รายงานวิจยั ในชั้นเรยี น
การชุดฝกึ ทักษะเพอ่ื พฒั นาความสามารถการอ่านโนต้ สาหรับนักเรยี น
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5/7โดยผ่านGoogie Meet
นายกฤษฎา แซ่โห่
ตาแหน่งครู
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ(ดนตรีสากล)
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตลู
สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 16
ชอ่ื เรือ่ ง การชุดฝึกทักษะเพ่ือพฒั นาความสามารถการอ่านโน้ตสาหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5/7
โดยผา่ นGoogie Meet โรงเรียนกำแพงวิทยำ จงั หวัดสตูล
ผู้วิจัย นำยกฤษฎำ แซโ่ ห่
กลุ่มสาระฯ ศลิ ปะ(ดนตรสี ำกล)
ปีการศกึ ษา 2564
บทคดั ย่อ
กำรวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนำทักษะในกำรปฎิบัติเครื่องดนตรีสำกลสำหรับนักเรียน(แผน
ดนตรี)ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 5/7 โรงเรียนกำแพงวิทยำ จังหวดั สตูล เทียบกบั เกณฑร์ ้อยละ90 กลุม่ ตวั อย่ำง ท่ีใช้ใน
กำรวิจัยคร้ังน้ี นักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 5โรงเรียนกำแพงวิทยำ จังหวัดสตูล จำนวนนักเรียน 2 คน เคร่ืองมือ
ในกำรวิจัยครั้งน้ี 1.ชุดกิจกรรมแผนภำพดนตรี 2.แบบประเมินทักษะกำรปฎิบัติเคร่ืองดนตรีสำกล ผลกำรวิจัย
พบว่ำทกั ษะกำรปฎิบัติเครื่องดนตรสี ำกลของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษำปีท่ี 5/7 หลังกำรใช้ชดุ ฝึกทักษะเพื่อพัฒนา
ความสามารถการอ่านโน้ตนกั เรียนมีคะแนนเฉลย่ี รวมสงู ข้นึ
บทที่ 1
ชือ่ เรื่อง การชุดฝกึ ทักษะเพ่ือพฒั นาความสามารถการอา่ นโน้ตสาหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5/7โดยผ่าน
Googie Meet โรงเรียนกำแพงวิทยำ จงั หวัดสตลู
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
การพัฒนากระบวนการการเรียนร้ทู างศลิ ปะจึงเป็นเรอื่ งสาคญั โดยเฉพาะพน้ื ฐานทางดา้ นดนตรี เริ่มจากพื้นฐาน
คือจังหวะซึง้ เป็นสว่ นท่สี าคัญที่สุด เรยี กวา่ เปน็ หัวใจของการเรียนดนตรี การส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนสามารถเข้าใจใน
จงั หวะจะเป็นการปูพ้ืนใหเ้ นอ้ื หาอ่นื ๆตามมา สอดคลอ้ งกับการนาสว่ นจังหวะมาบันทึกเปน็ ตัวโน้ต ยงิ่ ต้องเรียนรู้
ในค่าของตวั โนต้ เหล่าน้มี ากขึ้น ซึ้งพบวา่ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5/7 โรงเรียนกาแพงวทิ ยาส่วนใหญไ่ ม่
สามารถทาความเขา้ ใจและปฏิบัตสิ ่วนโน้ตดังกลา่ วได้ ทาใหไ้ ม่สามารถเกดิ กระบวนการเรียนรู้ให้เนอื้ หาต่อไป
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงคข์ องหลักสตู รแกนกลางและตัวชี้วดั จากสาเหตทุ ่นี าเสนอข้างตน้
ดงั น้ันผูท้ าวิจัยจงึ ตอ้ งการพฒั นาทักษะการอ่านโนต้ ของ นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5/7โรงเรียนกาแพงวิทยา
โดยการพัฒนาทักษะการอา่ นโน้ตโดยใช้แบบฝึกทักษะโดยผ่านGoogie Meet
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นโน้ตโดยผา่ นGoogie Meet
2. เพ่อื เป็นการพัฒนาทกั ษะการอ่านโน้ตของนกั เรียนระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
การอา่ นโน้ต
สมมตฐิ านในการวจิ ยั
1.นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี 5 มีทกั ษะในกำรอำ่ นโน้ตได้เบอื้ งตน้ และมีผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรียนหลงั กำร
ใชแ้ บบฝึกทักษะสงู กวำ่ ก่อนใช้
ขอบเขตของการวิจัย
เพื่อใช้ในกำรวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษำปที ่ี 5/7 ภำคเรยี นที่ 2 ปีกำรศึกษำ 2564 โรงเรียนกำแพง
วทิ ยำ จงั หวดั สตูล จำนวน 2 คน
ตวั แปร
ตัวแปรต้น คือ ชุดกจิ กรรม
ตัวแปรตำม คือ ความสามารถการอ่านโน้ต
ระยะเวลาในการวจิ ัย
ผูว้ ิจัยดำเนินกำรทดลองในระหวำ่ งภำคเรียนที่ 2 ปกี ำรศึกษำ 2564 ระยะเวลำในกำรวจิ ยั 8 ช่ัวโมง
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับ
1. เป็นการพัฒนารูปแบบนวัตกรรมของการเรียนการสอนวิชาดนตรีประเภทสื่อและเทคนิคการอ่านส่วน
โน้ตที่มีประสิทธภิ าพและง่ายตอ่ การเรยี นรู้
2. ครสู ามารถพัฒนาแผนการสอนใหท้ นั สมัยและมปี ระสิทธิภาพ
3. เปน็ การยกระดับคุณภาพของบคุ ลากรครูผู้สอนวิชาดนตรใี หม้ ีศักยภาพมากขน้ึ
4. นกั เรยี นเกดิ การเรียนรูเ้ ทคนคิ และสามารถอ่านส่วนโน้ตไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
5. เปน็ การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาดนตรใี หม้ ีประสทิ ธิภาพมากขนึ้
6. เป็นการกระตุ้นบรรยากาศการเรยี นการสอนวชิ าดนตรใี ห้นา่ สนใจ ทาใหเ้ กิดการเรยี นรู้ท่มี ี
นยิ ามศพั ทท์ ่ีใชใ้ นการวิจยั
ควำมพงึ พอใจ หมำยถึง ผลตอบรับทำงด้ำนควำมรสู้ ึกทมี่ ีต่อชุดฝกึ โดยใช้เกณฑเ์ ปน็ ตัวกำหนดระดบั
ควำมรูส้ ึกพอใจของผ้เู รยี นที่มีต่อกำรเรยี นกำรสอนโดยชุดแบบฝกึ โดยเก็บข้อมูลจำกกำรใหผ้ ู้เรียนตอบ
แบบสอบถำมควำมพงึ พอใจท่ีผวู้ จิ ยั สร้ำงขึ้น ซงึ่ ทำกำรเกบ็ ข้อมูลหลังจำกกำรวัดผลสมั ฤทธิ์ทำงกำรเรียน
ประชำกร หมำยถึง นักเรยี นของโรงเรียนกำแพงวทิ ยำ จังหวดั สตลู ท่ีเรยี นวิชำดนตรี ศ 31223
