The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patcharaporn Moolphim, 2023-09-21 16:16:20

การเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์

การเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์

ข้อความ นางสาวภัชรพร มูลพิมพ์ รหัสนักศึกษา 6692110054 จัดทำ โดย รายงาน เรื่อง การเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์ นำ เสนอ อาจารย์วิราณี สุขทรัพย์ รหัสวิชา ED11303 การพัฒนาบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ของครูปฐมวัย สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


คำ นำ รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ED11303 การพัฒนา บุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ของครูปฐมวัย ชั้นปี 1 เพื่อให้ได้ศึกษาความรู้ใน เรื่องรายงาน การสร้างความสัมพันธ์ ผ่านแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น ตำ รา หนังสือ หนังสือพิมพ์ ห้องสมุด และจากทางเว็บไซต์ ได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็น ประโยชน์กับนักศึกษา ผู้จัดทำ หวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักศึกษา ที่ กำ ลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ข้อ น้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ นางสาวภัชรพร มูลพิมพ์ รหัสนักศึกษา 6692110054 วันที่จัดทำ 22 กันยายน 2566


สารบัญ เรื่อง หน้า คำ นำ สารบัญ ก ข ความหมายของมนุษย์สัมพันธ์ ความสำ คัญของมนุษย์สัมพันธ์ การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ ทฤษฎีแห่งมนุษย์สัมพันธ์ ประโยชน์ของมนุษย์สัมพันธ์ สิ่งสำ คัญในการทำ ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี บทบาทของครูเกี่ยวกับการส่งเสริมแรง จูงใจของนักเรียนกับการเรียนการสอน อ้างอิง สรุป 1 6 4 3 7 8 9 10 2


ความหมายของมนุษย์สัมพันธ์ ความหมายของมนุษยสัมพัน คำ ว่า “มนุษยสัมพันธ์” ภาษาอังกฤษใช้คำ ว่า “Human Relations” เมื่อแยกค้า แล้วจะไดคำ ว่า “มนุษย์” (Human) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีสมองสำ หรับคิดและส่งผลให้เกิดสติ ปัญญาในการแก้ปัญหาได้ซึ่งเป็นลักษณะ สำ คัญของความเป็นมนุษย์ และอีกคำ หนึ่งคือค่า ว่า “สัมพันธ์” (Relation) หมายถึง ความผูกพันเกี่ยวข้องกัน มนุษยสัมพันธ์จึงหมายถึง ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับ บุคคล บุคคลกับกลุ่มบุคคล คณะบุคคล หรือสังคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บุคคลทำ งานได้สำ เร็จอย่าง มี ประสิทธิภาพ ด้วยการให้ความร่วมมือกันทำ งานด้วยความพึงพอใจทั้งด้านความต้องการทางด้านวัตถุ และความ พึงพอใจทางด้านจิตใจและสังคความหมายของมนุษยสัมพันธ์ มีนักจิตวิทยาให้ความหมายไว้ หลายท่านพอสรุป ได้ดังนี้ อริสโตเติล (Aristotle ) นักปราชญ์ชาวกรีก อธิบายว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ใช้ ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นเหล่ามนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็น พวก มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน การที่มนุษย์อยู่ ร่วมกัน ทำ ให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยซึ่งเป็นสัญชาตญาณของ มนุษย์ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าการที่ มนุษย์ มีสัมพันธ์กัน มนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคมดังที่นักปราชญ์ได้กล่าวไว้ มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ในทางสังคมระหว่าง มนุษย์ซึ่งจะก่อให้เกิดความ เข้าใจอันดีต่อกัน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ( 2525 : 402 ในปี พ.ศ. 2538 ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ ความหมายเพิ่มเติมว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ในทางสังคม ระหว่างมนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความ เข้าใจอันดีต่อกัน มนุษยสัมพันธ์ ( Human Relationships ) เป็นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นหมู่เป็น คณะหรือกลุ่มโดยมีการ ติดต่อสื่อสาร กันระหว่างบุคคลระหว่างกลุ่มเพื่อให้ทราบความต้องการของแต่ละ บุคคลหรือกลุ่ม รวมไปถึงวิธี การจูงใจและประสานความต้องการของบุคคลและกลุ่มให้ผสมผสานกลม กลืนกินตามระบบที่สังคมต้องการ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2538 : 628 ) มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การแสวงหาเพื่อทำ ความเข้าใจโดยการใช้ลักษณะรูปแบบการ ติดต่อสัมพันธ์กัน ระหว่างบุคคลเป็นผลก่อให้เกิดความเชื่อมโยงเพื่อให้ได้ผลสำ เร็จตามเป้าหมาย ของ องค์การของแต่ละบุคคลที่ ได้กำ หนดไว้ อำ นวย แสงสว่าง (2544: 99) มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง กระบวนการจูงใจของบุคคลอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพโดยมีความ พอใจใน ทางเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์สัมพันธ์ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่อใช้ในการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับ บุคคล การยอมรับนับถือ การให้ความร่วมมือ และการให้ความจงรักภักดีในการ ติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล ต่อบุคคลตลอดจน องค์กรต่อองค์กร David, Keith. 1977


