The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ขนมชั้นแสนหวาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รัฐศาสตร์, 2022-10-19 03:41:51

ขนมชั้น

ขนมชั้นแสนหวาน

โครงงานเรื่องขนมชั้นหลากสี

http://khanomlayerr.blogspot.com
โดย

ด.ญ.พาขวัญ บุญมีโชติ ม.2/2 เลขที่ 31
ครูที่ปรึกษา

นายสุรพล เข็มเพ็ชร์

โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี



โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี



บทคัดย่อ

โครงงานอาชีพ เรื่องขนมชั้นหลากสี เป็นโครงงานที่นำขนมไทยมาปรับรสชาติที่เเตกต่างจากขนม

ชั้นที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป เช่น การนำผัก ผลไม้ มาสกัดเป็นน้ำเพื่อใช้เป็นสีผสมอาหาร เป็นการ

นำธัญพืชที่แปลกใหม่มาใช้เป็นส่วนประกอบของขนมชั้นเพื่อให้ได้ขนมชั้นที่มีรสชาติน่ารับประทาน

แปลกใหม่ โดยมีวัถุดิบหลักเช่นเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การใส่สี กลิ่น เเละจะมีรสชาติของธัญพืชที่

สกัด เเละสามารถประบใช้ในชีวิตประจำวันได้



กิตติประกาศ
การศึกษาค้นคว้าเรื่องขนมชั้นหลากสีสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเนื่องจาก คุณครูสุรพล เข็ม
เพ็ชร์ ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ คำปรึกษาแนะนำความคิดเห็นและให้
กำลังใจ
ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคน คุณครู อาจารย์ และผู้ปกครอง
ทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การวิจัยของข้าพเจ้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยส่งเสริม
สนับสนุน กระตุ้นเตือนเเละเป็นกำลังใจตลอดมา
ด.ญ.พาขวัญ บุญมีโชติ ม.2/2 เลขที่ 31



สารบัญ

หน้า
บทคัดย่อ………………………………………………………………………… ก
กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………….. ข
สารบัญตาราง……………………………………………………………………. ง
สารบัญรูปภาพ…………………………………………………………………… จ
บทที่1 ที่มาเเละความสำคัญ…………………………………………………….. 1

วัตถุประสงค์……………………………………………………………… 1
ประโยชน์..……………………………………………………………….. 1
สมมติฐาน………………………………………………………………… 1
บทที่2 เอกสารเเละงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………… 2
ประวัติของขนมชั้น………………………………………………………. 2
เนื้อหา…………………………………………………………………… 3
เนื้อหา…………………………………………………………………… 4
บทที่3 อุปกรณ์ วัถุดิบและวิธีการดำเนินการ……………………………………… 5
อุปกรณ์เเละวัตถุดิบในการใช้…………………………………………….. 5
วิธีการดำเนินการ…………………………………………………………. 6
บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………. 7
บทที่5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ……………………………………….. 8
ภาคผนวก……………………………………………………………….. 9
รูปภาพ………………………………………………………………….. 10
บรรณานุกรม…………………………………………………………………….. 11
ประวัติผู้ศึกษา…………………………………………………………………… 12



สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า

1.ตารางวิธีการดำเนินงาน……………………………………………… 5



สารบัญรูปภาพ

หน้า
ภาคผนวก…………………………………………………………………… 9
รูปภาพ……………………………………………………………………… 10

บทที่1 1
บทนำ

ขนมชั้นหลากสี

ขนมชั้น เป็นขนมโบราณที่ใช้ในงานพิธีมงคล โดยมีความเชื่อแบบไทยว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ 9
ชั้น จึงจะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าภาพสีที่พบบ่อยคือ สีเขียวจากใบเตยและสีน้ำเงินจากดอก
อัญชัน เราจะพบขนมชั้นได้ในประเทศต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย
อินโดนีเซีย ประวัติของขนมชั้นสามารถหาในเว็บไซต์ภาษาไทยแทบไม่เจอข้อมูลเลย แต่สามารถเจอ
ในข้อมูลภาษาอังกฤษของขนมชั้นประเทศมาเลเซีย มาว่า ขนม Kueh Lapis หรือขนมชั้นในภาษามา
เลย์ ขนมชั้นนิยมในช่วงเทศกาลตรุษจีน ฮารีรายอ ในมาเลเซีย สิงคโปร์ เว็บไซต์ของมาเลเซียเขียนว่า
รับขนมชนิดนี้มาจากอินโดนีเซียเป็นอิทธิพลของชาวดัชต์หรือเนเธอร์แลนด์ เจ้าอาณานิคมอินโดนีเซีย
โดยขนมเปลี่ยนจากการอบเป็นการนึ่งซึ่งเป็นวิธีการทำอาหารที่นิยมมากกว่าในประเทศแถบนี้ ดังนั้น
ทำให้ขนมชั้นจึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Steamed layer cake นั่นเอง (แปลตามตัวว่าว่าเค้กชั้นนึ่ง)

ส่วนผสมของขนมส่วนใหญ่จะเป็นกะทิ และน้ำตาล แป้ง 3 - 4 ชนิด แล้วแต่สูตรและความชอบเนื้อขนม
ในแต่ละแบบ ซึ่งแป้งแต่ละอย่างก็จะมีคุณสมบัติทำให้ขนมมีเนื้อต่างกัน โดย

แป้งมัน จะทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน
แป้งท้าว จะทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน
แป้งข้าวเจ้า จะทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว
แป้งถั่วเขียว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียว

วัตถุประสงค์ของโครงงาน
1. เพื่อศึกษาเรื่อง ขนมไทย
2. เพื่อพัฒนาเว็บไซต์เรื่อง ขนมไทย
3. เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่อง ขนมไทย ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา
4. เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเรียนโปรแกรมการสร้างงานกราฟิก และโปรแกรมการสร้างเว็บไซต์ใน
วิชาคอมพิวเตอร์ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบของโครงงาน
ประโยช์นของขนมชั้น
เป็นคนไทยหากว่ามัวแต่จะทานขนมของต่างชาติก็คงจะไม่ดีเป็นแน่ เพราะขนมไทยเองก็มีความอร่อย
ไม่แพ้ขนมชาติใดในโลกเช่นกัน แม้แต่ฝรั่งตาน้ำข้าวหลายๆคนยังเอ่ยปากเลยว่าขนมไทยนี่แหละ
อร่อยยิ่งกว่าขนมของชาติใดๆในโลก ทั้งรสชาติที่หวาน หอม และอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
ไม่ได้เป็นอาหารที่มีไขมันเหมือนกับขนมทอดกรอบแบบที่สมัยนี้นิยมชอบทานกัน แต่หลายๆคนคงจะ
สงสัยกันไม่น้อยว่าขนมไทยนี้ทำไมถึงมีรสชาติที่อร่อย และเป็นที่ยั่วยวนของกลุ่มคนบางกลุ่มมาก
ขนาดนี้ เรามาดูกันค่ะว่าขนมไทยเหล่านี้มีประโยชน์มากแค่ไหนต่อการได้บริโภคเข้าไปสักชิ้นหนึ่ง

สมมติฐาน

1.]ถ้าใส่น้ำตาทรายมากเกินไปจะหวานไปรึป่าว

บทที่2 2

ประวัติของขนมชั้น
ขนมไทย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน
รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง
ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบาง
ชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนม
พื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
ขนมไทยดั้งเดิม มีส่วนผสมคือ แป้ง น้ำตาล กะทิ เท่านั้น ส่วนขนมที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน นั้น มารี
กีมาร์เดอ ปีนา (ท้าวทองกีบม้า) หญิงสาวชาวโปรตุเกส เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ ก็คือขนมจากไข่ และเชื่อกันว่าชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ เช่น รับ
ประทานฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน รับประทาน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน รับประทาน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้
เจริญ รับประทานขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น
สมัยสุโขทัย     ขนมไทยมีที่มาคู่กับชนชาติไทย จากประวัติศาสตร์ที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศคือ จีนและอินเดียในสมัยสุโขทัย มี
ส่วนช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ด้านอาหาร การกินร่วมไปด้วย
สมัยอยุธยา        เริ่มมีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศทั้งชาติตะวันออกและตะวันตก ไทยเรายิ่งรับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของ
ชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ เครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุดิบที่หาได้ ตลอดจนนิสัยการบริโภคของคนไทยเอง

