลาน้า การต้งั ถ่ินฐานจะอยู่บริเวณชายฝ่ังทะเลท้งั ด้านตะวนั ออกและ
ตะวนั ตก จากลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ของภาคใต้ ทาให้มีคนที่ต่างภาษาต่างวฒั นธรรมอย่าง
หลากหลายเดินทางเขา้ มาภาคใตม้ ีท้งั ชาว พุทธ ชาวมุสลิม ต่างเช้ือชาติกนั เช่น คนไทย คนจีน และ
ผทู้ ่ีมีเช้ือสายมาเลย์ รวมท้งั ชาวเมือง เช่น ชาวเล อาศยั อยูก่ นั วฒั นธรรมภาคใตจ้ ึงมีรูปแบบอนั เป็ น
เอกลกั ษณ์ที่แตกต่างกนั ในแต่ละพ้ืนที่ ดงั น้ันภาคใตจ้ ึง เป็ นสถานที่ท่องเท่ียวท่ีน่าสนใจเพราะมี
ภูมิศาสตร์ที่งดงาม มีชายฝั่งทะเลและมีวฒั นธรรมหรือการดารงชีวติ ท่ีเป็นเอกลกั ษณ์

วฒั นธรรมทเ่ี กย่ี วข้องกบั ประเพณแี ละพธิ ีกรรม

ประเพณีชกั พระ เป็ นประเพณีทอ้ งถิ่นในภาคใตต้ อนกลาง เป็ นประเพณีที่เกี่ยวขอ้ งกบั ความศรัทธา
ในพระ พุทธศาสนา และวถิ ีชีวิตชาวใตท้ ี่มีความผูกพนั กบั น้า ประเพณีชกั พระหรือลากพระจดั ข้ึน
ในช่วงออกพรรษา โดยเฉพาะในวนั แรม 1ค่า เดือน 11 ดว้ ยความเช่ือวา่ เป็ นวนั ท่ีพระพุทธเจา้ เสด็จ
กลบั จากสวรรคช์ ้นั ดาวดึงส์ลงมายงั โลกมนุษย์ จึงมีการจดั งานเพ่ือแสดงความยินดี ประชาชนจึง
อญั เชิญพระพุทธองคข์ ้ึนประทบั บนบุษบกที่จดั เตรียมไว้ แลว้ แห่แหนไปยงั ที่ประทบั ส่วนใหญ่จะ
เป็นการจดั ขบวนทางเรือ แต่บริเวณใดท่ี ห่างไกลแมน่ ้าก็จะจดั พธิ ีทางบก

วฒั นธรรมภำคกลำง

ภาคกลางเป็ นภาคที่มีประชาการสูงสุด โดยรวมพ้ืนท่ีอนั เป็ นท่ีต้งั ของจงั หวดั มากกว่า
ภูมิภาคอ่ืน ๆ ใชภ้ าษากลางในการส่ือความหมายซ่ึงกนั และกนั วฒั นธรรมไทยทอ้ งถิ่นภาค
กลาง ประชาชนประกอบอาชีพทานา การต้งั ถิ่นฐานจะหนาแน่นบริเวณท่ีราบลุ่มแม่น้า มี
วิถีชีวิตเป็ นแบบชาวนาไทย คือ การรักพวกพอ้ ง พ่ึงพาอาศยั กนั มีความเช่ือ และเคารพ
บุคคลสาคญั ผูล้ ่วงลบั ไปแลว้ มีการใช้เครื่องป้ันดินเผาตามชุมชนและหมู่บา้ นในชนบท
การละเล่นพ้นื บา้ นที่เป็นลกั ษณะเด่น ไดแ้ ก่ มงั คละราเตน้ เตน้ การาเคียว เพลงปรบไก่ เพลง
ลาตัด เป็ นต้น นอกจากน้ีในท้องท่ีจังหวัดเพชรบุรี มีเอกลักษณ์ท่ีโดดเด่น คือมี
ความสามารถในการปลูกสร้างเรือนไทย ความเป็ นช่วงฝี มือท่ีประณีตในการตกแต่งวดั
และช่าง ประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น ช่างทอง ช่างแกะสลกั ลายไทย ลวดลายปูนป้ันประดบั พระ
สถูปเจดียช์ นกลุ่มน้อยในทอ้ งถ่ินภาคกลาง มีหลายเผ่าพนั ธุ์ อาทิ ลาวโข่ง กระเหรี่ยง ใน
พ้ืนที่จงั หวดั เพชรบุรี ลาวพวน ในอาเภอบา้ นหมี จงั หวดั ลพบุรี คนลาว ในเขต จงั หวดั
เพชรบุรี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา มอญ ในอาเภอพระประแดง จงั หวดั สมุทรปราการ
ตวั อยา่ งวฒั นธรรมประเพณี