ระดบั ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 5 ในภำคเรียนท่ี 2 ปกี ำรศึกษำ 2564 จำนวน 2 คน
ตวั แปร หมำยถึง ส่งิ ต่ำงๆหรือปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อกำรวิจัย
ทกั ษะ หมำยถงึ ควำมสำมำรถหรือควำมชำนำญที่เกิดจำกกำรฝกึ ฝน
กำรจำแนก หมำยถงึ เป็นทักษะหน่ึงท่ีอำศยั กำรเปรยี บเทียบควำมเหมือนและแตกตำ่ ง
บทที่2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ในกำรวิจยั กำรพัฒนำทักษะกำรจำแนก การชุดฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านโนต้ สาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/7โดยผ่านGoogie Meet โรงเรียนกำแพงวิทยำ จังหวัดสตูล ผู้วิจัยได้ศึกษำ
เอกสำรและงำนวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้องประกอบด้วยเนื้อหำดังนี้
1. เอกสำรท่เี กี่ยวข้องกบั ชดุ แบบฝกึ
1.1 นิยำมควำมหมำยของชดุ แบบฝกึ
1.2 ส่วนประกอบของชุดแบบฝึก
1.3 ข้ันตอนกำรสร้ำงชุดแบบฝกึ
1.4 ลกั ษณะของชดุ แบบฝกึ ท่ีดี
1.5 ข้อดขี องชุดแบบฝึก
2. เอกสำรที่เก่ียวขอ้ งกบั ทักษะกำรจำแนก
2.1 นิยำมควำมหมำยของทกั ษะกำรจำแนก
3. เอกสำรทเี่ กยี่ วข้องกับควำมพึงพอใจ
3.1 นยิ ำมควำมหมำยของควำมพึงพอใจ
4. งำนวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ้ ง
1. เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับชุดแบบฝกึ
กำรฝึกเป็นกิจกรรมท่ีมีประโยชน์ในกำรเรียนกำรสอน ดังนั้นกำรฝึกโดยกำรใช้แบบฝึกก็เป็นกำรจัด
สภำพกำรณ์เพ่ือให้ผู้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมจนสำมำรถปฏิบตั ิงำนทีไ่ ด้รับมอบหมำยได้อย่ำงมีประสทิ ธิภำพ ในกำร
สร้ำงแบบฝึกต้องคำนึงถึงหลักกำรสร้ำงจิตวิทยำที่เก่ียวข้องกับแบบฝึกลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประโยชน์ของ
แบบฝึก หลักกำรนำไปใช้ เปน็ ตน้
1.1 นยิ ามความหมายของชดุ แบบฝึก
แบบฝึกในภำษำไทยมีชือ่ เรียกแตกต่ำงกันออกไปมำกมำย เช่น ชุดกำรฝึก ชุดแบบฝึกทักษะ แบบฝึกหัด
แบบฝกึ หัดทักษะ เป็นตน้ มผี ู้ใหค้ วำมหมำยของแบบฝึก แบบฝึกหัดหรอื ชดุ แบบฝกึ ไว้ดงั น้ี
สมศักด์ิ สินธุระเวชญ์ (2540 : 106) กล่ำวว่ำ แบบฝึก หมำยถึง กำรจัดประสบกำรณ์ฝึกหัดเพ่ือให้
ผู้เรยี นศึกษำและเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเองและสำมำรถแกป้ ัญหำได้ถูกต้องอย่ำงหลำกหลำยและแปลกใหม่
ถวัลย์ มำศจรลั (2546 : 18) ไดใ้ หค้ วำมหมำยไว้ว่ำ แบบฝึกหดั หมำยถึง กิจกรรมพัฒนำทกั ษะเรียนรู้
ท่ีให้ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้ได้อย่ำงเหมำะสม มีควำมหลำกหลำย และปริมำณเพียงพอที่สำมำรถตรวจสอบและ
พัฒนำทักษะกระบวนกำรคิด กระบวนกำรเรียนรู้ สำมำรถนำผู้เรียนสู่กำรสรุปควำมคิดรวบยอดและหลักกำร
สำคัญของสำระกำรเรียนรู้ รวมท้งั ทำให้ผู้เรียนสำมำรถตรวจสอบควำมเขำ้ ใจในบทเรยี นดว้ ยตนเองได้
ปรศิ นำ พลหำญ (2549 : 48) ได้ใหค้ วำมหมำยของแบบฝกึ ไว้วำ่ แบบฝกึ หรือแบบฝึกหดั หรือแบบเสริม
ทักษะหมำยถึงกำรจัดประสบกำรณ์กำรฝึกโดยใช้ตัวอย่ำงปัญหำหรือคำส่ังที่ตั้งข้ึนเพื่อให้นักเรี ยนเป็นผู้ลงมือ
ปฏิบัติกิจกรรมเองและเกิดควำมรู้ควำมเข้ำใจและมีทักษะเพ่ิมมำกข้ึนช่วยให้นักเรียนมีพัฒนำกำรในกำรเรียนรู้
และสำมำรถนำควำมรไู้ ปใช้แกป้ ัญหำ นักเรยี นไดเ้ รยี นรอู้ ย่ำงสนกุ สนำน
สุกิจ ศรีพรหม (2541 : 68) ได้ให้ควำมหมำยไว้ว่ำ ชุดกำรฝึก หมำยถึง กำรนำส่ือประสมท่ีสอดคล้อง
กับเนื้อหำและจุดประสงค์ของวิชำมำใช้ในกำรเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนเพื่อให้เกิดกำรเรียนรู้อย่ำงมี
ประสทิ ธิภำพ
นิลำภรณ์ ธรรมวิเศษ (2546 : 10) ได้กล่ำวถึงควำมหมำยของแบบฝึกว่ำเป็นสิ่งท่ีช่วยเสริมทักษะ
เกี่ยวกับกำรเขียนทกุ รปู แบบโดยเฉพำะอย่ำงย่ิงกำรเขียนสะกดคำครูสำมำรถใช้แบบฝึกชว่ ยพัฒนำกำรเขียนแบบ
ฝกึ ยังเปน็ สงิ่ เร้ำใจใหผ้ เู้ รียนสนใจและอยำกฝึกทักษะกำรเขยี นให้เกดิ ควำมชำนำญมำกข้นึ
จำกควำมหมำยดงั กล่ำว สรุปได้ว่ำ แบบฝึก แบบฝกึ หดั ชุดแบบฝกึ หรอื ชดุ กำรฝึก เปน็ คำทมี่ ีควำมหมำย
คล้ำยคลึงกัน คือ งำนหรือกิจกรรมท่ีครูผู้สอนมอบหมำยให้ผู้เรียนกระทำเพ่ือฝึกทักษะที่ต้องกำรและทบทวน
ควำมรู้ทไ่ี ดเ้ รียนไปแล้วใหเ้ กิดควำมชำนำญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว แม่นยำ จนสำมำรถนำควำมรไู้ ปแก้ปัญหำได้ ใน
กำรศึกษำครงั้ น้ผี ู้วจิ ัยเลือกใชค้ ำว่ำ ชุดแบบฝกึ
1.2 ส่วนประกอบของชุดแบบฝกึ
ส่วนประกอบหรือองคป์ ระกอบของชุดแบบฝกึ ในแตก่ จิ กรรม มีดงั นี้
1) ปกนอก
2) ปกใน
3) คำนำ
4) สำรบัญ
5) สำระกำรเรยี นรู้ จุดประสงคก์ ำรเรียน สมรรถนะ และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ทต่ี ้องกำรฝึก
6) แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
7) ใบควำมรู้
8) ใบกิจกรรม/แบบฝึก/กิจกรรมฝกึ
9) แบบฝึกหดั
10) แบบทดสอบหลังเรยี น
11) บรรณำนกุ รม
12) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
13) เฉลย/แนวคำตอบแบบฝึกหัด
14) เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
15) ปกหลัง
(ท่ีมำ : ดร.สุจิต เหมวัล (2555: 12-13) . ศำสตร์กำรสร้ำงและพัฒนำแบบฝึกทักษะ. โรงพิมพ์ทรัพย์สุนทรกำร
พมิ พ,์ ขอนแกน่ .)
