๑.สาวกยาน (เซียบุงเส็ง) คือ ยานของพระสาวก ท่ีมุงเพียง อรหัตภูมิ ซ่ึงรูแจงในอริยสัจ ๔ ดวยการสดับ
จากพระพุทธเจา
๒.ปจเจกยาน (ตกกักเส็ง) คือ ยานของปจเจกพุทธเจา ไดแกผูรูแจงในปฏิจจสมุปบาทดวยตนเอง แตไม
สามารถแสดงธรรมสัง่ สอนสตั วใหบรรลุมรรคผลได
๓.โพธิสัตวยาน (พสู กั เสง็ ) คอื ยานของพระโพธิสัตว ซงึ่ ไดแกผมู ีใจคอกวา งขวาง ประกอบดวยมหากรุณา
ในสรรพสตั ว ไมต อ งการ อรหตั ภูมิ ปจเจกภมู ิ แตปรารถนาพุทธภูมิ เพ่ือโปรดสัตวไ ดกวางขวางกวา ๒ ยานแรก
ในโพธิจิตสตู ร (พูท ีซ้ มิ เกง็ ) พราหมณก ัสสปโคตร ไดท ูลถามพระพทุ ธเจาวา “การหลดุ พนมีความแตกตาง
กันดวยหรือ” พระพุทธองคทรงตรัสตอบวา “วิมุตติมรรค หาไดมีความแตกตางกันไม ก็แตยานพาหนะที่จะไป
นั้นมีความแตกตางกันอยู อุปมาเหมือนถนนหลวง ยอมมีผูไปดวยพาหนะ คือ ชางบาง มาบาง ฬาบาง เขา
ทั้งหลายยอมบรรลุถึงนครอันตนปรารถนา เพราะเหตุน้ัน สาวกยาน ปจเจกยาน อนุตรสัมโพธิยาน ท้ัง ๓ น้ีมี
ตางกัน ก็แตมรรควิมุตตหิ ามีความแตกตางกันไม” แลวพระผูมีพระภาคไดตรัสตอไปวา “หนทางความหลุดพน
ไมมีตํ่าสูง แตยานพาหนะทั้งหลายมีความแตกตาง ผูมีปญญาพึงเปรียบเทียบเชนน้ีแลว พึงเลือกเอายานที่
ประเสริฐสุด”
ในอุปาสกศีลสูตร (อิวผอสักายเก็ง) มีคําอุปมาท่ีนาฟงอีก คือ พระพุทธดํารัสวา “ดูกอนกุลบุตร เปรียบ
เหมือนแมนํ้าคงคา สัตว ๓ ตัวไดวายขามไปดวยกัน คือ กระตาย มา และชาง กระตายไมอาจหย่ังถึงพื้นดินได
ลอยขา มน้ําไป มา บางขณะก็หยั่งถึง บางขณะก็หยง่ั ไมถึง สวนชา งนน้ั ยอ มหยั่งถงึ พ้ืนดิน แมนาํ้ คงคานน่ั เปรียบ
ดุจด่ังปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ สาวกขามเปรียบเหมือนกระตาย ปจเจกพุทธขามเปรียบเหมือนมา แต
ตถาคตขามเปรยี บเหมือนชาง”
๓.เอกยาน
ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ก็กลาววา พระพุทธองคทรงตรัสเทศนา อุปมายานทั้ง ๓ ไวด่ังนี้ คือ สกลโลก
เปรียบดวยบานท่ีถูกไฟกเิ ลสเผาผลาญ ประชาสัตวเปรียบดวยผูอาศัยในบานน้ัน ดวยอํานาจของอวิชชาก็ทําให
หลง ไมคิดจะหลบหลีกหนีเพลิง พระพุทธองคทรงมีกรุณาย่ิงนกั จึงทรงประทานอุบายชักนาํ วา ถาแมยอมออก
จากบานแลว ก็จักประทานรถบรรทุกสมบัติของอันมีคาอันนาเพลิดเพลิน อันเทียมดวยแพะ กวาง และวัว ให
ประชาสตั วเหลาน้ัน ดว ยความตองการอยากไดข องประทาน จึงยอมออกมา ครั้นแลว พระองคผ ูเปรยี บดว ยบิดา
ของปวงสัตวแทนที่จะประทานรถเล็กๆ อันเทียมดวยสัตวทั้ง ๓ น้ันให พระองคกลับประทานรถมหึมา บรรจุ
มหาสมบัติอันใชมิรูสิ้น เทียมดวยโคขาวที่ทรงพลังมหาศาลให สาวกยานเปรียบดวยยานท่ีเทียมดวยแพะ
ปจเจกยานเปรียบดวยยานท่ีเทียมดวยกวาง โพธิสัตวยานเปรียบดวยบานที่เทียมโค ทั้ง ๓ ยานนี้ เปนเพียง
อุบายโกศลธรรม ยังหาใชยานที่แทจริงไม ยานท่ีแทจริงมียานเดียว คือ เอกยานหรือพุทธยานเทาน้ัน หลักการ
เอกยาน จึงเปนความคิดสมานเช่ือมตรียานใหหลอมเขามาสูจุดเดียวกันไดอยางแนบเนียน และก็คงเปน
มหายานคือสูพุทธภูมิ โพธิสัตวยานเหมือนการทําเหตุ พุทธยานเหมือนผลอันเกิดจากเหตุท่ีบําเพ็ญบารมีแลว
แตก เ็ ปนการยกจติ ใหส ูง มงุ ตอ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ซึง่ เกดิ ดว ยนาํ้ ใจที่กรณุ าตอโลกเปนมูลฐาน
45
๔.ตรกาย
หลักการใหญๆ ของมหายานอยูท่ีหลักเร่ือง “ตรีกาย” กายท้ัง ๓ ของพระพุทธเจา หลังจากท่ี
พระพุทธเจาไดเสร็จดับขันธปรินิพพานไปแลว เหลาสาวกเริ่มคิดถึงความอัจฉริยะของพระองคมากย่ิงข้ึน ตาม
ทรรศนะของสาวกยานิกชนพระพุทธเจาเปนอภิบุคคล ผูไดบรรลุความสมบูรณแหงปญญาในชีวิตน้ี เพราะ
อํานาจความเจริญทางจิตใจ และบุญกรรมท่ีไดส่ังสมมาแตอดีตชาติ ความเคารพอันลึกซ้ึงท่ีเหลาศานุศิษยของ
พระองคมีอยู ทําใหไมพอใจดวยความเปนมนุษยธรรมสามัญพระบรมครูของตน จึงพยายามสรางสรรคให
พระองคเปนส่ิงท่ีเหนือกวาวิญญาณอมตะ ถึงคัมภีรบาลีก็ไดกลาวถึงชีวิตอันสูงล้ําสําหรับพระพุทธเจา
นอกเหนือไปจากชีวิตโลกียอีกดวย เพราะความคิดวา พระพุทธเจามีสภาพสูงล้ําเหนือชีวิตโลกีย จึงทําใหลัทธิ
มหายานอธิบายพระพทุ ธเจา ใน ๓ วิธี
๑.นิรมานกาย หมายถึง กายท่ีเปลี่ยนแปลงได ตามสภาพของสังขารในฐานะที่เปนมนุษย พระศากยมนุ ีผู
ทองเทยี่ วอยบู นโลก สงั่ สอธรรมแกสานศุ ษิ ยข องพระองค ดบั ขันธปรนิ พิ พานเม่ือพระชนมายุได ๘๐ พรรษา
๒.สัมโภคกาย หมายถึง กายอันมีมีสวนแหงความรื่นเริง ในฐานะเปนพุทธอุดมคติผูสั่งสอนแกพระ
โพธิสัตวท ้งั หลาย
๓.ธรรมกาย หมายถึง กายอันเกิดจากธรรม ในฐานะเปนสภาพสูงสุด หลักแหงความรู ความกรุณาและ
ความสมบูรณ
มหายานชั้นแรกดูเหมือนจะมีทัศนะตรงกับเถรวาทท่ีวา พระพุทธเจาทรงมีกายเพียง ๒ เทาน้ัน คือ
ธรรมกาย และ นิรมานกาย ธรรมกายนั้นมีพระพุทธวจนะทตี่ รัสโดยตรงในบาลีอัคคัญญสตู รแหงทีฆนิกาย สวน
นิรมานกายน้ันไดแกพระกายของพระศาสดาที่ประกอบดวยขันธ ๕ ในคัมภีรฝายมาธยมิกช้ันแรก ก็ยังไมพบ
กายที่ ๓ ธรรมกายตามนัยแหงเถรวาทหมายถึงพระคุณทั้ง ๓ ของพระพุทธเจา อันไดแก พระมหาปญญาคุณ
พระมหาวสิ ทุ ธคิ ุณ และพระมหากรุณาธคิ ุณ
มหายานไดสรางลัทธิตรีกายข้ึนดวยวิธีเพ่ิมกายอีกกายหนึ่งเขาไป คือ สัมโภคกาย ซึ่งเปนกายของพระ
พุทธองคอันสําแดงใหเห็นเฉพาะหมูพระโพธิสัตวมหาสัตว เปนทิพยะภาวะอันมีรัศมีรุงเรื่องแผซานท่ัวไป
เพราะฉะน้ันแมจนกระท่ังบัดน้ี พระโพธิสัตวก็ยังอาจเห็นพระศากยมุนีพุทธเจาไดในรูปสัมโภคกาย พระพุทธ
องคทรงอาจสดับคําสวดมนตของเรา แมพระองคจะดับขันธปรินิพพานไปแลวก็ดี ทั้งน้ีก็ดวยการดับขันธปริ
นิพพานนน้ั เปนเพียงการสําแดงใหเห็นปรากฏในรปู นิรมานกายเทาน้ัน สวนธรรมกายน้นั ก็เปนภาวะอมตะ ไมมี
เบอื้ งตน ทามกลาง ทสี่ ดุ แผคลุมอยูทั่วไป ความคิดเรื่องสมั โภคกายน้ี มหายานไดรับจากนิกายมหาสงั ฆกิ ะ และ
ในหมคู ณาจารยข องมหายานก็ไมมคี วามเหน็ พอ งกันในเรอื่ งนี้
อันที่จริง พระพุทธองคมิใชมีถึง ๓ กาย คงมีแตเพียงกายเดียว ตรีกายตามน้ันเปนเพียงลักษณะของ
พระพุทธเจาเทาน้ัน ถากลาวตามทรรศนะในแงความสมบูรณ ความเปนสากล พระองคก็คือธรรมกายอันสูงลาํ้
หรือถามองจากทรรศนะความเปนอุดมคติ พระองคก็คือสัมโภคกายผูส่ังสอนพระโพธิสัตว เพ่ือชวยเหลือพระ
โพธิสตั ว ในการทํางานปลดเปลอื้ งสรรพสัตวจ ากกองทุกข อนงึ่ เม่ือพิจารณาตามทรรศนะนิรมานกาย พระองค
46
คือศากยมุนีผูประสูติ ณ สวนลุมพินี ไดตรัสรูสัจธรรมภายใตตนโพธิ์ และดับขันธปรินิพพาน เม่ือไดเผยแผพระ
พุทธธรรมตามพระปณธิ านทไ่ี ดตั้งไว
ในกายตรยะสูตร อันเปนสูตรหน่ึงของมหายาน ไดกลาวไววา “พระอานนทไดทูลถามพระพุทธเจาวา
สมเด็จพระผูมพี ระภาคทรงมพี ระกายเพียงหนึง่ เทาน้นั หรือ พระพุทธองคต รสั ตอบวา ตถาคตมีสามกาย” ดังน้ัน
จงึ เหน็ ไดวาตรีกายน้ี หมายถงึ ลกั ษณะ ๓ ประการของพระพุทธเจา ดังน้ี
๕ . ว สุ ท ธ ภู มิ
มหายานมีมติวา พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวมีจํานวนมากมายดุจเมล็ดทรายในคงคานที และใน
จักรวาลอันเวิ้งวางนี้ ก็มีโลกธาตุท่ีพระพุทธเจามาอุบัติ แสดงพระสัทธรรมเทศนาอยูท่ัวไปนับประมาณมิได ท้ัง
ในอดีต ปจจุบัน และอนาคต เชน ปจจุบันโลกธาตุของเราวางจากพระพุทธเจามา ๒ พันกวาป แตในขณะน้ี ณ
โลกธาตุอื่นก็มีพระพุทธเจาองคอนื่ ๆ ทรงดํารงพระชนมอ ยูและกําลังสั่งสอนสรรพสัตว โลกธาตุท่ีมีพระพุทธเจา
มาอุบัติน้ันบางทีเรียกวา “พุทธเกษตร” บางพุทธเกษตรบริสุทธ์ิสมบูรณดวยทิพยภาวะนารื่นรมย สําเร็จดวย
อํานาจปณิธานของพระพุทธเจาพระองคน้นั ก็มี สําเร็จแลวดวยกรรมนิยมของสัตวก็มี เปนสถานที่สรรพสัตวใน
โลกธาตุอื่นๆ ควรมุงไปเกิด ท่ีสําคัญและมีชื่อเสียงโดงดัง คือ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะ อยูทางทิศ
ตะวันตกแหง หน่ึง พทุ ธเกษตรของพระพุทธไภสัชชคุรุไวฑรู ยป ระภาราชา อยทู างทิศตะวันออก เปนพุทธเกษตร
ซ่ึงมีรัศมีไพโรจนแลวดวยมณีไพฑูรย พุทธเกษตรของพระอักโษภยะแหงหนึ่ง และมณฑลเกษตรของพระ
เมตไตรยโพธิสัตวในดุสิตสวรรคอีกแหงหน่ึง เกษตรท้ัง ๔ น้ีปรากฏวา สุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตตาภะ
เปนที่นิยมของพุทธศาสนิกชนฝายมหายานมากท่ีสุด ถึงกับสามารถต้ังเปนนิกายเอกเทศตางหาก ปรากฏตาม
ประวัติศาสตรมหายานวา สาวกแหงนิกายสุขาวดีน้ันมีประมาณเหนือสาวกนิการอ่ืนอยางเปรียบเทียบกันไมได
เลย การท่ีมหายานสรางพุทธเกษตรอันมีลักษณะอุดมดวยความสมบูรณพูลสุขเปนทิพยภาวะเชนน้ี ก็เพ่ือการ
ตอบสนองความตองการของมหาชนที่ยังอยากมีชีวิอยูเสวยสุขารมณ ยังไมอยากบรรลุพระนิพพาน ดวย
สวนมากเห็นกันไปวา เปนการยากลําบากมาก ที่จะใหบรรลุพระนิพพาน มหายานเลยปลอบใจวา อยากลัวเลย
มีพุทธเกษตรอันสุขบายอยูมาก เมื่อไมอยากจะไปนิพพาน ก็จงไปเกิดในพุทธเกษตรเหลานั้นเถิดแลว ก็จะได
บรรลุนิพพานไดโดยสะดวก ซึง่ เปนทถี่ กู อกถูกใจของมหาชนเปน อยา งยิง่
๖ . พุ ท ธ ป รั ช ญ า ม ห า ย า น