ความสำ คัญของมนุษย์สัมพันธ์ หลักสำ คัญของมนุษย์สัมพันธ์มี 7 ประการดังนี้ (Reece&Brandit, 1997) 1. การสื่อสาร (Communication) มีความสำ คัญต่อการรู้จักตนเองและผู้อื่น เมื่อเราทําอะไรร่วมกับคนอื่น ก็จะต้องผ่านการสื่อสาร 2. การรู้เท่าทันตนเอง (Self-Awareness) เป็นการรู้อารมณ์ตนเอง ช่วยให้เรารู้จัก และควบคุมอารมณ์ให้ เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ง่าย จึงต้องพยายามสำ รวจภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ตนเองเสมอ มีสติอยู่ตลอด เวลา 3. การยอมรับตนเอง (Self-Acceptance) เป็นพื้นฐานสำ หรับความสำ เร็จในการ ติดต่อกับผู้อื่น ผู้ที่ ยอมรับตนเองมีแนวโน้มที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยอมรับความแตกต่าง รับผิด ชอบต่องาน และทํางาน เป็นทีมได้ รวมถึงกําหนดความสําเร็จของเป้าหมายได้ด้วย 4. การจูงใจ (Motivation) เป็นแรงขับความต้องการ เมื่อรู้สึกว่าองค์การสนองความ ต้องการในการพัฒนาของตนเอง มีแนวโน้มที่จะทำ งานอย่างดีที่สุด 5. ความไว้ใจ (Trust) เป็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี ความไว้ใจต่อกัน เป็น กุญแจที่จะนำ ไปสู่ความสำ เร็จในระยะยาว เมื่อเกิดความไว้ใจกันและกันเราจะได้ รับรู้ข้อมูลต่างๆตลอด เวลา มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน 6. การเปิดเผยตนเอง(Self-Disclosure) จะสร้างความไว้ใจกันมากขึ้น ยิ่งมีความไว้ใจกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่ง จะรู้สึกปลอดภัยในการเปิดเผยตนเองมากขึ้นเท่านั้น 7. การจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ก่อให้เกิดการแก้ไขจะนำ ไป การลดการกระทบ กระทั่งกัน ไม่ไว้ใจกัน ไม่ให้ความร่วมมือกัน และทําลายสัมพันธภาพระหว่างกัน


การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ การสร้างมนุษยสัมพันธ์นั้น เมื่อทำ ได้แล้วจะอำ นวยประโยชน์ให้กับการดำ รงชีวิต ครอบครัวและการ ทำ งาน สำ หรับในด้านการทำ งานนั้นมีข้อที่ควรปฏิบัติคือ การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นการ สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลในองค์กร มีอง ประกอบทที่สําคัญ การควบคุมพฤติกรรมและเจตนารมณ์ผู้อื่น เมื่อต้องการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่นร่วมงานมีสิ่งที่ ควรต้องปฏิบัติคือ การสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนร่วมงาน การสร้างความเป็นมิตร มองหาส่วน และ ยอมรับความสามารถของเพื่อนร่วมงาน คำ นึงถึงเสมอว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนเป็นผู้มีคุณค่า หลักปฏิบัติใน การเป็นผู้ช่วยที่ดี การปฏิบัติตัวเป็นผู้ช่วยที่ดีนั้นจะใช้หลัก 3 ประการ คือ มือดี ใจดี ความคิดดี ซึ่งมือดีก็คือ มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ บุคลิกภาพและลักษณะท่าทางดี ใจดีก็คือมี ความมั่นคงทางจิตใจ มี ความรับผิดชอบ เอาใจใส่ในงาน มีความขยันหมั่นเพียรและอดทน ส่วนคิดดี คือ มีความคิดริเริ่ม มีความ เป็นผู้นำ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รู้จักกาลเทศะ รู้จักช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และเป็นผู้รู้จักประมาณตน ลักษณะด้านมนุษย์สัมพันธ์มี 10 ลักษณะ ดังนี้ 1. ความสนใจหมั่นไต่ถามทุกข์สุขนักเรียน 2. การช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหา 3. ความเข้าใจในความแตกต่างของนักเรียน 4. การให้การปรึกษาหารือต่างๆ 5. การให้ความร่วมมือในกิจกรรมของนักเรียน 6. สนใจให้ความร่วมมือกับชุมชน 7. ให้การต้อนรับและเป็นกันเองกับผู้มาติดต่อด้วย 8. ให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนครูในโรงเรียน 9. สามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนครูในโรงเรียน 10. การช่วยเหลือการแนะนำ ครูใหม่


ทฤษฎีแห่งมนุษย์สัมพันธ์ 1. ทฤษฎีวีวสองตัว ( TWO Cow Theory) ตามธรรมชาติของคน ถ้าอยู่คนเดียวก็มักจะเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากแข่งขัน เปรียบเสมือนวัวที่ยืนกินหญ้าอยู่ในทุ่งที่อยู่ในลักษณะที่ เรียกว่าเคี้ยวเอื้อง 2. ทฤษฎีแรงจูงใจของ เอลตัน เมโย 1) เชื่อว่าในการบริหารองค์การนอกจากจะยึดมั่นในผลสําเร็จของงานเป็นที่ตั้งแล้ว ยังจำ เป็นต้องคำ นึงถึงองค์ ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำ ให้งานนั้นสำ เร็จลุล่วงไปได้ นั่นคือตัวบุคคล 2) กรที่จะตั้งระเบียบแบบแผนขององค์การ ไว้ โดยไม่พิจารณาถึงตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติเลยย่อมไม่ได้ผลเสมอไป 3) แนวความเชื่อพื้นฐาน - คนเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจ ขวัญ กำ ลังใจและความพึงพอใจเป็นเรื่องสำ คัญในการทำ งาน - ขวัญเป็นเรื่องสำ คัญในการทำ งาน เงินไม่ใช่สิ่งล่อใจที่สำ คัญเพียงอย่างเดียว 3. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ (Sigmund Freud) ฟรอยด์ เชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ฟรอยด์ แบ่งโครงสร้างทางจิตของบุคลิกภาพออกเป็น 3 ระบบ คือ Id - เป็นความต้องการที่จะแสวงหาความสุข ความสบายให้กับตนเองไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ Fgo - เป็นความต้องการใช้เหตุผลและศีลธรรมเข้ามาร่วมพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำ ต่าง ๆ ของคนเรา Super ego - ได้แก่ มโนธรรม วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงความเสียสละต่าง ๆ ในการดำ เนินชีวิตเพื่อให้ตนเองสงบสุข 4. ทฤษฎีของมาสโลว์ (Abraham Maslow ) มาสโลว์แบ่งลำ ดับความต้องการของมนุษย์ เป็น 5 ชั้น 1. ความต้องการด้านร่างกาย 2. ความต้องการความปลอดภัย 3. ความต้องการทางสังคม 4. ความต้องการทางเกียรติยศ ชื่อเสียง การยกย่อง บอกความต้องการที่จะได้รับความสำ เร็จตามความนึกคิด 5. ทฤษฎีการจูงใจของ เฮอร์เบิร์ก (Frederick Herzberg) เฟรเดอริก เฮอร์เบิร์ก ได้สร้างขึ้นมาเพื่อหาความเชื่อ ที่ว่า เงิน เป็นเพียงสิ่งเดียวที่กระตุ้นให้คน อยากทำ งาน สิ่งที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนอยากทำ งาน 6. ทฤษฎี X และ 8 ของดักลาส แมคเกรเกอร์ ทฤษฏี X เชื่อว่า มนุษย์มีความเกียจคร้าน และต้องการหลีกเลี่ยงการทำ งาน ไม่รับผิดชอบ ไม่มีความ ทะเยอทะยาน ชอบให้มีการสั่งการ ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้บริหารที่มองผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเป็นบุคคลที่ ในกลุ่มนี้ จะบริหารงานแบบจัดหาธิปไตย หรือ เผด็จการ ตัดสินใจเองทุกอย่าง ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา อย่าง ใกล้ชิด