จำกส่วนประกอบข้ำงต้นเป็นส่วนประกอบของบทเรียนแบบฝึกหัดหรือชุกฝึกที่เป็นบทเรียนโปรแกรม
และบทเรียนสำเร็จรูป แต่ผู้วิจัยได้จดั ทำชดุ แบบฝึกในรูปแบบของชุดกิจกรรม ฉะนั้นจะนำส่วนประกอบมำเพียง
บำงส่วนเท่ำนัน้ คือ
1) สำระกำรเรียนรู้ จุดประสงค์กำรเรียน สมรรถนะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทต่ี อ้ งกำรฝกึ
2) สื่อหรอื นวตั กรรม
3) ใบควำมรู้
4) ใบกิจกรรม/ชดุ แบบฝึก/กิจกรรมฝกึ /แบบฝึกรวม
5) แบบทดสอบหลังเรียน
1.3 ขนั้ ตอนการสรา้ งชุดแบบฝึก
ฮำเรส (Haress อ้ำงถึงใน อังศุมำลิน เพ่ิมผล, 2542 : 14) ได้กล่ำวถึงหลักกำรสร้ำงแบบฝึกว่ำ แบบฝึก
จะตอ้ งใช้ภำษำให้เหมำะสมกับผูเ้ รียน และควรสร้ำงโดยอำศยั หลักจิตวทิ ยำในกำรแก้ปัญหำและกำรตอบสนองไว้
ดังนี้
1.สรำ้ งแบบฝึกหลำยๆ ชนิด เพอ่ื เรำ้ ให้ผู้เรยี นเกดิ ควำมสนใจ
2.แบบฝกึ ท่สี ร้ำงข้ึนนั้นจะตอ้ งใหผ้ ู้เรยี นสำมำรถพิจำรณำได้ว่ำต้องกำรให้ผเู้ รียนทำอะไร
3.ใหผ้ ูเ้ รียนไดน้ ำสิ่งที่เรยี นรู้จำกกำรเรียนมำตอบในแบบฝกึ ให้ตรงตำมเปำ้ หมำย
4.ให้ผเู้ รยี นตอบสนองส่ิงเรำ้ ด้วยกำรแสดงควำมสำมำรถและควำมเขำ้ ใจในกำรฝึก
5.กำหนดให้ชัดเจนวำ่ จะใหผ้ เู้ รยี นตอบแบบฝึกแต่ละชนดิ แต่ละรปู แบบดว้ ยวธิ กี ำรตอบอย่ำงไร
ถวลั ย์ มำศจรสั (2546:20) ไดก้ ล่ำวถึงกำรสรำ้ งและจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทกั ษะไวด้ งั นี้
1.ศึกษำเน้ือหำสำระสำหรับกำรจดั ทำแบบฝึกหดั แบบฝกึ ทกั ษะ
2.วิเครำะห์เน้อื หำสำระโดยละเอยี ด เพอื่ กำหนดจุดประสงคใ์ นกำรจัดทำ
3.ออกแบบกำรจดั ทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทกั ษะตำมจดุ ประสงค์
4.สร้ำงแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะและส่วนประกอบอ่ืนๆ เช่น แบบทดสอบก่อนฝึก บัตรคำส่ัง ขั้นตอน
กิจกรรมท่ีผเู้ รียนต้องปฏิบัติ แบบทดสอบหลังเรยี น
5.นำแบบฝกึ หัด แบบฝกึ ทกั ษะ ไปใช้ในกำรจดั กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ ปรบั ปรุง พัฒนำ ให้สมบูรณ์
เกสร รองเดช (2522 : 36 – 37) ได้เสนอแนะแนวทำงในกำรสร้ำงแบบฝกึ เสริมทักษะดังนี้
1. สร้ำงแบบฝึกเสรมิ ทักษะให้เหมำะสมกบั วัยของนักเรยี น คือ ไมง่ ำ่ ยไมย่ ำกจนเกินไป
2. เรียงลำดับแบบฝึกเสริมทักษะจำกง่ำยไปหำยำก โดยเริ่มจำกกำรฝึกออกเสียงเป็นพยำงค์ คำ วลี
ประโยคและคำประพนั ธ์
3. แบบฝึกเสริมทักษะบำงแบบควรใช้ภำพประกอบ เพ่ือดึงดูดควำมสนใจของนักเรียน ซ่ึงจะช่วยให้
นักเรยี นประสบควำมสำเรจ็ ในกำรฝกึ และจะช่วยย่ัวยุใหต้ ิดตำมต่อไปตำมหลกั ของกำรจงู ใจ
4. แบบฝกึ เสริมทกั ษะท่ีสร้ำงขนึ้ เป็นแบบฝกึ ส้นั ๆ งำ่ ย ๆ ใช้เวลำในกำรฝึกประมำณ 30 ถงึ 45 นำที
5. เพือ่ ปอ้ งกนั ควำมเบอ่ื หนำ่ ย แบบฝึกต้องมลี กั ษณะต่ำง ๆ เช่น ประสมคำจำกภำพ เล่นกบั บตั รภำพ
เตมิ คำลงในชอ่ งว่ำง อ่ำนคำประพนั ธ์ ฝึกร้องเพลงและใช้เกมตำ่ ง ๆ ประกอบ
บ็อค (Bock 1993 : 3) ไดใ้ หข้ ้อพิจำรณำในกำรสรำ้ งแบบฝึกเสริมทกั ษะ ดังน้ี
1. กำหนดจดุ ประสงคใ์ หช้ ดั เจน เพอื่ ช่วยให้ผเู้ รียนได้ทรำบจดุ มงุ่ หมำยของแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ
2. ให้รำยละเอียดต่ำงๆเช่น คำแนะนำในกำรทำแบบฝึกเสริมทักษะหรือข้ันตอนในกำรทำอย่ำง
ละเอยี ด
3. สร้ำงแบบฝึกเสริมทักษะให้มีรูปแบบที่หลำกหลำย เพื่อสร้ำงควำมเข้ำใจให้กับนักเรียนมำกท่ีสุด
เช่น แบบฝึกเสริมทักษะอำจใชร้ ูปแบบง่ำย ๆ โดยเร่ิมจำกกำรให้นักเรยี นตอบคำถำมในลักษณะถกู ผดิ จนถึงกำร
ใหน้ กั เรียนแสดงควำมคิดเหน็
4. แบบฝึกเสริมทักษะควรสร้ำงควำมเข้ำใจให้กับนักเรียน เช่น กำรให้นักเรียนเขียนเรียงลำดับ
เหตกุ ำรณ์ทีเ่ กดิ ขน้ึ ลงในตำรำงหรือแผนภูมิทีก่ ำหนดให้
จำกแนวคิดข้ำงต้นสำมำรถสรปุ ไดว้ ่ำ กำรสรำ้ งชดุ แบบฝกึ ควรมหี ลกั ในกำรสร้ำงดงั น้ี
1. ควรยึดหลักจิตวิทยำกำรเรยี นรู้และพฒั นำกำรของผ้เู รยี นในแต่ละวยั ในกำรทำชดุ แบบฝกึ
2. ต้องต้ังจดุ ประสงค์ในกำรฝกึ ว่ำตอ้ งกำรฝึกทักษะใด ต้องกำรให้ผูเ้ รยี นได้เรยี นรูอ้ ะไรบำ้ ง
3. ชุดแบบฝกึ ตอ้ งไม่ยำกหรอื งำ่ ยจนเกินไปและต้องเรียงลำดบั จำกส่ิงทงี่ ่ำยไปหำยำก
4. ตอ้ งศกึ ษำขน้ั ตอนตำ่ ง ๆ ในกำรสรำ้ งชุดแบบฝกึ ปญั หำและขอ้ บกพร่องของนักเรยี น
5. ชุดแบบฝกึ ตอ้ งมีคำช้ีแจงและควรมีตวั อย่ำงเพ่อื ใหน้ ักเรียนมีควำมเข้ำใจมำกข้ึน
6. ชุดแบบฝกึ ควรมีหลำยรูปแบบและหลำยลักษณะ เพื่อดงึ ดูดควำมสนใจในกำรทำชดุ แบบฝกึ
7. ควรมรี ูปภำพประกอบหรอื กำรตกแตง่ ท่เี หมำะสมกับวัยของผเู้ รยี น
8. ควรใช้ภำษำง่ำย ๆ ในสว่ นของเนือ้ หำหรือคำสง่ั
9. ควรมีกำรทดลองเพอ่ื หำข้อผดิ พลำดกอ่ นนำไปใชจ้ ริง
10. ควรจดั ทำเปน็ รปู เลม่ หรือเปน็ กล่องเพื่อสำมำรถเกบ็ รกั ษำได้ง่ำย
1.4 ลักษณะของชดุ แบบฝึกทดี่ ี
กำรจัดทำชุดแบบฝึกน้ันจำเป็นต้องอำศัยกำรศึกษำลักษณะ หลักกำรและรูปแบบของชุดแบบฝึกท่ีมีอยู่
หลำกหลำยแตกต่ำงกันไป ซึ่งรูปแบบต่ำงๆน้ันจะเหมำะสมหรือไม่ข้ึนอยู่กับทกั ษะทีเ่ รำจะฝึก ดังท่ีมีนักกำรศึกษำ
ไดเ้ สนอแนวคดิ เกยี่ วกบั ลกั ษณะของแบบฝึกทดี่ ีไว้ดงั นี้
บิลโลว์ (Billow อ้ำงถงึ ใน เตือนใจ ตรีเนตร.2544 : 7) กล่ำวถึง ลกั ษณะของแบบฝึกทดี่ ีนัน้ จะต้องดึงดูด
ควำมสนใจและสมำธิของผู้เรียน เรียงลำดับจำกง่ำยไปหำยำกเปิดโอกำสให้ผู้เรียนฝึกเฉพำะอย่ำง ใช้ภำษำ
เหมำะสมกับวยั วัฒนธรรมประเพณี ภูมิหลังทำงภำษำของผู้เรียน แบบฝกึ ที่ดคี วรจะเป็นแบบฝกึ สำหรับผู้เรียนท่ี
เรียนเก่ง และซ่อมเสริมสำหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อนในขณะเดียวกัน นอกจำกน้ีแล้วควรใช้หลำยลักษณะและมี