ปรัชญามหายาน สรุปลงไดเปน ๒ สาย คือ สายศูนยตวาทิน (คงจง) สายหนึ่ง และสายอัสติวาทิน (อูจง)
อีกสายหน่ึง สายศูนยตวาทิน ไดแกปรัชญาซึ่งคุรุนาคารชุนเปนผูประกาศความคดตามแนวปรัชญาน้ีอยาง
พิสดาร ศูนยตวาทินถือวา สังขตธรรมก็ดี โดยสภาพปรมัตถแลว ยอมมีภาวะอันเดียว คือ “ศูนยตะ” แตสวน
โลกียสมมติแลว ก็ยอมรับรองตามบัญญติวา มีนั่นมีน่ี บุญบาปสัตวบุคคลแมกระท้ังพระนิรวาณวา โดยโลกียะ
แตกตางกันจริง แตเม่ือวาโดยปรมัตถแลวมีสภาพเทากับหมดคือ สูญ ศนยตวาทินไมไดกลาวถึงมูลการณะของ
โลก ในฐานะอันเปนภาวะอันมีอยูเปนอยูโดยตัวของมันเอง ซ่ึงเปนพระพุทธมติด้ังเดิมในขอวา สพฺเพ ธมฺมา
อนฺตตา น้ันเอง
47
สวนอัสตวิ าทินนั้น ยงั แบงออกเปน ๒ กค็ ือ ก่งึ ปรชั ญาจิตตภูตตถตาวาทิน และ กงิ่ จิตตอนจิ จตาวาทนิ ก่งึ
ปรชั ญาจติ ตภตู ตถตาวาทนิ กลาวถือมูลการณะของโลกวา เปน ภาวะท่มี อี ยูโดยตัวมันเอง ซง่ึ เรียกวาจิตสากลอัน
เปน สภาพทที่ รงอยูทั่วไปในสรรพสตั ว ภาวะอนั น้ีมชี ื่อเรียกตางๆ เชน พุทะภาวะ ตถาคตครรภ สัตยาตมนั สตั ย
จิต และธรรมการ เปนตน ปรากฏการณตางๆ เปนเพียงพฤติภาพของสภาพสากลอันนี้เทานั้น พระสูตร
มหายานสว นใหญเปน ของฝา ยนี้มาก และปรัชญาแบบน้ีเจรญิ มากในประเทศจนี และญ่ปี ุน
ก่ิงทั้งสองน้ัน ถือวาอาลยวิญญาณหรือจิตเกิดดับเปนสันตติธรรม ปรากฏการณทั้งหลายเปนเงาสะทอน
ของจิต แตสภาพการเกิดดับ ซึ่งเรียกวา พลังงานบาน พีชะบาง อันเก็บอยูในจิตธาตุน้ันมีอยูโดยปรมัตถ จะ
ปฏิเสธวาไมมีอยางศูนยตวาทินไมได ปรัชญากิ่งน้ีไมรับเรื่องมูลการณะของโลกเปนอมตะภาวะสากลแผซาน
ท่ัวไปอยา งก่งิ ตน เพราะฉะนั้น จงึ ควรเรียกวา จติ ตอนิจจตาวาทติ หรอื มีอกี ชอื่ เรียกวา “วชิ ญาณวาท” หรือ โย
คาจาร ตามนามของปกรณพิเศษเลมสําคัญของฝายนี้ สวนกิ่งจิตตภูตตถตาวาวนิ มีอีกช่ือหนึ่งวา สังฆวาท และ
ยังแตกก่งิ ยอยออกไปอีก ๒ ก่ิง คือ ก่ิงพาหยารถานุเมยวาท และ กิ่งพาหยารถปรัตยกั ษวาท
กอนท่ีจะบรรยายถึงพุทธปรัชญา ขอแนะนําความหมายเบื้องตน สักเล็กนอยวา การบรรยายพุทธปรัชญา
นี้ มิไดหมายถึงการบรรยายเรื่องพุทธศาสนาโดยตรง ท้ังน้ีก็เพราะเหตุท่ีกระแสทางดําเนินแหงศาสนากับ
ปรัชญาไดแตกสาขาแทรกแยกออกเปนคนละสาย ถาจะกลาวตามอุบัติการณศาสนาและปรัชญามีบอเกิดแหง
เดียวก็จริง แตเพราะเหตุที่ลวงเวลา ตอมาพฤติการณท้ัง ๒ อยางมิไดเปนไปในกระแสเดียวกัน การบรรยาย
ศาสนาและปรัชญาจงึ ไดแยกทางกันคนละวิธคี นละทางตลอดมา
เหตุการณเทาที่ปรากฏอยูในศาสนาโดยท่ัวๆ ไป ความสําคัญของศาสนาเพงเล็งไปถึงการปฎิบัติ และ
ความเชื่อถือในคําประศาสน เทาที่มีอยูในคัมภีรน้ันๆ อยางแจมแจงชัดเจน ถาหากเขาประพฤติตามคํา
ประศาสนและขนบธรรมเนียมน้ันๆ แลว ก็ถือวาเขาเปนศาสนิกชนโดยชอบธรรมคนหนึ่งได ถึงเขาจะไมหย่ังรู
ความหมายของคมั ภีรน ั้นๆ ก็ตาม แตเ นอ่ื งจากเขามคี วามเช่อื ม่ันในคมั ภีรแ ละประพฤตติ ัวตามคัมภรี อยูดวย จึง
จัดวา เขาเปนศาสนิกชนโดยแท
แตสวนวิธีฝายปรัชญา ไมมีคติการดังกลาวน้ี คือ ในการดําเนินไปสูจุดประสงค ปรัชญาถือเอาปญญา
ญาณเปนเคร่ืองนํา เร่ืองที่หางไกลจากบริเวณปญญาญาณ ปรัชญายอมไมรู อาศัยเหตุผลน้ี วิธีดําเนินของ
ปรัชญาจึงบงถงึ เหตผุ ลเปน หลกั สําคัญ ถาจะกลา วถึงจิตใจของปรชั ญาเมธี ความเช่อื ในความจรงิ แหง เหตผุ ล จดั
วาเปนคุณวุฒิอันจําเปนยิ่ง ดังนั้นหนาที่ของปรัชญาเมธีก็คือ การอธิบายถึงวัตถุประสงค ตามแนวเหตุผลใหคน
อื่นเขาใจตาม คนอื่นจะประพฤติหรือไม ไมเกี่ยวกับปรัชญาเมธี แตถากลาวถึงการชี้แจง ทําใหคนอ่ืนเขาใจตาม
แนวความเห็นของผูบรรยายแลว นับเปนหนาที่โดยตรงของปรัชญาเมธีโดยแท หรือจะกลาวไดวา ปรัชญาเมธี
ยอมพยายามทีจ่ ะอธิบายใหเขาเขาใจตามแนวเหตุผล แตฝา ยศาสนาจารยแ นะนําใหป ระพฤตติ ามแนวคัมภีรที่มี
อยู หลักอนั นแ้ี หละเปน หลกั สําคัญ ซ่ึงจําเปน ตองอาศยั เปนปทัสถานในการกา วหนาไปสูจุดประสงคแหง ปรัชญา
ตอไป
ดังท่ีไดกลาวมาแลว ปรัชญายอมถือหลักเหตุและผลเปนเกณฑ เหตุนั้นพุทธปรัชญาจึงดําเนินไปตาม
กระแสเหตุผล หนาท่ีของนักปรัชญาจึงตอ งไปดวยเหตผุ ล ในที่น้ีถาจะมีคําถามวา คําประศาสนของพระองคยัง
48
ขาดเหตุผล ถือกับวาเปนหนาที่ท่ีนักปรัชญาจะตองชวยชี้แจงเพิ่มเติมดวย หรือขอตอบวา คําประศาสนขอ
พระองคไมขาดเหตุผลใดๆ เลย แตทวาเหตุผลน้ันๆ ยังไมแจมแจงเพียงพอกับสามัญท่ีจะไดเห็นอยางชัดเจน
เชน อริยสัจจองกท่ี ๑ ซึ่งมีความวา “ส่ิงทั้งปวงเปนทุกข” อริยสัจจองกนี้ ทําใหเกิดคําถามข้ึนหลายสาย เชน
ลกั ษณะของสิ่งทั้งปวงนนั้ คืออะไร เปนสงิ่ เท่ยี งแทห รอื เปนของสูญ ดงั นี้เปน ตน เนอื่ งจากอรยิ สจั จองกน ้ี ยังไมมี
เหตุผลประกอบอยางชัดเจนเพียงพอ ถึงกับคนสามัญจะเขาใจไดทันทีน่ันเอง ตอมาช้ันอรรถกถาจารยจ งึ
อธบิ ายไวโดยนบั ยืดยาวพสิ ดาร นี่แหละถอื เปนอบุ ตั กิ ารณแหง พุทธปรชั ญา
ความจริงการที่มติความเห็นฝายปรัชญาตางๆ ไดแตกแยกออกไปดั่งนี้ ก็เพราะเหตุคือ การอาศัยหลัก
ทั่วไปเปนพ้ืนฐานน่ันเอง ในเรื่องหลักเฉพาะปรัชญาไมสูจะแตกตางกันเทาไรนัก อยางไรก็ตาม ในสวนพุทธ
ปรัชญา เน่ืองจากสาวกยานคอยขางหนักไปทางปฏิบัติมากกวาทางใชวิจารณ เหตุน้ันเถรวาทจึงยึดถือเร่ือง
เบญจขันธเปนอยางไร การดับเบญจขันธจะเปนอยางไร เปนมูลปญหาตนเคาแหงเถรวาท โลกโดยทั่วไปมี
ลักษณะอยางไร เปนปญหาเก่ียวกับปฏิจจสมุปบาท เปนปญหาซึ่งฝายเถรวาทไมคอยเอาใจใสเทาไรนัก อันที่
จริงผูอาศัยหลักการปฏิบัตไิ มค อยเอาธุระในเรื่องโลก โลกน้ีเปนสูญหรือขณิกะ โลกนี้มีอยูในสวนรูปหรือในสวน
นาม อยางไรก็ชาง ผูปฏิบัติตองการดับเบญจขันธ โดยเฉพาะเทานั้น โลกจะมีอยูจริงหรือไมสุดแลวแตโลก ไม
เปนธุระจะพึงใสใจผูที่ตกอยูในน้ํา เขายอมตองการจะขึ้นจากน้ัน น้ําลึกต้ืนอยางไร จืดหรือเค็ม มีปลาหรือไม
เขาไมสูจะใสใจนัก เหตุนนั้ การอธิบายถือความหมายของขณิกทางนิกายเถรวาท จึงมิไดแยกออกจากหลาย
สาขา หรอื อยางอาจารยิ วาท
แตส่ิงท่ีนับวาเปนธรรมชาติของบางคน ซึ่งไมพอใจในการแสวงหาผลอยางเดียว โดยอยากผูอยากเห็น
เหตุการณตางๆ ซ่ึงจะนําไปยังผลท่ีตนประสงค บางคนอยาหนีใหพนทุกข บางคนอยากลิ้มรสความทุกข ลองดู
วาเปนอยางไร บางคนประสงคใหพนไปจากโลก แตบางคนแสวงหาสภาพและพฤติการณของโลกใหละเอียด
ย่ิงข้ึนในเรื่องน้ี นิสัยของนักศาสนาฝายมหายานก็เชนเดียวกัน ตองการจะพิจารณาดูลักษณะของขณิก วาเปน
อยา งไร โดยอาศยั นิสัยเชนน้เี ปนมูลเหตุ ในสมยั ตอมา จงึ ทําใหม หายานแยกออกเปน ๔ สาขา
ในท่ีนี้ควรสังเกตุดูถึงมลู เหตุแหงการแยกพุทธศาสนิกชนออกเปนนิกายตางๆ ท่ีมิไดหมายถึงการแยกทาง
ปรัชญา เชน ในเมืองไทย เถรวาทแยกออกเปน ๒ นิกายใหญๆ และในเมืองญ่ีปุน มหายานแยกออกประมาณ
กวา ๑๓ นิกาย การแยกเชนนี้เปนไปในทางเพงเล็งถึงวินัย ไมใชทางปรัชญา เชน ประเพณีการหมผาเปนตน
เหตนุ ้นั การแยกโดยเพงเล็งทางวนิ ยั จงึ ไมม ีความหมายเหมอื นเรื่องปรัชญา*๔
อยางไรก็ตาม มติ ๔ อยางนี้ ถึงแมจะมีความเห็นแตกตางกันในเร่ืองอ่ืนๆ อยูบางก็ตาม แตเนื่องจาก
หลกั เกณฑทมี่ ุงถงึ ขณิกวาท อนั แนนอนรวมกนั จึงจาํ เปนทีเ่ ราตอ งรใู นมติเหลา นี้เปน พ้ืนฐานไวก อน แลว จงึ กาว
ไปสเู นอื้ แทข องปรชั ญาโดยตรง
ปรัชญาของศูนยวาท หรอื ศูนยตวาทนิ
ถา กลา วถึงลทั ธศิ ูนยวาท ทา นคุรุนาคารชุนเปนเจา ของลัทธนิ ี้โดยตรง ดังไดก ลา วมาแตต อนตน นั้นแลว คํา
วา “ศูนยวาท” ถาจะแปลตามตัวหนังสือ ก็คือวาทะที่วาดว ยความสูญ ถาแปลตามพุทธปรชั ญา ก็คือวาทะทีว่ า
ขณกิ เปนสญู และเหตนุ ้นั นพิ พานจึงพลอยเปนสญู ไปดวย หรืออีกนัยหนึ่ง วาทะท่ีถือวานามรูปที่มีสภาพเปนสูญ
49
และพรอ มทง้ั นพิ พานดว ยนั้นคือสญู นน่ั เอง ตามนยั ความเห็นท่ีแลวมา พอจะเหน็ ไดว า สิ่งใดทีป่ รากฏอยูส่ิงน้ันมี
ความประจักษอยูช่ัวขณะเทาน้ัน คือ มีลักษณะเปนขณิก ถาพิจารณาดูถึงลักษณะแหงความเปนขณิกนั้นแลว
จะเห็นไดวาบรรดาส่ิงทั้งหลาย ซึ่งปรากฏอยูชั่วขณะน้ันมีลักษณะตายตัว คือ ทุกๆ ส่ิงมีลักษณะจํากัดอยูในตัว
มันเอง ท่ีเขาใจและเรียกกันวา ลักษณะสามัญ น้ัน หามีอยูในสิ่งน้ันไม เชน ตามธรรมดาเม่ือเราเห็นโคหลายๆ
ตัว ยืนอยูตอหนาเรา เราก็เขาใจไดทันทีวา สัตวทั้งหมดน่ันเปนสัตวชนิดเดียวกันคือเปนโค การท่ีเขาใจเชนนี้ก็
เพราะเราถือกันกวา สัตวเหลาน้ันมีลักษณะอยางเดียวกัน ซึ่งเราใชภาษาธรรมดาเรียกวา ลักษณะสามัญนี้เปน
ความเขาใจตามธรรมดา หรือเขาใจอยางโลกๆ แตถาจะดูกันในแงความจริงแลว สัตวเหลาน้ันมิไดมีลักษณะ
สามญั แมแ ตนอ ย ท้ังนกี้ เ็ พราะการเพงเลือกเอาลักษณะสามญั เปน มาตรฐานแหงความเปรียบเทียบ จาํ ตอ งมีขอ
สําคัญอยูอันหนึ่งวา สิ่งท่ีเราเปรียบเทียบดูกันจะตองอยูตอหนาเรา จนสามารถเพงเลือกเอาลักษณะสามัญเปน
มาตรฐานได และทั้งตัวเราผูเปรียบเทียบก็จําตองคงอยูดวย แตตามกระแสเหตุผลที่แลวมา เรารูกันอยูแลววา
