รายงานวจิ ยั ในช้ันเรียน
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรกู้ ารออกเสยี งพินอนิ โดยปรับประยุกต์ใชแ้ บบฝึกการอา่ น
ออกเสยี งrao kou ling ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/5 แผนการเรียนภาษาจีน
โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา
นางสาวพรกมล รตั นมหันต์
ตาแหน่งครู
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ
โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตลู
สานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษาสงขลา สตูล
1
ชอื่ เรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การออกเสียงพินอนิ โดยปรับประยกุ ตใ์ ชแ้ บบฝึกการอ่านออกเสียง
rao kou ling ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/5 แผนการเรียนภาษาจีน
ผู้วจิ ยั โรงเรียนกาแพงวทิ ยา
กลุ่มสาระฯ พรกมล รตั นมหันต์
ปกี ารศึกษา ภาษาตา่ งประเทศ
2564
บทคัดย่อ
การวจิ ยั คร้ังนี้มีวัตถุประสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาผลของการใช้แบบฝึกการออกเสยี งrao kou ling ท่ีมตี ่อผลการ
เรยี นรู้ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน โรงเรยี นกาแพงวิทยา เปน็ ไปตามเกณฑไ์ ม่ นอ้ ย
กวา่ รอ้ ยละ 70โดยใชแ้ บบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น
กลมุ่ ตวั อยา่ งที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน โรงเรยี น
กาแพงวิทยา อาเภอละงู จงั หวดั สตูล ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 10 คน โดยเลอื กนกั เรยี นท่ีมี
ปญั หาการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอนิ เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจดั การเรยี นรูเ้ รือ่ งพินอิน 2)
แบบฝกึ การอ่านออกเสยี ง rao kou ling 7 ชดุ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ผลการใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพนิ อนิ rao kou ling ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4/5 แผนการ
เรยี นภาษาจนี เปน็ ไปตามเกณฑร์ อ้ ยละ 70 แสดงวา่ ผลของการใช้แบบฝึกการอา่ นออกเสยี งพนิ อนิ rao kou ling
ทมี่ ตี อ่ การอ่านของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4/5 แผนการเรียนภาษาจนี พบวา่ คะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ภาษาจีน เรอ่ื ง สทั อักษรพนิ อิน จากการทดสอบก่อนเรียนมีคะแนนเฉลย่ี คิดเป็นร้อยละ 57 และคะแนนทดสอบ
หลงั เรียนมคี ่าเฉล่ยี คิดเปน็ รอ้ ยละ 84 เป็นไปตามเกณฑ์ไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 70 เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบ
เรื่องสัทอักษรพนิ อนิ หลังการใช้แบบฝึกการอา่ นออกเสยี งพนิ อิน rao kou ling ของนกั เรียนมธั ยมศึกษา4/5
จานวน 10 คน คะแนนเฉลย่ี การทดสอบก่อนเรียนมคี ะแนนเฉลยี่ เทา่ กับ 11.40 คา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 3.58 คะแนนเฉลี่ยการทดสอบหลงั เรยี นมีคะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 16.80 คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กับ
1.55 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าคะแนนเฉลยี่ กอ่ นเรียนและหลงั เรียนแตกตา่ ง อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติที่
ระดบั .05 โดยคะแนนหลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียน
1
สารบัญ
หน้า
บทคัดยอ่ ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบัญ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข
สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………….………………………… ค
บทท่ี 1 บทนา……………………………………………………………….…………………………………………….………………… 1
1
ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา…………….…………………………………………………………………….. 2
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั …………………………………..…………………………………………………………………… 2
สมมติฐานของงานวิจยั ………………………………………..……………………………………………….………………… 2
ขอบเขตของการวิจยั ……………………………………………..………………………………………………………………. 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้อง……………….………………………………………………………………………… 3
เอกสารเกย่ี วกับแบบฝึกทกั ษะ………………………………………………………………………………………………… 8
งานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้อง………………………………………………………………………………………………………………… 10
บทที่ 3 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั ………………………….………………………………………………………..………………………… 10
รปู แบบการวจิ ยั …………………………………………………………………………………………………………………….. 10
ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง…………………………………………………………………………………………………….. 10
เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล…………………………………………………………………………………….. 10
ข้ันตอนการสรา้ งและพัฒนาเครื่องมือ………………………………………………………………………………………. 12
การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………………………………………. 12
การวเิ คราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………………………………… 15
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ………………………………………………………….……………………………………………. 15
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล…………………………………………………………………………………………………………….. 17
บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ……………………..…………………………………………….……………….. 17
สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………………………………………………… 17
อภิปรายผล…………………………………………………………………………………………………………………………… 17
ขอ้ เสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………………. 19
บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………………………….. 20
ภาคผนวก……………………………………………………………………………….…………………………………………….……… 21
ภาคผนวก ก รายช่อื ผเุ้ ช่ยี วชาญเปน็ ผตู้ รวจสอบเคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย……………..………………………….. 23
ภาคผนวก ข การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมอื .........…………………………………………………………………. 25
ภาคผนวก ค เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั ....................................................……………………………………………
2
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หน้า
1 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กอ่ นเรียนและหลัง เรยี นดว้ ย
แบบฝกึ ทักษะ…………………………………………………………………………………………………………………………………..15
2 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นภาษาจนี เรอ่ื ง การอา่ นสัทอักษรพินอนิ ก่อนเรียน
และหลังเรียนดว้ ยแบบฝึกการอ่านออกเสียงพนิ อิน rao kou ling ……………………………………..…………………..16
3
บทที่ 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
การเรียนร้ภู าษาต่างประเทศมีความสาคัญและจาเป็นอยา่ งย่ิงในชีวติ ประจาวัน เนื่องจากภาษา
เป็นเคร่ืองมือสาคัญในการติดต่อส่ือสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพการสร้างความเข้าใจ
เก่ียวกับวัฒนธรรมและวิสัยทศั น์ของชุมชนโลก และตระหนักถงึ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของ
สังคมโลก นามาซ่ึงมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียน ให้มีความเข้า ใจตนเองและ
ผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้า ใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม
เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง มีเจตคติทีดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ
สื่อสารได้ รวมท้ังเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างข้ึน และมีวิสัยทัศน์ในการดาเนินชีวิต
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551, หน้า 190)
ปัจจุบันนี้ คนไทยจานวนมากนิยมเรียนภาษาจีนทั้งการเรียนในโรงเรียนหรือแบบเรียน นอก
โรงเรียน อันเนื่องมาจากการที่ภาษาจีนได้เข้ามามีบทบาทต่อตลาดแรงงานของไทยในทุกระดับ ไม่วาจะเป็นใน
เรื่องของธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว การติดต่อทาธุรกิจค้าขาย หรือการร่วมทุน กับนักธุรกิจชาวจีนท้ังจาก
แผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ที่มีอัตราส่วนทาง การทาธุรกิจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาให้มีความ
ตอ้ งการบุคลากรทมี่ คี วามรใู้ นการใชภ้ าษาจนี กลาง เพม่ิ มากขนึ้ เป็นเงาตามตวั จากเหตผุ ลท่ไี ดก้ ล่าว ภาษาจีนเข้า
มามีบทบาทอย่างสาคัญ ต่อประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายให้บรรจุภาษาจีนกลางเข้าเป็นภาษา
หนึ่งในกลุ่มสาระ ภาษาต่างประเทศ โดยให้โรงเรียนท่ีเปิดสอนเป็นผู้ดาเนินการจัดกระบวนการเรียนการสอน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงวันนเี้ ราได้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนกลาง ในประเทศไทยมีอย่าง
กว้างขวางทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยจะเห็นได้ว่ามีการสอนภาษาจีนกลางอยูในทุกระดับ ต้ังแต่ช้ัน
อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และในระดับมหาวิทยาลัย ตลอดจนสถาบันสอนภาษาเอกชนท่ีเปิดสอน
ภาษาจีนกลางให้กับผู้ท่ีสนใจท่ัวไป อย่างไรก็ตาม เราเห็นได้ว่า สถานการณ์โดยรวมของการเรียนการสอน
ภาษาจีนกลางในประเทศไทยโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในระบบสถานศึกษาท้ังของรัฐและเอกชนน้ัน ยังไม่สามารถ
เรยี กว่าประสบความสาเรจ็ เท่าใดนัก ทงั้ น้ีเพราะเหตุปจั จัยทีเ่ ป็นอุปสรรคหลายประการ
ในการศึกษาภาษาจีนน้นั โดยทั่วไปเราจะเหน็ เพียงอกั ษรจีนซึ่งยากต่อการศกึ ษา จึงมีระบบสัท
อักษรพินอิน เกิดข้ึน ระบบสัทอักษรพินอิน คือ เคร่ืองมือทางด้านภาษาที่สะดวกและง่ายต่อการศึกษาการอ่าน
ออกเสียงภาษาจีน ทาให้ผู้ท่ีพูดและเขียนตัวอักษรจีนไม่ได้น้ัน สามารถเรียนรู้ระบบการออกเสียงภาษาจีนได้
อยา่ งถูกต้อง โดยการยืม อักษรโรมัน เชน b p m f a o e ……มาใช้เป็นสัญลกั ษณแ์ ทนเสยี งพยัญชนะ สระ และ
วรรณยุกต์ของภาษาจีน กลาง ฉะน้ัน จาไว้ว่าเรายืมตัวอักษรโรมันมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนเสียงเท่านั้น ส่วน
ระบบการออกเสียงเป็นระบบเสียง ของภาษาจีนกลางไม่ใช่การออกเสียงภาษาอังกฤษ (สุรชัย ปทมผดุงศักดิ์)
ปจั จบุ ันโรงเรียนในประเทศไทยได้มกี ารจดั การเรยี นการสอนภาษาจีนเป็นจานวนมาก และโรงเรยี นกาแพงวิทยา
ก็ยังเป็นอีกหน่ึงโรงเรียนที่ได้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในระดับช้ันมัธยมศึกษา โดยจุดมุ่งหมาย ของ
การเรียนภาษาจีนพ้ืนฐานสาหรับนักเรียนน้ัน คือเน้นให้นักเรียนสามารถส่ือสารได้ซึ่ง การเรียนภาษาข้ันพื้นฐาน
ของทกุ ภาษานั้นได้พ้นื ฐานเบอ้ื งต้นสาหรับการเรียนภาษานน้ั คอื การออกเสยี งได้ถกู ตอ้ ง ถา้ ออกเสยี งไม่ถูกต้องก็
จะเป็นปัญหาต่อการส่ือสาร ดังน้ันจะต้องฝึกทักษะการออกเสียงให้ถูกต้องและชัดเจน เพื่อเป็นพื้นฐานของการ
ส่อื สารทางภาษา ภาษาจีนก็เชน่ กันจะต้องให้ความสาคญั ในเร่ืองการออกเสยี ง การออกเสียงจะเปน็ ปัจจยั สาคัญ
จะทาให้ผ้เู รยี นมีพนื้ ฐานการเรียนภาษาจีนและทกั ษะในการสื่อสารไดด้ ี
4
จากการที่ไดส้ อนนกั เรยี นในรายวิชาภาษาจีน ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4/5 ที่ผ่านมา
พบวา่ นักเรยี นมีปญั หาในการออกเสียงพนิ อิน ซ่ึงส่งผลในการต่อยอดการเรียนภาษาจีนในระดับทส่ี ูงขนึ้ ดังนัน้
ผูว้ จิ ัยจึงมีแนวคิดทจ่ี ะสรา้ งประเดน็ ท้าทาย เรื่อง การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้การออกเสยี งพนิ อนิ โดยปรับ
ประยกุ ตใ์ ชแ้ บบฝกึ การอ่านออกเสยี งrao kou ling ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน
โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา มาใชใ้ นการแกป้ ัญหาการออกเสยี งพินอิน
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอนิ rao kou ling ที่มตี ่อผลการเรียนรขู้ อง
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน เปน็ ไปตามเกณฑไ์ ม่น้อยกวา่ ร้อยละ 70
2. เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนก่อนและหลัง การใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียง
พนิ อนิ rao kou ling ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน
สมมติฐานของงานวจิ ัย
1. ผลการใช้แบบฝกึ การอ่านออกเสยี งพนิ อิน rao kou ling สง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้ ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีนเป็นไปตามเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
2. ผลการเรยี นรู้ทางการเรยี นหลงั การใช้แบบฝกึ การอ่านออกเสยี งพินอนิ rao kou ling ของ
นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/5 แผนการเรยี นภาษาจนี สูงกวา่ ก่อนเรียน
ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร
ประชากรทใี่ ช้ในการวจิ ัยครัง้ น้ี เป็นนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 4/5 แผนการเรียนภาษาจนี
ประจาปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวัดสตูล จานวน 25 คน
กลมุ่ ตวั อยา่ ง
กลุม่ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวจิ ยั คร้ังน้ี เปน็ นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4/5 แผนการเรียนภาษาจนี
ประจาปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตูล จานวน 10 คน ซ่ึงได้มาจากวธิ เี ลือก
นกั เรียนท่ีมปี ัญหาการอ่านออกเสยี งสทั อักษรพินอนิ
เน้ือหาที่ใชใ้ นการวจิ ัย
บท rao kou ling
สัทอักษรภาษาจนี กลางหรือพินอนิ
ระยะเวลาที่ใช้
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
ตวั แปรทศ่ี กึ ษา
ตัวแปรตน้ คอื แบบฝกึ การอา่ นออกเสยี ง rao kou ling
ตวั แปรตาม คือ ผลการเรียนรูก้ ารออกเสยี งพนิ อินของนกั เรยี น ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่4/5 แผนการ
เรียนภาษาจีน
5
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง
การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การออกเสียงพินอินโดยปรับ
ประยุกต์ใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงrao kou ling ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/5 แผนการเรียนภาษาจีน
ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎี จากเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง ดังตอ่ ไปนี้
1. หลกั สตู รแกนกลางขน้ั พ้ืนฐาน 2551 วิชาภาษาจีน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ
2. สัทอกั ษรภาษาจนี กลางหรือพินอนิ
2.1 ความหมายสัทอักษรภาษาจนี กลางหรอื พินอิน
2.2 ความสาคัญของการออกเสยี งสทั อกั ษรภาษาจนี กลางหรือพนิ อนิ
2.3 ความหมาย 绕口令(rào kǒu lìng)
3. วธิ ีการสอนแบบ “ใช้แบบฝกึ ทักษะ”
3.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ
3.2 หลักการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ
3.3 ลักษณะของแบบฝึกหดั ที่ดี
3.4 การหาประสิทธิภาพของแบบฝกึ ทกั ษะ
4. งานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
1. หลักสตู รแกนกลางขัน้ พน้ื ฐาน 2551 วชิ าภาษาจนี กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาต่างประเทศ
1.1 ความสาคัญของภาษาจีน จุดมุ่งหมายของการเรียนภาษาจีน คอื การสร้างศักยภาพในการ
ใช้ภาษาจีนเพ่ือสื่อสาร กับชาวจีนหรือ ผู้คนท่ีใช้ภาษาจีน ด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การทาธุรกิจการค้า
ระหว่างประเทศ การศึกษา การท่องเท่ียว การ ร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชน การกระชับความสัมพันธ์และ
แลกเปล่ียน วัฒนธรรม แมต้ ้นทางของการเรียนรู้ ภาษาตา่ งประเทศคือการศึกษา แต่เมื่อเข้าสู่อาชีพ นั่นคือ การ
ดาเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจ การมีงานทาพร้อมมี รายได้ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถือเป็นการพัฒนา เศรษฐกิจ
สว่ นตนให้มีความม่นั คง อนั เปน็ ส่วนหน่ึงของการ พฒั นาเศรษฐกจิ ชาติ ความรงุ่ เรือง ทางเศรษฐกิจนามาซง่ึ ความ
มั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในสังคม โลกปัจจุบันและอนาคต ทักษะและความสามารถในการใช้
ภาษาต่างประเทศถือเป็นปัจจัยท่ีสาคัญของการส่ือสาร แม้บุคคล จะมีศักยภาพโดดเด่นหลากหลายด้านในเชิง
วชิ าการหรือศาสตร์อ่ืนๆ แต่หากด้อยความสามารถ ด้าน ภาษาต่างประเทศ ศักยภาพที่มีอยู่ย่อมเสมอื นลดทอน
ลง ภาษาต่างประเทศท่ีสาคัญๆ ล้วนเป็น ภาษาของ ประเทศท่ีมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซ่ึงรัฐต่างประเทศต้องการ
ร่วมทาการคา้ ด้วย อยา่ งเช่น สาธารณรฐั ประชาชนจนี ซึ่งมีเศรษฐกิจเติบโตกา้ วหน้าในประชาคมโลกอย่างมัน่ คง
และต่อเน่ือง ภาษาจีนจึงเป็นภาษาต่างประเทศท่ีมี ความสาคัญตามอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ซ่ึงคนท่ัวโลกนิยม
เรียนรู้ อีกท้ังยังเป็นภาษาหน่ึงขององค์การสหประชาชาติ การเรียนรู้ภาษาจีนของคนไทยจึงมีความจาเป็น ใน
การเพ่ิมศักยภาพการสื่อสารกับประชากรในประเทศจีนและใน ประชาคมโลก เพราะภาษาจีน มิใช่สื่อสารกัน
เพียงภายในประเทศจีนเท่านั้น หากมีผู้นิยมใช้กันท่ัวโลก และมีผู้ นิยมใช้มากท่ีสุดด้วย การส่งเสริมให้คนไทย
สามารถใช้ภาษาจีนได้ จะส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
และการมีสัมพันธไมตรีอันดีกับสาธารณรัฐประชาชนจีน การจัดการ เรียนการสอนภาษาจีนเป็น
ภาษาต่างประเทศท่ีสองในประเทศไทยได้ขยายตัว เพ่ิมมากข้ึน เมื่อ กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตร
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2544 ซ่ึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เพ่ิมการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศมากขึ้น ทันการณ์
กับการเปลี่ยนแปลง อันรวดเร็วของโลกาภิวัตน์ ซ่ึงเกิดเสรีนิยมทาง การค้า การพัฒนาเทคโนโลยี และการ
ไหลเวียน สารสนเทศอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ประกาศใช้หลักสูตร โรงเรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานท้ังของรัฐ
6
และเอกชนจานวนมากจัดการเรียนการสอนภาษาจีนเป็นวิชาเพิ่มเติม ต้ังแต่ ระดับอนุบาลจนถึงระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลาย เพื่อสร้างสังคมฐานเศรษฐกิจทอ่ี าศยั ภาษาจีนเป็นเครื่องมือของ การส่ือสาร แต่ทว่ายังไม่
มีหลักสูตรภาษาจีนโดยเฉพาะ สถานศึกษาต่างจัดทาหลักสูตรของตนเอง ตามมาตรฐาน สาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ จึงไมเ่ ป็นมาตรฐานเดียวกัน สานกั งานคณะกรรมการการศึกษา ข้ันพื้นฐาน ซ่ึง เป็นหนว่ ยงาน
หลักที่รับผิดชอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานของกระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสาคัญใน การ
พัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเป็นไป ตามมาตรฐานสากลของเจ้าของภาษา
รวมทั้งเพ่ือให้การส่ือสารภาษาจีนของคนไทยมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดทามาตรฐานสาระการเรียนรู้ภาษาจีน
ระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามกรอบหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ โดยกาหนดตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ภาษาจีนเป็นช้ันปี เพื่อเป็นแนวทาง
สาหรับ สถานศึกษาในการนาไปออกแบบ บทเรยี นและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจนี ให้เหมาะสมกบั ผู้เรียน
และสภาพ การเรียนการสอน ในโรงเรียน (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ,2551.:1)
1.2 จุดประสงค์การเรียนรู้ การเรียนรู้ในแต่ละหลักสูตรเร่ิมจากระดับพ้ืนฐานตามสภาพที่เป็น
จริงของนักเรียนไทย แล้วทวีความ ซับซ้อนขึ้นทั้งแนวลึกและกว้างตามระดับวัยของผู้เรียน ตั้งแต่เร่ิมเรียนรู้และ
ทาความเขา้ ใจ เนอื้ หาภาษาง่ายๆ ที่ เป็นเร่ืองใกลต้ ัว แลว้ ค่อยๆ ขยายออกในลักษณะซ้าแล้วคบื ผูเ้ รยี นจะเขา้ ใจ
กลวิธีการเรียนรู้แต่ละเนื้อหา การ เช่ือมโยงข้ามเนื้อหา จนถึงขั้นพัฒนาวิธีการเรียนรู้ท่ีเป็นของตนเอง สามารถ
ส่ือสารด้วยภาษาจีน มีความสนุกสนาน และความม่ันใจในการเรียนและการใช้ภาษาจีน เมื่อเรียนรู้ด้วย
ระยะเวลาที่เพียงพอและครบถ้วนตามมาตรฐานใน หลักสูตร เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียน ท้ังสามหลักสูตรจะมี
ความรู้ ความสามารถ และทกั ษะการสื่อสารภาษาจนี ใน ระดับทเ่ี ท่าเทียมกัน ครูต้องทาความเข้าใจหลักสตู รและ
ออกแบบบทเรียนโดยบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งด้านความรู้ ทักษะ และค่านิยมทาง
วัฒนธรรมท่ีเหมาะสมกับระดับวัยและ ความสามารถของ ผู้เรียน จุดประสงค์การเรียนรู้ที่เรามุ่งหวังเพื่อการ
พัฒนาจะเกิดผลลัพธ์ใน 3 ลักษณะ ได้แก่ ความรู้ทางภาษา ทักษะและสมรรถนะ และความเข้าใจในวัฒนธรรม
จีน ซงึ่ ขยายความ โดยสงั เขปไดด้ งั น้ี
ความรู้ทางภาษา
1. รู้และเข้าใจการออกเสียง – รู้พยัญชนะและสระในรูปสัทอักษรพินอิน พร้อมเปรียบเทียบ
กับอักษรจีน สามารถประสมพยัญชนะกับสระได้ รู้และเข้าใจการออกเสียงต่อเนื่องและการเปลี่ยนเสียง การ
แยกแยะเสียง สามารถสร้างความเช่ือมโยงระหว่างเสียง ตัวอักษร และความหมายได้ รู้ว่า ภาษาจีนมีเสียง
วรรณยุกต์ 4 เสียง และ เสียงเบา 1 เสียง เม่ือเข้าใจหลักการเบ้ืองต้นเช่นนี้ จึงสามารถใช้เป็นฐานในการ
พัฒนาการเรียนรู้ของตนในขั้น สูงขึ้นเป็นลาดับได้ จนสามารถออกเสียงได้ อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ
รวมทงั้ ออกเสียงดว้ ยทานองเสียง และนา้ หนักเสยี งเพอ่ื สือ่ สาร ความหมายพิเศษได้
2. รู้ตัวอักษรและคาศัพท์ - รู้ตัวอักษรและคาศัพท์โดยเริ่มจากส่วนที่ใช้บ่อยในชีวิตประจาวัน
สามารถจา และอ่านตัวอักษรจีนและคาศัพท์ สามารถแยกแยะเสียงอ่าน รูป และความหมาย ของตัวอักษรจีน รู้
เส้นขีดและ ลาดับขีดของตัวอักษรจีน รู้เส้นขีดพื้นฐานและเส้นขีดพิเศษที่ใช้บ่อย ของตัวอักษรจีน เข้าใจ
ความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวอักษรกับคาศัพท์ รู้ตัวอักษรเดี่ยวและอักษรประสม รู้หมวดคาและส่วนประกอบของ
ตัวอักษรจีน รู้วิธี ประกอบตัวอักษรและโครงสร้างของตัวอักษร เข้าใจ ความหมายของคาศัพท์ในบริบทต่างๆ
เรียนรู้และเพิ่มพนู คาศัพท์ใหม่ๆ จากเรื่องใกล้ตัวและเรื่องราว ในชีวิตประจาวันจนถึงเร่ืองในสงั คมวงกว้างและ
ข้ามสาระวิชา สามารถเลือกใช้คาศัพท์เพ่ือส่ือสาร และสื่อความหมายในหัวข้อต่างๆ ในระดับประถมศึกษาควร
รู้จักตัวอักษร ประมาณ 200 ตัว คาศัพท์ พื้นฐานท่ีเก่ียวข้องประมาณ 500-600 คา ส่วนระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น ควรรู้และ ใช้คาศัพท์ ไม่ต่ากว่า 1,000 คา และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ควรรู้และใช้คาศัพท์ไม่ต่า
กว่า 1,500 คา
7
3. รู้และสามารถใช้ไวยากรณ์ - รู้และเข้าใจหน้าท่ีของคาท่ีใช้บ่อยในชีวิตประจาวัน เพราะ
คาศัพท์แต่ละคา จะส่ือความหมาย และทาหน้าที่ต่างกัน เม่ือนามาเรียงกันตามหลักไวยากรณ์ จึงจะสื่อ
ความหมายได้ครบถ้วนและ กว้างขึ้น ผู้เรียนจึงต้องรู้และเข้าใจหน้าท่ีของคา ได้แก่ คานาม ลักษณะนาม สรรพ
นาม บพุ บท สันธาน คุณศพั ท์ คาวิเศษณ์ คากริยา กริยาชว่ ย การซ้าคากริยา และรู้ลาดับของคา โครงสร้างและ
รปู ประโยคท่ใี ชบ้ อ่ ย ได้แก่ ประโยคบอกเลา่ ประโยคปฏิเสธ ประโยคคาถาม ประโยคอุทาน ประโยคเปรยี บเทียบ
ประโยคความรวมประเภท ต่าง ๆ ทซ่ี ับซ้อนขน้ึ เปน็ ลาดบั ในบริบทตา่ ง ๆ รวมท้งั ไวยากรณ์อืน่ ๆ ทเี่ ป็นแบบแผน
สาหรับการสื่อสารท่ีถูกต้อง ตาม ระเบียบวิธีทางภาษา เพราะเมื่อผเู้ รยี นรู้คาศัพท์และความหมายของคาเหลา่ นั้น
แล้ว ไวยากรณจ์ ะเป็น ส่วนท่ี จัดเรยี งคาลงในลาดบั ตามหนา้ ท่ที ีถ่ ูกตอ้ งของคานัน้ ๆ เพือ่ สือ่ ความหมาย
ทกั ษะทางภาษา
1. มีสมรรถนะทางภาษา - เข้าใจและสามารถใช้ทักษะการส่ือสารท่ีคล่องแคล่วข้ึนเป็น ลาดับ
ตามวัยและ ประสบการณ์ท่ีส่ังสม ได้แก่ การทักทาย อาลา ขอบคุณ ขอโทษ ชมเชย อวยพร เช้ือเชิญ แนะนา
สอบถาม เตือน เล่าเร่ือง อธิบาย บรรยาย แสดงอารมณ์ความรู้สึก ท่าที ความคิดเห็น สนทนาโต้ตอบพูดคุย
เกยี่ วกับการใช้ชวี ติ - การเรยี น - สถานการณ์ - ประเดน็ ทาง สังคมและวัฒนธรรม
2. เข้าใจและสามารถใช้ประเด็นสนทนาจากเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจาวัน สู่เรื่องไกลตัว เช่น
ข้อมูล ส่วนตัว งานอดิเรก ครอบครัว โรงเรียน ชีวิตการเรียน การดาเนินชีวิตในสังคม สภาพแวดล้อม
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ประเด็นเกี่ยวกับสังคม ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง
ทง้ั ในระดบั ชาติ และนานาชาติ เรอ่ื งในอดตี - ปัจจบุ ัน - อนาคต
3. เขา้ ใจและสามารถสื่อความหมายตรงตัวและความหมายแฝง จบั ใจความสาคัญ ใชภ้ าษากาย
หรือ ส่ิงของเพือ่ ช่วยในการส่อื สารในชีวติ ประจาวัน เขยี นความเรียงและขัดเกลาภาษา ได้อยา่ งเหมาะสม
ความรแู้ ละเข้าใจทางวัฒนธรรม
1. รู้และเข้าใจวัฒนธรรมจีน และสามารถเปรียบเทียบความคล้ายคลึงและความแตกต่าง กับ
วัฒนธรรม ไทย เช่น ชนชาติ บุคคลสาคญั เทศกาล ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชอื่ ศรัทธา มารยาท อาหาร
การละเล่น สิ่งประดิษฐ์ วิถีชีวิตในอดีตและปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ระบอบการปกครอง และความ
เป็นไปต่าง ๆ ท่ี สะท้อนถึงความเป็นชนชาตแิ ละวัฒนธรรมจนี (สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สานักงาน
คณะกรรมการ การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร,2551: 6)
2. สทั อักษรภาษาจีนกลางหรอื พินอนิ
2.1 ความหมายสทั อักษรภาษาจนี กลางหรอื พินอิน
พินอิน (Pinyin) หรือฮั่นหย่พู ินอนิ (汉语拼音, Hànyǔ Pīnyīn) เมอ่ื แปลตรงตามตวั อักษร
แล้ว อาจหมายถงึ การถอดเสยี งทางภาษาจนี ซึ่งเปน็ รูปแบบมาตรฐานใหมท่ ใ่ี ชใ้ นระบบการศึกษาของ สาธารณรัฐ
ประชาชนจนี ประกอบด้วยตัวอักษรโรมัน ความหมายของพนิ อนิ คือ"การรวมเสียงเข้าด้วยกัน" (โดยนยั กค็ ือ การ
เขียนแบบสัทศาสตร์การสะกด การถ่ายถอดเสียง หรือการทับศัพท์) พบว่า มี การเร่ิมต้น ใช้ในปีพ.ศ. 2501และ
เร่ิมใช้กันอย่างจริงจังในปีพ.ศ. 2522 โดยใช้แทนที่ระบบการถ่ายถอด เสียงแบบเก่า นอกจากนั้นยังมีการ
ออกแบบระบบอ่นื ๆ สาหรับนาไปใช้กบั ภาษาพูดของจนี ในถ่ินต่างๆและภาษาของชนกลุ่มนอ้ ยที่ไมใ่ ชภ้ าษาฮั่นใน
สาธารณรัฐประชาชนจนี ดว้ ย (โรงเรียนโถงจอื บางมลู นาก “สหสงเคราะหว์ ิทยา”, 2560)
สัทอักษรแบบ Hanyu Pinyin เป็นระบบสัทอักษรท่ีสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดทา ข้ึนเพื่อ
ถ่ายทอดระบบเสียงในภาษาจีนโดยใช้ตัวอักษรโรมัน เป็นหลักบางตัวมีค่าแทนเสียงตรงกับตัวสัทอักษร ใน IPA
(The International Phonetic Alphabets) เพื่อให้เกิดความสะดวกในด้านการจัดการเรียนการสอนทางด้าน
ภาษาจีนกลางสาหรับชาวต่างชาติรวมถึงกาทับศัพท์ต่างๆ อันเกิดจากการรายงานข้อมูล ข่าวสาร และเนื้อหา
สาระต่างๆท่ีใช้อังกฤษเป็นตัวกลาง โดยสัทอักษรภาษาจีนกลางจะประกอบไปด้วย สัทอักษรเสียงพยัญชนะ 24
8
เสียงแบง่ เปน็ พยญั ชนะต้น 21 เสยี ง พยัญชนะกง่ึ สระ 2 เสยี ง และพยัญชนะตวั สะกด 2 เสยี ง นอกจากน้ยี ังมีสระ
ทม่ี พี ยญั ชนะเป็นตัวสะกด 37 เสียง รวมถงึ วรรณยุกตร์ วมทง้ั หมด 4 หนว่ ยเสียงอกี ด้วย (ชิตณรงค,์ 2558 )
นอกจากนี้แสงตะวัน ชุมชาต ยังได้ให้นิยามของ "พินอิน" หรือ "สัทอักษรจีนกลาง" (hànyǔ
pīnyīn, ฮ่ันอว่ีพินอิน) เป็นระบบการถ่ายถอดเสียงภาษาจีนมาตรฐานด้วยตัวอักษรโรมัน เพื่ออานวยความ
สะดวกในการเรียนตัวหนังสอื จีน โดยจะคล้ายกับระบบประสมเสียงในภาษาไทยที่มีทั้งพยัญชนะ (shēngmǔ,เซิง
หม)ู่ สระ (yùnmǔ, อวนิ้ หมู)่ และวรรณยกุ ต์(shēngdiào, เซิ้งเตยี้ ว) (“ส่ือสารจีนกลางอย่างงา่ ยๆ”, 2560)
2.2 ความมสาคัญของการออกเสียงสทั อักษรภาษาจีนกลาง
Chao Yuen Ren อาจารย์ผู้สอนอนในรายวิชาภาษาจีนกลางแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประเทศ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าในภาษาจีนกลางน้ันอาจกล่าวได้ว่าเสียงวรรณยุกต์เป็นส่วนท่ีสาคัญมากที่ใช้ใน
การแยกพยัญชนะและสระในภาษาองั กฤษ ดงั น้นั การออกเสียงวรรณยุกต์ท่ีถูกต้องจึงมีความสาคญั เป็นอยา่ งมาก