ควำมหมำยต่อผ้ฝู ึกอีกดว้ ย
รเี วอรส์ (Rivers อ้ำงถึงใน เตอื นใจ ตรเี นตร. 2544 : 7) กล่ำวถงึ ลกั ษณะของแบบฝึกไว้ดังนี้
1. บทเรยี นทุกเร่ืองควรใหผ้ ูเ้ รียนไดม้ ีโอกำสฝึกมำกพอ ก่อนจะเรยี นเร่อื งตอ่ ไป
2. แต่ละบทควรฝึกโดยใชเ้ พียงแบบฝึกเดียว
3. ฝึกโครงสรำ้ งใหม่กบั สง่ิ ท่ีเรียนรแู้ ลว้
4. ส่งิ ที่ฝกึ แต่ละคร้ังควรเป็นบทฝึกสนั้ ๆ
5. ประโยคและคำศัพทค์ วรเป็นแบบท่ีใช้พดู กันในชวี ติ ประจำวัน
6. แบบฝกึ ควรใหผ้ ู้เรยี นไดใ้ ช้ควำมคิดไปดว้ ย
7. แบบฝกึ ควรมหี ลำยๆ แบบเพื่อไมใ่ หผ้ ้เู รยี นเกิดควำมเบ่อื หนำ่ ย
8. กำรฝกึ ควรฝกึ ให้ผู้เรยี นนำสิ่งทเ่ี รยี นแล้วสำมำรถใช้ในชีวติ ประจำวัน
ไพรตั น์ สุวรรณแสน (อ้ำงถงึ ใน จิรพร จันทะเวียง,2542 :43) กล่ำวถงึ ลกั ษณะของแบบฝกึ ทดี่ ี ไว้ดงั น้ี
1. เกยี่ วกบั บทเรยี นที่ไดเ้ รียนมำแลว้
2. เหมำะสมกบั ระดบั วยั และควำมสำมำรถของเด็ก
3. มีคำช้ีแจงสัน้ ๆ ที่จะทำใหเ้ ดก็ เขำ้ ใจ คำชแี้ จงหรือคำสัง่ ตอ้ งกะทดั รดั
4. ใชเ้ วลำเหมำะสม คือ ไมใ่ หเ้ วลำนำนหรอื เร็วเกินไป
5. เป็นทีน่ ่ำสนใจและท้ำทำยควำมสำมำรถ
จำกท่ีกล่ำวมำด้ำนบนสำมำรถสรุปลักษณะของชุดแบบฝึกท่ีดี คือ ควรมีเน้ือหำท่ีน่ำสนใจและดึงดูด
ควำมสนใจของผู้เรียนได้ และต้องเหมำะสมกับวัยของผู้เรียนไม่ง่ำยหรือยำกจนเกินไป อีกท้ังชุดแบบฝึกท่ีดีนั้น
ควรเปน็ ชดุ แบบฝกึ ทผ่ี ู้เรียนสำมำรถศึกษำและฝึกทักษะไดด้ ว้ ยตนเองโดยที่ไม่มีครเู ปน็ ผสู้ อนหรืออธิบำย
1.5 ข้อดีของชดุ แบบฝกึ
ถวัลย์ มำศจรสั (2546 : 21) กล่ำวถึงประโยชน์ของแบบฝกึ ดังนี้
1.เปน็ สื่อกำรเรยี นรู้ เพอื่ พฒั นำกำรเรยี นรใู้ หแ้ กผ่ เู้ รียน
2.ผูเ้ รยี นมีสือ่ สำหรับฝกึ ทักษะดำ้ นกำรอำ่ น กำรคิด กำรวเิ ครำะห์ และกำรเขียน
3.เป็นสื่อกำรเรยี นรูส้ ำหรับกำรแกไ้ ขปญั หำในกำรเรยี นรขู้ องผูเ้ รยี น
4.พฒั นำควำมรู้ ทักษะ และเจตคตดิ ำ้ นตำ่ งๆ ของผ้เู รยี น
เพ็ตตี้ (Petty, 1963, pp. 469 - 472 อ้ำงถึงใน พนมวัน วรดลย์, 2542, หน้ำ 38 - 39) ได้กล่ำวถึง
ประโยชน์ของแบบฝึก ดังน้ี
1. เป็นสว่ นเพ่มิ หรือเสริมหนงั สือเรียนในกำรเรียนทักษะ เปน็ อปุ กรณ์กำรสอนที่ช่วย
ลดภำระของครูไดม้ ำก เพรำะแบบฝึกเป็นส่งิ ทีจ่ ัดทำขน้ึ อย่ำงเป็นระบบระเบียบ
2. ช่วยเสรมิ ทักษะทำงกำรใชภ้ ำษำ แบบฝกึ เปน็ เครือ่ งมอื ท่ชี ว่ ยให้เด็กฝกึ ทกั ษะกำรใช้
ภำษำได้ดี แตต่ อ้ งอำศยั กำรส่งเสรมิ และเอำใจใสจ่ ำกครูผสู้ อนด้วย
3. ช่วยในเรื่องควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล เนื่องจำกเด็กมีควำมสำมำรถทำงภำษำ แตกต่ำงกันกำร
ให้เด็กทำแบบฝกึ ทีเ่ หมำะสมกับควำมสำมำรถจะช่วยให้เด็กประสบควำมสำเร็จในด้ำนจิตใจมำกขน้ึ
4. แบบฝกึ ชว่ ยเสริมใหท้ กั ษะทำงภำษำคงทนโดยกระทำ ดังน้ี
4.1 ฝกึ ทันทีหลงั จำกทีเ่ ด็กได้เรยี นร้เู ร่อื งนนั้ ๆ
4.2 ฝึกซำ้ หลำย ๆ ครง้ั
4.3 เนน้ เฉพำะเร่ืองท่ีต้องฝกึ
5. แบบฝึกท่ใี ชเ้ ป็นเคร่ืองมือวดั ผลกำรเรยี นร้หู ลังจำกบทเรยี นในแต่ละคร้งั
6. แบบฝึกทีจ่ ดั ทำขึ้นเปน็ รปู เลม่ เดก็ สำมำรถเก็บรักษำไว้เพอื่ เป็นแนวทำงและทบทวนดว้ ยตนเอง
7. กำรให้เด็กทำแบบฝึกชว่ ยใหค้ รมู องเห็นจดุ เดน่ หรอื ปัญหำต่ำง ๆ ของเด็กได้ชัดเจน
ซึง่ จะช่วยใหค้ รูดำเนนิ กำรปรบั ปรุงแก้ปัญหำน้นั ๆ ไดท้ ันทว่ งที
8. แบบฝึกที่จดั ทำข้นึ นอกเหนอื จำกทีม่ ีอยู่ในหนังสอื เรียน จะช่วยใหเ้ ดก็ ไดฝ้ ึกฝน
อย่ำงเต็มท่ี
9. แบบฝึกที่จดั พิมพ์ไวเ้ รยี บร้อย จะชว่ ยใหค้ รูประหยัดทัง้ แรงงำนและเวลำในกำรท่ีจะ
ต้องจัดเตรียมสร้ำงแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้ำนผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลำลอกแบบฝึกจำกตำรำเรียน ทำให้มีโอกำส
ฝกึ ฝนทักษะตำ่ ง ๆ ได้มำกข้ึน
10. แบบฝึกหัดช่วยประหยัดค่ำใช้จ่ำย เพรำะกำรจัดพิมพ์ข้ึนเป็นรูปเล่มแน่นอนย่อมลงทุนต่ำกว่ำท่ี
จะพิมพ์ลงกระดำษไขทุกคร้ัง ผู้เรียนสำมำรถบันทึกและมองเห็นควำมก้ำวหน้ำของตนเองได้อย่ำงมีระบบ
ระเบียบ
จำกประโยชน์ของแบบฝึกที่กลำ่ วมำ สรุปไดว้ ่ำ แบบฝึกมีประโยชน์มำกเปน็ เคร่ืองมือท่ีชว่ ยให้ผู้เรียนได้
ฝึกทักษะต่ำงๆที่ต้องกำร สำมำรถท่ีจะทบทวนด้วยตนเองและเห็นควำมก้ำวหน้ำในควำมสำมำรถของตนเ อง
นอกจำกนี้ยงั สำมำรถช่วยลดภำระของครูผสู้ อนไดอ้ ีกด้วย
2. เอกสารทีเ่ กย่ี วข้องกบั ทกั ษะการจาแนก
2.1 นยิ ามความหมายของทกั ษะการจาแนก
ประภำพรรณ สุวรรณสุข (2527:37) ได้ให้ควำมหมำยของกำรจำแนกประเภทว่ำ หมำยถึง กำรใช้
ประสำทสัมผัสส่วนใดสว่ นหน่ึงของร่ำงกำยจดั สิง่ ต่ำง ๆ ใหเ้ ขำ้ อยู่ในประเภทเดียวกนั ซึง่ กำรจัดประเภทน้ีอำจทำ
ได้หลำยวธิ ี เชน่ แยกประเภทตำมตัวอักษร ตำมลกั ษณะ รูปรำ่ ง แสง สี เสยี ง ขนำด ประโยชนใ์ นกำรใช้ เป็นต้น
นวิ แมน ได้อธิบำยว่ำ เด็กปฐมวัยสำมำรถจำแนกวัตถุออกเป็นกลุ่ม ๆ ไดโ้ ดยกำรใชค้ ุณสมบัติเฉพำะตัว
ของวตั ถุหรือมติ ขิ องวัตถุนั้น ๆ เป็นเกณฑ์ในกำรจำแนก อำทิ สี ควำมแขง็ แรง ขนำดและรูปร่ำง เปน็ ต้น เดก็ บำง
คนอำจจำแนกวัตถุต่ำง ๆ ออกเป็นกลุ่มได้โดยใช้คุณสมบัติหรอื มิติมำกกวำ่ หน่ึงอย่ำง ในกำรจำแนกน้ีเด็กควรจะ
ได้รับโอกำสท่ีให้สำมำรถคิดตัดสินใจในกำรจำแนกโดยใช้ วธิ ีกำรจำแนกของเด็กเอง และไม่ใช่วิธกี ำรจำแนกของ
ผูอ้ ่ืนกำหนดให้
สำหรับ เรส์ด และแพทเตอร์สัน (Resd and Patterson) ได้กล่ำวในทำนองเดียวกันว่ำ กำรจำแนก
ประเภทเป็นแกนกลำงของกำรเรียนรู้ทำงวิทยำศำสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ท่ีใช้วิธีกำรจัดระเบียบกำรสังเกตด้วย