ไมมีสิ่งใดซึ่งคงอยู เมื่อเปนด่ังนี้แลวก็หมายวา ผูเปรียบเทียบและส่ิงถูกเปรียบเทียบ เปนส่ิงที่ไมคงอยูทั้งสอง
อยา ง คอื เปน ไปชัว่ ขณะ
ฉะนั้น ฝายผูจะเปรียบเทียบก็ดี หรือส่ิงท่ีถูกเปรียบเทียบก็ดี ไมมีเวลาพอท่ีจะคงอยูใหเปรียบเทียบกันได
เหตุนั้น เราจึงไมสามารถท่ีจะเพงเล็งเลือกหาลักษณะสามัญจากสิ่งทั้งหลายนน้ั ได โดยยึดหลักดังกลาวนี้ เราจึง
เห็นวาส่ิงที่ไมคงอยู เราไมอาจกลาวไดวาส่ิงน้ันมีลักษณะสามัญ จึงเปนอันวา ส่ิงเหลานั้นมีลักษณะจํากัดอยู
เฉพาะในตัวของมันเอง บัดน้ีจะไดพิจารณาดูวา สิ่งที่มีลักษณะจํากัดอยูเฉพาะในตัวมีสภาพของตนเองหรือไม
ถาสิ่งน้ันมีสภาพของตนเองจริงแลว ก็หมายวา ถาแมสิ่งน้ันคงอยูชั่วคราวก็ตาม ก็ยังนับวาสิ่งที่มีสาระจริง ส่ิง
น้ันไมมีสภาพของตน ตองพลอยสูญตามไปดวย เชน ขณะที่เรากําลังนั่งอยูในหอง แมวาเราจะไมอยูตลอด
นิรันดรก็ตาม เราก็ยังถือวาทุกคนเปนส่ิงท่ีมีอยูจริง เพราะความมีสภาพแหงความเปนมนุษย แตเราเห็นคนคน
หนง่ึ ในโรงภาพยนตรน้ันไมใชคน คือ ตามแงแหง ความจริง คนทปี่ รากฏในจอภาพยนตรนน้ั ไมมสี าระเลย นับวา
เปนสญู นี่แหละเปนหลักซ่ึงเรยี กกนั วา เปนมาตรฐานในการพจิ ารณาวา สิ่งไหนมีสาระและสิง่ ไหนไมมสี าระ
สภาพก็คอื ภาวะของตนเอง น้าํ ปรากฏแกเราในภาวะของตนวาเปน ของเหลว ดวงอาทิตยปรากฏในภาวะ
ของตนวา เปนสิ่งที่มีแสงสวาง แตปญหามีอยูวา ส่ิงเหลานี้มีภาวะของตนเองจริงหรือไม ขอใหพิจารณาดูวา
ตัวอยา งตอไปนี้ นาย ก. เปน คนคนหนง่ึ เพราะเหตุท่นี าย ก. ปรากฏแกเ ราในภาวะตน หรือสภาพของตน วา
เปน คน เราจงึ เขา ใจวา นาย ก.เปนคน สมมติวานาย ก. เขาปาพบเสือเขา เสอื คงปลกู ความเขาใจวา นาย
ก.ข้ึนวา นาย ก. คือ อาหารชนิดหน่ึง อีกประการหน่ึงมารดานาย ก. คือ นาย ก. เปนบุตร ภรรยานาย ก. ถือ
นาย ก. เปน สามี บุตรนาย ก. ถือนาย ก. เปนพอ ดังนีเ้ ปนตน
อาศยั ตัวอยา งเหลา น้ี จะเหน็ ไดว า สภาพของนาย ก. ยอมเปลีย่ นแปลงไปตามแงของความเหน็ หรอื ความ
เขาใจตา งๆ กนั มนษุ ยม ีความเขา ใจในนาย ก. แงไ หน สภาพของนาย ก. กป็ รากฏขึ้นในแงน ั้น เสือมีความเขาใจ
นาย ก. อีกแงหนึ่ง สภาพของนาย ก. ก็ปรากฏขึ้นอีกแงหนึ่ง หรืออาจกลาวไดวา สภาพของนาย ก. ไมประจํา
อยูที่ตัวของนาย ก. แตอยูในแงความเขาใจหรือความเห็นของผูที่เขาใจผูเห็น เหตุน้ีนาย ก. จึงไมมีสภาพท่ีควร
จะเปนมาตรฐานได น่นั คอื นาย ก. ไมม ีสภาพอันแทจรงิ แมแตน อ ยหนึง่ นาย ก. จะตอ งถอื เอาสภาพตามแงของ
50
ผูเหน็ ฉะนน้ั สิ่งใดที่ไมมีสภาพ สิง่ นั้นจึงนบั วา ไมมสี าระ สิ่งใดทไ่ี มมสี าระ กค็ อื สูญนนั่ เอง เราจงึ ยุติไดว า นามรูป
หรือสัตวซง่ึ เรยี กวา โลก คอื สญู น่ันเอง
เมือ่ ของเปน สญู แลว นพิ พานจึงตอ งพลอยเปน สูญตามไปดว ย เพราะวานพิ พานหมายถึงการนับวาเปนอัน
ไมมีสาระดวย เชน ในการเลนละคร ทหารคนหน่ึงฆาทหารอีกคนหน่ึง แตการฆาชนิดน้ีไมมีสาระ โดยเหตุวา
ทหารสองคนในบทละครนั้น ไมใชทหารจริงๆ เปนเพียงทหารสมมติข้ึนในการเลนละคร จึงนับไดวาทหารท้ัง
สองคนนั้น แมแตเปนทหารในบทละคร จึงไมมีสาระ ฉะน้ันการกระทําทุกๆ อยาง ซ่ึงเกิดข้ึนในฐานะเปน ทหาร
จึงพลอยเปนการกระทําไมมีสาระไปดวย ในทํานองเดียวกัน เมื่อรูป นาม หรือโลก เปนส่ิงไมมีสาระหรือสูญ
การดับรูปนามหรือโลก จึงพลอยเปนสิ่งไมมีสาระหรือสูญตามไปดวย ดังน้ัน จึงรวมความไดวา โลก*๕ และ
นิพพานทัง้ สองอยา ง คือ “สญู ” น่นั เอง
ปรชั ญาของวชิ ญานวาท
ตามความเห็นฝายศูนยวาท โลกียธรรมและโลกุตรธรรมทั้งสองอยางนับวาเปน “สูญ” แตในท่ีนี้วิชญาน
วาทคัดคานอยูวา ถึงแมนามรูปเปนสิ่งไมมีสาระหรือสูญก็จริง แตถาจะกลาวถึงวิญญาณ ซึ่งเปนปจจัยแหงนาม
รูปแลวเห็นวาไมสูญ กลาวคือ ถาจะถือวาวิญญาณเปนส่ิงที่ไมมีสาระหรือสูญแลว ก็หมายวา ความรูสึกในเร่ือง
นามรูปจะเกิดขึ้นไมได คือวาการที่เราถือนามรูปเปนส่ิงไมมีสาระ ก็โดยเนื่องจากนามรูปไมมีสภาพของตนเอง
ศูนยวาทและวิชญานวาทท้ังสองฝายตางรับรองความเห็นดังกลาวน้ีวา เปนมติอันถูกตอง แตวามติฝายวิชญาน
วาทถือวา การท่ีรูปหรือนามรูปมีอยูได ก็เพราะขอสําคัญ คือ ความเขาใจในสวนตัวที่วาโลกน้ีมีอยูหน่ึง และ
ความเขาในใจสภาพรวมของโลกหน่ึง เราเขาใจวา โลกน้ีมีสภาพเปนดังโลกจึงมีอยู แตในที่น้ีถาจะตั้งกระทูถ าม
วาโลกน้ีมีอยู เพราะสภาพสวนตัวของโลกใหมีอยู หรือวาเพราะอาศัยความนึกคิดของเราใหมีอยู ขอนี้จะได
พจิ ารณาดังตอไปนี้
เทาที่แสดงมาแลว จะเห็นไดวา โลกนี้มีสภาพของตนเอง ถึงกระนั้นโลกนี้ก็ยังปรากฏแกเราในฐานะเปน
ส่ิงท่ีมีสภาพอยูในตัว หรือจะกลาวตามนัยตรรกก็คือ แมโลกจะไมมสี ภาพของตนเองก็ตาม แตเราก็ยังนึกเอาวา
โลกน้ีเปนส่ิงที่มีสภาพอยูน่ันเอง ท้ังนี้แสดงใหเห็นวา ตามความจริงไมมีสภาพหรือเปนสูญ แตความนึกเห็นของ
เราวา โลกน้ีมีสภาพคือปรากฏอยู ฉะนั้น ความปรากฏอยูของโลกมิใชเพราะสภาพของโลก แตเพราะความนึก
เห็นหรือความเขาใจของเราเองตางหาก นั่นก็คือส่ิงที่ปรากฏอยูไมมีตัวจริง แตความนึกเห็นของเราเสกสรรให
ปรากฏข้ึน หรืออาจกลาวไดวา ส่ิงท่ีปรากฏอยูก็คือความนึกเห็นหรือความเขาใจของเราเอง นั่นเอง ไมมีสวน
แตกตางไปจากความนึกเห็นของเรา อาศัยแนวความเห็นดังกลาวน้ี พอจะยุติไดวานามรูปหรือโลกไมมีสวนตาง
ไปจากวิญญาณเลย คือวิญญาณน่ันเองปรากฏเปนนามรูปข้ึน เหตุนั้น ถึงแมนามรูปเปนส่ิงท่ีเปนสูญไปก็ตาม
แตสวนวิญญาณไมเปนส่ิงที่สูญไปตาม มิฉะน่ันแลว ก็จะไมมีอะไรท่ีจะสะกิดเตือนใหเรานึกเห็นไปวาโลกนีม้ ีอยู
ตกลงวาวญิ ญาณเปน สิง่ ท่ีมอี ยู สวนนามรปู เปน สูญ
ปรัชญาของสงั ฆตวาท
บัดนี้มีปญหาอีกทางหน่ึงวา ไมเฉพาะแตวิญญาณอยางเดียวเปนสิ่งที่มีอยู แตสวนนามรูปก็เปนส่ิงท่ีมีอยู
เหมือนกัน ถานามรูปเปนสิ่งสูญไปจริงแลว วิญญาณก็เอาอะไรมารู จะขาดอารมณหรือวิสัยที่จะนึกคิดไป
51
เชนนั้นได ปญหานย้ี อ มเปนเหตุใหเกิดปญญาขึ้นสองสาย คือ สมมตวิ าวิสัยไมเปน ของสูญ ปญ หาจงึ แทรกข้ึนมา
วา วิสัยที่วิญญาณจะนึกเอานั้น เปนส่ิงท่ีเกิดขนึ้ อยูกอนแลวหรอื วายังไมเกิด ปญหาสองสายน้ี เราพิจารณาเปน
ขอ ๆ ดงั ตอไปนี้ สมมติวาวิสยั ซึง่ วญิ ญาณจะยดึ นน่ั เปน ส่ิงท่ีเกดิ อยกู อ นแลว ถา เชน นน้ั ตามหลกั แหงขณกิ วาท วา
ทุกๆ สิ่งที่เกิดมีขึ้นไมมีความคงอยู กลาวคือขณะแรกส่ิงน้ันกําลังเกิดขนึ้ ขณะท่ีสองที่ส่ิงนั้นต้ังอยู และขณะที่
สาม สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปทั้งส้ิน น้ีแหละเปนคติการของบรรดาส่ิงท่ีปรากฏตัวขึ้นโดยทางความคิด จะขอ
กลาวถงึ ความเขา ใจในสิง่ นน้ั ไวพอเปนตนเคากอน กลาวคอื ขณะแรกท่ีสง่ิ ใดเกิดขน้ึ ความรใู นสิ่งน้นั เกดิ ขึน้ ไมไ ด
เพราะขณะท่ีส่ิงใดส่ิงหนึ่งกําลังเกิด ขณะนั้นส่ิงนั้นยังไมมีสภาพอันม่ันคง เราคงไมสามารถที่จะหาความรูในสิ่ง
น้ันได ถาหากวาสิ่งนั้นตั้งอยูโดยม่ันคงจริงๆ แตความจริงส่ิงนั้นหาไดตั้งอยูคงท่ีไม คือ ทุกๆ ขณะส่ิงน้ันยอม
เปล่ียนแปลงสภาพไปเสมอ เหตุน้ันเราจึงไมมีโอกาสที่จะหาความรูในส่ิงนั้นได น่ันก็คือ วิญญาณยอมเปนไปใน
สิง่ ทเ่ี กดิ ข้ึนนนั้ ไมไ ด หรอื ถาจะอา งวา วสิ ัยไมเปน สงิ่ ที่เกิดขนึ้ ได ก็ยอมเปนไปไมไดอ กี เพราะเรารจู ักกันอยูอยาง
แนนอนแลววา ส่ิงใดมิไดเกิดข้ึน ส่ิงน้ันยังไมมีอยู ฉะนั้นถาเราจําเปนจะตองถือเอาวิสัยหรือนามรูป เปนสิ่งท่ีมี
อยูแลว ก็หมายความวา เราจําเปนตองถือวานามรูปเปนส่ิงท่ีเกิดข้ึน เทาที่แสดงมาแลวน้ัน นับวาเปนส่ิงท่ี
วญิ ญาณรบั เอาไมไ ดเลย
อกี ประการหนึ่ง ถา จะกลาววา นามรปู ซึ่งผา นไปแลวในสมัยอดตี สะกดิ ใหเกดิ วิญญาณในนามรปู อันมอี ยู
ในสมัยปจ จบุ ัน ก็เปนไปไมไดอีกเหมือนกัน เพราะสง่ิ ทีผ่ า นไปแลว ในสมยั อดตี ไมป รากฏอยใู นสมัยปจจบุ นั เหตุ
น้ัน วิญญาณในสิ่งท่ีเราปรากฏอยูในสมัยปจจุบันนี้ จึงนับวาเปนวิญญาณท่ีไมมีตัวจริง นั้นก็คือ นามรูปดังที่
ปรากฏอยูในปจจุบันน้ันไมมีอยู ถึงกระนั้น ถาจะยังถือเอานามรูปในฐานะเปนวิสัยแหงอินทรียแลว จึงแสดงวา
เปนส่ิงท่ีมีอยูอยางไมเปนไปตามแนวเหตุผล กลาวคือในขอแยงนี้ควรจะกลาวเสียกอน อารมณนั้นต้ังอยูเปน
ปรมาณูหรือแพรหลายอยูทั่วไป ถาจะต้ังอยูเปนปรมาณูแลว อินทรียไมสามารถจะรับเอาได เพราะเหตุที่
ปรมาณูเปนสิ่งที่อยูนอกไปเหนือจากบริเวณของอินทรีย หรือถาจะกลาววาอารมณเปนท่ีแพรหลายอยูทั่วไป
อินทรียก็ไมสามารถท่ีจะรับเอาส่ิงท่ีแพรหลายอยูท่ัวไปได ทั้งน้ีอินทรียรับเอาเฉพาะแตสวนบางสวน นั่นก็คือ
อินทรียไมสามารถรับเอาอารมณได เหตุน้ัน การท่ีอินทรียรับเอาอารมณดังท่ีเราเขาใจกันอยูน้ัน จึงนับวาเปน
เพียงแตความเขาใจในสวนตัวเราตางหาก ตามความจริงแลวอินทรียไมสามารถท่ีจะรับเอาอารมณไมมีสวน
แตกตางไปจากความเขาใจเรา หรือจะกลาวอีกนัยหน่ึงวา ความเขาใจของเรา หรือกลาวอีกนัยหนึ่งวา ความ
เขา ใจของเรานน้ั ปรากฏเปน อารมณตางๆ ขนึ้ ตา งหากกไ็ ด
ตกลงวา อารมณ หรือโลก หรือนามรูป เปนส่ิงท่ีไมมีอยู วิญญาณสะกิดใหเกิดนามรูปข้ึน ฉะน้ัน