สาหรับการฟังให้เข้าใจ ภาษาจีนกลางนั้นมีจานวนตัวอักษรที่มากมายนับไม่ถ้วน ไม่รวม ตัวอักษรพ้องรูปและ
พอ้ งเสยี ง หากตอ้ งการทจ่ี ะมีความรทู้ างด้านภาษาจนี กลางในระดบั ส่ือสารเบือ้ งตน้ ไปจนถึงระดบั สงู ได้น้ัน ผูเ้ รยี น
จะต้องมีการพัฒนาทักษะในด้านการจดจาและการออกเสียง ความสามารถในการประสมเสยี งและการแยกเสียง
ทางสทั ศาสตร์ (Talking about himself, in Mandarin, 2016)
การศึกษาของศาสตราจารย์ Lin Yen-Hwei ในภาควิชาภาษาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งมล
รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังพบว่าการเรียนรู้วิธีการออกเสียงสัทอักษรพินอินน้ัน มีความสาคัญ และ
จาเป็นอย่างมากต่อผู้เรียนต่างชาติที่เรียนภาษาจีนกลางเป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งหากทาการเปรียบเทียบ
ระหว่างภาษาแม่และภาษาจีนกลางน้ัน จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการออก
เสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ รวมถึงสาเนยี ง และการแสดงออกทางอารมณ์ของ ภาษา (The Sounds of
Chinese and How to Teach Them, 2013)
สายฝน วรรณสินธพ กล่าวว่า ภาษาจีนกลางเป็นภาษาซ่ึงมีตัวอักษรท่ีมีวิวัฒนาการมาจาก
อักษร รูปภาพ คืออักษรหึน่งตัวคือรูปภาพหนึ่งภาพที่ใช้แทนความหมายต่างๆ ต่อมาได้พัฒนามาจนกระทั่งเป็น
อักษรท่ีมีลักษณะเป็นเส้นขีดในปัจจุบัน เนื่องจากอักษรจีนเป็นอักษรรูปภาพ ดังนั้นการอ่านอักษรจีนจึงไม่
สามารถสะกดคาอ่านได้โดยตรงเหมือนกับภาษาอื่นๆ ผเู้ รียนจาเป็นต้องจดจาตัวอักษรแต่ละตัววา่ อา่ นวา่ อย่างไร
และหมายความว่าอย่างไร นอกจากจะต้องจดจาตัวอักษรทีละตัวแลว้ ยังจะต้องอา่ นให้ได้อย่างถกู ตอ้ ง ดังน้ันเพื่อ
ให้ง่ายต่อการอ่านตัวอักษรจีน จึงไดม้ ีการนาเอาระบบสัทอักษร pinyin มาใช้ โดยการนาเอาอักษรโรมันมาแทน
เสียงพยัญชนะ สระ พร้อมกับใส่เสียงวรรณยุกต์ในการอ่านอักษรจีนแต่ละตัว ท้ังน้ีเพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็รู้
อกั ษรโรมันกันอยู่แล้ว ดังน้ันผู้เรยี นที่ต้องการเรียนภาษาจีนกลางจึงจาเป็นอย่างยง่ิ ที่จะตอ้ งศึกษาระบบสัทอักษร
Hànyŭ pīnyīn (ปัจจัยที่มผี ลตอ่ การออกเสียง พยญั ชนะ สระและวรรณยุกต์ในภาษาจีนกลาง, 2012)
2.3 ความหมาย 绕口令(rào kǒu lìng)
ทางภาษาศาสตร์เรียกประโยคนี้วา่ tongue twisters หมายถึง วลีหรือขอ้ ความที่สร้างข้ึนด้วย
กลวธิ ีทางภาษา เช่น การสัมผัสอักษร การสลับหน่วยเสียง การซา้ คา และใช้คาพ้องเสียง เม่ือแตล่ ะคาสะกดด้วย
พยัญชนะ สระ และตัวสะกดท่ีออกเสียงใกล้เคียงกัน ย่อมทาให้ผู้พูดออกเสียงได้อย่างยากลาบากตามไปด้วย
เพราะเกิดอาการลิ้นพัน การพูด 绕口令(rào kǒu lìng) เพื่อฝึกฝนการออกเสียงพยัญชนะ และสระใน
ภาษาจนี เป็นลักษณะคาคล้องจอง เป็นคาทใ่ี ชพ้ ยัญชนะ หรือ สระน้ัน ซ้าๆมุ่งเน้นให้ฝึกเพอ่ื ค้นุ เคยกบั พยัญชนะ
และสระในภาษาจีน
9
3. วธิ ีการสอนแบบ “ใชแ้ บบฝึกทกั ษะ”
3.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ( 2525 : 483 ) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า
แบบฝกึ หมายถงึ แบบตวั อยา่ ง ปญั หา หรอื คาสง่ั ทตี่ ัง้ ข้ึนเพือ่ ให้นกั เรยี นฝกึ ตอบ
แบบฝึกทักษะ หมายถึง เคร่ืองมือทางการเรียนอย่างหนึ่งท่ีสร้างข้ึนด้วยลักษณะหรือรูปแบบท่ี
หลากหลาย โดยจะมรจุดประสงค์เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนฝึกฝนทาด้วยตนเองเพ่ือเรียนรู้ภาคทฤษฏีหรือด้านเนื้อหา
ในขณะเรียน หรือ หลังจากท่ีเรียนบทเรียนจบแล้ว และในแบบฝึกควรประกอบไปด้วยคาแนะนาในการทา
คาถามหรือกจิ กรรมและ ชอ่ งว่างใหผ้ เู้ รยี นตอบคาถาม
จากความหมายของแบบฝกึ ทักษะสรุปได้ว่า แบบฝกึ ทักษะคือเคร่ืองมือทางการเรียนท่ีใชฝ้ ึกฝน
เนอื้ หา หลงั จากเรียนจบ และเพื่อให้นกั เรียนฝกึ ตอบ
3.2 หลักในการสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ
หลักการสร้างแบบฝึกเป็นสิ่งสาคัญ เพราะแบบฝึกท่ีดีจะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีจึง
จาเป็นตอ้ ง สร้างใหม้ คี ุณภาพ
หลกั ในการสร้างแบบฝกึ ควรมลี ักษณะดังตอ่ ไปนี้
1. ตัง้ วตั ถปุ ระสงค์
2. ศึกษาเกีย่ วกับเน้อื หา
3. ข้ันตอนในการสรา้ งแบบฝกึ
3.1 ศกึ ษาปญั หาในการเรียนการสอน
3.2 ศึกษาจติ วิทยาเกยี่ วกับการเรียนการสอนและจติ วทิ ยาพัฒนาการ
3.3 ศกึ ษาเนอ้ื หาวิชา
3.4 ศกึ ษาลกั ษณะของแบบฝกึ
3.5 วางโครงเรอื่ งและกาหนดรูปแบบของการฝกึ ใหค้ รบตามที่กาหนด
3.6 เลือกเนื้อหาต่างๆ ที่เหมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกให้ครบตามท่ีกาหนดไว้
จากหลักการสร้างแบบฝึกทกี่ ลา่ วมาข้างต้น จะเห็นว่ามีวิธีการสรา้ งแบบฝึกหลายวธิ ี และสอดคลอ้ งกนั ซึง่ ผูศ้ ึกษา
นาไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึก
3.3 ลักษณะของแบบฝึกทดี่ ี
ในการสร้างแบบฝึกสาหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการ ซ่ึงนักการศึกษาหลายท่านได้ให้
ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกท่ีดีไว้ ดังน้ี นิตยา ฤทธิโยธี. (2520:40 – 41) กล่าวถึงลักษณะของ
แบบฝึกไว้ว่า การเขียนแบบฝึกต้องแน่ใจใน ภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียนและสร้างโดยใช้หลักจิตวิทยาใน
การเร้าและตอบสนอง ดังน้ี 1. ใช้แบบฝึกหลายๆ ชนิดเพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่ทาขึ้นนั้น
ต้องให้นักเรียนสามารถแยกออกมาพิจารณาได้ว่าแต่ละแบบแต่ละข้อ ต้องการให้ทาอะไร 3. ให้นักเรียนได้ฝึก
การตอบแบบฝึกแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบว่ามีวิธีการตอบอย่างไร 4. ให้นักเรียนได้มีโอกาสตอบสนองส่ิงเร้า
ดังกล่าวด้วยการแสดงออกทางความสามารถ และความเขา้ ใจลงในแบบฝึก 5. นักเรียนไดน้ าส่ิงท่ีเรียนรู้จากการ
เรยี นมาตอบในแบบฝึกใหต้ รงเป้าหมายทสี่ ุด นิตยา ฤทธิโยธี ยงั ไดก้ ล่าววา่ “ แบบฝึกทด่ี คี วรมีขอ้ แนะนาการใช้ที่
ชดั เจน ควรใหม้ ีการเลือกตอบท้ัง แบบตอบจากดั และแบบตอบอยา่ งเสรี คาส่งั หรือตัวอย่างทยี่ กมานั้นไมค่ วรยาว
เกินไป และยากแก่การเข้าใจ ถ้า ต้องการให้ศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกน้ันควรมีหลายรูปแบบ และมีความหมาย
แกผ่ ทู้ า”และยังกล่าววา่ ลกั ษณะ ของแบบฝกึ ท่ดี ี คือ
1. เกี่ยวขอ้ งกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว
2. เหมาะสมกับระดบั วัย หรอื ความสามารถของเดก็
3. มีคาชี้แจงส้นั ๆ ทที่ าให้เด็กเขา้ ใจวิธีทาไดง้ า่ ย
10
4. ใชเ้ วลาเหมาะสม คือไม่ใชเ้ วลานานหรือเร็วเกนิ ไป
5. เป็นสง่ิ ทนี่ า่ สนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
2. งานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง
Liang Fa Cheng (2556 : 3) ศึกษาการใช้สัทอักษรไทยช่วยอ่านออกเสียงภาษาจีนเพ่ือ
แกป้ ัญหาทักษะ การอ่านภาษาจีนของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนปรนิ สร์ อยแยลส์
วทิ ยาลัย ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉล่ียการอ่านเรื่องเทศกาลตรุษจนี ของนักเรียนที่อา่ นตามระบบพินอนิ เท่ากับ
4.26 คะแนนเฉลี่ยการอ่านเร่ืองเทศกาลตรุษจีนของนักเรียนที่ใช้สัทอักษรภาษาไทยช่วยกากับเสียงการอ่าน
เท่ากับ 3.42 โดยคะแนนเฉล่ียการอ่านเร่ืองเทศกาลตรุษจีนของนักเรียนที่อ่านตามระบบพินอินสูงกว่าคะแนน
เฉลี่ยการอ่านเรอ่ื ง เทศกาลตรุษจนี ของนกั เรยี นที่ใช้สัทอักษรภาษาไทยชว่ ยกากับเสยี งการอา่ น .84 คะแนนเฉลี่ย
การทาแบบทดสอบ ของนักเรียนที่อ่านตามระบบพินอินเท่ากับ 7.89 คะแนนเฉล่ียการทาแบบทดสอบของ
นกั เรียนท่ีใช้สัทอักษร ภาษาไทยช่วยกากับเสียงการอ่าน เท่ากบั 7.54 โดยคะแนนเฉล่ียการทาแบบทดสอบของ
นักเรียนที่อ่านตาม ระบบพินอินสงู กวา่ คะแนนเฉลี่ยการทาแบบทดสอบของนักเรียนท่ีใช้สัทอักษรภาษาไทยช่วย
กากบั เสยี งการ อา่ น .45
สุวิมล นกกลาง (2556 : 43) ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน(พินอิน)ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เกม ผลการวิจับพบว่า 1.นักเรียนมีทักษะในการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน(พินอิน)
เพ่ิมขึ้น โดยก่อนจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้เกมหลังเรียนสงู กว่าทักษะการอ่านออกเสยี งก่อนเรยี นอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 2. นักเรียนมีทักษะในการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน(พินอิน) สูงกว่าเกณฑ์ร้อย
ละ 70 อย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติท่ีระดับ 0.05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัด
กจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยการใช้ เกมอย่ใู นระดับมาก (ค่าเฉลีย่ เท่ากบั 3.98)
ประไพร จันทะบัณฑิต (2557 : 5) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิในการออกเสียงพิน
อินโดยใช้ ชุดฝึกทักษะการออกเสียงพินอิน ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะการออกเสียงพิน
อินได้ค่า ประสิทธิภาพท่ี 81.25/80.37 ซ่ึง เป็นไปตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย
ขอ้ 1 ที่ กาหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธ์ิในการออกเสียงพินอนิ ของนักศึกษาโดยใชช้ ุดฝึกทักษะการออกเสียงพินอินหลัง
เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ.01 ซง่ึ เป็นไปตามสมมติฐานการวิจยั ขอ้ 2 ที่ กาหนดไว้
ตุลยนุสรญ์ สุภาษา และ ฉี เสวียหง(2560 : 115) ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองการศึกษาปัญหาการออก
เสียง ภาษาจีนของนักศึกษาสาขาวิชาภาษา จีนธุรกิจวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยรา ชภัฏเชียงใหม่
ผลการวิจยั พบว่า 1.ปญั หาการออกเสียงพยัญชนะและ สระในระบบการออกเสียงพนิ อินภาษาจีนของ นักศึกษา
สาขาวิชาภาษาจีน ธุรกิจกลุ่มผู้เรียน ระดบั ต้นที่เข้าร่วมทดสอบมีรายละเอียดดังน้ี 1.1ด้านพยัญชนะมีทั้งหมด 6
เสียง ไดแ้ ก่ เสยี ง x,zh,ch,sh, r,z ซ่ึงเสยี งทผ่ี ้เู ขา้ ทดสอบออกเสียงผิดมากทสี่ ดุ ไดแ้ ก่ เสยี ง ch และ sh 1.2 ดา้ น
สระมีทง้ั หมด 4 เสยี ง ไดแ้ ก่ เสยี ง üe,üɑn,ün และ er ซึง่ เสียงทผ่ี ู้เขา้ ทดสอบออกเสียงผดิ มากท่ีสุด ได้แก่ เสยี ง
üe และ üɑn 2. ปัญหาการออกเสียงพยัญชนะและ สระในระบบการออกเสียงพินอินภาษาจีนของ นักศึกษา
สาขาวิชาภาษาจีน ธุรกิจกลุ่มผู้เรียน ระดบักลางท่ีเข้าร่วมทดสอบมีรายละเอียดดงั น้ี2.1 ด้านพยัญชนะมที ้ังหมด
6 เสียง ได้แก่ x, zh,ch,sh,r,c ซึ่งเสียงท่ีผู้เข้า ทดสอบออกเสียงผิดมากท่ีสุด ได้แก่ เสียง ch และ sh 2.2 ด้าน
สระมีทั้งหมด 3 เสียง ได้แก่ เสียง üe, üɑn และ ün ซ่ึงเสียงที่ผู้เข้า ทดสอบออกเสียงผิดมากที่สุด ได้แก่ เสียง
üe 3. ปัญหาการออก เสียงพยัญชนะและ สระในระบบการออกเสียงพินอินภาษาจีนของ นักศึกษาสาขาวิชา
ภาษาจีนธุรกิจกลุ่มผู้เรียน ระดับสูงท่ีเข้าร่วมทดสอบมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ด้านพยัญชนะมี ท้ังหมด 7 เสียง
ไดแ้ ก่ x, ch, sh, r, z, c, s ซ่ึง เสียงท่ีผเู้ ขา้ ทดสอบออกเสียงผิดมากท่สี ดุ ได้แก่ เสียง c 3.2 ด้านสระมีทั้งหมด 2
เสียง ไดแ้ ก่ üe และ er ซึง่ เสียง ที่ผูเ้ ข้าทดสอบออก เสยี งผดิ มากทีส่ ดุ ได้แก่ เสยี ง er
11
กิติญา ชูวิทย์เจริญกิจ,พิณพร คงแท่น,รัชกร เหล่าโสภาพันธ์และ หม่า ฮวานฮวาน (2557:97)
การได้ ศึกษาวิจัยเร่ืองพัฒนาความสามารถด้านการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้ชุดฝกึ ประกอบการจัดกจิ กรรม
แบบ BBL สาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราช
ภัฏมหาสารคาม ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนึร้เรื่องการอ่านออกเสียงภาษาจีน
โดยใช้ ชุดฝึกประกอบการจัดกิจกรรมแบบ BBLมีประสิทธิภาพเท่ากับ 95.40/90.20 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑ์ร้อย
ละ 80/80 ที่กาหนดไว้ 2. คาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้
ชุดฝึกประกอบการจัดกิจกรรม แบบ BBLมีค่าเท่ากับ 0.8149 แสดงว่า นักศึกษามีความก้าวหน้าในการเรียน
เพิ่มข้ึน คิดเป็นร้อยละ 81.49 3. นักศึกษาช้ันปีที่1 มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 4. นักศึกษาชั้นปีท่ี1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (มี
ค่าเฉลี่ย 4.08)
12
บทท่ี 3
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การออกเสยี งพนิ อนิ โดยปรับประยุกต์ใชแ้ บบฝกึ การอา่ นออกเสยี ง rao
kou ling ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจนี ผู้วิจยั ไดม้ วี ธิ กี ารดาเนนิ การวจิ ยั ดังน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3. ขนั้ ตอนการสร้างและพัฒนาเคร่อื งมือ
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
5. การวเิ คราะห์ข้อมูล
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากร
ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัยครง้ั น้ี เป็นนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน
ประจาปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล จานวน 25 คน
กลมุ่ ตวั อยา่ ง
กลมุ่ ตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจยั ครง้ั นี้ เป็นนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน
ประจาปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวดั สตูล จานวน 10 คน ซงึ่ ได้มาจากวิธเี ลือก
นักเรยี นท่ีมีปัญหาการอา่ นออกเสยี งสทั อักษรพนิ อนิ
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 แผนการจดั การเรียนรู้
2.2 แบบฝึกการอา่ นออกเสียง rao kou ling
2.2 แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู้
3. ข้นั ตอนการสร้างเครอ่ื งมือ
แผนการจดั การเรียนรู้
ผวู้ จิ ยั สร้างแผนการจดั การเรียนรู้ มขี ัน้ ตอนในการสรา้ งดงั น้ี
1.1 ศึกษาหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พ.ศ. 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาจนี ) เรื่องสัทอักษร (พินอิน) ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
1.2 วเิ คราะห์มาตรฐานการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาต่างประเทศ
1.3 กาหนดหัวข้อเรื่อง หน่อยการเรยี นร้ยู อ่ ย เวลาเรียน
1.4 นาแผนการจดั การเรียนรู้ท่ีสรา้ งขนึ้ ให้ผ้เู ช่ียวชาญพจิ ารณาเพ่ือตรวจสอบความ เหมาะสม
และให้ข้อเสนอแนะ
1.5 ปรบั ปรุงแผนการจดั การเรยี นรตู้ ามข้อเสนอแนะของผูเ้ ชี่ยวชาญ และนาเสนอผเู้ ชย่ี วชาญ
ชุดเดิมอีกครัง้ เพอื่ รับข้อเสนอแนะ
1.6 นาแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ที าการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนช้นั
มัธยมศึกษาปที ี่ 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 25 คน ท่ีไม่ใช่กลุม่
13
ตัวอยา่ งเพื่อหาข้อบกพร่อง เก่ียวกับเวลา ส่อื การสอน และความเหมาะสมของเน้ือหา พจิ ารณาความถกู ต้อง
เหมาะสมอีกคร้งั แลว้ จงึ นาไปแก้ไขปรบั ปรุงต่อไป
1.7 นาแผนการจดั การเรียนรู้ท่ีแก้ไขแลว้ ไปใชก้ ับนักเรยี นกลุ่มตัวอย่าง คือนักเรยี นชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/5 แผนการเรียนภาษาจนี ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู
จงั หวัดสตูล
แบบฝกึ การอ่านrao kou ling
แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling ประกอบด้วยแบบฝึกทั้งหมด 7 แบบฝึก มี
วิธีการสรา้ ง ดงั นี้
1. ศึกษาทฤษฎีและรูปแบบของการสร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling จาก
เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวข้อง
2. ศึกษารายละเอียดเน้ือหาด้านการอ่านสัทอักษรจากหนังสือเรียนภาษาจีนตามหลักสูตร
การศึกษาข้ันพื้นฐาน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยนาเนื้อหาใน
หนงั สือเรียน มาจัดทาเป็นแบบฝึกการอา่ นออกเสียงพินอิน rao kou ling จานวน 7 แบบฝึก
3. จัดลาดบั เนื้อหาและส่วนประกอบในแบบฝึก
4. สร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling โดยให้ครอบคลุมเน้ือหาในหนังสือ
เรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
จานวน 7 แบบฝึก
5. นาแบบฝึกที่สร้างเสร็จแล้วเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ เพ่ือตรวจสอบเก่ียวกับความเหมาะสมและ
ความถกู ตอ้ งของเนอ้ื หา และกิจกรรมการเรียนรู้
6. แกไ้ ขตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ
7. นาแบบฝึกทไ่ี ด้รบั การปรบั ปรงุ ไปทดลองกบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/5 แผนการเรียน
ภาษาจีน ท่ไี ม่ใช่กลมุ่ ตัวอย่าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
1. ศกึ ษารายละเอียดกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
หลกั สตู รแกนกลางพทุ ธศักราช 2551
2. ศกึ ษาคาอธิบายรายวิชาและจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
(ภาษาจนี ) ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 ตามหลกั สตู รสถานศึกษา
3. ศกึ ษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบวัดผลสมั ฤทธ์ิ
โดยกาหนดคะแนนความเห็นดังนี้
+1 แน่ใจ ข้อสอบสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
0 ไม่แน่ใจว่า ข้อสอบสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้
- 1 ข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
แล้วบันทึกผลการพิจารณาของผูเ้ ชย่ี วชาญในแตล่ ะข้อ ถ้าดัชนีทีค่ านวณได้
มากกว่าหรือเทา่ กบั 0.5 แสดงวา่ ข้อสอบข้อนั้นเปน็ ตัวแทนจดุ ประสงคน์ ัน้ สว่ นข้อทไ่ี ด้ดัชนนี ้อยกว่า 0.5 นามา
ปรับปรุงแก้ไข
4. นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนไปทดลองใชก้ บั นกั เรยี นกล่มุ ตัวอยา่ งชนั้
มัธยมศึกษาปที ี่ 4/5 แผนการเรียนภาษาจีน โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวัดสตลู ภาคเรยี นท่ี 2
ปกี ารศกึ ษา 2564 เพอ่ื เก็บรวบรวมและวเิ คราะห์ขอ้ มูลต่อไป
14
แบบฝกึ การอ่านrao kou ling
แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling ประกอบด้วยแบบฝึกทั้งหมด 7 แบบฝึก มี
วธิ ีการสร้าง ดงั น้ี
1. ศึกษาทฤษฎีและรูปแบบของการสร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling จาก
เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วข้อง
2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาด้านการอ่านสัทอักษรจากหนังสือเรียนภาษาจีนตามหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยนาเน้ือหาใน
หนงั สอื เรยี น มาจัดทาเป็นแบบฝึกการอ่านออกเสยี งพินอนิ rao kou ling จานวน 7 แบบฝกึ
3. จดั ลาดับเน้อื หาและส่วนประกอบในแบบฝกึ
4. สร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาในหนังสือ
เรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
จานวน 7 แบบฝกึ
5. นาแบบฝึกท่ีสร้างเสร็จแล้วเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ เพื่อตรวจสอบเก่ียวกับความเหมาะสมและ
ความถกู ตอ้ งของเน้อื หา และกจิ กรรมการเรียนรู้