ตนเอง
จำกควำมหมำยข้ำงต้นสำมำรถสรปุ กำรจำแนกได้ว่ำเป็นทักษะในกำรแบ่งส่ิงที่ต้องกำรคำตอบหรือส่ิงที่
อยำกทรำบในท่ีนีผ้ ู้วิจยั ใชเ้ รอ่ื งของกำรจำแนกลกั ษณะของโน้ตดนตรีสำกล
3. เอกสารท่เี กี่ยวข้องกบั ความพึงพอใจ
3.1 นยิ ามความหมายของความพงึ พอใจ
นักวชิ ำกำรได้ให้ควำมหมำยของควำมพึงพอใจต่ำง ๆ พอสรปุ ไดด้ ังน้ี
ทวีพงษ์ หนิ คำ (2541 : 8 ) ไดใ้ ห้ควำมหมำยของควำมพึงพอใจว่ำเป็นควำมชอบของบคุ คลที่มีต่อ
ส่ิงหนึ่งสิ่งใด ซึงสำมำรถลดควำมดึงเครียดและตอบสนองควำมต้องกำรของบุคคลได้ทำให้เกิดควำมพึงพอใจต่อ
สง่ิ นนั้
ธนียำ ปัญญำแก้ว ( 2541 : 12 ) ได้ให้ควำมหมำยว่ำ ส่ิงท่ีทำให้เกิดควำมพึงพอใจท่ีเก่ียวกับ
ลักษณะของงำน ปัจจัยเหล่ำน้ีนำไปสู่ควำมพอใจในงำนที่ทำ ได้แก่ ควำมสำเร็จ กำรยกย่อง ลักษณะงำน ควำม
รับผิดชอบ และควำมก้ำวหน้ำ เม่ือปัจจัยเหล่ำน้ีอยู่ต่ำกว่ำ จะทำให้เกิดควำมไม่พอใจงำนท่ีทำ ถ้ำหำกงำนให้
ควำมก้ำวหน้ำ ควำมท้ำท้ำย ควำมรับผิดชอบ ควำมสำเร็จและกำรยกย่องแก่ผู้ปฏิบัติงำนแล้ว พวกเขำจะพอใจ
และมีแรงจูงใจในกำรทำงำนเป็นอย่ำงมำก
จำกควำมหมำยท่ีกล่ำวมำข้ำงต้น สรุปควำมหมำยของควำมพึงพอใจได้ว่ำ เป็นควำมรู้สึกที่ดีของบุคคล
ต่ำงๆในทำงบวก ควำมชอบของบุคคล ควำมสุขใจต่อสภำพแวดล้อมด้ำนต่ำง ๆ หรือเป็นควำมรู้สึกท่ีดี ที่พอใจ
ต่อสิ่งทท่ี ำใหเ้ รำเกิดควำมชอบ และเปน็ ควำมร้สู กึ ทีบ่ รรลถุ ึงควำมตอ้ งกำรได้
4. งานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง
4.1 ช่อื เรื่อง กำรพฒั นำทกั ษะในดำ้ นกำรอ่ำนโน้ตสำกล ระดบั ช้นั ประถมศึกษำปีท่ี 4
ช่ือผู้วิจัย นำงสำวสุจิตตรำ คงปล้ืม กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้ ศิลปะ
ในกำรวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมำยเพื่อกำรพัฒนำทักษะในด้ำนกำรอ่ำนโน้ตสำกลระดับชั้นประถมศึกษำปีท่ี
4/7 ของโรงเรียนเซนต์หลยุ ส์ ในภำคเรียนที่ 2 ปกี ำรศกึ ษำ 2548 จำกจำนวนนกั เรียนทง้ั หมด 51 คน
ผลกำรวิจัยพบว่ำนักเรียนจำนวนหนง่ึ มกี ำรพัฒนำทักษะในด้ำนกำรอ่ำนโน้ตสำกลดีข้ึนกว่ำเดิม นักเรยี น
มีผลสัมฤทธิ์ในด้ำนกำรอ่ำนและกำรปฏิบัติเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดโดยคิดเป็นร้อยละ 100.00 , 97.50 แสดงว่ำ
นักเรยี นมกี ำรพฒั นำทักษะในด้ำนกำรอ่ำนทีด่ ขี ้นึ จึงส่งผลตอ่ กำรปฏบิ ัติเครอ่ื งดนตรีคียบ์ อร์ดอยู่ในเกณฑท์ ี่ดี
วิธดี ำเนินกำรวจิ ัย
ในกำรวิจยั คร้งั น้ี ผู้วจิ ยั ได้ดำเนินกำรวิจัยตำมแผนกำรสอนตำมปกติ โดยครอบคลุมเน้ือหำในกำรเขยี น
โน้ตสำกล และอ่ำนโน้ตสำกล รวมถึงกำรปฏิบัติเคร่ืองดนตรี ทุกชั่วโมงก่อนเรียนปฏิบัติเครื่องดนตรีในภำค
เรยี นที่ 2 โดยดำเนนิ กำรสอนในตำรำง
ข้ันนำเขำ้ สู่บทเรียน
ครูทบทวนทฤษฎีสัญลกั ษณต์ ่ำงๆครใู หน้ ักเรียนเขียนสัญลักษณ์ตำ่ งๆและใหน้ ักเรียนอ่ำนแบบฝึกหัดท่คี รู
เตรียมให้โดยเลยี งลำดับควำมยำกง่ำย
ขั้นสอน
1. ครูอภิปรำยเกี่ยวกับสัญลักษณ์พื้นฐำนทำงดนตรี เช่น บรรทัด 5 เส้น โน้ตตัวกลม โน้ตตัวขำว และโน้ตดำ
สญั ลักษณ์ตวั หยดุ ตำ่ งๆ
2. ครูยกตัวอยำ่ งสัญลักษณพ์ ้ืนฐำนต่ำงใหน้ กั เรียนดู
3. ครอู ภปิ รำยเกี่ยวกับสญั ลักษณต์ ำ่ งๆ ตำมตำรำงกำรสอนท่ไี ดก้ ำหนดไว้ทั้ง 12 สปั ดำห์
4. ใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หัดฝึกเขียน ฝึกอ่ำนโน้ตสำกลและกำรปฏบิ ัติเครื่องดนตรีคียบ์ อร์ด
ขัน้ สรปุ
1. ครแู ละนกั เรยี นชว่ ยกันอภิปรำยสรปุ เก่ียวกบั สัญลักษณ์พืน้ ฐำนทำงดนตรีต่ำงๆ
2. ครใู หน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หดั กำรเขียนกำรอำ่ นโนต้ สำกลและกำรปฏิบัตเิ คร่ืองดนตรีคียบ์ อร์ด
3.ตรวจแบบทดสอบโดยกำรเขียนกำรอำ่ นโน้ตสำกลและกำรปฏิบตั เิ ครอ่ื งดนตรตี ำมแบบฝึกหัดต่ำงๆทก่ี ำหนดให้
อ้ำงอิง www.sl.ac.th/html_edu/sl/temp_news/11014.doc สืบค้น ณ วันที่ 18 ธันวำคม 25564.2
งานวิจยั ในชนั้ เรยี น เร่ือง การอา่ นโน้ตสากลเบอื้ งต้น
ช่ืองำนวิจยั กำรอำ่ นตวั โน้ตสำกลเบ้ืองตน้ ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษำปีท่ี1
ชอื่ ผวู้ ิจัย ครูปกำศิต เอีย่ มสะอำด
กำรวิจัยคร้ังนี้ มีจุดมุ่งหมำยเพ่ือพัฒนำควำมสำมำรถในกำรอ่ำนตัวโน้ตสำกลเบ้ืองต้นของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษำปีท่ี 1 ปีกำรศึกษำ 2549 โรงเรียนเทศบำล 3 (วิมุกตำยนวิทยำ) อ.สุไหงโก-ลก จ.นรำธิวำส ซึ่ง
นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษำปที ่ี 1 สว่ นใหญ่ยงั อำ่ นโนต้ สำกลเบ้ืองตน้ ยงั ไมค่ ลอ่ ง
เครือ่ งมอื ในกำรวิจัย ไดแ้ ก่ กำรเสริมแรงโดยใชค้ ำพดู ท่ีสภุ ำพ เปน็ กันเอง แบบทดสอบวัดควำมสำมำรถ
ควำมรเู้ บอ้ื งต้นเก่ียวกับตวั โน้ตสำกล เป็นแบบทดสอบ 4 ตวั เลอื ก ชดุ ละ 4 ขอ้ จำนวน 4 ชุด ใช้ทดสอบกอ่ นและ
หลงั กำรใชช้ ุดฝึกปฏิบัติ ชดุ ฝึกปฏบิ ัติกำรอ่ำนโน้ตสำกล จำนวน 4 ชุด
วธิ ีดำเนินกำรวจิ ยั
1.ประชำกรและกลมุ่ ตวั อยำ่ ง
ประชำกรท่ีใชใ้ นกำรวจิ ยั คือ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษำปที ี่ 1 เทอม 1
ปีกำรศกึ ษำ 2549 โรงเรียนเทศบำล 3 (วิมุกตำยนวิทยำ)
2.ระยะเวลำทใ่ี ช้ในกำรวิจัย
ระยะเวลำท่ีใชใ้ นกำรวิจยั ตลอดภำคเรียนท่ี 1 ปีกำรศึกษำ 2549
ขนั้ ตอนในกำรวจิ ัย
1.ใหผ้ เู้ รยี นอ่ำนคำชแ้ี จงในแบบทดสอบ ก่อนกำรฝึกปฏิบัติกจิ กรรม และปฏบิ ัติคำชแี้ จงน้ัน
2.ผู้เรียนเลอื กคำตอบทถี่ กู ตอ้ ง เหมำะสม สอดคล้องกับคำถำม จำนวน 2 ขอ้