แม่โพสพ

คนไทยมีความเชื่อด้งั เดิมเร่ืองผีสางเทวดา ชีวิตประจาวนั ท่ีผกู พนั อยกู่ บั อาชีพชาวนา ชาวนาจึงเชื่อ
วา่ ในขา้ วมีวิญญาณแม่โพสพ ซ่ึงมีบุญคุณต่อชาวนาสิงอยู่ จึงมีการ ปฏิบตั ิพิธีกรรมเพื่อระลึกถึงแม่
โพสพ เช่นการสร้างศาลเพียงตาใน ทุ่งนา เรียกวา่ “เรือนแม่โพสพ” มีการทาขวญั ขา้ วเมื่อขา้ วเร่ิม
ออก รวง หรือที่เรียกว่า”ขา้ วต้งั ทอ้ ง” และนาขา้ วอ่อนไปทาบุญถวายพระ ในประเพณีสารทเดือน
สิบ ซ่ึงมีการกวนขา้ วทิพยห์ รือขา้ วมธุปายาส เมื่อมีการเก็บเก่ียวขา้ วแลว้ ก่อนจะนาขา้ วเก็บยุง้ ฉาง
จะมีพิธีบอก กล่าวแม่โพสพ นอกจากน้ียงั มีความเช่ือว่าขา้ วเป็ นส่ิงท่ีมีบุญคุณต่อ ชีวิตมนุษย์ จึง
ไดร้ ับการยกยอ่ งโดยมีคาเรียกช่วงเวลาในสมยั โบราณ เมื่อขา้ วต้งั ทอ้ งวา่ “ตะวนั ออ้ มขา้ ว” แสดงให้
เห็นความสาคญั ของ ขา้ ววา่ เม่ือต้งั ทอ้ งแมแ้ ตพ่ ระอาทิตยย์ งั ตอ้ งออ้ มขา้ ว เหมือนที่การ ปฏิบตั ิกนั จน
ทุกวนั น้ี คือ ไมเ่ หยยี บขา้ ว ไมท่ ิ้งขา้ ว เพราะถือวา่ เป็น บาปกรรม

วฒั นธรรมภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

ประเพณีบุญบ้ังไฟ เป็ นประเพณีที่ชาวอีสานจัดข้ึนในเดือน 6 เรียกกันว่า “บุญเดือนหก” มี
จุดมุง่ หมายเพ่ือ เป็นงานร่ืนเริงคร้ังใหญ่ก่อนการเร่ิมทานา และเป็นการสร้างกาลงั ใจวา่ การทานาใน
ปี น้นั จะไดผ้ ลดี โดยมี ความเชื่อวา่ เทวดาคือ “พระยาแถน” สามารถบลั ดาลใหพ้ ชื ผลในทอ้ งนาอุดม
สมบูรณ์ หากบูชาเซ่นสรวงให้ พระยาแถนพอใจก็จะช่วยใหฝ้ นตกตามฤดู

ชนพ้นื เมืองถ่ินอีสานดารงชีวติ อยา่ งเรียบง่าย มีโครงสร้างทางสงั คมและวฒั นธรรมเป็ นเอกลกั ษณ์
บนพ้ืนฐานประวตั ิศาสตร์อนั ยาวนาน วฒั นธรรมต่าง ๆ ของภาคอีสานเป็นการนา
แนวความคิด ความศรัทธา และความเช่ือที่ไดส้ ั่งสมและสืบทอดเป็นมรดกต่อกนั มา ตวั อยา่ ง
วฒั นธรรมประเพณี

บุญผะเหวด

บุญพระเวสสันดร หรือ บุญมหาชาติ ซ่ึงเป็นการทาบุญในเดือนส่ี บางคร้ังกเ็ รียก “ บุญเดือนสี่” ใน
บางทอ้ งถิ่นจะทาบุญเดือนน้ีในเดือนสามรวมกบั บุญขา้ วจ่ีและบุญกมุ้ ขา้ วใหญ่ ใหเ้ ป็ นบุญเดียวกนั
ส่วนเดือนส่ีกเ็ วน้ ไว้ บุญผะเหวดส่วนมากจะกระทากนั ในเดือนส่ี

ประเพณบี ำยศรีสู่ขวญั

เป็นประเพณีไทยที่มีในหลายจงั หวดั ของประเทศไทยโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ จงั หวดั ทางภาคอีสาน
ประเพณีบายศรีสู่ขวญั ใชเ้ คร่ืองเชิญขวญั ท่ีเรียกวา่ บายศรี ทาดว้ ยใบตอง รูปคลา้ ยกระทง เป็นช้นั ๆ
มีขนาดใหญ่เล็กสอบข้ึนไปตามลาดบั เป็น 3 ช้นั 5 ช้นั 7 ช้นั หรือ 9 ช้นั มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน
มีเคร่ืองสงั เวยวางอยใู่ นบายศรี และมีไข่ขวญั (ไข่ตม้ ) เสียบอยบู่ นยอดบายศรี มีหลายประเภท เช่น
บายศรีตอง บายศรีปากชาม บายศรีใหญ่ (ภาษาเขมร บาย = ขา้ ว + ศรี = สิริ หมายความวา่ ขา้ วอนั
เป็นสิริหรือขา้ วขวญั ) มีการพนั สายสิญจนไ์ วโ้ ดยรอบเพ่อื ใชผ้ กู ขอ้ มือผูร้ ับขวญั ผนู้ าทาพิธีเรียกวา่
หมอขวญั

วฒั นธรรมภำคเหนือ

สาหรับภาคเหนือของไทย มีลกั ษณะภูมิประเทศเป็นเขตภูเขาสลบั พ้ืนท่ีราบระหวา่ งภูเขา ซ่ึงผคู้ น
อาศยั อยา่ งกระจายตวั แบง่ กนั เป็นกลุ่ม อาจเรียกวา่ กลุ่มวฒั นธรรมลา้ นนา โดยจะมีวถิ ีชีวติ และ
ขนบธรรมเนียมเก่าแก่เป็ นของตนเองมีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั แต่องคป์ ระกอบท่ีสาคญั ก็ยงั มีความ
คลา้ ยคลึงกนั อยมู่ าก อาทิ สาเนียงการพดู การขบั ร้อง ฟ้อนรา การดารงชีวติ แบบเกษตรกร การนบั
ถือสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิและวญิ ญาณของบรรพบุรุษ ความเล่ือมใสในพระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทการ
แสดงออกของความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์โดยผา่ นภาษาวรรณกรรม ดนตรี และงานฝี มือแมก้ ระทงั่
การจดั งานฉลองสถานที่สาคญั ท่ีมีมาแต่โบราณ เดิมวฒั นธรรมคนเมืองหรือคนลา้ นนา มีศูนยก์ ลาง
อยทู่ ี่เมืองนพบุรีศรีนครพงิ คเ์ ชียงใหม่ ตามชื่อของอาณาจกั รที่มีการปกครองแบบนครรัฐที่ต้งั ข้ึนใน
พุทธศตวรรษที่ 18 โดยพญาเมง็ ราย

เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภาคเหนือเป็นภูขาสูงสลบั กบั แอง่ หุบเขา ทาใหใ้ นฤดูหนาว
มีอากาศหนาวจดั ในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิค่อนขา้ งสูง เพราะอยหู่ ่างไกลจากทะเล มีป่ าไมม้ ากจึงถือ
เป็นแหล่งกาเนิดของแม่น้าท่ีสาคญั หลายสาย ไดแ้ ก่ แมน่ ้าปิ ง แม่น้าวงั แมน่ ้ายม และแมน่ ้าน่าน มี
พ้ืนที่รวมท้งั หมด 93,690.85 ตารางกิโลเมตร และเมื่อเทียบขนาดภาคเหนือจะมีพ้นื ท่ีใกลเ้ คียงกบั
ประเทศฮงั การีมากท่ีสุด แต่จะมีขนาดเลก็ กวา่ ประเทศเกาหลีใตเ้ ลก็ นอ้ ย ตวั อยา่ งวฒั นธรรม
ประเพณี

ประเพณลี อยโคม

ประเพณีหน่ึงที่ชาวลา้ นนาถือปฏิบตั ิคู่ไปกบั ประเพณียเี่ ป็ งกค็ ือการลอยโคม การลอยโคมของชาว
ลา้ นนาเป็นการปล่อยโคมข้ึนไปสู่ทอ้ งฟ้า แทนการลอยกระทงในลาน้าอยา่ งประเพณีของคนภาค
กลาง ชาวลา้ นนาเชื่อวา่ การจุดโคมลอย แลว้ ปล่อยข้ึนฟ้า เป็นการบูชาพระเกตุแกว้ จุฬามณี บน
สวรรค์ และยงั เป็นการปล่อยทุกขป์ ล่อยโศก และเรื่องร้าย ใหอ้ อกไปจากตวั ชาวลา้ นนาเชื่อกนั วา่
ในวนั ประเพณียเี่ ป็ง ชาวลา้ นนาที่เกิดปี จอตอ้ งนมสั การพระธาตุแกว้ จุฬามณีซ่ึงเป็นสถานท่ีบรรจุ
มวยผมของเจา้ ชายสิทธตั ถะท่ีปลงออกก่อนจะบวช แต่เนื่องจากเจดียน์ ้ีเช่ือกนั วา่ อยบู่ นสวรรคช์ ้นั
ดาวดึงส์ ชาวลา้ นนาท่ีเกิดปี จอจึงตอ้ งอาศยั โคมลอยปล่อยข้ึนสู่ทอ้ งฟ้าแทนเครื่องบูชาพระธาตุเกศ
แกว้ จุฬามณี ตวั โคมทาจากกระดาษสาสีสนั สวยงาม ติดบนโครงไมไ้ ผ่ ตรงกลางโคมจะมีตะเกียงติด
ชนวนสาหรับจุดไฟ เม่ือจุดไฟที่ตะเกียง ความร้อนจะดนั พาโคมลอยใหล้ อยข้ึนสู่ทอ้ งฟ้า

อ้ำงองิ

(วดป.30/10/2563)

https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8
%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8
%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B
8%99+++%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0
%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D&tbm=isch&ved=2ahUKEwit77eDit
7sAhV0_zgGHfnlDZcQ2cCegQIABAA&oq=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92
%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A0
%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B
2%E0%B8%99+++%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8
%81%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D&gs_lcp=CgNpbWcQA1D
q1QFYvqsCYMS4AmgDcAB4AIABiwKIAbUGkgEFNC4yLjGYAQCgAQGqAQtnd3Mtd2
l6LWltZ8ABAQ&sclient=img&ei=XfOcX-
1M9P7j4Q_5y7e4CQ&bih=821&biw=1707#imgrc=rhcL6jJb4_J1VM&imgdii=3PArQOP-
_cPojM

https://sites.google.com/site/wwwmbwathnthrrmlaeaprapheni/wathnthrrm-laea-prapheni-
thang-phakh-henux

https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8
%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8
%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8
%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8
%93%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8
%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9
%84%E0%B8%9F&hl=th&sxsrf=ALeKk03iUR2npvZCaGcMzHCnCLISQXNuIA:160412

3311771&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=2ahUKEwiE4rGBkd7sAhWjlEsFHYbKCY
cQ_AUoAXoECBAQAw&biw=1707&bih=750#imgrc=yMU5HPrzqmygRM


Click to View FlipBook Version