1. ท7. ทฤษฎีหน้าต่าง 4 บาน ของ โจฮารี (Johart Window ) 1) ส่วนที่เราเองรู้ คนอื่นก็รู้ เรียกว่า บริเวณเปิดเผย ( 2) ส่วนที่ตัวเราเองรู้ แต่คนอื่นไม่รู้ เรียกว่า บริเวณซ่อนเร้น 3) ส่วนที่ตัวเราเองไม่ แต่คน เรียกว่า บริเวณจุดบอดใบ 4) ส่วนตัวเราเองไม่รู้ คนอื่นก็ไม่รู้ เรียกว่า บริเวณอริย ชา 8. การรู้จักตนเองและเรียนรู้ผู้อื่นตามหลักจิตวิทยาของ Thomas Harris 1. คนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง (I'm not OK you are OK ) 2. คนที่มองโลกในแง่ร้าย (I'm not OK you are not OK ) 3. คนที่มองตัวเองดีเลิศ ( I'm OK you are not OK ) 4. คนที่มองทุกคนล้วนแต่พึ่งพาอาศัยกันได้ (I'm OK you are OK ) 9. ทฤษฎี 3 มิติ ของ เร็ดดีน โดยธรรมชาติของมนุษย์มีลักษณะผู้นำ พื้นฐานอยู่ในตัว 4 แบบ คือ 1. แบบมุ่งเกณฑ์ (Seperated) เป็นแบบอนุรักษ์นิยม ตนเองเป็นที่ตั้ง เจ้าระเบียบ ไม่อยากทำ งานร่วมกับผู้อื่น 2. แบบมุ่งงาน (Dedicated) ยึดถืองานเป็นหลัก ขยัน ใจกล้า มีความคิดริเริ่ม ชอบกำ หนดงานให้ผู้อื่น ไม่ เอา โครไม่มีเพื่อน 3. แบบ สัมพันธ์ (Related) เห็นมนุษย์สัมพันธ์เป็นหลักในการทำ งาน เอาใจคนทุกระดับเป็นกันเองกันฝันเน็ต มากกว่างาน 4. แบบมัลประam (Integrated) เป็นแบบใช้ความสําคัญกับตนและ พร้อมกัน มีศิลปะในการจูงใจเป็นผู้นำ