3.เมื่อผู้เรียน ทำแบบทดสอบเสร็จแล้ว ส่งให้ผู้วิจัยตรวจ ผู้วิจัยแจ้งผลกำรทำแบบทดสอบให้ผู้เรียน
ทรำบ เพ่อื ปรับปรงุ ข้อผดิ พลำด
4.ผ้เู รยี นฝึกปฏิบตั ิกิจกรรมกำรอ่ำนตัวโนต้ สำกล ตำมคำช้ีแจงท่ีกำหนดให้ เสรจ็ แล้วนำส่งผู้วิจยั
5.ประเมนิ ผล ด้วยกำรใหร้ ะดับคะแนน A B หรอื C
6.ผู้เรียนส่งแบบทดสอบ ท่ีทำเสร็จแล้วให้ผู้วิจัยตรวจ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนของแบบทดสอบ ก่อน
กำรฝกึ และหลงั จำกกำรฝกึ
อ้ำงอิง http://musict3.blogspot.com/2007/10/blog-post_07.html สืบค้น ณ วันที่ 18 ธันวำคม
2556
4.3 ชอื่ เรอ่ื ง รายงานการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะ เรื่องขลยุ่ รคี อร์เดอร์ กลุม่ สาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ
ช่อื ผู้ทำ นำงพรรนภิ ำ ไชยมงคล ตำแหนง่ ครชู ำนำญกำร
ชอื่ โรงเรียน โรงเรยี นบำ้ นหลกั ปนั จังหวดั เชยี งใหม่
ชว่ งชนั้ ช่วงชนั้ ท่ี 3 (ม.1 - ม.3) กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ศิลปะ
บทคดั ย่อ
กำรศึกษำครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์ เพ่ือหำประสิทธิภำพของชุดฝึกทักษะ เรื่อง ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสำระ
กำรเรยี นรูศ้ ลิ ปะ ชนั้ มัธยมศึกษำปีท่ี 1 ตำมเกณฑม์ ำตรฐำน E1/E2 = 80/80 เพ่อื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทำงกำร
เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจำกกำรใช้ชุดฝึกทักษะ เร่ือง ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ศิลปะ ชั้น
มธั ยมศึกษำปีที่ 1 และ เพื่อศึกษำควำมพึงพอใจของนักเรียนท่ีมตี ่อกำรใช้ชดุ ฝึกทักษะ เร่อื งขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่ม
สำระกำรเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษำ ปีท่ี 1 กลุ่มประชำกรท่ีใช้ในกำรศึกษำ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 1
โรงเรียนบ้ำนหลักปัน อำเภอสันทรำย จังหวัดเชียงใหม่ ภำคเรียนท่ี 1 ปีกำรศึกษำ 2554 จำนวน 33 คน
เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำ ได้แก่ ชุดฝึกทักษะ เร่ืองขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ชั้นมัธยมศึกษำ ปีที่ 1 จำนวน 4 เร่ือง
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ กำรใช้ชุดฝึกทักษะ เร่ืองขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 1 จำนวน 15 แผน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนจำกกำรใช้ชุดฝึกทักษะ เรื่องขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 1 เป็น
แบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ขอ้ และแบบสอบถำมควำมพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอ่ ชุดฝกึ ทกั ษะ
เร่ืองขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 1 จำนวน 10 ข้อ ดำเนินกำรวิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้ค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ย
และส่วนเบย่ี งเบนมำตรฐำน
ผลกำรศกึ ษำ พบว่ำ ชุดฝกึ ทักษะ เรื่องขลยุ่ รีคอร์เดอร์ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษำปที ่ี 1
โรงเรียนบ้ำนหลักปัน มีประสิทธิภำพ E1/E2 = 87.33/86.77 สูงกว่ำเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ คือ E1/E2 = 80/80
นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีที่ 1 โรงเรยี นบำ้ นหลักปนั มีผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนหลังเรยี นสูงกว่ำกอ่ นเรียน โดยหลัง
เรียนมีค่ำเฉล่ียเท่ำกับ 26.03 ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนเท่ำกับ 2.83 และก่อนเรียนมีค่ำเฉลี่ยเท่ำกับ 15.79 ส่วน
เบย่ี งเบนมำตรฐำนเท่ำกับ 4.31 และนกั เรียนมคี วำมพงึ พอใจต่อกำรใชช้ ุดฝึกทักษะ เรอื่ งขลยุ่ รคี อร์เดอร์ โดยรวม
ในระดับมำก ( = 4.24, = 0.52) ท้ังนี้ มีควำมพึงพอใจในด้ำนครูดูแลและให้คำแนะนำอย่ำงใกล้ชิด และเข้ำใจ
มำกขนึ้ มำกกวำ่ ดำ้ นอนื่
อ้ำงองิ http://www.vcharkarn.com/journal/view/5227 สบื คน้ ณ วันท่ี 15 กมุ ภำพนั ธ์ 2557
บทท่ี 3
วิธีดาเนินการวิจัย
กำรวจิ ัยครง้ั นี้มีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ ศึกษำผลของกำรใชช้ ดุ แบบฝกึ อำ่ นโนต้ ดนตรสี ำกลทม่ี ีต่อทักษะกำร
จำแนก ศกึ ษำประสิทธภิ ำพของชดุ แบบฝกึ โน้ตดนตรสี ำกลตำมเกณฑ์และเพ่ือศึกษำควำมพึงพอใจของนกั เรียน
ตอ่ กำรใชช้ ดุ แบบฝกึ โนต้ ดนตรีสำกลโดยมวี ิธีกำรดำเนนิ กำรดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชำกร นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษำปที ่ี 5/7 จำนวน 2 คน โรงเรียนกำแพงวิทยำ จ.สตลู
กลมุ่ ตวั อยำ่ ง นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษำปีที่ 5/7 ภำคเรยี นที่ 2 ปีกำรศกึ ษำ 2564 โรงเรียนกำแพงวทิ ยำ
จ.สตูล จำนวน 2 คน
2.เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย
เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการสร้างเครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้กลมุ่ สำระกำรเรียนรูศ้ ิลปะวชิ ำดนตรีโดยใช้ชุดกจิ กรรมแผนภำพดนตรี
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนวิชำดนตรี
3. แบบฝึกทกั ษะกำรปฎิบตั ิเครอื่ งดนตรี
การสร้างเครอ่ื งมือที่ใช้ในงานวจิ ยั
โดยมีข้ันตอนและกระบวนกำรสรำ้ งดงั นี้
แผนการจัดการเรียนร้ดู ้วยการใช้ชุดกจิ กรรมแผนภาพดนตรี