ความสมั พันธระหวา งวิญญาณกับนามรูป ก็คือความสัมพนั ธระหวางความรกู ับสิ่งท่ีจะถูกรู แตอันทีจ่ ริง ดงั ท่เี รา
เห็นกันอยูเสมอ ความรูและส่ิงที่จะถูกรับรู ความรูและสิงท่ีถูกรูตั้งอยูคนละฐานะ ความรูในขอท่ีวา “หนังสือ”
หาไดเปนวัตถุอยางเดียวกันไม เม่ือเกิดขึ้นมีขอแยงดังนี้ขึ้น ก็มีคําตอบวา ตามแนวท่ีไดบรรยายมาแลว เรารับ
เอานามรูปได ก็เพราะวิญญาณน้ันเอง วิญญาณจึงนับวาเปนเครื่องรับนามรูปได ก็เพราะวิญญาณน้ันเอง
วญิ ญาณจงึ นบั วาเปน เครื่องรับนามรูป สว นนามรูปก็คือสง่ิ ที่ถูกรับเอา ฉะนนั้ ความสมั พนั ธระหวางวิญญาณกับ
นามรูปกค็ อื ความสมั พนั ธระหวางเคร่อื งรับรกู ับสง่ิ ท่ีถูกรับรู ตัวอยางเชน ดนิ กบั หมอ หมอทาํ ดว ยดิน นอกจาก
52
ดินแลวยังมีเครื่องชวยเหลือตางๆ อีก เชน นายชาง เครื่องจักร เปนตน ซ่ึงเปนเหตุใหหมอเกิดขึ้น แตในการที่
เราจะเขา ใจวานคี่ ือหมอ ก็ตองดับตามไปดวย เหตุการณเ หลานย้ี อ มแสดงใหเหน็ วา ดนิ เปน สงิ่ จาํ เปน ยิง่ ในการท่ี
เราจะมีความเขาใจในหมอไดน น้ั ดนิ จึงนับวาเปนเรอื่ งรองรับหมอไว อกี นยั หน่งึ หมอ ก็ไมม ีอะไรนอกจากดิน คอื
ทุกๆ สวนของหมอไดแกดินนั่นเอง นั่นก็คือดินกับหมอนับวาเปนสิ่งเดียวกัน อนึ่ง หมอก็คือส่ิงท่ีเราเขาใจหรือ
รับเอา ฉะนั้น เมื่อดินกับหมอกลายเปนวัตถุเดียวกันไป ก็หมายวา เครื่องรองรับกับสิ่งท่ีถูกรองรับไดกลายเปน
สิ่งเดยี วกนั
อาศัยมติดั่งวาน้ี เรามีทางที่จะสันนิษฐานไดวา เพราะความสัมพันธระหวางวิญญาณกับนามรูปหรือโลก
เปนความสัมพันธระหวางเคร่ืองรองรับกับส่ิงที่ถูกรองรับ วิญญาณกับนามรูปจึงพลอยเปนอยางเดียวกันไป คือ
หมอซ่ึงเปนสิ่งที่ถูกรองรับไมมีอะไรในสวนตัว นอกจากดินซึ่งเปนเครื่องรองรับฉันใด นามรูปก็ฉันนั้น ไมมีอะไร
นอกจากวิญญาณ ซ่ึงเปนเครื่องรองรับนามรูปที่เราเห็นเปนเพียงแตวิญญาณเทาน้ัน นามรูปไมมีตัวจริง
นอกจากวิญญาณ เมื่อเปนดังน้ี อาจถามวาเหตุไฉนเราจึงเห็นนามรูปเปนส่ิงแตกตางกันไปเชนน้ัน ตอบวาเปน
เพราะอวิชชา เชน ดวงจันทรดวงเดียว เมื่อฉายเงาลงไปในบอน้ํา จะเห็นเปนหลายดวง ถาเรานึกเอาวาดวง
จันทรมีหลายดวง ก็เปนการแสดงวาเราไมรูเทาน้ัน ทํานองเดียวกันนี้ การที่เราเห็นนามรูปแพรหลายอยู
มากมาย ก็เพราะอวิชชาของเราเองตางหากใหเห็นเปนเชนน้ัน ตราบใดที่เราเองยังตั้งอยูในอวิชชา ตราบนั้น
วิญญาณก็ปรากฏเปนนามรูปซ่ึงแพรหลายอยูหลายๆ ประการ แตถาเราต้ังอยูในองคภาวนาเทาน้ัน ก็จะเกิด
วิญญาณอันบริสุทธแ์ิ ทจริง ซึง่ ทําใหเราบรรลุถงึ นิพพานไดฉ ะน้ี
ตามแนวมติความเห็นของฝายวิชญาณวาท นามรูปนับวาเปนสูญ แตสวนวิญญาณซ่ึงเปนปจจัยแหงนาม
รูปนั้น เปนสิ่งที่มีอยูเปนสัตตะ เหตุน้ันนามซึ่งปรากฏเหมือนส่ิงที่มีอยู จ่ึงไมแตกตางไปจากวิญญาณ กลาวคือ
รูปนามและวญิ ญาณนับเปน ส่งิ เดียวกัน ในทน่ี ้ี ลัทธิสังฆาวาท*๖ เห็นวา นามรปู และวิญญาณหาใชส่งิ ๆ เดียวกัน
ไม ทั้งน้ีก็เพราะเหตุที่นามรูปและวิญญาณตั้งอยูคนละฐาน คนละเวลา ส่ิงใดท่ีเราถือกันวาเปนสิ่งเดียวกัน จะ
เปนตองต้ังอยูในที่ที่เดียวกัน และในเวลาเดียวกัน เชน นาย ก. เปนบิดานาย ข. และทั้งเปนสามีของนาง ค.
ดว ย ในทนี่ ้ีบิดาของนาย ข. และสามขี องนาง ค. เปน คนคนเดยี วกัน อีกนยั หน่งึ ขณะทีน่ าย ข.และนาง ค. เหน็
นาย ก. พรอมๆ กัน นาย ข.ก็เขาใจวานาย ก. เปนบิดาเขา นาง ค. ก็เขาใจวานาย ก. เปนสามีของเขา ความ
เขาใจเชนนี้ ยอมเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน พรอมกัน การเห็นคนท้ังสองนั้น ไมจําเปนตองมีเวลาแตกตางกัน จ่ึง
เห็นไดวา ความเขาใจท้ังสองประการน้ี*๗ ยอมเกิดขึ้นในบุคคลเดียวกับ นาย ก. บิดาของนาย ข. และสามีของ
นาง ค. เปน คนคนเดยี วกัน
อาศยั เหตุดงั กลา วน้ี พอรวมใจความวางกฎไดวา “ลกั ษณะของความเปนอยางเดียวกนั นั้น คอื ความต้ังอยู
ในวัตถุเดียวกันและในเวลาเดียวกัน มิฉะน้ัน สิ่งน้ันๆ หาใชสิ่งเดียวกันไม” เชน สุนัขกับลิง ตางตั้งกันอยูคนละ
ฐาน อนึ่ง ขณะท่ีเราเขาใจสุนัข ขณะน้ันเราไมเขาใจในลิง และขณะท่ีเขาใจลิง ขณะน้ันก็ไมเขาใจสุนัข น้ันคือ
สุนัขกับลิงต้ังอยูคนละเวลา เราจึงเขาใจวาสุนัขกับลิง ไมใชสัตวอยางเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่งส่ิงใดต้ังอยูคนละ
กาละ คนละเทศะ ส่งิ น้นั เปนสิ่งที่แตกตางกัน
53
บัดน้ีจะพิจารณาวา นามรูปและวิญญาณต้ังอยูคนละเวลา คนละฐานหรือไม ยอมเปนที่ประจักษอยูแลว
วา นามรูปเปนของภายนอก แตวิญญาณเปนของภายใน เราเห็นหนังสือวางอยูบนโตะ จึงมีความเขาใจเกิดข้ึน
สิ่งที่สะกิดใหเ กิดความเขา ใจ เปนส่งิ ท่ีอยูภายนอก คอื หนงั สือซ่ึงปรากฏเปนรูปและนาม สวนความเขาใจรปู และ
นาม มไิ ดอ ยภู ายนอก หากแตอ ยภู ายในใจของเรา เมอื่ เปน ดงั น้ี จะเห็นไดวา นามรูปและวญิ ญาณไมไ ดต ้ังอยูใน
ฐานเดยี วกัน
อน่ึง การที่เราจะเขาใจวา ส่ิงน้ันคือหนังสือ จําเปนตองมีสิ่งน้ันอยูกอน ดังนี้จึงเห็นไดวา ความเขาใจจะ
เกิดขึ้นได ก็ตอเมื่อมีรูปมีรูปนามปรากฏอยูตอหนาเรา นั้นก็คือ ขณะที่เรากําลังเห็นส่ิงใดส่ิงหน่ึงอยู เรายังมี
ความเขาใจ คร้ันเห็นแลว ความเขาใจจึงเกิดขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง ความเขาใจในนาม ไมรวมอยูในในเวลา
เดียวกัน แตวาตั้งอยูตางเวลาหรือตางขณะกัน โดยยึดหลักฐานดังแสดงมาแลวในสองขอน้ัน พอเห็นไดวา
เน่ืองจากวิญญาณและนามรูปตัง้ อยูคนละเทศะและกาละ วิญญาณและนามรปู จงึ ตางกนั อยใู นตวั เม่ือวิญญาณ
และนามรูปแยกกันอยูคนละฐาน เราไมสามารถจะลางนามรูปไดทีเดียว เพราะวิญญาณกําลังรับเอานามรูป ซ่ึง
ตางไปจากวิญญาณอยูเสมอ ถารูปกลายเปนส่ิงท่ีสูญไปส้ิน วิญญาณก็ไมมีทางที่จะรับเอาได เหตุน้ีแหละเรา
จําตองถอื วา วญิ ญาณเปน สงิ่ ท่มี อี ยู และทั้งนามรปู ก็เปนสิ่งท่ีไดมีอยู ไมม ีอะไรสูญหายไป
บัดน้ี ยังมีปญ หาอีกขอ หนึ่ง ซ่ึงควรวินจิ ฉัยตอ ไป คือดังไดกลาวมาแลววา นามรปู หรือโลกหาใชเปน สูญไม
แตเปนสัตตะ อน่ึงรูปเรารูกันอยูแลววา บรรดานามรูปหรือโลก ปรากฏในฐานะเปนการณะ*๘ หรือมิฉะน้ัน ก็
ในฐานะเปนการิยะ*๙ แตอันท่ีจริง ถาจะสืบสวนกันแลวจะเห็นไดวา ความจริงท่ีเราเรียกกันวาผล ไมมีอะไร
ตางไปจากการณะหรือเหตุ นอกจากในสวนอาการหรือรูปรางนั้นเลย ผาผืนหนึ่ง เกาอีกตัวหนึ่ง ตึกหลังหนึ่ง
ฯลฯ สงิ่ น้ีเปน ผลเกดิ จากเหตุ คอื เสน ดาย ไม อิฐ เปนตน
อันที่จริงส่ิงเหลาน้ี ไมมีสวนใดนอกเหนือจากตัวเหตุ ผาผืนก็เพียงแตการรวมแหงเสนดาย เรายังไม
สามารถจะแยกผาออกจากเสนดาย เกาอี้ก็คือไมซึ่งมีอาการเปล่ียนแปลงไปจากสภาพเดิม ตึกหลังหน่ึงก็เปน
เพียงการรวมของอิฐ ถาแยกตัวจากเหตุเหลาน้ีออกจากผลแลว ตัวผลก็จะดับไปทันที เชน ถาเราเอาเสนดาย
ออกจากผืนผา ผนื ผาก็ตองหายตามไปดวย เมื่อเราแยกอิฐออกจากตึก ตกึ ก็อยูไ มไ ดด จุ กนั ตัวอยางเหลานี้ทําให
เราเห็นวา สิ่งท่ีเราเรียกกันวาผล ก็คือการรวมตัวของเหตุ หรือการณะขึ้นใหมอีกวาระหนึ่ง ไมมีอะไร
นอกเหนือไปจากนี้ หรือจะกลาวอีกนัยหน่ึงก็วา ไมมีตัวผลอยางจริงจังเลย เปนแตนามรูปซ่ึงตั้งอยูเฉพาะใน
ฐานะเปนการณะเทานั้น ผลนั้นก็คือการรวมตัวใหมแหงการณะ เน่ืองจากลัทธินี้ถือเอาผลในฐานะเปนการรวม
ขน้ึ ใหมข องการณะ ลทั ธนิ ้ีจงึ เรียกวา “สังฆาวาท”
อาศัยสังฆาวาทเปนปทัสสถาน จึงมีวาทะอีก ๒ ประการแทรกเขามา คือ สัทธิพาหฺยารฺถานฺเมยวาท และ
สทั ธพิ าหยฺ ารฺถปรฺ ตยกษฺ วาท ซงึ่ มีความหมายดังตอไปนี้
สัทธิพาหฺยารฺถานุเมยวาท แปลวา ลัทธิท่ีถือสิ่งที่อยูภายนอก ไมมีอยูอยางประจักษแจง แตเรานึก
คาดคะเนเอาเทานั้น คือวาตามแหงสังฆาวาท นามรูปนับวาเปนส่ิงท่ีมีอยู แตปญหามีวา สิ่งท่ีมีอยูน้ันมีอยูอยาง
ประจักษแจงหรือไม ส่ิงใดท่ีเราถือกันวาเปนสิ่งประจักษแจง ก็เพราะเหตุที่เราเขาใจดั่งนี้ แตความเขาในนั้น
เกิดข้ึนอยางไร ขณะท่ีเราเห็น ครั้นเห็นแลวขณะท่ีสอง ความเขาใจยอมเกิดข้ึน ถาหากวาส่ิงนั้นมีการ
54
เปล่ียนแปลงอยูเปนนิตย จนถึงเราไมสามารถจะหาความเขาในสิ่งนั้นได เราก็ไมสามารถนกึ ไดวาสงิ่ น้นั คืออะไร
ฉะน้ัน การที่เราจะมีความเขาใจในส่ิงใดสิ่งหนึ่งวา ส่ิงน้ันประจักษอยู จําเปนที่ส่ิงน้ันจะตองอยูอยางนอยสอง
ขณะ มิฉะนั้นแลว เราไมมีเวลาพอที่จะหาความเขาใจส่ิงน้ันได แตดังไดกลาวมาแลว ตามหลักแหงขณิกวาทก
ลาววา บรรดารูปนามท้ังหลาย ยอมตั้งอยูชั่วขณะ เมื่อเปนดั่งนั้นจริง เราก็ไมสามารถท่ีจะเขาใจไดวาสิ่งนั้น
ประจักษอยู ถึงกระนั้นเราจะไดย อมปฏิเสธวา สิ่งนั้นไมประจักษอ ยูกห็ าไม คือวาตามความจริงนามรูปเปนส่งิ ที่
ประจักษอยูไมได เพราะต้ังอยูชั่วขณะเทาน้ัน เราจึงไมสามารถที่จะเห็นได ตามธรรมดาเราเคยนึกอยูเสมอวา
ส่ิงน้ันเปนสิ่งท่ีประจักษอยู เชน หนังสือเลมหนึ่ง ตามความจริงหนังสือเลมนั้น กําลังเปล่ียนแปลงไปทุกๆ ขณะ
จึงนับวาไมมีเวลาหยุดอยูกับท่ี พอท่ีจะทําใหเราเขาใจวา หนังสือนั้นเปนส่ิงที่ประจักษอยู ท้ังน้ีเพราะเหตุท่ี