ประโยชน์ของมนุษย์สัมพันธ์ “มนุษยสัมพันธ์” เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำ งาน และการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมเพราะช่วยให้มนุษย์ เรียนรู้ที่จะ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นและปรับตัวปรับใจให้ร่วมสังคมและร่วมกิจกรรมกันอย่างสันติสุข ในแง่ ส่วนรวม การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยสร้างความสามัคคีกลมเกลียวขึ้นในหมู่คณะร่วมใจกันทำ งาน ให้สำ เร็จ ลุล่วงไปด้วยดีโดยปราศจากข้อขัดแย้ง สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและในที่สุดจะช่วยพัฒนาให้ สังคมและ ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าทางสังคม จะทำ ให้คนงานมีกำ ลังใจทํางาน มีความสัมพันธ์อย่างเหนียว แน่นกับองค์การที คนทํางานอยู่ การมีความรู้สึกเป็นเจ้าของความเป็นกันเอง การทํางานด้วยความสมัครใจที่จะ เกิดขึ้น ทำ ให้เกิดความ สามัคคีเป็นปึกแผ่นขึ้นในองค์การและมุ่งทำ งานโดยมีจุดประสงค์หรือความมุ่งหมาย เดียวกันอย่างเหนียวแน่น สร้าง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารกับผู้ใช้แรงงานถ้าจะเห็นถึง ประโยชน์ในแง่ ของการบริหารงานมนุษยสัมพันธ์เป็น ปัจจัยที่สำ คัญที่สุดปัจจัยหนึ่งที่จะทำ ให้หัวหน้างาน ประสบความสำ เร็จ และเจริญก้าวหน้า มนุษยสัมพันธ์ในส่วนที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันในสังคมมีดังนี้ คือ การมีความสัมพันธ์กันโดยการ รวมกลุ่มในการผลิต และการอำ นวยบริการเป็นการรวมพลังของกลุ่มบุคคล เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดี ขึ้น ซึ่งบุคคลคนเดียวทำ ได้ ยากต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของบุคคลหลายคนจึงจะกระทำ ได้ ความสัมพันธ์ที่ กระทำ ต่อเนื่องกันมาจนเป็นที่ ยอมรับ จะกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเกิดความรู้สึก เรียกว่า มี มนุษยสัมพันธ์ รู้ได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่นั้นดีหรือไม่? อีกประเด็นสำ คัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ของครูและเด็กที่มีอยู่นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ดี หรือไม่ ตรงนี้สามารถประเมินคุณภาพของความสัมพันธ์ได้จากการสังเกตปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนการ แย้มแจ่มใสสอน ซึ่งดาบเรียนทีแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดี สามารถสังเกตได้ว่า 1.มีบรรยากาศการเรียนที่เป็นมิตร ทุกคนยิ้ม 2.ครูผู้สอนมีความไวต่อปฏิกิริยาของเด็กและให้การตอบสนอง ได้อย่างเหมาะสม ครูสามารถสังเกต ระหว่างการ สอนว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร เช่น มีคนไม่เข้าใจ ตามไม่ทัน กังวล หรือดูเศร้า และนอกจากการสังเกต แล้ว ครูยังเข้าใจและสามารถตอบสนองต่อเด็กได้อย่างเหมาะสมด้วย 3.ครูใส่ใจในความคิดเห็นของเด็กแต่ละคน ครูต้องถามถึงความคิดเห็นหรือมุมมองของเด็กในระหว่าง คาบเรียน ด้วยแล้วครูจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กได้อย่างไร ประเด็นสำ คัญในเรื่องนี้คือการ เพิ่มเวลา เพิ่ม คุณภาพ ง จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของครูละเด็กได้เป็นอย่างดี เ


สิ่งสำ คัญในการทำ ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี 1. การใช้เวลาที่ดีร่วมกัน เช่น การกินข้าวกลางวันร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง การทำ กิจกรรมนอก ห้องเรียนร่วม ในช่วงเวลาในการให้คำ ปรึกษาแก่เด็ก เมื่อเด็กต้องการ 2. สือสารความต้องไฟนด์ไปให้เด็ก การรรมในลักษณะต่างๆ เช่น ความเอาใจใส่ด้วยการสังเกต 3. การตอบสนองต่อเด็กที่เหมาะสม เน้นการมีปฏิสัมพันธ์, บจก ครู มีความใหมณ์ของ เด็ก รู้จักและเข้าใจ แต่ละคน มีวิธีการตอบสนองต่อเด็กแต่ละคนที่แตกต่างอย่างเหมาะสม ข้อควรระวังในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ 1. ระวังการแสดงสีหน้า ท่าทาง บุคลิกภาพ 2. การโต้แย้ง การโต้เถียงเพื่อเอาชนะ 3. การตำ หนิติเตียนผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง 4. การพูดโอ้อวด ยกตนข่มท่าน 5. การพูดเพ้อเจ้อ นินทาว่าร้าย 7. การแสดงความอิจฉา 5. การพูดเพ้อเจ้อ นินทาว่าร้าย 8. การแสดงความอยากได้ ใจแคบ 9. เห็นแก่ตัว มากกว่าส่วนรวม 10. ความโมโหฉุนเฉียว 11. การเลือกที่รักมักที่ชังนางอื่น 12. การแสดงอำ นาจเหนือผู้อื่น 14. ชอบโยนความนิดใช้ผู้อื่น 15. จู้จี้ จุกจิกเกินไป 16.นักถึงความสำ คัญของผู้อื่น 17. มีอคติลำ เอียงผู้อื่น


บทบาทของครูเกี่ยวกับการส่งเสริมแรงจูงใจของนักเรียนกับการเรียนการสอน บทบาทของครูเกี่ยวกับการส่งเสริมแรงจูงใจของนักเรียนกับการเรียนการสอนในการเรียนการสอนนั้น สิ่ง สำ คัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ ส่งเสริมให้เด็กเกิดมีแรงจูงใจขึ้น ถ้าสามารถทำ ได้ควรส่ง เสริมให้เด็กเกิดแรงจูงใจ ภายใน แต่แรงจูงใจภายในนั้นปลูกฝังได้ยาก ครูทั่วไปจึงมักใช้แรงจูงใจภายนอกเข้าช่วย แรงจูงใจภายนอกที่ครูใช้ อยู่เป็นประจำ มีดังนี้ 1. รางวัล การให้รางวัลมีหลายอย่าง เช่น ให้รางวัลเป็นของ การให้เครื่องหมายอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความดี เช่น ให้ดาว หรือให้เกียรติบางอย่าง หรือให้สิทธิพิเศษบางอย่าง การให้รางวัลนี้ครูแทบทุกคนปฏิบัติกันอยู่ และเมื่อให้ รางวัลไปแล้ว 2. ความสำ เร็จในการเรียน การที่เด็กได้รับความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นจากการเรียน ก็เป็นแรงจูงใจให้เด็กเรียนดี ขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดีครูต้องคำ นึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย 3. การยกย่องชมเชย คำ ชมที่เหมาะกับโอกาสและเหมาะสมกับการกระทำ ของนักเรียนย่อมเป็นแรง จูงใจให้แก่ เด็ก เป็นอย่างดี แต่ถ้าครูชมอย่างไม่จริงใจ และเด็กรู้กันทั่วไป 4. การตำ หนิ ถ้าครูใช้การตำ หนิแต่เพียงเล็กน้อยไม่พร่ำ เพรื่อเกินไปแล้ว การตำ หนิก็มีผลในการ สร้างแรงจูงใน ใน การเรียนได้มากเหมือนกัน ในการตำ หนินั้นครูต้องทำ ให้เหมาะสมกับความบกพร่อง 5. การแข่งขัน การแข่งขันในการเรียน ถ้าเป็นไปในทำ นองเป็นมิตรก็เป็นการจูงใจในการเรียนที่ดี อย่างหนึ่ง ครู ควรเปิดโอกาสให้เด็กแบ่งปันหลาย ๆ ทาง การแข่งขัน นักจิตวิทยาแบ่งออกเป็น 3 วิธี 1. แข่งขันระหว่างนักเรียนทั้งหมด 2. แข่งขันระหว่าง หมู่ต่อหมู่ 3. แข่งขันกับตนเอง 6. ความช่วยเหลือ ความร่วมมือก็นับเป็นแรงจูงใจในการเรียนที่ดีอย่างหนึ่ง ตามปกติเด็กย่อมมีความต้องการฐานะ ทางสังคม และความต้องการความรักอยู่แล้ว ความร่วมมือเป็นการสนับสนุนให้เด็กสนองความต้องการทั้งสอง อย่างนี้ได้ เป็นอย่างดี 7. การรู้จักความก้าวหน้าของตน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับความสำ เร็จ แต่การที่เด็กจะทราบถึงความก้าวหน้า ของ คนนั้นต้องอาศัยการบอกกล่าวของครู ถ้าเด็กทราบความก้าวหน้าของตนอยู่เสมอ เด็กจะมีกำ ลังใจที่จะเรียนมาก ขึ้น 8. การรู้จักวัตถุประสงค์ของการเรียน การทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำ ให้เด็กเข้าใจแนว การเรียนได้ดีขึ้น และจะทำ ให้เด็กมีแรงจูงใจมากขึ้น วัตถุประสงค์ที่เด็กควรทราบมีทั้งจุดประสงค์ในระยะใกล้ และ จุด ประสงค์ในระยะไกล จุดประสงค์ในระยะใกล้ได้แก่ประโยชน์ปัจจุบันของการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วน วัตถุประสงค์ ในระยะไกลได้แก่การเรียนในอนาคตของเด็กเอง


สรุป การสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีตามหลักกัลยาณมิตรนั้น จักทำ ให้ทุกคนเป็น คนมีอัธยาศัยที่ดี มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ตั้งแต่สังคมขนาดเล็กระดับครอบครัว จนถึง ระดับใหญ่คือประเทศชาติและ สังคมโลก เพื่อให้ได้ดำ เนินชีวิตอย่างมีปกติสุขต่อไป จึงต้องอาศัยการสร้าง มนุษยสัมพันธ์ที่ดี


อ้างอิง ฐานิกา บุญมงคล. (2558). ความหมาย และความสำ คัญของมนุษย์สัมพันธ์. (ออนไลน์), แหล่งที่มา : http://thetharika.blogspot.com/2010/09/blogpost_24.html. 10 มีนาคม 2558 พรรณทิวา วรรณพฤกษ์. (2555). ประโยชน์ ของมนุษย์สัมพันธ์ (ออนไลน์), แหล่งที่มา: https://www.l3nr.org/posts/376807, 10 มีนาคม 2558 พวงรัตน์ เกษร แพทย์. (2557). ศษ 461 : การบริหารและการจัดการการศึกษา, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ลักขนา สรีวัฒน์. (2556). มนุษยสัมพันธ์. พิมพ์ ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: สำ นักพิมพ์โอ.เอส.พริ้นติ้งส์ เฮ้าส์ เสริม วิศาลณ์. (2558). มนุช สัมพันธ์กับกาพัฒนาบุคลิกภาพ. (ออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.novabizz.com/NovaAce/Relationship/HR_Self_Develop. htm. 10 มีนาคม 2558 สมชาติ กลอง. (2558). แห่งมนุษย์สัมพันธ์ (ออนไลน์), แหล่งที่มา: http://krusomchart05.blogspot.com/2011/03/blogpost_21.html. 10 มีนาคม 2558


Click to View FlipBook Version