1.กำรสร้ำงแผนกำรจดั กำรเรียนรู้ โดยกำรใช้ชุดกจิ กรรมแผนภำพดนตรีเพื่อใชใ้ นกำรจัดกำรเรียนรู้
ผวู้ จิ ัยได้ดำเนนิ กำรตำมขั้นตอน ดงั นี้
1.1 ศึกษำหลักสตู รกลุ่มสำระกำรเรียนร้ศู ลิ ปะ สำระดนตรี เกี่ยวกับมำตรฐำนกำรเรียนรู้ ตัวชี้วัด ตำม
หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน พ.ศ.2551 ระดับมัธยมศึกษำปีท่ี 5 เพ่ือนำมำใช้ในกำรสร้ำงแผนกำร
เรียนรู้
1.2 ศึกษำแนวกำรสอนดนตรี กำรอ่ำนโน้ตดนตรีโดยกำรใช้ชุดกิจกรรมแผนภำพดนตรีศึกษำ จำก
เอกสำร และงำนวิจยั ท่เี ก่ียวข้อง
1.3 เลือกเนื้อหำทจี่ ะนำมำใชใ้ นกำรทดลอง
1.4 ศึกษำคำอธิบำยรำยวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ตัวชี้วัด สร้ำงเป็นแผนกำรจัดกำรเรียนรู้ ซ่ึง
ประกอบดว้ ย
1.4.1 มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
1.4.2 สำระกำรเรยี นรู้
1.4.3 ตวั ช้วี ดั
1.4.4 คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1.4.5 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1.4.6 ควำมสัมพันธ์ของกำรพัฒนำคณุ ภำพผเู้ รียนตำมหลักสูตรแกนกลำง
1.4.7 เนอ้ื หำสำระ
1.4.8 กจิ กรรมกำรจัดกำรเรยี นรู้โดยกำรใชช้ ุดกจิ กรรมแผนภำพดนตรี
1.4.9 สอื่ กำรเรียนกำรสอน
1.4.10 กำรวดั และกำรประเมินผล
แบบประเมินทกั ษะการอ่านโนต้
ผูว้ จิ ัยได้ดำเนนิ กำรสรำ้ งแบบประเมนิ ทกั ษะกำรอำ่ นโน้ตดนตรีดังนี้
2.1 วิเครำะห์หลักสูตรเรื่องกำรอ่ำนโน้ตดนตรีในด้ำนโครงสร้ำง เน้ือหำ สำระกำรเรียนรู้ตัวชี้วัด เพื่อให้
ควำมสำคญั ของแตล่ ะเน้ือหำ เพ่อื ทำกำรวิเครำะหเ์ พือ่ สรำ้ งเครอื่ งมือสำหรบั ทดสอบ
2.2 ศกึ ษำวธิ กี ำรสร้ำงเกณฑก์ ำรประเมนิ กำรอำ่ นโน้ตดนตรี
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
วธิ กี ำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มลี ำดับขั้นตอน ดงั ต่อไปน้ี
1. ให้นักเรียนทำกำรทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะทำงวิชำดนตรีเกี่ยวเรื่อง สัดส่วน
ของโน้ตตน โดยใชแ้ ผนกำรจดั กำรเรียนรดู้ ว้ ยกำรใชช้ ุดกจิ กรรมแผนภำพดนตรีของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษำปีท่ี 5
2. ดำเนนิ กำรสอผู้วจิ ัยได้สรำ้ งข้นึ โดยใชเ้ วลำในกำรทดลอง 8 สปั ดำห์ สปั ดำหล์ ะ่ 4 ช่วั โมง ใชเ้ วลำ
ทัง้ หมด 8 ชั่วโมง
3. ผ้วู ิจัยทำกำรทดสอบทักษะกำรอ่ำนโน้ตดนตรีของนักเรียนเปน็ รำยบุคคล หลังเรยี นนักเรียนและเก็บ
ขอ้ มูล
4. เมื่อเก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยแบบทดสอบเรยี บร้อยร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้นำข้อมูลไปวเิ ครำะห์ผลตอ่ ไป
สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยมสี ูตรทีเ่ กีย่ วขอ้ งดงั น้ี
สูตรดชั นีความสอดคลอ้ ง IOC
คำ่ ดชั นีควำมสอดคลอ้ ง (IOC) = R
N
เมอื่ IOC แทนดัชนีควำมสอดคล้องระหว่ำงจุดประสงค์กับเน้ือหำ หรือระหว่ำงเรียน
ข้อสอบกับจุดประสงค์
R แทนผลรวมคะแนนควำมคิดเห็นของผูเ้ ชย่ี วชำญ
N แทนจำนวนผูเ้ ชียวชำญ
ค่าเฉลีย่
X= X
N
เม่ือ X ค่ำเฉลี่ย
คา่ รอ้ ยละ
X แทนผลรวมของคะแนนท้งั หมด
N แทนจำนวนนกั เรยี น
ค่ำรอ้ ยละ = ควำมถี่ x 100
จำนวนรวมทง้ั หมด
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
กำรวิจยั ครั้งนี้ มีวัตถปุ ระสงค์ผลการชุดฝกึ ทกั ษะเพ่อื พัฒนาความสามารถการอา่ นโน้ตสาหรบั นักเรยี น
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5/7โดยผ่านGoogie Meet โรงเรยี นกำแพงวิทยำ จงั หวัดสตลู
เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 90 โดยผู้วิจัยได้เสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย
รำยละเอียดดังน้ี
การชุดฝึกทักษะเพ่ือพัฒนาความสามารถการอ่านโน้ตสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/7โดยผ่าน
Googie Meet โรงเรียนกำแพงวิทยำ จังหวัดสตูลเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 90 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูลปรำกฏดัง
แสดงในตำรำงที่ 1
ตารางที่ 1 ตำรำงกำรให้คะแนนผลกำรใช้ชุดกิจกรรมแผนภำพดนตรีที่มีต่อควำมสำมำรถในกำรเป่ำ
สอนขลุ่ยรีคอรเ์ ดอร์ข้ันพื้นฐำน
ลำดบั ที่ แบบฝึ กหดั ท่ี1 แบบฝึ กหัดที่2 แบบฝึ กหดั ที่3 รวมคะแนน
10 9 10
1 10 9 10 29
2 29
ตารางท่ี 2 ผลกำรใช้ชุดกิจกรรมแผนภำพดนตรีท่ีมีต่อควำมสำมำรถในกำรปฎิบัติเคร่ืองดนตรีสำกล
สำหรับนักเรียน(แผนดนตรี)ช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 5โรงเรียนกำแพงวิทยำ จังหวัดสตูล ข้ันพ้ืนฐำน เทียบกับเกณฑ์
รอ้ ยละ 90
ลาดบั ท่ี คะแนนหลงั เรยี นเตม็ 30 เทียบกบั เกณฑร์ อ้ ยละ90 ผา่ น คดิ เป็นรอ้ ยละ
คะแนน เกณฑ์ 27 คะแนน
1 29 ผา่ น 96.6
2 29 ผา่ น 96.6
ตาราง 3 แสดงค่าค่ำเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน ค่ำสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทำงสถิติของกำร
ทดสอบเปรียบเทยี บเกณฑ์ร้อยละ 90 กบั คะแนนสอบหลังเรยี นของนกั เรยี น
การทดสอบ N คะแนนเตม็ ̅ SD. %of T Sig
mean (1-
tailed)
หลงั เรยี น 40 30 28.30 0.88 94.33 9.31 0.00
จำกตำรำง 2 พบว่ำ กำรทดสอบหลงั เรียนของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ำกบั 28.30 คะแนน คิดเป็นร้อย
ละ 94.33และเมื่อเปรียบเทียบระหว่ำงเกณฑ์กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่ำ คะแนนสอบหลัง
เรยี นของนกั เรียนสูงกว่ำเกณฑอ์ ยำ่ งมนี ัยสำคญั ทำงสถติ ิทีร่ ะดับ .05
บทท่ี 5