เขาใจวา หนังสอื เลมนั้นประจกั ษอ ยู เปน ความเขา ใจที่เกิดข้ึน ในขณะที่เราเห็นหนังสือนั้นแลว คอื ในขณะท่ีสอง
(ขณะท่ีหน่ึงเห็น) แตความจริงในขณะที่สอง สภาพของหนังสือเลมนั้นไดเปล่ียนแปลงไปเสียแลว แตเปล่ียน
สภาพไปอีกหน่ึงจากสภาพเดิม เราจึงไมทันท่ีจะเขาใจไดวา หนังสือเลมนั้นประจักษอยู การที่เราเขาใจเปน
เชนนั้น ก็โดยการคาดคะเนของเรา คือขณะท่ีหน่ึงเราเห็นหนังสือ ถึงในขณะท่ีสองหนังสือท่ีเราเห็นได
เปล่ียนแปลงแลวก็ตาม แตสันดานแหงความจําในหนังสือ ทําใหเราเขาใจวา หนังสือเลมน้ันเปนส่ิงท่ีเรา
ประจักษ นั่นคือ อาศัยสันดานแหงความจําในนามรูปหรือโลกเปนปทัสถาน เราจึงคาดคะเนวา ส่ิงท่ีปรากฏอยู
น้ันเปนส่ิงท่ีประจักษอยูทั้งส้ิน ฉะน้ัน การท่ีโลกหรือนามรูปปรากฏอยูนั้น มิไดปรากฏอยูในฐานะเปนสิ่ง
ประจักษอยูท้ังส้ิน ฉะนั้น การที่โลกหรือนามรูปปรากฏอยูน้ัน มิไดปรากฏอยูในฐานะเปนสิ่งประจักษ แต
ปรากฏอยใู นฐานะสงิ่ ที่ถูกคาดคะเน หรอื ในทางอนมุ าน ฉะน้ี
สัทธิพาหฺยารฺถปฺรตยกฺษวาท คานวา โลกหาไดเปนส่ิงท่ีเราคาดคะเน หรือสิ่งที่ปรากฏในทางอนุมานไม
ท้งั น้ีเพราะเหตทุ ่ี การท่ีเราอาศัยอนุมานเพื่อคาดคะเนถงึ ส่ิงอ่ืนได ก็โดยเนือ่ งจากตองมีบางส่ิงปรากฏอยตู อหนา
เรา ซ่ึงเราจะยึดถือเอาเปนเหตไุ ด เชน อาศัยควันเปน เหตุ ซง่ึ เปนสงิ่ ท่ปี ระจกั ษอ ยู แลว เราคาดคะเนไปถงึ ไฟ ซึ่ง
เปนส่ิงที่ไมประจักษอยู ในทํานองเดียวกัน ถาเราจักคาดคะเนโลก เราจําเปนตองอิงอาศัยรูปอีกบางอยาง ซึ่ง
เปนสิ่งประจักษอยู มิฉะน้ันแลวอนุมานจะเปนไปไมไดโดยแนนอน เพราะขาดตัวเหตุ ซ่ึงเปนส่ิงประจักษ แต
ลัทธิฝายพาหฺยารฺถานุเมยวาท ถือวาไมมีสิ่งใดซึ่งจะนับวาเปนของประจักษ จึงไมมีเหตุอันใดท่ีจะนําเราให
คาดคะเนถึงโลกโดยอนุมานได น้ันก็คือ โลกหรือนามรูป หาใชเปนสิ่งที่เราคาดคะเนเอาไม แตส่ิงที่ปรากฏอยู
ประจักษทีเดียว เนื่องจากลัทธินี้ถือเอาวัตถุภายนอกเปนส่ิงประจักษอยู ลัทธิน้ีจึงมีช่ือวา สัทธิพาหฺ
ยารฺถปรฺ ตยกษฺ วาท ฉะน้ี
ดงั นนั้ เม่อื รวมใจความบรรดาวาทะสําคญั ๆ ฝายพุทธปรัชญาแลว พอจะวางมติสงั เขปได ดังน้ี
ขณกิ วาท คอื บรรดา นาม รปู ปรากฏอยเู ฉพาะชว่ั คราว
ศูนยวาท คือ นาม รปู วิญญาณ และนิพพาน–สูญ
วขิ ญานวาท คือ วิญญาณ–ไมสูญ นามรูป–สูญ หรอื อยา งเดยี วกบั วิญญาณ
สังฆาตวาท คอื วญิ ญาณ–ไมส ญู นามรูป–ไมส ญู แตปรากฏในฐานะเปนการณะ
พาหฺยารถฺ านเุ มยวาท คือ นามรปู เปนส่ิงทีไ่ มป ระจักษ แตเ ราคาดคะเนเอาโดยอนุมาน
55
พาหยฺ ารฺถปฺรตยกฺษวาท คอื นามรปู เปน สิง่ ทป่ี ระจักษอยู
๗ . โ พ ธ สั ต ว – พุ ท ธ ภู มิ – อุ ม ด ค ติ แ ล ะ จุ ด ห ม า ย สู ง สุ ด ข อ ง ม ห า ย า น
หลักสําคัญของพระพุทธศาสนาฝายมหายาน คือ หลักแหงพระโพธิสัตวภมู ิซึง่ เปนหลักท่ีพระพุทธศาสนา
ฝายมหายานแตละนิกายยอมรับนับถือ พระพุทธศาสนาท่ีแผเขาไปในประเทศจีนในสมัยอดีตน้ัน ถึงแมจะมี
นิกายมากมายกต็ าม แตเราพอสรุปรวมยอดได ๔ นิกาย ๑.นกิ ายสขุ าวดี (เจง โทว จง) ๒.นิกายสทั ธรรมปุณฑริก
(ฮวบฮั่วจง) ๓.นกิ ายธฺยานหรือเซ็น (เสี่ยมจง) และ ๔.นกิ ายอวตํสกะ (ฮัว่ เง่ยี มจง) ทกุ ๆ นกิ ายยอมมุงหมายโพธิ
สัตวภูมิ ซึ่งเปนเหตุท่ีบังเกิดพุทธภูมิบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่จะบรรลุพุทธภูมิได ก็ตองผานการบําเพ็ญจริยธรรม
แหง พระโพธิสตั วม ากวา เพราะฉะนน้ั จงึ ถอื วาโพธสิ ัตวภูมเิ ปนเหตุพทุ ธภูมิเปน ผล หลักพระโพธสิ ัตวยานนนั้ ถอื
วา จะตองโปรดสตั วใหหลุดพน ทุกขเสียกอน แลวเราคอ ยหลดุ พน ทกุ ขท หี ลงั คือจะตอ งชักพาใหสตั วโลกอื่นๆ ให
พนเสียกอน สว นตัวเราเปนบคุ คลสุดทายทีจ่ ะหลุดพน ไป นี่เปนหลักแหงโพธิสัตวยาน
อันท่ีจริง หลักน้อี าจสงเคราะหล งในหลักอริยสัจ ๔ ซง่ึ เปนมลู เหตุอนุศาสนีของพระพุทธศาสนา ตามแนว
แหง พระพุทธศาสนาฝายทักษิณนิกาย เราถือวา ทกุ ข ตองกําหนดรู สมทุ ยั ตองละ นิโรธตองทาํ ใหแ จง มรรคตอง
เจริญ ฝายโพธิสัตวยานก็เหมือนกัน แตมีขออธิบายเพิ่ม คือ ทุกข นอกจากจะตองกําหนดรูดวยตนเองแลว เรา
จําตองใหสรรพสัตวกําหนดรูทุกขดวย ไมใชเรากําหนดรูทุกขเพียงคนเดียว แลวสมุทัย นิโรธ มรรค ก็มีอรรถธิ
บายเชน เดยี วกัน นีเ้ ปนอริยสจั ๔ ของพระโพธิสตั วยาน อันแตกตา งจากฝายทักษณิ นกิ าย
โพธิสัตวจรยิ า ขอ ทีต่ อ งบาํ เพ็ญ คือ บารมี ๖ อัปมญั ญา ๔ และมหาปณธิ าน ๔ จะกลาวเรื่องของบารมี ๖
กอน บารมีน้ัน ความจริงมีอยู ๑๐ แตยอลงเปน ๖ มี ทาน ศีล วิริยะ ขันติ สมาธิ และปญญา ความหมายของ
บารมี ๖ ในทรรศนะของพระโพธสิ ัตวนัน้ มดี งั นี้
ศีลกบั ทาน ซึ่งมีคุณ กลา วคอื กาํ จัดโลภะดวยในตวั เราเองแลว พระโพธสิ ตั วยงั จะตองสอนใหส ัตวทัง้ หลาย
กาํ จัดโลภะดวย ศีลเปนเร่ืองวิรัติไมใหเราทําชั่ว และเราตองสอนใหส ตั วท ้ังหลายวิรัติ ไมใ หทําความชั่วดวย พระ
โพธิสัตวจะตองเปนผูนําใหสัตวท้ังหลายเดินตาม ศีลกับทานเปนคุณธรรมสําคัญมาก เมื่อเราปลูกฝงคุณธรรมน้ี
ไดแ ลว จึงสมควรท่ีจะรองรบั อนุศาสนีเบ้ืองสงู ตอๆ ไปเปน ลําดับได
ทานบารมี น้ัน ทานแบงเปน ๓ ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และ ธรรมทาน ทานท้ัง ๓ ชนิดนี้ ใน สมัต
ภัทรปณิธานจริยาวรรค (โผวเฮี้ยงเหงงวงปง) กลาววา ธรรมทานเปนเลิศ เหตุไฉนจึงวาธรรมทานน้ันเปนเลิศ
กวา ทานทุกชนดิ ทั้งนเ้ี พราะวา การใหธ รรมนี้ เปน การใหปญ ญาแกต นเอง และทาํ ใหผอู นื่ ไดปญญาดวย
ศีลบารมี น้ัน มีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ แตวาทางฝายมหายานพิเศษออกไปอีก ศีลสิกขาบท
๒๕๐ และมีศลี พระโพธิสตั วอกี ๕๘ ขอ แบงเปน ครุ ๑๐ และ ลหุ ๔๘ ผใู ดลวงศลี พระโพธสิ ัตวค รุ ๑๐ ขอ ถือวา
ปาราชิก สวนลหุ ๔๘ ขอนั้น มีอยูขอหนึ่งถือวา พระโพธิสัตวผูถือศีลนั้น เมื่อออกจากสถานท่ีอยู หรือวาเดินไป
ตามถนนหนทาง ถาพบปะสิ่งมีชีวิตจะเปนมนุษยหรือสัตวเดรัจฉานก็ตาม พระโพธิสัตวตองแผเมตตาต้ัง
ปรารถนาใหสัตวน้ันๆ ถึงซึ่งความสุข และบรรลุถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถาพระโพธิสัตวองคใดไมตั้งความ
ปรารถนาอยา งนี้ ถอื วา ผดิ ศีล
56
วิริยะบารมี และ ขันติบารมี โดยเฉพาะขอขันติบารมี หรือความอดทน พระโพธิสัตวตองบําเพ็ญใหเกิดมี
เปนธรรมดาท่ีผูปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา มักจะตองผจญกับอุปสรรค ท่ีอาจจะเกิดจากสิ่งแวดลอมหรือ
เกิดจากิเลสในตัวเราเอง เพราะฉะนั้น ถาผูปฏิบัติขาดขันติธรรมแลว ก็ไมอาจกาวหนาบรรลุถึงธรรมเบ้ืองสงู ได
ขันติมีอธิบายหลายนัย เชน ความอดทนตอความหนาวรอน ความอดทนตอโรคภัย และความอดทนตอกิเลส
พระโพธิสัตวจะตองมีความอดทนบริบูรณท้ัง ๓ ชนิด จึงสามารถผจญตอสูกับอุปสรรคเคร่ืองกีดขวางตอการ
บรรลุธรรมได อนึ่ง ถาพระโพธิสัตวใดขาดวิริยะ กลาวคือ ความเพียร พระโพธิสัตวนั้นก็ไมสามารถจะกาวสู
คุณธรรมเบื้องสูงได อันคุณธรรมความดีน้ัน เราไมควรจะหยุดยั้งพอใจในชน้ั ใดชนั้ หน่ึง เราควรประกอบกิจการ
ใหกาวข้นึ ไปสภู มู ธิ รรมขัน้ สูงยง่ิ ๆ ขน้ึ จนในท่สี ุดใหเขา ถงึ ความไมเ กิด ไมแก ไมเ จ็บ ไมต าย อนั เปนขนั้ สงู สดุ
ทน่ี ้มี าถงึ เรื่อง สมาธบิ ารมี และ ปญ ญาบารมี สมาธิบารมเี ปน ขอสําคัญอีกขอ หน่งึ ที่พระโพธิสตั วจะตองมี
สําหรับสงบระงับความหวั่นไหวของจิตตอ โลกธรรม ผปู ฏบิ ัตธิ รรมในพระพุทธศาสนาถาขาดสมาธแิ ลว กง็ า ยตอ
การถูกโลกธรรมชกั จงู ใหผันแปรไป เชน พระธรรมกถึกท่ีสามารถในเทศนาจนเปนท่ีไพเราะจบั ใจของผูฟง ทาน
ยอมไดรับความยกยองนับถือและสรรเสริญ ตลอดจนลาภสักการะจากประชุมชน ถาพระธรรมกถึกรูปนั้นไร
ความเขมแข็งแหงจิตแลว ก็เกิดความยินดีในลาภสักการะนั้น ลาภสักการะก็กลายเปนอาวุธประทุษรายทาน
ทันที ตรงกันขามกับผูท่ีผานอบรมจิตมาพอ ยอมไมหว่ันไหวไปกับลาภสักการะเลย สามารถเอาชนะความใคร
ความอยากท่ีจะมีช่ือเสียงเกรียติยศได และผูนั้นก็มีชื่อวาเปนผูชนะโลกธรรมดวย สวนปญญาบารมีก็คือ การ
สรางความเห็นถกู ใหเกดิ มีข้ึน ความเห็นที่ถูกคอื สัมมาทิฏฐิอนั ตรงขามกับมิจฉาทิฏฐิ อันนี้สําคัญมาก ความตรัส
รูรอดพนจากปวงทุกข ตองอาศัยสัมมาทิฏฐิเกิดมีขึ้นได และสัมมาทิฏฐินี้เปนแมบทแหงคุณธรรมทั้งหลายดวย
พระโพธิสัตวองคใ ดบาํ เพ็ญบารมีทั้ง ๖ อยางนสี้ มบูรณเ ตม็ ท่ีแลวเมื่อใด เมื่อนนั้ ก็ยอมบรรลุแกพ ระปรมาภิสัมมา
สัมโพธิญาณได
นอกจากบารมี ๖ ประการนี้ พระโพธสิ ตั วย งั ตองมีอัปปมญั ญาภาวนาอีก ๔ คอื เมตตา กรุณา มทุ ติ า และ
อุเบกขา เรียกอีกนัยหน่ึงวา “อัปปมาณหฤทัย” ซ่ึงในพุทธศาสนาฝายเถรวาทก็มีเหมือนกัน มีคําอธิบายวา
เมตตา พระโพธิสัตวตองใหความสขุ แกสรรพสัตว กรุณา พระโพธิสัตวตองปลดเปลื้องความทุกขของสรรพสัตว
มุทิตา พระโพธิสัตวตองยินดีอนุโมทนาเม่ือสัตวทั้งหลายพนทุกขและไดสุข อุเบกขา ตามรูปศัพทภาษาจีน
แปลวา “ละ” คือพระโพธิสัตวตองไมยึดถือในความดี วาตนบําเพ็ญไปใหผูใดผูหนึ่ง และไมยึดถือในการ
ปรารถนาตอบแทนดวย พระโพธสิ ตั วตองราํ ลกึ เสมอวา คุณความดที ท่ี านไดบ ําเพ็ญนน้ั ตองมีความรสู กึ วา ทา น
มิไดบาํ เพญ็ ตองไมรูส ึกยึดถอื วา ทา นบาํ เพญ็ ความดี ตราบใดทมี่ ีความรูสกึ วา ตัวเราเขาไปแทรกในการทําอยาง
นี้อยู ตราบน้ันก็ยังไมนับวาทําถกู ตามจุดประสงค ยกตัวอยาง ดวยการใหทาน พระโพธิสัตวตองรูสึกวาไมม ีผูให
และไมมีวัตถุที่จะให ตลอดจนไมมีผูท่ีจะรับทานดวย พระโพธิสัตวองคใดถายังมีความรูสึกเชนน้ันไมได ก็ยังจัด
เขาเปนการทําทานอยางโลกิยะไป ตองทําลายความยึดถือวาเรากําลังทําความดี ทําลายคามยึดถือวา ผูน้ันผูนี้
กาํ ลงั รบั ทานจากเราเสยี กอ น จึงเปน ลักษณะของการใหท านอยา งพระโพธิสตั วอยางแทจ รงิ
นอกจากดังกลาวมาแลว พระโพธิสัตวยังตองมีมหาปณิธานอัก ๔ ประการ จะเห็นไดวามีสวนคลายคลึง
กนั ปณธิ าน ๔ ประการ คอื
57
๑.เราจักโปรดสรรพสัตวท้ังหลายใหหมดสนิ้ เราตองปลอดเปล้ืองใหพันทุกข ขอนี้เทียบดวยอริยสัจ ๔ ใน
ขอทุกขสัจจ ซ่ึงมีหนาท่ีตองกําหนดรู คือ เมื่อเรารูวาทุกข เราก็ยอมแจงใหคนอื่นๆ วา เราก็มีทุกขเชนเดียวกัน
แตพ ระโพธิสตั วตองปรารถนาความพนทุกขแ หงสรรพสัตวอีกดวย
๒.เราจะทําลายกิเลสท้ังหลายใหหมดสิ้น เราตองละทิ้งทําลายใหหมด และปรารถนาท่ีจะใหสรรพสัตว
ทาํ ลายกเิ ลสเหลา นนั้ ดว ย ขอนี้เทยี บดวยขอสมทุ ัย คอื ตณั หาเราจะตอ งละ จะเจริญไมได ขางฝา ยมหายานถอื วา
นอกตัวเราจะทาํ ลายกเิ ลสของเราเองแลว จกั ตองชวยแนะนาํ ใหสรรพสตั วท าํ ลายกเิ ลสของเขาดว ย
๓.เราตองศึกษาธรรมทั้งหลายใหเจนจบ เราจักตองเรียนรูและทําความศึกษาปฏิบัติ เทียบดวยมรรคสัจจ
ซง่ึ ตอ งเจรญิ ใหมีขึน้ เราจะตองกําหนดรูท กุ ขและสมุทยั ได และจะตอ งยงั สรรพสัตวใหศ ึกษาในพระธรรมดว ย
๔.เราจะตอ งบรรลพุ ุทธภูมิใหจงได เทียบดวยขอ นโิ รธสจั จใ หแ จง และจะตองยงั สรรพสัตวใ หบรรลุถงึ ดว ย
เพราะฉะน้ัน ตามปณิธานทั้ง ๔ นี้ เม่ือเทียบกับหลักอริยสัจจแลว จะเห็นวา ฝายมหายานตองการปลด
เปลือ้ งสรรพสตั วใหพ น ทกุ ข
๘ . ค ว า ม เ ข า ใ น ใ น พุ ท ธ ภ า ว ะ
ในขอนี้ จะอธิบายถงึ ความหมายและความเปนพุทธภาวะตอ ไป โดยยึดหลักตามแนวของทานเวย หลา ง (ฮุ
ยเลง ) ซ่งึ ทานไดอรรถาธบิ ายไวในเร่ือง “มหาปรัชญาปารมิตราสตู ร” ท้ังนเ้ี พราะเห็นชดั เจนแจมแจงและให
ความเขาใจไดดีทส่ี ุด
ก็ปญญาที่ทําสัตวใหบรรลุถึงการตรัสรู มีอยูในตัวเราทุกๆ คน แตเปนเพราะมีอวิชชาความมืดบอดที่
ครอบงําใจของเราไว เราจึงมองไมเห็นมันดวยตนเอง จนเราตองเสาะแสวงคําแนะนําตักเตือนจากผูอื่น ที่เขา
เหน็ แจง แลว กอนหนาที่เราจะรูจักจติ เดิมแทข องเราเอง เราควรจะทราบไววา ถา ธรรมชาติแหง การเปนพุทธ ยัง
ถูกหอหุมเกี่ยวพันอยูเพียงใดแลว ก็ไมมีความแตกตางระหวางผูเห็นแจงกับผูที่มืดบอด ขอแตกตางกันน้ันอยูที่
คนหนึง่ ตรัสรแู จม แจง เพราะพุทธภาวะอนั เกย่ี วกับผูนนั้ ถูกเพกิ ถอนจากเครื่องหอหุมไดห มดจดแลว สว นอีกคน
หนง่ึ ยังมดื มดิ อยู แมแตบ รรดาพวกท่ีรอ งคําวา “ปรชั ญา” อยูตลอดทั้งวัน กด็ ูเหมอื นวาเขาเหลานนั้ ไมทราบเลย
วา ปรัชญานั้นมีอยูในธรรมชาตเิ ดิมของเขาเองแลว ก็การที่เพียงแตพดู ถงึ อาหาร อยางไมอาจบําบัดความหวิ ได
ฉันใด ในกรณีของบุคคลผูเอยถึงปรัชญาแตปาก ก็ไมอาจขจัดความมดื บอดไดฉ นั น้ัน เราอาจพูดถึงเร่ืองศนู ยตา
เปนเวลาแสนกัลปก็ได แตวาลําพังการพูดอยางเดียว ไมสามารถทําใหเราเห็นแจงในจติ เดิมแทได และในท่ีสุดก็
ไมไดอะไรตามท่ีตนประสงค
ความหมายของมหาปรัชญาปารมิตา
คําวา “มหาปรัชญาการมิตา” มีความหมายวา “ปญญาอันใหญหลวง เพื่อใหบรรลุถึงฝงโนน*๑๐” สิ่งที่
เราตองทําน้ัน คือตองปฏิบัติดวยใจของเรา จะทองบนหรือน้ันไมใชขอสําคัญ การทองบนเฉยๆ โดยปราศจาก
การปฏิบัติดวยใจนั้น จะไดผลเหมือนกับเราไปเลนกับอสุรกาย หรือเหมือนกับการพรางตาของพวกเลนกลดวย
เวทมนต เหมือนกับสายฟาแลบ เหมือนกับหยาดนํ้าคางตามใบหญา แตอีกทางหนึ่ง ถาเราทําทั้งสองอยาง คือ
ทองบนและปฏบิ ัตดิ ว ยใจ แลวใจของเราก็จะประเสริฐสมคลอยกับสง่ิ ท่ีปากของเรากาํ ลังทอง ธรรมชาติแทของ
เรานนั้ คือธรรมชาติแหง ความเปน พุทธะ และนอกไปจากธรรมชาตอิ ันนี้แลว หามพี ทุ ธะไหนอีกไมเ ลย
58
คําวา “มหา” หมายวามวา “ใหญหลวง” ขนาดของใจน้ันใหญหลวงเหมือนกันกับของอวกาศ เปนส่ิงที่
บัญญัติไมไ ด คือไมใชของกลม ไมใชเปนเหล่ียม ไมใชของกลมหรอื เล็ก ไมใชเขียวหรือเหลือง ไมใชแดงหรือขาว
ไมใชของมีบนมีลาง ไมใชของส้ันหรือยาว ไมใชความชังหรือรัก ไมใชความถูกหรือความผิด ไมใชของดีของช่ัว
ไมใชอันแรกหรืออันสุดทาย พุทธเกษตร*๑๑ ทุกๆ เกษตรนั้นวางเหมือนกันกับอวกาศ อยางที่จะเปนอยางอื่น
ไปไมไดเ ลย แมธ รรมชาติ*๑๒ อันประเสริฐของเรา กว็ า งเชนเดียวกัน และไมใ ชเปน ภูมิธรรมอนั เดยี ว เรือ่ งเดียว
น้ีเทานั้นที่เราบรรลุถึงดวยการตรัสรู เพราะวาธรรมชาติอันน้ัน เปนของส่ิงเดียวกับจิตเดิมแท ซึ่งเปนภาวะแหง
“ความวา งเดด็ ขาด*๑๓”
เม่ือกลาวถึงความวาง อยาเขาใจดิ่งไปจับลัทธิที่วา ขาดสูญ ไมมีอะไร ขึ้นมาวาเปนอันเดียวกัน*๑๔ เปน
สิ่งสําคัญอยางท่ีสุด ท่ีตองไมตกดิ่งลงไปในมจิ ฉาทิฏฐิอนั นี้ เพราะวามีคนเรานั้นอยูอยางเงยี บๆ ทําใหของเราให
วา งๆ เราก็จะยั้งอยูในภาวะแหง “ความวางเพราะวางเฉย” ไมเ หมือนกนั ความวางอนั ไรขอบเขตจํากดั ของสกล
จักรวาล เปนสิ่งที่มีความจุมากพอท่ีจะรวมเอาส่ิงตางๆ ต้ังแสนๆ ส่ิง ซึ่งมีรูปและสัณฐานแปลกๆ กันเขาไวใน
ตัวเองได ส่ิงเหลานั้น เชน ดวงอาทิตย ดวงจันทร ภูเขา แมนํ้า แผนดิน น้ําพุ ลําธาร พุมไม ปาไม คนดี คนช่ัว
ธรรมะฝา ยดี ธรรมะฝายช่ัว เมอื งสวรรค เมืองนรก มหาสมุทร ภูเขาทง้ั หลายในเทอื กเขามหาสุเมร*ุ ๑๕ อวกาศ
นน้ั ซมึ เขาไปอยูท่ัวไปในส่งิ ตางๆ ท่กี ลา วนามมาแลวทง้ั หมดน้ี และ “ความวาง” แหง ธรรมชาติแทของเรา ก็เขา
ไปมอี ยใู นสง่ิ ตางๆ อยา งเดยี วกนั เรากลา ววา จิตเดมิ แท วาเปนของใหญหลวง กเ็ พราะวามันรวมสงิ่ ตา งๆ เขาไว
หมด โดยทสี่ ่งิ ทุกส่งิ นัน้ มีอยใู นตัวธรรมชาติของเรา เม่ือเราพบเหน็ ความดี หรือความช่วั กต็ าม ของบุคคลอืน่ เรา
ก็ไมถูกมันดึงดดู ใหช อบใจ หรือไมถูกมันผลักดันใหช ัง หรือเราไมเกาะเก่ียวกบั มัน เมื่อน้ันลักษณะแหงจิตใจของ
เราเปนของวางเทากันกับอากาศ ดวยเหตุนี้ จึงกลาววา ใจของเราใหญหลวง*๑๖ เพราะฉะนั้นเรา จึงเรียกวา
“มหา”
ใจนั้นมีขนาดแหงความจอุ นั ใหญหลวง โดยเหตทุ ่ีใจน้นั สิงซึม*๑๗ ตลอดสกลธรรมธาตุ เมอ่ื เรานํามนั มาใช
เรากส็ ามารถทราบอะไรกไ็ ด หลายส่ิงจากบรรดาส่งิ ท่ีมอี ยูทั้งหมด แตเ มอ่ื ใดเราใชม ันโดยเต็มขนาดของมัน เม่ือ
นั้นเรากท็ ราบไดสารพดั สิ่งไมม ีอะไรเหลอื รทู กุ ๆ ส่ิงภายในหน่ึงสิง่ และหนึ่งสงิ่ ภายในทุกๆ สงิ่ เมื่อใดใจของเรา
ทาํ หนา ท่ีของมันโดยไมตดิ ขัดและเปน อิสระ ทจ่ี ะ “ไป” หรอื “มา” เม่ือนนั้ ชอื่ วามนั อยูในภาวะแหง “ปรัชญา”
ปรัชญาท้งั สิ้น ยอ มมาจากจิตเดิมแท และมิไดมาจากวิธภี ายนอกเลย ขอ น้เี รยี กวา “การใชประโยชนในตัว
มันเองของสิ่งท่ีเปนตัวธรรมชาติเดิมแท” ตถตา*๑๘ ปรากฏขึ้นครั้งเดียวเทานั้น แกผูน้ัน แลวเขาก็เปนอิสระ
จากโมหะ ไปช่วั นิรันดร
อน่ึง เพราะเหตุที่ใจนั้นมีรัศมีกวางขวางใหญหลวง เราจึงไมควรใชมันทํางานกะจิริด ไรเดียงสา เชน การ
น่ังเงียบๆ ทําใจวางๆ เฉยๆ อยาพูดกันถึง “ความวาง” เปนวันๆ โดยไมทําใหจิตพบกันกับความวางนั้น คนท่ี
เปนเชนน้ี*๑๙ ควรถูกเปรียบกับท่ีประกาศต้ังตัวเปนกษัตริยดวยปากของเขา แตจริงเขาก็เปนราษฎรธรรมดา
โดยวิธีทางปฏบิ ัตเิ ชน น้ี จะไมไ ดบ รรลถุ งึ ปรชั ญาเลย
ความวา “ปรัชญา” หมายความวา “ปญญาความรอบรูแจงชัด” คือเม่ือใดเราสามารถรักษาจิตของเรา
ไมใ หถูกพัวพันดวยความทะเยอทะยานอันโงเขลาไดทุกกาลเทศะ ทาํ อะไรดว ยความฉลาดไปทกุ โอกาส
59
เมื่อน้ันเชื่อวาเรากําลังประพฤติอบรมปรัชญาอยูทีเดียว ความรูสึกท่ีเขลาขอเดียวเทานั้น ก็สามารถผลัก
ปรัชญาใหหายวับไป แตความคิดท่ีปรีชาฉลาดเปนส่ิงท่ีอาจดึงเอาปรัชญากลับมาไดอีก บุคคลพวกท่ีตกอยูใต
อํานาจอวิชชาหรือโมหะ ยอมมองไมเห็นปรัชญา เขาพูดถึงปรัชญาดวยล้ิน*๒๐ สวนในใจของเขาน้ันยังคงงม
งายอยกู ับสง่ิ เดิม เขาพดู เสมอไปวา เขาประพฤติปรัชญา เขาพดู ถงึ “ความขาดสูญ”*๒๑ ไมหยุดปาก แตเ ขาไม
ทราบถึง “ความวางเด็ดขาด”*๒๒ เลย “หฤทัยแหงความรอบรูชัดแจง” นั้นแหละ คือตัวปรัชญา อันเปนส่ิงที่
ไมมีรูปรา ง ไมม ที าทาง เคร่อื งใชสังเกตเสียเลย ถาเราตคี วามหมายถึงคําวาปรัชญากันในทํานองน้ี เม่อื นนั้ ชื่อวา
พูดกนั ถงึ ความรอบรชู ัดของปรัชญาตวั จริงอยางถกู แท
คําวา “ปารมิตา” หมายความวา “สูฝงขางโนน” โดยกิริยาจริงหมายถึง “พนจากการเกิดและการดับ”
โดยอุปาทานการยึดถือในขันธท้ังหลาย อันเปนวัตถุท่ีต้ังของความรูสึกทางวิญญาณ เม่ือน้ัน ยอมมีความเกิด