3

จนบางทีคนรุ่นหลังแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า อะไรคือขนมไทยแท้ๆ อะไรที่เรายืมเค้ามา เช่น ทองหยิบ ทองหยอดและฝอยทอง
หลายท่านอาจคิดว่าเป็นของไทยแท้ๆ แต่ความจริงแล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศโปรตุเกส โดย "มารี กีมาร์" หรือ "ท้าวทองกีบ
ม้า"
"มารี กีมาร์" หรือ "ท้าวทองกีบม้า"เกิดเมื่อ พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 แต่บางแห่งก็ว่า พ.ศ. 2209 โดยยึดหลักจากการ
แต่งงานของเธอที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2225 และขณะนั้น มารี กีมาร์ มีอายุเพียง 16 ปี บิดาชื่อ "ฟานิก (Phanick)" เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น
ผสมแขกเบงกอล ผู้เคร่งศาสนา ส่วนมารดาชื่อ "อุรสุลา ยามาดา (Ursula Yamada)" ซึ่งมีเชื่อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพ
มาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา ภายหลังจากพวกซามูไรชุดแรกจะเดินทางเข้ามาเป็นทหารอาสา ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช ไม่นานนัก พระองค์ และเก็บผลไม้ของเสวย มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นหญิงล้วน จำนวน 2,000 คน ซึ่งเธอก็
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ชื่นชม ยกย่อง มีเงินคืนทอง พระคลังปีละมากๆ ระหว่างที่รับราชการนี่เอง มารี กีมาร์ ได้
สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง ขนมผิงและอื่นๆ ให้แก่ผู้ทำงานอยู่กับเธอและ
สาวๆ เหล่านั้น ได้นำมาถ่ายทอดต่อมายังแต่ละครอบครัวกระจายไปในหมู่คนไทยมาจนปัจจุบันนี้  ถึงแม้ว่า "มารี กีมาร์" หรือ
"ท้าวทองกีบม้า" จะมีชาติกำเนิดเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอก็เกิด เติบโต มีชีวิตอยูในเมืองไทยจวบจนหมดสิ้นอายุขัย นอกจากนั้น
ยังได้ทิ้งสิ่งที่เธอค้นคิด ให้เป็นมรดกตกทอดมาสู่คนรุ่นหลัง ได้กล่าวขวัญถึงด้วยความภาคภูมิ "ท้าวทองกีบม้า เจ้าตำรับอาหาร
ไทย"
ขนมจัดเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้คำว่าสำรับกับข้าวคาว-หวาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนม
เฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธีการ อาหารหวานที่จัดเป็นสำรับจะต้องประกอบด้วย ของ
หวานอย่างน้อย 5 สิ่ง ซึ่งต้องเลือกให้มีรสชาติ สีสัน ชนิด ตลอดจนลักษณะที่ กลมกลืนกัน แต่ละสำรับจะต้องมีผลไม้ 10 ที่ และ
ขนมเป็นน้ำ 1 ที่เสมอ
สมัยรัตนโกสินทร์       ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติ
ต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จน
ทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่
และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติ
โปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง
มาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่มักเป็น "ของเทศ" เช่น
ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์