6. แก้ไขตามขอ้ เสนอแนะของผูเ้ ช่ียวชาญ
7. นาแบบฝึกที่แก้ไขเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/5
แผนการเรยี นภาษาจนี
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1. ปฐมนิเทศช้ีแจงรายละเอียดข้ันตอน ในการใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou
ling ที่ผวู้ ิจยั สร้างข้ึนกบั นักเรียนกลมุ่ ตวั อย่างให้เข้าใจถึงบทบาทของนักเรยี นจะไดป้ ฏิบตั ติ นไดถ้ กู ต้อง
2. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน จานวน 20 ข้อ
ใชเ้ วลา 50 นาที ไปทดลองใช้กับนกั เรียนกล่มุ ตัวอยา่ ง แล้วเก็บรวบรวมขอ้ มลู ไว้
3.จัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling ตามแผนการ
จดั การเรียนรู้
4. หลังจากดาเนินการทดลองสอนเรียบร้อยแล้ว ให้นักเรียนทดสอบหลังเรียน (Prost-test) ด้วย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน เพ่ือนาคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ผล
แลว้ เกบ็ รวบรวมข้อมูลวเิ คราะหผ์ ล สรปุ ผลและแปรผลตอ่ ไป
5. การวเิ คราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วจิ ยั ดาเนินการดังน้ี
1. เพื่อศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการเรยี นรูท้ างการเรยี นก่อนและหลงั การใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพนิ
อนิ rao kou ling ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/5 แผนการเรียนภาษาจีน โดยหาค่าเฉล่ยี คา่ สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน (S.D.) และใช้สถติ ิ t-test แบบ Pair-test แล้วสรุปผล
สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. สถติ พิ ้นื ฐานดังนี้
1.1 คานวณหาค่าเฉลยี่ (Arithmetic mean) ใชส้ ตู ร
X = x
N
เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย
x แทน ผลรวมของคะแนนดบิ
15
N แทน จานวนขอ้ มูล
1.2 คานวณหาคา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใชส้ ตู ร
S.D = N x2 ( x)2
N (N 1)
เมอื่ S.D แทน สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
x2 แทน ผลรวมทง้ั หมดของคะแนนแต่ละตัวยกกาลงั สอง
( x ) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมดยกกาลังสอง
N แทน จานวนขอ้ มูล
1.3 ทดสอบความแตกตา่ งของคะแนนแบบทดสอบการอ่านออกเสียงพินอิน ระหว่าง
ก่อนการสอนและหลังการสอน โดยการทดสอบ (t-test) ชนิดตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Dependent Sample)
ใชส้ ูตร
t= D
n D2 ( D)2
df = n 1
n-1
เม่อื t แทน คา่ สถติ ิจากการแจกแจงแบบที (t-Distribution)
D แทน ผลต่างของคะแนนแตล่ ะคู่
N แทน จานวนคู่
D แทน ผลรวมของผลตา่ งของคะแนน
D2 แทน ผลรวมของผลตา่ งของคะแนนแต่ละคยู่ กกาลงั สอง
2. สถิติท่ีใช้ในการวคิ ราะห์หาคณุ ภาพเครือ่ งมือท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอม้ ูล
2.1 การหาความเทยี่ วตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทางการเรยี น
เพ่ือประเมนิ ความสอดคลอง้ ระหว่างข้อสอบกับจดุ ประสงค์ที่กาหนดโดยใช้สูตรดัชนคี ่าความสอดคล้อง IOC โดย
ใช้สูตร ดังน้ี
IOC = R
N
เมือ่ IOC แทน ดชั นีความสอดคล้องระหว่างขอ้ สอบกบั จดุ ประสงค์
R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเหน็ ของผ้เู ชีย่ วชาญ
N แทน จานวนผเู้ ช่ยี วชาญ
3. สถิติท่ใี ช้ทดสอบสมมตฐิ าน
3.1 คา่ เฉลี่ย ใช้ในการพิจารณาความกา้ วหน้าของนักเรยี น
3.2 การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ
ทดสอบ t-test แบบ Pair-test โดยใชส้ ูตร
t = d̅−d0 องศาเสรี (d.f.) n-1
Sd
√n
16
เมอื่ t แทน ค่าสถิติท่ีใช้เปรียบเทียบกับค่าวกิฤต เพื่อทราบความมี
นยั สาคัญ
d̅
d0 แทน คา่ เฉลีย่ ของผลต่างคะแนนก่อนเรยี นและหลังเรียน
แทน ค่าความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนท่ี
Sd
คาดหวังเกดิ ในประชากร
n แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าความแตกต่างของคะแนนก่อน
เรียนและหลังเรียน
แทน จานวนคขู่ องตวั อยา่ ง
17
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางด้านการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอิน
กับเกณฑ์ โดยปรับประยุกต์ใช้แบบฝึกการอา่ นออกเสียงพินอนิ rao kou ling เป็นไปตามเกณฑ์ไมน่ ้อยกว่าร้อย
ละ 70 และเพ่ือเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนก่อนและหลัง การใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน
rao kou ling ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4/5 ผูว้ จิ ัยไดเ้ สนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตามลาดบั
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ความสามารถการอ่านสทั อกั ษรพินอิน กอ่ นและหลังการใช้แบบฝึกการอา่ นออก
เสียงพนิ อนิ rao kou ling
ตารางท่ี 1 ค่าเฉล่ยี และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น กอ่ นเรียนและ
หลัง เรียนดว้ ยแบบฝึก
คนที่ คะแนนกอ่ นเรยี น (20 คะแนน) คะแนนหลังเรยี น(20 คะแนน)
1 12 18
2 13 18
3 11 17
4 11 16
5 11 17
6 12 18
7 13 19
8 11 16
9 10 15
10 10 14
รวม 114 168
X 11.4 16.8
S.D. 3.58 1.55
ร้อยละ 57 84
จากตารางท่ี 1 พบวา่ คะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีน เรือ่ ง การอ่านสัทอักษรพนิ อนิ จากการ ทดสอบ
กอ่ นเรยี นมีคะแนนเฉลย่ี คิดเป็นร้อยละ 57 และคะแนนทดสอบหลงั เรียนมคี ่าเฉลย่ี คดิ เป็นร้อยละ 84 ซง่ึ เป็นไป
ตามเกณฑ์ไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70
18
ตารางท่ี 2 เปรียบเทยี บคะแนนเฉลีย่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนภาษาจนี เร่อื ง การอ่านสัทอักษรพนิ อิน ก่อนเรยี น
และหลังเรยี นดว้ ยแบบฝกึ การอ่านออกเสียงพนิ อนิ rao kou ling
ผลการสอบ จานวน คะแนนเต็ม คะแนนเฉลย่ี สว่ นเบีย่ งเบน ร้อยละ t
นกั เรียน (N) มาตรฐาน (σ)
ก่อนเรียน 10 20 11.40 3.58 57 24.42
หลงั เรียน 10 20 16.80 1.55 54
* มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05
จากตารางที่ 2 พบว่า นกั เรียนมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน จานวน 10 คน
คะแนนเฉลีย่ การทดสอบก่อนเรยี นมี คะแนนเฉล่ยี เทา่ กับ 11.40 ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 3.58 คะแนน
เฉล่ยี การทดสอบหลังเรียนมีคะแนน เฉลี่ยเท่ากบั 16.80 ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.55 ผลการทดสอบ
สมมติฐานพบวา่ คะแนนเฉลีย่ ก่อนเรยี น และหลังเรยี นแตกต่าง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .05 โดยคะแนน
หลังเรยี นสงู กว่ากอ่ นเรียน
19
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย
ผลการใช้แบบฝกึ การอ่านออกเสียงพินอนิ rao kou ling ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4/5 แผนการ
เรยี นภาษาจีน เปน็ ไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 แสดงวา่ ผลของการใช้แบบฝกึ การอา่ นออกเสียงพินอนิ rao kou ling
ทมี่ ตี อ่ การอ่านของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน พบวา่ คะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
ภาษาจีน เรื่อง การอ่านสัทอักษรพนิ อนิ จากการทดสอบก่อนเรียนมคี ะแนนเฉล่ียคิดเปน็ ร้อยละ 57 และคะแนน
ทดสอบหลงั เรียนมีคา่ เฉล่ียคดิ เป็นรอ้ ยละ 84 เปน็ ไปตามเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เพอ่ื เปรียบเทยี บผลการ
ทดสอบการอ่านสัทอักษรพนิ อนิ หลังการใชแ้ บบฝึกการอ่านออกเสยี งพนิ อิน rao kou ling ของนักเรียน
มัธยมศึกษา4/5 จานวน 10 คน คะแนนเฉลยี่ การทดสอบก่อนเรียนมคี ะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 11.40 คา่ ส่วนเบ่ยี งเบน
มาตรฐาน เทา่ กับ 3.58 คะแนนเฉลี่ยการทดสอบหลงั เรียนมคี ะแนนเฉลีย่ เทา่ กบั 16.80 คา่ สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐานเทา่ กับ 1.55 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าคะแนนเฉล่ียก่อนเรยี นและหลงั เรยี นแตกตา่ ง อย่างมี
นัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ ระดบั .05 โดยคะแนนหลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อภิปรายผล
ผลของการสอนโดยใช้แบบฝกึ การอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling ที่มีต่อทักษะการอ่านของนักเรียน
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/5 แผนการเรยี นภาษาจีน พบว่าคะแนนผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนภาษาจีน เร่ือง การอ่านสัท
อักษรพนิ อนิ จากการทดสอบก่อนเรียนมคี ะแนนเฉล่ยี คิดเป็นรอ้ ยละ 57 และคะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย
คิดเป็น ร้อยละ 84 เป็นไปตามเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ท้ังนี้เพราะ คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนซึ่ง สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ ประไพร จันทะบัณฑติ (2557 : 5) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิใน
การออก เสียงพินอินโดยใช้ชุดฝึกทักษะการออกเสียงพินอิน ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะ
การออกเสียง พินอินได้ค่าประสิทธิภาพท่ี 81.25/80.37 ซ่ึง เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซ่ึงเป็นไปตาม
สมมติฐานการวิจัย ข้อ 1 ท่ีกาหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ในการออกเสียงพินอินของนักศึกษาโดยใช้ชุดฝึกทักษะการ
ออกเสียงพินอนิ หลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .01 ซึง่ เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย
ขอ้ 2 ที่ กาหนดไว้
เปรยี บเทียบผลการทดสอบการอา่ นสทั อักษรพินอิน หลังการใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนมัธยมศึกษาปี
ท่ี 3 จานวน 10 คน คะแนนเฉล่ียก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่าง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ท้ังนี้
เพราะ คะแนนเฉลี่ยก่อนเรยี นและหลงั เรียนแตกต่าง อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ.05 สอดคล้องกบั งานวิจัย
ของกิติญา ชูวิทย์เจริญกิจ,พิณพร คงแท่น,รัชกร เหล่าโสภาพันธ์และ หม่า ฮวานฮวาน (2557:97) การได้
ศึกษาวิจัย เรื่องพัฒนาความสามารถด้านการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้ชุดฝึกประกอบการจัดกิจกรรมแบบ
BBL สาหรับ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 โดยใช้ชุดฝึกประกอบการจัดกิจกรรม แบบ BBLมีคะแนนการทดสอบหลังเรียน
สงู กวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้
1.1 จากผลการวิจยั พบวา่ ผู้ที่ได้รับการจดั กิจกรรมการเรียนรดู้ ว้ ยการสอนโดยใช้แบบฝึกการ
อา่ นออกเสยี งพินอิน rao kou ling จะมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน ดงั น้นั ในการจัดการ
เรยี นการสอนควรมีการประยุกตใ์ ช้วิธีการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยการสอนโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะใหม้ ากข้นึ และเหมาะสม
20
เปน็ การเรียนการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเปน็ สาคญั และเพมิ่ ประสิทธภิ าพการเรยี นให้กับนักเรยี นอกี ท้ังยังทาให้ผู้เรียน
ไดเ้ รยี นรู้คดิ วเิ คราะหด์ ว้ ยตัวเองมากยิง่ ข้นึ
1.2 ในการใช้แบบฝกึ การอ่านออกเสียงพินอิน rao kou ling ประกอบการเรียนการสอนน้ัน
ครผู ู้สอนควรช้แี จง ถงึ จุดมุ่งหมายของการใช้แบบฝึก การอ่านออกเสียงพนิ อนิ rao kou ling วา่ เปน็ การช่วย
พัฒนาทักษะทางด้านการอา่ นออกเสียงพิน อนิ ในภาษาจนี ท้งั ยงั ช่วยในการจดจาตวั อักษรไดด้ ว้ ย
2. ข้อเสนอแนะทใี่ ชใ้ นงานวิจัยคร้ังต่อไป
2.1 การศึกษาวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการนาแนวคิดและหลักการสร้างชุดฝึกการอ่านออกเสียง ท่ี
มีการสอน แบบบรู ณาการ กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาต่างประเทศในเรือ่ งอื่นๆ
2.2 การศึกษาวิจัยคร้ังต่อไป ควรทาการวิจัย โดยใช้สื่อภาพประกอบการอ่านออกเสียง
พยญั ชนะ คาศัพท์ ในภาษาจีน การสอนทักษะด้านการฟงั พูด อ่าน เขียน
21
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). ตัวช้ีวดั และสาระการเรยี นรู้ แกนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ: กระทรวงศึกษาธกิ าร .
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์
ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย .
กติ ิญา ชูวทิ ย์เจริญกิจ, พณิ พร คงแท่น,รั ชกร เหลา่ โสภาพนั ธ์, และหมา่ ฮวานฮวาน. (2560). การพัฒนา
ความสามารถด้านการอ่านออกเสียงภาษาจนี โดยใช้ชดุ ฝกึ ประกอบการจดั กจิ กรรมแบบ BBLสาหรับ
นกั ศกึ ษาชนั้ ปีท่ี 1 สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยราชภฏั
มหาสารคาม. วารสารช่อพะยอม, 28(1), 97-103.
ประไพร จันทรบณั ฑติ . (2557). การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิในการออกเสยี งพนิ อนิ โดยใช้ชดุ ฝกึ ทักษะการออกเสียง
พินอนิ (วิทยานิพนธ)์ . ราชบรุ ี . มหาวทิ ยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบงึ . สบื คน้ จาก
http://rms.mcru.ac.th/researches/21
นฤชล สถริ วัฒน์กุล. (2560). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาจนี โดยใชแ้ ผน่ ภาพการ์ตนู สาหรับนกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนวัดบงึ บวั (วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาครศุ าสตร์มหาบณั ฑิต),กรงุ เทพมหานคร:
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
ตลุ ยนุสรญ์ สุภาษาและ ฉี เสวียหง. (2560). การศึกษาปัญหาการออกเสยี งภาษาจนี ของนักศึกษา สาขาวชิ า
ภาษาจีนธรุ กจิ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. วารสารบัณฑติ วจิ ัย, ปที ี่ 8 (ฉบับท่ี 1).
เชยี งใหม:่ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชยี งใหม.่
22
ภาคผนวก
23
ภาคผนวก ก
รายช่อื ผเู้ ชยี่ วชาญเปน็ ผตู้ รวจสอบเครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
24
รายชอ่ื ผ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบเครือ่ งมือการวจิ ัย
1. นางปาลติ า หลงั ชาย
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครผู ู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวัดสตลู
2. นางสาจิตร ทพิ ย์รองพล
ครูชานาญการพเิ ศษ
ครูผ้สู อนวิชาภาษาองั กฤษ โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู จงั หวดั สตูล
3. นางนริศรา หยมี ะเหร็บ
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครผู สู้ อนวชิ าภาษาอังกฤษ โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตูล
25
ภาคผนวก ข
ตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมือ
- การคานวณหาค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ ง
26
การคานวณและการแปลผลค่า IOC
แบบทดสอบเร่ือง สทั อกั ษรพินอนิ
รายวชิ าภาษาจีน 1 รหสั จ31201
ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบขอ้ ที่ คะแนนความเหน็ ของผเู้ ช่ยี วชาญ รวม คา่ IOC แปลผล
คนที่ 1 คนท่ี 2 คนที่ 3
1 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
2 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
4 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
6 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
7 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
8 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
9 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
10 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
11 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
12 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
13 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
14 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
15 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
16 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
17 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
18 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
19 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
20 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
27
ภาคผนวก ค
เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นงานวิจยั
28
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1
กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาต่างประเทศ รหัสวชิ า จ31201 วิชา ภาษาจีน 1
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง 问候 เวลา 2 ช่ัวโมง
ชอ่ื ผู้สอน นางสาวพรกมล รตั นมหันต์
1. ผลการเรียนรู้
1. ระบสุ ทั อกั ษรพนิ อิน (拼音) อา่ นออกเสียงและประสมเสียงตามหลักการออกเสียง
2. เขา้ ใจคา กลุ่มคา ประโยคและสามารถสื่อความเข้าใจนั้นเปน็ ภาพ หรอื สัญลกั ษณ์ หรือสอื่ ในทาง
กลบั กันได้
2. สาระสาคัญ
การออกเสยี งสัทอักษรพนิ อนิ เป็นพื้นฐานทจี่ าเป็นในการเรียนภาษาจีน โดยใชพ้ ยัญชนะใน
ภาษาองั กฤษมาแทนในการออกเสียง การไดร้ ับการฝึกฝนอย่างสม่าเสมอ สามารถนาไปใช้ในการผสมพยัญชนะ
กับสระจนเป็นคาอ่านในภาษาจีน และสามารถติดตอ่ สื่อสารได้อย่างถกู ต้องและเหมาะสม
จุดประสงค์การเรียนรู้ (K,P,A)
1. ออกเสยี งสัทอักษรพินอินได้ถกู ต้อง
2. สามารถเขยี นสทั อกั ษรพินอินเป็นคาอา่ นได้ถูกตอ้ ง
3. นกั เรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้
3. สาระการเรียนรู้
พยัญชนะพินอนิ b p m f d t n l g k h j q x z c s zh ch sh r
สระเดี่ยว a o e i u ü
สระผสม a) ai ao an ang
o) ou ong
e) er ei en eng
i) ia iao ie iu ian in iang ing iong
u) ua uo uai ui uan un uang ueng
ü) üe üan ün
วรรณยกุ ต์ เสยี งหนง่ึ “ — ” เสียงสอง “ ̸ ” เสยี งสาม “ ˅ ” เสยี งสี่ “ \ ”
4. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถดา้ นการส่ือสาร
5. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝ่เรียนรู้
2. ความรับผิดชอบ
29
6. ช้ินงาน/ภาระงาน
แบบฝกึ หดั วรรณยุกต์
7. กจิ กรรมการเรียนรู้ วิธสี อนแบบ การเรียนรู้แบบใชเ้ กม
1. ขัน้ นาเข้าสู่บทเรยี น
1. ครูตรวจสอบความพร้อมและความรู้พ้นื ฐานเดิมของนักเรียน โดยใหท้ าแบบทดสอบกอ่ นเรียน
จานวน 20 ขอ้
2. ครูถามนักเรยี นรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศจนี บา้ ง ? และให้พดู คนละ 1 อย่าง ครูถามนักเรียนว่า เคยได้
ยนิ คาว่า พนิ อิน หรือไม่ อยา่ งไร เก่ียวข้องอยา่ งไรกับภาษาจนี และทาไมเราต้องเรียนพนิ อิน
2. ข้นั สอน
1.ครูอธบิ ายว่าพนิ อินประกอบดว้ ย พยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ และวนั น้จี ะเรยี นพยัญชนะพนิ อิน
ครูใหน้ กั เรยี นฟงั การออกเสยี งพยัญชนะพินอิน เริม่ จาก b p m f d t n l g k h j q x z c s zh ch sh r และให้นักเรยี นออก
เสียงตาม ครูใหน้ ักเรียนฝึกออกเสยี งพร้อมกัน และฝึกทีละคน ครใู หน้ กั เรียนเล่นเกมสโ์ ดย ฟังเสียงจากครู และ
เลอื กตวั อักษรท่ีได้ยิน คนไหนตอบได้ถูกต้องและได้คะแนนเยอะทส่ี ดุ เปน็ ผู้ชนะ
2. ครเู ขียนสระพินอินเดยี่ วบนกระดาน ให้นักเรียนฟังการออกเสียงสระพนิ อนิ และให้ออกเสยี งตาม
ดงั น้ี a o e i u ü ครูตงั้ คาถามว่า เวลานกั เรยี นออกเสยี ง a จนถึงตวั ü ปากของเราจะเป็นอยา่ งไร
ครูใหน้ ักเรยี นฟงั เสียงสระผสม และคดิ ว่ามีตัวอะไรบ้าง? หลังจากนักเรยี นรวู้ า่ สระผสมมีจานวน 30 ตวั ไดแ้ ก่
a) ai ao an ang
o) ou ong
e) er ei en eng
i) ia iao ie iu ian in iang ing iong
u) ua uo uai ui uan un uang ueng
ü) üe üan ün
3. ครูใหน้ ักเรียนฝึกออกเสียงสระพร้อมกนั และสมุ่ เรียกทลี ะคน ให้เพือ่ นในหอ้ งช่วยกนั ฟัง ครแู ก้ไขการ
ออกเสยี งนกั เรียนคนท่ีออกเสียงไมถ่ ูกต้อง
4. ครใู ห้นักเรียนฝึกออกเสียงพินอนิ โดยใชแ้ บบฝึกrao kou ling
3. ข้นั สรปุ
1. นักเรียนรว่ มกันสรปุ การทากิจกรรม และพดู สระหรือพยัญชนะทไ่ี ด้เรยี นในวันนี้
8. สอื่ การเรียนรู/้ แหล่งเรยี นรู้
หนังสือ 汉语教程(上)第一下
CD 汉语教程(上)第一下
ตารางพินอนิ
Power point
แบบฝกึ rao kou ling
30
9. การวดั ผลและการประเมินผลการเรียนรู้
การประเมินผล(ด้าน) วธิ กี ารวัด เครือ่ งมอื การวัด เกณฑ์การประเมิน
(จดุ ประสงค์การเรยี นรู้)
การทดสอบ แบบทดสอบ นักเรยี นออกเสียงไดถ้ ูกต้อง
1. ออกเสียงสัทอักษรพนิ อินได้ ผ่านเกณฑร์ ้อยละ60
ถกู ต้อง การสังเกต แบบสงั เกต
พฤติกรรม พฤติกรรม นักเรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมได้
2. สามารถเขียนสทั อักษรพิน ถูกต้องผา่ นเกณฑร์ ้อยละ60
อนิ เปน็ คาอ่านไดถ้ ูกตอ้ ง การสังเกต แบบสังเกต นกั เรียนมสี ่วนร่วมใน
พฤติกรรม พฤติกรรม กจิ กรรมและเข้าชั้นเรยี น
3. นกั เรียนมีความรับผิดชอบ อยา่ งน้อยรอ้ ยละ 80
ใฝเ่ รยี นรู้
10. ความคิดเหน็ ของหัวหน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
................................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................................................................
ลงชือ่
(นางปาลติ า อาดลุ เบบ)
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ
11. ความคดิ เหน็ รองผู้อานวยการกล่มุ บรหิ ารวชิ าการ
องค์ประกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้.............................................................................
มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชีว้ ดั /ผลการเรียนรสู้ อดคล้อง.......................................................
สาระสาคัญครอบคลมุ ชดั เจน.............................................................................................
สาระการเรียนรมู้ ีความถกู ตอ้ งตามหลักวชิ าการ................................................................
จุดประสงค์การเรียนร้มู ีความชดั เจนครอบคลุม (K/P/A).....................................................
สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น................................................................................................
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์.................................................................................................
ระบุภาระงาน/ชิ้นงาน........................................................................................................
กจิ กรรมการเรยี นร้เู นน้ ผ้เู รียนเปน็ สาคัญ...........................................................................
สื่อและอุปกรณ์การเรยี นร.ู้ ................................................................................................
การวัดและการประเมินผลตามจุดประสงค์การเรยี นรู้...........................................................
เสนอส่งแผนการจัดการเรียนรูต้ ามขนั้ ตอนระบบงาน........................................................
บันทึกหลงั สอน................................................................................................................ .
( นายอบั ดลรอศักดิ์ มณโี สะ๊ )
รองผูอ้ านวยการกล่มุ บรหิ ารวิชาการ
31
12. ความคดิ เหน็ ผูอ้ านวยการโรงเรยี น
อนญุ าตให้ใชจ้ ัดการเรียนการสอนได้
ควรปรบั ปรงุ คอื ................................................................................................................
................................................................................................................................ ..................
( นายสิรวฒุ ิ ยุนยุ้ )
ผอู้ านวยการโรงเรยี นกาแพงวิทยา
13. บนั ทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นร้แู ผนการจัดการเรียนรู้ที่...........
13.1 ผลการจดั การเรยี นรู้ (ตามจุดประสงค์การเรยี นรู้)
............................................................................................................................. ....................................................
........................................................................................................................... ......................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
................................................................................
13.2 แนวทางแกป้ ัญหานกั เรียนทไี่ มผ่ า่ นตวั ชว้ี ัด/ผลการเรียนร้หู รือจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
.................................................................................................................. ...............................................................
........................................................................................................................... ......................................................
............................................................................................................................................. ....................................
............................................................................................... ..................................................................................
ลงชอ่ื …………………………………….…………………
(นางสาวพรกมล รัตนมหนั ต์)
ครูผูส้ อน
วันที่………เดอื น ……………………… พ.ศ. ……………….
32
绕口令
吃葡萄
chī pútáo
吃葡萄吃吐葡萄葡萄皮儿,
不吃葡chī萄p不út吐áo葡萄皮儿。
吃葡萄不吐葡萄皮儿,
不吃葡萄倒吐葡萄皮儿。
chī pútáo tǔ pútáo pí ér,
bù chī pútáo bù tǔ pútáo pí ér.
chī pútáo bù tǔ pútáo pí ér,
bù chī pútáo dào tǔ pútáo pí ér.
33
绕口令
八百标兵
Bābǎi biāobīng
八百标兵奔北,炮兵并排北边跑
炮兵怕把标兵碰,标兵怕碰炮兵炮。
Bābǎi biāobīng bēn běi,
pàobīng bìngpái běibian pǎo
pàobīng pà bǎ biāobīng pèng,
biāobīng pà pèng pàobīng pào.
34
แบบทดสอบ เรื่อง สทั อกั ษรพนิ อนิ
คาชี้แจง ให้นักเรียนพจิ ารณาคาตอบจากข้อ a b c และ d ทถี่ กู ทีส่ ดุ เพยี งข้อเดยี วแลว้ ทา
เคร่อื งหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคาตอบ
1. พยญั ชนะมีท้ังหมดกี่เสียง
a. 20 b. 21 c. 22 d. 23
2. d ออกเสียงเทยี บเคียงพยัญชนะไทย คืออักษรอะไร
a. ถ.ถงุ b. ต.เตา c. ด.เด็ก d. ท.ทหาร
3. b ออกเสียงเทียบเคียงพยัญชนะไทย คอื อกั ษรอะไร
a. ป.ปลา b. บ.ใบไม c. ฟ.ฟน d. พ.พาน
4. g ออกเสียงเทยี บเคยี งพยัญชนะไทย คืออักษรอะไร และใชสระใดในการอานออกเสยี ง
a. ก + สระอูโอ b. ก + สระเออ c. จ + สระเออ d. จ + สระอี
5. zh มีวธิ กี ารอานออกเสียง โดยเกดิ จากฐานเสียงใด
a. ฐานเสียงท่ีเกิดจาก โคนลนิ้ แตะเพดานออน
b. ฐานเสียงทีเ่ กิดจาก สวนหนาลิ้นแตะเพดานแข็ง
c. ฐานเสยี งทเ่ี กิดจาก ปลายล้ินแตะเพดานแขง็ สวนหนา
d. ฐานเสยี งทีเ่ กิดจาก ปลายลน้ิ แตะระหวางฟน
6. ขอใดอานออกเสียงตรงกบั ฐานเสียงของพยญั ชนะ x
a. z b. q c. r d. c
7. พยญั ชนะในขอใดใชสระอือ(หนา) ในการอานออกเสียง
a. s b. sh c. j d. f
8. ขอใดไมเปนเสยี งสงลม
a. p b. t c. k d. h
9. ขอใดคือพยัญชนะกง่ึ สระ
a. n b. l c. w d. m
10. y เปนพยญั ชนะกึ่งสระอะไร 35
a. สระโอ b. สระเออ c. สระอี d. สระอู
c. y , w d. m , f
11.พยัญชนะกงึ่ สระมเี สียงอะไรบ้าง c. เกอ d. จอื
c. d , t , n , l d. j , q , x
a. b , p b. zh, ch c. n d. u
c. a o e u er ou d. ou ai e ie
12. “ j ”พยญั ชนะตวั ตน่ ้ีอ่านวา่ อย่างไร c. เตอ d. เต๋อ
c. u d. e
a. ซี b. จี c. jì d. zhè
c. อี d. อู
13. พนิ อินชดุ ใด ท่ีจะต้องมีการมว้ นลน้ิ ขณะออกเสยี ง
a. g , k ,h b. zh, ch, sh , r
14. ข้อใดไมใ่ ชส่ ระเด่ยี วในภาษาจนี
a. o b. I
15. สระเดี่ยวในขอ้ ใดต่อไปนี้ถูกต้อง
a. a o e i u ü b. a o e i y w
16. dé ในภาษาไทยอา่ นได้ตามข้อใด
a. ต้ี b. ต๋ี
17. พยญั ชนะ g k h ไมส่ ามารถใส่กับสระในข้อใด
a. i b. a
18. ตา่ คือคาอา่ นในข้อใด
a. mí b. dă
19. “i” เทียบเสยี งได้กับพยัญชนะตัวใด?
a. ออ b. เออ
20. pa ข้อใดสะกดเสียงถูกต้อง
a. ฟวั -อา-มา
b. พัว-อา-พา
c. มัว-อา-มา
d. ปัว-อา-ปา