ความดับผลุบโผลเหมือนทะเลที่มีคล่ืน ภาวะเชนนี้เรียกโดยอุปมาวา “ฝงขางน้ี” แตเม่ือใด ตัดอุปาทานเสียได
เดด็ ขาด และบรรลถุ ึงภาวะทพี่ น จากการเกดิ และการตาย สงบเหมอื นนํา้ ไหลนงิ่ นั้นแหละเรียกวา “ฝง โนน”
การพนจากการเกิดและการดับ น้ีแหละ ทําใหปรัชญาน้ีไดนามวา “ปารมิตา” คนเปนอันมาก ซึ่งอยู
ภายใตโมหะ พากันทองบน “มหาปรัชญาปารมิตา” ดวยลิ้นเทาน้ัน และเม่ือเขากําลังทองบนอยนู ้ัน ความคิดท่ี
งมงายและเปนอกุศลกลับเกิดข้ึนแกเขา แตถาเขาจะไดปฏิบัติดวยใจ โดยไมหยุดหยอนดังกลาวจริงๆ เขายอม
ประจักษเห็นชัดซ่ึง “ตัวจริง” ของมหาปรัชญาปารมิตา การรูธรรมอันนี้ ก็คือการรูธรรมชาติของปรัชญา การ
ปฏิบัติธรรมะอันน้ี ก็คือการปฏิบัติปรัชญา ผูที่ไมประพฤติธรรมะอันนี้คือปุถุชน บุคคลท่ีต้ังจิตจอเพ่ือปฏิบัติ
ธรรมอันนี้ แมเพียงชัว่ ขณะหนึ่ง เขาเปนผเู ทียบเทากับพุทธะ
คนสามัญนี้เอง คือ พระพุทธเจา และกิเลส คือ โพธิ*๒๓ ความคิดที่โงเขลาที่ผานเขาออกทางจิตนั้น ทํา
คนใหเปนคนธรรมดาสามัญ แตความคิดที่หายโงประกอบดวยความแจมแจงที่ตามมาทีหลัง ทําใหเปน
พระพทุ ธเจา ความคดิ ทผ่ี านเขาออก ทําใหต ิดในอารมณนนั้ คือกเิ ลส แตค วามคิดทีม่ าเปลอื้ งจติ เสียจากความติด
แนน อนั เปน ความคดิ ซงึ่ เกิดทหี ลัง น้ันคือ โพธิ
มหาปรัชญาปารมิตา*๒๔ น้ันเปนของสูงสุด ใหญยิ่งและเดนดวง มันไมหยุด ไมไป และไมมา โดยอํานาจ
ของปญญาอนั ชอื่ วา มหาปรชั ญาปารมิตา นเ้ี อง ทพี่ ระพทุ ธเจาทง้ั ในปจ จุบนั ในอดีต และในอนาคต ไดบ รรลุถงึ
ความเปนพระพุทธเจา เราควรใชปญญาอันสูงสุดดวงนี้ เพ่ือทําลาย*๒๕ ขันธทั้ง ๕ เสีย เพราะเหตุวาการทํา
เชนน้ี ยอมชว ยใหการไดบ รรลุถึงพทุ ธภมู เิ ปน สิ่งแนนอน แลว อกศุ ลมลู ทั้ง ๓*๒๖ กลายเปนศีล สมาธิ ปญ ญา ไป
เอง
ปญญาดวงเดยี วน้นั จะสรางความรอบรูข ้นึ ถึงแปดหม่ืนส่ีพนั วิถี คือเทา กบั จาํ นวนของกเิ ลสที่เราตองผจญ
แตวาเมื่อผูใดพนจากอํานาจของกิเลส ปญญายอมแสดงปรากฏตัวใหเห็นเอง ที่ตัวจิตเดิมแท ไมแยกจากกันได
ผูใดเขาใจหลักธรรมปฏิบัติอันนี้ ผูนั้นจะมีจิตปราศจากความคิดอันทอแท เฉ่ือยชา การเปนอิสระจากการหลง
รักเพราะความคิดหมกมุน สยบจากการยึดติดในอารมณอันเราจิตใหทะเยอทะยาน และจากส่ิงอันเปนของ
หลอกลวงมายา การใหตัว ตถตา*๒๗ ทําหนาท่ีของมัน การใชปญญาพิจารณาหาความจริงในสิ่งทั้งปวง และ
60
การมีทาทีอันสงบ ซึ่งไมเปนการผลักดันหรือดึงดูดตอสรรพสิ่งท้ังมวล เหลาน้ีคือการรูแจงแทงตลอดซึ่งตัวจิต
เดมิ แท เพอ่ื การบรรลุถงึ พทุ ธภูมิ*๒๘
ปรัชญาซ่ึงมีประจําอยูในจิตเดิมแทของทุกๆ คนแลวนั้น อาจจะเปรียบเทียบกันไดกับฝน ซ่ึงความชุมช้ืน
ของมัน ยอมทําความสดชื่นใหแกส ่ิงที่มีชีวิตทุกๆ สิ่ง รวมทั้งตนไมและพืชพันธุธัญญาหาร ตลอดถึงสัตวท กุ ชนิด
เมอ่ื แมน ้ําและลาํ ธารไหลไปถึงทะเล นาํ้ ฝนทม่ี นั พาไป ยอมผสมเปน อนั เดียวกันในมหาสมุทร ทีน้ีหากวา ฝน*๒๙
ไดตกกระหน่ําลงมาขนานใหญ ตนไมซ่ึงรากไมลึกพอ ก็ถูกนํ้าพัดชะถอนรากขึ้นลอยตามน้ําและสูญหายไป ใน
ที่สุดไมมีเหลือ ขอนี้เปรียบกันไดกับคนมปี ญญาทึบเขาใจอะไรไดยาก ที่ไดฟงคําสอนของช้ัน “นิกายฉับพลัน”*
๓๐ แทท่ีจริงปรัชญาซ่ึงมีอยูในบุคคลจําพวกนี้ ก็เปนอยางเดียวกับท่ีมีอยูในบุคคลจําพวกปญญาไว หากแตวา
เขาไมสามารถทําตนเองใหตรัสรูได ในขณะท่ีมีผูสอนเขาดวยธรรมะน้ัน เพราะเหตุใด เพราะวาเขาถูกปกคลุม
เสียหนาแนน ดวยความเห็นผิดและกิเลสซ่ึงไดลงรากลึกแลว ทํานองเดียวกับดวงอาทิตยถูกบดบังดวยเมฆ ไม
สามารถสง แสงของตนลงมา*๓๑ จนกวา จะมลี มมากวาดเมฆนั้นไป ฉันใด กฉ็ นั นั้น
ปรัชญาน้ัน ไมมีแตกตางกัน แมวาตัวบุคคลจะแตกตางกัน ขอที่แตกตางกันน้ัน อยูตรงท่ีวาใจของเขา
สวางไสวหรอื มดื มนเทาน้ันเอง คนท่ีไมรจู ักจิตเดมิ แทข องตนเองและยังแถมยังมคี วามเขลาไปวา การบรรลุพุทธ
ธรรมนั้นมีไดดวยศาสนพิธีตางๆ ที่ทํากันทางกายภายนอก ไมเกี่ยวกับจิตนี้แหละ คือคนจําพวกท่ีเขาใจอะไรได
ยาก คนจําพวกท่ีเขาใจคําสอนของ “นิกายฉับพลัน” ไมรูสึกวาพิธีรีตองตางๆ เปนของสําคัญ และใจของเขาก็
ทําหนาที่พิจารณาอยูดวยสัมมาทิฏฐิอยางเดียว จนกระท่ังเขาหลุดพนจากกิเลสหรือมลทินตางๆ คนชนิดนี้
แหละทา นกลา ววา เปน ผูไ ดรจู ักจติ เดมิ แทข องตนเองแลว
ถาเอาการตรัสรูออกเสียแลว ก็ไมมีอะไรแตกตางระหวางพระพุทธเจากับคนสามัญอื่นๆ ความสวางไสว
วาบเดียวเทานั้นก็เพียงพอแลว ที่จะทําใหใครก็ไดกลายเปนคนเสมอกันกับพระพุทธเจา เพราะเหตุที่ธรรมะ
ทง้ั หลาย เปน ของมีอยเู ปนประจาํ ในใจของเราแลว จึงไมมีเหตุผลในขอ ที่วา เราจะไมส ามารถเห็นซมึ ซาบแจงชดั
ในภาวะแทของตถตา มีขอความกลาวไวในสูตรชื่อ “โพธิสัตวศีลสูตร” วา “จิตเดิมแทของเราเปนของบริสุทธ์ิ
โดยเดด็ ขาด และถาเราไดรูจักใจของเราเองและรแู จงชดั วา ตัวธรรมชาติแทของเราคอื อะไรแลว เราจะบรรลุถึง
พุทธภาวะไดทุกๆ คน*๓๒” ขอความในสูตรช่ือ “วิมลกีรตินิเทศสูตร” ก็ไดกลาววา “ทันใดนั้น เขาตรัสรูแจม
แจง สวา งไสวและไดรับใจของเขาเองกลับคนื มา”
บรรดาปญญาของพระพทุ ธเจาทั้งหลาย ท้ังในปจจบุ ัน อดีต และอนาคต รวมทงั้ ความรูทเ่ี ปนหลกั คําสอน
ในคัมภีรทั้งสิบสองหมวดนั้น ลวนแตเปนส่ิงท่ีมีอยูในใจของเรามาแตเดิมแลว แตในกรณีท่ีเราเองไมสามารถ
ปลุกใหสวางไสวข้ึนมาไดดวยตนเองนั้น เราจําตองแสวงหาคําแนะนําจากบุคคลผูคงแกเรียน และมีใจอารี
เหลาน้ัน แตในทางที่ตรงกันขาม พวกท่ีทําความสวางไสวใหแตตนเองไดโดยลําพังน้ัน ยอมไมตองการความ
ชว ยเหลอื จากภายนอกมนั เปนของผิด ในการที่จะไปถอื คตวิ า ถาไมม ีคําแนะนําของผทู ่ีคงแกเ รียนและมีใจอารี
แลว เราไมสามารถจะบรรลุถึงวิมุตติ เพราะเหตุวามันเปนเพราะปญญาภายในของเราเองตางหาก ที่ให
เราเกิดความสวางไสวได ถึงแมวาความชวยเหลือจากบุคคลภายนอก และคําพร่ําสอนของเพ่ือนผูคงแกเรียน
และใจอารี กย็ ังเปน หมนั ไรประโยชนไ ดเ หมือนกัน ถาหากวาเราถูกทําใหหลงงมโดยคําสอนที่ผิด และความเห็น
61
ผิดเสียแลว เราควรเพงจิตของเราดวยปญญาตัวจริง ความเห็นผิดท้ังมวลก็จะถูกเพิกถอนไปในขณะนั้น และใน
ทนั ทีทันใดที่เรารจู ักตวั จติ เดมิ แท เรายอ มบรรลถุ ึงสถานะความเปน พุทธะในทนั ใดนัน้
๙ . ข อ เ ป ร ย บ เ ที ย บ บ า ง ป ร ะ ก า ร ร ะ ห ว า ง เ ถ ร ว า ท – ม ห า ย า น * ๓ ๓
ก.การแตกแยกโดยหลกั ธรรม
๑.การแตกแยกเคยมถี งึ ๒๐ ถึง ๒๔ นิกาย ซ่ึงตอ มาเหลอื เพยี งนิกายเถรวาทและมหายานเทา นนั้
๒.ท้ัง ๒ นิกายน้ี แตตางจะถือวาอริยสัจ ๔ เปนหลักธรรมสําคัญท่ีสุดกต็ าม แตเถรวาทถือคูที่ ๑ คือ ทุกข
และสมุทยั เปนหลกั มหายานถอื คูท่ี ๒ คอื นโิ รธและมรรคเปน หลัก หรอื อกี นัยหน่งึ เถรวาทถอื การเวยี นวายตาย
เกดิ เปน หลกั มหายานถือการหลดุ พนเปน หลกั ซง่ึ ตามความเปน จรงิ ผใู ดเหน็ แจง ในทกุ ขกบั สมุทยั หรอื เห็นแจง
ในขอ เทจ็ จรงิ ของโลกกบั การเวยี นวา ยตายเกิดแลว ยอ มเหน็ นโิ รธและมรรค หรือโลกในอุดมการณกบั ความหลุด
พนไดงายขึ้น ตรงกันขาม ผูท่ีแจงในนิโรธและมรรค หรือโลกในอุดมการณ กับความหลุดพน ก็จะเห็นแจงใน
ทกุ ขแ ละสมุทัยหรอื ขอเท็จจริงของโลก กับการเวยี นวายตายเกิดไดงายขึ้นเชนกนั
ข.ความแตกตางในทศั นะตอ พระพทุ ธองค
๑.ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา พระพุทธเจาใหกําเนิดและทรงเปนประมุขของพุทธศาสนาก็ตาม แตก็ผิดกับ
การใหกําเนิดและการเปนประมุขของศาสนาอ่ืน พระองคทรงบรรลุเปนพระพุทธเจาจากสามัญชน โดยการ
สะสมบารมีมาแตปางกอน โดยการเสวยชาติเปนสัตวต า งๆ นานามาเปน เวลาชา นาน
๒ ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา ในขณะที่พระองคทรงดํารงพระชนมชีพอยู แมพระองคมีความเปนอยูอยาง
สามัญชนก็ตาม แตในความรูสึกของชาวพุทธ พระองคมีฐานะเหนือกวาบรรดาเทพเจาของอินเดีย ทรงเปน
ศาสดาทั้ง ๓ โลกธาตุ
๓.ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา พระพุทธเจากับพระอรหันต แมตางจะเปนผูหลุดพนแลวก็ตาม แตมีฐานะ
แตกตางกันมาก พระพทุ ธเจาทรงบาํ เพ็ญบญุ บารมมี ากและเปนเวลาชานาน ซึง่ พระอรหนั ตไ มอาจเทียบได และ
พระพุทธเจามีเพยี งองคเดียวในหลายๆ กลั ปส าํ หรับโลกเรานี้ อนึ่งพระพุทธเจา ประสตู ิมาเพ่ือโปรดสัตว แตพระ
อรหนั ตร สู ึกวาจะไมมหี นาท่ีโดยตรงสําหรับโปรดสัตว
๔.ทั้ง ๒ นิกาย รับรองวา การปฏิบัติธรรมมีอยู ๒ ประการ คือ ทัศนมรรคกับภาวนามรรค คือการเห็น
แจงในธรรมกับการปฏิบัติในในธรรม การเห็นแจง อาจจะเห็นแจงโดยฉลับพลัน ดวยความขยันหมั่นเพียรหรือ
ดว ยกุศลกรรมในปางกอ น แตการปฏิบัตินนั้ จะตอ งคอยไปเปนเวลานาน
๕.ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา การเห็นแจงในโดยไมมีการปฏิบัติ จะไมไดรับประโยชนอะไร และการปฏิบัติท่ี
ไมเห็นแจง*๓๔ ก็อาจจะปฏิบัติผิดไปจากเปาหมาย แตท้ังที่ตางก็รับรองในแนวคิดดังกลาว ตางก็ยังมี
ขอ ปลกี ยอยทีไ่ มตรงกนั นกั
๖.มหายาน ตั้งขอสงสัยวา พระศากยมุนีพุทธเจาที่ปรากฏอยูในประวัติศาสตรนั้น เปนพระพุทธเจา
แทจริงหรือ หรือเปนพระพุทธเจา “พระพุทธเจาองคแทจริง” บันดาลใหมีขึ้น เพ่ือใหสัตวโลกไดรูเห็นเร่ือง
พระพุทธเจา ในชวงระยะเวลาหน่ึง อันเปนการโปรดสัตวตามเหตุปจจัยของยุคนั้น มีบุญวาสนาพอท่ีจะรูเห็น
62
พระธรรม แลวตอมามหายานก็เชื่อม่ันในความคิดนี้เปนอยางย่ิง แตเถรวาทถื่อวา พระศากยมุนีพุทธเจาเปน
บคุ คลในประวัตศิ าสตร
๗.มหายาน ถือวา ธรรมกาย คือ พระวรกายอันแทจริงของพระองค ซึ่งขณะนี้ยังคงมีอยูซึ่งผูบรรลุถึงใน
ธรรมจะเหน็ ได แตเ ถรวาทถอื วา ธรรมกายคือพระธรรมของพระองค
๘.นริ มานกายของพระองค ตางถอื วา เปน พระวรกายทเี่ ปน มงั สะ*๓๕
๙.มหายาน ไดเพิ่มสัมโภคกายขึ้นอีกกายหน่ึง ถือวาเปนกายท่ีสนองความตองการของสัตวโลกในหลายๆ
ดานดวยกนั แลว แตบ ญุ วาสนาปญ ญาหรือกุศลปจ จยั ของผนู น้ั แตเถรวาทไมยอมรับเรื่องสัมโภคกาย
๑๐.ทั้ง ๓ กายนี้*๓๖ มหายานตางอธิบายแตกตางกันไปอีก และไดขยายออกเปน ๔ กาย ๕ กาย และ
๑๐ กาย
๑๑.มหายาน ตั้งขอสงสยั วา พระอรหันตม ที างจะเสื่อมจากมรรคผลการบรรลุหรือไม และพระอรหันตจะ
มีความหลุดพนในดานจิตใจในประการใดก็ตาม แตในรางกาย มีความขัดขอ งเหมือนกับคนธรรมดาทุกประการ
เถรวาทถอื วาพระอรหันตไมมที างเสือ่ มจากมรรคผล
๑๒.เถรวาท ถือวา พระศากยมุนีพุทธเจาจะเหนือกวาสามัญชนเพียงใดก็ตาม แตพระวรกายและ
พระชนมายุยังคงถูกจํากัดอยูในขอบเขต และพระองคทรงมีพระเมตตากรุณาเทาใด ก็ไมสามารถทําใหสิ่งท่ีเปน
อนจิ จังกลบั เปน นิจจงั ได ซึ่งพอสรุปไดว า ความใหญยง่ิ ของพระองค ยังคงไดแ กค วามหลดุ พนทางจติ ใจเทาน้นั
๑๓.เถรวาท ถือวา พระอรหันต เปนชั้นสูงสุดที่เราจะบรรลุได และพระอรหันตท ุกรูปยอมทราบตนเองได
บรรลอุ รหตั รผล แตก็ยอมรบั วา พุทธภมู ิสูงสุดกวาอรหัตตภมู ิ และชาวพุทธทุกคนใดจะปรารถนาพุทธภูมิก็ได อร
หัสตตภูมิก็ได แลวแตใครชอบใจภูมิใด สวนมหายานถือวา ความสําเร็จของพระอรหันตเปนเร่ืองธรรมดาของ
การปฏิบตั ิ พระพทุ ธภมู จิ ่งึ เปน ชน้ั สงู สุด พระอรหันตย งั มีอะไรอกี หลายอยางท่ีเหมือนคนธรรมดา แมทางจิตใจก็
เหมือนกับคนธรรมดา เชน บางทานไมทราบวาตนไดบรรลุพระอรหัตตผล บางทานตองปลงวา “ทุกขหนอๆ”
จงึ ระงับอารมณทขี่ มขนื่ ได
๑๔.อนุปาทิเสสนิพพาน ซึ่งเถรวาทตีความวาเปนการนิพพานท่ีไมมีรางเหลืออยู*๓๗ แตมหายานตีความ
วาอนุปาทเิ สสนิพพานเปน การบรรลุ “ความเปน สูญทีส่ มบูรณทส่ี ุด*๓๘”
๑๐.ความแตกตา งระหวา ง เถรวาท*๓๙ กับ มหายาน
ตามวาทะของฝา ยมหายาน มคี วามเหน็ เก่ียวกับความแตกตางของนิกายทั้งสองน้วี า
๑.สาวกยานเปนยานคับแคบ มุงเอาตัวรอดเฉพาะตัว มหายานเปนยานใหญแหงอุดมคติ และการปฏิบัติ
เพื่อชวยมหาชน
๒.สาวกยานเขาถึงการตรสั รไู ดเ พียงเห็นแจงในบุคคลศูนยตา คอื สามารถทาํ ลายความยึดถือในเร่ืองอัตตา
ได แตไมเห็นแจงในธรรมศูนยตา คือยังยึดติดในเร่ือง ขันธ ธาตุ อายตนะ และสภาวธรรมอยู พูดงายๆ ก็คือวา
สาวกยานมีธรรมปุ าทาน แตอ ตั ตวาทุปาทานไมม ี สว นมหายานนน้ั เหน็ แจง ทง้ั บคุ คลศูนยตาแลธรรมศูนยตา
๓.การหลุดพนของสาวกยาน เปนการหลุดพนแบบลบ สวนการหลุดพนของมหายานเปนการหลุดพน
แบบบวก เพราะรบี ดวนไปสูค วามดับเสียกอ น จนกวา จะไดช วยสรรพสตั วใ หห ลดุ พนไดห มดสิน้ กอน
63
๔.สาวกยานปฏิเสธตอภาวะความมีความเปนไป และการรับรูเรื่องราวตางๆ ของพระพุทธเจาหลัง
ปรินิพพาน ดวยถือวาชีวิตจิตใจของพระองคไดดับสนิทสิ้นเชิง เปนการเขาใจผิด แตมหายานถือวาการท่ีพระ
พุทธองคดับขันธปรินิพพานนั้น เปนเพียงมายาซ่ึงพระองคแสดงโปรดเวไนยสัตว แทจริงพระองคหาไดดับไม
พระพุทธองคยังทรงรับรูเรอื่ งราวตางๆ ได อาจมาสโู ลกนอ้ี กี เพี่อโปรดสัตว
๕.สาวกยานปฏิเสธจิตสากล หรือพุทธภาวะที่มีอยูแลวในสรรพสัตว ซึ่งเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน แต
มหายาน*๔๐ ถือวาสตั วท้งั หลายมีพุทธภาวะอันแจม แจง ปราศจากกเิ ลสเปนอนั เดียวกันสนิ้
๖.พระธรรมเทศนาของพระพุทธองคที่แสดงแกพวกสาวก เปนเพียงกุสโลบายเทานั้น ยังหาใชสูงสุดตาม
พทุ ธประสงคไ ม พระธรรมของมหายานจงึ ประเสริฐกวาสาวกยานมาก
เชงอรรถ
*๑.จาก ปรชั ญามหายาน โดย อาจารยเสถียร โพธนิ นั ทะ
*๒.อนตุ รยาน จากประวัติแนวคดิ มหายาน ของ ล. เสถียรสุต
*๓.ทวิยาน ไดแ ก สาวกยาน, ปจเจกยาน
*๔.การแตกแยกนิกายของเถรวาท เกดิ จากการไมล งรอยกันในเร่อื ง “วนิ ัย” สวนการแตกแยกนกิ ายของ
มหายานนนั้ เกิดจากการไมล งรอยกนั ในดาน “ธรรม”
*๕.รปู นาม หรือ สัตว
*๖.บางทีก็เรียวกวา “จติ ตภูตตถตาวาทนิ ” ซ่ึงเปน กงิ่ ของ “อัสติวาทิน”
*๗.เขา ใจวาเปนบิดาและสามี
*๘.เหตุ
*๙.ผล
*๑๐.แหงทะเลสงั สารวัฏฏ
*๑๑.คอื ขอบเขตของพทุ ธหน่งึ ๆ
*๑๒.แหง ความเปนพุทธ
*๑๓.กลา วคือความวางของส่ิงซึ่งมอี ยแู ทๆ
*๑๔.เพราะวาความเห็นวา ขาดสูญเชน นน้ั รวมอยใู นมจิ ฉาทฏิ ฐิ พวกอุจเฉททฏิ ฐิ
*๑๕.หมิ าลัย
*๑๖.ไมม ขี อบเขตเหมอื นอวกาศ
*๑๗.ติดเนอ่ื งเปน อนั เดียวกันอยูท ั่วไป
*๑๘.ความเปนแตอ ยา งนนั้ อยา งเดยี วเทาน้นั เปนอยางอื่นไมไ ด กลา วคอื จิตเดิมแท
*๑๙.พร่ําแตป ากวา วางๆ แตจ ติ ไมไ ดสัมผสั ความวางจรงิ
*๒๐.ไมใ ชพ ดู ดวยใจ
*๒๑.อจุ เฉทะ
*๒๒.ศนู ยตา
64
*๒๓.ปญญาสําหรับการตรัสรู
*๒๔.กลา วคือปญ ญาอนั ใหญห ลวง ที่ทาํ สตั วใหขามถงึ ฝง
*๒๕.ความยึดถอื ในขันธ ๕
*๒๖.โลภะ โทสะ โมหะ
*๒๗.ความคงทแ่ี ตอ ยางน้ัน เทานน้ั เปลย่ี นเปน อยางอนื่ ไมได
*๒๘.ความเปน พุทธะ
๒๙.ทที่ าํ ความสดช่ืนใหแ กสง่ิ มชี ีวิตนัน้ เอง
*๓๐.นกิ ายเซน็ ซึ่งเปนนกิ ายทม่ี ีบทบาทมากนิกายหนง่ึ ในปจ จบุ นั นกิ ายนเ้ี รยี กอีกอยางหนงึ่ วา “นิกาย
ฉับพลัน”
*๓๑.ทง้ั ทแ่ี สงน้ันมีอยู
*๓๒.ท่ีมคี วามรูเชน นั้น
*๓๓.เปน ความแตกตา งของมหายานนิกายเซน็ แตตามหลกั พทุ ธศาสนาฝา ยเถรวาทแลว หาไดม ีความเหน็
เชนนไ้ี ม
*๓๔.อยา งนอ ยการเรียนรู
*๓๕.กายเนอื้
*๓๖.เรียกวาตรกี าย ไดก ลาวมาแลว
*๓๗.ตามความเขา ใจของมหายาน
*๓๘.และตอ มาไดห มายถึงความเปน นจิ จัง สขุ ขงั อตั ตา
*๓๙.สาวกยาน และความแตกตา งระหวา งเถรวาทกบั มหายานนี้ เปนวาทะของมหายานเพยี งฝายเดยี ว
แตเ ถรวาทไมยอมรับ ยกเวนขอ ๔ เทานน้ั
*๔๐.จาํ กัดฝา ยภตู ตถตาวาทิน
65
ป รั ช ญ า ป า ร มิ ต า ห ฤ ทั ย สู ต ร
พระอารยาวโลกิเตศวรโพธิสัตว เมื่อทรงไดบําเพ็ญปญญาบารมี จนบรรลุถึงโลกุตรธรรมอันลึกซ้ึงแลว
พิจารณาเลง็ เห็นวา ท่แี ทจรงิ แลวขันธ ๕ นั้นเปนสูญ จึงไดกา วลวงจากสรรพทกุ ขท ้งั ปวง
ดูกอนทานสารีบุตร รูปคือความสูญ ความสูญนั่นแหละคือรูป ความสูญไมอ่ืนไปจากรูป รูปไมอื่นไปจาก
ความสูญ รูปอันใดความสูญก็อนั น้ัน ความสูญอันใดรูปก็อันนนั้ อน่ึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เปนสูญ
อยางเดียวกนั
ทานสารบี ุตร ก็สรรพธรรมทั้งปวง มีความสญู เปน ลกั ษณะ ไมเกิด ไมดับ ไมมัวหมอง ไมผ องแผว ไมห ยอ น
ไมเต็ม อยางนี้ เพราะฉะนั้นแหละ ทานสารีบุตร ในความสูญจึงไมมรี ูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไมมีตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไมมีรปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ไมม จี ักษธุ าตจุ นถึงมโนธาตุ ในธรรมชาตินัน้ วญิ ญาณธาตุ
ไมมีวิชชา-ไมมีอวิชชา ไมมีความส้ินไปแหงวิชชาและอวิชชา จนถึงไมมีความแกและความตาย ไมมีความส้ินไป
แหงความแกและความตาย ไมมที ุกข สมหุ ทัย นโิ รธ มรรค ไมม ญี าณ ไมม กี ารบรรลุ ไมม กี ารไมบรรลุ
พระโพธิสตั วผ ูวางใจในปญ ญาบารมี จะมจี ติ ท่ีเปน อิสระจากอุปสรรคสิง่ กีดกั้น เพราะจิตของพระองคเปน
อิสระจากอุปสรรคสิ่งกีดก้ัน พระองคจึงไมม ีความกลัวใดๆ กาวลวงพนไปจากมายาหรือสิ่งลวงตา บรรลุถึงพระ
นพิ พานไดใ นทีส่ ดุ
อันพระสัมมาสัมพุทธเจาในตรีกาล (อดีต ปจจุบัน และอนาคต) ดวยเหตุที่ทรงอาศัยปญญาบารมี จึงได
ตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดวยเหตุฉะน้ี จึงสมควรทราบวา ปญญาบารมีนี้ คือมหาศักดามนตร (เปนมหา
มนตอันศักด์ิสิทธิ์) คือมหาวิทยามนตร (เปนมนตแหงความรูอันยิ่งใหญ) คืออนุตรมนตร (เปนมนตอันไมมีมนต
อื่นย่ิงกวา) คืออสมสมมนตร (เปนมนตอันไมมีมนตอ่ืนใดมาเทียบได) สามารถขจัดสรรพทุกขท้ังปวง น่ีเปน
สจั จะ เปน อสิ ระจากความเท็จทั้งมวล จึงเปนเหตุใหก ลาวมนตรแ หง ปญญาบารมวี า
“คะเต คะเต ปารคะเต ปารสงั คะเต โพธิ สวาหา”*
*...ปกติน้ัน บทธารณี น้ันมักจะไมแปล แตหากแปลจะแปลวา “จงไป จงไป ไปถึงฝงโนน ไปใหพนโดย
ส้ินเชงิ บรรลถุ ึงความรแู จง”...*
จงมสี ติ ตามรู ตามดู ผรู กู ับสงิ่ ที่ถูกรู ทางอายตนะท้ังหก
วา มนั เกดิ ขนึ้ ตั้งอยู แลวก็ดบั ไป มีเหตุก็เตองกดิ ขน้ึ หมดเหตกุ ็ตองดบั ไป
เปนอนัตตา อนจิ จงั ทกุ ขงั ไมใ ชเรา ไมใ ชของ ของเรา
สักแตว า เปนธรรมชาตทิ ่ีวางเปลา
66