4

ขนมไทย เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียด
อ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะ
ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึก
เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์
ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย และนับว่าเป็นยุคที่ขนมไทยเป็นที่นิยม
          ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึง
ตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว
และกะละแม
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วย
ใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำ
ดอกไม้
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ด
ขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนม
ค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ
นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกลำเจียกที่ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือ
โรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือ
ใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม
วัตถุดิบในการปรุงขนมไทย
การใช้สีผสมอาหารมีจุดประสงค์เพื่อให้อาหารแลดูสวยงาม น่ารับประทาน ซึ่งสามารถดึงดูดใจผู้บริโภคทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่
เราจะใช้ยังไงให้ปลอดภัย ถ้าเราต้องซื้ออาหารที่เค้าทำขายตามท้องตลาด ซึ่งผู้ค้าสมัยนี้หาคนที่มีสำนึกรับผิดชอบได้น้อย
มาก โอกาสที่เราจะได้รับอันตรายจากสีสังเคราะห์ที่ใช้ผสมอาหารนั้นมีมาก ทางที่ดีถ้าเรามีฝีมือในการทำอาหารอยู่บ้างแล้ว
แนะนำให้ทำทานเองที่บ้านดีกว่า ถึงแม้ว่าการทำครั้งแรกอาจจะไม่อร่อยถูกปากเหมือนกับที่ซื้อเค้ามา แต่ถ้าเราทำบ่อยๆ เราก็
สามารถพัฒนาฝีมือของเราเองไปเรื่อยๆ แถมยังได้อาหารที่สด สะอาดและปลอดภัยอีกด้วย วันนี้เรามีวิธีการนำสิ่งที่มีอยู่ใน
ธรรมชาติ ที่หลายคนยังไม่เคยรู้ว่าทำได้ มาทำสีผสมอาหาร รับรองว่าปลอดภัยจากอันตรายจากสีสังเคราะห์ 100 %    สีที่ได้
จากธรรมชาติและใช้ในขนมไทย มีดังนี้     สีเขียว ได้จากใบเตยโขลกละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ    สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน เด็ด
กลีบดอกอัญชันแช่ในน้ำเดือด ถ้าบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง    สีเหลืองจากขมิ้นหรือหญ้าฝรั่น สีแดงจากครั่ง   สีดำ
จากกาบมะพร้าวเผาไฟ นำมาโขลกผสมน้ำแล้วกรอง 
กลิ่นหอม   กลิ่นหอมที่ใช้ในขนมไทยได้แก่  กลิ่นน้ำลอยดอกมะลิ ใช้ดอกมะลิที่เก็บในตอนเช้า แช่ลงในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้
ก้านจุ่มอยู่ในน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงกรอง นำนำไปใช้ทำขนม
กลิ่นดอกกระดังงา นิยมใช้อบขนมแห้ง โดยเด็ดกลีบกระดังงามาลนเทียนอบให้หอม ใส่ขวดโหลที่ใส่ขนมไว้ ปิดฝาให้สนิท
กลิ่นเทียนอบ จุดไฟที่ปลายเทียนอบทั้งสองข้างให้ลุกสักครู่หนึ่งแล้วดับไฟ วางลงในถ้วยตะไล ใส่ในขวดโหลที่ใส่ขนม ปิดผา
ให้สนิท
กลิ่นใบเตย หั่นใบเตยที่ล้างสะอาดเป็นท่อนยาว ใส่ลงไปในขนม

5

บทที่3
อุปกรณ์เเละวิธีการดำเนินงาน

วัตถุดิบ

ขนมชั้นสูตรโบราณ
ระยะเวลาการปรุง:
นานกว่า 1 ชั่วโมง
ปริมาณสูตร:
สำหรับ 1-3 คน

ส่วนผสมน้ำเชื่อม 
น้ำตาลทราย     950 กรัม
หางกะทิ     900 กรัม
เกลือ     1 ช้อนชา

ส่วนผสมแป้ง
แป้งมันสำปะหลัง 480 กรัม
แป้งเท้ายายม่อม 150 กรัม
แป้งข้าวเจ้า 30 กรัม
เทียนอบขนม
หัวกะทิ 900 กรัม
น้ำมันขี้โล้
น้ำใบเตยเข้าข้น 100 กรัม
น้ำลอยดอกมะลิ 100 กรัม

6

วิธีการดำเนินงาน

วิธีทำ

เทน้ำตาลทรายลงกระทะทองเหลือง ตามด้วยเกลือ และหางกะทิ คนให้ส่วนผสมผสมละลายเข้ากัน นำ

ขึ้นตั้งบนเตา ให้ไฟกลาง เคี่ยวส่วนผสมให้เป็นน้ำเชื่อม ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักไว้

วิธีทำ 
1 เทแป้งเท้ายายม่อม ลงอ่างผสม ตามด้วยแป้งมัน และแป้งข้าวเจ้า เคล้าให้แป้งทั้ง 3 ชนิดเข้ากันดี
จากนั้นนำไปอบควันเทียนนาน 1 คืน
2 จากนั้นค่อย ๆ เทหัวกะทิลงนวดแป้งในส่วนผสมข้อที่ 1 ให้เหนียวเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ล่อนไม่ติด

ภาชนะ แล้วจึงคลายแป้งด้วยหัวกะทิ คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน จากนั้นเติมน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ คน

ให้ส่วนผสมเข้กันดี
3  แป้งส่วนผสมที่ 2 ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เติมน้ำลอยดอกมะลิ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน กรองด้วยผ้า
ขาวบาง พักไว้ ส่วนที่ 2 เติมน้ำใบเตยเข้มข้นคนให้ส่วนผสมเข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้
4  ตั้งหม้อนึ่ง ให้ไฟกลาง ใส่น้ำลงในหม้อ กะปริมาณให้ขนมสุก ขณะเดียวกันเตรียมถาด โดยนำ
น้ำมันขี้โล้ทาถาดให้ทั่ว นำถาดไปนึ่งก่อนประมาณ 5 นาที
5  จากนั้นเทเนื้อขนมส่วนสีเขียวลงนึ่ง ประมาณ 5 นาที แล้วจึงเทส่วนสีขาวลงตามนึ่งอีก 5 นาที ทำ
สลับกันแบบนี้ชั้นที่1-5 ใช้เวลานึ่งชั้นละ 5 นาที ส่วนชั้นที่ 6-8 ใช้เวลานึ่งชั้นละ 1 นาที และชั้นที่ 9 ใช้
เวลานึ่ง 10 นาที เมื่อขนมสุกดี นำออกจากหม้อนึ่ง ตัดเป็นชิ้นตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

ตารางการดำเนินงาน

สิ่งที่ทำ ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ
30สิงหาคมพ.ศ.2564 ตนเอง
เริ่มหาข้อมูล ตนเอง
ทำขนมชั้น 6ตุลาคมพ.ศ.2564 ตนเอง
ทำโครงงาน 20กุมภาพันธ์พ.ศ. 2565

7

บทที่4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

จากการศึกษา ทำให้ขนมชั้นที่มีสี กลิ่น รส ดังนี้
ขนมชั้นสีเหลือง มีกลิ่นของขมิ้น สีม่วงจากอัญชัน
ขนมชั้นสีเขียว มีกลิ่นของใบเตย
ส่วนรสชาติ ก็ไม่ต่างกันจากขนมชั้นทั่วไป เเต่ขนมชั้นมีคุณโภชนาการมากขึ้นหากเราใช้ส่วน
ผสมจากธรรมชาติมาช่วยในการทำ

http://khanomlayerr.blogspot.com

8

บทที่5
สรุปผล อภิปรายเเละข้อเสนอแนะ

สรุปผล

ผลที่ออกมาจะได้ขนมชั้นที่มีกลิ่นที่เเตกต่างจากขนมชั้นทั่วไป นอกจากนี้ยังสามารถนำผักและ
ผลไม้ต่างๆมากลัดสีได้ เช่น แครอท อัญชันขมิ้น ใบเตย ฯลฯ ทำให้ได้คุณค่าทางโภชนาการ
การทำโครงงานครั้งนี้ทำให้นักเรียนได้ฝึกการปฏิบัติงานจริง

อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า

ขนมชั้นหลากสี เป็นการนำขนมชั้นที่มีมาแต่อดีตมาประยุกต์ให้เกิดความหลากหลาย
เช่น สี กลิ่น รส เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้สามารถทำได้จริง เเละทำได้ง่าย มีวิธีการที่ไม่ซับ
ซ้อนมากนะ แตกต่างตรงที่มีการใช้ส่วนผสมต่างกันไปตามความชอบหรือตามต้องการ
ของผู้ที่จะทำ

9
ภาคผนวก

10
http://khanomlayerr.blogspot.com

11

บรรณานุกรม

สืบค้น
1.)ประวัติของขนมชั้น||| ที่มาเเละความสำคัญ

ขนมไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อน ประณีต ในการเลือกสรร

วัตถุดิบที่พิถีพิถัน

เว็บไซต์::::::: https://th.m.wikipedia.org

http://khanomlayerr.blogspot.com

https://www.wongnai.com

https://www.pinterest.com

https://sites.google.com

2.) คุณค่าทางโภชนาการ|||แคลอรี่,พลังงานและสารอาหารในขนมในปริมาณ100กรัมมีพลังงาน

ทั้งหมด 99กิโลเเคลอรี่,โปรตีน0กรัม,คาร์โบไฮ

เดรต 19.7กรัม,ไขมัน2.1กรัมฯลฯ

เว็บไซต์:::::: https://www.calforlife.com

https://sites.google.com

https://m.facebook.com

http://www.doctor.or.th

http://oknation.nationtv.tv

3.) ขนมชั้นสูตรโบราณ||| ขนมชั้นใบเตยสูตรโบราณใช้ระยะเวลาการปรุงนาน1ชม. ส่วนผสม

น้ำตาลทราย950กรัม,หางกะทิ900กรัม,เกลือ1

ช้อนชา,แป้งมันสำปะหลัง 480กรัม,แป้งเท้ายายม่อม150กรัม,แป้งข้าวเจ้า30กรัม,เทียนอบขนม,

หัวกะทิ900กรัม,น้ำมันขี้โล้,น้ำใบเตยเข้าข้น100 6.)วัตถุดิบในการทำ
•แป้งมัน 2ถ้วย •แป้งข้าวโพด1/2ถ้วย
กรัม,น้ำลอยดอกมะลิ100กรัม •แป้งข้าวเจ้า1/2ถ้วย •แป้งเท้ายายม่อม1/4ถ้วย
•หัวกะทิ3ถ้วย •น้ำลอยดอกมะลิ1ถ้วย
เว็บไซต์:::::: https://www.kruakhuntoi.com •น้ำตาลทรายขาว3 1/2 ถ้วย
https://www.wongnai.com •น้ำใบเตยคั่น2ช้อนโต๊ะ
https://www.tvpoolonline.com
https://www.zabwer.com เว็บไซต์::::::https://www.wongnai.com
https://m.youtube.com
https://sites.google.com
4.)แนวคิดที่จะปรับปรุงสูตร||| https://th.openrice.com
https://cooking.kapook.com
เว็บไซต์::::::: https://www.komchadluek.net, https://puechkaset.com
https://www.facebook.com
https://cooking.kapook.com
https://www.okmd.or.th

https://www.wongnai.com

5.)ต้นทุนการผลิต||| คิดจากปริมาณส่วน วันสืบค้น:::::: 30/08/64,06/09/64
ด.ญ.พาขวัญ บุญมีโชติ ม.2/2 เลขที่ 31
ผสม

ขนมชั้นจะตกชิ้นละ 7 บาท /ชิ้น
https://www.okmd.or.th
https://www.gotokhow.org
https://smehow.net,
https://www.pinterest.com
https://sites.google.com

12

ประวัติผู้ศึกษา

ด.ญ.พาขวัญ บุญมีโชติ ม.2/2 เลขที่ 31
โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี
ชื่อเล่น ขวัญ เกิด 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551




Click to View FlipBook Version