สรปุ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
กำรวจิ ัยคร้ังนี้ มีวตั ถปุ ระสงค์ผลการชดุ ฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอา่ นโน้ตสาหรบั
นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5/7โดยผ่านGoogie Meet โรงเรยี นกำแพงวทิ ยำ จงั หวัดสตูล
เทียบกบั เกณฑ์รอ้ ยละ 90
กลุ่มตัวอย่ำง ใช้ในกำรวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 5/7 ภำคเรียนที่ 2 ปีกำรศึกษำ 2564
โรงเรยี นกำแพงวทิ ยำ จ.สตลู จำนวน 2 คน
เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการสร้างเคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวิจัย
1. แผนกำรจัดกำรเรยี นร้กู ลุ่มสำระกำรเรียนรู้ศิลปะวชิ ำดนตรโี ดยใชช้ ดุ กิจกรรมแผนภำพดนตรี
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ ำงกำรเรยี นวชิ ำดนตรี
3. แบบฝึกทกั ษะกำรปฎบิ ัติเคร่ืองดนตรี
สรุปผลการวิจยั
การชุดฝกึ ทกั ษะเพือ่ พัฒนาความสามารถการอ่านโน้ตสาหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5/7โดยผา่ น
Googie Meet โรงเรียนกำแพงวิทยำ จงั หวดั สตลู นักเรยี นมคี ะแนนเฉลี่ยรวมสงู กว่ำเกณฑเ์ ม่ือพจิ ำรณำคะแนน
เป็นรำยบุคคลพบว่ำนักเรียนมคี ะแนนสงู กว่ำเกณฑ์และนักเรียนท่มี คี ะแนนต่ำกว่ำเกณฑ์ไม่มี จำกจำนวนนกั เรยี น
อภิปรายผล
จำกกำรวิจัยสำมำรถอภิปรำยผลตำมวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ดังนี้ การชุดฝึกทักษะเพื่อพัฒนา
ความสามารถการอา่ นโน้ตสาหรบั นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/7โดยผ่านGoogie Meet โรงเรียนกำแพงวิทยำ
จังหวดั สตูลเทยี บกับเกณฑร์ ้อยละ 90 พบว่ำหลังกำรใช้ชุดกิจกรรมแผนภำพดนตรี นกั เรยี นมคี ะแนนเฉลยี่ เท่ำกับ
28.3 สูงกว่ำเกณฑ์ร้อยละ 90 โดยมีค่ำเบ่ียงเบนมำตรฐำน (S.D.) เท่ำกับ 0.871 ทั้งน้ีอำจเป็นเพรำะว่ำชุดฝึก
ทักษะเพ่ือพัฒนาความสามารถการอ่านโนต้ เขำ้ ไปช่วยในกำรเรียนรูข้ องผูเ้ รยี น โดยในแต่ละกลุ่มจะมีนักเรยี นที่มี
ทกั ษะกำรปฎิบัติเคร่ืองดนตรีซึง่ ในกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ของผูส้ อนจะเนน้ ให้ผู้เรียนได้ฝึกซอ้ มกันภำยในกลุ่ม
โดยให้ช่วยเหลือกันระหว่ำงคนที่มีทักษะกำรอ่ำนโน้ตโดยมีกระบวนกำรท่ีทำให้ผู้เรียนเข้ำใจของตนเองและผู้อื่น
มีควำมเป็นอิสระ มีควำมสุข ควำมรักที่จะเรียนรู้ และสำมำรถอยู่ร่วมกันกับผู้อ่ืนได้ จึงทำให้ทักษะกำรปฎิบัติ
เคร่อื งดนตรีของนักเรียนสูงขึ้นและสำมำรถเทยี บกับเกณฑ์ร้อยละ 90 ได้ ซ่ึงสอดคล้องกบั งำนวิจยั วสนั ต์ชยั จำติ
กำนนท์ ( พ.ศ.2551) ทำวิจัยเรื่อง : รำยงำนกำรพัฒนำแบบฝึกทักษะกำรเป่ำรีคอร์เดอร์โดยใช้โน้ตสำกลด้วย
วิธีกำรผสมผสำนกำรอ่ำนโน้ตกับกำรร้องโน้ต สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 2 โรงเรียนวังน้อย(พนมยงค์
วิทยำ) สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีพระนครศรีอยุธยำ พบว่ำ กำรพัฒนำแบบฝึกทักษะปฎิบัติเครื่องดนตรีโดยใช้โน้ต
สำกลด้วยวิธีกำรผสมผสำนกำรอ่ำนโน้ตกับกำรร้องโน้ตมีประสิทธิภำพ 82.96/80.44 สูงกว่ำเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้
ผลสัมฤทธทิ์ ำงกำรเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้โน้ตสำกลด้วยวิธีกำรผสมผสำนกำรอ่ำนโน้ตกับกำรร้องโน้ต
สูงกว่ำก่อนเรยี นอยำ่ งมนี ัยสำคญั ทำงสถิตทิ ี่ระดับ. 05 นักเรียนมีควำมพึงพอใจตอ่ แบบฝึกทักษะกำรปฎบิ ัตเิ ครื่อง
ดนตรีใช้โน้ตสำกลด้วยวิธีกำรผสมผสำนกำรอ่ำนโน้ตกับกำรร้องโน้ต อยู่ในระดับมำกอย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติท่ี
ระดับ.0 5 โดยมีคำ่ เฉล่ยี เท่ำกบั 4.15 คำ่ เบยี่ งเบนมำตรฐำน (S.D.)เท่ำกับ 0.43 เมอื่ เทียบกับเกณฑ์
ข้อเสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลวจิ ัยไปใช้
1. กำรจักกิจกรรมกำรเรียนกำรสอนครูควรใช้สอื่ กำรเรียนรู้อย่ำงหลำกหลำยประกอบกำรจัดกำรเรยี นรู้
ทกุ คร้ังเพรำะจะทำใหค้ รูและนกั เรยี นดำเนนิ กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ได้อย่ำงมีประสิทธภิ ำพและประสิทธิผล
2. ครูผู้สอนควรมีกำรเตรียมตัวในกำรสอนเป็นอย่ำงดี โดยต้องศึกษำรำยละเอียด ขั้นตอน วิธีกำรเรียน
ให้เข้ำใจชัดเจน รวมทั้งในด้ำนของกำรเตรียมเนื้อหำบทเรียน ส่ือกำรสอนให้พร้อม เพ่ือให้กำรสอนประสบ
ผลสำเร็จ
3. ควรมเี พลงหรอื บทฝึกส้ันๆใหน้ ักเรยี นเป่ำ เพ่อื ใหน้ ักเรียนเป่ำเพลงท่ีหลำกหลำยขึ้นและเพ่ือเสริมสร้ำง
ทกั ษะกำรฟังให้กบั นกั เรยี น
2. ข้อเสนอแนะสาหรับการวิจยั ครง้ั ต่อไป
2.1 ผู้วิจัยควรให้นักเรียนใช้เวลำว่ำงในกำรฝึกฝนส่วนตัวนอกจำกในห้องเรียน เช่น ตอนพักกลำงวัน
ตอนเยน็ หรือท่บี ้ำนของนกั เรยี น เพื่อให้ทกั ษะกำรอำ่ นโนต้ ดนตรีของนกั เรียนพฒั นำอย่ำงต่อเนือ่ ง
บรรณานกุ รม
ฉฐั กมล ปทุมศรี.2547. “กำรสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะกำรอ่ำนอยำ่ งมีวิจำรณญำณสำหรับนกั เรยี น
ช้นั มัธยมศึกษำปที ี่ 3 โรงเรยี นกระทุ่มแบนวิเศษสมทุ รคุณ”ปรญิ ญำนพิ นธก์ ำรศึกษำมหำบณั ฑิต มหำวทิ ยำลยั
มหำสำรคำม.(สำเนำ).
ณัชชำ พันธเ์ุ จริญ. 2553. ทฤษฎดี นตรี. จำนวน 4,000 เลม่ . พมิ พค์ รง้ั ที่ 8.
กรงุ เทพมหำนคร : โรงพิมพธ์ นำเพรส จำกัด.
วริ ัช ซยุ สูงเนิน.2520. “ดนตรีสำหรบั ครปู ระถมศึกษำ”,พิษณโุ ลก:
มหำวิทยำลัยศรนี ครินทรวิโรฒ พิษณโุ ลก.
คมสันต์ วงค์วรรณ.์ 2551. ดนตรตี ะวันตก. จำนวน 2,000 เล่ม. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหำนคร: